‘ตรีนุช’ กำชับซี11 ยึดนโยบบาย ‘TRUST’ ทำงานโปร่งใส พร้อมสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ อย่างใกล้ชิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603404

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้ลงนามในบันทึกข้อความแจ้งแนวปฏิบัติการบริหารงานบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ของหน่วยงาน ส่งไปยังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และเลขาธิการสภาการศึกษาคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยบันทึกข้อความดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ เมื่อครั้งมาดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. ตนได้ประกาศนโยบาย “TRUST” หรือ “ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ” โดยให้ความสำคัญในการบริหารงานให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ที่ทำให้ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ผู้เรียน และประชาชนกลับมาให้ความไว้วางใจในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งมีรูปแบบการทำงานที่สร้างความไว้วางใจในการทำงานที่มุ่งเน้นความโปร่งใส (T : Transparency) นั้น เพื่อให้การผลักดันแนวนโยบายดังกล่าว บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและป้องกันปัญหาการทุจริตและประพฤติ
มิชอบในวงข้าราชการ ในกระทรวงศึกษาธิการ จึงขอให้หัวหน้าหน่วยราชการกำชับให้ทุกส่วนราชการยึดถือแนวนโยบายเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต และการไม่เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งภาพรวมในกระทรวงศึกษาธิการของเรา และเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ มิให้เกิดขึ้น

“พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร ข้าราชการครู ข้าราชการพลเรือน พนักงานราชการ ลูกจ้าง หรือพนักงานจ้างเหมาบริการ และหากพบว่ามีการกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ หรือ เรียกรับผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ ทั้งในรูปตัวเงินหรือสิทธิหรือประโยชน์อื่นใด จะดำเนินการทางวินัยทั้งผู้กระทำผิด และผู้บังคับบัญชาฐานปล่อยปละละเลย ไม่สนองนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ โดยพิจารณาโทษอย่างเด็ดขาดสถานหนัก เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นรวมทั้งพิจารณาโทษผู้บังคับบัญชาที่กำกับดูแลและปล่อยปละละเลยให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ หรือทุจริตต่อหน้าที่ราชการอันสร้างความเสื่อมเสียดังกล่าวด้วย”รมว.ศธ. กล่าว

‘ไทย-รัสเซีย’แชร์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด ร่วมหารือแนวทางการเรียน-สอนออนไลน์ที่เหมาะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603401

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ร่วมกับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จัดการประชุมโต๊ะกลม
ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 3 หัวข้อ การจัดการศึกษาท่ามกลางโรคระบาดโควิด-19 พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส (Educationduring COVID-19 Pandemic: Turning Crisis into Opportunity) เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ผ่านระบบออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชั่นZOOM โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นประธานการประชุม ณ วังสระปทุม และ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะทำงานจัดการประชุมฯ กล่าวถวายรายงานโดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทองรมว.ศึกษาธิการ ร่วมเฝ้าฯรับเสด็จ

ดร.อำนาจ กล่าวว่า การประชุมโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย เริ่มขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย ปี 2560 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ตระหนักถึงศักยภาพของรัสเซียในด้านการศึกษาวิจัย และเทคโนโลยี จึงทรงดำรัสให้จัดการประชุมครั้งที่ 1 ขึ้น และได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ การส่งนักเรียนทุนไปศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการศึกษา เป็นต้น ซึ่งการประชุมนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้มีการหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการศึกษาทางออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 รวมถึงการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการเรียนผ่านระบบออนไลน์ในยุคโรคโควิดระบาด โดยแต่ละประเทศได้เสนอแนวทางจัดการเรียนการสอนว่าเป็นอย่างไร และจะแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนกันอย่างไรบ้าง

ดร.อำนาจ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการจัดการศึกษาของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 (Model of BasicEducation Learning in Thailandduring COVID-19 Pandemic) ที่มี5 รูปแบบ คือ 1.On-site เรียนที่โรงเรียน2.On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV 3.On-demand เรียนผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ 4.On-line เรียนผ่านอินเตอร์เนต และ 5.On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) และ สะเต็มศึกษา(STEM Education) ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยขณะที่ประเทศรัสเซียก็นำเสนอแนวทางการสอนทางด้านคณิตศาสตร์ มีการยกตัวอย่างโรงเรียนต้นแบบ และวิธีการสอนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

“จากการหารือในครั้งนี้น่าจะมีทิศทางความร่วมมือที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีหลังจากประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้วทางคณะทำงานโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธาน จะนำข้อมูลจากการหารือทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่าในปีนี้จะมีการขับเคลื่อนการทำงาน กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการหรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงการทำงานในปีต่อๆ ไปด้วย แต่ในปีนี้เราก็มีข้อจำกัดเรื่องปัญหาโควิด-19 ซึ่งจะทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ที่จะต้องเดินทางไปรัสเซียหรือมาประเทศไทยไม่ได้ จึงต้องใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วย อย่างไรก็ตามจากที่ทาง รมว.ศึกษาธิการ ได้เข้าร่วมหารือด้วย ก็มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ให้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานเกิดเป็นรูปธรรมด้วย” ดร.อำนาจ กล่าว

สอศ. เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตรฝึกวิชาชีพ ในฟาร์มปศุสัตว์ เดนมาร์ก หลังวิกฤตโควิด คลี่คลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603403

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือ กับ สำนักงาน Travel to Farm ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดองค์การเกษตรของราชอาณาจักรเดนมาร์ก มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ของนักศึกษา โดยแต่ละปีจะมีนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการประมาณ10-15 คน ระยะเวลาในการฝึกงาน 12 -18 เดือน

