หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662548

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 15:59 น.หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ เผยผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด-19 รีบรับการรักษาด่วนภายใน 7 วัน เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ช่วยชีวิตผู้ป่วย เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ กล่าวว่า “ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด”

ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย

นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว”

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้

– ผู้สูงอายุ

– โรคอ้วน

– โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง

– โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด

– โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2

– โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต

– โรคตับเรื้อรัง

– มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด

คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ

“สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก” นพ.มนูญ กล่าวทิ้งท้าย

งานวิจัยเผย ‘โคเอนไซม์ คิวเทน’ ตัวช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมเซลล์สืบพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662511

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 08:55 น. งานวิจัยเผย 'โคเอนไซม์ คิวเทน' ตัวช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมเซลล์สืบพันธุ์ไข่แก่-ท้องยาก-อายุเกิน 35 ปี ยังมีตัวช่วย ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ศึกษางานิจัยพบ “โคเอนไซม์ คิวเทน” สามารถช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์รวมไปถึงเซลล์สืบพันธุ์ได้

เริ่มต้นเกริ่นให้เข้าใจกันก่อนว่า โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10) หรือโคคิวเท็น (CoQ10) คือสารที่มีคุณสมบัติคล้ายกับวิตามินซึ่งร่างกายสามารถผลิตได้เองในปริมาณหนึ่ง แต่เมื่ออายุมากขึ้นระดับของ โคเอนไซม์คิวเทนจะลดลง โดย โคเอนไซม์ คิวเทน ทำหน้าที่กระตุ้นการผลิตพลังงานของเซลล์ โดยเข้าไปกระตุ้นให้ ไมโทคอนเดรีย (Mitochondrial) ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานไฟฟ้าที่คอยผลิตพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย โดยพบโคเอนไซม์ คิวเทน ได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และถูกพบมากในอวัยวะที่ทำงานหนักตลอดเวลา หรือเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ที่ต้องการพลังงานสูง ซึ่งจะมีจำนวนไมโทคอนเดรียมาก เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง และเซลล์สืบพันธุ์ และนอกจากนี้ โคเอนไซม์ คิวเทน ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากอีกตัวนึงที่ส่งผลช่วยในการชะลอวัย

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ที่ปรึกษาเตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ และผู้ก่อตั้งเพจ Babyandmom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เผยว่า “จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยาก มีงานวิจัยหลายฉบับศึกษาพบว่า ระดับของ โคเอนไซม์ คิวเทน จะลดลงตามอายุ ยิ่งมีความเสื่อมของเซลล์มากขึ้นจะสัมพันธ์กับระดับโคเอนไซม์ คิวเทนที่ลดลง ดังนั้น จึงมีการนำ โคเอนไซม์ คิวเทน เข้ามาทดลองรักษาโรคความเสื่อมต่างๆ มาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า สามารถช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์รวมไปถึงเซลล์สืบพันธุ์ด้วย”

โดยครูก้อย นัชชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปี ระดับของโคเอนไซม์คิวเทนเริ่มลดลง ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงกังวล เพราะ โคเอนไซม์ คิวเทน มีส่วนช่วยในเรื่องของเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ โดยเฉพาะในเซลล์สืบพันธุ์ อย่างเช่น เซลล์ไข่ หากเซลล์ไข่ไม่มีพลังงานจะไม่สามารถปฏิสนธิได้ หรือกระบวนการแบ่งตัวอ่อนอาจจะหยุดชะงัก เพราะว่าเซลล์ไข่ขาดพลังงาน ดั้งนั้นในผู้หญิงขาดสารโคเอนไซม์คิวเทน หรือผู้หญิงที่มีอายุเกิน 35 ปี เซลล์ไข่จะเริ่มเสื่อมและด้อยคุณภาพลง หรือเรียกได้ว่า “ไข่แก่” นั่นเอง ทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ไม่ดี อาจส่งผลให้ตัวอ่อนไม่เจริญเติบโต แท้งง่าย หรือไม่เกิดการปฏิสนธิ ทำให้ท้องยาก

ครูก้อย นัชชา ระบุว่า “เซลล์ไข่แก่จากอายุที่มากขึ้นจะมีไมโทคอนเดรียที่เสื่อมสภาพอยู่ ดังนั้น การได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน เข้าไปเพื่อกระตุ้นการทำงานของไมโทคอนเดรียจะทำให้เซลล์ไข่กลับคืนสภาพมาเต่งตึง และพร้อมเกิดการปฏิสนธิแลกเปลี่ยนโครโมโซม มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ได้”

โดยครูก้อย นัชชา ได้อ้างอิงการศึกษางานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2009 พบว่า Coenzyme Q10 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ ทำให้ไข่มีคุณภาพมากขึ้น โดยงานวิจัยได้ทำการทดลองในหนูที่มีอายุมากที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ผลลัพธ์ที่ได้คือ เซลล์ไข่ของหนูในห้องทดลองมีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งการทาน โคเอนไซม์ คิวเทน อาจช่วยเพิ่มคุณภาพของเซลล์ไข่ของผู้หญิงที่มีอายุมากได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากนั้นในปี 2015 มีงานวิจัยอีกฉบับหนึ่งได้ทำการศึกษากับมนุษย์ เกี่ยวกับ Restore oocyte mitochondrial function เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการช่วยฟื้นฟูการทำงานไมโทคอนเดรียของเซลล์ไข่ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ชื่อว่า Coenzyme Q10 restores oocyte mitochondrial function and fertility during reproductive aging ทำการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงที่อยู่ในภาวะเจริญพันธุ์ ตีพิมพ์ในวารสาร Aging Cell เมื่อปี 2015 เป็นการศึกษาของอเมริกาและแคนนาดา พบว่า การที่อายุมากขึ้นส่งผลให้ไมโทคอนเดรียทำงานได้น้อยลง อันเนื่องมาจากขาด โคเอนไซม์ คิวเทน ที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อคุณภาพของเซลล์ไข่ ไข่เสื่อมลง และส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก

นอกจากนี้ ยังมีวิจัยอีกฉบับหนึ่งที่ทำการวิจัยในมนุษย์ก่อนเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว โดยได้ทำการทดลองกับกลุ่มผู้หญิงที่มีประสิทธิภาพการตอบสนองรังไข่ไม่ค่อยดี เป็นงานวิจัยจากประเทศจีน ตีพิมพ์ในวารสาร Reproductive Biology and Endocrinology เมื่อปี 2018 ได้ทำการวิจัยในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย โดยให้ทาน โคเอนไซม์ คิวเทน 60 วัน ล่วงหน้าก่อนที่จะไปเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ พบว่า ผู้หญิงที่ได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน มีการใช้ฮอร์โมนในการกระตุ้นที่น้อยลง ช่วยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้น ช่วยทำให้ไข่สุก และยังได้จำนวนการเก็บไข่เพิ่มมากขึ้น มีอัตราการปฏิสนธิสูงขึ้น อีกทั้งยังมีสถิติการตั้งครรภ์สูงขึ้นจากการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกอีกด้วย

