“เฉลิมชัย” พร้อมรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มั่นใจตอบได้ทุกประเด็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481027

“เฉลิมชัย” พร้อมรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มั่นใจตอบได้ทุกประเด็น

29 ส.ค. 2564

รัฐมนตรี “เฉลิมชัย” พร้อมรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มั่นใจตอบได้ทุกประเด็นหลังโชว์ผลงานปฎิรูปกระทรวงเกษตรฯภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ คว้าแชมป์ คุณธรรมและความโปร่งใส ประจำปี 2564 ของ ป.ป.ช. ใส” ประจำปี 2564 ของปปช.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าววันนี้ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลตามครรลองเสียงข้างมากข้างน้อยของระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย

ในส่วนของตนพร้อมชี้แจงทุกประเด็น ทั้งเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินและประเด็นการทุจริตประพฤติมิชอบรวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่มีการกล่าวหาหรือมีการตั้งข้อสงสัยเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้ประกอบดุลยพินิจในการลงมติ

ตนเชื่อว่าผลงานคือคำตอบที่ดีที่สุดโดยเฉพาะการบริหารราชการแผ่นดินด้วยคุณธรรมและความโปร่งใสของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซึ่งล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ได้จัดทำการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment :ITA)

ประจำปีงบประมาณ 2564 ซึ่งได้กำหนดไว้ตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

พบว่า หน่วยงานทั้ง 23 หน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีค่า ITA อยู่ในระดับ A โดยมีคะแนนภาพรวมทั้งสิ้น 92.67 คะแนน สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยการประเมินภาพรวมทั่วประเทศที่มีค่าเฉลี่ย 81.25 คะแนน

ยิ่งกว่านั้นกระทรวงเกษตรฯ ยังคว้าอับดับที่ 1 ของผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสประเภทที่ 5 (กองทุนและหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ) ในระดับAA มากถึง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง 98.52%

ตามด้วยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร 97.22 % และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย 96.1 %

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน กล่าวต่อไปว่า ความก้าวหน้าพัฒนาของ 23 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นและการทำงานหนักของทุกคนในองค์กรอย่างต่อเนื่อง

โดยมุ่งเน้นการปฏิรูป 2 มิติคือการปฏิรูปการบริหารราชการและการปฏิรูปการบริการประชาชนด้วยความรวดเร็วมีประสิทธิภาพโปร่งใสและตรวจสอบได้

ภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์การปฏิรูป” ซึ่งเป็นคานงัดสร้างจุดเปลี่ยนได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2. ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0

3. ยุทธศาสตร์ “3’s” (Safety- Security-Sustainability- เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน)

4. ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบรูณาการกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะโมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย”

5. ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งการดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

สำหรับผลคะแนนทั้ง 23 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ มีดังนี้ 

1. กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตร 98.52 คะแนน ระดับ AA

 2. สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร 97.22 คะแนน ระดับ AA

3. องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย 96.17 คะแนน ระดับ AA

4. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง 94.71 คะแนน ระดับ A

5. การยางแห่งประเทศไทย 94.58 คะแนน ระดับ A

6. กรมพัฒนาที่ดิน 94.47 คะแนน ระดับ A

7.สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 93.86 คะแนน  ระดับ A

8. กรมส่งเสริมสหกรณ์ 93.80 คะแนน ระดับ A

9. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร 93.14 คะแนน ระดับ A

10. กรมชลประทาน 93.11 คะแนน ระดับ A

11. สำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 93.00 คะแนน ระดับ A

12. กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 92.69 คะแนน ระดับ A

13. สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ 92.62 คะแนน ระดับ A

14. องค์การสะพานปลา 92.29 คะแนน ระดับ A

15. กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 92.22 คะแนน A

 16. กรมวิชาการเกษตร 92.07 คะแนน ระดับ A

 17. กรมปศุสัตว์ 91.81 คะแนน ระดับ A

18. กรมส่งเสริมการเกษตร 90.60 คะแนน ระดับ A

19. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 90.22 ระดับ A

 20. กรมประมง 90.21 คะแนน ระดับ A

21. กรมหม่อนไหม 89.09 คะแนน ระดับ A

 22. กรมการข้าว 88.07 คะแนน ระดับ A

23. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 87.02 คะแนน ระดับ A 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ได้จัดทำการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA)

โดยในปีนี้มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมการประเมิน ITA 8,300 หน่วยงาน มีประชาชนเข้ามาร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 1,331,588 ราย แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ 471,794 ราย และผู้รับบริการภาครัฐ 859,794 ราย

ซึ่งเป็นการประเมินที่มีคนเข้าร่วมมากที่สุดในประเทศไทยโดย
มีหน่วยงานทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ประเมินซึ่งต้องได้คะแนน 85% ขึ้นไป 4,146 หน่วยงาน คิดเป็น 49.95%

ทั้งนี้ การให้คะแนนความโปร่งใสหน่วยงานนั้น สามารถแบ่งเป็นเกรดต่าง ๆ ได้ดังนี้ เกรด AA 95-100 คะแนน / เกรด A 85-94.99 คะแนน / เกรด B 75-84.99 คะแนน / เกรด C65-74.99 คะแนน /

เกรด D 55-64.99 คะแนน / เกรด F 0-54.99 คะแนน โดยหน่วยงานที่ได้รับการประเมินแบ่งเป็น 8 ประเภท มีคะแนนเต็ม 100 คะแนนได้แก่

1.ประเภทหน่วยงานธุรการขององค์การศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ และหน่วยงานในสังกัดรัฐสภา 2.ประเภทส่วนราชการระดับกรม 3.ประเภทรัฐวิสาหกิจ 4.องค์การมหาชน

5.กองทุนและหน่วยงานของรัฐ 6.สถาบันอุดมศึกษา 7.จังหวัด (เฉพาะส่วนราชการส่วนภูมิภาคระดับจังหวัด) และ 8.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

จัดกำลังคุมเข้ม “คาร์ม็อบ” เผยณัฐวุฒิให้คำมั่นตำรวจไม่ก่อเหตุรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481008

จัดกำลังคุมเข้ม”คาร์ม็อบ” เผยณัฐวุฒิให้คำมั่นตำรวจไม่ก่อเหตุรุนแรง

29 ส.ค. 2564

ตร.จัดกำลัง รับมือสถานการณ์”คาร์ม็อบ”ไล่ประยุทธ์ เผย ณัฐวุฒิให้คำมั่นตำรวจไม่ก่อความวุ่นวายรุนแรง ย้ำหากทำผิดกม.พร้อมดำเนินคดีแน่

เมื่อวันที่ 29 ส.ค.  “พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย” รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พลตำรวจตรีจิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การชุมนุม“คาร์ม็อบ”ในวันนี้ มีการชุมนุม 4 กลุ่ม คาร์ม็อบ , กลุ่มอาชีวะปกป้องประชาธิปไตย , กลุ่มทะลุแก๊ส และเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี ตำรวจก็ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือโดยเตือนว่าอย่าทำผิดกฎหมาย หากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีเช่นเคย

ส่วนการชุมนุมเมื่อวาน (28 สิงหาคม 2564) มีการชุมนุม 20 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวนผู้ชุมนุมลดลงอย่างเห็นได้ชัด อยู่ระหว่างตรวจสอบดำเนินคดีผู้กระทำความผิด

อีกทั้งได้สรุปการดำเนินคดีการชุมนุมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงปัจจุบัน มีการดำเนินคดีไปแล้ว 154 คดี , ผู้ต้องหา 615 คน , จับกุมแล้ว 345 คน , มีการออกหมายจับแกนนำ 21 หมายจับ , ผู้ชุมนุม 139 หมายจับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน

ภาพรวมการดำเนินคดีการชุมนุมทั่วประเทศ มีการดำเนินคดีทั้งหมด 641 คดี , ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลมี 406 คดี , สอบสวนเสร็จแล้ว 200 คดี , อยู่ระหว่างสอบสวน 206 คดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ พล.ต.ต. จิรสันต์ ได้แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางในบริเวณพื้นที่การชุมนุม เพราะการจราจรอาจติดขัด ไม่ได้รับความสะดวก

ด้านพล.ต.ท. อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า  มีการจัดเตรียมกำลังตำรวจจราจรตลอดเส้นทางที่คาร์ม็อบเคลื่อนขบวนในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี เพื่อดูแลการจราจรบนท้องถนนให้กับประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางที่ขบวนคาร์ม็อบผ่าน รวมทั้งกำลังตำรวจควบคุมฝูงชนไว้ดูแลความปลอดภัยด้วย

“ก่อนหน้านี้ ได้มีการเจรจาพูดคุยกับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแล้ว ในการขอให้ชุมนุมอย่างสงบ อย่าทำผิดกฎหมาย ซึ่งทางนาย”ณัฐวุฒิ” ก็รับปาก และบอกว่าจะไม่มีการตั้งเวทีปราศรัย แต่จะใช้วิธีการไลฟ์สดระหว่างเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบ จะไม่ไปยุ่งวุ่นวายตามสถานที่สำคัญต่างๆ เมื่อถึงจุดหมายปลายทางที่ตังหวัดปทุมธานี ก็จะมีทำกิจกรรมเล็กน้อย จากนั้นก็จะยุติการชุมนุมแยกย้ายกันกลับ” พล.ต.ท.อำพล เผยคำมั่นของนายณัฐวุฒิ 

ส่วนจะมีกลุ่มม็อบทะลุแก๊ส กลุ่มฮาร์ดคอร์ หรือแก๊งแว้นป่วนเมือง มาร่วมชุมนุมหรือไม่นั้น จากการข่าวยังไม่ได้รับรายงาน จึงขอความร่วมมือว่าอย่าใช้ความรุนแรงในการชุมนุมครั้งนี้ แต่ก็ได้มีการเตรียมกำลังตำรวจบางส่วนไว้รับมือ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบปม “พิธา” ซุกหุ้นเมีย พ่วงสอบเซฟเฮ้าส์ตึกสูง ยุทธพงศ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480992

เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบปม “พิธา” ซุกหุ้นเมีย พ่วงสอบเซฟเฮ้าส์ตึกสูง ยุทธพงศ์

29 ส.ค. 2564

เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบปม “พิธา” ซุกหุ้นเมียปกปิดบัญชีเงินลงทุนของคู่สมรสหรือไม่ พ่วงสอบเซฟเฮ้าส์ตึกสูง ยุทธพงศ์

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 64 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า ตนค้นหาหลักฐานใน google และขอเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อช่วย ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง    

นายเรืองไกร กล่าวว่า ตามที่ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ไปแล้วนั้น

ตนยังได้ค้นคว้าหาข้อมูลต่อไป และได้พบข้อมูลเพิ่มเติม คือ
 

กรณีของนายพิธา พบว่า

นายพิธา ระบุในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่า คู่สมรสเป็นเจ้าของบริษัท เลอ-บลองค์ จำกัด แต่ไม่ได้แจ้งหุ้นไว้แต่อย่างใด กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัย 

แต่เมื่อไปตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่พบข้อมูล บริษัท เลอ-บลองค์ จำกัด แต่อย่างใด และเมื่อค้นหาต่อไปก็พบชื่อของ บริษัท เลอ บลังซ์ จำกัด แทน 

และเมื่อขอเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาตรวจสอบ ก็พบว่า บริษัท เลอ บลังซ์ จำกัด  เป็นบริษัทที่คู่สมรสนายพิธาเป็นกรรมการและถือหุ้นอยู่ด้วยจำนวน 97 หุ้น ๆ ละ10,000 บาท รวมมูลค่า 970,000 บาท นายพิธา เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและลงลายมือชื่อไว้ และเคยถือหุ้น 2 หุ้น รวม 20,000 บาท 

ประกอบกับการยื่นบัญชีราบชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด ณ วันที่ 30 เม.ย. 61 คู่สมรสนายพิธา ยังคงถือหุ้นเท่าเดิม ไม่มีการยื่นแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จะมีเฉพาะที่คู่สมรสนายพิธาได้มีการยื่นแก้ไขนามสกุลจาก ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนามสกุลเดิม เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 63

ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่า ณ วันที่ 25 พ.ค. 2562 ซึ่งเป็นวันที่นายพิธายื่นบัญชีต่อ ป.ป.ช. ซึ่งนายพิธาแจ้งว่าคู่สมรสเป็นเจ้าของบริษัท เลอ-บลองค์ จำกัด นั้น ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่า คู่สมรสนายพิธายังคงถือหุ้นอยู่ 970,000 บาท อยู่ด้วย

ดังนั้น เอกสารที่ขอมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเป็นหลักฐานที่ต้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไปว่า นายพิธา ปกปิดบัญชีเงินลงทุนของคู่สมรส หรือไม่ และนายพิธาจะอ้างว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้ เพราะในเอกสารบริษัทดังกล่าวมีนายพิธา เคยถือหุ้น เคยร่วมก่อตั้งและลงลายมือชื่อไว้ด้วย 

ประกอบกับเคยมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกานักการเมือง    เช่น คดีหมายเลขแดงที่ อม.195/2562  พิพากษาว่าการไม่แจ้งเงินลงทุนใน หจก. 1 ล้านบาท เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมืองห้าปี ไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว
 

ส่วนกรณีนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร พบว่า

เมื่อ ส.ค. 54 เคยแจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่ามีบ้านเลขที่ 2 ซ.สามัคคี 60/3 มูลค่า 1,000,000 บาท ระบุว่าตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 197184 แต่น่าสงสัยเพราะไม่ได้แจ้งมูลค่าที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าว ไว้แต่อย่างใด

เมื่อตรวจค้นข้อมูลเพิ่มเติมใน google พบข่าวว่า นายยุทธพงศ์ เพิ่งจัดเลี้ยงงานวันเกิดเมื่อ 1 เม.ย. 64 ที่อาคารสามัคคี โดยมีบุคคลในรัฐบาล เช่น รัฐมนตรี , ส.ส. , ปลัด มท. ไปร่วมงานด้วย

และยังพบข้อมูลว่า มีนักธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์หลายรายทั้งค่าย พลังงาน มือถือ หนังสือพิมพ์ ไปร่วมงานและมอบของขวัญด้วย (ทั้งนี้จะส่งหลักฐานเป็นรูปภาพต่างๆอีกครั้ง เมื่อ ป.ป.ช. เรียกไปชี้แจง)

นอกจากนี้ในข่าวยังระบุด้วยว่า นายยุทธพงศ์ ยังมีเซฟเฮ้าส์ย่านตึกสูงพระราม 3 อีกด้วย 

จากข่าวข้างต้น ซึ่งลงในเว็บไซต์ของสื่อหนังสือพิมพ์ ประกอบกับมีหลักฐานเป็นภาพบุคคลที่ไปร่วมงานและมอบของขวัญ

จึงมีมูลที่ควรขอให้ป.ป.ช.ตรวจสอบนายยุทธพงศ์เกี่ยวกับบ้านซ.สามัคคี อาคารสามัคคี เซฟเฮ้าส์ตึกสูงย่านพระราม 3 ซึ่งไม่มีในบัญชีที่แจ้ง ป.ป.ช. กรณีรับตำแหน่ง ส.ส. ล่าสุด

นายเรืองไกร สรุปว่า  กรณีจึงมีเหตุต้องขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายพิธา และนายยุทธพงศ์ และเป็นเรื่องที่ควรแจ้งสื่อให้ทราบด้วย เพื่อป้องกันมิให้เรื่องเงียบหาย และเป็นการช่วยติดตามการทำงานของ ป.ป.ช. ให้เป็นไปโดยเร็วด้วย    

ดังนั้น ในวันพรุ่งนี้ วันที่ 30 ส.ค. ศกนี้ ช่วงเช้า ตนจะส่งหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไปทางไปรษณีย์ EMS

ปริญญ์ แนะรัฐ “กู้เพิ่ม” ช่วยเยียวยา ปชช. -ฟื้นฟู ศก. ต้องมาก่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480953

ปริญญ์ แนะรัฐ “กู้เพิ่ม”ช่วยเยียวยา ปชช. -ฟื้นฟู ศก. ต้องมาก่อน

28 ส.ค. 2564

ปริญญ์ แนะรัฐ “กู้เพิ่ม”ช่วยเยียวยา ปชช. -ฟื้นฟู ศก. ต้องมาก่อน ชี้เพดานหนี้สาธารณะยังขยายเพิ่มได้รองรับวิกฤต

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ติดตามการอภิปรายร่างงบประมาณปี 65 วาระสองและสามอย่างใกล้ชิด เข้าใจดีว่างบประมาณ 3.1 ล้านล้านบาทนั้นเกิดจากการที่ภาครัฐมีรายจ่ายมากขึ้น และไม่สามารถเก็บภาษีได้มากตามที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ต้องปรับลดงบในบางส่วนลง

แต่ทีมเศรษฐกิจ ปชป. มีความเป็นห่วงว่างบประมาณดังกล่าวอาจไม่ตอบโจทย์กับช่วงวิกฤติโควิด-19 เพราะยังมีอีกหลายภารกิจที่ภาครัฐต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อเยียวยาทุกภาคส่วนให้ทันท่วงที ตรงจุดและเหมาะสม รวมถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ 

จึงอยากเสนอให้ภาครัฐเร่งกู้เงินเพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้านบาท โดยอย่ากังวลเรื่องเพดานหนี้มากนักเพราะเพดานหนี้สาธารณะยังสามารถขยายเพิ่มเติมได้อีกในภาวะวิกฤติที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ไม่จำเป็นต้องกำหนดที่ 60% ของ GDP เสมอไป

ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และหลายประเทศในยุโรป ก็มีเพดานหนี้ที่สูงกว่า 100%

จึงควรปรับเพดานหนี้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์จะดีกว่าประกอบกับตอนนี้ภาพรวมในด้านความเสี่ยงทางการคลังยังคงสมเหตุสมผล ภาคเศรษฐกิจไทยยังรองรับได้

และดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวในช่วงนี้ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหมาะสมที่จะกู้เพิ่มเติมเพื่อมาใช้ในยามจำเป็นที่สุดแล้ว หากตัดสินใจช้าหรือรอไปกู้ในอนาคต อาจต้องแบกรับภาระที่หนักขึ้น เพราะในปีหน้านั้นมีสัญญาณว่าดอกเบี้ยทางอเมริกาจะปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเงินมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด เพื่อการฟื้นฟูและเติบโตในระยะยาวของประเทศ โดยควรมีแผนการใช้เงินกู้ ดังนี้ 
 

1.ใช้เยียวยากลุ่มคนที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างตรงจุด หรือยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพตามที่ทางทีมเศรษฐกิจได้นำเสนอต่อศบค. ไปแล้วหลายครั้ง อาทิ กลุ่มอาชีพอิสระ อาชีพกลางคืน นักดนตรี ศิลปิน อีเว้นท์ ฟิตเนส หมอนวดแผนโบราณ ลูกจ้างในร้านอาหาร เป็นต้น

เพราะถึงแม้จะมีมาตรการเยียวยาออกมาบ้างแล้ว แต่ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบที่พวกเขาได้รับจากการโดนสั่งปิดกิจการอย่างยาวนาน

2.ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มผลิตภาพ (Productivity)รวมถึงการลงทุนในระบบหุ่นยนต์(Automations)เพื่อนำไปสู่การเพิ่มรายได้ ต่อหัวของพี่น้องคนไทยและกลุ่มเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เพื่อให้ก้าวทันนานาชาติควบคู่ไปกับการเร่งจัดซื้อวัคซีนที่มีคุณภาพมาให้คนไทยอย่างทั่วถึงเพื่อให้ธุรกิจกลับมาเปิดได้เป็นปกติในเร็ววันและสนับสนุนการพัฒนาการผลิตวัคซีนของไทยเราเอง

3. จัดสรรงบประมาณมาพัฒนาด้านการสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital)    เพื่อแก้ไขปัญหาการตกงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างแรงงานฝีมือยุคใหม่ที่มีศักยภาพและขีดความสามารถสูงขึ้น เหมาะสำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล หลังจากวิกฤตโควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้ว การลงทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาโดยเฉพาะกลุ่มปฐมวัยสำคัญมาก

รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ต้องปรับทักษะสมรรถนะผ่านการเทรนแบบใหม่ อาทิเช่นโครงการ เรียนจบพบงานที่ทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำเป็นกะบะทราย 

4. การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้จากธุรกิจยุคใหม่เช่น การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า     การบริหารจัดการขยะและพลังงานบริสุทธิ์ สินค้าเกษตรอินทรีย์   เป็นต้น

5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น เนื่องจากเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนโดนกระทบหนักจากวิกฤติรอบนี้ ภาครัฐต้องมีแผนการกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่นและสนับสนุนการเติบโตของวิสาหกิจชุมชน เช่นการสร้างแหล่งน้ำชุมชน ยกระดับระบบและคุณภาพการบริการของสาธารณสุขชุมชนเป็นต้น 

6. การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อบ่มเพาะนวัตกรรมและสร้างเทคโนโลยีใหม่ที่เราต้องใช้ในอนาคต ปัจจุบันสัดส่วนของการลงทุนนี้ยังต่ำกว่า1%ของ GDP     ซึ่งน่าเป็นห่วงถ้าเราไม่เร่งพัฒนา รัฐสามารถทำร่วมกับเอกชนและสร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนมากขึ้น 

7. การสร้างรัฐบาลดิจิตอล (e-Government)ที่โปร่งใสและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น ตามที่ทางทีมเศรษฐกิจ ปชป. เคยเสนอไปแล้วว่ารัฐบาลต้องนําร่องในการปฏิรูประบบรัฐราชการที่ล่าช้าและไม่ตอบสนองความต้องการสังคมดิจิตอลที่ควรมีการนําข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ (OpenGov)

ปรับปรุงพัฒนากระบวนการทํางานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพเพื่อบริการประชาชนได้ดีขึ้นและขจัดการทุจริตคอรัปชั่นรวมถึงการสังคยานากฎหมาย (Regulatory Guillotine) 

8. การเข้ามามีบทบาทเชิงรุกที่จะสร้างกลไกสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อ เพิ่มสภาพคล่องให้กับสตาร์ทอัพและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs เพื่อให้กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

เพราะมาตราการ Soft Loans ตอนนี้ยังไม่ตอบโจทย์ อีกทั้งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องสนับสนุนสตาร์ทอัพและวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ของคนไทย

เมื่อครั้งที่รัฐบาลมี พ.ร.ก. เงินกู้เพิ่ม 5 แสนล้านคราวก่อน ทางทีมเศรษฐกิจทันสมัย ปชป. ได้เคยแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่างบประมาณเท่านั้นไม่เพียงพอกับการเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูประเทศ ควรกู้อย่างต่ำ 1 ล้านล้านให้ครั้งเดียวจบ เพราะไม่ว่าจะเป็นการกู้เงิน หรือการปรับเพดานหนี้สาธารณะ ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ในช่วงวิกฤตแบบนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ได้คือการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด นายปริญญ์กล่าว

ผ่าแผนคาร์ม็อบ ปล่อยขบวนทั่วประเทศ “ไล่ประยุทธ์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480956

ผ่าแผนคาร์ม็อบ ปล่อยขบวนทั่วประเทศ “ไล่ประยุทธ์”

28 ส.ค. 2564

เลี่ยงได้เลี่ยง ผ่าแผนคาร์ม็อบ ดีเดย์ 29 สิงหาปล่อยขบวนทั่วประเทศ”ขับไล่ประยุทธ์” หวั่นหัวรุนแรงแทรกซึมก่อความวุ่นวาย

การเคลื่อนไหวกลุ่มมวลชน ภายใต้การนำของ นายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์  หรือ บก.ลายจุด  ด้วยการประกาศ จัด”คาร์ม็อบ” เพื่อ “ขับไล่พล.อ.ประยุทธ์”   ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ได้เคาะเส้นทางการเคลื่อนไหวทั่วประเทศออกมาแล้ว  มีการนัดหมายพร้อมเพียงกันวันที่ 29 สิงหาคม ตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 น.เป็นต้นไป  

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของกิจกรรมคาร์ม็อบ แต่การจัดกิจกรรมคาร์ม็อบ(อีกครั้ง) ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ เป็นความพยายามให้เกิดภาพการกดดันของมวลชนบนถนน คู่ขนานกับการที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและ 5 รมต.ในสภา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย.

ผ่าแผนคาร์ม็อบ ปล่อยขบวนทั่วประเทศ "ไล่ประยุทธ์"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 

หากพิจารณาการนัดหมาย “คาร์ม็อบ” ไฮปารค์ ที่อ้างว่าผุดขึ้นทั่วประเทศ นั้น พบว่า เป็นการจัดขึ้นของกลุ่มแนวร่วมคนเสื้อแดง และกลุ่มที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยตามพื้นที่ฐานคะแนนเสียง เหมือนกับการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา  
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฉายภาพให้เห็นกันจะจะ อย่างพื้นที่ภาคเหนือ    จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทย และแฟนคลับที่สนับสนุนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหนีคดีทุจริตไปอยู่ต่างประเทศ  มีหลายกลุ่มพร้อมจัดกิจกรรม โดยเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. ที่ลานจอดรถ หน้าวัดพระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่ กลุ่มจอมทองปลดแอก “Car Mob จอมทอง” เคลื่อนพลผนึกกำลังพี่น้องเชียงใหม่-ล้านนา  

ขณะที่บริเวณวัดหาดสำราญ (ปากทาง ดอยอ่างขาง) ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ก็เป็นจุดนัดหมายของ “กลุ่มชมรมคนรักฝางแม่อายไชยปราการ”  นำโดย นายสว่าง วงศ์วิลาศ จัดกิจกรรม “Car Mob ฝาง”   ช่วงเวลาบ่ายโมงครึ่ง  กลุ่มล้านนาต้านศักดินาทัวร์ ประกอบด้วย ประชาคมมอชอ ร่วมกับ WILAR PARTY มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ กลุ่มพลเมืองเสมอกัน We, The People  นัดหมาย ที่บริเวณถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ฝั่งตรงข้ามห้างบิ๊กซี สาขาดอนจั่น (ช่องทางที่ปิดการใช้งาน) จ.เชียงใหม่ จัดกิจกรรม “Car Mob เชียงใหม่”   

เช่นเดียวกับพื้นที่ส.ส.เชียงรายของพรรคเพื่อไทย  กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มราษฎรเชียงราย” จัดกิจกรรม “Car Mob”  ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 แล้ว   ที่บริเวณหน้า ม.แม่ฟ้าหลวง ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย  ขณะที่บริเวณสวนตุงและโคมเทศบาลนครเชียงราย  จะเป็นจุดนัดหมายของกลุ่ม Chiangrai No เผด็จการ  

เช่นเดียวกับพื้นที่แพร่ เครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่ นำโดย นายอาทิตย์ ขวัญยืน จัดกิจกรรม “Car Mob แพร่” แป้หนาไอ้แห่ไล่ประยุทธ์   นัดหมายรวมตัวที่ ถนนเสรีไทย (หลัง บขส.แพร่) จ.แพร่   

ข้อสั่งการจากนักการเมืองสายสนับสนุนทักษิณ สื่อสารไปถึง กลุ่มคณะราษฎร์ภาคเหนือตอนล่าง นำโดย นายปุณณเมธ อ้นอารี ให้จัดกิจกรรม “Car Park พิษณุโลก” พร้อมกับใช้สโลแกนตามคำสั่งของแกนนำ  กล่าวคือ “เมื่อราษฎรอยากอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดยนัดหมายที่ถนนหน้ามหาวิทยาลัยนเรศวร ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก   

ผ่าแผนคาร์ม็อบ ปล่อยขบวนทั่วประเทศ "ไล่ประยุทธ์"

ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่พื้นที่ภาคกลาง มีการรวมตัวของแนวร่วมส่วนกลาง เริ่มในเวลา 12.00 น. ที่บริเวณทางต่างระดับบางปะอิน ถนนพหลโนธิน หมายเลข ๑ (ฝั่งขาเข้า กทม.) ต.เชียงรายน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา กลุ่มผู้ขับรถกระบะขนส่งสาธารณะ (ขนส่งผัก ผลไม้ ) ในพื้นที่ จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี นำโดย นายวิษณุ อิ่นแก้ว (แอดมินเพจ เฮียณุ ไม่กลัวเมีย)/แนวร่วมกลุ่มแดง ๖๓ (จ.นนทบุรี) /ยูทูปเปอร์ กลุ่มคณะราษฎร/กลุ่มทะลุแก๊ซ จัดกิจกรรม “Car Mob รวมพลไล่ประยุทธ์” เพื่อนำของเน่า (ผัก/ผลไม้) มาเทกระจาด ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขตราชเทวี พร้อมเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ ลาออก ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะเดินทางไปที่บริเวณอุโมงค์ แยกเกษตร มุ่งหน้าออก ถ.วิภาวดี-รังสิต เครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.)  

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ประมาณสี่โมงเย็น  กลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดกิจกรรม “รวมพลังคนพันธุ์R และชาว2ล้อเยาวชนคนรุ่นใหม่  มารวมตัวกันที่ห้าแยกลาดพร้าว  ตรงนี้ต้องจับตาเป็นพิเศษ ที่อาจเกิดสถานการณ์ความวุ่นวายแทรกซ้อนเข้ามา  อีกด้านหนึ่ง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มทะลุแก๊ซ จัดกิจกรรม “CAR MOB” ไล่ล่าทรราช ไล่ประยุทธ์ เช่นกัน 

กลุ่มการเมืองจากสมุทรปราการ หนีไม่พ้น  วรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง อดีตส.ส.เพื่อไทย จ.สมุทรปราการ ร่วมกับ ชาว จ.สมุทรปราการ และชาวบางนา จัดกิจกรรม “Car Mob Call Out” โดยนัดหมายกันที่สี่แยกบางนา เพื่อเคลื่อนไปร่วมกับขบวนของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์  พร้อมกันนี้ ที่หน้าอิมพี่เรียลสำโรง จ.สมุทรปราการ กลุ่มปากน้ำทนไม่ไหวแล้วโว้ย!! จัดกิจกรรม “Car Mob ปากน้ำ” 

พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา  มอบหมายให้นายสมชาย แสงเทียน หรือ “บังยู ช่วยชาวอยุธยา” จัดกิจกรรม “Car Mob อยุธยา” นัดพร้อมกันที่บริเวณอ่างเก็บน้ำพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา 

ส่วนที่จ.นนทบุรี  เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี นำโดย นายเจษฎา ศรีปลั่ง โฆษกเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี จัดกิจกรรม “Car Mob นนทบุรี” นัดหมายรวมตัวที่สถานีดาวเทียมไทยคม ถ.รัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี  ซึ่งหากย้อนกลับไปในการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 53 พื้นที่นัดหมายดังกล่าว ถือเป็นสมรภูมิเดิมสมัยคนเสื้อแดงเข้ายึดไทยคม โดยกลุ่มนี้เมื่อพร้อมเพียงกันแล้วก็จะมุ่งหน้าสมทบกลุ่มของ”บก.ลายจุด”

จ. นครปฐม  กลุ่มราษฎรนครปฐม นัดหมายเวลา 10.00 น.  จัดกิจกรรม “Car Mob นครปฐม”ภายใต้สโลแกน เมื่อบริหารตกต่ำถึงขีดสุด เราจึงออกมาไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชา    ที่องค์พระปฐมเจดีย์ (ฝั่งโพธิ์ทอง) อีกกลุ่มคือ กลุ่มสหภาพนักศึกษาและคนทำงานแห่งศาลายา จัดกิจกรรม “CAR MOB – CALL OUT ศาลายา” ชัตดาวน์ระบอบประยุทธ์ ที่หน้าสวนพุทธมณฑล (พุทธมณฑลสาย 4) จ.นครปฐม 

นอกจากนี้ ในส่วนของกาญจนบุรี ย่อมหนี้ไม่พ้นพื้นที่พรรคเพื่อไทย กลุ่มเสรีกาญจน์ เพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับ กลุ่มเยาวรุ่นปลดแอกกาญจนบุรี, กลุ่มกาญจน์ปลดแอก, กลุ่มแดงก้าวหน้า 63, ภาคีแดงใหม่4ภาค และ กลุ่มประเทศวิสุทธรังษี นำโดย นายเจษฎา เอี่ยมปุ่น จัดกิจกรรม “Car Mob กาญจนบุรี” ครั้งที่ 3 ทวงคืนประเทศไทย ขับไล่ทรราช ที่ลานจอดรถเขื่อนแม่กลอง และ ถนนข้างปั้ม ปตท. วังสารภี จ.กาญจนบุรี ดังเห็นได้ว่า เป็นกลุ่มเดิมหน้าเดิมที่จัดกิจกรรมทางการเมืองมาแล้วถึงสามครั้งตามการส่งสัญญาณจากนายณัฐวุฒิ 

จ.ชัยนาท  กลุ่ม CHAINAT CHANGE นำโดย นำโดย นางณิชารีย์ สุวานิช จัดกิจกรรม “CAR MOB CHAINAT” ครั้งที่ 2 เพื่อเรียกร้อง จำนวน 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนำเข้าวัคซีนที่มีคุณภาพฯ ประชาชนจังหวัดชัยนาททุกช่วงวัย ต้องรับการได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงและเร็วที่สุด, 2. ประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อการสลายการชุมนุม ที่ไม่เป็นไปตามหลักสากล และ 3. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกเนื่องจากบริหารจัดการโรคระบาดCOVID-19 ที่ผิดพลาด ล่าช้า ทำให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  นัดหมายกันที่บริเวณ ลานเอนกประสงค์ (ตรงข้ามสวนนกชัยนาท) ริมถนนพหลโยธิน หมายเลข 1 ฝั่งขาเข้าเมืองชัยนาท ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท 

จ.ลพบุรี  กลุ่มคณะราษฎรลพบุรี นำโดย นายวิศรุต สมงาม จัดกิจกรรม “CAR MOB ไล่ล่าทรราช ” ครั้งที่ 3 เพื่อโจมตีการบริหารงานของรัฐบาลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า – 19  ที่บริเวณหน้าอนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม วงเวียนศรีสุริโยทัย (วงเวียนสระแก้ว) เขตเทศบาลเมืองลพบุรี จ.ลพบุรี  

พื้นที่ฉะเชิงเทรา “กลุ่มฉะเชิงเทราไม่เอาเผด็จการ” โดยนายเอกชัย ธรรมา จัดกิจกรรม “Car Mob ฉะเชิงเทรา”  มีการนัดหมายที่ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา  

ในส่วนจ.ระยอง ที่ปากทางเข้าปู่ผาแดง ยายร้า อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เครือข่ายชาวบ้านเรียกร้องสิทธิ์ที่ดินทำกิน นำโดย นายกฤช ศิลปชัย และ นางเสาวนีย์ วอขวา จัดกิจกรรม “Car Mob ชาวระยอง” ทวงคืนที่ดิน สำนักท้อน ห้อยโป่ง 

นอกจากนี้ ในส่วนของพื้นที่ภาคอีสาน  กลุ่มปากช่องเสรีนำโดย น.ส.จันทิมา กรวดกระโทก จัดกิจกรรม ”Car mob “ ขับรถเล่นไล่ประยุทธ์   นัดหมายที่สะพานขาว ถ.หมายเลข 2422 (ถนนมิตรภาพสายเก่า) ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ขณะที่ ที่บริเวณ ตลาดเกษตร ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม เครือข่ายประชาธิปไตยมหาสารคาม (คปมค.) นำโดย นางวัชรพรรณ อุปแสน(สจ.ตาดำ), นายชาติอาทิตย์ ฑัณทะรักษ์ และ นางสมศรี อินทะวงศ์ (บางสนามม้า) จัดกิจกรรม “คาร์ม็อบ มหาสารคาม” บีบแตรไล่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม. และคณะรัฐบาล  

ที่บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล อ.เมือง จ.ชัยภูมิ กลุ่มคณะราษฎรชัยภูมิ นำโดย นายศุภกรณ์ คำประดิษฐ จัดกิจกรรม “Car Mob ชัยภูมิ” ครั้งที่ 2 ชัยภูมิจะไม่ทน ขับไล่รัฐบาล

 ที่บริเวณหอแก้วมุกดาหาร ต.ศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร กลุ่มคนเสื้อแดง จ.มุกดาหาร จัดกิจกรรม “Car Mob แดงมุกดาหาร“ เพื่อขับไล่/ต่อต้าน นรม. และรัฐบาล    

ที่บริเวณถนนหน้าศาลหลักเมือง ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี กลุ่มพลังมวลชนคนอุดร ร่วมกับ แนวร่วม นปช.อุดรธานี จัดกิจกรรม “Car Mob อุดรธานี” เพื่อแสดงพลังขับไล่รัฐบาล

ส่วนจ.สกลนคร  ที่บริเวณลานรวมน้ำใจไทสกล (หน้าประตูเมือง) ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร คณะราษฎรสกลนคร นำโดย นายชยุต อธิภูชนะชัย จัดกิจกรรม “สกลนครคาร์ม๊อบ เผด็จการจงพินาศ” ครั้งที่ 6 เพื่อรวมพลังขับไล่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ 

ขณะที่ภาคใต้ กลุ่มคนคอนจะไม่ทน ร่วมกับ กลุ่มเสรีใต้ จัดกิจกรรม “คาร์ม็อบนครศรีธรรมราช” ครั้งที่ 4 เพื่อขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ฯ นายกฯ ที่บริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาควนหนองหงส์ ริมถนนทางหลวงหมายเลข 41 ในพื้นที่ บ.กาโห่ใต้ ม.1 ต.ควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เช่นกัน 