“ปัจจุบัน มีนักศึกษาที่ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากโครงการนี้แล้ว ประมาณ 420 คน ได้รับความรู้และประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการผลิตโคนมและสุกรที่ทันสมัย โดยขณะฝึกงาน นักศึกษาจะได้รับเงินค่ายังชีพเป็นค่าตอบแทนประมาณเดือนละ 50,000 บาทภายหลังหักค่าภาษีและค่าใช้จ่ายจะเหลือประมาณ 30,000บาท ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการตั้งต้นประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือศึกษาต่อในประเทศไทยจนจบชั้น ปวส. 2และระดับปริญญาตรีได้ โดยนักศึกษาจะพำนักอาศัยอยู่กับครอบครัวเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ในลักษณะสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว จะได้เรียนรู้วิชาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ นอกเหนือจากนี้ นักศึกษายังจะได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ รู้จักปรับตนเองให้เข้ากับผู้คนที่แตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ สำหรับปี 2564 นี้ รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ตอบรับนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพมากกว่าทุกๆ ปี ณ ขณะนี้มียอดตอบรับถึง 24 คนแล้ว และอยู่ระหว่างนักศึกษาเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จและพร้อมก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-เดนมาร์ก ในความร่วมมือปีที่ 27 ต่อไป” ดร.สุเทพ กล่าว

ด้าน นางพัชรา วัฒนะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ ผู้ดูแลโครงการความร่วมมือจัดส่งนักศึกษาฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีแล้ว มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสอบคัดเลือกนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. 1 สาขาสัตวศาสตร์ และสัตวรักษ์ ไม่จำกัดเพศ อายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี บริบูรณ์ ตามข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์ก ซึ่งในแต่ละปี มีนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกได้เดินทางไปฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ได้แก่ ฟาร์มโคนม และฟาร์มสุกรของเกษตรกรเครือข่ายสมาชิก Danish Farmers Union เป็นระยะเวลา 1 ปี จำนวนปีละประมาณ 10 – 15 คน โดยนักศึกษาที่ผ่านการสอบคัดเลือกต้องเข้ารับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ เพื่อเข้ารับการทดสอบภาษาอังกฤษIELTS และต้องได้คะแนนผลการสอบ ระดับคะแนนไม่น้อยกว่า 3.0 ซึ่งเป็นเกณฑ์ข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์กรวมทั้งไปฝึกทักษะการปฏิบัติงานในฟาร์มสุกร หรือฟาร์มโคนม ตลอดจนการฝึกอบรมภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้มีความพร้อมในเบื้องต้นในการเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานจริง ณ เดนมาร์ก ซึ่งนักศึกษาจะได้รับความรู้เกี่ยวกับประเทศเดนมาร์กในด้านต่างๆ ได้แก่ สังคมความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตการปรับตัวในการดำเนินชีวิตกับครอบครัวเกษตรกรเดนมาร์ก และการเตรียมตัวการเดินทางไปฝึกงาน ทั้งนี้ เมื่อนักศึกษาฝึกงานครบกำหนด 1 ปีแล้ว จะต้องเดินทางกลับมาศึกษาต่อในระดับปวส. 2 ที่สถานศึกษาเดิม อีกประมาณ1 เทอม หรือ 1 ปี จนจบการศึกษาตามที่ระเบียบและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด

“ราชอาณาจักรเดนมาร์ก” ถือได้ว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูงเป็นลำดับต้นๆของโลก และมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในอันดับที่สูงทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพ การคุ้มครองเสรีภาพพลเมือง ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ประกาศคลายมาตรการป้องกันโควิด และเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณหลักร้อยต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่เพียงหลักหน่วย ประชากรที่เข้ารับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดสมากถึง 76.2% และ 73.8% สำหรับผู้เข้ารับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งถือได้ว่า เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเข้ารับวัคซีนโควิดแล้วมากเป็นอันดับต้นๆของโลก

‘กระท่อมก้านแดง’คนนิยมมาก! จ่อปลดล็อกส่งตลาดโลก สั่งคุมประพฤติใช้บำบัดผู้เสพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603540

‘กระท่อมก้านแดง’คนนิยมมาก! จ่อปลดล็อกส่งตลาดโลก สั่งคุมประพฤติใช้บำบัดผู้เสพ

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.19 น.

รมว.ยุติธรรม เปิดเสวนาออนไลน์ “พืชกระท่อมไทยไปตลาดโลก” หวังผลักดันเป็นพืชเศรษฐกิจปลดหนี้กองทุนหมู่บ้านให้เกษตรกร พร้อมทำวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออก-บำบัดคนติดยา- ป.ป.ส. ยันเอาจริงปราบน้ำท่อม 4×100 แต่กิน-ใช้-ปลูกเสรี เอกชน “ทอม เครือโสภณ”เผยตลาดอเมริกามีมูลค่าสูงถึงหมื่นล้าน ชี้พันธุ์ก้านแดงของเราดีคนนิยมมาก

วันที่ 20 กันยายน 2564 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ดินแดง มีการจัดงานเสวนาออนไลน์ภายใต้หัวข้อ “พืชกระท่อมไทยไปตลาดโลก” โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส.  น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม นายธนวัชร นิติกาญจนา ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม ร่วมงาน

นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษ เรื่องความเป็นมาในการพัฒนาและผลักดันนโยบายพืชกระท่อมของประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า เรามองเห็นพืชกระท่อมเป็นของดีมีประโยชน์กับประชาชนคนไทย ทั้งๆที่กระท่อมผิดกฎหมายมา 78 ปี การที่ตนได้รับฟังในฐานะ ส.ส.และ รมว. จากผู้คน 135 หมู่บ้าน ที่ ป.ป.ส. ได้นำร่อง ตนมองไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจ ประชาชนทุกภาคในประเทศไทยต้องทำมาหากินในเรื่องของการเกษตร ซึ่งทุกคนทำเหมือนกันหมด ทำให้ราคาตกต่ำ ตนมีหน้าที่ต้องทำให้พี่น้องมีรายได้ โดยเฉพาะวันนี้ที่เป็นหนี้กันดูจากกองทุนหมู่บ้าน ที่เป็นหนี้กันเกือบ 3 ล้านบาท เกือบทุกกองทุน พืชกระท่อมหากเราทำให้ดีจะเป็นพืชเศรษฐกิจ ซื้อขาย ปลูกได้ ประกอบกับ ป.ป.ส. มีหมู่บ้านที่อนุรักษ์พืชกระท่อม ตนจึงได้ปรึกษารัฐบาลและเห็นด้วย ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ที่ทำกฎหมายปลดล็อกได้สำเร็จ รวมทั้งกฎหมายรองที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อยู่ในช่วงพิจารณาของวุฒิสภา

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้กระท่อมพัฒนาไประดับหนึ่ง ผู้คนสนใจอยากจะปลูก ถ้าจะเอาต้นเล็กๆ ไปปลูกจะโตช้า หากจะให้เร็วใช้ต้นตอของกระทุ่มแล้วเสียบยอดกระท่อม ซึ่งจะโตได้เร็วกว่า ส่วนประโยชน์จากทางด้านอุตสาหกรรมและการแพทย์ เมื่อเราเปิดให้ถูกกฎหมาย การทดลองวิจัยต่างๆ การพัฒนา มี ป.ป.ส. ที่ช่วยดูในช่วงแรก จากนั้นวันข้างหน้าจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับไม้ต่อ วันนี้ใบกระท่อมราคา 300-500 บาทต่อกิโลกรัม หากเราปลูกแบบพอเหมาะพอดีจะรักษาราคาไว้ได้และจะช่วยปลดหนี้ให้เกษตรกร นอกจากนี้ยังมีเรื่องการวิจัยของสารสกัดสำหรับนำมาบำบัดผู้ติดยาเสพติดด้วย โดยตนได้ให้กรมคุมประพฤติไปดำเนินการทดลองแล้ว

นายวิชัย กล่าวบรรยายเรื่องกฎหมายกระท่อมหลังปลดล็อก ปลูกได้ทุกที่ ซื้อได้ทุกทาง กินได้ทุกคน ตอนหนึ่งว่า ตอนนี้กระท่อมได้ปลดล็อกออกจากยาเสพติด ตั้งแต่ 24 ส.ค. 2564 ใครที่จะปลูก จะค้าขายใบหรือต้นพันธุ์ ไม่ผิดกฎหมาย แต่หากเอาไปทำเป็นอาหาร เครื่องสำอางค์ หรือน้ำต้มกระท่อม ไม่ได้ผิดกฎหมายยาเสพติด แต่ผิด พ.ร.บ.อาหาร ของกระทรวงสาธารณสุข การกินนั้นโดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์ ต้องระวัง เพราะมีสารบางตัวที่จะส่งผลกระทบได้ สิ่งที่ ป.ป.ส. ต้องเฝ้าระวังคือ การนำพืชกระท่อมไปผสมกับยาเสพติดหรือทำเป็น 4×100 ที่เราจะเอาจริงเอาจัง ส่วนเรื่องของกฎหมายรอง หลักคือการห้ามเด็กและสตรีมีครรภ์นำไปใช้ และทำอย่างไรจะให้ประชาชนได้ประโยชน์ตรงนี้ให้มากที่สุด ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือนายทุน รวมทั้งการควบคุมเรื่องการนำเข้า-ส่งออก เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาภายในประเทศ เพราะหากนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไปราคาจะตกต่ำ

ผศ.ดร.ศรีเมฆ ชาวโพงพาง ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคอาวุโส ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. บรรยายเรื่อง พฤกศาสตร์ความหลากหลายทางพันธุกรรม สารชีวภาพในพืชกระท่อม กล่าวว่า ตอนนี้ สวทช.กำลังศึกษาพันธุ์ต่างๆ ของพืชกระท่อม มีการออกสำรวจ เก็บลักษณะของต้น ช่วงออกดอกเป็นอย่างไร มีการเก็บ DNA เพื่อนำไปศึกษา นอกจากนี้ยังศึกษาเรื่องเก็บเมล็ดว่าจะเก็บแห้งได้นานเท่าไร และมีการศึกษาพันธุกรรมของแต่ละสายพันธุ์นำมาวิเคราะห์ หาสารสำคัญในใบกระท่อม ว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง แต่ปัญหาที่เจอตอนนี้คือ สถานการณ์โควิด ที่ทำให้เราทำงานแล้วยาก แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นคงได้อะไร

ผศ.นพ.วธวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ผอ.สถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่า การพัฒนาโรงงานต้นแบบในการผลิตสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรเพื่อใช้ในทางการแพทย์และอาหาร ที่ได้มาตรฐาน GMP โดยเราหวังว่าจะสามารถส่งขายให้กับร้านยา และพัฒนาสู่การส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งเราได้มีการพัฒนาร่วมกับวิสาหกิจชุมชนด้วย และหวังว่าในอนาคตจะมีโรงงานขนาดใหญ่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการเพิ่มมูลค่าให้กับพืชกระท่อมได้ โดยกระท่อมมีฤทธิ์ในการรักษาโรคได้หลายอย่าง เช่น การลดระดับน้ำตาลในเลือด ระบบทางเดินอาหาร แก้ปวด เราต้องมีต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ดี เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เราสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้

รศ.ดร.เอกสิทธิ์ กุมารสิทธิ์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่า เราได้มีการทดลองพืชกระท่อมใช้ในการบำบัดคนติดยา สรรพคุณต่อระบบประสาทและสมอง ผลการทดลองที่ออกมาจะเป็นจุดเริ่มต้นในการวิจัยเพื่อนำไปสู่ข้อเท็จจริง โดยขณะนี้มีการทดลองเรื่องการนำพืชกระท่อมไปบำบัดผู้ติดยาเสพติด และผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งเราเชื่อว่าพืชกระท่อมมีศักยภาพพอในการนำมาบำบัดและรักษาโรคได้ และยังสามารถนำไปพัฒนาเป็นยาเพื่อสุขภาพในการควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย

นายจุลภาค เครือโสภณ ผู้ก่อตั้งบริษัท โกลเด้น ไตรแองเกิล เฮลท์ จำกัด บรรยายเรื่องพืชกระท่อมไทยไปอเมริกาว่า มูลค่าการตลาดพืชกระท่อมในอเมริกามีมูลค่า 10,000 ล้านบาท โดยมี 2 ประเทศที่ส่งออกไปอเมริกาคือ มาเลเซียกับอินโดนีเซีย โดยประเทศไทยเองทางอเมริกาก็ให้การรับรองว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดี แต่เราติดเรื่องกฎหมายมานานหลายสิบปี ซึ่งส่วนใหญ่พื้นที่ปั๊มน้ำมันในอเมริกาจะเป็นพื้นที่ขายกระท่อมจำนวนมากให้กับบรรดาคนขับรถบรรทุก ซึ่งขณะนี้ความต้องการมีมากกว่าการผลิต

จากนั้นได้เปิดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่งคำถามเข้ามา โดยคำถามแรกถามว่า สายพันธุ์ที่ดีที่สุดที่จะปลูกแล้วบริษัทรับซื้อให้ราคาดีและมีตัวยาในใบปริมาณมาก นายจุลภาค ตอบว่า พันธุ์ก้านแดงเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะมีสารไมต้าเจดีนสูง ต้นพันธุ์ที่จะนำมาปลูกควรใช้ ต้นที่มาจากการเพาะเมล็ดจะมีระบบรากแก้ว คำถามต่อมาคือ ควรเว้นระยะการปลูกเท่าไร  นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การปลูกควรเว้นระยะห่าง 8 เมตร เพราะเป็นพืชใช้ใบ ปลูก 1 ไร่ประมาณ 25 ต้น เมื่อถามว่าจะมีใครมารับซื้อใบ นายจุลภาค กล่าวว่า จะมีบริษัทรับซื้ออยู่หลายบริษัท เพื่อทำสินค้าขายในไทย รวมถึงการส่งออก -007

สพฐ. ประชุม สพท. ทั่วประเทศ ชี้แจงแนวทางฉีดวัคซีนนักเรียน เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยา 2 พัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603537

สพฐ. ประชุม สพท. ทั่วประเทศ ชี้แจงแนวทางฉีดวัคซีนนักเรียน เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยา 2 พัน

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.04 น.

วันที่ 20 กันยายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงข้อราชการและติดตามการดำเนินงานใน 2 ประเด็น คือ เรื่องการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนและติดตามการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบห้องประชุมทางไกล ZOOM

นายอัมพร กล่าวว่า ภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในตอนนี้คือ เรื่องของการเตรียมพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งจะเป็นการเปิดเรียนแบบ On Site ในการเปิดเรียนลักษณะดังกล่าว มีตัวแปรหรือปัจจัยที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ 2 ส่วนหลักๆ คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากไม่มีความรุนแรง มีความปลอดภัยเพียงพอ เราก็สามารถเปิดเรียนได้

นอกจากนั้น อย่างที่เราทราบกันดีว่าโรคภัยอาจจะไม่หายไปในเร็ววันนี้ แต่หากว่ามีวัคซีนเข้ามาให้นักเรียนและครูได้ฉีดอย่างครบถ้วน ก็จะสามารถเปิดการเรียนการสอนในโรงเรียนแบบ On Site ได้ นี่คือความคาดหวังและแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ในการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์

นายอัมพร กล่าวต่อว่า สำหรับการฉีดวัคซีนนักเรียน เราแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงเตรียมการ ระยะที่ 2 ปฏิบัติการฉีดวัคซีน และระยะที่ 3 การติดตามและประเมินผล และแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีน โดยในส่วนของการเตรียมการ อยู่ระหว่างวันที่ 10-17 กันยายน ในส่วนนี้ให้โรงเรียนและสถานศึกษาจัดเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียนที่เข้าเกณฑ์การฉีด จากนั้นวันที่ 17-22 กันยายน ให้โรงเรียนทำความเข้าใจหรือให้ข้อมูลกับผู้ปกครองเรื่องการฉีด จากนั้นวันที่ 21-24 กันยายน ให้โรงเรียนและสถานศึกษาเชิญชวนผู้ปกครองในการแจ้งความประสงค์ให้นักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีน แล้วโรงเรียนก็จะสรุปนำส่งรายชื่อของนักเรียนที่จะรับการฉีดวัคซีนจากโรงเรียนไปยังเขตพื้นที่ฯ จากนั้นเขตพื้นที่ฯนำส่งรายชื่อไปยังศึกษาธิการจังหวัด แล้วศึกษาธิการจังหวัดก็จะนำรายชื่อส่งไปยังสาธารณสุขจังหวัด จากนั้นเมื่อสาธารณสุขจังหวัดได้รับรายชื่อแล้วก็จะจัดทำยอดขอวัคซีนและวางแผนการฉีดวัคซีน สุดท้ายคือการฉีดวัคซีนก็จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมเป็นต้นไป

ในช่วงของการเตรียมการนั้น เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง โดยเขตพื้นที่ฯจะต้องทำความเข้าใจกับผอ.โรงเรียน เพื่อให้ผอ.โรงเรียนไปทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ในเรื่องของประโยชน์ และคุณภาพที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีนว่ามีข้อดีอย่างไร โดยแนะนำเชิญชวนให้ผู้ปกครองตระหนักและให้ความร่วมมือในการยื่นความประสงค์ให้นักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีน เมื่อผู้ปกครองมีความเข้าใจตรงกันแล้วเห็นว่าการฉีดวัคซีนไม่เป็นอันตราย ก็จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนทุกคน ส่วนการสำรวจรวบรวมรายชื่อนักเรียนที่จะได้รับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้คือเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีถึง 17 ปี 11 เดือน 29 วัน ขอให้ทางเขตพื้นที่ฯทำการสำรวจครอบคลุมเด็กในช่วงอายุดังกล่าวและให้ร่วมกับศึกษาธิการจังหวัดและสาธารณสุขจังหวัดกำหนดแผนการฉีด ซึ่งจะมีปฏิทินการฉีดว่าจะเริ่มฉีดที่ไหน มีเด็กจำนวนเท่าไหร่ โดยเด็กที่ฉีดในแต่ละโรงเรียน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นนักเรียนในโรงเรียนนั้นทั้งหมด อาจจะรวมนักเรียน 2-3 โรงมาฉีดพร้อมกันก็ได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในระยะที่ 2 เมื่อทำการสำรวจรายชื่อนักเรียนและสรุปยอดส่งให้ศึกษาธิการจังหวัดแล้ว ขอให้ประสานเตรียมการรองรับในการฉีดวัคซีนในแต่ละจุด ทั้งการประสานงานร่วมกันระหว่างเขตพื้นที่ฯ ศึกษาธิการจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด สุดท้ายคือระยะของการติดตามตรวจสอบ โดยร่วมมือกับสาธารณสุขในการเฝ้าติดตามดูแลเด็กนักเรียนว่าหลังจากฉีดแล้วมีอาการข้างเคียงหรือมีอาการผิดปกติอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งประสานงานส่งต่อหรือดูแลเด็กนักเรียนต่อไป ซึ่งในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ใช้ระยะเวลาห่างกันประมาณ 3-4 สัปดาห์ จึงจะฉีดเข็มที่ 2 ดังนั้นถ้าหากว่าเข็มที่ 1 ไม่มีผลกระทบใดๆ การฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

“เรามีความคาดหวังว่าอยากเห็นนักเรียนของเราทั้งหมดทั่วประเทศได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ภายในเดือนตุลาคม หรืออย่างช้าภายในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม จากนั้นเราจึงจะเปิดเรียนแบบ On Site ได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ เด็กๆก็จะได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งตนคิดว่าผู้บริหารทุกคนก็น่าจะมีความคาดหวังเช่นเดียวกัน คือ อยากเห็นโรงเรียนได้เปิดเรียนแบบ On Site อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยไปพร้อมกัน ส่วนเรื่องเงินเยียวยา 2,000 บาท พบว่าในวันนี้ยังมีเด็กและผู้ปกครองที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาอีกกว่า 5 หมื่นคน ขอให้ผู้บริหารทุกท่านได้ติดตามและเร่งรัด พร้อมทั้งรายงานสภาพปัญหา ในกรณีที่พบเหตุขัดข้องไม่สามารถดำเนินการได้ ว่าเป็นเพราะเหตุใด ผมอยากให้ทุกท่านเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้เงินถึงผู้ปกครองอย่างครบถ้วน หากพบปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ก็ให้รายงานมาที่ สพฐ. โดยด่วน ส่วนโรงเรียนไหนที่ของบเพิ่มเติม ก็จะจัดสรรลงไปให้ในเร็ววันนี้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว -007

นับถอยหลัง! เลขาธิการ กพฐ.รอ สธ.เคาะแผนเปิดเรียนออนไซต์แต่ละพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603432

นับถอยหลัง! เลขาธิการ กพฐ.รอ สธ.เคาะแผนเปิดเรียนออนไซต์แต่ละพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.02 น.

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานกรณีพบคลัสเตอร์ใหม่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในโรงเรียน ครู และนักเรียนกว่า 30 คน ติดเชื้อที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 อ.วังสะพุง จ.เลย ส่วนคลัสเตอร์ใหม่ที่มีนักเรียน ครู ในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 27 จ.หนองคาย ป่วย กว่า 300 คน ได้มีการเข้าไปควบคุมโรคเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก่อนระบาดโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 27 จ.หนองคาย ยังไม่ได้เข้าโครงการ Sandbox safety zone in school (sss) ของกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สพฐ.ได้ให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทุกแห่ง เข้าโครงการ Sandbox safety zone in school (sss) ของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว โดยทาง สธ.มีแผนมาตรการป้องกัน และมาตรการเผชิญเหตุ เพื่อให้เปิดเรียนมั่นใจ ปลอดภัยไร้โควิด-19 ด้วยการจำกัดบุคคลเข้า-ออกโรงเรียนอย่างชัดเจน และจะมีการคัดกรอง โดยใช้วิธี Rapid Antigen Test เน้นการทำกิจกรรมในรูปแบบ Bubble and Seal ซึ่งการเปิดเรียนที่สถานศึกษา ภายหลังจากที่โรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการ SSS แล้ว ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีความเสี่ยง หรือเกิดเหตุพิเศษอะไรขึ้น ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ซึ่งก็จะเป็นแนวทางที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนทั่วไปเพื่อให้เปิดเรียนที่โรงเรียนได้

