ปิดทองหลังพระฯ ใช้ระบบหมอนทอง หนุนเกษตรกรทำโครงการทุเรียนคุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597141

ปิดทองหลังพระฯ ใช้ระบบหมอนทอง หนุนเกษตรกรทำโครงการทุเรียนคุณภาพ

ปิดทองหลังพระฯ ใช้ระบบหมอนทอง หนุนเกษตรกรทำโครงการทุเรียนคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 11.31 น.

ปิดทองหลังพระฯ  ก้าวไปอีกขั้น นำเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่มาใช้ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพตามศาสตร์พระราชา (โครงการทุเรียนคุณภาพ) ด้วยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบออนไลน์เรียลไทม์ หรือ ระบบหมอนทอง ในการพัฒนาระบบการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ที่มองแบบองค์รวม ตั้งแต่การผลิต ถึงการเก็บเกี่ยว รู้ปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และ รวมไปถึงการบริหารจัดการโครงการฯ และ ที่สำคัญคือสามารถนำผลที่ได้มาใช้ในการวางแผนพัฒนาทุเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการทุเรียนคุณภาพในปีที่ 3 นี้สถาบันฯ มีการพัฒนาโครงการฯ ไปอีกขั้น โดยร่วมกับคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.หาดใหญ่) พัฒนาระบบฐานข้อมูลโครงการแบบออนไลน์เรียลไทม์ หรือ ระบบหมอนทอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรในโครงการฯเช่น รายชื่อเกษตรกร พื้นที่ปลูก จำนวนต้น และการบำรุงดูแลต้นทุเรียนตามคู่มือทุเรียนคุณภาพตลอดทั้งปี เพื่อให้โครงกาฯ สามารถบริหารจัดการโครงการฯ ได้อย่างแม่นยำ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ช่วงเวลาผลผลิตออกและการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมตามความต้องการของตลาด

นายการัณย์ กล่าวด้วยว่า ระบบนี้ ยังเป็นประโยชน์ในการติดตามและให้คำแนะนำช่วยเหลือกับเกษตรกรได้ทันที หากมีปัญหาเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเป็นประโยชน์สำหรับเกษตรกรที่สามารถใช้ระบบนี้ในการวางแผนกิจกรรมในแปลงได้ตลอดทั้งปี คำนวณต้นทุนการผลิตได้ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการยื่นขอมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP อีกด้วย

“ในปีหน้า ปิดทองหลังพระฯ จะพัฒนาระบบนี้อย่างต่อเนื่อง ไปสู่แอพลิเคชั่น หมอนทอง ให้ใช้งานได้สะดวกและจัดเก็บข้อมูลได้ละเอียดยิ่งขึ้น ทั้งข้อมูลพื้นฐานแปลงเกษตรกร การปฏิบัติงานประจำวันของเกษตรกร สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในแปลง รวมทั้งในอนาคตจะมีการนำระบบ 5G มาใช้ในแปลงในลักษณะเกษตรอัจฉริยะ โดยนำข้อมูลสภาพอากาศ ความชื้น ปริมาณธาตุอาหารในแต่ละแปลงทุเรียนมาช่วยการวางแผนการผลิต และเมื่อพัฒนา “แอพพลิเคชั่นหมอนทอง” สมบูรณ์แบบแล้ว จะเปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วประเทศที่สนใจทำทุเรียนคุณภาพ นำไปใช้ต่อไปทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวจะสอดคล้องกับทิศทางสถาบันฯในอนาคต การยกระดับกิจกรรมที่ต้องการนำเกษตรอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบทฤษฎีใหม่และสร้างชุมชนผู้ประกอบการเกษตรBCG ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป” นายการัณย์ กล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยความสำเร็จ 12 เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597016

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยความสำเร็จ12เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยความสำเร็จ12เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายในการส่งเสริมสตรีในภาคการเกษตรให้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาด้านการเกษตรมาโดยตลอด รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกัน ซึ่งที่ผ่านมามีเกษตรกรหญิงจำนวนไม่น้อยพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรและเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ที่สามารถเป็นต้นแบบในการประกอบอาชีพการเกษตรของชุมชนและเกษตรกรรายอื่นต่อไปได้ ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมมือกับบริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรกรยุค 4.0 ในโครงการ “ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ (Ford Moves Her Business)” เชิญชวนเกษตรกรหญิงที่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) สมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยส่งคลิปวีดีโอของตนเองเข้าประกวด ในหัวข้อ “เกษตรสร้างสรรค์สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่” บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำการเกษตรของตนเอง นำเสนอแนวคิดในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแนวทางการพัฒนาอาชีพเกษตรของตนให้ประสบความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการประกวด รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางปนิดา มูลนานัดเกษตรกรเจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย จ.เพชรบุรี รับทุนสนับสนุนมูลค่า 100,000 บาท และสิทธิพิเศษในการทดลองขับรถกระบะ ฟอร์ดเรนเจอร์ รุ่นใหม่ เป็นระยะเวลา 3 เดือน รางวัลรองชนะเลิศ จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ นางสาวปนัดดา กังวล เกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยและสับปะรด จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนางสาวยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จ.ฉะเชิงเทรา รับทุนสนับสนุนมูลค่ารางวัลละ 30,000 บาท และ รางวัลชมเชย จำนวน 8 รางวัล ได้แก่นางสาวจณิกาญจน์ รัชภูมิพิพัฒน์ เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดสีทองระยอง จ.ระยอง นางสาวไพลิน นามวิชา เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเห็ดและสวนยาง จ.ศรีสะเกษนางสาวนันทพร สุขสำราญ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดทับทิมราชินี จ.กำแพงเพชร นางสาวศุภลักษณ์สาลีเกิด เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนดินภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ นางสาวนิลเนตรมูลศรีนวล เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยงหนอนไหม จ.พะเยานางสาวธัญญารัตน์ รัตนเสนเจริญ เกษตรกรเจ้าของสวนหม่อน จ.พะเยา นางสาวโสภา ปัญญาแสง เกษตรกรเจ้าของสวนไผ่ จ.อุดรธานี และนางสาวอโณชา จี๋คีรี เกษตรกรเจ้าของฟาร์มผึ้งไร้เหล็กใน จ.นราธิวาส รับทุนสนับสนุนมูลค่ารางวัลละ 5,000 บาท

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ที่ชนะการประกวดในครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตร โดยนำความรู้ที่ได้รับจากกิจกรรมเวิร์กช็อปอบรมการพัฒนาธุรกิจจากการเข้าร่วมโครงการไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจของตนเองโดยใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เกษตรกรอื่นๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมส่งเสริมการเติบโตของภาคการเกษตรอันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืนได้ต่อไป

บอร์ดพืชน้ำมันฯเคาะแผนนำเข้ามะพร้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597020

บอร์ดพืชน้ำมันฯเคาะแผนนำเข้ามะพร้าว

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มติคณะกรรมการพืชน้ำมันฯบริหารนำเข้ามะพร้าว ช่วงที่ 2 ภายใต้ AFTA ผู้นำเข้า 15 ราย ให้นำเข้า 1 ส่วนรับซื้อในประเทศ 2.5 ส่วน แลกนำเข้า 78,477 ตัน พร้อมมาตรการเซฟการ์ด ห้ามนำเข้าเกิน 3.11 แสนตัน ช่วยชาวสวนมะพร้าว

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2564 ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการบริหารการนำเข้ามะพร้าวผลพิกัดฯ 0801.12.00 พิกัดฯ 0801.19.10 และพิกัดฯ 0801.19.90 ตามกรอบความตกลง AFTA ปี 2564 ช่วงที่ 2 (เดือนกันยายน-ธันวาคม 2564) โดยใช้ผลการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวในประเทศของผู้ประกอบการฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 6สิงหาคม 2564 มาพิจารณาจัดสรรปริมาณนำเข้าให้แก่ผู้มีสิทธินำเข้าในอัตรา 1 : 2.5 (นำเข้า 1 ส่วน ต่อการรับซื้อมะพร้าวผลในประเทศ 2.5 ส่วน) จำนวน 15 ราย รวมปริมาณจัดสรรนำเข้า 78,477 ตัน ทั้งนี้ การนำเข้าต้องเป็นไปตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศ

นอกจากนี้ เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก คณะกรรมการพืชน้ำมันฯได้มีมติเห็นชอบการใช้มาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure :SSG) ภายใต้ความตกลง WTO ปี 2564 โดยใช้หลักการคำนวณ TriggerVolume ที่ปริมาณสินค้ามะพร้าว 311,235 ตัน ซึ่งคำนวณจากข้อมูลปริมาณการนำเข้ามะพร้าวพิกัดฯ 0801.12.00 พิกัดฯ 0801.19.10 และพิกัดฯ 0801.19.90 ย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปี (ปี 2561 – 2563) โดยหากมะพร้าวที่นำเข้ามาในประเทศไทยรวมกันเกินกว่าปริมาณ 311,235 ตัน ตามที่ Trigger Volume กำหนด ทางกรมศุลกากรจะจัดเก็บอากรในอัตราที่เพิ่มขึ้น โดยถ้าเป็นการนำเข้าภายใต้ความตกลง WTO นอกโควตาจะเก็บอากรร้อยละ 72 (จากเดิมร้อยละ 54) และภายใต้ความตกลง AFTA จะเก็บอากรเป็นร้อยละ 72 (จากเดิมร้อยละ 0)

ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการใช้มาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ตามที่คณะกรรมการพืชน้ำมันฯ เสนอเรียบร้อยแล้ว ทางกรมศุลกากร จะเร่งดำเนินการยกร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการเก็บอากรศุลกากรตามมาตรการปกป้องพิเศษ ตามความตกลงการเกษตรขององค์การการค้าโลกและความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน สำหรับสินค้ามะพร้าว พ.ศ. …. และประกาศกำหนดวันเริ่มใช้มาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) โดยกรมศุลกากร จะมีการส่งข้อมูลการนำเข้าสินค้ามะพร้าว ในพิกัดดังกล่าว ให้ สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันฯ ทราบเป็นรายสัปดาห์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการแจ้งเตือนเมื่อมีการนำเข้าถึงปริมาณที่ Trigger Volume กำหนด ก่อนดำเนินการจัดเก็บอากรในอัตราที่เพิ่มขึ้นต่อไป โดยมาตรการ SSG จะมีผลบังคับใช้สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564

ทั้งนี้ สศก. คาดการณ์ ว่า ปี 2564 (ข้อมูล ณ สิงหาคม 2564 ) จะมีผลผลิตมะพร้าว 0.876 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการใช้ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 1.269 ล้านตัน และคาดว่าในปีนี้ จะมีการนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์รวม 0.418 ล้านตันอย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความต้องการใช้ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคามะพร้าวผลใหญ่ที่เกษตรกรขายได้ในเดือนสิงหาคม 2564 เฉลี่ยผลละ 8.19 บาท ลดลงจาก 11.91 บาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือลดลงร้อยละ 31.23

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597019

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดังเมืองสงขลา ที่ใช้เครื่องกดบัตรคิว หลังมีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา ลูกค้ายังคงแห่อุดหนุน ต้องปรับเวลาออกขายเร็วขึ้น 2 ทุ่มต้องเก็บร้านกลับบ้านให้ทันเคอร์ฟิว 21.00 น. ยอมรับล็อกดาวน์ลูกค้าลดแต่ไม่เยอะ ก็ถือว่ายังโอเคอยู่ และยังอยู่ได้ 

คุณนพรัตน์ และคุณวรกร บุญช่วย สองสามีภรรยา ที่เปิดขายน้ำเต้าหู้ ริมถนนหน้าบ้าน เลขที่ 43 ถนนพัทลุง เขตเทศบาลนครสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดังเมืองสงขลา ขายน้ำเต้าหู้มา ปีนี้เข้าปีที่ 3 แล้วมีลูกค้ามาอุดหนุนทุกๆ วัน เป็นจำนวนมาก จนต้องนำเครื่องกดบัตรคิวมาให้ลูกค้าแต่ละคนกดคิวตัวเอง เพื่อจัดลำดับก่อนหลังตามคิวบัตร โดยเมื่อลูกค้าเข้ามาถึง จะต้องไปกดบัตรคิวก่อน และเมื่อถึงคิวตนเอง จึงจะสั่งซื้อได้  

ทางร้านมีหลากหลายเมนู ได้แก่ บัวลอยน้ำขิง 30 บาท บัวลอยน้ำเต้าหู้ ราคา 30 บาท เต้าทึงเย็น 25 บาท เต้าฮวยเย็นทรงเครื่อง 35-40 บาท และเต้าฮวยสูตรต้นตำรับ 30 บาท มีเมนูเด็ดที่คิดค้นขึ้นมาเอง คือ เมนูเต้าฮวยเย็น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก เป็นเมนูที่ขายดีประจำร้าน  

หลังจากมีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา เนื่องจากเป็น 1 ใน 29 จังหวัด ที่บังคับใช้มาตรการยกระดับควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564  โดยมีการปรับแผนการเปิดขายให้เร็วขึ้นตั้งแต่เวลา 15.30-19.00 น. ทุกวัน ซึ่งจะมีลูกค้าหนาแน่น ในช่วงตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป มาฟังเสียงลูกค้าที่มาเข้าคิวซื้อน้ำเต้าหู้ บอกว่า มาซื้อที่นี่บ่อยมาทุกครั้งไม่เคยได้กินเพราะคิวยาวมาก สำหรับรสชาติอร่อย ถ้ามาก็จะแวะซื้อทุกครั้ง สำหรับวันนี้มาซื้อเยอะ จะได้ไม่ต้องมาบ่อยๆ เพราะคิวยาวมาก ปกติจะไม่ค่อยได้กินถ้ามาสาย 

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทางร้านได้รับผลกระทบแต่ไม่มาก เนื่องจากราคาที่ขายน้ำเต้าหู้ เป็นราคาที่ลูกค้าทุกคนเอื้อมถึง จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ลูกค้าลดแต่ไม่เยอะ 

คุณนพรัตน์ บุญช่วย กล่าวว่า ได้ปรับแผนการขาย โดยออกมาขายให้เร็วขึ้น ถ้าออกมาช้า จะไม่ทันเก็บช่วง 20.00 น. วันนี้ก็ออกมาประมาณ 15.00 น ก็เริ่มออกมาแล้ว สำหรับผลกระทบในช่วงล็อกดาวน์ของจังหวัดสงขลามีแต่ก็ไม่มากเพราะว่าลูกค้าย่านชานเมืองตอนนี้จะมีปัญหา เพราะกลุ่มแม่บ้านที่มารับ-ส่งลูกเรียน ลูกก็เรียนออนไลน์ก็ไม่ได้เข้ามา บางคนที่เขาทำงานก็เวิร์กฟรอมโฮม ส่วนกลุ่มลูกค้าย่านชานเมืองหาดใหญ่ก็หายไปเลย สำหรับลูกค้าที่ลดลงไม่เยอะก็ถือว่ายังโอเคอยู่ และยังอยู่ได้ 

ศูนย์บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด พร้อมช่วยเหลือประชาชน 24 ชม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597017

ศูนย์บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด พร้อมช่วยเหลือประชาชน24ชม.

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่กองทัพเรือ ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์บริการเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยโรคติดต่อ COVID-19 กองทัพเรือ แบบ Call Center ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง โดยศูนย์บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 กองทัพเรือประจำพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ระยอง โดยฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้ดำเนินการประสานและให้ความช่วยเหลือประชาชนในการเคลื่อนผู้ป่วย COVID-19 และประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 038-438494 และ 038-438163 และที่ผ่านมา ศูนย์บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 กองทัพเรือ ประจำพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ระยอง โดยฐานทัพเรือสัตหีบ ได้จัดกำลังพล พร้อมยานพาหนะรับ-ส่งผู้ป่วยแล้ว ดังนี้ 1. วันที่ 21 สิงหาคม 2564 เวลา 10.30 น. ศูนย์บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิดกองทัพเรือ ประจำพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ระยอง โดยฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกำลังพลพร้อมยานพาหนะรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งได้รับการรักษาจนหายป่วยแล้ว จำนวน 3 คน จากอาคารรับรองสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ไปโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2. ศูนย์บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิดกองทัพเรือ ประจำพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ระยอง โดยฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกำลังพลพร้อมยานพาหนะ (ขนาดใหญ่) สนับสนุนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง เวลา 08.00-20.00 น. ของทุกวัน เพื่อรับส่งผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จากหลายสถานที่เพื่อคัดกรองเข้าโรงพยาบาลสนาม 3. วันที่ 21 สิงหาคม 2564 ได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย จำนวน 5 เที่ยวการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 4. วันที่22 สิงหาคม 2564 เวลา 07.00 น. ศูนย์บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิดกองทัพเรือ ประจำพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ระยอง โดยฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกำลังพลพร้อมยานพาหนะรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เพศหญิง จำนวน 1 คน การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 5. วันที่ 22 สิงหาคม 2564 เวลา 11.30 น. ศูนย์บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิดกองทัพเรือ ประจำพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ระยอง โดยฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกำลังพลพร้อมยานพาหนะรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งได้รับการรักษาจนหายป่วยแล้ว จำนวน 3 คนไปโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สสก.1 จ.ชัยนาท โชว์ของดี ‘ตาลโตนดห้วยกรด’ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเกษตร ชมต้นกินตาลสุดอร่อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596928

สสก.1 จ.ชัยนาท โชว์ของดี ‘ตาลโตนดห้วยกรด’ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเกษตร ชมต้นกินตาลสุดอร่อย

สสก.1 จ.ชัยนาท โชว์ของดี ‘ตาลโตนดห้วยกรด’ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเกษตร ชมต้นกินตาลสุดอร่อย

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.32 น.

สสก.1 จ.ชัยนาท เดินหน้าชูธงเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น โชว์ของดี ตาลโตนดห้วยกรด ตั้งแต่ปลูกถึงการใช้ประโยชน์ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั่งรถชมต้นตาล กินอาหารคาวหวานจากผลตาล และน้ำตาลสดสุดอร่อย

นายวีระชัย เข็มวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (สสก.1)  เปิดเผยว่า เพื่อสนองนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล ในประเด็นการเกษตร  แผนย่อยเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ดังนั้นภายใต้นโยบายการส่งเสริมการเกษตรเชิงรุก Chai Nat (Zone 1) Agro Model ตามยุทธศาสตร์เชิงรุกแบบมีเป้าหมายของ สสก. 1 จ.ชัยนาท ที่ดำเนินการในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 9 จังหวัดของภาคกลาง  จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการนำอัตลักษณ์พื้นถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผลิต สินค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นสินค้าเกษตรชนิดใหม่ที่รองรับความต้องการของตลาดยุคใหม่ รวมถึงเป็นส่งเสริมการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีการพัฒนากระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ พัฒนาคุณภาพให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ตลอดจนส่งเสริมการขึ้นทะเบียนรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจน ส่งเสริมแบรนด์และสร้างเรื่องราวของสินค้าให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ

“ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับตาลโตนดของตำบลห้วยกรด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ถือเป็นอีกหนึ่งเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่มีความโดดเด่น และควรค่าแก่การอนุรักษ์ด้วยเป็นแหล่งปลูกต้นตาลใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดชัยนาท และชาวบ้านตำบลห้วยกรดทั้ง 17  หมู่บ้าน ได้ใช้ประโยชน์จากต้นตาลโตนดในการเลี้ยงชีวิตสืบเนื่องกันต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 100 ปี ที่สำคัญยังได้รับการยอมรับในด้านรสชาติที่มีความหอมหวานของน้ำตาลโตนด ดั่งปรากฏในคำขวัญของตำบลแห่งนี้ว่า “ภาษาถิ่นสืบสาน ตาลโตนดลือเลื่อง พระเครื่องอาคมขลัง ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ มรดกไทยรำมะนา ตลาดค้าสุกร”

ผู้อำนวยการ สสก.1 จ.ชัยนาท กล่าวต่อไปว่า การใช้ประโยชน์จากต้นตาลตั้งแต่รากจนถึงยอด ถือเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์สืบทอดกันมา เช่น การนำต้นตาลมาสร้างที่อยู่อาศัย การใช้ผลผลิตเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น ต้มปลาร้าหัวตาล แกงหัวตาล ยำหัวตาลปลาย่าง และขนมหวาน เช่น ลอนตาลเชื่อม ลอนตาลลอยแก้ว เป็นต้น และที่โดดเด่นมาก คือ การทำน้ำตาลโตนดที่ยังคงอนุรักษ์และสืบทอดเทคนิคการผลิตแบบโบราณ ทำให้ได้น้ำตาลโตนดที่มีหวานจับใจ

“ดังนั้น สสก.1 จ.ชัยนาท ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท และสำนักงานเกษตรอำเภอสรรคบุรี ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านของการเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจ และด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร และได้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมีนายวิชาญ  จุ้ยแจ้ง ปราชญ์ชาวบ้านตำบลห้วยกรด ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการปลูกต้นตาลมาอย่างยาวนาน เป็นประธานศูนย์ ฯ และเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ”

“นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์พัฒนาการทำน้ำตาลโตนด รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเยาวชนรุ่นใหม่ และการพัฒนายกระดับกลุ่มอาชีพให้มีมาตรฐานและต่อยอดขยายผลอาชีพ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “พอกิน พออยู่ พอประมาณ ด้วยภูมิปัญญาของชุมชน” พร้อมทั้งจัดกิจกรรมปลูกต้นตาลโตนดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้กล่าวได้ว่า วันนี้ตำบลห้วยกรด มีความพร้อมเปิดรับผู้สนใจให้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และท่องเที่ยว เช่น การขับรถชมเที่ยวดงต้นตาล พร้อมแวะทานน้ำตาลโตนดห้วยกรด และอื่นๆ ที่จะสร้างความประทับใจให้กับทุกคนอย่างแน่นอนสำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์ตาลโตนดตำบลห้วยกรด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โทรศัพท์ 08-1703-1916” นายวีระชัย กล่าวในที่สุด

กฟก.มอบโคแม่พันธุ์-เวชภัณฑ์ยาป้องกันโรคลัมปีสกิน ให้แก่เกษตรกรเชียงราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596926

กฟก.มอบโคแม่พันธุ์-เวชภัณฑ์ยาป้องกันโรคลัมปีสกิน ให้แก่เกษตรกรเชียงราย

กฟก.มอบโคแม่พันธุ์-เวชภัณฑ์ยาป้องกันโรคลัมปีสกิน ให้แก่เกษตรกรเชียงราย

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.28 น.

23 สิงหาคม 2564 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขา จังหวัดเชียงราย (กฟก.) นายสุพล ปานพาน ปศุสัตว์อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และนายบุญธรรม เครือสาร อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมมอบโคแม่พันธุ์ ตามโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ขององค์กรเกษตรกร จังหวัดเชียงราย เป็นเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ย จำนวนเงิน665,000 บาท ให้แก่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มทำไร่บ้านใหม่ร่องหวาย โดยมอบโคแม่พันธุ์ จำนวน 19 ตัว มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 19 ราย ณ บ้านใหม่ร่องหวาย หมู่ที่ 11 ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

“ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์พืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ ปศุสัตว์อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และทีมงานสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ มอบเวชภัณฑ์ยา และดำเนินการให้คำแนะนำและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease) มาตรการการเคลื่อนย้ายสัตว์ การตรวจโรคแท้งติดต่อ การฉีดวัคซีน และการทำเบอร์หูหมายเลขประจำตัวสัตว์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงานตามโครงการฯ” นายนิยม กล่าว.

แพทย์แนะผู้ป่วยหัวใจกำเริบเฉียบพลัน มีอาการต้องเร่งนำตัวพบแพทย์ทันที ชี้ได้รับการรักษาล่าช้าอาจเสียชีวิตได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596812

แพทย์แนะผู้ป่วยหัวใจกำเริบเฉียบพลัน มีอาการต้องเร่งนำตัวพบแพทย์ทันที ชี้ได้รับการรักษาล่าช้าอาจเสียชีวิตได้

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart attack) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุอาจเกิดได้จากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันชนิดเฉียบพลันส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณซีกซ้ายอาจจะมีร้าวไปที่แขนซ้ายหรือร้าวไปที่กราม ร่วมกับมีอาการเหงื่อออก มือเท้าเย็น วิงเวียน จะเป็นลม หมดแรง คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ซึ่งผู้ป่วยที่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล สาเหตุส่วนใหญ่เป็นผลมาจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน คือ การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วนลงพุง การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ แต่อย่างไรก็ดีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา

นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ และทุกเวลา เช่น ขณะออกกำลังกายหรือแม้กระทั่ง นอนหลับพักผ่อน เกิดจากมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว จากการมีคราบไขมัน (Plaque) และเมื่อเกิดการปริแตกของผนังด้านในหลอดเลือดบริเวณนั้น ทำให้มีลิ่มเลือดมาจับตัวเป็นก้อน จนเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดจนกล้ามเนื้อหัวใจตาย อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก และถ้ามีการเต้นหัวใจผิดจังหวะของหัวใจห้องล่างชนิดร้ายแรง (VT/VF) ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตฉับพลันได้

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแต่ยังรู้สึกตัวดีต้องรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้าจะต้องมีความรู้เรื่องการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และรู้จักการใช้เครื่องกระตุกหัวใจ (AED) ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่เรียกว่าระบบช่องทางด่วน (fast track) โดยติดต่อหมายเลข 1669 เพื่อนำส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเบื้องต้นและส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิด ST elevation จะต้องได้รับการรักษาทันที ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการสวนหัวใจ เพื่อเปิดหลอดเลือด ซึ่งมีระยะเวลาที่เป็นนาทีทอง (golden period) 120 นาทีในการเปิดหลอดเลือดเลือดหัวใจ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596816

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก  แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียร์วัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าวชี้แจง โครงการศึกษาความเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก-ศรีสัชนาลัย-สวรรคโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสรุปรายละเอียดผลการศึกษาโครงการ แนวทางการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดสุโขทัย พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบ Facebook Live กรมชลประทาน

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า ตามที่ กรมชลประทาน ได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 โดยได้วางแผนพัฒนาลุ่มน้ำน่านลักษณะโครงการประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์อเนกประสงค์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรกรรม โดยการส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์

ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติได้อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึงปัจจุบัน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกรรม การอุปโภค-บริโภคและประโยชน์อย่างอื่น ในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้ ในระหว่างดำเนินงานเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำคลองด่านแม่คำมันและลุ่มน้ำคลองยม ได้ร้องขอให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำพื้นที่ช ลประทานฝั่งขวา ส่งผลกระทบต่อลักษณะโครงการเดิมทั้งทางด้านวิศวกรรม ความต้องการใช้น้ำด้านต่างๆ รวมถึงสมดุลน้ำเดิมระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ รวมถึงแนวคลองส่งน้ำที่อาจจะต่างไปจากเดิม กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำหรับโครงการศึกษาเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำคาดคอนกรีต จากคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาของโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบไปด้วย (1) สถานีสูบน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ (RMC) 2 แห่ง (2) ท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำไปต้นคลองชลประทาน 2,300 เมตร (3) ถังพักน้ำ(Head Tank) คอนกรีต 2 แห่ง (4) ทรบ.ปากคลอง 1 แห่ง (5) คลองส่งน้ำดาดคอนกรีตความยาวรวม 87.52 กม.และ (6) ระบบระบายน้ำเดิมในพื้นที่ คลอง คูระบายน้ำริมถนน/ลำเหมืองความยาวรวม 95 กม.

เมื่อก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 22 หมู่บ้าน 5 ตำบล ของอำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย และอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ทั้งหมด 35,000 ไร่

ด้านนายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดอุตรดิตถ์มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร มีผลทางการผลิตตกต่ำเป็นประจำทุกปี เมื่อกรมชลประทานวางแผนส่งน้ำจากโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวามายังคลองลอยเข้าสู่พื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพิ่มผลผลิตภาคการเกษตรช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

กรมชลฯทุ่ม 4,700 ล้านปรับปรุงโครงการฯท่อทองแดง การันตีความมั่นคงด้านน้ำมีพื้นที่ได้ประโยชน์กว่า 5 แสนไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596810

กรมชลฯทุ่ม4,700ล้านปรับปรุงโครงการฯท่อทองแดง การันตีความมั่นคงด้านน้ำมีพื้นที่ได้ประโยชน์กว่า5แสนไร่

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเตรียมทุ่มงบ 4,700 ล้านบาท ปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร หวังให้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพ เผยเมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 550,000 ไร่ กักเก็บน้ำในแก้มลิง 24 แห่งได้อีก 17 ล้านลบ.ม. มั่นใจช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งได้ยั่งยืน

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมตั้งงบประมาณปี 2566 จำนวน 4,700 ล้านบาทเพื่อดำเนินการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร ภายหลังจากคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีมติให้กรมชลประทานศึกษาภาพรวมเพื่อปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดังกล่าวให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้งานมายาวนานมากกว่า 40 ปีสภาพอาคารบังคับน้ำชำรุดเสียหายหลายจุดคลองส่งน้ำเสื่อมสภาพทั้งจากกาลเวลาและจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการส่งน้ำเริ่มลดถอยลง

สำหรับผลการศึกษาซึ่งเพิ่งเสร็จไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาพบว่า คลองส่งน้ำหลายสายในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดงเป็นคลองธรรมชาติ มีสภาพตื้นเขิน มีสิ่งกีดขวางจำนวนมาก ต้องทำการปรับปรุงคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำจำนวน 20 สาย ความยาวรวม 511 กิโลเมตร ทำการรื้อถอนอาคารบังคับน้ำที่ชำรุดและกีดขวางทางน้ำจำนวน 82 แห่ง ปรับปรุงอาคารเดิม 356 แห่ง
และก่อสร้างใหม่ 16 แห่ง รวมทั้งปรับปรุงขุดลอกแก้มลิง 24 แห่ง อย่างไรก็ดีการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดงในครั้งนี้เป็นการดำเนินการในพื้นที่เดิมทั้งหมดประชาชนไม่ต้องเสียสละพื้นที่และไม่ต้องเวนคืนพื้นที่เพิ่มแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หากดำเนินการแล้วเสร็จ ร่วมกับการบริหารจัดการน้ำจะทำให้การส่งน้ำตั้งแต่ต้นทางที่แม่น้ำปิงจนถึงปลายทางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้โครงการมีศักยภาพในการเก็บน้ำและหมุนเวียนการใช้น้ำเป็นรอบเวรคิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 700 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจะทำให้พื้นที่ปลายคลองจำนวน 8 ตำบลของ อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ได้รับน้ำเร็วขึ้น จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาถึง 30 วันเหลือแค่ 7 วัน โดยมีพื้นที่ชลประทานได้รับประโยชน์ในเขต จ.กำแพงเพชร 457,000 ไร่ ใน จ.สุโขทัยอีก 93,630 ไร่

นอกจากนี้ แก้มลิงทั้ง 24 แห่ง ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้รวมประมาณ 17 ล้านลบ.ม. ยังช่วยชะลอน้ำบรรเทาปัญหาอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งให้ได้อีกด้วย

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง เป็นการดำเนินการตาม พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่พระราชทานไว้ในปี พ.ศ.2521 โดยการก่อสร้างอาคารที่ปากคลองส่งน้ำและขุดลอกคลองชักน้ำ เพื่อรับน้ำจากแม่น้ำปิง ส่งให้กับพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 100,000 ไร่ ต่อมาได้มีการพัฒนาระบบคลองส่งน้ำและอาคารชลประทานเพื่อส่งน้ำให้กับเกษตรกรในเขตจ.กำแพงเพชร และสุโขทัย ทำให้มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากขึ้นเป็นกว่า 550,000 ไร่ แต่เมื่อมีการใช้งานเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ประสิทธิภาพการส่งน้ำจึงด้อยลง จำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงโครงการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 10 ปี อย่างไรก็ตามระหว่างก่อสร้างหากส่วนไหนแล้วเสร็จก็จะดำเนินการเปิดใช้งานก่อนไม่จำเป็นจะต้องรอให้เสร็จทั้งโครงการ

“การดำเนินการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดงดังกล่าว มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรน้ำของประเทศมีความมั่นคงยั่งยืน ผู้ใช้น้ำได้รับน้ำอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เกษตรกรมีน้ำปลูกพืช ประชาชนมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดีอย่างทั่วถึง” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย