วัคซีนโปรตีนซับยูนิตของจีนกันโควิดได้ 81.76% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661731

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

วัคซีนโปรตีนซับยูนิตของจีนกันโควิดได้ 81.76% การทดลองระยะที่ 3 ของวัคซีนโปรตีนซับยูนิตของจีนมีประสิทธิภาพป้องกัน Covid-19 โดยรวม 81.76%

ฉงชิ่งจื้อเฟย (Chongqing Zhifei Biological Products) บริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านชีวภาพของจีนเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับผลการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 ของวัคซีนป้องกัน Covid-19 ชื่อ ZF2001 ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยโดยรวมอยู่ที่ 81.76% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทเปิดเผยประสิทธิภาพของวัคซีนซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้ในจีนเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

การทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 นี้ทำในอาสาสมัคร 28,500 คนในจีน อุซเบกิสถาน อินโดนีเซีย ปากีสถาน และเอกวาดอร์ โดยในวันที่วิเคราะห์ข้อมูล พบผู้ติด Covid-19 จำนวน 221 คนในกลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนจริงหรือวัคซีนหลอกครบ 3 เข็มแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนไข้กลุ่มนี้

ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตอยู่ที่ 100% ซึ่งยังไม่มีการให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือตัวเลขผู้ป่วยหนักที่พบระหว่างการทดสอบเช่นกัน

บริษัทยังเผยอีกว่า การวิเคราะห์เบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ 77.54% แต่ยังไม่เปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนว่าระหว่างการทดสอบมีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตากี่คน

ทั้งนี้ วัคซีน ZF2001 ของฉงชิ่งจื้อเฟยเป็นวัคซีนชนิดโปรตีนซับยูนิต (protein subunit) ที่ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม แต่ละเข็มห่างกันประมาณ 2 เดือน

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

อังกฤษพบเดลตาเพิ่มความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาล 2 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661729

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 16:33 น.

อังกฤษพบเดลตาเพิ่มความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาล 2 เท่า เผยติด Covid-19 สายพันธุ์เดลตามีความเสี่ยงจะต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 2 เท่า

ผลการวิจัยของอังกฤษซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet Infectious Diseases พบว่า ผู้ที่ติด Covid-19 สายพันธุ์เดลตามีแนวโน้มที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็น 2 เท่าของผู้ที่ติด Covid-19 สายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ

ทีมนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย Covid-19 จำนวน 43,338 คนในอังกฤษระหว่างวันที่ 29 มี.ค.-23 พ.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งสถานะการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 การรักษาพยาบาล การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และข้อมูลอื่นๆ โดยในจำนวนนี้ 1.8% ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว และ 3 ใน 4 ยังไม่ได้รับวัคซีน อีก 24% ได้รับวัคซีนเพียงเข็มเดียว

ทีมวิจัยนำตัวอย่างไวรัสทั้งหมดที่เก็บจากผู้ป่วยไปถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ซึ่งเป็นวิธีหาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่แม่นยำที่สุด พบว่าเกือบ 80% ของผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์อัลฟา ส่วนที่เหลือติดสายพันธุ์เดลตา และราว 1 ใน 50 ของผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลภายใน 14 วันหลังตรวจพบว่าติดเชื้อครั้งแรก

และหลังจากนำปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่ออาการป่วยหนัก อาทิ อายุ เชื้อชาติ และสถานะการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 นักวิจัยพบว่า ความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าหากติดสายพันธุ์เดลตา

แอนน์ พรีซานิส นักสถิติอาวุโสจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และหัวหน้าทีมวิจัยร่วมเผยว่า ผลการวิจัยครั้งนี้บอกเราเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสำหรับคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือได้รับวัคซีนยังไม่ครบโดส ดังนั้นการได้รับวัคซีนให้ครบโดสเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาแบบมีอาการ

ผลการวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของของสกอตแลนด์ที่เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาที่พบว่า สายพันธุ์เดลตาเพิ่มความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 2 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟา

Photo by Oli SCARFF / AFP

คนไทยต้องซื้อ แต่สิงคโปร์แจกชุดตรวจโควิดฟรีทุกบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661724

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 14:35 น.

คนไทยต้องซื้อ แต่สิงคโปร์แจกชุดตรวจโควิดฟรีทุกบ้าน ชาวสิงคโปร์จะได้รับชุดตรวจหาเชื้อโควิดด้วยตัวเองแบบเร่งด่วนบ้านละ 6 ชุดฟรี

สำนักข่าว The Straits Times รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์จะส่งชุดตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสด้วยตัวเองแบบเร่งด่วน หรือ antigen rapid test kits (ART) ให้ทุกครัวเรือนครัวเรือนละ 6 ชิ้นทางไปรษณีย์ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.-27 ก.ย.นี้

นอกจากนี้ นักเรียนและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอนุบาล ศูนย์พัฒนาการเด็กปฐมวัย โรงเรียนประถม และโรงเรียนการศึกษาพิเศษที่ครอบคลุมระดับประถมศึกษาและมัธยมต้น จะได้รับชุดตรวจ ART คนละ 3 ชิ้นด้วย

แถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในขณะที่สิงคโปร์ค่อยๆ ขยับเข้าสู่ประเทศที่ฟื้นตัวจาก Covid-19 มาให้ความสำคัญกับการตรวจหาเชื้อและการเฝ้าระวัง สังคมจะมีส่วนสำคัญในการจัดการกับโรคระบาด ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ ความรับผิดชอบส่วนบุคคลในการตรวจหาเชื้อด้วยตนเองและการเฝ้าระวังสุขภาพของตัวเอง

ด้าน เฉินเจิ้งเซิง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการโพสต์เฟซบุ๊คถึงการแจกจ่ายชุดตรวจในโรงเรียนว่า “การตรวจหาเชื้อด้วยตัวเองจะช่วยให้เราพบเคสที่ติดเชื้อได้เร็วขึ้น ควบคุมการแพร่กระจาย และจำกัดผลกระทบต่อนักเรียนและครูที่ไม่ติดเชื้อ ทั้งยังช่วยให้นักเรียนและครูที่อาจกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการหลังสัมผัสกับผู้ติดเชื้อสบายใจขึ้น”

นอกจากนี้ ทางการสิงคโปร์จะปิดศูนย์ฉีดวัคซีน 4 แห่งจากทั้งหมด 37 แห่ง เพื่อเปลี่ยนไปให้บริการทางสาธารณสุขตามปกติ หลังจากบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร 80% ในสิ้นเดือนนี้

Photo by YASSER AL-ZAYYAT / AFP

ตอลิบานยึดอาวุธสหรัฐได้อื้อ แถมยังเอาแบล็กฮอว์กออกมาขับเล่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661719

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.