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวด้วยว่า การที่โรงเรียนจะเปิดเรียนแบบ On-site หรือเรียนที่โรงเรียน สพฐ.ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าทุกคนจะต้องฉีดวัคซีนก่อนจึงจะมาเรียน On-site ได้ คนที่มาเรียน On-site คือคนที่สมัครใจฉีดวัคซีน แต่เวลามาโรงเรียนคนที่สมัครใจฉีดวัคซีน กับคนที่ไม่สมัครใจฉีด ก็อาจะต้องมีมาตรการที่แตกต่างกันในการเข้าเรียน หรือการพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆ แต่หากเปิดเรียน On-site แล้ว ผู้ปกครองไม่มั่นใจจะส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียน จะให้ลูกเรียน On-line อยู่ที่บ้านเหมือนเดิมก็ได้

ส่วนพื้นที่ใดที่จะเปิดเรียน On-site ได้นั้น ขณะนี้อยู่ในห้วงเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังทำแผนและมาตรการในการเปิดเรียนให้กับโรงเรียนพื้นที่ต่างๆ ให้เกิดความปลอดภัย เช่น โรงเรียนที่เด็กเดินทางไป-กลับ แต่อยู่ในพื้นที่ไม่ปลอดภัยจะต้องทำอย่างไร หรือพื้นที่ปลอดภัยจะต้องปฏิบัติอย่างไร และกำหนดว่าควรจะมีนักเรียนต่อห้องจำนวนเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งสพฐ.มีหน้าที่ปฏิบัติตามแผนและมาตรการของ สธ. เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสมาเรียนที่โรงเรียน

“ขณะนี้ทาง สธ.ก็มีความคิดตรงกับ สพฐ.ว่า ในแต่ละจังหวัดไม่ควรจะใช้มาตรการเดียวกันทุกโรงเรียน ควรจะยึด ตำบล หรืออำเภอ เป็นฐานในการพิจารณาว่าจะเปิดเรียนแบบ On-site หรือไม่ ส่วนโรงเรียนประจำก็ให้มีการควบคุมการเข้า-ออก และให้เข้าออกเท่าที่จำเป็น เพื่อความปลอดภัย และให้มีการประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยเป็นระยะด้วย” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

นายอัมพร กล่าวถึงความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน Pfizer ให้นักเรียน นักศึกษาที่มีอายุ 12 – 18 ปีบริบูรณ์ ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าวัคซีนจะเข้ามาทันตามแผนการฉีดแน่นอน ซึ่งขณะนี้ ศธ.ในส่วนของ สพฐ.กำลังรอแบบฟอร์มให้ผู้ปกครองแสดงความยินยอมให้นักเรียนรับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งระหว่างวันที่ (17 – 22 ก.ย.) เป็นช่วงที่โรงเรียน สถานศึกษา จัดประชุมรณรงค์สร้างความเข้าใจกับผู้ปกครองถึงการฉีกวัคซีนว่าจะมีผลดีและมีความปลอดภัยอย่างไร – 006

ก.ค.ศ.แต่งตั้งโยกย้าย’ผอ.-รองผอ.เขตพิ้นที่-ครูบุคลากร’ 273 ตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603382

ก.ค.ศ.แต่งตั้งโยกย้าย'ผอ.-รองผอ.เขตพิ้นที่-ครูบุคลากร' 273 ตำแหน่ง

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.27 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.-รองผอ.เขตพิ้นที่ และครูบุคลากร รวม 273 ตำแหน่ง รองรับเกษียณ

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2564 ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติ อนุมัติขยายเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัจจุบันต่อไปอีก เป็นระยะเวลา 1 ปี กรณีครบระยะเวลา การดำรงตำแหน่ง 4 ปี จำนวน 9 ราย ตามที่ สพฐ.เสนอ

นอกจากนี้ ที่ประชุมอนุมัติย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ กรณีการย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ จำนวน 4 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ รวมถึงอนุมัติบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัด สพฐ.จำนวน 2 ราย โดยคงให้ได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 64 ตามที่ สพฐ.เสนอ

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ที่ประชุม อนุมัติย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ กรณีการย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ จำนวน 43 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ตามที่ สพฐ.เสนอ และอนุมัติบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 37 ราย โดยคงให้ได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ตามที่ สพฐ.เสนอ

นอกจากนี้ ที่ประชุมอนุมัติย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งเดิมและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ กรณีการย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ จำนวน 102 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ตามที่ สพฐ.เสนอ

อนุมัติบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 92 ราย โดยคงให้ได้รับ วิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ตามที่ สพฐ.เสนอ

“การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้เพื่อแทนข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ จึงได้มีการขยับผู้บริหารต้นมาแทนที่จะเกษียณเพื่อเริ่มตำแหน่งใหม่ในวันที่ 1 ต.ค.นี้” รมว.ศธ.กล่าว – 006

‘อัษฎางค์’ยกย่อง!น้องลิซ่า LALISA คนบุรีรัมย์รักษารากเหง้าแห่งความสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603377

‘อัษฎางค์’ยกย่อง!น้องลิซ่า LALISA คนบุรีรัมย์รักษารากเหง้าแห่งความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.02 น.

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ระบุใจความว่า ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง เพื่อความสำเร็จ

หรือรักษารากเหง้าของตนเองเอาไว้ ถึงจะประสบความสำเร็จ?

ลลิษา กับรากเหง้าแห่งความสำเร็จ

มีพวกที่หลงอยู่ในโลกมายาคติที่หลอกลวง…

บอกว่าน้องลิซ่า ไปโด่งดังในต่างประเทศแล้วก็ทิ้งความเป็นไทยไปเลย ซึ่งมันก็แปลว่า บอกให้น้องทิ้งรากเหง้าของตนเองไปซะ โกอินเตอร์แล้วก็ทำตัวอินเตอร์ไปซะ

แต่ความเป็นจริงในโลกแห่งความจริง…

คนที่เป็นตัวของตัวเอง นำเสนอความเป็นตัวของตัวเอง

ซึ่งหมายถึง ยังคงยึดรากเหง้าของตนเอง มักเป็นผู้ประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่การงานและชีวิต โดยไม่ต้องแบกรับความลำบากในการเสแสร้งเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น

ไม่เชื่อไปดูศิลปินดารานักร้องที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ล้วนนำเสนอความเป็นตัวเอง นำเสนอรากเหง้าของตัวเองทั้งนั้น

เรามักได้ยินชาวต่างชาติชื่นชมน้องลิซ่าด้วยคำว่า

She is so confident.

ซึ่งคำนี้ กรรมการชาวเกาหลีเป็นคนแรกที่พูดในวันที่ตัดสินใจเลือกน้องลิซ่ามาเป็นศิลปินฝึกหัด

แล้วหลังจากวันนั้น แฟนเพลงทั่วโลกก็ชื่นชมเธอประโยคเดียวกัน

การที่น้องลิซ่าหรือใครก็ตามจะ feel confident ได้ ต้องมาจากการทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง

She is so confident. หมายถึง

If a person or their manner is confident, they feel sure about their own abilities, qualities, or ideas.

ถ้าไม่หลอกตัวเอง จะเห็นได้ว่า มีคนมากมายที่รู้สึกอับอาย ด้อยค่าถ้าจะอ้าปากบอกใครว่าบ้านเกิดของตนมาจากต่างจังหวัด มาจากบ้านนอกบ้านนา โดยเฉพาะคนอีสาน

แล้วดูน้องลิซ่า มาจากบุรีรัมย์ อีสานแท้ๆ แต่ไปดังไกลถึงต่างประเทศ ยังไม่เคยลืมรากเหง้าของความเป็นคนบุรีรัมย์ ความเป็นคนไทย

แล้วดูกระแสนิยมที่มีต่อตัวน้องลิซ่าซิ แฟนคลับพูดถึงลิซ่าว่ายังไง

ลิซ่า กรี๊ด เป็นคนไทย กรี๊ด ชุดไทย กรี๊ด ชุดประจำชาติไทย กรี๊ด

จำไว้ เมื่อใดที่คุณรู้สึก confident คุณรู้สึกมั่นใจ ในความเป็นคุณ คุณจะทำอะไรด้วยความสบายใจ และเมื่อคุณสบายใจ คุณก็จะทำอะไรได้ดี เมื่อคุณทำอะไรได้ดี ความสำเร็จทั้งการงานและชีวิตจะตามมา

เป็นตัวของตัวเอง ที่ไม่ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ

ไม่ใช่เกิดมาเป็นคนต่างจังหวัด เป็นชาวราชภัฏ-ราชมงคล แล้วอับอาย อึดอัด กับความเป็นตัวเอง

ไม่ใช่เกิดเป็นคนไทยแล้วรังเกียจความเป็นคนไทยของตนเอง

ทั้งที่ความเป็นตัวของตัวเอง ที่ไม่ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ

หรือเช่นมีข่าวว่าผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแห่งหนึ่ง คิดจะตัดชื่อเทคโนโลยีราชมงคลทิ้ง เพราะเชื่อว่ารากเหง้าแห่งการเป็น”เทคโนโลยีราชมงคล”คือตัวถ่วงความเจริญ เหมือนกับคนไทยจำนวนหนึ่งที่บอกว่า“รากเหง้าของความเป็นไทย”คือตัวถ่วงความเจริญ

ไม่มีใครเขาชื่นชมคุณหรอก

ถ้าคุณเป็นคนบ้านนอกแต่ปฏิเสธความเป็นคนบ้านนอก

ถ้าคุณเป็นชาวราชมงคลแต่ปฏิเสธความเป็นราชมงคล

ถ้าคุณเป็นคนไทย แต่ปฏิเสธความเป็นไทย

เพราะความเป็นตัวของตัวเอง ที่ไม่ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ และเสียงชื่นชม

น้องลิซ่าคือหนึ่งในศิลปินที่ประสบความสำเร็จระดับโลกอีกคน ที่ได้รับความนิยมและความรักจากทั้งคนไทยและคนทั้งโลก โดยที่ไม่เคยคิดจะทิ้งรากเหง้าของตนเอง เลย

YG Entertainment ต้นสังกัดชาวเกาหลีมองเห็นสิ่งนี้ สิ่งที่เป็นรากเหง้าแห่งความสำเร็จ จึงทำคลอดอัลบั้มที่บ่งบอกถึงรากเหง้าของศิลปินชาวไทยในสังกัดเกาหลี ที่เริ่มตั้งแต่ชื่ออัลบั้มและเพลงโปรโมทเปิดตัว เป็นชื่อ ลลิษา ตามมาด้วย MV ที่สอดแทรกและบ่งบอกความเป็นไทย ไม่ใช่เกาหลี

เห็นกันหรือไม่ เห็นกันแล้วใช่ไหม

ว่าหนึ่งในกุญแจสำคัญของความสำเร็จ มาจากการรักษารากเหง้าความเป็นตัวตนของคนๆ นั้นเอาไว้

สวัสดีมีความสุข ครับพี่น้องชาวไทย

อัษฎางค์ ยมนาค

ศิริราชเตรียมรับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯวันมหิดล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603375

ศิริราชเตรียมรับเสด็จฯ'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯวันมหิดล

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.54 น.