และล่าสุดมีงานวิจัยอีกเรื่องหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2020 ได้ทำการวิจัยในผู้หญิงอายุมาก (อายุ 38-46 ปี) พบว่า การรับประทาน Q10 ช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ รวมถึงช่วยลดอัตราการแบ่งเซลล์และโครโมโซมผิดปกติของเซลล์ไข่อีกด้วย โดยจากการศึกษาพบกว่า ผู้หญิงอายุ 38-46 ปี ที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน จะพบอัตราไข่สุก 83 % มากกว่าผู้หญิงอายุ 38-46 ปี ที่ไม่ได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน ที่พบอัตราไข่สุกเพียง 63 % แต่สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน และไม่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน

จากการรวบรวมการศึกษางานวิจัย ครูก้อย นัชชา ได้ให้ข้อสรุปว่า โคเอนไซม์ คิวเทน ช่วยทำให้คุณภาพของเซลล์ไข่ดีขึ้นได้ และพบว่า อัตราการตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน เสริมเข้าไป ไม่ต่ำกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อบำรุงร่างกายหรือฟื้นฟูสภาพเซลล์โดยไม่ควรรับประทานเกิน 100 มก.ต่อวัน

ดังนั้น โคเอนไซม์ คิวเทน จึงเป็นหนึ่งในวิตามินที่ผู้หญิงวางแผนตั้งครรภ์ควรรับประทานให้เพียงพอ ควบคู่กับการทานโฟลิกที่ผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ทุกคนต้องทานล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างสมบูรณ์ ลดอัตราทารกพิการแต่กำเนิด และเสริมด้วยโคเอนไซม์ คิวเทน เพราะจะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ไข่ปฏิสนธิได้สมบูรณ์ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ไข่ ช่วยให้เซลล์ไข่สามารถแบ่งเซลล์ได้เป็นปกติ กลายเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ ฝังตัวเป็นครรภ์ที่แข็งแรงต่อไป ควบคู่กับกับวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆให้ครบถ้วน และต้องทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหาร 70% วิตามิน 30% โดยสามารถศึกษารายละเอียด “คัมภีร์อาหารที่คนอยากท้องต้องกิน”  หรือสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง babyandmom และทางยูทูป BabyandMom

ประมาทไม่ได้ โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่า 18 ล้านชีวิตต่อปี! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662472

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 15:40 น.ประมาทไม่ได้ โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่า 18 ล้านชีวิตต่อปี!แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ เผยการวัดระดับแคลเซียมผนังหลอดเลือดหัวใจ วิธีตรวจเช็กโอกาสที่จะเป็น “โรคหลอดเลือดหัวใจ”

หลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวหรือคลิปวิดีโอการเสียชีวิตฉับพลันของผู้คนมากมาย ทั้งดารา นักแสดง นักการเมือง หรือแม้กระทั่งนักกีฬาเองก็ดี คำถามที่ทุกคนคงอยากจะรู้คือ แล้วอะไรเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการเสียชีวิต?

…คำตอบคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Heart Attack นั่นเอง

ทุกท่านอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า COVID-19 นั้นอันตราย และใน 2 ปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตไปแล้วกว่า 4.4 ล้านคนทั่วโลก แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านคนต่อปี!

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่า เราจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคตมากน้อยแค่ไหน

นพ.ทินกฤต ศศิประภา แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และอนุสาขาหัตถการปฏิบัติรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช จึงมาอธิบายไขข้อสงสัย โดยบอกว่าการใช้ Coronary artery calcium (CAC) score จะช่วยตอบคำถามนี้ 

Coronary artery calcium score คืออะไร

เรารู้มานานแล้วว่า การที่หลอดเลือดมีแคลเซียม (calcium) ไปเกาะนั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือด คำว่า Coronary artery หมายถึง หลอดเลือดหัวใจ การตรวจนี้จึงเป็นการวัดปริมาณแคลเซียมที่อยู่ในหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง และจากศึกษาวิจัยพบว่า หากค่าแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจนี้มีค่าสูงจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ การตรวจนี้จะบอกได้เพียงปริมาณแคลเซียม แต่จะไม่สามารถเห็นการตีบตันของหลอดเลือดได้ หากจะดูการตีบตันของหลอดเลือดต้องตรวจด้วยวิธีอื่นๆ

การตรวจนี้เหมาะสำหรับใคร

บุคคลที่อายุ 40-70 ปี ที่ไม่มีอาการผิดปกติ แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ยกตัวอย่างเช่น ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว เคยหรือยังสูบบุหรี่ในปัจจุบัน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อ้วน รวมทั้ง Sedentary lifestyle หมายถึง การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการนั่ง นอน หรือแทบไม่ได้ออกกำลังกายนั่นเอง

Coronary artery calcium score ตรวจอย่างไร

การตรวจด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ไม่ต้องเจาะเลือด และไม่ต้องใช้สารทึบรังสี หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แปลผลอย่างไร

ผล Coronary calcium score จะมีค่าตั้งแต่ 0 คือไม่มีเลยไปจนถึง มากกว่า 400 ซึ่งจะใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และวางแผนในการรักษาต่อไป

กินอาหารเป็นยา : แพทย์แนะนำอีกทางรอดในสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662419

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 06:58 น.กินอาหารเป็นยา : แพทย์แนะนำอีกทางรอดในสถานการณ์โควิด-19กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะ 2 กลุ่มสมุนไพร และตำรับยาในสถานการณ์โควิด-19 จำแนกสำหรับผู้ท่ีไม่ได้ติดเชื้อ-คนไข้ท่ีติดเชื้อ พร้อมคำแนะนำด้านอาหาร เครื่องดื่ม และตำรับยาที่ช่วยดูแลฟื้นฟูหลังไข้

นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 การสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ หากร่างกายได้รับเชื้อโรคต่างๆ หรือเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันท่ีดี เม็ดเลือดขาวก็จะต่อสู้กับเชื้อโรได้เป็นอย่างดี การเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง จึงเป็นโอกาสรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้

ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย ขอแนะนำสมุนไพรท่ีเหมาะจะรับประทานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งได้แบ่งสมุนไพรออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มท่ี 1 สมุนไพรสำหรับผู้ท่ีไม่ได้ติดเชื้อโควิด 19  มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ลดอักเสบ ประกอบด้วย

