“เพื่อไทย” พบปมน่าสงสัยจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศหลังชี้แจง 2 ครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476824

“เพื่อไทย” พบปมน่าสงสัยจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศหลังชี้แจง2ครั้ง

1 สิงหาคม 2564 – 11:55 น.

“เพื่อไทย” พบปมน่าสงสัยจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศ ทั้ง 3 โครงการ มูลค่ารวมเกือบ 3 พันล้านบาท ขณtนี้ อยู่ระหว่างเชิญ ผู้แทนทอ.ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงกมธ. ปปช. สภาผู้แทนราษฎร หลังได้ชี้แจงแล้ว 2ครั้ง

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติผิดมิชอบ หรือ กรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศ 3โครงการ

ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องการทางอากาศ ระยะที่ 7 ( N-SOC C2) 2.โครงการพัฒนาการป้องกันฐานที่ตั้งทางทหารของกองทัพอากาศ (GBAD) และ3.โครงการจัดหาทดแทนวิทยุพื้นดิน-อากาศ มูลค่ารวมเกือบ 3 พันล้านบาทว่า คณะกรรมาธิการได้เชิญผู้เกี่ยวข้องจาก ทอ.มาชี้แจงแล้ว 2 ครั้ง

และยังอยู่ระหว่างการเชิญผู้แทนจาก ทอ.ที่เกี่ยวข้องมาแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก โดยในเบื้องต้น ผู้แทนจาก ทอ.ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุงขอบเขตความต้องการของโครงการ (SOPR) และขอบเขตของงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะซื้อหรืองานที่จะจ้าง (TOR)

ทั้ง 3 ท่าน ยอมรับว่ามีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของ SOPR และ TOR จริง และยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำไปตามสั่งการของ ผบ.ทอ. มิได้กระทำขึ้นโดยพลการแต่อย่างใด และการดำเนินการดังกล่าวก็ได้รับการยืนยันจากฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาว่าสามารถกระทำได้ เพราะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์และสาระสำคัญแต่ประการใด

โดยเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศที่รับผิดชอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างยืนยันว่าได้สอบถามไปยังกรมบัญชีกลางแล้วว่าสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตามที่ ผบ.ทอ.ต้องการได้

อย่างไรก็ตามเมื่อคณะกรรมาธิการขอดูหนังสือราชการที่ ทอ.หารือไปยังกรมบัญชีกลาง เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศตอบแต่เพียงว่าไม่ได้มีการทำหนังสือสอบถามไปเป็นทางการ เป็นแต่เพียงการยกหูโทรศัพท์ไปขอคำปรึกษาเท่านั้น

ดังนั้น ประเด็นนี้จึงทำให้คณะกรรมาธิการยังไม่สามารถเชื่อได้ว่า การดำเนินการเปลี่ยนแปลง SOPR และ TOR ตามสั่งการของ ผบ.ทอ.นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะยังไม่มีความเห็นของหน่วยงานรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ

อีกทั้ง ทอ.ยังไม่มีหนังสือยืนยันจากสำนักงบประมาณซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 64 และคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณปี 64 (ครุภัณฑ์) ระบุว่า ทอ.สามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์และสาระสำคัญของโครงการได้ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ต้องเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ มาตอบข้อซักถามและแถลงข้อเท็จจริงในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ต่อข้อถามที่ว่ากรณีที่ผู้แทนจาก ทอ.ชี้แจงว่า การที่ ผบ.ทอ.ท่านปัจจุบันต้องสั่งการให้มีการเปลี่ยนแปลง SOPR และ TOR ของ 3 โครงการดังกล่าว เป็นเพราะของเดิมที่ทำไว้ในสมัยอดีต ผบ.ทอ.ท่านที่แล้ว เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ และอาจขัดต่อกฎหมาย จึงจำเป็นต้องแก้ไขนั้น น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า เมื่อผู้แทน ทอ.ชี้แจงมาเช่นนี้ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเท่ากับยอมรับว่ามีผู้ที่ดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมาย แต่จะเป็นของเดิมหรือของใหม่นั้น ก็คงต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

โดยคณะกรรมาธิการฯได้มีมติเชิญ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ อดีต ผบ.ทอ. เข้าชี้แจงในประเด็นที่ถูกพาดพิงทั้งหมดต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้แทน ทอ.ชี้แจงว่าโครงการทั้ง 3 โครงการซึ่งระบุวัตถุประสงค์และสาระสำคัญของโครงการที่ผ่านรัฐสภาจนออกเป็นกฎหมายเรียบร้อยนั้นขัดต่อกฎหมายเสียเอง ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

เพราะไม่ได้เป็นการกล่าวหาเฉพาะกระบวนการภายในของ ทอ. และข้าราชการระดับสูงของ ทอ.เท่านั้น แต่เป็นการกล่าวหาผู้ที่อยู่ในกระบวนการออกกฎหมายทั้งหมดว่ามีส่วนร่วมในการกระทำที่อาจขัดต่อกฎหมาย

ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงกลาโหม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง คณะอนุกรรมาธิการงบประมาณปี 64 (ครุภัณฑ์) คณะกรรมาธิการงบประมาณปี 64 สภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้เสนอกฎหมายด้วย

ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมาธิการฯจะตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป เนื่องจากสิ่งที่ ทอ.ชี้แจงมานั้นอ้างถึงนั้น เป็นเพียงการอ้างถึง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ เท่านั้น แต่กระบวนการออกกฎหมายยังมี พ.ร.บ.อีกหลายฉบับที่ใช้บังคับหน่วยงานต่างๆ ให้ต้องปฏิบัติตาม

เช่นโครงการ 3 โครงการของ ทอ.นั้น ต้องคำนึงถึง พรบ.ไม่ต่ำกว่า 5 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณพ.ศ. 2561และ พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติพ.ศ. 2560

ซึ่งการแก้ไข SOPR และ TOR ของ ทอ.ในครั้งนี้ อาจเป็นการกระทำโดยพลการ เป็นการปฏิบัติที่เกินกว่าอำนาจ และอาจขัดกับ พรบ.ฉบับอื่นๆ ที่ใช้บังคับหน่วยงานต่างๆให้ปฏิบัติตามก็เป็นไปได้เช่นกัน ยังไม่รวมถึง สิ่งที่ผู้แทน ทอ.ชี้แจงยังไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนทิศทางทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศตามที่รัฐบาลเองเป็นผู้กำหนด

ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะรีบตรวจสอบและทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็วที่สุด เนื่องจากโครงการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านในการจัดหา จึงต้องทำให้ถูกกฎหมายและเป็นประโยชน์กับกองทัพอากาศและประเทศชาติมากที่สุด

เปิดประวัติ “พระธรรมวชิรเมธี” (เจ้าคุณมีชัย) เกจิดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476783

เปิดประวัติ “พระธรรมวชิรเมธี”( เจ้าคุณมีชัย) เกจิดัง

31 กรกฎาคม 2564 – 20:51 น.

เปิดประวัติ “พระธรรมวชิรเมธี”( เจ้าคุณมีชัย) ซึ่งเพิ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เผย เป็นเกจิดังที่บรรดาข้าราชการทหาร -ตำรวจยศใหญ่ให้ความเลื่อมใส รวมทั้ง” นายกฯประยุทธ์”

หลังจาก ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ “พระเทพปริยัติมุนี” เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร  เป็น “พระธรรมวชิรเมธี” ตามที่ทราบทั่วกันแล้วนั้น 

กล่าวถึง”พระธรรมวชิรเมธี”หรือ”เจ้าคุณมีชัย” ถือเป็นเกจิดังที่บรรดาข้าราชการทหาร -ตำรวจยศใหญ่ให้ความเลื่อมใส 

เปิดประวัติ "พระธรรมวชิรเมธี"( เจ้าคุณมีชัย) เกจิดัง

ดังปรากฎเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ทั้ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองราชเลขาธิการพระราชวัง อดีตผู้บัญชาการทหารบก หรือ ผบ.ทบ.  และ พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. 

นอกจากนี้ เป็นที่ทราบในวงการทหารว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นับถือ”เจ้าคุณมีชัย”มาก ถึงกับคนสนิท”ลุงตู่” เคยบอกด้วยว่า
.
 “พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อในคำแนะนำของพระเทพปริยัติมุนีเป็นอย่างมาก  เมื่อจะทำการอะไรก็ประสบผลสำเร็จทุกเรื่อง” .

ลูกศิษย์ “เจ้าคุณมีชัย” จึงมีแต่นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงนักธุรกิจและดารา

#ราชกิจจานุเบกษา 

เช็กด่วน…”ซิโนฟาร์ม” ใครจองแล้วฉีด 2 ส.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476774

เช็กด่วน…”ซิโนฟาร์ม” ใครจองแล้วฉีด 2 ส.ค.นี้

31 กรกฎาคม 2564 – 19:21 น.

เพจ รพ.จุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ลงประกาศ ประชาชนที่จองวัคซีนทางเลือก”ซิโนฟาร์ม”และเลือกเข้ารับการฉีดที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนได้ที่อาคาร” ทีโอทีเดิม”

 31ก.ค .64 เพจโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  ลงประชาสัมพันธ์ 

ประชาชนที่จองวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” และเลือกเข้ารับการฉีดที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนได้ที่ “ศูนย์ฉีดวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม” บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (ทีโอทีเดิม) อาคาร 9 บนถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

 Google Map >> https://goo.gl/maps/vRarcR1jZRFpjnEXA

✅ กรุณาตรวจสอบวัน-เวลาเข้ารับบริการผ่าน SMS ตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้แจ้งลงทะเบียนไว้ และเข้ารับการฉีดตามเวลาที่กำหนด 