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 รองศาสตราจารย์นายแพทย์นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล แจ้งว่า ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องใน “วันมหิดล” ในวันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2564 เวลา 17.00 น. ณ รพ.ศิริราช โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเฝ้าฯ รับเสด็จ

“24 กันยายน วันมหิดล” ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” และ “พระบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณ และสืบสานพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระบรมราชชนก ที่ทรงดำเนินพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ในฐานะแพทย์ที่มีน้ำพระทัยเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการวางรากฐานระบบการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ การสาธารณสุข การพยาบาล กองทัพเรือ การประมง การสังคมสงเคราะห์ และการศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับอุดมศึกษาของประเทศให้เจริญรุ่งเรืองตามมาตรฐานสากลตราบจนทุกวันนี้ เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณให้ปรากฏสืบไป

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้จัดงาน “วันมหิดล” เป็นประจำทุกปี โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นประธานจัดงานหารายได้มาโดยตลอด เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ต่างพร้อมใจร่วมรำลึกถึงพระเกียรติคุณ โดยมีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การรับบริจาคพร้อมมอบธงวันมหิดลเป็นที่ระลึก การจัดรายการพิเศษเฉลิมพระเกียรติเพื่อหารายได้ช่วยผู้ป่วยด้อยโอกาสของโรงพยาบาลศิริราช ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก

ซึ่งในวันมหิดล 24 กันยายนนี้ มีกิจกรรมต่างๆ เริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 – 11.00 น.พิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ส่งเฉพาะพวงมาลามายังคณะฯ เท่านั้น ทั้งนี้ คณะฯ จะจัดเจ้าหน้าที่นำพวงมาลาไปวางถวายสักการะแทน

เวลา 09.00 – 10.00 น.งานปาฐกถาเทิดพระเกียรติฯ เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2564 ผ่านระบบ Virtual Meeting ได้แก่ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กับบทบาทผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล , การพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อตายระหว่างคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การเภสัชกรรม และองค์กร PATH โดย ศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และ ความก้าวหน้า COVID-19 mRNA Vaccine ประเทศไทย โดย ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างกุศล ช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช ได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 โทร. 0 2419 7658-60 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

‘ในหลวง’โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 23 ศาสตราจารย์ใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603364

'ในหลวง'โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 23 ศาสตราจารย์ใหม่

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.21 น.

“ในหลวง”โปรดเกล้ฯแต่งตั้ง 23 ศาสตราจารย์ใหม่ “พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ”ภรรยาอภิสิทธิ์ จากจุฬาฯ เป็น ศ.สาขาตรรกศาสตร์เชิงคณิตศาสตร์ ขณะที่”เกริก ยุ้นพันธ์”จาก มศว.ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น และนักเขียนนิทานภาพสำหรับเด็ก ได้ ศ.สาขาวรรณคดี “มล.ชาครีย์ กิติยากร”คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ผู้เชี่ยวชาญด้านไต ได้ ศ.สาขาอายุรศาสตร์ ด้าน”วิทยา อมรกิจบำรุง”จาก ม.ขอนแก่น นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ได้ ศ.สาขาฟิสิกส์

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์ (ศ.) จำนวน 23 ราย โดยผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ดังต่อไปนี้ รศ.ชินศักดิ์ ตัณฑิกุล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร สาขา “สถาปัตยกรรมศาสตร์” รศ.ชนาธิป ผาริโน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขา “วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม” รศ.พรชัย จันศิษย์ยานนท์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ สาขา “ศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล”

รศ.พิเชฐ ชาวหา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ สาขา “คณิตศาสตร์” รศ.กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ สาขา “ชีวเวชศาสตร์” รศ.สิทธิชัย วนจันทรรักษ์ คณะทันตแพทยศาสรตร์ ม.เชียงใหม่ สาขา “ชีววิทยาช่องปาก” รศ.อรรถศักดิ์ จารีย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สาขา”วิศวกรรมเคมี” รศ.อัญชลีพร วาริทสวัสดิ์ หล่อทองคำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สาขา”วิศวกรรมเคมี” รศ.พรพรต ลิ้มประเสริฐ คณะแพทยศาสตร์ สจล. สาขา “พยาธิวิทยาคลินิก” รศ.มยุรา สุนย์วีระ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. สาขา “กีฏวิทยา”

รศ.ชูวงศ์ พงศ์เจริญพาณิชย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. สาขา “วิศวกรรมไฟฟ้า” รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) สาขา “วรรณคดีไทย” รศ.อัครพล มุ่งนิรันดร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขา “กุมารศัลยศาสตร์” รศ.ฤทัยวรรณ โต๊ะทอง คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล สาขา “ชีวเคมี” รศ.วิวรรณ ทังสุบุตร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขา “อายุรศาสตร์โรคหัวใจ”

รศ.มล.ชาครีย์ กิติยากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล สาขา “อายุรศาสตร์” รศ.วิทยา อมรกิจบำรุง คณะวิทยาศาสตร์ ม.ขอนแก่น สาขา “ฟิสิกส์” รศ.รุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล คณะเทคนิคการแพทย์ ม.ขอนแก่น สาขา “กายภาพบำบัด” รศ.วิชุดา เสถียรนาม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น สาขา “วิศวกรรมสำรวจและขนส่ง” รศ.สุรพันธุ์ คุณอมรพงศ์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ สาขา “พยาธิวิทยา”

รศ.สัญญา มิตรเอม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สาขา “วิศวกรรมไฟฟ้า” รศ.อริยา อรุณินท์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สาขา “สถาปัตยกรรมศาสตร์” และ รศ.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ สาขา “ตรรกศาสตร์เชิงคณิตศาสตร์”