ตอลิบานยึดอาวุธสหรัฐได้อื้อ แถมยังเอาแบล็กฮอว์กออกมาขับเล่น ก่อนถอนกำลังสหรัฐจัดหาอาวุธให้รัฐบาลอัฟกันมหาศาล แต่ตอนนี้อาวุธเหล่านี้ตกอยู่ในมือตอลิบานแล้ว

สำนักข่าว New York Post รายงานว่า มีการแชร์คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่านักรบของกลุ่มตอลิบานนำเฮลิคอปเตอร์ ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ก (UH-60 Black Hawk) ที่สหรัฐมอบให้รัฐบาลอัฟกานิสถานออกมาขับเล่นบนรันเวย์ของสนามบินกันดาฮาร์ในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้นำขึ้นบิน

The Drive สำนักข่าวด้านเทคโนโลยีมองว่า การนำเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐออกมาขับเล่นเป็นการพยายามทำโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มตอลิบาน ที่ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐมอบให้กองทัพอัฟกานิสถานมูลค่านับพันล้านเหรียญสหรัฐหลังจากโค่นอำนาจรัฐบาลอัฟกันเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ยังไม่แน่ชัดว่าอาวุธของกองทัพอัฟกานิสถานตกอยู่ในมือของกลุ่มตอลิบานมากน้อยเท่าใด แต่สัปดาห์ที่แล้วสำนักข่าว Reuters รายงานว่า กลุ่มตอลิบานยึดอากาศยานที่มีปีกยึดติดกับลำตัวเครื่อง (fixed-wing plane) และเฮลิคอปเตอร์ได้ 40 ลำ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้สังเกตการณ์ระบุว่า ตอลิบานยึดแบล็กฮอว์กได้อย่างน้อย 4 ลำ รวมทั้ง 2 ลำที่สนามบินกันดาฮาร์

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีภาพนักรบตอลิบานในกองพันบันดรี 313 ที่สวมเครื่องแบบและอุปกรณ์ อาทิ กล้องมองตอนกลางคืน ที่กองทัพสหรัฐมอบให้กับกองทัพอัฟกัน เผยแพร่ในโลกออนไลน์ด้วย

อดัม อันเชเยฟสกี ซีอีโอ Open the Books องค์กรไม่แสวงกำไรที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของรัฐบาลเผยกับ The Wire ว่า “เราเปลี่ยนให้กลุ่มตอลิบานเป็นพ่อค้าอาวุธของสหรัฐรายใหญ่ไปอีกอย่างน้อย 10 ปี” โดยตอนนี้ตอลิบานมียานพาหนะทหารราว 75,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นพาหนะทางยุทธวิธีราว 50,000 คัน รถฮัมวี 20,000 คัน ยานพาหนะต้านกับระเบิดราว 1,000 คัน และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะราว 150 คัน

อันเชเยฟสกีเผยอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2001 สหรัฐทุ่มงบประมาณไปราว 83,000 ล้านเหรียญสหรัฐในการฝึกและติดอาวุธให้กองทัพอัฟกัน และเมื่อเดือนที่แล้วยังเพิ่งส่งเฮลิคอปเตอร์ใหม่อีก 7 ลำไปยังกรุงคาบูล

นอกจากนี้ Open the Books ยังพบว่าโดรนของสหรัฐมูลค่าราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐหายไป และยังไม่ทราบว่าอาวุธ 600,000 ชิ้นอยู่ที่ไหนในอัฟกานิสถาน

อาวุธที่สหรัฐมอบให้กองทัพอัฟกานิสถานยังรวมถึงอาวุธทหารราบ 600,000 ชิ้น รวมทั้งปืนเอ็ม 16 และอุปกรณ์สื่อสาร 162,000 ชิ้น และกล้องที่ช่วยให้มองเห็นตอนกลางคืนอีก 16,000 ชิ้น

ภาพ: Twitter@JosephDempsey

ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติป้องกันเดลตาได้ดีกว่า Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661711

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติป้องกันเดลตาได้ดีกว่า Pfizer วิจัยชี้ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติด Covid-19 ป้องกันเดลตาได้ดีกว่าภูมิคุ้มกันจาก Pfizer

การวิจัยของอิสราเอลซึ่งตีพิมพ์ใน medRxiv คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ก่อนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญพบว่า ผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19 ในช่วงที่มีการระบาดระลอกก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้น้อยกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech

ข้อมูลชุดใหญ่ที่สุดในโลกที่วิเคราะห์เปรียบเทียบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ได้จากการติด Covid-19 กับภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ซึ่งเป็นหนึ่งในวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่ใช้อยู่ในขณะนี้แสดงให้เห็นว่า มีการกลับมาติดเชื้อซ้ำ (reinfection) น้อยกว่า

ผู้ที่ได้รรับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech 2 โดสมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์เดลตามากกว่าเกือบ 6 เท่า และมีโอกาสแสดงอาการป่วยมากกว่า 7 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติหลังหายป่วยจาก Covid-19

“การวิเคราะห์นี้แสดงให้เห็นว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติคงอยู่นานกว่าและปกป้องการติดเชื้อ การแสดงอาการ และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลจากสายพันธุ์เดลตาได้ดีกว่า” งานวิจัยระบุ และยังพบว่าการปกป้องจากภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการติด Covid-19 ลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเช่นกัน