✅ กรุณาเตรียมบัตรประชาชนและทำแบบคัดกรองใบยินยอมเพื่อบันทึก QR Code และนำมาแสดง ณ จุดฉีดตามรอบเวลานัดหมาย

ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2564

เช็กด่วน..."ซิโนฟาร์ม" ใครจองแล้วฉีด 2 ส.ค.นี้

#วัคซีนทางเลือก

#ซิโนฟาร์ม

#ฉีดวัคซีนช่วยชาติ

#ช่วยกันฝ่าวิกฤตโควิด19

#โควิดคิดออกโดยจุฬาภรณ์

#ก้าวผ่านCOVIDไปด้วยกัน

#COVID19

#เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

#โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

#วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์

#ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

#เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต

——————————————————

http://www.cra.ac.th

http://www.chulabhornhospital.com

LINE Official: @Chulabhornhospital

Add Friend > http://nav.cx/8DqLuQm

Facebook: @chulabhornhospital

YouTube: Chulabhorn Channel

พระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ “พระเทพปริยัติมุนี” เป็น “พระธรรมวชิรเมธี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476762

พระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ “พระเทพปริยัติมุนี” เป็น “พระธรรมวชิรเมธี”

krut

31 กรกฎาคม 2564 – 17:59 น.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ “พระเทพปริยัติมุนี” เป็น “พระธรรมวชิรเมธี”

 31 ก.ค.2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้ง”สมณศักดิ์” 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้ง“สมณศักดิ์”

พระเทพปริยัติมุนี เป็น พระธรรมวชิรเมธี ศรีปริยัตยาคม อุดมศาสนกิจติลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นธรรม สถิต ณ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวงกรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 6 รูป คือ พระครูปลัดเมธีวรวัฒน์ 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูธรรมธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม พุทธศักราช 2564

ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม พุทธศักราช 2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน

รายละเอียด คลิก

จับตา “ศบค.” จ่อขยายกรอบ “ล็อกดาวน์”- ปรับพื้นที่ “สีแดงเข้ม” เพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476737

จับตา “ศบค.” จ่อขยายกรอบ”ล็อกดาวน์”- ปรับพื้นที่”สีแดงเข้ม”เพิ่ม

31 กรกฎาคม 2564 – 14:38 น.

 จับตา..ที่ประชุม “ศบค.”วันนี้ คาด ขยายกรอบ”ล็อกดาวน์”- ปรับพื้นที่”สีแดงเข้ม” หลังครบ14วัน ยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิต ยังพุ่งไม่หยุด

มีรายงานว่าในวันนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 หรือ ผอ.ศบค. เตรียมเรียกประชุม ศบค. ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ในเวลา 13.30 น.

โดยคาดว่าวาระการประชุมเป็นการติดตามและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อสูงอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งตัวเลขผู้ป่วยอาการหนักและใส่เครื่องช่วยหายใจที่สูงขึ้นแม้จะมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด จะครบ 14 วันแล้ว แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้น จึงต้องจับตาว่า จะมีการพิจารณาให้คงมาตรการล็อกดาวน์พื้นที่ที่มีความรุนแรงของการระบาดต่อไป

พร้อมกับน่าจะมีการพิจารณาเรื่องการกระจายวัคซีนในเดือนสิงหาคม หลังจากที่ในเดือนกรกฎาคม มีการปูพรมฉีดวัคซีนให้กลุ่มผู้สูงอายุ 7 กลุ่มโรคเสี่ยง รวมไปถึงสตรีมีครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป 

ขณะเดียวกันคาดว่า ที่ประชุม ศบค.จะยังมีการหารือกันถึงการปรับพื้นที่จังหวัดตามการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นในหลายจังหวัดภายหลังพบว่าหลายจังหวัดโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียเหนือที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จากการเดินทางจากพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อกลับภูมิลำเนา 

นอกจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์รายงานจากหน่วยงานด้านความมั่นในการกระทำความผิดลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายเนื่องจากในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาจับกุมได้กว่า 4,300 คน

นอกจากนี้จากการประเมินสถานการณ์ในเมียนมาทั้งสภาพเศรษฐกิจ ความรุนแรงที่ยังมีอยู่ และผู้ป่วยโควิดที่ติดเชื้อสะสมมากขึ้นต่อเนื่อง มีความน่าเป็นกังวลและต้องเฝ้าระวังอย่างมากกับแนวชายแดนติดกันที่ยาวถึง 2,401 กม.

โดยขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงได้หารือร่วมเสริมกำลังและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้งทางบกและทางน้ำมากขึ้น

“ณัฐวุฒิ” จัดให้ตามคำขอ นัด “คาร์ม็อบ” วันนี้ แฟนคลับแห่กดไลก์นับหมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476721

“ณัฐวุฒิ” จัดให้ตามคำขอ นัด “คาร์ม็อบ” วันนี้ แฟนคลับแห่กดไลก์นับหมื่น

31 กรกฎาคม 2564 – 13:30 น.

