มทร.ธัญบุรีประกาศเลื่อนปิดโรงพยาบาลสนาม ใช้ 2 แห่งรองรับสถานการณ์การระบาดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597797

มทร.ธัญบุรีประกาศเลื่อนปิดโรงพยาบาลสนาม ใช้2แห่งรองรับสถานการณ์การระบาดโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทำให้มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเลื่อนการปิดโรงพยาบาลสนาม (สำรอง) ที่เปิดอยู่ 2 แห่ง คือภายในโรงยิมเนเซียมของมหาวิทยาลัย และอาคารของ มทร.ธัญบุรี ศูนย์ปราจีนบุรี ออกไปอีกเป็นครั้งที่สอง จากเดิมที่ต้องปิดปลายเดือนสิงหาคมนี้เพื่อช่วยเหลือภาครัฐและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

สำหรับโรงพยาบาลสนามภายในโรงยิมเนเซียม มทร.ธัญบุรี เดิมรองรับเฉพาะผู้ป่วยสีเขียว แต่ปัจจุบันได้เปิดรับผู้ป่วยสีเหลืองเพิ่มขึ้นเป็น 50:50 โดยผู้ป่วยสีเขียวจะเข้าสู่ Home Isolation การกักตัวที่บ้าน และCommunity Isolation การกักตัวในชุมชนแทน ซึ่งโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ ได้มีการขยายเตียงจาก 100 เตียงเป็น 140 เตียง ส่วนที่ศูนย์ปราจีนบุรีนั้น เมื่อช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เพียง 5-15 คนแต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นถึง 255 คน โดยศูนย์ฯแห่งนี้สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 300 คน

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน ดังนั้นต้องพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนการบริหารจัดการภายในโรงพยาบาลสนามทั้งสองแห่ง มหาวิทยาลัยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่เท่านั้น แต่การบริหารจัดการในด้านต่างๆ จะเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของขยะติดเชื้อนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเป็นผู้ดูแล และจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนั้นประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงมหาวิทยาลัยขอให้มั่นใจในเรื่องความปลอดภัย” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวในที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597798

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง

สกู๊ปพิเศษ : เปิด 3 โครงการแก้น้ำท่วม/น้ำแล้งลำปาง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฤดูฝนเข้ามาแล้ว หลายหน่วยงาน ของรัฐ ได้วางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง รวมทั้ง กรมชลประทาน ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้

ล่าสุด ได้ศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง“คัดเลือก 3 โครงการสำคัญนำร่อง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งให้กับพี่น้องชาวลำปาง

โดยนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง ได้ดำเนินการก่อสร้างและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2514 มาแล้ว ทำให้อาคารหัวงานระบบชลประทาน และระบบระบายน้ำมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ประกอบกับความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรมและภาคส่วนอื่นๆเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องศึกษาความเหมาะสมเพื่อพิจารณาปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานปัจจุบัน ตลอดจนความคิดเห็นที่มีต่อการพัฒนาโครงการ นำไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ “แผนหลักการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลาง” และ “คัดเลือกโครงการเพื่อนำมาศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการ” รวมไปถึงศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาและปรับปรุงโครงการด้วย

สำหรับการดำเนินงานได้แบ่งแผนงานเป็น 4 กลุ่มคือ 1. แผนงานซ่อมแซม ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีตามแบบเดิม 2. แผนงานปรับปรุงที่ต้องวิเคราะห์ สำรวจและออกแบบ 3. แผนงานศึกษาความเหมาะสม ที่ต้องศึกษาความเหมาะสมของโครงการทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐศาสตร์ และออกแบบรายละเอียดโครงการก่อนการดำเนินการก่อสร้าง และ 4. แผนงานบริหารจัดการน้ำ ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการใช้งานและบำรุงรักษาระบบชลประทาน โดยได้คัดเลือก 3 โครงการ จากโครงการชลประทานขนาดกลาง 30 โครงการ เพื่อนำมาศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมในพื้นที่ลุ่มน้ำมากที่สุด ดังนี้

1.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทะ บ้านผาลาด ต.พระบาท อ.เมือง อายุโครงการ 50 ปี ความจุเก็บกัก 2.54 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทาน 10,000 ไร่ มีแผนการปรับปรุงโดยการวางแนวท่อจากอ่างฯไปยังปากเหมืองของฝายทั้ง 7 แห่ง พร้อมขุดลอกอ่างเก็บน้ำก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงลดการรั่วซึมเขื่อน เพื่อเพิ่มระดับเก็บกักน้ำ การปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ การปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อนพร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ

2.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทาน บ้านแม่กัวะ ต.แม่กัวะ อ.สบปราบ อายุโครงการ 36 ปี ความจุเก็บกัก14.90 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ทานมีขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอสบปราบ พื้นที่ชลประทาน 12,000 ไร่ได้วางแผนปรับปรุงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ด้วยการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงรถการรั่วซึมเขื่อน ปรับปรุงสันเขื่อน ปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ ปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อนพร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ ส่วนการปรับปรุงระบบชลประทานและการเพิ่มน้ำต้นทุน อ่างเก็บน้ำแม่ทาน จะปรับปรุงคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย พร้อมอาคารประกอบ และเพิ่มน้ำต้นทุน โดยการสูบน้ำจาก “แม่น้ำวัง” ไปเติมอ่างเก็บน้ำแม่ทาน ในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.

3. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาบ บ้านปากกอง ต.นาโป่ง อ.เถิน อายุโครงการ 36 ปี ความจุเก็บกัก 7.50 ล้าน ลบ.ม. เป็นโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดกลางแห่งเดียวในอำเภอเถิน แต่ระบบส่งน้ำยังไม่ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ อีกทั้งระบบส่งน้ำรวมถึงฝายต่าง ๆ ชำรุด ทำให้ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เต็มพื้นที่ ได้วางแผนปรับปรุงโครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาบ ประกอบด้วย การขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ก่อสร้างฝายดักตะกอนบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ศึกษาการเพิ่มระดับเก็บกักของอ่างเก็บน้ำปรับปรุงอาคารและระบบควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำ ปรับปรุงและติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อน พร้อมระบบรับ-ส่งข้อมูลอัตโนมัติ ติดตั้งระบบโทรมาตร และจัดทำคู่มือการบริหารจัดการน้ำ ส่วนการปรับปรุงระบบชลประทาน คือ วางท่อส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่อาบ ไปปากเหมืองของฝายทุกแห่ง

ทั้งนี้ โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำปาง ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ 8 มิ.ย. 2563–31 ส.ค. 2564 ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือ เขื่อนมีความมั่นคงมากขึ้น อ่างเก็บน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้น มีระบบตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนทำให้สามารถติดตามตรวจวัดและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ รวมทั้งใช้ประกอบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง

ขณะที่การปรับปรุงระบบส่งน้ำ จะทำให้การส่งน้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการสูญเสียน้ำและระยะเวลาการส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูก ทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึงและเป็นธรรม

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : รับมือฝนหนักท้ายฤดู..ต้องไม่ซ้ำเติมปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597801

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : รับมือฝนหนักท้ายฤดู..ต้องไม่ซ้ำเติมปชช.

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์ภูมิอากาศของประเทศในเดืิอนกันยายน 2564นี้ ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ และตกหนักมากในบางพื้นที่ อาจจะก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งได้

ขณะที่สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำทั่วประเทศ 41,088 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 36,555 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ51 ของปริมาณการกักเก็บ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 41,000 ล้าน ลบ.ม.

เป็นที่น่าเป็นห่วงว่า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์ฝนตกหนักจะซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)แน่นอน ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 25สิงหาคม 2564 มียอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังอยู่ในระดับสูงคือ 18,417 คน และยอดสะสมกว่า 1.07 ล้านคน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน และเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานทุกด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามจากการติดตามผลการดำเนินงานตาม 10 มาตรการดังกล่าวก็น่าจะอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่สามารถดำเนินการตาม
เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก ขณะนี้ได้ดำเนินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับการปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้ดำเนินการไปแล้ว 36 แห่ง ขนาดกลาง 415 แห่ง และเขื่อนระบายน้ำ
42 แห่ง

ส่วนการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์และระบบระบายน้ำให้พร้อมใช้งานนั้น อาคารชลศาสตร์ได้ดำเนินการไปแล้ว 2,312 แห่ง คิดเป็น 99% และสถานีโทรมาตร 4,209 แห่งคิดเป็น 89% คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ครบทุกแห่งในเร็วๆ นี้ ในขณะที่การปรับปรุงและแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้ดำเนินการไปแล้ว 400 แห่ง จากทั้งหมด 625 แห่ง คิดเป็น 44% การขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา ขณะนี้สามารถดำเนินการได้กว่า 3.78 ล้านตัน การเตรียมความพร้อมและวางแผนเครื่องจักรเครื่องมือประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ ได้เตรียมเครื่องมือเครื่องจักรแล้ว 40,604 เครื่อง และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ ขณะนี้ได้มีการขุดเจาะน้ำบาดาลแล้ว 2,498 บ่อ เติมน้ำใต้ดิน 998 แห่ง พร้อมทั้งได้วางแผนที่จะลดการสูญเสียน้ำลงอย่างน้อย 5%

สำหรับมาตรการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อม ได้มีการสร้างเครือข่าย 20 กระทรวง เพื่อขยายผลการรับรู้จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึงมีการจัดทำเว็บไซต์ “ศูนย์ข้อมูลทรัพยากรน้ำระดัจังหวัด” http://pwrc.thaiwater.net/ ซึ่งจะมีข้อมูลสถานการณ์น้ำฝน พายุ ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ในพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศโดยคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ส่วนมาตรการสุดท้ายคือ การติดตามประเมินผลและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย
นั้น ขณะนี้ได้มีการเชื่อมโยง 7 เครือข่ายหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลได้แสดงผลผ่านเว็บไซต์ National Thai Water.onwr.go.th พร้อมแอปพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับหน่วยงานและประชาชน ในการติดตามสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์คาดการณ์สภาพภูมิอากาศและสถานการณ์น้ำ และเป็นข้อมูลสำหรับสนับสนุนการสั่งการการบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย

มีความพร้อมอย่างนี้…คงจะพอสู้กับฝนหนักท้ายฤดูได้นะครับ


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597800

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ  ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถทำการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งผลจากการดำเนินงาน ได้ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง เกิดความร่วมมือการมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรดินเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกได้อย่างยั่งยืนเต็มศักยภาพ ได้ผลผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อชีวิตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

นายสำรอง อำพนพงษ์ หมอดินอาสาประจำตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นผู้ได้รับรางวัลหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่เข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จนประสบความสำเร็จ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ต่อเนื่อง เปิดเผยว่า เดิมที่มีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ประสบปัญหาเรื่องของคุณภาพดิน เนื่องจากเป็นชุดดินจักราช (Ckr) กลุ่มชุดดินที่ 40 พบปัญหา คือ ดินเป็นกรด เนื้อดินค่อนข้าง
เป็นดินทราย มีปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พืชที่ปลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำได้ง่าย การทำนาในช่วงแรกจึงทำให้ได้ผลผลิตน้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่หลังจากได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานต่างๆในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งการศึกษาดูงานแปลงเกษตรที่ประสบความสำเร็จจากหลายๆ พื้นที่ จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาทำเกษตรผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ 31 ไร่ เป็นนาข้าว 18 ไร่ ปลูกข้าวข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 และข้าวขาวมะลิ 105 ปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ ซึ่งจะมีทั้ง ไม้ผล เช่น มะม่วง กล้วยน้ำว้า ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนใหญ่เป็นผักท้องถิ่นเช่น ผักปังบัวบก ผักชี มะเขือ มะนาว ตะไคร้ ผักหวานป่า ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดาวเรือง เยอบีร่า เป็นต้น ปลูกอ้อยคั้นน้ำ 2 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 1 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ สำหรับสำรองน้ำไว้ใช้ในแปลงเกษตร และเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำให้แก้ไขปัญหาสภาพดิน ด้วยการใช้โดโลไมท์ ปรับปรุงบำรุงดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทืองถั่วพร้า แล้วไถกลบ และปรับรูปแบบแปลงนาให้ใหญ่ขึ้น ทำคันนาตามแบบการอนุรักษ์ดินและน้ำของกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินส่วนการจัดการดินในการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น จะใช้ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์พด.1 ในการเตรียมหลุมเพาะปลูก ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์พด.2 ฉีดพ่นต้นไม้ผลในระยะเจริญเติบโต และระยะที่ไม้ผลกำลังติดดอกและใช้เศษฟางข้าวคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินในแปลงปลูกข้าว จะปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมักในการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก และใช้น้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ในการไล่เพลี้ยและแมลงที่รบกวนในแปลงปลูกข้าว และไถกลบตอซังหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแทนการเผาตอซัง

นายสำรอง บอกอีกว่า หลักการทำเกษตรผสมผสานของตน คือปลูกหลายสิ่งที่อยากกิน ทำหลายๆ สิ่งที่เราต้องการ เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างรายได้ วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่ โดยทั้งหมดจะเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีในการผลิต เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้บริโภค ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือจึงนำไปจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นและจำหน่ายที่หน้าสวน ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อเดือน จากการทำเกษตรอินทรีย์และมีการปรับปรุงบำรุงดินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามลำดับ และยังได้รับคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดิน ให้พื้นที่ทำการเกษตรของตนเองเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2555

“เกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีใจรักและมีความอดทน ไม่หวังผลเพียงแค่ระยะสั้นเพราะเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ลด ละ เลิกใช้สารเคมีทุกชนิดในแปลงเกษตร รวมถึงต้องปลูกพืชสร้างแนวกันชนเพื่อป้องกันละอองเคมีจากแปลงข้างๆ เข้าสู่แปลงเกษตรของเรา เพื่อความสมบูรณ์ทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามสมดุลของธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 ปี จึงจะเป็นอินทรีย์ได้ 100% แต่สิ่งที่ได้คือ คุณภาพดิน สภาพแวดล้อมในแปลงเกษตรจะค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตจะลดลง ในขณะที่ตัวเราเองก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ความตั้งใจต่อจากนี้ไป คือต้องการเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ ให้เยาวชน คนรุ่นใหม่และเกษตรกรทั่วไป นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาและการปรับปรุงบำรุงดิน เพราะเมื่อดินดี ก็จะนำไปสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืน” นายสำรอง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือ โทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

อ.สามร้อยยอดเปิดเวทีรับฟังตัดต้นสนยักษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597570

อ.สามร้อยยอดเปิดเวทีรับฟังตัดต้นสนยักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชัย พวงสุวรรณ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยถึงกรณีมีประชาชนร้องเรียนปัญหาการตัดต้นสนเก่าแก่ริมหาดสามร้อยยอด พื้นที่หมู่ 4 หมู่ 5 ตามแนวความยาวถนนเลียบหาด 6 กิโลเมตร (กม.) ใกล้ศูนย์ ปภ.เขต 4 เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 ได้เปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งซึ่งเสียงส่วนใหญ่ไม่คัดค้านหลังแจ้งเหตุผลให้ทราบว่าที่ผ่านมามีปัญหาต้นสนขนาดใหญ่อายุเก่าแก่ไม่น้อยกว่า 30 ปี ล้มทับสถานประกอบการ บ้านเรือนร้านค้าบริเวณใกล้เคียงหน้าชายหาดเสียหายขณะเกิดลมมรสุมพัดจากทะเล ประกอบกับไม่สามารถสัญจรไป-มาได้โดยสะดวก

“ขณะนี้มีปัญหาจากประชาชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตการทำโครงการ และบางส่วนที่เคยสนับสนุนอาจจะไม่เห็นด้วยในบางประเด็น ขอเรียนว่า อบต.พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอีกครั้งในวันที่ 27 สิงหาคม 2564 เวลา 09.30 น. พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจทุกฝ่ายตามแนวทางการแก้ไขปัญหาต้นสนในพื้นที่สาธารณะชายหาด หลังจากตัดต้นสนแถวแรกในระยะห่างจากแนวถนน 1 เมตรเพื่อขยายผิวการจราจรให้กว้างมากขึ้น ขณะนี้ตัดต้นสนไปแล้ว 70 ต้น ระยะทาง 4 กม.เหลืออีก 2 กม.ก่อนตัดอีก 20 ต้นจะต้องรับฟังเสียงจากชาวบ้าน สำหรับพื้นที่ที่ตัดต้นสนออกแล้วจะปลูกต้นสนทะเล ต้นมะพร้าวขนาดสูง 2 เมตร ราคาต้นละ 1,500 บาท ทดแทนให้ โดยผู้รับเหมาตัดต้นสนจะนำไม้สนไปแปรรูปมูลค่าประมาณ 7 หมื่นบาท จากนั้น อบต.จะนำงบดังกล่าวไปจัดซื้อมะพร้าวปลูกทดแทน นายพิชัย กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’ มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597573

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปลูกกาแฟมาตรฐานอินทรีย์ตามแนวป่า แล้วนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เดอม้ง” ก่อเกิดรายได้ยั่งยืนในชุมชน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร คือผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านบนดอยมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

นายวิชัย กำเนิดมงคล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ หมู่ที่ 11 ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวของเส้นทางการทำธุรกิจกาแฟไว้อย่างน่าสนใจว่า ตนเองเป็นชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขาสูง ทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็น มีต้นไม้ปกคลุมเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟเป็นอย่างยิ่ง จากความสนใจประกอบกับที่เรียนจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร จึงมีความตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ด้วยการเริ่มต้นปลูกกาแฟเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ปลายปี 2558

“บ้านมณีพฤกษ์แต่เดิมนั้นเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยมาก่อน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน กระทั่งในปี พ.ศ. 2527 ทางการจึงได้เข้ามาพัฒนาและส่งเสริมอาชีพต่างๆให้ชาวไทยภูเขา นำเอาโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในลุ่มแม่น้ำน่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (พมพ.) เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักและดอกไม้เมืองหนาว อย่างสตรอว์เบอรี่ ลูกท้อ แต่พืชที่สร้างรายได้หลักคือกาแฟ ซึ่งปลูกกันอยู่หลายสายพันธุ์” วิชัย กล่าว

กาแฟเดอม้ง มีความโดดเด่นในเรื่องของสายพันธุ์อาราบิก้าที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เกอิชา คาติมอร์ ทิปปิก้า จาวา ประกอบกับสภาพพื้นที่ที่ปลูกบนดอยสูง 1,400-1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี และมีดินภูเขาไฟซึ่งมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง ทำให้เหมาะสมกับการปลูกกาแฟเป็นอย่างมาก นอกจากนี้จุดเด่นของกาแฟเดอม้งยังอยู่ที่การผลิตซึ่งเน้นความเป็นธรรมชาติ กรรมวิธีในการปลูกเป็นแบบอินทรีย์ไม่พึ่งพาสารเคมีในทุกขั้นตอน มีการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง จนได้รับมาตรฐานการผลิต GAP รวมทั้งยังมีการส่งเสริมคนในชุมชนปลูกกาแฟไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากกาแฟนั้นเป็นพืชที่ต้องปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านหันมาดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นมิตร ลดปัญหาการถางป่าทำไร่เลื่อนลอยที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปได้