ส่วนความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 สายพันธุ์เดลตาภายหลังการฉีดวัคซีน (vaccine breakthrough) สูงกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อซ้ำ 13 เท่า เมื่อการติดเชื้อครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. 2021 ซึ่งมากกว่าความเสี่ยงสำหรับผู้ที่ติดเชื้อก่อนหน้านั้น

นอกจากนี้ยังพบว่า การฉีดวัคซีน 1 เข็มให้ผู้ที่เคยติด Covid-19 ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ทว่ายังไม่ทราบประโยชน์ระยะยาวของวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส ซึ่งเพิ่งเริ่มฉีดในอิสราเอล

งานวิจัยชิ้นนี้ตรงกันข้ามกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนให้การปกป้องได้ดีกว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการติด Covid-19 อย่างไรก็ดีงานวิจัยชิ้นก่อนหน้าไม่ได้ศึกษาสายพันธุ์เดลตา

Photo by Ahmad GHARABLI / AFP

“ทำตามคำสั่งนาย” ข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661691

วันที่ 27 ส.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

“ทำตามคำสั่งนาย” ข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวศาลพิพากษาข้ออ้าง “ทำตามคำสั่งนาย” เพื่อให้พ้นผิดในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฟังไม่ขึ้น

คดีสะเทือนวงการสีกากีที่ผู้กำกับสถานีตำรวจนายหนึ่งและผู้ใต้บังคับบัญชาใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้ต้องหาจนเสียชีวิตทำให้สังคมไทยได้ยินคำว่า “ทำตามคำสั่งนาย” อีกครั้ง

คำว่า “ทำตามคำสั่งนาย” ไม่ได้มีเฉพาะในสังคมไทย แต่เคยถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างให้พ้นผิดในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านคนของนาซีที่นำโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐและอังกฤษตัดสินใจตั้งศาลขึ้นมาพิจารณาคดีกับฝ่ายนาซีมือเปื้อนเลือดไล่ตั้งแต่ระดับหัวแถวไปจนถึงหางแถวตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 1945 โดยเลือกพิจารณาคดีที่เมืองนูเรมเบิร์ก แคว้นบาวาเรียของเยอรมนี

ที่เลือกเมืองนูเรมเบิร์กเพราะกระทรวงยุติธรรมซึ่งมีคุกขนาดใหญ่ในเมืองนี้ไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม บวกกับเมืองแห่งนี้ยังเป็นจุดที่ฝ่ายนาซีใช้จัดขบวนพาเหรดเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ดังนั้นการพิจารณาคดีที่เมืองนี้จึงเป็นการประกาศว่าจักรวรรดิไรซ์ที่ 3 ของฮิตเลอร์สิ้นสุดลงแล้ว

และข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในการพิจารณาตัดสินโทษนาซีก็คือ “ทำตามคำสั่งนาย” ซึ่งเป็นที่มาของ Nuremberg defense หรือข้ออ้างนูเรมเบิร์ก หรือ Superior orders ที่จำเลยอ้างว่าพวกเขาแค่ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (วลีเยอรมันคือ Befehl ist Befehl แปลว่า คำสั่งคือคำสั่ง) ดังนั้นจึงไม่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมที่ตัวเองก่อไว้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

หนึ่งในผู้ต้องหาที่ใช้ข้ออ้างนูเรมเบิร์กคือ ออทโท โอเลินดอร์ฟ (Otto Ohlendorf) อดีตผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานไอน์ซัทซ์กรุพเพิน (Einsatzgruppen) หรือกองกำลังสังหารเคลื่อนที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชาวยิว โรมา และซินติกว่า 90,000 คน เขาต่อสู้ด้วยถ้อยคำง่ายๆ ว่า ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ที่สุดแล้วศาลตัดสินประหารชีวิต

เช่นเดียวกับ รูดอล์ฟ เฮิส (Rudolf Höss) ผู้บัญชาการค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ ที่พยายามแก้ตัวว่าเขาแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น

“คุณไม่เห็นเหรอ พวกเราหน่วย SS ไม่ควรมาคิดถึงเรื่องเหล่านี้ มันไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเรา…เราถูกฝึกให้เชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัดโดยไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าการไม่เชื่อฟังคำสั่งไม่เคยเกิดขึ้นกับคนอื่นเลย และถึงผมไม่ทำ คนอื่นก็ทำอยู่ดี…ผมไม่เคยเสียเวลาคิดเลยว่ามันผิดหรือไม่ เพราะมันคือสิ่งที่ดูเหมือนจำเป็นต้องทำ” เฮิสกล่าว

ผู้พิพากษาคดีนูเรมเบิร์กไม่ยอมรับฟังข้อแก้ตัวว่า “ทำตามคำสั่งนาย” โดยบอกว่าเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งกระทำตามคำสั่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายสากล เขาผู้นั้นย่อมต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก นอกเสียจากจะอยู่ภายใต้พฤติการณ์บางอย่าง อาทิ หากบุคคลผู้นั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ทราบจริงๆ ว่าคำสั่งนั้นผิดกฎหมาย จึงไม่ต้องรับผิด

ซึ่งในกรณีนี้ผู้พิพากษายืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินจะไม่ทราบว่าการสังหารพลเมืองเป็นสิ่งผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม

ข้อยกเว้นอีกอย่างหนึ่งคือ หากบุคคลนั้นๆ ปฏิบัติตามคำสั่งที่ผิดกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่อร่างกาย การทรมาน หรือการเสียชีวิต

คำพิพากษาคดีไอน์ซัทซ์กรุพเพินระบุว่า “ศาลจะไม่ลงโทษบุคลที่ถูกปืนบรรจุกระสุนจ่อศีรษะบังคับให้กระทำการ หรือไม่จำเป็นต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจึงจะได้รับยกเว้นโทษ แต่มีจำเลยคนใดหรือไม่ที่ถูกข่มขู่ว่าตัวเขาเองจะถูกฆ่าหากฆ่าชาวยิวไม่สำเร็จ?”

ขณะที่จำเลยในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บางคนอ้างว่าหรือเชื่อว่า พวกเขาอาจได้รับอันตรายแก่กายจริงๆ หากไม่ทำตามคำสั่งให้สังหารชาวยิว ทว่า ดอริส เบอร์เจน นักประวัติศาสตร์เผยว่า นาซีไม่ได้ทำอันตรายกับคนที่ไม่ทำตามคำสั่ง ชาวเยอรมนีไม่ได้ถูกบีบบังคับให้เป็นมือสังหาร คนที่ไม่เข้าร่วมจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อื่น

ซึ่งศาลนูเรมเบิร์กก็มีความเห็นว่าสมาชิกในหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินไม่เคยถูกคุกคามหรือได้รับอันตรายต่อร่างกายหากไม่ลงมือกับชาวยิว จึงพิพากษาว่าหัวหน้าหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพิน 20 คนมีความผิด โดย 4 คนรวมทั้งโอเลินดอร์ฟูกตัดสินประหารชีวิต

อีกคนหนึ่งที่ใช้ข้ออ้าง “ทำตามคำสั่งนาย” คือ อดอล์ฟ ไอช์มันน์ (Adolf Eichmann) อดีตสมาชิกพรรคนาซีคนสำคัญและข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวภายใต้การนำของฮิตเลอร์ เขามีตำแหน่งผู้บังคับบัญชาหน่วยราชการที่มีชื่อว่า กรมกิจการว่าด้วยชาวยิว (Office of Jewish Affairs) ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลคนยิวในพื้นที่ ยึดทรัพย์ และขนย้ายลำเลียงชาวยิวไปยังค่ายกักกัน

ในปี 1962 ไอช์มันน์เขียนจดหมายขอผ่อนผันโทษโดยระบุว่า ตัวเขาและเจ้าหน้าที่ระดับล่างคนอื่นๆ “ถูกบังคับให้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือ” เพื่อพยายามจะผลักความรับผิดชอบต่อการฆ่าชาวยิวนับล้านๆ คนไปให้ผู้บังคับบัญชา แต่ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น สุดท้ายเขาก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปีเดียวกันนั้น

ในคดีนูเรมเบิร์กส่วนใหญ่ศาลมองว่าการกระทำของจำเลยมีความชั่วร้ายมากจนข้ออ้างที่ว่าทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่สามารถนำมาใช้เป็นปัจจัยในการลดหย่อนผ่อนโทษได้

อีกทั้งขณะที่ผู้บังคับบัญชาสั่งนั้น ผู้รับคำสั่งซึ่งเป็นมนุษย์จะต้องรู้สึกผิดชอบชั่วดีกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำ จึงไม่สามารถอ้างว่าทำตามคำสั่งเพื่อไม่ต้องรับโทษ

ในปีเดียวกับที่ไอช์มันน์ถูกแขวนคอ สแตนลีย์ มิลแกรม นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลลงมือทดสอบว่าคนธรรมดาทั่วไปจะทำอันตรายผู้อื่นหลังจากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ซึ่งน่าตกใจที่ผลปรากฏว่ามนุษย์มีสิทธิ์ถูกความมืดมนเข้าครอบงำหัวใจได้ทุกคน

ส่วนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology บอกว่า การทำตามคำสั่งทำให้คนทำรู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างไกลจากผลลัพธ์ที่ตัวเองก่อขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อปฏิบัติตามคำสั่ง ผู้คนจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองทำ แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่ลงมือก็ตาม

ภาพ: wikipedia

จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” พรรคไหนพร้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481018

จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” พรรคไหนพร้อม

29 ส.ค. 2564

อุ่นเครื่องเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” ตรวจแนวรบศึก ส.ก. สำรวจความพร้อม 4 พรรคใหญ่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จะมีขึ้นปลายปีนี้ หรือกลางปีหน้า ยังไม่ชัดเจน แต่ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อย่างน้อย 2 คน ที่ออกเดินหาเสียงล่วงหน้าไปแล้วคือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา

ส่วนการเลือกตั้ง ส.ก.นั้น คนกรุงเทพฯไม่ได้สัมผัสกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนานถึง 11 ปี เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ออกเป็น 50 เขตเลือกตั้ง โดยมีสมาชิกเขตเลือกตั้งละหนึ่งคน ก็สร้างความคึกคักขึ้นมาทันที

จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” พรรคไหนพร้อม

ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เพื่อไทย ลงช่วยเหลือชาวบ้าน

เนื่องจากช่วงโควิดระบาด บรรดาว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทั้งพรรคเก่าพรรคใหม่ ต่างเรียงหน้าเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างแข็งขัน ชาวบ้านเริ่มคุ้นหน้านักการเมืองท้องถิ่นบ้างแล้ว

การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ส.ค.2553 เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเว้นช่วงยาวมาจนถึงปีนี้

ผลการเลือกตั้ง ส.ก.50 เขต มีจำนวนทั้งสิ้น 61 คน แยกเป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 45 คน ,พรรคเพื่อไทย 15 คน และผู้สมัครอิสระ 1 คน

ปัจจุบัน อดีต ส.ก.หลายคน ได้เป็น ส.ส.กทม. อาทิเช่น กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา, กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ, ศิริพงษ์ รัสมี และประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ

++

ฐานเปลี่ยนคนเปลี่ยน

++

เวลาผ่านไป 10 กว่าปี พฤติกรรมการเลือกตั้งของชาวกรุงเทพมหานคร ก็เปลี่ยนไปเยอะ หากย้อนไปดูคะแนน “ป๊อปปูล่าโหวต”

เมื่อการเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค.2562 ผลปรากฏว่า อันดับ 1 พรรคอนาคตใหม่ ได้ 804,272 คะแนน ,อันดับ 2 พรรคพลังประชารัฐ ได้ 791,893 คะแนน ,อันดับ 3พรรคเพื่อไทย ได้ 604,699 คะแนน และอันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 474,820 คะแนน

กรณีพรรคเพื่อไทยนั้น ส่งผู้สมัคร ส.ส.แค่ 22 เขต และเว้นให้พรรคไทยรักชาติ 8 เขต ส่วนพรรคอื่นส่งครบ 30 เขต

จากข้อมูลคะแนนข้างต้น พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ ส.ส.เขต แถมคะแนนบางส่วนยังไหลไปที่พรรคพลังประชารัฐ ส่วนคะแนนส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ก็ไปโผล่ที่พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล)

สำหรับว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้เปิดตัวมาแล้ว ต่างก็ประกาศว่าเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรค อย่างชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา

ส่วนพรรคการเมืองที่เตรียมส่งผู้สมัคร ส.ก. ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคก้าวไกล, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคกล้า รวมถึงพรรคพลังประชารัฐ กลับยังไม่เปิดตัวว่าที่ผู้ว่าฯกทม.

ดูเหมือนแวดวงการเมืองก็ทราบกันดีว่า “ชัชชาติ” และ “จักรทิพย์” มีพรรคการเมืองไหนให้การสนับสนุนอยู่ลับๆ

++

วิกฤตคือโอกาส

++

การเลือกตั้ง ส.ก.ครั้งใหม่นี้ กกต. กำหนดให้ ส.ก.ได้เขตละคน เท่ากับจำนวน ส.ก.ลดจาก 61 คน เหลือ 50 คนเท่านั้น

พรรคเพื่อไทย มีความพร้อมเรื่องการวางตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 50 เขตไปแล้ว ร้อยละ 90 เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ และหลายคนย้ายมาจากพรรคก้าวไกล

อดีต ส.ก.พรรคเพื่อไทย ปี 2553 ส่วนใหญ่ย้ายไปสังกัดพรรคไทยสร้างไทย ยกเว้น ส.ก.บางคน ที่ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องการจัดวางตัวผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ก็เตรียมไว้แล้ว 90% เท่าที่ตรวจสอบตามเขตต่างๆ กว่าร้อยละ 70 ยังเป็นอดีต ส.ก.ปี 2553

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกับ ส.ส.กทม. ได้เปิดตัว “กลุ่มเปลือกส้ม” จิตอาสาที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนช่วงโควิด ซึ่งพรรคก้าวไกลยังไม่เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็จัดทีมผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคลงพื้นที่อย่างคึกคัก พร้อมทีมงานเปลือกส้ม

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เปิดตัวพรรคไทยสร้างไทย ด้วยจุดแข็งคือฐานเสียงในเมืองหลวง ฉะนั้น อดีต ส.ก.หลายคน จึงย้ายจากเพื่อไทยมาร่วมงานด้วย

พูดถึงประสบการณ์การต่อสู้ในสนามเมืองกรุง ก็มี “คุณหญิงสุดารัตน์” และพรรคประชาธิปัตย์ที่ขับเคี่ยวกันมา ตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม จนมาถึงพรรคเพื่อไทย

กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ก็ลงพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมทีมงานผู้อาสาที่จะลงสมัคร ส.ก.ในหลายเขต ซึ่งพรรคกล้า ก็ตั้งเป้าชิงฐานเสียงในเมืองหลวง ก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวว่า พรรคจะส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.เหมือนกัน

จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” พรรคไหนพร้อม

อดีต ส.ก.รุ่นใหญ่ ในนามไทยสร้างไทย แจกอาหารชาวลาดพร้าว

เลือกตั้ง ส.ก. และเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2564 หรือไม่ ยังไม่มีใครยืนยัน แต่พรรคต่างๆ ก็ลุยหาเสียงล่วงหน้ากันแล้ว

จับตาคดี “ผู้กำกับโจ้” อาฟเตอร์ช็อก ปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโรงพักปากน้ำโพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480998

จับตาคดี “ผู้กำกับโจ้” อาฟเตอร์ช็อก ปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโรงพักปากน้ำโพ

29 ส.ค. 2564

เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวสุดท้ายการเปิดโปงตีแผ่พฤติกรรมหัวหน้าโรงพักจึงบังเกิด จับตาคดี “ผู้กำกับโจ้” เงียบเมื่อไหร่ เมื่อนั้นปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโปลิศปากน้ำโพตามมาแน่นอน

-เหยี่ยวขาว เข้าเวรรายงานตัว บินโฉบนำเนื้อหาความเคลื่อนไหวประจำสัปดาห์ของยุทธจักรสีกากีมาให้ติดตามกันครับ เกือบตลอดทั้งสัปดาห์นี้ เรื่องที่เป็นทอลก์ออฟเดอะทาวน์ ในวงการสีกากี รวมไปถึงสังคมไทย อีกทั้งยังถูกตีแผ่ไปทั่วโลกคงหนีไม่พ้นคดี “ผู้กำกับโจ้” พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ผู้เปิดด้านมืด ของวงการตำรวจไทย ถูกแฉจากคลิป ถุงคลุมหัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดทรมานจนเสียชีวิต ในห้องทำงานของ ตำรวจชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด (ชุด 05) สภ.เมืองนครสวรรค์ รู้จักกันดีในชื่อ “บ้านกาแฟ” แยกออกมาจากตัวโรงพักนครสวรรค์  

-พวกเราเคยแต่เห็นเหตุการณ์ทรมานผู้ต้องหากันแต่ในภาพยนตร์เท่านั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้มีโอกาสเห็นเรื่องจริงผ่านคลิป ที่ถูกแพร่ไปทั่วโลกโซเชียล ทั้งในไทยและต่างประเทศ ถึงขั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา มีจลาจลเกิดขึ้นปั่นป่วนทั่วเมืองหลายวันอย่างแน่นอน แม้ล่าสุดคืนวันพฤหัสที่ 26 ส.ค.64  “ผู้กำกับโจ้” จะยอมเข้ามอบตัวแบบง่ายดาย ตอนแรกให้การรับสารภาพขณะแถลงข่าวที่กองบังคับการตำรวจกองปราบปราม ถนนพหลโยธิน ผ่านการโฟนอินต่อหน้า บิ๊กปั๊ด-พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และกองทัพสื่อมวลชน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศที่รอรับชม “ผู้กำกับโจ้”  สภาพอิดโรยกล่าวตอนหนึ่งว่า “ผมยอมรับผิดคนเดียว แต่ขอให้การว่า ไม่ได้มีเจตนาฆ่าน้อง ผมมีเจตนาตั้งใจที่จะทำงานครับ ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ให้ลูกหลานติดยาเสพติดครับ พร้อมยืนยันไม่มีการเรียกรับเงินแต่อย่างใด”