  • กระชาย รสเผ็ดร้อน ขม เหง้าและกระโปกกระชาย ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด บำรุงกำลัง ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด มีสรรพคุณคล้ายกับโสม บางทีหมอแผนโบราณมักจะเรียกว่าโสมไทย นิยมกินเป็นอาหารและทำเป็นเครื่องดื่ม
  • ขิง รสเผ็ดร้อน แก้ท้องอืดเฟ้อ เสียดท้อง อาหารไม่ย่อย บรรเทาอาการไอ ระคายคอ ขับเสมหะ ขมิ้นชัน รสเผ็ดร้อนฝาด บำรุงธาตุ ฟอกโลหิต แก้พิษโลหิต แก้เสมหะ แก้ไข้ทั้งปวง แก้ผดผื่นคัน แก้โรคผิวหนัง
  • พลูคาว/ผักคาวตอง รสเผ็ด แต่ออกฤทธ์ิเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ปัสสาวะ
  • หม่อนใบ รสจืดเย็น เป็นยาขับเหงื่อ แก้ไข้ ไข้หวัด ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเป็นยาช่วยขับลมร้อน ผลรสเปรี้ยวหวานเย็น เป็นยาเย็น ยาระบายอ่อนๆ แก้ธาตุไม่ปกติ บรรเทาอาการกระหายน้ำ ใช้แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต ดับร้อน ช่วยย่อย และเพื่อความสดช่ืน
  • หอมแกง รสหอมปร่า ใช้หัวแก่จัดๆ กินเป็นยาขับลมในลำไส้  แก้ปวดท้อง  บำรุงธาตุ  แก้หวัดคัดจมูก ใช้หัวตำสุมหัวเด็กแก้หวัด แก้ไข้ลดความร้อน แก้ไอ
  • กระเทียม รสเผ็ดร้อนฉุน แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน รักษาปอด แก้ปอดพิการ  บำรุงธาตุ แก้ไอ แก้ไข้ ไข้หวัดคัดจมูก ไข้เพื่อเสมหะ
  • ตะไคร้ รสหอมปร่า ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย
  • กะเพรา รสเผ็ดร้อนฉุน แก้ปวดท้อง ท้องข้ึนจุกเสียด ขับผายลม ขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุให้เป็นปกติ

กลุ่มท่ี 2 สมุนไพรท่ีใช้กับคนไข้ท่ีติดเชื้อโควิด 19 ท่ีไม่มีอาการ หรือมีอาการรุนแรงน้อย ประกอบด้วย

  • ฟ้าทะลายโจร เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ยับยั้งกระบวนการแบ่งตัวของไวรัส ลดอักเสบบรรเทาการไข้ ไอ เจ็บคอ ยาห้าราก กระทุ้งพิษไข้ บรรเทาอาการไข้
  • ยาจันทน์ลีลา แก้ไข้ตัวร้อน
  • ยาประสะจันทน์แดงแก้ไข้ตัวร้อน (ไข้พิษ) แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • ยาเขียวหอม แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ            
  • ยาประสะมะแว้ง บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ยาตรีผลา เสริมภูมิคุ้มกัน แก้ไอ ละลาย เสมหะ ช่วยระบาย 

ตำรับยาฟื้นฟูหลังไข้

ตำรับยาที่ช่วยดูแลฟื้นฟูหลังไข้ แก้ลมปลายไข้ (หลังฟื้นไข้แล้วยังมีอาการ เช่น คลื่นเหียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ท้องอืด และอ่อนเพลีย) ได้แก่ ยาหอมนวโกฐ แก้ลม วิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน (ลมจุกแน่นในอก) ในผู้สูงอายุ

ตำรับยาที่ช่วยปรับธาตุ บำรุงธาตุ ได้แก่

  • ยาธาตุบรรจบ บรรเทาอาการอุจจาระธาตุพิการ
  • มันทธาตุ แก้ธาตุไม่ปกติ ท้องอืด เฟ้อ
  • ตรีเกสรมาศ แก้อ่อนเพลีย ปรับธาตุในผู้ที่เพิ่งฟื้นจากการเจ็บป่วย เช่น ไข้ ท้องเสีย

ทั้งนี้ การใช้ตำรับยาสมุนไพรกับผู้ป่วยโควิด 19 ควรได้รับการรักษาหรือต้องได้รับคำแนะนำโดยแพทย์แผนไทย อย่างใกล้ชิด ไม่ควรซื้อยามารับประทานยาเองโดยเด็ดขาด

กินอาหารเป็นยา

สำหรับเมนูอาหาร เครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย ขอแนะนำ เมี่ยง เช่น เมี่ยงคำ เมี่ยงปลาทู และเมี่ยงผักสด/เมี่ยงปลาเผา น้ำพริกแบบไทยๆ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง น้ำพริกปลาทู น้ำพริกมะขามป้อม พร้อมผักแกล้ม ยอดมะยม ยอดสะเดา มะระขี้นก ผักแพว ขมิ้น แตงกวา พลูคาว บัวบก  ผักแพว ผักเพกา ผักเซียงดา ฝักมะรุม (วิตามินซีสูง ต้านอนุมุลอิสระ เสริมภูมิ คุ้มกัน) ต้มไก่บ้านใส่ใบหม่อน   ในส่วนเครื่องดื่ม ขอแนะนำ น้ำขิง น้ำกระชาย น้ำตรีผลา น้ำมะขามป้อม น้ำฝรั่ง น้ำลูกหม่อน ชาหม่อน ชาตะไคร้ ชาใบเตย ชาใบใบกะเพรา เป็นต้น           

เมื่อ AUKUS ทำพิษ จีนจึงนั่งบนภู ดูฝรั่งกัดกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663645

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 19:30 น.เมื่อ AUKUS ทำพิษ จีนจึงนั่งบนภู ดูฝรั่งกัดกัน พันธมิตรที่ตั้งขึ้นเพื่อเล่นงานจีน กำลังส้างความร้าวฉานในหมู่ชาติตะวันตกเสียอย่างนั้น

เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายพอสมควรที่จู่ๆ ชาติตะวันตกก็หันมาซัดกันนัวซะอย่างนั้น ทั้งๆ ที่การฟอร์มพันธมิตรล้อมจีนกำลังจะไปได้สวยเลยทีเดียว

เหมือนที่จีนเตือนชาติตะวันตกเอาไว้ว่าหากคิดจะเล่นงานจีนละก็ระวังปืนลั่นใส่เท้าตัวเองแล้วกัน แล้วมันก็ลั่นเข้าจริงๆ