นี่จึงเป็นอีกครั้งของหลายครั้งในการจัดกิจกรรม“คาร์ม็อบ” โดยมีเป้าหมายขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อีกอย่าง ณัฐวุฒิ ประกาศว่า คาร์ม็อบรอบล่าสุด จะเป็นการชุมนุมอย่างสันติ สงบ “ไม่รุนแรง  ไม่ลุย ไม่บวก ไม่ปะทะ ไม่ลดละการไล่”

จะเป็นไปตามที่นายณัฐวุฒิ การันตีไว้หรือไม่ วันที่ 29 สิงหา มีคำตอบ 

“นายกฯ” สั่งเร่งติดตามผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดรถไฟขบวนพิเศษขนส่งสินค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480933

“นายกฯ” สั่งเร่งติดตามผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดรถไฟขบวนพิเศษขนส่งสินค้า

28 ส.ค. 2564

“นายกฯ”สั่งเร่งติดตามผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดรถไฟขบวนพิเศษขนส่งสินค้า 986 กำชับฝ่ายความมั่นคงเพิ่มกำลังเฝ้าระวังเส้นทางคมนาคมในพื้นที่เกิดเหตุ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับรายงานวันนี้พบเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดขบวนพิเศษขนส่งสินค้า 986 ช่วงสะพานฮูลูปาเระ ก่อนถึงสถานีตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ได้มีคำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ และเพิ่มกำลังเฝ้าระวังตลอดเส้นทางคมนาคม รางและถนนในพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมสั่งให้รายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่องด้วย
 

รถไฟขบวนพิเศษเพื่อขนส่งสินค้าที่ 986 สุไหงโกลก – กรุงเทพ ได้เปิดเดินรถขบวนพิเศษสำหรับขนส่งสินค้าทางเกษตรและพัสดุของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน จากการควบคุมและจำกัดการเดินทางทั้งมาตรการป้องกันโควิด-19 ในขณะนี้
 

ทางด้าน พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แสดงความห่วงใยถึงผลกระทบจากเหตุผู้ก่อความไม่สงบลอบวางระเบิดรถไฟขบวน 986 ระหว่างเส้นทาง “สถานีป่าไผ่ – สถานีตันหยงมัส” อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ทำให้ตู้รถไฟซึ่งอยู่ระหว่างบรรทุกลำเลียงพืชผลการเกษตรขึ้นมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับความเสียหาย 
 

นายกฯได้สั่งการ กอ.รมน.ภาค.4ประสานการรถไฟแห่งประเทศไทย เร่งซ่อมแซมเส้นทางรถไฟที่ชำรุดเสียหายให้สามารถกลับมาใช้ได้ตามปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบการเดินทางของประชาชนและการขนส่งลำเลียงพืชผลการเกษตรขึ้นมาจำหน่าย ซึ่งอาจเกิดการเน่าเสียและส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับความเสียหาย 

พร้อมกำชับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ให้เร่งสอบสวนและติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด และขอให้คงความต่อเนื่องในการเฝ้าระวังการก่อเหตุในทุกรูปแบบที่อาจกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และไม่ให้เป็นการซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยขอให้ทุกหน่วยงานตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

อย่าเด็ดขาด นายกฯสั่งห้ามโรงเรียนหัก “เงินเยียวยานักเรียน” 2,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480884

อย่าเด็ดขาด นายกฯสั่งห้ามโรงเรียนหัก “เงินเยียวยานักเรียน” 2,000 บาท

28 ส.ค. 2564

นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งห้ามโรงเรียน หัก “เงินเยียวยานักเรียน” 2,000 บาท เป็นค่าเทอมเด็ดขาด

28 ส.ค. 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจ่ายเงินให้แก่ผู้ปกครอง 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คนตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19

สำหรับนักเรียนในระบบการศึกษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2564 นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองหลายช่องทางว่าโรงเรียนบางแห่ง โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนแจ้งกับผู้ปกครองว่า จะหักเงินเยียวยาดังกล่าวกับผู้ปกครองที่ค้างค่าเทอมสำหรับภาคเรียนที่ 1 ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองไม่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี จึงกำชับกระทรวงศึกษาธิการให้ติดตาม ตรวจสอบระบบการจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด โดยเงินทุกบาทต้องถึงมือผู้ปกครอง ห้ามโรงเรียนหักเก็บค่าเทอมหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือเยียวยา โดยโรงเรียนมีหน้าที่จ่ายเงินให้กับผู้ปกครองเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด

โดยเบื้องต้น กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง เป็นช่องทางให้ผู้ปกครองแจ้งเรื่องมาที่กระทรวงศึกษาธิการให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว 

รองโฆษกรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับกระบวนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองจะเริ่มขึ้นในเร็วๆนี้ เมื่อสำนักงบประมาณตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วจะส่งเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง

จากนั้นกระทรวงการคลัง จะส่งต่อให้กรมบัญชีกลาง เพื่อโอนเงินเยียวยาทั้งหมดมาให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยกระทรวงศึกษาธิการ จะใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ในการโอนเงินไปยังสถานศึกษาในระบบ เพื่อจ่ายเงินให้กับผู้ปกครองทั้งการผ่านบัญชีธนาคารและการจ่ายเป็นเงินสดในกรณีที่ไม่สามารถโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารได้

“นายกรัฐมนตรี มั่นใจในกระบวนการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ว่ามีความรอบคอบรัดกุม โดยผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาพัฒน์และกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนจ่ายเงินขอให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส โดยกำชับให้กระทรวงศึกษาธิการติดตามตรวจสอบการจ่ายเงินทุกขั้นตอน ห้ามปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตอย่างเด็ดขาด ให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถึงมือผู้ปกครองอย่างแท้จริง” 

ส่องสัญญาณร้อน “ไล่ประยุทธ์” ก่อนสุกดิบ “ศึกซักฟอก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480854

ส่องสัญญาณร้อน “ไล่ประยุทธ์” ก่อนสุกดิบ”ศึกซักฟอก”

28 ส.ค. 2564

ทั้งกลุ่มในและนอกสภาเพื่อ”ไล่ประยุทธ์” ต่างพยายามปรับจูนให้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่จะทำได้หรือไม่ และรัฐบาลจะปลดล็อกตัวเองจากสถานการณ์นี้อย่างไร

สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาเพิ่มอุณหภูมิร้อนแรงอีกครั้ง จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองเพื่อกดดันขับไล่ประยุทธ์” อย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกสภา

สอดประสานขานรับ”เป็นปี่เป็นขลุ่ย”  

ส่องสัญญาณร้อน "ไล่ประยุทธ์" ก่อนสุกดิบ"ศึกซักฟอก"


ฝ่ายหนึ่งตีกลองโหมโรงขับเคลื่อนสร้างบรรยากาศเข้มข้นอยู่ภายนอก  ฝ่ายหนึ่งเตรียมกระดกลิ้นพ่นวาทกรรมบั่นทอนทำลายความเชื่อมั่นรัฐบาลเป็นรายบุคคล

แต่โดยทั้งหมดทั้งปวง เป็นการช่วยกันเพิ่มดีกรีชิงพื้นที่สื่อกลับมาอยู่ฝ่ายตน ได้นำเสนอถึงความเหลวแหลกรัฐบาล  

ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะมี “แนวร่วมมุมกลับ” อันเป็นผลิตผลจากคณะการเมือง นักวิชาการจำนวนหนึ่ง ที่มีเป้าหมายสูงสุดนั่นคือ “การปฏิรูปสถาบัน”  ด้วยความพยายามสั่งสมความคิดสร้างแนวร่วมคนรุ่นใหม่ จนตอนนี้พัฒนาการกลายเป็น“กลุ่มหัวรุนแรง”  ซึ่งจะแทรกเข้ามาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ด้วย เพื่อหวังให้รัฐบาลสั่นคลอนมากที่สุด

แม้ว่าเป้าหมายของ“กลุ่มสอดแทรก”  ยังมิอาจประสบความสำเร็จในช่วงเวลานี้ก็ตาม แต่ถือเป็นการผสมโรงกับทุกสถานการณ์ที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาลก่อนถึงจุดสูงสุดแห่งภารกิจ

คราวนี้มาดูหน้างานอันใกล้นี้ก่อน  จากความพยายามสร้างกลุ่มมวลชนชื่อต่างๆ แต่สุดท้ายก็คือ “ม็อบไล่ประยุทธ์”  จะเริ่มเคลื่อนอีกครั้ง ตั้งแต่วันนี้ (28ส.ค.)  หวังลากยาวไปรอรับ”ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รมต.” ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 31 ส.ค.-3 ก.ย.นี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ม็อบ 29 สิงหา ผู้นำ ‘คาร์ม็อบ’ วอน ทะลุแก๊ส ยึดสันติวิธี

“ณัฐวุฒิ” ปลุก”คาร์ม็อบ” ระดมพล”กดดัน “ไล่ประยุทธ์” 29 สิงหา

“ไฮโซลูกนัท” เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน

ในวันที่  28 ส.ค 64 เวลา 15.00 น.ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย “กลุ่มทะลุฟ้า” นำโดย ทรงพล สนธิรักษ์  จัดกิจกรรม ม็อบ 28 สิงหา ความหวังและการต่อสู้ของประชาชน กลุ่มนี้มีผู้ร่วมกิจกรรมประมาณ 50-100 คนถือเป็นความพยายามที่ต้องการแสดงตัวให้ผ่านพื้นที่สื่อไม่ให้ห่างหายเพื่อให้ต่างประเทศรับรู้

ส่องสัญญาณร้อน "ไล่ประยุทธ์" ก่อนสุกดิบ"ศึกซักฟอก"ภาพเหตุการณ์ชุมนุมหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย.63

แต่อีกด้านหนึ่งในช่วงเวลา 16.00 น. เป็นต้นไปที่บริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 1 รอ.และพื้นที่ใกล้เคียง ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ประมาทไม่ได้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ตระเตรียมชุดควบคุมฝูงชน(คฝ.) เฝ้าระวังกลุ่มมวลชนที่จะออกมาก่อเหตุสร้างความวุ่นวายและปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสร้างสถานการณ์ทุบทำลาย เผาวัตถุสิ่งของสถานที่ทั้งราชการและเอกชนตามสถานที่ต่างๆ 
 

แน่นอน กลุ่มมวลชนไม่มีแกนนำ หรือการจัดตั้งอย่างชัดเจนส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน ก่อเหตุด้วยความคึกคะนอง และพร้อมที่ออกมาก่อเหตุไม่ว่าจะมีหรือไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ใดออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนใหญ่ใช้รถจักรยานยนต์ รวมกลุ่มกันไปก่อเหตุตามสถานที่ต่างๆ

ชุดประเมินสถานการณ์ มีการเฝ้าระวังพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขสถานการณ์  เนื่องจากผู้ชุมนุมกลุ่มนี้จะมี การนำสิ่งของ สิ่งเทียมอาวุธ เพื่อใช้ในก่อเหตุยั่วยุเจ้าหน้าที่ นำมาซุกซ่อนตามสถานที่ใกล้เคียง หรือโดยรอบพื้นที่ชุมนุม เพื่อป้องกันการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ และสามารถนำสิ่งของต่างๆออกมาใช้ 

ตามที่กล่าวข้างต้น  จิ๊กซอว์กำลังประติดประต่อกันไปถึงวันที่ 29 ส.ค.ซึ่งมีกิจกรรม CarMob ของ “ณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ”  แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ“สมบัติ  บุญงามอนงค์”  หรือ “บก.ลายจุด”  ที่ประกาศปลุกระดมคาร์ม็อบรอบใหม่

ส่องสัญญาณร้อน "ไล่ประยุทธ์" ก่อนสุกดิบ"ศึกซักฟอก"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)

การปักหมุดปฏิทินช่วงสุดสัปดาห์ตรงวันหยุด เพื่อหวังว่าจะมีมวลชนมาร่วมมากขึ้น มิได้หวั่นเกรงสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่จะเพิ่มขึ้นในการชุมนุมก็ตาม

ก่อนหน้านี้ กลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้โพสต์ข้อความทางสื่อออนไลน์ “29 สิงหาคม 64 เวลา 14.00 น. ณ.ห้าแยกลาดพร้าว เคลื่อนทัพบุกรัฐสภา “ 

เช่นเดียวกับ”บก.ลายจุด” ปล่อยข้อความประชาสัมพันธ์ระดมคนผ่านสื่อโซเชียล ด้วยการอ้างถึง “บันทึกการประชุม บก.ลายจุด VS เต้น ณัฐวุฒิ- ชื่อกิจกรรม Car Mob : Call Out “

นัดแนะเส้นทางรวมพล ตั้งแต่เส้นทางส่วนกลาง  เวลา 14.00 น.หัวขบวนทางลงอุโมงค์เกษตรมุ่งหน้าวิภาวดี  

15.00 น.เคลื่อนขบวนทางไกล 50 กม.   ถ.งามวงศ์วาน ถ.รัตนาธิเบศร์ ถ.ราชพฤกษ์ ถ.ชัยพฤกษ์ ถ.ติวานนท์,สะพานปทุมธานี,สวนเทพปทุม จุดนัดหมาย หน้าสถานี ThaiPBS ถ.วิภาวดี-รังสิต บ่าย 2 โมง 

พร้อมกับสั่งการให้ระดมสารพัดป้าย ป้าย”ไล่ประยุทธ์” ติดเสาไฟฟ้า สะพานลอย แขวนเกาะกลางถนน หน้าบ้าน สติ๊กเกอร์ติดรถ ฯลฯ (กล่องกระดาษ+Artline ดีที่สุด)  

ปลุกระดมในทำนองว่า เป็น Car Mob ขบวนสุดท้ายก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 

“เราจะนับว่านี่คือการนับหนึ่งของการที่ประชาชนลงคะแนนไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา เตรียมเข้าสู่กิจกรรม D-Day ในช่วงอภิปรายในสภา   ในสภาลงคะแนนยังไงช่างแมร่ง ประชาชนจะลงคะแนนไม่ไว้วางใจบนถนน มรึงไม่ลาออก กรูก็จะอยู่กันแบบนี้ “ไม่เอาประยุทธ ไม่เอาปะทะ”

บ่งบอกถึงความชัดเจน “กลุ่มคาร์ม็อบ”มีการทำงานร่วมกับ“พรรคฝ่ายค้าน”โดยเฉพาะ“พรรคเพื่อไทย” ที่ยังทอดไมตรีกับ” เต้น ณัฐวุฒิ และบก.ลายจุด”   แม้วันนี้ จตุพร พรหมพันธ์ุ ประธานนปช.อีกราย ยังคงถูกคุมขังในเรือนจำ ประกาศตัดขาด”คนแดนไกล”และ”พรรคเพื่อไทย”ไปนานแล้วก็ตาม

ประเมินกันว่า จำนวนมวลชนสูงสุดในกิจกรรม CarMob ประมาณ 3,000 คน จึงทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเฝ้าระวังกลุ่มผู้ชุมนุมที่ก่อเหตุรุนแรง บริเวณกรมทหารราบที่ 1 และพื้นที่ใกล้เคียง 


ทั้งหมดนี้ ถือเป็นความพยายามเบ่งพลังฮึดอีกครั้ง ของกลุ่มการเมืองทั้งในและนอกสภา ที่หวังสร้างความสั่นสะเทือนทำลายความเชื่อมั่นรัฐบาลไปเรื่อยๆ   ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19  ที่รัฐบาลก็เตรียมจะออกมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ด้วย

ส่องสัญญาณร้อน "ไล่ประยุทธ์" ก่อนสุกดิบ"ศึกซักฟอก"

อย่าลืมว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังมี”กลุ่มหัวรุนแรง”ที่ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับกลุ่มมวลชนของณัฐวุฒิ และบก.ลายจุด ปลุกระดม แม้ณัฐวุฒิ จะออกมาเรียกร้องให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นไปด้วยสันติ แต่มิอาจรับประกันได้เลยว่า “จะควบคุมได้” 

จึงอยู่ที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะปลดล็อกตัวเองให้ผ่านพ้นความวุ่นวายนี้ได้หรือไม่

Its time for a mass digital literacy campaign #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/blogs/international/40005417

Its time for a mass digital literacy campaign


It was around this time 76 years ago that saw the beginnings of a popular movement known as the Bình dân học vụ (Mass Education Movement).

It was initiated by President Hồ Chí Minh who, at the first cabinet meeting after the Democratic Republic of Việt Nam was proclaimed, said: “An ignorant nation is a weak nation.”

The campaign to educate and improve the intellect of the people was launched soon after as illiteracy was considered an enemy as dangerous as foreign aggression and famine, in a country that was then 90 per cent illiterate.

It encouraged people of all ages to volunteer to teach others to read and write, and basically helped eradicate illiteracy in Democratic Republic of Việt Nam controlled areas after seven years, despite the ongoing war.

Now amid the war against the coronavirus, another campaign is needed to develop society, even as we are struggling to provide disadvantaged people essential support including food and basic daily needs.

This time we must work to close the digital divide, which has become more apparent during the pandemic.

With social distancing enforced in many cities and provinces, clearly those who can work or study online from home have an advantage over the rest.

While over 70 per cent of individuals in Việt Nam are using the internet, according to the Ministry of Information and Communications, this does not mean they can all use the internet for work or study, or earn a living from it.

ADVERTISEMENTx

The workable internet environment must be through high-speed cables or strong wifi connections, which are not available and affordable everywhere, especially in rural or remote regions.

Even though fixed broadband subscriptions approached 16.7 million and mobile broadband subscribers reached 78 million among the population of nearly 100 million last year, we do not need to second guess to know that those subscribers mainly concentrate in urban areas.

Mobile broadband, despite reportedly covering most of the country, is hardly workable in many areas. Many people struggle with unstable communication even in the centre of Hà Nội, and I have heard complaints regarding this from colleagues who have to help their children with online studying.

According to the Vietnam Institute for Economic and Policy Research’s Annual Economic Report 2021, although the country saw a boom in e-commerce with nearly two-thirds of businesses using digital platforms last year, facilitated by improving e-government, conditions for digital transformation (e.g. digital infrastructure, connectivity, digital payments, progress in technology absorption) remain limited in comparison with some ASEAN countries.

On August 2, telecommunications businesses announced a support package worth nearly VNĐ10 trillion (US$435 million), valuable and timely assistance during the pandemic but only meaningful for those who can afford it.

It is high time the State considered an investment to provide universal workable broadband service to all citizens and allocate free data packages to meet their basic needs. The allocation could be managed using the newly granted citizen IDs.  Those who want higher speeds or more data should pay the extra.

Free workable broadband access means more equal access to basic services: healthcare, aid, insurance, food, education, and more job, social, economic and political opportunities.

A universal service also means establishing a huge client/user base, and more efficient management, especially for emerging needs such as public health surveillance.

This is fertile ground for business, trade, education, digital finance, and many other services exploiting big data. It will be a big market for home-grown apps and innovation.

Competitiveness will still be high as users will use their quotas voting for the better service providers. Businesses will have more incentives creating new and quality digital services and making money out of them.

Universal workable broadband service therefore will also lay the foundation for the digital elite to prosper.

Now that the Government is increasing investment in infrastructure to boost the economy, which is heavily affected by the pandemic, this should be part of the package as investment in this will create wealth, improving the knowledge of the population and create conditions for a knowledge economy.

Of course technocrats have many things to do, but to make full use of the infrastructure we need to address a fundamental condition, that is digital literacy among the population.

According to the American Library Association’s digital-literacy task force, digital literacy is the ability to use information and communication technologies to find, evaluate, create, and communicate information, requiring both cognitive and technical skills.

This is where a mass education campaign to improve digital literacy, similar in type and scale of the Bình dân học vụ, is needed. The State should set the skills standards and create a mechanism to encourage broad participation by multiple sectors of society in the campaign.

Witnessing the abundance of charitable and community spirit during the fight against the pandemic, it is clear it is not too difficult to mobilise capable people and organisations, especially when the Government has appropriate policies to channel their energy.

With the help of modern and creative communication tools their efforts will be multiplied compared to what our predecessors did many decades ago.

If people find opportunities in the new environment, they will make efforts to master new skills to join it.

While we still have to fight the coronavirus and try to control the pandemic with whatever tools we have, we have to accept that we may have to live with it forever and just strive to minimise its destructive effects on our lives.

But just like previous generations who successfully strived to eradicate illiteracy while struggling against famine and foreign aggression, we should together make effort to create a comfortable environment to live and work for all, whatever the adversities. – VNS

Published : August 29, 2021

US, UK embassies issued biased statements on Kinma village incident: SAC Information Team #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/blogs/international/40005416

US, UK embassies issued biased statements on Kinma village incident: SAC Information Team


Nay Pyi Taw- Leader of the information team of the State Administration Council (SAC) Maj-General Zaw Min Tun said that embassies of the United States of America and United Kingdom issued biased statements concerning Kinma village without investigation at a press conference held at the Ministry of Information in Nay Pyi Taw on August 27. It was attended by representatives from Asean countries, ambassadors from China and Russia.

“Although we issued timely news releases and the true incident of what had taken place in Kinma village in Pauk Township, Magway Region, the American and British embassies issued statements with lop-sided accusations,” said Maj-General Zaw Min Tun. He added that they issued these statements the same time when the United Nations’ General Assembly and Security Council held meetings on June 18.

“Ambassadors, and representatives from foreign countries, observed with care the government’s official statements. We have issued true news about the prevailing situations in our country. Without investigating the true incident, they issued biased statements. We have to ask questions on their statements. They are still persisting what they want to say till now. We formally issued true news and locals’ saying on the incident. Today, he wanted to show with evidence on how the destructionist media instigate Myanmar domestic affairs and statements of some embassies caused disunity among the public and misunderstanding by sharing various false news and information about the village,” he added. 

ADVERTISEMENTx

Later, he showed the video clip of three people arrested in Kinma village case.

The American embassy on June 17 issued a statement concerning Kinma village case like this. 

“Myanmar security forces burned an entire village in Magway to the ground and at least two elderly residents were killed. These horrific acts are consistent with past atrocities committed by the military against people of all ethnicities and religions. The military continues to demonstrate a complete disregard for human life,” the statement said.

The British Embassy also published a statement on June 16 concerning Kinma village like this.

“Reports that the junta has burned down an entire village in Magway, killing elderly residents, demonstrate once again that the military continues to commit terrible crimes and has no regard for the people of Myanmar,” it said. 

“The true case was that while policemen patrolled in the area in Pauk Township, Kinma village on June 15. A group of armed men attacked them from a village hill top when they reached the Kinma village signboard. They exchanged fire and while clearing the area, another clashes occurred. At the same time, Kinma village with 100 households was on fire. With the reinforced security forces, they entered the village and put out the fire. They rescued two 80-year-old women. The fire started when 40 people started to burn down the house of a villager who didn’t support terrorist acts. An illegal media in Myanmar wrote the case as burning the whole village and so CNN and Reuters news agencies made similar statements, explained Maj-General Zaw Min Tun. 

Published : August 29, 2021