จับตาคดี "ผู้กำกับโจ้" อาฟเตอร์ช็อก ปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโรงพักปากน้ำโพ

-คล้อยหลังเพียงวันเดียว เมื่อถูกส่งตัวไปคุมขังที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ วันที่ 27 ส.ค. ก่อนจะถูกส่งต่อไปเข้าเรือนจำพิษณุโลก “ผู้กำกับโจ้” ก็ได้พลิกลิ้นปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา กลายเป็นหนังคนละม้วนกับตอนที่แถลงข่าว ขณะนี้คดีถูกโอนมาให้กองบังคับการตำรวจกองปราบปราม เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ทำท่าจะกลายเป็น ซีรีย์เรื่องยาว ที่ผู้คนทั้งไทยและต่างประเทศคงถ่างตารอกันอย่างใกล้ชิดว่า บทสรุปตอนจบจะลงเอยอย่างไร ?  เหยี่ยวขาว มองว่าถ้าเปรียบคดีนี้เป็นบทภาพยนตร์ก็คงจะต้องเป็นแนวสืบสวนอาชญากรรม ที่สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนครบทุกรส มีทั้งฉากโหด ตื่นเต้น โรแมนติก การสืบสวน และชั้นเชิงการใช้กฎหมายต่อสู้คดี ฯลฯ

จับตาคดี "ผู้กำกับโจ้" อาฟเตอร์ช็อก ปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโรงพักปากน้ำโพ

-ต้องยอมรับว่า “คดีผู้กำกับโจ้”  แตกแขนงไปหลากหลายมิติ แค่ตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยนลงเหว นายตำรวจหนุ่มครบเครื่อง ทั้งหล่อรวยจนได้ฉายา “โจ้ เฟอร์รารี่” จาก ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เปลี่ยนเป็น ผู้ต้องหา ชีวิตยังถูกนำมาตีแผ่ทุกแง่มุม จนสะท้อนไปถึง ระบบตำรวจ นายตำรวจหนุ่ม อายุ 39 ปี (นรต.รุ่น57) รับราชการมา 17 ปี  ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ร่ำรวย บ้านใหญ่ระดับคฤหาสน์หรู เนื้อที่ 5 ไร่ มีรถหรูซุบเปอร์คาร์ เกือบ 30 คัน ช่วงปี 2554-60 มีผลงานในฐานะเจ้าของสำนวนคดีรถหรู สามารถจับกุมและนำรถหรูส่งให้กับกรมศุลกากรขายทอดตลาด รวมทั้งสิ้น 368 คัน  อีกทั้งยังเคยเขียนไลน์บอกดาราสาวมีเงินสดกว่า 230 ล้านบาทให้นอมินีถือเก็บไว้ ฯลฯ งานนี้เลยต้องเจอไล่บี้ตรวจสอบทรัพย์สินกันไปด้วย

-“เหยี่ยวขาว”กระซิบบอก ให้เฝ้าจับตาดู ระวังจะเกิดเหตุการณ์ “อาฟเตอร์ช็อก” ที่โรงพักนครสวรรค์ หลังจากเกิดคดี ผู้กำกับโจ้ ที่เขย่ายุทธจักรสีกากีและกระบวนการยุติธรรมแล้ว น่าจะมี “ล้างบางใหญ่” ทั้งโรงพักนครสวรรค์ ในเมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวสุดท้ายมากลายเป็น การเปิดโปงตีแผ่พฤติกรรมของ หัวหน้าโรงพัก ที่เพิ่งจะย้ายมานั่งเก้าอี้ ผู้กำกับฯ ได้ไม่ถึงปี มือดีที่ใจกล้าส่งคลิปไปให้ทนายดังนำไปเปิดเผย ก็ระบุชัดว่า ที่มาของคลิปมาจาก ตำรวจชั้นผู้น้อย ที่สิ้นหวังอยากได้ความเป็นธรรม ทนเห็นเหตุการณ์นี้ไม่ได้

-ดังนั้นต้องให้ความสำคัญพร้อมคุ้มครองตำรวจผู้ที่กล้าตีแผ่ความจริงครั้งนี้ด้วย อย่ามองข้ามว่าการที่ “ตำรวจเปิดโปงตำรวจ” ด้วยกันเองนั้น เป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง ทำให้เกิดความเดือดร้อนกันทั้งโรงพัก เชื่อว่ายังมี กลุ่มตำรวจนอกรีต ที่เคียดแค้นอาจจะตามเล่นงานเช็กบิลเมื่อเรื่องเงียบหาย อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น? อย่าลืมคดีนี้นอกจาก “ผู้กำกับโจ้” และลูกน้องอีก 6 คนจะตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังถูกสังคมตั้งคำถามดัง ๆ ตั้งแต่รัฐประหารมาจะครบ 8 ปีแล้ว ปฏิรูปกันไปถึงไหน?.

เรื่อง :   “เหยี่ยวขาว”

ส่องกกกอก ‘ลุงพล’ พึ่ง 50 ช่องยูทูบ สวนกระแสขาลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480918

ส่องกกกอก ‘ลุงพล’ พึ่ง 50 ช่องยูทูบ สวนกระแสขาลง

28 ส.ค. 2564

มหากาพย์คดีน้องชมพู่ “ลุงพล” ติดบ่วงคดี อาศัย 50 ช่องยูทูบ ตรึงฐานเอฟซี สร้างรายได้ สวนกระแสขาลง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ระหว่างที่คนไทยกำลังติดตามข่าว “ผู้กำกับโจ้” อย่างใจจดจ่อ ก็มีข่าว “ลุงพล” แทรกเข้ามาเมื่อตำรวจมุกดาหาร แจ้งข้อหาเพิ่มเติมในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา”

จากกรณีศาลอนุมัติหมายจับไชย์พล วิภา หรือ “ลุงพล” อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาในคดีการเสียชีวิตของ “น้องชมพู่” ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา วัย 3 ขวบ ซึ่งหายตัวไปจากบ้านพักในหมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2563 ก่อนถูกพบเสียชีวิตอยู่บริเวณเขาภูเหล็กไฟ บ้านกกกอก

วันที่ 26 ส.ค.2564 “ลุงพล” พร้อมภรรยา “ป้าแต๋น” สมพร หลาบโพธิ์ และษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีน้องชมพู่ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี

ปัจจุบัน คดีน้องชมพู่ พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบยังมีคำสั่งทางคดีไม่ได้ เพราะต้องรอผลการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนในข้อหาล่าสุดที่ผู้ต้องหาเพิ่งเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม

วันที่ 27 ส.ค.2564 “ลุงพล” ได้เรียกยูทูบเบอร์ประมาณ 30 ช่อง มารวมตัวที่หน้าบ้านพัก เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการทำ “คอนเทนท์” เกาะติดชีวิตเขาและครอบครัว เนื่องจากมีกรณียูทูบเบอร์บางช่อง ได้ละเมิดกติกาเข้าไปถ่ายทำภายในรั้วบ้านโดยพละการ

วันนั้น ลุงพลได้เรียกชื่อยูทูบเบอร์แต่ละช่อง โดยถามว่า “มาบ้านกกกอก ทำไม” ซึ่งแต่ละคนก็ตอบว่า มาติดตามชีวิตลุงพล ดังนั้น ลุงพลบอกว่า “ถ้าวันไหน ไม่ให้ถ่ายทำชีวิตผม ช่องพวกคุณจะมีคนดูมั้ย จึงอยากให้พวกเรา เคารพความเป็นส่วนตัวผมบ้าง”

อย่างไรก็ตาม ลุงพลได้ดูแลยูทูบเบอร์ที่ใกล้ชิดส่วนหนึ่ง เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว บางรายเจอคดีความ ลุงพลก็ช่วยเงินประกันตัว

ส่องกกกอก ‘ลุงพล’ พึ่ง 50 ช่องยูทูบ สวนกระแสขาลง

บ้านลุงพล มีรั้วรอบขอบชิด เอฟซีสร้างให้

นับแต่เกิดเหตุตำรวจฟ้องลุงพลในข้อหาฆ่าน้องชมพู่ เอฟซีลุงพลในต่างประเทศ ได้ส่งเงินก้อนใหญ่มาให้ทำรั้วบ้านโดยรอบ ติดกล้องวงจรปิดเพิ่ม เพื่อป้องกันความปลอดภัย

เมื่อทำประตูรั้วใหม่ ลุงพลได้เปลี่ยนรถยนต์ส่วนตัว จากรถกระบะเป็นรถตู้โตโยต้า คอมมิวเตอร์ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง 0882 สกลนคร

ส่องกกกอก ‘ลุงพล’ พึ่ง 50 ช่องยูทูบ สวนกระแสขาลง

รถตู้คันใหม่ ลุงพล

++

กกกอกเปลี่ยนไป

++

นับแต่น้องชมพู่ เสียชีวิตบนเขาภูเหล็กไฟ ลุงพลก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีดังกล่าว จากคนธรรมดาๆ ลุงพลกลายเป็น “เซเลบ” ชั่วข้ามคืน เมื่อทีวีดิจิตอลอย่างน้อย 2 ช่อง แข่งกันรายการข่าวคดีน้องชมพู่

สื่อทีวีสร้าง “ลุงพล-ป้าแต๋น” กลายเป็นคนดังระดับประเทศ มีเอฟซีมากมายทั้งในและนอกประเทศ บรรดา “ยูทูบเบอร์” ก็เข้ามาที่บ้านกกกอก เพื่อเกาะติดชีวิตลุงพล สร้างยอดวิว สร้างรายได้จากยูทูบ ตามมาด้วยการขายสินค้าเป็นรายได้เสริม

ชาวบ้านกกกอกเห็นคนนอกพื้นที่ มีรายได้จาก “คอนเทนท์” ชีวิตลุงพล-ป้าแต๋นขาย พวกเขาได้เรียนรู้การทำช่องยูทูบ และผันตัวเองมาเป็นยูทูบเบอร์ มีรายได้ดีกว่าการเลี้ยงหนูนาขายเสียอีก

สำหรับส่วนตัว “ลุงพล-ป้าแต๋น” ก็ทำช่องยูทูบ และต่อยอดทำธุรกิจ มีทั้งรับจ้างเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า และขายของออนไลน์ผ่านแฟนเพจส่วนตัว

แม้สื่อทีวี 2-3 ช่อง จะไม่สนใจมาเกาะติดลุงพลเหมือนที่ผ่านมา แต่การเติบโตของ “ช่องยูทูบภูธร” กลายเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงกระแสแฟนคลับลุงพลมาจนถึงวันนี้ รวมถึงฐานคนดูช่องประเภทนี้ไม่ได้ยึดโยงกับกระแสในทวิตเตอร์ พวกเขาจึงปักหลัก “ภักดีลุงพล” ไปเรื่อยๆ

++

กองทัพยูทูบเบอร์

++

ปีที่แล้ว บ้านกกกอก ได้ชื่อว่าเป็น “หมู่บ้านยูทูบเบอร์” เพราะมียูทูบเบอร์มาปักหลักปลูกกระท่อมอยู่ในสวนยางพารา ข้างบ้านลุงพล แต่หลังเกิดกระแสต้านยูทูบเบอร์ของชาวบ้านกกกอก จึงมีการจัดระเบียบใหม่ ทำให้ยูทูบเบอร์บางส่วนไปเช่าบ้านพักอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง

ยูทูบเบอร์บ้านกกกอก แยกเป็น 3 กลุ่มคือ

1.กลุ่มเครือญาติลุงพล-ป้าแต๋น ได้แก่ช่องลุงพลป้าแต๋น แฟมิลี่, ช่องตาชาน บ้านกกกอก(พ่อป้าแต๋น), ช่องน้าแตบ้านกกกอก (น้องชายป้าแต๋น) และช่องน้าต่าย กกกอก(น้องสาวป้าแต๋น)

2.กลุ่มชาวบ้านกกกอก สายลุงพล ที่ได้รับอิทธิพลจากคนนอกที่เข้าทำคอนเทนท์ในหมู่บ้านแล้วมีรายได้ดี จึงแห่ทำช่องยูทูบ อาทิช่องเเม่อ๊อฟ กกกอก(เมียผู้ใหญ่บ้าน),ช่องพอลลี่(เจ้าของสวนยาง) และช่องป้าจํารอง สหายลุงพล

3.กลุ่มคนนอก ได้แก่ช่องพี่นัท, ช่องจิมมี่เรื่องจริง, ช่องเมเดย์ สตอรี่, ช่องนัยโพธิ,ช่องพี่อ๋อ DIY,ช่องรัชนี งานผ้า,ช่องบ่าวหอมสุริยันต์ ,ช่องกัปตัน ดั้มซิ่ง,ช่อง Salina หนูนา, ช่องมานาสตอรี่ ฯลฯ

ประมวลช่องยูทูบ สายลุงพล ทั้ง 3 กลุ่ม น่าจะมีประมาณ 50 ช่อง และมีคนติดตามช่องเหล่านี้ ระหว่าง 2 หมื่นถึง 1 แสนคน เฉพาะช่องลุงพล ป้าแต๋น มีคนติดตาม 4 แสนคน

ปีแรกที่มีข่าวน้องชมพู่ และลุงพลกลายเป็น “เซเลบ” มียูทูบเบอร์มากถึง 80 ช่องที่บุกเข้ามาเกาะติดชีวิตลุงพลในหมู่บ้านกกกอก แต่ระยะหลัง เหลือยูทูบเบอร์คนนอก ที่ปักหลักอยู่บ้านกกกอก ประมาณ 20 ช่อง

ตราบใดที่ยอดผู้ชมช่องยูทูบสายลุงพลยังคงที่ ย่อมหมายถึงเอฟซีลุงพลยังคงอยู่ และนั่นคือที่มาของรายได้ของครอบครัวลุงพล และยูทูบเบอร์

“พรรคร่วม” ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480878

“พรรคร่วม”ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก”อภิปรายไม่ไว้วางใจ”

28 ส.ค. 2564

https://www.youtube.com/embed/H5p9IXiuIRM

“อภิปรายไม่ไว้วางใจ” รัฐบาล ต่อให้”ฝ่ายค้าน” ทำการบ้านดีอย่างไร เงื่อนไขก็อยู่ที่การลงมติของ “พรรคร่วม” ขนาดเล็ก

"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

29 สิงหาคมนี้ ขบวนคาร์ม็อบ นัดชุมชุมนุมครั้งที่5 กำหนดเส้นทางที่ระบุว่าต้องการหลีกเลี่ยงพื้นที่ เปราะบางแต่ก็มีระยะทางที่ยาวกว่าทุกความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ครั้งนี้ครอบคลุมสามจังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี  และขยับตัวคราวนี้ชัดเจนว่ามีการเชื่อมต่อกับการเมืองในสภาอย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่อพรรคเพื่อไทยเชิญชวนมวลชนร่วมเคลื่อนไหวทั้งส่งข้อมูลให้ และร่วมลงมติไม่ไว้วางใจในศึกอภิปรายซึ่งที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย มีมติกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-วันที่ 3 กันยายน และลงมติในวันที่ 4 กันยายน

"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

หากย้อนกลับไปดูการชุมนุมคาร์ม็อบตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นมา จะปรากกฏว่ามีความรุนแรงมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ โดยมีสามเหลี่ยมดินแดงเป็นหมุดหมาย แทบทุกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าต้องการอะไร ผู้ร่วมสร้างความวุ่นวายซึ่งเป็นเยาวชน ส่วนหนึ่งไม่มีสาเหตุในการออกมาร่วมเคลื่อนไหว แต่ออกมาตามหมุดหมายที่ปักไว้ในติ๊กต่อก ขณะที่บางรายไม่พอใจ  อยากได้ชีวิตวัยรุ่น ดื่มน้ำกระท่อมคุยกันได้ทั้งวันคืนมา และยังปรากฏเยาวชนอายุ 15 ถูกกระสุนเจาะเข้าต้นคอ อาการสาหัส 

"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

สมบัติ บุญงามอนงค์ เจ้าของไอเดียคาร์ม็อบ ระบุในการแถลงข่าวล่าสุดว่า ความเคลื่อนไหวขับไล่ พลเอกประยุทธ์ ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงไม่ต้องการปะทะแต่หากเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่อันนี้ก็สุดวิสัย คราวนี้แม้จะยังไม่ชนะแต่จะสะสมพลัง ดั่งละอองไอน้ำก่อนก่อตัวเป็นพายุใหญ่
 

รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ กำลังเผชิญสถานการณ์ ในสภาก็ถูกซักฟอก คนข้างนอกก็รวมตัวขับไล่ โควิดก็แก้ปัญหาไม่ได้ พยากรณ์ว่าอาจจะผ่านอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแบบทุลักทุเล  การปรับกลยุทธ์ของฝ่ายค้านที่ผ่านการอภิปรายมาสองครั้ง ย่อมต้องคาดหวังให้เกิดแรงกดดัน แม้มือในสภาจะสู้ไม่ได้ ก็จะลากใส้มาแผ่ประจาน ถึงขนาดชักชวนให้ผู้คน ออกมาร่วมกันลงมติไม่ไว้วางใจ ขณะที่ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกรัฐบาลประสานแรมโบ้ เสกสกล อัตถาวงศ์ ฟอร์มทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลนอกสภาเช่นกัน  

"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

ทันทีที่ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้รับการบรรจุอยู่ในวาระ นายกฯไม่มีอำนาจยุบสภา เว้นแต่ลงมติแล้วได้รับเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก
"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านเตรียมข้อมูล รัฐบาลเตรียมคำตอบ สู้รบกันด้วยข้อมูลในสภา แต่พอถึงเวลายกมือบรรดาพรรคร่วมขนาดเล็กและเด็กฝากเลี้ยง จะเนื้อหอม ถูกรุมตอมจากทั้งสองฝ่าย สามสิบเสียงกลายเป็นปัจจัย อยู่หรือไป ของรัฐบาลนี้