มาสู้ด้วยกัน “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” นัด “คาร์ม็อบ” พรุ่งนี้ “แยกราชประสงค์” แถมมีของฝากติดมือกลับบ้านด้วย แฟนคลับแห่กดไลก์นับหมื่น

วันที่ 31 ก.ค. 2564 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันจัดชุมนุมคาร์ม็อบ (1 ส.ค.) ที่แยกราชประสงค์ โดยข้อความระบุว่า 

“เพื่อนมิตรถามกันมามาก คาร์ม็อบพรุ่งนี้เริ่มที่ไหน เดิมตั้งใจออกจากบ้านไปเลย แต่เอาล่ะ จัดให้ตามคำขอ 1 สิงหาคม 11.00 น. พบกันที่แยกราชประสงค์ ใช้เส้นทางประตูน้ำมุ่งหน้าวิภาวดี มาสู้ด้วยกัน หลั่งไหลมาเป็นลาวาประชาชน มีของฝากติดมือกลับบ้านด้วย นะจ๊ะ ให้มันจบที่รุ่นมัน #ไล่ประยุทธ์” 

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้โพสต์เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกด้วยว่า ไล่ประยุทธ์อย่างไร? ประยุทธ์ไปแล้วไงต่อ? ข้อเรียกร้องของผมคือ ประยุทธ์ลาออกทันที หลังจากนั้นให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯจากบัญชีว่าที่นายกฯที่มีอยู่ 

ถ้าไม่ได้นายกฯด้วยวิธีแรก ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสอง ส.ว.ต้องร่วมโหวตเพื่อเปิดทางให้มีนายกฯคนนอก ขีดเส้นใต้ไว้ว่า “นายกฯคนนอกของผมคือนอกบัญชีว่าที่นายกฯ แต่ต้องเป็น ส.ส.ในสภาเท่านั้น” ทั้ง 2 แบบ ส.ว.งดออกเสียงในขั้นตอนเลือกนายกฯ 

ได้รัฐบาลแล้วทำเรื่องเร่งด่วน 3 เรื่อง 

  1. รื้อกลไกแก้ปัญหาโควิดที่ล้มเหลว เร่งหาวัคซีนทั้งซื้อ ยืม ขอ นายกฯต้องทำเองตัดขั้นตอนไม่จำเป็น และบูรณาการแก้ไขข้อบกพร่องทั้งเรื่องการตรวจ รักษา เยียวยาให้เป็นรูปธรรม 
  2. สภาแก้รัฐธรรมนูญให้มีสสร.จากประชาชนยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เสร็จแล้วลงประชามติก่อนบังคับใช้ 
  3. สภาแก้รัฐธรรมนูญตัดอำนาจส.ว.ไม่ให้โหวตเลือกนายกฯ จากนั้นยุบสภา 

รัฐบาลหลังการเลือกตั้งอยู่จนรัฐธรรมนูญผ่านประชามติบังคับใช้ ยุบสภาเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญของประชาชนเดินหน้าประเทศต่อไป 

ข้อเสนอนี้ยืนยันหลักการประชาธิปไตย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ปฏิเสธอำนาจนอกระบบหรือวิธีพิเศษไม่ให้เข้าแทรกแซง 

ประยุทธ์ถูกไล่ ส.ว.ต้องไม่ฝืนความต้องการประชาชน สภาต้องทำหน้าที่ให้บ้านเมืองไปต่อได้ หากประยุทธ์อยู่ต่อเหลือเวลาอีกปีครึ่ง โควิดแก้ไม่ได้ ให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจยิ่งสิ้นหวัง ลาออกวันนี้แล้วเดินตามข้อเสนอจนได้รัฐธรรมนูญใหม่เวลาจะพอกัน 

เลือกนายกฯคนใหม่ทำ 3 เรื่องเร่งด่วนให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่พร้อมประชามติจบในเวลาปีเศษที่เหลือ รอความตายและทยอยตายไปอีกปีครึ่ง กับเปลี่ยนแปลงเพื่อรอดด้วยกันประชาชนต้องตัดสินใจทันที 

อนึ่ง หากมีข้อเสนออื่นที่ดีกว่า เป็นไปตามหลักการไม่ทำลายระบบ ผมน้อมรับด้วยความยินดี #ไล่ประยุทธ์ 

"ณัฐวุฒิ" จัดให้ตามคำขอ นัด "คาร์ม็อบ" วันนี้ แฟนคลับแห่กดไลก์นับหมื่น

“ช่อ” อัด “กม.คุมสื่อ”-“พ.ร.บ.NGO” ปิดปากประชาชน “ทำคนตัวเล็กไร้ปากเสียง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476726

 “ช่อ” อัด “กม.คุมสื่อ”-“พ.ร.บ.NGO” ปิดปากประชาชน” ทำคนตัวเล็กไร้ปากเสียง” 

31 กรกฎาคม 2564 – 13:18 น.