ตอนนี้พันธมิตรล้อมมีไม่รู้ตั้งกี่กลุ่ม กลุ่มล่าสุดคือ AUKUS ซึ่งสนธิสัญญาความมั่นคงไตรภาคีระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เพิ่งตั้งมาหมาดๆ เมื่อวันที่ 15 กันยายนนี่เอง

นี่คือกลุ่มที่จะใช้เล่นงานจีนโดยใช้เรือดำน้ำโดยเฉพาะ หากใครตามเรื่องความมั่นคงมาสม่ำเสมอจะทราบว่าหลายประเทศจับเรื่องดำน้ำกันจริงจังขึ้น ทั้งการต่อเรือใหม่และวางระบบตรวจจับ

ระบบตรวจจับนี้วาดหวังว่าจะมาใช้แถวๆ อาเซียนเพื่อดักเรือดำน้ำจีน ประเทศที่ทำท่าจะร่วมด้วยก็เช่นอินโดนีเซีย

พอตั้ง AUKUS ขึ้นมาแน่นอนว่าประเทศแรกที่โวยวายคือจีน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน จ้าวลี่เจียน กล่าวว่า “สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียกำลังมีส่วนร่วมในความร่วมมือในเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างร้ายแรง ซ้ำเติมการแข่งขันด้านอาวุธ และทำร้ายความพยายามในการไม่แพร่ขยายอาวุธระหว่างประเทศ”

แต่จีนก็สวนกลับเป็นปกติอยู่แล้วกับท่าทีคุกคามของสหรัฐกับพันธมิตร ประเทศที่จีนขู่หนักเป็นพิเศษคือออสเตรเลียที่มีเรื่องพิพาททางการค้าและการเมืองมาหลายเดือนแล้ว สื่อทางการจีนถึงกับขู่ว่าออสเตรเลียอาจจะถูกเล็งเป้าหมายจากจีนเพราะการณ์นี้

นี่ก็ยังไม่นับว่าเซอร์ไพร์ส ที่เซอร์ไพร์สคือประเทศที่เดือดร้อนหนักกว่าจีนกลับกลายเป็นฝรั่งเศสเสียอย่างนั้น

ฝรั่งเศสมีดีลสร้างเรือดำน้ำให้กับออสเตรเลีย 12 ลำมูลค่า 90,000 ล้านดอลลาร์ออสดตรเลีย ดีลนี้มีมานานหลายปีแล้วและเจตนาก็เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้ออสเตรเลียรับมือกับจีนนั่นเอง

พอออสเตรเลียเข้าร่วม AUKUS ก็เขี่ยดีลกับฝรั่งเศสทิ้งทันทีเพื่อหันไปซื้อเรือดำน้ำของสหราชอาณาจักรกับสหรัฐที่เป็นไตรภาคีกัน ฝรั่งเศสนั้นถูกแจ้งล่วงหน้าแค่ 2 ชั่วโมงก็ล้มดีล

แบบนี้จะไม่ให้ฝรั่งเศสเคืองได้อย่างไร เคืองแค้นถึงขนาดเรียกเอกอัครราชทูตประจำแคนเบอร์รากับวอชิงตันกลับมา และฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยง รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสบอกว่านี่มันเป็นการ “แทงข้างหลัง”

มันไม่ได้กระทบแค่เรื่องความมั่นคงแต่กระเพื่อมไปถึงเศรษฐกิจ อาร์กโนด์ ดังชอง สมาชิกรัฐสภาฝรั่งเศสถึงกับขู่ว่าออสเตรเลียเตรียมใจไว้ได้เลยว่าข้อตกลงการค้าเสรีกับยุโรปนั้นไม่ใช่แค่จะล่าช้าออกไป ซึ่งหมายความว่าฝรั่งเศสอาจจะวีโต้หรือเตะถ่วง

มันจะทำให้ออสเตรเลียเจอตอฝรั่งเศสเวลาจะติดต่ออะไรกับสหภาพยุโรป

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังไม่แสดงท่าทีอะไรชัด (ในวันที่บทความนี้เขียนขึ้น) แต่มีรายงานว่ามาครงโกรธเอามากๆ

ซ้ำร้าย แทนที่สหรัฐจะรีบทำความเข้าใจกับฝรั่งเศส กับแถลงว่าอีกวันสองวันนี้จะไบเดนจะโทรหามาครง เป็นการเตะถ่วงเวลาราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอีก

กับสหรัฐนั้นอาจจะคุยกันง่ายหน่อย ที่ฝรั่งเศสอาจจะไม่คุยเลยคือออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร

กับสหราชอาณาจักรนั้นไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรง ที่ไม่ได้เรียกทูตที่ลอนดอนกลับมาไม่ใช่ว่าไม่ได้โกรธ แต่ เลอ ดริยงบอกว่าพวกอังกฤษนั้นเป็นพวกฉวยโอกาส ฝรั่งเศสรู้นิสัยใจคอดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกทูตกลับมา พร้อมกับเย้ยว่า “ทั้งหมดทั้งมวลแล้วสหราชอาณาจักเหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ”

ที่ดูคล้ายๆ กันคือ เคลมองต์ โบน รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสฝ่ายกิจการยุโรปที่เย้ยว่าสหราชอาณาจักรเป็นแค่หุ้นส่วนประเภทลูกกระจ๊อกและเป็นรัฐบริวารของสหรัฐ

สหราชอาณาจักรนันเพิ่งจะถอนตัวจากสหภาพยุโรปแค่นี้ก็มองหน้ากันติดยากแล้ว ต่อจากนี้จะเจอฝรั่งเศสขวางเข้าให้อีก และฝรั่งเศสก็รู้ทันว่าที่สหราชอาณาตักรถอนตัวจากสหภาพยุโรปก็เพราะคิดฝันจะเป็นใหญ่เหมือนสมัยเป็นเจ้าอาณานิคม (นโยบาย Global Britain) ดังที่เคลมองต์ โบนบอกว่า

“เพื่อนชาวอังกฤษของเราอธิบายให้เราฟังว่าพวกเขากำลังออกจากสหภาพยุโรปเพื่อสร้าง Global Britain เราจะเห็นได้ว่านี่คือการหวนกลับเป็นเด็กในโอวาทของอเมริกาและยอมรับเป็นรัฐบริวาร”

ครั้งก่อนที่สหราชอาณาจักรถูกด่าว่าเลียแข้งเลียขาอเมริกาคือตอนที่ส่วทหารไปช่วยสหรัฐรุกรานอิรัก โทนี แบลร์ นายกรับมนตรียุคนั้นได้รับฉายาว่า Poodle (สุนัขสุนัขพุดเดิ้ล) ของประธานาธิบดีจอร์จ ดับบิลยู บุช

แม้จะด่าอย่างเจ็บแสบ แต่ฝรั่งเศสก็ลงไม้ลงมือกับสหราชอาณาจักรด้วยด้วยการแคนเซิลการหารือความมั่นคงระหว่างฝรั่งเศสกับสหราชอาณาจักรไปซะเลย

ฝรั่งเศสนั้นเป็นเดือดเป็นแค้นขนาดที่พรรคฝ่ายค้านที่น่าจะค้านท่าทีของรัฐบาลที่จองเวรกับ AUKUS นอกจากไม่ค้านแล้ว ยังบอกว่ารัฐบาลทำน้อยไปอีก เพราะควรจะถอนตัวออกจากนาโตซะเลย

ถ้าฝรั่งเศสถอนตัวจากนาโตนับว่าเรื่องใหญ่มากแต่ไม่น่าจะถึงขนาดนั้น เพียงแต่เลอ ดริยงลั่นวาจาจาว่านาโตจะต้องคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่พิจารณายุทธศาสตร์ในการประชุมสุดยอดที่มาดริดในปีหน้า

นาโตนั้นเริ่มที่จะรวมตัวกันแข็งแกร่งขึ้นโดยเฉพาะประเทศยุโรปตะวันออกที่กลัวการแผ่อำนาจของรัสเซียหันมาพึ่งพานาโตหนักขึ้น ส่วนยุโรปตะวันตกก็ผนึกกำลังเหนียวแน่นมากขึ้นเพราะรัสเซียแสดงแสนยานุภาพทางทะเลในแถบยุโรปตะวันตกบ่อยๆ แถมยังชวนจีนมาซ้อมรบด้วย ทำให้ทั้งสองประเทศถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามร่วมกันของยุโรป ดังนั้นฝรั่งเศสเองก็มีเหตุผลที่ต้อง “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” กับสมาชิกในนาโต

แต่คราวนี้ฝรั่งเศสสิ้นความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อนาโตซะแล้วแถมยังมีเสียงเชียร์ให้ออกจากนาโตด้วยซ้ำ

รัสเซียกับจีนไม่ต้องทำอะไรในเกมนี้ ปล่อยให้นาโตฟัดกันเองไป สมกับที่จีนเตือนแล้วว่าระวังปืนจะลั่นใส่เท้าตัวเอง เพราะเครื่องเคราของชาติตะวันตกที่จะจัดการจีนพะรุงพะรังเกินไป ในที่สุดมันก็ทำร้ายตัวเองจนได้

ชาติตะวันตกยังลืมไปว่าการสร้างแนวต้านจีนในอินโด-แปซิฟิกนั้นไม่ใช่โซนปลอดภัยจากประเทศตะวันตกเสียทีดียว พราะมันยังทับเส้นกันได้ ในแถบนี้มีดินแดนโพ้นทะเล (จังหวัดนอกแผ่นดินยุโรปของฝรั่งเศส) หลายแห่ง ฝรั่งเศสย่อมกังวลต่อสวัสดิภาพของดินแดนโพ้นทะเลของตนด้วย เมื่อจู่ๆ พวกไตรภาคี AUKUS จะเปิดศึกกับจีนแถบนี้

นิวซีแลนด์ที่เป็นสมาชิก Five Eyes แท้ๆ หลังจากเปิดตัว AUKUS นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ จาซินดา อาร์เดิร์น ออกแถลงการณ์ทันควันโดยย้ำจุดยืนของนิวซีแลนด์ว่าจะไม่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในน่านน้ำของตน บอกว่าถึงไม่ชวนเข้า AUKUS แต่ไม่หวังว่า AUKUS จะชวนเข้าร่วมด้วย แปลตรงๆ ก็คืออย่าลากนิวซีแลนด์ไปเอี่ยวด้วย

ฝ่ายจีนนั้นนอกจากส่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศออกมาติติงตามสมควรและให้สื่อแทบลอยด์ต่อว่าด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นนิดหน่อย แค่นี้ก็ไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อนอะไรมาก

เรียกว่านั่งบนภูดูเสือกัดกันก็ไม่ผิด

แต่จีนนั่งบนภูไม่ได้นานหรอก เพราะถึงฝรั่งเศสจะไม่ยอมเคลียร์กับคู่กรณี แต่ยังมีประเทศอื่นที่จ้องรุมทึ้งจีนอยู่อีกมากและพร้อมที่จะร่วมแนวร่วมที่นำโดยสหรัฐ เพียงแต่นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าพันธมิตรต้านจีนนั้นมีจุดอ่อนและช่องโหว่เพียบเหมือนกัน

ดังนั้น หลายปีที่ผ่านมารัสเซียถึงเล่นเกมใต้ดินบ่อนทำลายนาโตทีละน้อยๆ นั่นเอง

เอาจริงๆ ประเทศที่ควรกังวลกับ AUKUS ควรจะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยซ้ำไม่ใช่จีน พราะฝรั่งเล่นสะสมแสนยานุภาพจ่อหน้าประตูบ้านเราแบบนี้ จะให้เรานิ่งไหวหรือ

เกาหลีเหนือ นั้นเตือนแล้วว่า AUKUS จะกระตุ้นให้เกิดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค ซึ่งมีส่วนจริงอย่างมาก ต่อให้ไม่ถึงอาวุธนิวเคลียร์มันก็จะกระตุ้นให้เกิดการสะสมอาวุธในแถบนี้ มาเลเซียกับอินโดนีเซียออกปากเตือนเรื่องนี้กันแล้ว

สิ่งที่ตามมาย่อมเป็นเหตุผลให้บางประเทศเพิ่มงบประมาณด้านการทหารแน่นอน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by BRENDAN ESPOSITO / POOL / AFP

Carousell รีคอมเมิร์ซจากนศ.สู่ยูนิคอร์นล่าสุดของอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663627

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 18:04 น.Carousell รีคอมเมิร์ซจากนศ.สู่ยูนิคอร์นล่าสุดของอาเซียนกระแสช้อปสินค้ามือสองออนไลน์เป็นที่นิยม ดันแอป Carousell ขึ้นแท่นยูนิคอร์นรายใหม่ของอาเซียน

Carousell แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้ามือสองออนไลน์สัญชาติสิงคโปร์ กลายเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ “ยูนิคอร์น” รายล่าสุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังจากที่สามารถระดมทุนไปได้ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งนำโดยบริษัท STIC Investments จากเกาหลีใต้ และผู้สนับสนุนรายอื่นๆ ได้แก่ Sequoia Capital India, Golden Gate Ventures และ Naver บริษัทเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ผู้สร้างแอปพลิเคชัน Line

โดยเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมาบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ

แนวคิดสำคัญของ Carousell

กว๊อก ซิว รุย (Quek Siu Rui) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Carousell เชื่อว่าการนำประสบการณ์ด้านดิจิทัลมาปรับใช้อย่างรวดเร็วเป็นโอกาสในการเพิ่มความพยายามในธุรกิจรีคอมเมิร์ซ (recommerce) หรือแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้ามือสองได้เป็นเท่าตัว โดยบริษัทมุ่งเน้นที่ความสะดวกในการใช้งานและความไว้วางใจ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้

การทำงานของ Carousell ก็เหมือนกับแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์อื่นๆ คือผู้ขายสามารถถ่ายภาพสิ่งของที่ต้องการขายพร้อมใส่รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้

โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ผู้คนต้องอยู่บ้านมากขึ้นจะทำให้รูปแบบการบริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร กล่าวคือผู้คนหันมาใช้บริการอีคอมเมิร์ซมากขึ้นในการซื้อขายสินค้า ซึ่งทำให้ Carousell และบริษัทอีคอมเมิร์ซอื่นๆ ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประกอบกับความนิยมในการซื้อขายสินค้ามือสองที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้รีคอมเมิร์ซอย่าง Carousell ได้รับอานิสงส์ไปด้วยเช่นกัน

ก่อนจะเป็นยูนิคอร์น

Carousell ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 โดยกว๊อกซิว รุย (Quek Siu Rui), มาร์คัส ตัน (Marcus Tan) และลูกัส หงอ (Lucas Ngoo) 3 นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอ Twitter, มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้ง Facebook และดรูว์ ฮิวสตัน (Drew Houston) ซีอีโอ Dropbox

กว๊อก ซิว รุย กล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความหลงใหลในการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ เรามีสิ่งของมากมายที่ไม่ได้ใช้งาน และขณะนั้นมันไม่ได้ขายได้ง่ายๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ เราจึงตัดสินใจสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมา”

Carousell ดำเนินธุรกิจตลาดออนไลน์เพื่อซื้อขายสินค้ามือสองหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงไต้หวันและฮ่องกง

โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ อาทิ Telenor ASA, Rakuten Ventures, Naver และ Sequoia Capital India

จนกระทั่งมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 15.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริษัทมีมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 ขณะที่ผู้สังเกตการณ์มองว่าบริษัทนี้จะเป็นยูนิคอร์นรายต่อไปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง โดยบริษัทสามารถระดมทุนได้กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากที่เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมาบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ

กว๊อก ซิว รุย กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่าบริษัทจะยังคงพัฒนาเพื่อเติบโตต่อไปในอนาคต และจะลงทุนเพื่อเพิ่มความหลากหลายของหมวดหมู่สินค้าให้มากไปกว่าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าทั่วไป โดยกำลังพิจารณาสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างรถยนต์ หรือสินค้าหรูหราอื่นๆ

นอกจากนี้ยังเผยว่าได้สำรวจทางเลือกอื่นๆ เพื่อการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) อีกด้วย

ที่มา CNBCForbes

ภาพโดย Dayana Rizal/Wikipedia

วิบากกรรมคนจีนทุ่มเงินซื้อบ้าน อาจต้องสูญเพราะ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663607

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 15:04 น.วิบากกรรมคนจีนทุ่มเงินซื้อบ้าน อาจต้องสูญเพราะ Evergrande ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จาก Evergrande หวั่นบริษัทล้มละลาย ทั้งที่มีโครงการยังสร้างไม่เสร็จแต่จ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว

รอยเตอร์สรายงานว่าผู้ซื้อสังหาริมทรัพย์ยังคงมารวมตัวประท้วงที่สำนักงานของบริษัท Evergrande อย่างต่อเนื่องด้วยความวิตกกังวลหลังจากที่บริษัทประสบปัญหาทางการเงินโดยมีหนี้สินมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้การก่อสร้างสังหาริมทรัพย์หยุดชะงักไป

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Evergrande มีโครงการที่มีการชำระเงินล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งล้านยูนิตแต่ยังไม่ได้รับการสร้าง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลในหมู่นักลงทุนชาวจีนที่พยายามจะเข้ามาเก็บส่วนแบ่งความมั่งคั่งในอสังหาริมทรัพย์จีน แต่ตอนนี้เริ่มแสดงอาการไม่สู้ดี

ขณะที่ Evergrande ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีนกำลังดิ้นรนเพื่อระดมทุนเพื่อจ่ายเงินคืนให้แก่บรรดานักลงทุน ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตการเงินของบริษัทจะสะเทือนถึงระบบการเงินของประเทศ

โดยส่วนหนึ่งของแผนการสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่แล้วเสร็จคือแผนการก่อสร้างคอนคอนโดมิเนียม 5 ตึก และอพาร์ตเมนต์ 16 ตึกในภาคกลางของจีน ซึ่งได้หยุดชะงักลงตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม

ตัน เหลียงเหลียง หนึ่งในผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์โครงการ Evergrande Oasis ในลั่วหยางกล่าวว่า “เรากังวลว่าหาก Evergrande ล้มละลาย ทรัพย์สินอาจถูกแช่แข็ง และเราจะสูญเสียบ้าน”

หญิงอีกรายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเผยกับรอยเตอร์สว่า “ฉันทรุดเลยเมื่อได้ยินว่าการก่อสร้างหยุดชะงัก มันเจ็บปวดมาก สำหรับคนธรรมดาอย่างเราที่ทุ่มเงินทั้งชีวิตไปกับการซื้อบ้าน”

ผู้ซื้ออีกรายกล่าวว่า “เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรพย์กับ Evergrande เพราะคิดว่าบริษัทใหญ่เช่นนี้จะไม่มีปัญหาด้านการเงินเหมือนกับบริษัทอื่นๆ แต่นี่เป็นปัญหาระดับชาติซึ่งรัฐบาลไม่ควรเพิกเฉย”

ทั้งนี้ อพาร์ตเมนต์มีการขายเมื่อปลายปีที่แล้วในราคา 9,800 หยวนต่อตารางเมตร หรือประมาณ 197,000 เหรียญสหรัฐต่อยูนิต (130 ตารางเมตร)

อย่างไรก็ตาม พนักงานกล่าวว่าการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าผู้ซื้อบางรายจะเชื่อว่าการก่อสร้างจะสามารถกลับมาดำเนินการได้เร็วๆ นี้ แต่อีกฝ่ายยังไม่วางใจและมองว่าตัวแทนเพียงแค่ขายฝันให้พวกเขารอเท่านั้น

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว Evergrande กล่าวว่าบางโครงการที่ระงับการก่อสร้างไปเนื่องจากการชำระเงินให้แก่ซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาล่าช้า ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาและประสานงานกับรัฐบาลเพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อ และเมื่อต้นเดือน Evergrande ได้ให้คำมั่นกับผู้ซื้อว่าการก่อสร้างจะดำเนินต่อไป

Photo by Noel Celis / AFP

จับตาธนาคารกลางทำ Taper ชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663606

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 14:09 น.จับตาธนาคารกลางทำ Taper ชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจคำใหม่ที่กำลังฮิตในหมู่คนวงการเศรษฐกิจคือ Taper มันจะเป็นตัวชี้ว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกจะมุ่งไปทางไหน

– ‘Taper คืออะไร’ –

นี่คือคำฮิตในช่วงเวลานี้ เนื่องจากนักลงทุนต้องการทราบว่าเมื่อใดที่ธนาคารกลางจะเริ่มทำ “Taper” หรือค่อยๆ ลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของพวกเขาต่อเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่

นายธนาคารกลางต้องการหลีกเลี่ยง “taper tantrum” (ความอลหม่านจากการถอนมาตรการกระตุ้น) ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อนักลงทุนตื่นตระหนกหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่าจะลดมาตรการกระตุ้นที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงินโลก

ความ

ความอลหม่านดังกล่าวทำให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายของเฟดพยายามที่จะหลีกเลี่ยงโดยค่อยๆ ลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง

แต่ธนาคารกลางจะทำ Taper หรือไม่? นั่นคือคำถามที่นายธนาคารกลางกำลังเผชิญในขณะที่พวกเขาถกเถียงกันว่าเมื่อใดที่พวกเขาควรจะผ่อนคลายมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่พวกเขาใช้เมื่อปีที่แล้วเพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดจากการระบาดใหญ่

“การถอนการสนับสนุนทางการเงินและการคลังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญคือจังหวะเวลา” อีวา ซุน-ไว ผู้จัดการกองทุนของ M&G Investments กล่าว

ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางอื่นๆ จัดการประชุมในสัปดาห์นี้ ต่อไปนี้คือคำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเงินของพวกเขา:

– มีมาตรการอะไรบ้าง? –

เฟด ธนาคารกลางยุโรป และเธนาคารกลางในญี่ปุ่น อังกฤษ และที่อื่น ๆ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเปิดตัวโครงการซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในปีที่แล้วเพื่อป้องกันภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ

เป้าหมายของโครงการนี้คือการทำให้เศรษฐกิจมีชีวิตชีวาต่อไปได้โดยทำให้ผู้คน ธุรกิจ และรัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินได้ในต้นทุนที่ถูกลง

เฟดซึ่งเริ่มการประชุมนโยบายสองวันในวันอังคารนี้ ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือศูนย์ในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ในเดือนมีนาคม 2020

เพื่อจัดหาสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เฟดซื้อหนี้กระทรวงการคลังอย่างน้อย 80,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน และอย่างน้อย 40,000 ล้านดอลลาร์ในตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS)

ECB มีโครงการซื้อฉุกเฉิน (PEPP) ฉุกเฉินสำหรับช่วงการระบาดใหญ่เป็นเม้ดเงิน 1.85 ล้านล้านยูโร ทำให้ธนาคารสามารถซื้อสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เช่น พันธบัตร ทำให้ราคาขึ้นและดอกเบี้ยลดลง

ECB ได้คงอัตราการดำเนินการรีไฟแนนซ์หลักไว้ที่ศูนย์

– ทำไมไม่รีบถอน? –

อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะกระชับปริมาณเงินเพื่อให้ราคาลดลงและป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนจัด

ธนาคารกลางในบราซิล รัสเซีย เม็กซิโก เกาหลีใต้ สาธารณรัฐเช็ก และไอซ์แลนด์ ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

แต่ เฟด, ECB และ ธนาคารแห่งชาติอังกฤษซึ่งประชุมกันในสัปดาห์นี้ ต่างยบังไม่ยอมคลายมาตรการกระตุ้นจนถึงตอนนี้

เจ้าหน้าที่ของเฟด, ECB และ BoE ยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงภาวะชั่วคราวและเป็นผลมาจากราคาที่ฟื้นตัวจากการลดลงในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ในปีที่แล้ว

ผู้กำหนดนโยบายต้องการหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยการถอนการสนับสนุนมากเกินไปเร็วเกินไป

– พวกเขาพูดอะไรบ้าง –

ตลาดต่างตอบสนองต่อทุกตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่อัตราเงินเฟ้อ การว่างงาน ไปจนถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภค และคาดเดากันว่าตัวบ่งชี้เหล่านี้จะทำให้ธนาคารกลางปรับนโยบายของตนเร็วหรือช้ากว่าที่คาดไว้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของตนอย่างระมัดระวัง

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมว่าธนาคารกลางอาจ “เริ่มลดจังหวะการซื้อสินทรัพย์ในปีนี้” แต่เขายังคงปิดปากเงียบเกี่ยวกับกำหนดเวลา

ECB ก้าวไปอีกขั้นในเดือนนี้ โดยตัดสินใจที่จะชะลอการซื้อพันธบัตรรายเดือน แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนขนาดของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่ได้เลื่อนวันที่สิ้นสุดโครงการที่กำหนดไว้ในเดือนมีนาคม 2022

“นี่เป็นหนทางอีกยาวไกลจากการเป็น ”full taper” (ถอนมาตรการกระตุ้นเต็มที่) แอนดรูว์ เคนนิงแฮม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยุโรปที่ Capital Economics กล่าว

คริสติน ลาการ์ด หัวหน้า ECB ได้แสดงอย่างชัดเจนว่า “ผู้หญิงคนนี้จะไม่ทำ taper” เธอกล่าว

ตลาดคาดหวังสัญญาณที่ชัดเจนจาก ECB ในเดือนธันวาคม

– ธนาคารกลางประสบความสำเร็จหรือไม่? –

เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวเนื่องจากผู้คน ธุรกิจ และรัฐบาลใช้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้อัดฉีดเงิน 16 ล้านล้านดอลลาร์ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก ตามตัวเลขของ IMF

วินเซนต์ จูวินส์ จาก JP Morgan Asset Management กล่าวว่า “เราได้เรียนรู้มากมายจากวิกฤตครั้งก่อน และการจัดการวิกฤตโควิด-19 เกือบจะสมบูรณ์แบบแล้วเมื่อมองจากมุมมองทางเศรษฐกิจ”

“การฟื้นตัวนั้นฉับพลันและมโหฬารมาก และเราไม่ได้ประสบกับการว่างงานจำนวนมากหรือการล้มละลาย” เขากล่าว

บริษัทจัดอันดับเครดิต S&P Global กล่าวว่าอัตราการผิดนัดชำระหนี้ในยุโรปควรลดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเพิกถอนนโยบายดำเนินไปอย่างมีระเบียบตามที่คาดไว้”

– ผลกระทบเชิงลบคืออะไร? –

นักวิจารณ์กล่าวว่านโยบายการเงินที่ผ่อนปรนมากยิ่งทำให้ความไม่เท่าเทียมกันแย่ลงโดยการเพิ่มราคาสินทรัพย์ทางการเงินและการเพิ่มราคาอสังหาริมทรัพย์

ECB ปกป้องการกระทำของตนโดยชี้ไปที่การศึกษาโดยนักวิจัยในเครือโดยกล่าวว่านโยบายของ ECB ได้ช่วยควบคุมการว่างงาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ครัวเรือนที่อยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยมากขึ้นให้สามารถเข้าถึงทรัพย์สินได้ด้วยอัตราที่ต่ำกว่า

รายงานของ OECD ในเดือนกันยายนแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นซึ่งนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนที่ยืดเยื้อออกไปอาจมีต่อราคาของสินทรัพย์ทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์

นิโคลาส เวรอน นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบัน Peterson และสถาบันวิจัย Bruegel กล่าวว่า “การแทรกแซงของธนาคารกลางจะสมเหตุสมผลหากพวกเขาหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย”

“หากพวกเขาไม่ต้องการหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกต่อไป พวกเขาก็ได้ผลเสียมากกว่าผลในเชิงบวก” เขากล่าว

Photo by Graeme Jennings / POOL / AFP

จีนกระตุ้นผู้บริโภคภายใน เซี่ยงไฮ้นำร่องผุดร้านค้าปลอดภาษี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663602

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 13:07 น.จีนกระตุ้นผู้บริโภคภายใน เซี่ยงไฮ้นำร่องผุดร้านค้าปลอดภาษีเซี่ยงไฮ้สนับสนุนเปิดร้านขายสินค้าปลอดภาษีดึงดูดผู้บริโภค

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้จะสนับสนุนบริษัทภาคเอกชนที่ขออนุมัติขายสินค้าปลอดภาษี (duty-free) และสนับสนุนให้มีร้านขายสินค้าปลอดภาษีในสนามบิน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานที่เชิงพาณิชย์อื่นๆ

โดยได้มีการเปิดเผยแผนการบริโภคปี 2021 ถึง 2025 ซึ่งระบุว่าการพัฒนาเศรษฐกิจปลอดภาษีจะกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับสินค้านำเข้า ตลอดจนสินค้าฟุ่มเฟือยบางรายการที่ต้องเสียภาษีกว่า 30%

ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าปลอดภาษีส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวในประเทศแห่แหนไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าในไห่หนาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ในปีที่ผ่านมาไห่หนานมียอดขายสินค้าปลอดภาษีสูงถึง 45,500 ล้านหยวน 

โดยในปีที่แล้วมีการจำกัดวงเงินให้ประชาชนซื้อสินค้าปลอดภาษีได้สูงถึงคนละ 100,000 หยวน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 30,000 หยวนในปีก่อนหน้า

Photo by REUTERS/Thomas White/File Photo

ลาวพบไวรัสคล้ายโควิด-19 จากค้างคาวทางตอนเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663592

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.ลาวพบไวรัสคล้ายโควิด-19 จากค้างคาวทางตอนเหนือพบหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าโควิด-19 อาจไม่ได้มาจากแล็บ แต่เริ่มต้นจากการแพร่กระจายของไวรัสที่มีค้างคาวเป็นพาหะ

Bloomberg รายงานว่านักวิจัยจากสถาบัน Pasteur ของฝรั่งเศสร่วมกับมหาวิทยาลัยลาว ตรวจพบไวรัสที่มีคุณลักษณะสำคัญร่วมกับ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 จากฝูงค้างคาวเกือกม้า (Rhinolophus) หลายร้อยตัวที่อยู่อาศัยในถ้ำหินปูนทางตอนเหนือของลาว

การวิจัยดังกล่าวซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ลงบนวารสาร Nature แสดงให้เห็นว่าไวรัสที่มีความคล้ายคลีงกับ SARS-CoV-2 อย่างมากนั้นมีอยู่ในธรรมชาติ รวมทั้งในค้างคาวเกือกม้า ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มต้นจากการแพร่กระจายของไวรัสที่มีค้างคาวเป็นพาหะ

โดยพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีค้างคาวเกือกม้าอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

มาร์ค เอลอยต์ (Marc Eloit) จากสถาบัน Pasteur ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานวิจัยกล่าวว่า ไวรัสที่พบในลาวมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ BANAL-52, BANAL-103 และ BANAL-236 ซึ่งมีความใกล้เคียงกับ SARS-CoV-2 ที่สุด และไวรัสเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้เกิด SARS-CoV-2 ก่อนเชื้อดังกล่าวจะแพร่ระบาดสู่มนุษย์

โดยทีมวิจัยได้ศึกษาค้างคาว 645 ตัวจาก 46 สายพันธุ์ที่จับได้ในพื้นที่ 4 แห่งจากจังหวัดเวียงจันทน์และอุดมไซ โดยมีการเก็บตัวอย่างเลือด 275 ตัวอย่าง น้ำลาย 608 ตัวอย่าง อุจจาระ 539 ตัวอย่าง และปัสสาวะ 157 ตัวอย่าง ระหว่างเดือนก.ค. 2020 ถึงเดือนม.ค. 2021

ก่อนหน้านี้มีการศึกษาหลายฉบับที่ระบุว่าพบไวรัสคล้าย SARS-CoV-2 จากค้างคาวเช่นกัน อาทิ ไวรัส RhGB01 จากค้างคาวเกือกม้าในสหราชอาณาจักร, ไวรัส RacCS203 จากค้างคาวเกือกม้าจากประเทศไทย, ไวรัส RmYN02 และ RaTG13 ซึ่งพบในค้างคาวจากยูนนาน ประเทศจีน

ขณะที่เดือนที่ผ่านมาหน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐได้ตัดความเป็นไปได้ที่ SARS-CoV-2 จะถูกพัฒนาโดยจีนเพื่อใช้เป็นอาวุธชีวภาพ เนื่องจากไม่มีหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีการรั่วไหลในห้องปฏิบัติการ แต่ยังคงไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของมัน

Photo by REUTERS/Cindy Liu