ด้าน นายประพันธ์ จันทร์ผง เกษตรอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟ เดอม้งมณีพฤกษ์เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตกาแฟเพื่อจำหน่าย โดยเริ่มต้นจากการรวมตัวของเกษตรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน และขยายจำนวนสมาชิกเพื่อเข้าร่วมเป็นแปลงใหญ่กาแฟบ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย ซึ่งทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับใช้คั่วกาแฟ

ความสำเร็จอีกขั้นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ คือการคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท Natural Process และ Honey Process จากการประกวด Thailand Special Coffee Awards 2021 มาครองได้ในปีนี้ ซึ่งรางวัลที่ได้นั้นวิชัยบอกว่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการผลิตกาแฟคุณภาพเพื่อจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์มีการบริหารจัดการภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบมีการหักเงินรายได้จากการจำหน่ายกาแฟ เพื่อนำมาพัฒนากลุ่มและสร้างศูนย์เรียนรู้ที่รวบรวมวัฒนธรรมของชาวม้งและความรู้เรื่องการผลิตกาแฟไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ผู้สนใจกาแฟคุณภาพเดอม้งสามารถสั่งซื้อได้ทาง Facebook : Coffee De Hmongกาแฟเดอม้ง หรือสอบถามได้ที่ 06-3562-6696

สหกรณ์วอนรัฐฯช่วยอุ้มชาวนา แล้งพร้อมโควิดทำข้าวราคาตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597569

สหกรณ์วอนรัฐฯช่วยอุ้มชาวนา แล้งพร้อมโควิดทำข้าวราคาตก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสมนึก ศรลัมพ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา อยู่บ้านเลขที่ 120/4 หมู่ที่ 3 บ้านหนองกระดี ถนนทัพทัน-สว่างอารมณ์, ต.หนองยายดา อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ว่าราคาข้าวเปลือกปี 2564 ปีนี้ข้าวใหม่ในจังหวัดอุทัยธานี เริ่มได้ทยอยออกมาตามโรงสีต่างๆ แล้ว แต่ปีนี้ข้าวเก่าของสหกรณ์ที่รับซื้อไว้แล้วนั้นยังมีอยู่อีกจำนวนมาก ที่สหกรณ์เก็บไว้ก็ยังออกสู่ท้องตลาดยังไม่หมดและเงินทุนที่จะมาซื้อใหม่ก็น้อยลง  ซึ่งปีนี้ราคาข้าวเปลือกที่ออกมาใหม่นั้น ปีนี้คิดว่าถูกมากเพราะเกี่ยวกับโรคโควิด-19ระบาดมาก ซึ่งโรงสีแต่ละพื้นที่ไม่เสี่ยง ที่กล้าจะซื้อกัน ซึ่งสหกรณ์ก็มีเงินทุนน้อย ซึ่งปีนี้เกษตรกรชาวนาแต่ละพื้นที่ น่าขายข้าวในราคาที่ถูกมาก ถ้าภาครัฐบาลไม่มากระตุ้นแทรกแซงในการซื้อ ซึ่งปัจจุบันนี้ราคาข้าวเปลือกที่รับซื้อเกวียนหนึ่ง ราคา 6,000 ถึง6,500 บาท ซึ่งสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาท ซึ่งโรงสีไม่กล้าซื้อกัน หยุดกันเกือบหมด เนื่องจากส่งออกไม่ได้

ซึ่งตอนนี้อยากให้ภาครัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา คือให้สหกรณ์ซื้อเก็บหรือฝากขายไว้ก่อน โดยให้ชาวนานำเงินไปใช้ก่อน หรือให้สหกรณ์รับจำนำไว้  
โดยยังไม่ขายขาด ซึ่งปัจจุบันนี้ที่เกษตรกรชาวนา ที่นำข้าวมาขายในราคาเกวียนละ 7,000 บาท นั้น ซึ่งตนเองถือว่าเกษตรกรชาวนานั้นแทบไม่มีกำไร และไม่ได้อะไรเลย ซึ่งถ้าเป็นนาเช่านั้นขาดทุนหนักเลย แต่ก็ถือว่าเป็นอาชีพของชาวนา ซึ่งอาชีพทำนาเหมือนผีสิง ขาดทุนกำไรก็ต้องทำแล้งก็ต้องทำ

กล่าวต่อว่า เกษตรชาวนานั้นมีรายชื่อมีนามสกุลจริง และลงทะเบียนเกษตรกรชาวนามาแล้ว ซึ่งให้รัฐบาลมาช่วยกันตรงนี้เลยทำให้เกษตรกรชาวนาไม่ท้อแท้ ซึ่งอาชีพเกษตรชาวนาต้องทำต่อ ซึ่งปัจจุบันนี้ เกษตรกรชาวนานั้นจิตใจห่อเหี่ยวไปหมดตอนทำก็เจอภัยแล้ง ตอนขายข้าวราคาก็ถูกลง ซึ่งอยากให้รัฐบาลมาช่วยเติม ตรงนี้ดีกว่าให้กับเกษตรกรชาวนารากหญ้า ซึ่งสมมุติว่าเศรษฐกิจดี ให้เกษตรกรชาวนาขายข้าวได้ราคาที่แพง ซึ่งประเภท หมู เห็ด เป็ดไก่สินค้าอื่นๆ เกษตรกรชาวนาต้องกินต้องใช้จับจ่ายซื้อสินค้าอยู่แล้วเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นมาทันทีเลย

ซอกแซกอาเซียน : 26 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597571

ซอกแซกอาเซียน : 26 สิงหาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ท่านผู้อ่าน ถ้าจำได้ที่ผมเคยเล่าระบบการทำงานหลักของแอปเตอร์ที่ประกอบไปด้วย Tier 1, Tier 2 และ Tier 3 โดยส่วนมากเรามักจะยุ่งอยู่กับ เทียร์ 3 เพราะเป็นการส่งข้าวไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยแบบให้เปล่า ตรงกันข้ามกับเทียร์ 1 และ 2 ซึ่งเป็นเรื่องของการซื้อขาย กล่าวคือ แอปเตอร์มีสต๊อกข้าวสำรองจำนวนตามข้อตกลงกันใน 13 ประเทศสมาชิก รวม 787,000 ตัน การจะนำข้าวส่วนนี้ไปใช้แก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารต้องเป็นการซื้อขายตามราคาตลาด ดังนั้น แม้คณะผู้สถาปนาแอปเตอร์จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมองเห็นถึงวิธีการป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้า แต่กระนั้นในทางปฏิบัติเนื่องจากปัญหายังไม่เกิดขั้นรุนแรง ความจำเป็นที่จะต้องใช้เทียร์ 1 และ 2 จึงไม่มี หรือเมื่อมีอยู่บ้างเพียงแต่ใช้เทียร์ 3 ก็พอแล้ว สามารถเอาอยู่ได้ระดับหนึ่ง

จึงเป็นหน้าที่ของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดการใช้สต๊อกข้าวจำนวน 787,000 ตัน ผ่านทางเทียร์ 1 และ 2 แทนที่จะใช้แต่เพียงเทียร์ 3 อย่างเดียว โดยเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนได้ทำสำเร็จมา 1 รายการ ในรูปแบบของเทียร์ 1 ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ จนกระทั่งได้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือ หรือ Memorandum of Cooperation (MOC) กันของทั้งสองฝ่ายที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม มาจนกระทั่งปัจจุบันบันทึกความร่วมมือดังกล่าวกำลังจะหมดอายุลง เพราะได้ทำสัญญาไว้ 3 ปี และจริงๆ แล้วก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะมีการซื้อขายข้าวจริง เนื่องจากประเทศผู้จะซื้อ ซึ่งคือฟิลิปปินส์ยังไม่ได้แสดงความจำนงสั่งซื้อ สัญญาข้างต้นจึงต้องมีการเจรจากันใหม่เพื่อขยายอายุ MOC ต่อไปอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่ามีความประสงค์หรือไม่

สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ประสานกับทั้งสองฝ่ายให้เปิดการเจรจา ซึ่งอย่างที่เคยเขียนเล่าไปแล้วในฉบับก่อนๆ ว่าในการเจรจาครั้งแรกเมื่อสามปีก่อนนั้นเปรียบประดุจเป็นมหากาพย์ เพราะต้องเดินทางไปประชุมเจรจาทั้งสองประเทศ ประเทศละ 1-2 ครั้ง รวมทั้งครั้งสุดท้ายมานั่งประชุมเจรจากันที่กรุงเทพฯ กว่าจะสำเร็จ แต่ครั้งนี้ เราไม่สามารถเดินทางไปไหนๆ ได้ การประชุมจึงต้องเป็นแบบออนไลน์ โดยเมื่อวันที่ 25มิถุนายน ที่ผ่านมา เราได้เริ่มต้นเจรจากัน ฝ่ายฟิลิปปินส์ นำโดยคุณจูดี้ดันแซล ผู้บริหารสูงสุดของ เอ็นเอฟเอ ว่าเอง พร้อมกับทีมงาน ส่วนทางญี่ปุ่นท่าน ผอ.กองการค้าธัญพืช ดร.ฮากิวาระ เป็นหัวหน้าชุด แล้วก็มีอดีตผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่เคยประจำที่แอปเตอร์ทั้งสองท่าน เข้าร่วมประชุมด้วย ขณะที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ มีผมเป็นผู้แทน แล้วก็น้องๆ ทีมงานเข้าร่วมด้วย ที่พิเศษที่แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของทางญี่ปุ่น คือ มีผู้แทนญี่ปุ่นที่ประจำสำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา และประจำสถานทูตญี่ปุ่น ณ กรุงมะนิลา เข้าร่วมฟังการประชุมด้วย

เราพูดคุยเจตจำนงว่า ควรจะมีการต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปี และใช้ราคาข้าวตามสูตรเดิม แต่ให้ใช้ราคาที่คำนวณแบบเป็นปัจจุบันแทนของเดิม ขณะที่รายละเอียดอื่นๆ ยังเป็นไปแบบเดิม ซึ่งดีอยู่แล้ว ทว่าประเด็นทางฝ่ายฟิลิปปินส์อาจมีข้องกังวลนิดหน่อย คือ เนื่องจากมีการออกกฎหมายใหม่ที่ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ เอ็นเอฟเอ รวมทั้งระบบการจัดเก็บภาษีนำเข้าข้าวใหม่ จึงเป็นข้อที่ เอ็นเอฟเอ ต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติมว่าจะมีผลกระทบต่อขอบเขตการทำสัญญาใหม่มากน้อยเพียงใด ก็คงต้องมีการประชุมเจรจากันครั้งต่อไป ซึ่งจะว่าไปการประชุมแบบนี้ดีมาก เพราะประหยัดสุดๆ ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : ไทยเตรียมรับมือน้ำท่วมใหญ่ ใครคือผู้มีอิทธิพลแห่งลำน้ำโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597349

ลุยเกษตร สุดเขตไทย : ไทยเตรียมรับมือน้ำท่วมใหญ่ ใครคือผู้มีอิทธิพลแห่งลำน้ำโขง

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ลุยเกษตรสุดเขตไทยวันนี้พักเรื่องราคาผลไม้ไว้ชั่วคราว ช่วงฤดูฝนนี้“หนุ่มยูโร” ได้รับการแจ้งเตือนจากหลายหน่วยงานถึงสถานการณ์น้ำท่วมจึงอยากจะนำความหวังดีมาสู่พี่น้องประชาชนคนไทยให้เฝ้าระวังเพราะกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือน พายุโซนร้อน “โอไมส์” บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนรุนแรงแล้วและมีแนวโน้มเคลื่อนตัวสู่ทะเลจีนตะวันออก จะส่งผลกระทบ 34 จังหวัด รวมทั้ง กรุงเทพมหานครด้วย

ล่าสุดกรมชลประทาน ขานรับนโยบายรัฐบาล กำหนดแผนปฏิบัติการรองรับอุทกภัย ตามสภาพพื้นที่ลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน พร้อมทั้งร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่ 4/2564 โดยมี นายประพิศจันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายเฉลิมเกียรติคงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง และผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมผ่านระบบ VDO Conference

นายประพิศ จันทร์มา แจ้งว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้ว ประกอบไปด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งทั้ง 3 โครงการ อยู่ในระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการ

นอกจากนี้ กนช. ยังได้ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมไปถึงการจัดทำแผนรับมือน้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยให้กับประชาชนแม้โครงการยังไม่แล้วเสร็จให้มากที่สุด โครงการจัดหาแหล่งน้ำรองรับพื้นที่รัศมี 30 กิโลเมตร รอบสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และยังได้ร่วมกันพิจารณาโครงการอ่างเก็บน้ำคลองกะพง จ.ฉะเชิงเทรา โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ซึ่งหากดำเนินการทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จจะเป็นการเพิ่มต้นทุนน้ำให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกครบทั้งระบบ สร้างความสมบูรณ์และสมดุลน้ำในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีโครงการสูบผันน้ำจากคลองสะพานแนวที่ 2 จ.ระยอง ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการทั้ง 3 โครงการ และเตรียมเสนอ กนช.พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

“หนุ่มยูโร”ให้กลับไปย้อนดู ถึงการจัดการลุ่มน้ำโขง ซึ่งประเทศจีน ตกเป็นจำเลยคดีแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นฤดูแล้ง แม่น้ำโขงแห้งหรือฤดูฝน แม่น้ำโขงล้น มีหลายประเทศกล่าวโทษจีนเป็นตัวการ สร้างเขื่อนมากมายปิดกั้น ทำให้น้ำโขงแปรปรวน รวมทั้ง 5 ชาติอาเซียน(พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม)ต่างเขม่นจีน เรามาลองศึกษาดูกันว่าน้ำโขง 100 ส่วนมาจากไหนกันบ้าง จีนเหนือสุดของแม่น้ำโขง ปล่อยน้ำลงน้ำโขงราวๆ 16% โดยประมาณ ประเทศไทย มวลน้ำจากแม่น้ำชีกับแม่น้ำมูล ปล่อยน้ำลงน้ำโขงรวมราวๆ 17% มากกว่าจีนอีก ส่วนลาว คือมหาอำนาจแม่น้ำโขงที่แท้จริง เพราะน้ำท่าจากลาว ไหลลงสมทบแม่น้ำโขงเกือบ 40% มากกว่าใครเพื่อน ดังนั้น ต่อให้จีนปิดกั้นน้ำโขงทั้งหมด กระทบกระเทือน 5 ชาติ ก็แค่ 16% หรือ 1 ใน 6 ส่วนเท่านั้นลาวสิครับ ถ้าเก็บน้ำไว้ไม่ปล่อยลงลำน้ำโขงชาติที่อยู่ตอนล่าง กระทบหนัก ชนิดน้ำโขงขอดไปเกือบครึ่งสายแนวทางกลับกันเกิดลาวปล่อยน้ำลงโขงเยอะๆ ชาติที่เหลือน้ำท่วมหนักได้เช่นกันที่ผ่านมา ก่นด่าว่าจีน ถูกแค่เศษเสี้ยว ส่วนตัวจริงจะเป็นใคร คงไม่ต้องเอ่ยถึงกระมังครับ “บ้านพี่เมืองน้องของเรานี่เองครับ”

หนุ่มยูโร

หนุนเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597348

หนุนเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจยุคใหม่  สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

หนุนเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ด้วยสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแมลง จึงทำให้ประเทศไทยมีความหลากหลายของชนิดแมลงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยในการเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากแมลงมานาน
นับเป็นจุดแข็งที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพในการเลี้ยงแมลงให้เป็นแมลงเศรษฐกิจได้ ช่วยสร้างอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรทั้งที่เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม สามารถสร้างอาชีพและรายได้หมุนเวียนให้แก่เกษตรกรทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ

สำหรับสถานการณ์การผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจ ในปี 2563/64 มีดังนี้ 1) ผึ้งพันธุ์ มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งพันธุ์กว่า 1,248 ราย จำนวนรังประมาณ 360,395 รัง จากการรายงานของ FAO ปี 2560 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตน้ำผึ้งเป็นอันดับสองของอาเซียน และเป็นอันดับที่ 36 ของโลก นอกจากนี้การบริโภคน้ำผึ้งภายในประเทศขณะนี้มีปริมาณสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมสูงอายุ และมีกระแสการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งน้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากผึ้งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก 2) ผึ้งโพรง มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโพรงกว่า 23,922 รายจำนวนรังประมาณ 168,944 รัง น้ำผึ้งจากผึ้งโพรงเป็นที่นิยมมากของผู้บริโภคในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพและชื่นชอบในความหอมแบบเฉพาะตัวของน้ำผึ้ง เกษตรกรจึงมีรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่นจากการเลี้ยงผึ้งโพรงเป็นอย่างดีและลงทุนไม่สูงมากทำให้อาชีพการเลี้ยงผึ้งโพรงเป็นที่นิยม และมีจำนวนเกษตรกรสนใจเลี้ยงผึ้งจากทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี 3) ชันโรง มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงชันโรงกว่า 2,828 ราย จำนวนรังประมาณ 16,546 รัง ซึ่งการเลี้ยงชันโรงเป็นที่นิยมของเกษตรกรในภาคตะวันออกและภาคใต้เป็นอย่างมาก เกษตรกรจะเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรในสวนของตัวเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดดอกออกผลของพืชผลทางการเกษตร และจะได้รับผลพลอยได้จากการเลี้ยงชันโรงเป็นน้ำผึ้งและพรอพอลิส การเลี้ยงชันโรงจึงเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก 4) จิ้งหรีด มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดกว่า 25,218 ราย มีจำนวนบ่อประมาณ 272,922 บ่อ จิ้งหรีดสามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปีและสามารถเลี้ยงได้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ปัจจุบันสามารถส่งออกจิ้งหรีดในรูปแบบจิ้งหรีดผงไปยังต่างประเทศ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมีอีกหลายประเทศที่ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาในการนำเข้า

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2564 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้อนุมัติงบประมาณโครงการพัฒนาแปลงเรียนรู้และขยายพันธุ์สินค้าเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งรวมถึงสินค้าแมลงเศรษฐกิจ 4 ชนิด ได้แก่ ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง และจิ้งหรีด โดยโอนงบประมาณในการผลิตขยายพันธุ์แมลงเศรษฐกิจและการจัดทำแปลงเรียนรู้ให้กับศูนย์ปฏิบัติการ จำนวน 27 แห่ง เพื่อผลิตและขยายพันธุ์แมลงเศรษฐกิจให้เพียงพอตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และสนับสนุนกิจกรรม/โครงการต่างๆ ในปีงบประมาณ 2565 อีกด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ และสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้ง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงผึ้งให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และขยายผลส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งไปยังเกษตรกรทั่วประเทศ ต่อมาได้พัฒนาและขยายงานส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจไปยังแมลงชนิดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ เช่นผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด ครั่ง เป็นต้น