 “ช่อ” อัด “กม.คุมสื่อ”-“พ.ร.บ.NGO” ปิดปากประชาชน” ทำคนตัวเล็กไร้ปากเสียง” แนะสื่อ-NGO รวมกลุ่มฟ้องรัฐ-ยื่นศาลตีความ

วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ร่วมวงเสวนาทางแอพพลิเคชั่น Clubhouse “เยาวชนในบทบาทภาคประชาสังคมในวันที่รัฐ(พยายาม)ปิดปาก” จัดโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย แลกเปลี่ยนข้อกังวลและการเดินหน้าต่อต้าน พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. … ที่เป็นกฎหมายจำกัดและควบคุมการทำงานของภาคประชาสังคมและกำลังอยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็นเวลานี้.

นางสาวพรรณิการ์ ระบุว่าปัญหาของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. … มี 3 ประการใหญ่ๆด้วยกัน กล่าวคือ

1)มีขอบเขตที่คลุมเครือว่าการรวมกลุ่มแบบไหนที่ต้องขอขึ้นทะเบียน ระบุเพียงว่าการรวมกลุ่มของบุคคลทุกประเภทที่ตั้งขึ้นโดยไม่แสวงหากำไรต้องไปขอขึ้นทะเบียนกับอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สามารถถูกเพิกถอนทะเบียนได้ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาทซึ่งเป็นโทษที่เกินกว่าเหตุ 

2)การบังคับให้ต้องระบุรายละเอียดของที่มาของเงินและหากได้รับเงินจากบุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในราชอาณาจักรไทยจะดำเนินกิจการได้เฉพาะที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งจะครอบคลุมรวมไปถึงองค์กรที่รับการสนับสนุนจากองค์กรสหประชาชาติ รวมถึงกาชาดสากล ต้องทำกิจการตามกรอบของรัฐไทยเท่านั้น 

3)กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยสามารถเข้าไปตรวจสอบ รวมถึงเข้าไปในสถานประกอบการของผู้ที่จดทะเบียนเพื่อตรวจค้น รวมถึงคัดลอกข้อมูลทางออนไลน์ โดยไม่ต้องมีหมายศาลได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้ง มาตรา 42 เสรีภาพในการรวมตัว มาตรา 34 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและมาตรา 33 เสรีภาพในเคหสถาน 

เสนอสมมุติฐาน รัฐใช้ชายแดนใต้เป็นหนูทดลอง “Deep South Sandbox” ก่อนกลายมาเป็น พ.ร.บ.NGO เตรียมใช้กับทั่วประเทศ ***

นางสาวพรรณิการ์ กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ที่เป็นพรรคอนาคตใหม่จนมาเป็นคณะก้าวหน้า เรามีสมมุติฐานว่าพฤติกรรมของรัฐไทย โดยเฉพาะในยุค คสช.เป็นต้นมา มักจะใช้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “Deep South Sandbox” กล่าวคือเมื่อรัฐไทยต้องการทดลองวิธีการ ในการบังคับ ควบคุม และละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน มักจะเริ่มจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนเสมอ 

จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ทำให้ทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมีอำนาจเต็ม ไม่สามารถฟ้องร้องอะไรได้ ดังนั้น เมื่อรัฐไทยนึกจะทำอะไรก็ตาม ก็มักจะเริ่มทำจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน และเมื่อได้ผลแล้วก็จะนำสิ่งที่ประสบความสำเร็จมาใช้กับทั่วประเทศ  

ทั้งเรื่องของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (I.O.) การเอาทหารมานั่งคอมเม้นท์ ตั้งเพจ โจมตีกลุ่มคนที่คิดต่างจากรัฐบาลหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทหาร ก็เริ่มจากการใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน จนปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้กับประชาชนทั่วประเทศ 

กรณี พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เช่นกัน อ้างว่าทำเพื่อควบคุมการระบาดของโรค แต่ในความเป็นจริงทุกคนเข้าใจตรงกันว่าเป็นมาตรการเพื่อควบคุมการชุมนุมของประชาชน ซึ่งต้นแบบของการบังคับใช้ก็เกิดขึ้นจากชายแดนใต้มาก่อน 

การควบคุมภาคประชาสังคมก็เช่นกัน ที่ผ่านมามีการใช้นโยบายต่าง ๆ เพื่อบีบบังคับภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนใต้ให้ทำงานอย่างยากลำบาก ไม่สามารถดำเนินการได้ มีองค์กรภาคประชาสังคมระดับโลกหลายองค์กรต้องยุติการดำเนินการในจังหวัดชายแดนใต้ ทั้งที่เป็นองค์กรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สงครามมามากมาย เพราะถูกจำกัดรูปแบบการดำเนินการ

รวมทั้งการใช้อำนาจเข้าคุกคามองค์กรและผู้ปฏิบัติงานจนไม่สามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ หรือในบางกรณีรัฐจะใช้วิธีการให้เงินสนับสนุนภาคประชาสังคม ให้มาสนับสนุนภาครัฐแทนก็มีให้เห็นมาก่อนทั้งสิ้น 

“รัฐก็คงเห็นว่าการบีบบังคับภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้ไม่กล้าเปิดปากวิจารณ์ทหาร หรือแม้แต่การบีบให้เข้ามาทำงานร่วมกับทหารเอง เพราะว่าอยากได้ทุน อยากได้ความสะดวกสบายในการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ มันได้ผลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ภาคประชาสังคมกลายเป็นแขนขาของ กอ.รมน.ได้ ก็เลยจะเอามาใช้กับทั่วประเทศไทย แล้วก็ทำท่าว่าจะประสบความสำเร็จด้วย เพราะว่าเหลือแค่ขั้นตอนเข้าสู่สภา”นางสาวพรรณิการ์ กล่าว.

*** ชวนจับตา-กดดันพรรคการเมืองปัดตกร่างปิดปาก ปชช. – แนะสื่อ-NGO รวมกลุ่มฟ้องรัฐ-ยื่นศาลตีความ ***
.
นางสาวพรรณิการ์ กล่าวต่อไป ว่าดังนั้น ภาคประชาสังคมรวมถึงประชาชนจะต้องร่วมกันรณรงค์เรื่องนี้อย่างแข็งขัน ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเข้าสู่สภาในอีกไม่นานนี้ ซึ่งอย่างน้อยก็จะมีพรรคก้าวไกลที่เรามั่นใจได้ว่าจะอภิปรายเรื่องนี้อย่างดุเดือด ทุกฝ่ายจะต้องรณรงค์กดดันพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ว่าการโหวตรับเท่ากับเป็นการเห็นด้วยให้มีการละเมิดเสรีภาพของประชาชน และเป็นการประกาศสงครามกับประชาชน.

นี่คือส่วนหนึ่งของความพยายามในการปิดปากประชาชนในทุกองคาพยพ เช่นเดียวกับการปิดปากสื่อมวลชน ผ่านการออกข้อกําหนดตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวานนี้ เพราะประชาชนไม่กี่คนย่อมมีเสียงดังไม่พอเท่ากับประชาชนที่รวมตัวผ่านภาคประชาสังคมเป็นกลุ่มก้อน สะท้อนเสียงโดยอาศัยสื่อเป็นกระบอกเสียง .

นางสาวพรรณิการ์ ยังเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนหรือภาคประชาสังคม ควรที่จะรวมตัวกันฟ้องเป็นกลุ่ม ทั้งฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายและการยื่นศาลรัฐธรรมตีความ ไม่ใช่แค่การรณรงค์บนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว และร่วมกับประชาชนทั่วไปในการรณรงค์กดดันพรรคการเมืองในการโหวตที่กำลังจะมาถึงนี้ เพราะนี่เป็นการทำไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประชาชนที่ต้องอาศัยพวกเราเป็นปากเป็นเสียง เป็นช่องทางที่จะทำให้เสียงเขาไปถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้ 

ประกาศกร้าว “คณะก้าวหน้า” พร้อมต้านเต็มที่ แม้ผ่านสภาก็จะไม่ปฏิบัติตามแม้แต่ข้อเดียว

นอกจากนี้ นางสาวพรรณิการ์ ยังระบุด้วยว่า ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวก็จะครอบคลุมมาถึงคณะก้าวหน้าด้วย ซึ่งในส่วนของคณะก้าวหน้าเอง ก็พร้อมที่จะต่อสู้อย่างเต็มที่ในเรื่องนี้ และหากร่างกฎหมายนี้ผ่านบังคับใช้ขึ้นมา คณะก้าวหน้าก็พร้อมที่จะทำอารยะขัดขืน ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเรื่องของการขึ้นทะเบียนหรือขออนุญาตรัฐเพื่อดำเนินกิจกรรม  

“สำหรับคณะก้าวหน้าเอง เรา ‘don’t give a shit’ ถ้าจะจับก็จับเลย ถ้าจะปรับก็ปรับเลย ถ้าจะขึ้นศาล ถ้าจะต้องติดคุกก็เอาไปติดเลย เป็นหน้าที่ของเราที่จะต่อต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ใช่จะก้มหัวให้กับมัน ถ้าเกิดว่าเราทำแคมเปญแล้ว พยายามทุกอย่างแล้วยังจะออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาอีก คณะก้าวหน้าไม่สนใจ ไม่จดทะเบียน ไม่ทำตามอะไรทั้งสิ้น

นี่คือจุดยืนของเรา การต่อต้านกฎหมายที่อยุติธรรมเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน หนึ่งคนทำไม่ได้ สิบคนทำไม่ได้ แต่ร้อยคนพันคน ภาคประชาสังคมสิบองค์กร ร้อยองค์กร ทำแอคชั่นฟ้องหมู่ไปเลย ให้เป็นคดีประวัติศาสตร์ ให้มันจารึกไป ถ้าเราจะแพ้คดีก็ให้มันจารึกในประวัติศาสตร์ไปเลย ว่าเราแพ้คดี ให้มันรู้ไปว่าความอัปยศจะไม่เป็นของฝั่งเราฝั่งประชาชน” นางสาวพรรณิการ์กล่าว 

ทั้งนี้นางสาวพรรณิการ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. … นี้ กำลังอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นบนเว็ปไซต์ของรัฐสภา ซึ่งมีเวลาในการเปิดรับความคิดเห็นเพียงอีกหนึ่งวัน (31 ก.ค.64) 

ซึ่งตนเห็นว่าประชาชนต้องเข้าไปแสดงออกร่วมกันอย่างเต็มที่ว่าไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่จะปิดปากประชาชน เพราะนี่ไม่ใช่กฎหมายที่กดขี่ภาคประชาสังคม แต่เป็นกฎหมายที่กดขี่และปิดปากประชาชน ไม่ต่างอะไรกับการห้ามสื่อนำเสนอข่าวที่เป็นจริง ประชาชนเท่านั้นที่ช่วยกันได้ ขอให้เราระดมกันเข้าไปช่วยแสดงความคิดเห็นให้มากที่สุด

“ดีอีเอส” เตือนหยุดปล่อย “ข่าวปลอม” ทหารเข้าคุมตัว “นายกฯ” เตรียมทำการ “รัฐประหาร” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476718

“ดีอีเอส”เตือนหยุดปล่อย”ข่าวปลอม”ทหารเข้าคุมตัว”นายกฯ”เตรียมทำการ”รัฐประหาร”

31 กรกฎาคม 2564 – 12:37 น.

“ดีอีเอส” เตือนหยุดปล่อย”ข่าวปลอม” ทหารเข้าควบคุมตัว”นายกฯ “เพื่อให้”กองทัพบก”เตรียมทำการ”รัฐประหาร” ย้ำเป็นการสร้างเรื่องเท็จหวังให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ทำลายชื่อเสียง”กองทัพ”และ”รัฐบาล”

นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ทหารเข้าควบคุมตัวนายกฯ เพื่อให้กองทัพบกเตรียมทำการรัฐประหาร ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกองทัพบก กระทรวงกลาโหม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีที่มีการแชร์ข้อมูลว่าตอนนี้กองกำลังทหารกว่า 300 นาย ได้ควบคุมตัวนายกฯไว้แล้ว เพื่อให้กองทัพบกทำการรัฐประหารนั้น ทางกองทัพบกได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่าเป็นข้อมูลเท็จ เป็นการสร้างเรื่องเท็จหวังให้เกิดความวุ่นวายในสังคม เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายชื่อเสียงกองทัพและรัฐบาล

ซึ่งขณะนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก เข้าดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ปล่อยข่าวปลอม

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าวและขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกองทัพบก กระทรวงกลาโหม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.moi.go.th/ หรือโทร. 02-241-0404

ขอฝากเตือนประชาชนว่า การผลิตและเผยแพร่ข่าวปลอมหรือบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เกิดความสับสนวุ่นวายจะเสี่ยงถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมทั้งกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีโทษทั้งจำและปรับ

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

โฆษก ศบศ.เผยข่าวดี “คนละครึ่ง” เชื่อม “ฟู้ดเดลิเวอรี่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476702

โฆษก ศบศ.เผยข่าวดี”คนละครึ่ง”เชื่อม”ฟู้ดเดลิเวอรี่”

31 กรกฎาคม 2564 – 10:47 น.

โฆษก ศบศ.เผยข่าวดี”โครงการคนละครึ่ง”เตรียมเชื่อมระบบกับแพลตฟอร์ม”ฟู้ดเดลิเวอรี่”คาดใช้ได้ตุลาคมนี้รองรับการใช้จ่ายหลังคลังโอนเงิน”คนละครึ่ง” รอบ 2

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.)กล่าวว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศทั้งโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 เพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิล่าสุดไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564นั้น

หลังผ่านมา 1 เดือน ปรากฎว่ายอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการมีผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 36.89 ล้านคน มียอดใช้จ่ายสะสม รวม 49,884.3 ล้านบาท แบ่งเป็น

1) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 22.74 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 46,317.4 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 23,455.6 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 22,861.8 ล้านบาท 

2) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 59,284 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 758.3 ล้านบาท  

3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.26 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 2,644.8 ล้านบาท และ 4) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 826,684 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 163.8 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวว่า ทั้งนี้จากการประเมินพบว่าประชาชนทั่วประเทศ ยังมีการใช้จ่ายผ่านโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงรายละเอียดของบางโครงการ เช่น โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โดยขยายระยะเวลาการซื้อสินค้าหรือบริการที่จะได้รับ e-Voucher ถึงวันที่ 31 พฤศจิกายน 2564 เพิ่มวงเงินการใช้จ่ายสูงสุดที่จะนำมาคำนวณ e-Voucher สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อคนต่อวัน

และปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ เป็น 1.4 ล้านสิทธิ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

และขณะนี้กระทรวงการคลังได้กำชับให้ธนาคารกรุงไทยเร่งดำเนินการปรับปรุงระบบการใช้จ่ายเงินในโครงการ “คนละครึ่ง”ให้สามารถเชื่อมกับระบบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ เพื่อให้สามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ

โดยคาดว่าจะดำเนินการเชื่อมระบบเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานได้ในเดือนตุลาคม 2564 นี้ เพื่อรองรับการใช้จ่ายหลังกระทรวงการคลังโอนเงิน “คนละครึ่ง” รอบ 2 อีก 1,500 บาทเข้าแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ซึ่งประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ถึงสิ้นปี 2564

ส่วนยอดการลงทะเบียนล่าสุดของวันที่ 30 ก.ค. 2564 โครงการคนละครึ่งมีการลงทะเบียนแล้ว 29.9 ล้านคน เหลืออีก 1.1 ล้านคน จะครบ 31 ล้านคน และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ที่ปรับลดเหลือ 1.4 ล้านสิทธิ ขณะนี้เหลืออีก 937,338 สิทธิ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนควบคู่ไปกับการดำเนินการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้ออย่างเต็มที่ตามเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี

เดินหน้าเอาผิด ขรก. “ศรีสุวรรณ” จ่อยื่นดำเนินคดี หลัง “ศาลปค.” เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างคอนโด “แอชตัน อโศก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476695

เดินหน้าเอาผิด ขรก. “ศรีสุวรรณ”จ่อยื่นดำเนินคดี หลัง “ศาลปค.”เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างคอนโด”แอชตัน อโศก”

31 กรกฎาคม 2564 – 09:51 น.

“ศรีสุวรรณ”เผยพร้อมยื่นเอาผิด ขรก.ทุกคนหลัง “ศาลปค.”เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างคอนโด”แอชตัน อโศก” ไม่ชอบด้วยกม.

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเพิกถอนใบรับหนังสือแจ้งความประสงค์จะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร โดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาต ที่ออกให้แก่บริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย อโศก จำกัด หรือบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ทู จำกัด โดยให้มีผลย้อนหลังถึงวันที่ออกหนังสือทุกฉบับในกรณีดังกล่าวนั้น  

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก”สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน”ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ถนนสุขุมวิท ซอย 19 แยก 2 เขตวัฒนา กทม. จำนวน 16 คน ได้ยื่นฟ้อง ผอ.สำนักงานเขตวัฒนา ผอ.สำนักการโยธา กทม. ผู้ว่าการ กทม. ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และคณะกรรมการผู้ชาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-5  ต่อศาลปกครองกลางมาตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.2559

ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายด้วยการอนุญาตให้ บจก.อนันดา เอ็มเอฟ เอเชียอโศก ดำเนินการก่อสร้างโครงการอาคารชุดที่พักอาศัยแอชตัน อโศก ซึ่งเป็นอาคารสูงขนาดใหญ่พิเศษ ขนาดความสูง 50 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ในพื้นที่ขนาด 2 ไร่ 3 งาน 47.6 ตร.ว. ในซอยสุขุมวิท 19 แยก2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีด้านที่ดินถนนสาธารณะเพียง 6.40 เมตรเท่านั้น ไม่ถึง 12 เมตรตามที่กฎหมายกำหนด แม้จะขอเช่าจาก รฟม.เพิ่มอีก  6.60 เมตรแต่ก็หาใช่ที่สาธารณะไม่

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่า ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของอาคารโครงการแอชตัน อโศก ไม่มีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 วรรคสอง ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 

การที่ผู้อำนวยการสำนักการโยธา ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อนุญาตให้บริษัท อนันดาฯ ทำการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารโครงการแอชตัน อโศก ที่ถนนสุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับแจ้งการก่อสร้างอาคารพิพาททุกฉบับโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งดังกล่าว เพื่อมิให้คำสั่งดังกล่าวมีผลในระบบกฎหมายต่อไป

กรณีดังกล่าวแม้อาคารคอนโดแอชตัน อโศก จะก่อสร้างเสร็จไปนานแล้ว มีการขาย การโอนให้กับผู้จองซื้อและมีคนย้ายเข้าไปอยู่อาศัยกันกว่า 83% แล้วก็ตาม แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ผู้ซื้อจะต้องไปไล่เบี้ยเอากับผู้ขายกันเอาเอง ส่วนสมาคมฯจะต้องนำคำพิพากษาไปดำเนินการเอาผิดกับข้าราชการทุกคนที่ใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายในกรณีนี้ต่อไป โดยเฉพาะฝ่ายโยธา กทม. และผู้บริหาร รฟม. นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด