สิงคโปร์ยอดโควิดพุ่งพรวด 1,000 สองวันติด สาธารณสุขเริ่มตึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663574

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 10:32 น.สิงคโปร์ยอดโควิดพุ่งพรวด 1,000 สองวันติด สาธารณสุขเริ่มตึงสิงคโปร์พบผู้ป่วยโควิด-19 สูงสุดในรอบปีกว่า หวั่นโรงพยาบาลรับไม่ไหว

วันนี้ (20 ก.ย.) บลูมเบิร์กรายงานว่าสิงคโปร์กำลังจับตาดูผู้ป่วยใน ICU อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าระบบสาธารณสุขจะยังไม่ล่มสลายหลังจากที่จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่พุ่งทะลุ 1,000 รายเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน

ซึ่งส่งผลให้มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในโรงพยาบาลท่ามกลางความกังวลว่าอีกไม่นานโรงพยาบาลอาจรับไม่ไหว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ตัดสินใจเลิกใช้กลยุทธ์กำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ แต่เลือกที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19 และให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนแทน เพื่อที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้

ทว่า จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นในระยะหลังมานี้ โดยจำนวนผู้ป่วยหนักให้ ICU หรือผู้ป่วยที่ต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวอยู่ที่ 139 รายเมื่อวันที่ 19 ก.ย. จาก 61 รายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

โดยกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,012 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. ปีที่แล้ว ขณะที่ผู้ป่วย 873 รายรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีผู้ป่วยหนักต้องการออกซิเจน 118 ราย และผู้ป่วยใน ICU 21 ราย

ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังมานี้เกิดจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคของสิงคโปร์ หลังจากที่ประชากรกว่า 82% ได้รับวัคซีนแล้ว

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

หุ้น Evergrande ร่วงหนักจากความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663572

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 10:08 น.หุ้น Evergrande ร่วงหนักจากความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานหุ้นของ Evergrande ร่วงลงมากกว่า 15% ในวันจันทร์ ส่งผลให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองไม่เห็นโอกาสที่บริษัทจะสามารถชำระเงินที่ใกล้จะถึงกำหนดอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้

ณ เวลา 0245 ตามเวลา GMT หุ้นของ Evergrande ลดลง 14.6% เป็น 2.17 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต.ค. 2554

หน่วยบริหารทรัพย์สินของบริษัทลดลงมากกว่า 8% ในขณะที่หน่วยรถยนต์ไฟฟ้าลดลง 2% บริษัทสตรีมมิ่งภาพยนตร์ Hengten Net ซึ่ง Evergrande ถือหุ้นใหญ่ ร่วงลง 10%

Evergrande พยายามดิ้นรนเพื่อระดมทุนเพื่อจ่ายให้กับผู้ให้กู้ ซัพพลายเออร์ และนักลงทุน โดยหน่วยงานกำกับดูแลเตือนว่าหนี้สินจำนวน 305,000 ล้านดอลลาร์ของบริษัทอาจเป็นชนวนความเสี่ยงในวงกว้างต่อระบบการเงินของประเทศจีนหากไม่มีเสถียรภาพ

ผู้ให้กู้รายใหญ่รายหนึ่งของ Evergrande ได้ตั้งสำรองเผื่อขาดทุนจากเงินให้กู้ยืมบางส่วนแก่ผู้พัฒนาที่ถูกเตรียมการ ในขณะที่เจ้าหนี้บางรายกำลังวางแผนที่จะให้เวลากับ Evergrande มากขึ้นในการชำระคืน ผู้บริหารธนาคาร 4 คนกล่าวกับรอยเตอร์

Evergrande กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าได้เริ่มชำระคืนนักลงทุนในผลิตภัณฑ์การจัดการความมั่งคั่งโดยใช้ยอสังหาริมทรัพย์เป็นการจ่ายแทนเงิน

ผู้กำหนดนโยบายกำลังบอกผู้ให้กู้รายใหญ่ของ Evergrande ให้ขยายเวลาการจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินกู้แบบโรลโอเวอร์ และผู้เฝ้าดูตลาดส่วนใหญ่มองว่าการให้ความช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐบาลไม่น่าจะเป็นไปได้

Evergrande มีกำหนดจ่ายดอกเบี้ย 83.5 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 23 กันยายนสำหรับพันธบัตรในเดือนมีนาคม 2565

มีการชำระดอกเบี้ยอีก 47.5 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 29 กันยายนสำหรับธนบัตรมีนาคม 2567 พันธบัตรจะผิดนัดหาก Evergrande ไม่ชำระดอกเบี้ยภายใน 30 วัน

Photo by Noel Celis / AFP

พญามังกรซ่อนกล จีนหวังร่วม CPTPP เพราะ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663552

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 18:19 น.พญามังกรซ่อนกล จีนหวังร่วม CPTPP เพราะ?ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์เหตุผลที่จีนเข้าร่วม CPTPP อาจไม่ใช่เพราะหวังผลการค้า แต่น่าจะหวังผลอย่างอื่นมากกว่า

เป็นทั้งเรื่องเหนือความคาดหมายและไม่เหนือความคาดหมายที่จีนย่นสมัครเป็นสมาชิกของ “ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก” หรือ CPTPP

ที่ไม่เหนือความคาดหมายเพราะจีนเคยเปรยเรื่องนี้มาแล้ว โดยในเดือนพฤษภาคม 2020 นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงกล่าวว่าจีนยินดีที่จะพิจารณาเข้าร่วม CPTPP ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ว่าจีนจะ “พิจารณาอย่างจริงจัง” เพื่อเข้าร่วม CPTPP

นี่คือเหตุผลที่มันไม่เหนือความคาดหมาย

แต่ที่เหนือความคาดหมายก็เพราะหลังจากนั้นจีนเล่นเก็บเนื้อเก็บตัวมากขึ้นในทางเศรษฐกิจ สีจิ้นผิงถึงกับสนับสนุนการพึ่งพาตนเองของจีน การเข้าร่วม CPTPP ยังจะเป็นการพาจีนเข้าไปสู่เงื่อนไขที่จีนถูกบีบได้ง่ายภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี ซึ่งต่างจากสถานการณ์ในตีนตอนนี้มากที่เริ่มจัดระเบียบ คุมเข้าภาคธุรกิจเทคโนโลยีไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์และภาคบันเทิง ฯลฯ

หัวใจของภาคธุรกิจจีนคือ “รัฐวิสาหกิจ”

แต่ CPTPP มีบทบัญญัติเฉพาะที่ว่าด้วยเงื่อนไขเกี่ยวกับบทบาทของรัฐวิสาหกิจ ในบรรดาข้อกำหนดต่างๆ ข้อที่น่าจะกระทบจีนเป็นพิเศษคือข้อที่ว่า ห้ามสมาชิก CPTPP ใช้ความช่วยเหลือที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ที่มอบให้กับรัฐวิสาหกิจและความช่วยเหลือนั้นเป็นอันตรายต่อประเทศสมาชิกอื่นๆ

และประเทศ CPTPP จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจของตน ซึ่งกฎความโปร่งใสเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี

ด้วยระเบียบคุมรัฐวิสาหกิจที่เข้มงวดขึ้น ถึงกับมีผู้เสนอให้ใช้โมเดลของ CPTPP ไปปรับใช้กับข้อตกลงการค้าระกับโลกเพื่อแก้ปัญหาความกังวลใจของประเทศคู่ค้ากับจีน เพราะความกังวลนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากจีนปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมันไม่ใช่การปฏิรูปให้เสรีขึ้น แต่ยิ่งทำให้มันเป็น “ทุนนิยมโดยรัฐ” ที่แข็งแกร่งขึ้น

ไม่ต้องแปลกใจว่าบทบัญญัติเรื่องรัฐวิสาหกิจนี้มีสหรัฐเป็นผู้ออกแบบ แม้ว่าสหรัฐจะถอนตัวจากข้อตกลงนี้ไปแล้วก็ตาม แต่มันจะถูกสมาชิกอื่นๆ นำไปใช้เพื่อเล็งเป้าหมายไปที่จีน

สรุปก็คือบทบัญญัติเรื่องรัฐวิสาหกิจเล็งเป้าโจมตีจีนโดยตรง แล้วใยจีนถึงคิดจะมาร่วมวงกับ CPTPP อยู่อีก มันทะแม่งๆ ไปไหม?

อีกอย่าง จากการจัดระเบียบต่างๆ นานาในจนตอนนี้เป็นการรวบอำนาจอย่างเห็นได้ชัด เป็นวิถีที่สวนทางกับหักการการค้าเสรีของ CPTPP แม้จะไม่เป็นปัญหาตอนนี้ ยังไงก็ต้องเป็นปัญหาในวันหน้า

ดังนั้น ดูแล้วไม่เห็นวี่แววว่าจีนจะเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยกับแนวทางของ CPTPP ที่ต้องการเปิดเสรีและกดบทบาทของรัฐวิสาหกิจ

ยังไม่นับการที่จีนยังมีกรณีพิพาทกับประเทศอื่นที่เป็นสมาชิกคืออสเตรเลีย จีนกับออสเตรเลียผลัดกันรุกผลัดกันรับมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาโดยใช้มาตรการกีดกันทางการค้าต่อกันที่รุนแรงมาก มากจนไม่อยากจะเชื่อว่าจีนจะสามารถลงรอยกับเงื่อนไขของ CPTPP ได้ หากยังต้องต้องทะเลาะกับ “ฝ่ายตรงข้าม” แบบนี้

หลังจากจีนยื่นสมัครเป็นสมาชิก CPTPP ปรากฏว่าออสเตรเลียนั่งไม่ติดในทันที

แดน ทีแฮน (Dan Tehan) รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของออสเตรเลียระบุว่าออสเตรเลียจะคัดค้านคำขอสมัครของจีนจนกว่าจีนจะยุติการสกัดกั้นการค้ากับการส่งออกของออสเตรเลียและกลับมาติดต่อกับรัฐบาลออสเตรเลียในระดับรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรี

ขนาดความขัดแย้งเรื่อง “การค้าอย่างเสรี” กับออสเตรเลียจีนยังเคลียร์ไม่ได้ อุปสรรคด่านนี้จะทำให้จีนเข้า CPTPP ได้ยาก และยังมีแนวโน้มขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ อีก

นอกจากออสเตรเลียแล้ว จีนยังมีแนวโน้มที่จะคุยไม่รู้เองกับประเทศ “จำพวกที่เป็นพันธมิตรสหรัฐ” ตั้งแต่ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และแคนาดา เพราะจีนกำลังมีปากเสียงกับประเทศเหล่านี้ในทางการเมือง

หากการเมืองยังลงรอยกันไม่ได้ขนาดนี้ และการค้าการเศรษฐกิจจะจะคุยกันรู้เรื่องหรือ? ไม่ต้องดูไกล กรณีของสหรัฐกับจีนนั้นยังลามเป็นสงครามการค้าจนถึงทุกวันนี้

ย้ำอีกครั้งว่า CPTPP ถูกออกแบบมเพื่อล้อมจีนและเล็งเป้าไปที่จีนโดยเฉพาะ

แล้วจีนหวังเข้าร่วม CPTPP เพราะอะไร?

เหตุผลที่จีนเข้าร่วม CPTPP จึงอาจไม่ใช่เพราะแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ แต่มาจากแรงจูงใจทางการเมือง จีนต้องการที่วางหมากแทรกเข้ามาในวงล้อมของสหรับกับพันธมิตรนั่นเอง แม้ว่าสหรัฐจะ (ยัง) ไม่ได้เข้าร่วม CPTPP แล้วแต่หัวหอกสำคัญของมันยังเป็น “มือไม้” ของสหรัฐในการวางยุทธศาสตร์ล้อมจีนในภูมิภาคนี้ในทางการเมือง

เราจะเห็นได้ว่า ในระยะหลัง CPTPP ไม่ได้มีพื้นที่สื่อมากนัก ตรงกันข้ามการประสานพันธมิตรทางการเมือง-การทหารในแอบอินโด-แปซิฟิกกลับมีพื้นที่สื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดคือ AUKUS (แต่ จ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าการสมัครเข้าร่วม CPTPP “ไม่เกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิง” กับ AUKUS)

จีนอาจจะเข้าไม่ได้เพราะถูกขัดขวาง (เช่นจากออสเตรเลีย) แต่นั่นไม่ใช่เรื่องเสียหายมากมายนัก เพราะเป้าหมายคือการ “ตีรวน” แต่หากจีนเข้าร่วมได้ก็เท่ากับจีนสามารถชิงพื้นที่ทางยุทธศาสตร์มาได้ แต่จีนจะยอมรับข้อบังคับทั้งหมดของ CPTPP หรือไม่นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง

CPTPP นั้นมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านจีนโดยเฉพาะและมันริเริ่มโดยสหรัฐ จีนจึงจะใช้มันเป็นหนามยอกเอาหนามบ่ง ฉวยโอกาสที่สหรัฐถอนตัวและลังเลที่จะกลับเข้ามาร่วมใหม่ แทรกเข้ามาที่ตรงกลางในกลุ่มต่อต้านจีนเสียเลย

เราจะเห็นได้ว่า Global Times สื่อสายแทบลอยด์ของรัฐบาลจีนจึงบอกว่าการเข้าร่วม CPTPP ของจีนนั้นเป็นการปักหมุดความเป็นผู้นำการค้าโลกของจีนและทำให้สหรัฐถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น

แต่ในสถานการณ์จริงๆ นั้นจีนต่างหากที่ถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น สหรัฐต่างหากที่แสวงหาแนวร่วมหนักขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ได้หมายความว่าได้มากขึ้น)

อีกหนึ่งผลพลอยได้คือการขวางไต้หวัน

หวางเหม่ยหัว รัฐมนตรีเศรษฐกิจของไต้หวัน แสดงความกังวลเมื่อวันศุกร์เกี่ยวกับการตัดสินใจ “กะทันหัน” ของจีนในการสมัครเข้าร่วม CPTPP และกล่าวว่าหวังว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสมัครของไต้หวัน

หวางชี้ว่านโยบายต่างๆ ของจีนเมื่อเร็วๆ นี้ขัดต่อหลักการเศรษฐกิจเสรีและขาดความโปร่งใส เช่น การห้ามนำเข้า “โดยไม่มีเหตุผล” และจีนอาจไม่สามารถเข้าถึง “มาตรฐานระดับสูง” ของ CPTPP ได้ และ

“พวกเขา (จีน) ยังมีข้อขัดแย้งกับประเทศสมาชิก CPTPP บางประเทศด้วย”

หวางเหม่ยหัวพูดสั้นๆ แต่ตรงประเด็นที่สุด เหมือนกับเหตุผลที่บทความนี้ยกมา นั่นคือพฤติกรรมของจีนที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่สอดคล้องกับค่านิยมการค้าเสรีของ CPTPP เลย

เอาจริงๆ วันที่บทความนี้เขียนขึ้นไต้หวันยังทนไม่ไหวถึงกับจะฟ้ององค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อให้ช่วยพิจารณากรณีที่จีนขัดขวางการส่งออกผลไม้ คือน้อยหน่ากับชมพู่ของไต้หวัน และไหนจะมีกรณีขัดขวางการส่งออกสับปะรดของไต้หวันจนป็นเรื่องราวลามไปทั่วภูมทิภาคอีก

แค่กรณีนี้ก็ขัดกับหลักการค้าเสรีไม่รู้จะขัดอย่างไรแล้ว 

เล่นเอาไต้หวันทนไม่ไหวอีก โจเซฟ อู๋ รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันทวีตว่า ภายหลังการคุกคามทางทหารของจีน ตอนนี้จีนกำลัง “ใช้การค้าอาวุธ” และบอกว่า “จีนต้องการเข้าร่วม CPTPP ที่มีมาตรฐานสูงงั้นหรือ?  นี่เป็นเรื่องโจ๊กหรือเปล่า?” 

ด้วยท่าทีของคนในรัฐบาลไต้หวันที่สอดคล้องกันแบบนี้ ทำให้เราต้องพิจารณาดีๆ ว่า จีนเอาจจะเข้าร่วม CPTPP เพื่อ “ใช้การค้าอาวุธ” หรือไม่? 

ดังนั้น จึงมีบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญบางรายกังขาว่า ต่อให้ยื่นใบสมัครแล้วก็ตาม แต่ตกลงแล้วจีนจะเข้าร่วม CPTPP แน่ๆ หรือปล่า?

คำตอบอยู่ข้างบนแล้ว นั่นคือจีนกำลังแทกกั๊ก ถ้าเข้าร่วมได้ก็ถือเป็นการวางหมากขวางการปิดล้อมของสหรัฐ แต่หากเข้าไม่ได้มันก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนท่าตีรวนของจีน เพื่อไม่ให้กลุ่มต่อต้านจีนตั้งหลักได้มั่น

เพราะแม้ CPTPP จะถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ตั้งมาต้านจีน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศสมาชิกจะตานจีนไปทั้งหมด และการตีรวนนี้จะทำให้เกิความแตกแยกในกลุ่ม CPTPP อย่างแน่นอน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

REUTERS/Kevin Lamarque

แรงแค้นฝรั่งเศส ด่า AUKUS แทงข้างหลัง-ไร้สัจจะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663548

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 16:01 น.แรงแค้นฝรั่งเศส ด่า AUKUS แทงข้างหลัง-ไร้สัจจะเรื่องราวยังบานปลายที่สืบเนื่องจากการก่อตั้ง AUKUS ขณะที่ออสเตรเลียปฏิเสธข้อกล่าวหาฝรั่งเศสโกหกเรื่องสัญญาผลิตเรือดำน้ำ

นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสันของออสเตรเลียกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝรั่งเศสที่ว่ารัฐบาลออสเตรเลียโกหกเกี่ยวกับแผนการยกเลิกสัญญาซื้อเรือดำน้ำฝรั่งเศส โดยกล่าวว่าเขาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อตกลงนี้ “เมื่อหลายเดือนก่อน”

การตัดสินใจของออสเตรเลียที่จะฉีกข้อตกลงสำหรับเรือดำน้ำฝรั่งเศสเพื่อหันมาใช้เรือพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ได้จุดชนวนให้เกิดความโกรธเคืองให้กับรัฐบาลฝรั่งเศส โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ถึงกับเรียกเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงแคนเบอร์ราและวอชิงตันกลับประเทศซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

รัฐบาลออสเตรเลียไม่เปลี่ยนท่าทีในขณะที่ฝรั่งเศสออกอากาศประกาศข้อกล่าวหาเรื่องการทรยศ โดยมอร์ริสันยืนยันว่าเขาและรัฐมนตรีได้สื่อสารประเด็นของพวกเขาเกี่ยวกับเรือดำน้ำฝรั่งเศสก่อนหน้านี้

“ผมคิดว่าพวกเขาจะมีเหตุผลทุกประการที่จะรู้ว่าเรามีความกังวลอย่างลึกซึ้งและร้ายแรงว่าขีดความสามารถของเรือดำน้ำชั้น Attack Class จะไม่ตรงตามความสนใจเชิงกลยุทธ์ของเรา และเรามีความชัดเจนมากว่าเราจะทำการตัดสินใจตามผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของชาติของเรา” มอร์ริสันกล่าวกับผู้สื่อข่าวในซิดนีย์

ความเห็นของมอร์ริสันมีขึ้นหลังจาก ฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยง รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสใช้ภาษาที่ไม่ประนีประนอมอย่างชัดเจนต่อออสเตรเลีย สหรัฐฯ และอังกฤษ ซึ่งทั้ง 3 ประเทศฟอร์มกลุ่มข้อตกลงความมั่นคงไตรภาคี AUKUS เมื่อวันพุธที่นำไปสู่การแตกร้าวกับฝรั่งเศสทั้งๆ ที่ AUKUS มุ่งเป้าไปที่จีน

“มีการโกหก การหลอกลวง การละเมิดความไว้วางใจและการดูถูกครั้งใหญ่” เลอ ดริอง บอกกับสถานีโทรทัศน์ France 2 “นี่มันใช้ไม่ได้เลย”

เขาอธิบายถึงการถอนตัวของเอกอัครราชทูตเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ว่าเป็นการกระทำที่ “เป็นสัญลักษณ์มาก” ที่มีจุดมุ่งหมาย “เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่พอใจเพียงใดและมีวิกฤตร้ายแรงระหว่างเรา”

สัญญาของฝรั่งเศสในการจัดหาเรือดำน้ำธรรมดาให้กับออสเตรเลียมีมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (36,500ล้านดอลลาร์หรือ 31,000 ล้านยูโร) เมื่อลงนามในปี 2016

มอร์ริสันกล่าวว่าเขาเข้าใจความผิดหวังของฝรั่งเศส แต่เสริมว่า “ผมไม่เสียใจที่ตัดสินใจให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติออสเตรเลียเป็นอันดับแรก ไม่มีวันเสียใจเป็นอันขาด”

ขณะที่ออสเตรเลียเดินหน้าโจมตีต่อการตัดสินใจดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ปีเตอร์ ดัทตัน ยืนยันว่ารัฐบาลออสเตรเลีย “ตรงไปตรงมา เปิดกว้าง และซื่อสัตย์” กับรัฐบาลฝรั่งเศสเกี่ยวกับข้อกังวลของตนเกี่ยวกับข้อตกลงนี้

ไซมอน เบอร์มิงแฮม รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของออสเตรเลีย กล่าวว่า ประเทศของเขาได้แจ้งรัฐบาลฝรั่งเศส “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะมีได้ ก่อนที่มันจะเผยแพร่สู่สาธารณะ”

“เราไม่ได้ดูถูกดูแคลนความสำคัญในตอนนี้ของ… สร้างความมั่นใจว่าเราได้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัฐบาลฝรั่งเศสและคู่สัญญาในอนาคตอันยาวนาน” เขากล่าวเสริม “เพราะการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้มีความสำคัญ”

ตัวโหนกระแส

เลอ ดริยง ให้คำตอบที่แสนเจ็บปวดต่อคำถามที่ว่าทำไมฝรั่งเศสถึงไม่เรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำสหราชอาณาจักรกลับประเทศ เพราะสหราชอาณาจักรก็เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาความมั่นคง AUKUS

“เราได้เรียกเอกอัครราชทูตของเรากลับมา (จากแคนเบอร์ราและวอชิงตัน) เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง กับสหราชอาณาจักร ไม่จำเป็น เรารู้ดีว่าพวกเขาฉวยโอกาสอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องนำเอกอัครราชทูตของเรากลับมาอธิบาย” เขากล่าว

เกี่ยวกับบทบาทของลอนดอนในสนธิสัญญาภายใต้การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เลอ ดริยงเสริมด้วยการเยาะเย้ยว่า “ทั้งหมดทั้งมวลแล้วสหราชอาณาจักรเหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ”

นาโตจะต้องคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่พิจารณากลยุทธ์ในการประชุมสุดยอดที่มาดริดในปีหน้า เขากล่าวเสริม

ตอนนี้ฝรั่งเศสจะให้ความสำคัญกับการพัฒนากลยุทธ์ความมั่นคงของสหภาพยุโรปเมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานของกลุ่มเมื่อต้นปี 2022 เขากล่าว

พลเรือเอก ร็อบ ยาวเออร์ ประธานคณะกรรมการการทหารของ NATO ได้กล่าวถึงผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยกล่าวว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อ “ความร่วมมือทางทหาร” ภายในพันธมิตร

แทงข้างหลัง

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐได้ประกาศจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศระหว่างออสเตรเลีย-สหรัฐฯ-อังกฤษ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านการผงาดของจีน

AUKUS จะส่งมอบเทคโนโลยีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของอเมริกาไปยังออสเตรเลีย เช่นเดียวกับการป้องกันทางไซเบอร์ ใช้ปัญญาประดิษฐ์และความสามารถใต้ทะเล

เลอ ดริยงชี้ว่ามันเป็น “การแทงข้างหลัง” และกล่าวว่าพฤติกรรมของรัฐบาลไบเดนนั้นเทียบได้กับพฤติกรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในนโยบายทำให้พันธมิตรยุโรปไม่พอใจมาเป็นเวลานาน

ความขัดแย้งดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดความแตกแยกในพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกา และสั่นคลอนความหวังที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างปารีสและวอชิงตันภายใต้รัฐบาลไบเดนหลังจากเสื่อมโทรมลงในยุคโดนัลด์ ทรัมป์

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่ “แน่วแน่” ของสหรัฐฯ ในการเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส

“เราหวังว่าจะหารือเกี่ยวกับปัญหานี้ในระดับอาวุโสต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รวมถึงที่ UNGA ในสัปดาห์หน้า” เขากล่าว โดยอ้างถึงสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งทั้ง เลอ ดริยง และรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน จะเข้าร่วม

ออสเตรเลียยังไม่แยแสต่อความโกรธเกรี้ยวของจีนต่อการตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ดังกล่าว ขณะที่ให้คำมั่นว่าจะปกป้อง “หลักนิติธรรม” ในน่านฟ้าและน่านน้ำที่จีนอ้างสิทธิเหนือพื้นที่นั้นๆ

รัฐบาลจีนระบุว่าว่าพันธมิตรใหม่เป็นภัยคุกคามที่ “ขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง” ต่อเสถียรภาพในภูมิภาค โดยตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นของออสเตรเลียในการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และเตือนพันธมิตรตะวันตกว่าพวกเขาเสี่ยงที่จะ “ทำปืนลั่นยิงใส่ตัวเอง”

AFP PHOTO / POOL

Evergrande ยกอสังหาริมทรัพย์ ชำระผลตอบแทนนักลงทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663543

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 14:46 น.Evergrande ยกอสังหาริมทรัพย์ ชำระผลตอบแทนนักลงทุนสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า China Evergrande Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีน ได้เริ่มชำระหนี้คืนนักลงทุนในผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งโดยยกอสังหาริมทรัพย์ให้

Evergrande ซึ่งมีหนี้สินมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญ กำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพคล่อง ซึ่งทำให้บริษัทต้องเร่งรีบในการระดมทุนเพื่อจ่ายให้กับผู้ให้กู้และซัพพลายเออร์จำนวนมาก มีการชำระดอกเบี้ยพันธบัตรจำนวน 83.5 ล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี

บริษัท กล่าวในโพสต์ WeChat เมื่อวันเสาร์ว่านักลงทุนที่สนใจแลกผลิตภัณฑ์การจัดการความมั่งคั่งสำหรับสินทรัพย์ทางกายภาพควรติดต่อที่ปรึกษาด้านการลงทุนหรือไปที่สำนักงานในท้องถิ่น

สำนักข่าวการเงิน Caixin รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่าผลิตภัณฑ์การบริหารความมั่งคั่ง Evergrande มีมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านหยวน (6 พันล้านดอลลาร์) โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะถือครองโดยนักลงทุนรายย่อย

วิธีการชำระเงินและรายละเอียดเฉพาะนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในท้องถิ่น ตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้าบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ในวันอาทิตย์

ตามข้อเสนอที่สำนักข่าวรอยเตอร์เห็นก่อนหน้านี้แต่ Evergrande ยังไม่ได้ยืนยัน นักลงทุนด้านผลิตภัณฑ์การบริหารความมั่งคั่งสามารถเลือกจากอพาร์ทเมนท์ลดราคา สำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก หรือที่จอดรถเพื่อเป็นการชำระหนี้คืน

เมื่อต้นเดือนนี้ เอกสารตลาดหลักทรัพย์ฉบับหนึ่งเปิดเผยว่า Evergrande ได้ชำระคืน 219.5 ล้านหยวนในหนี้ที่ค้างชำระ ให้กับซัพพลายเออร์ Skshu Paint Co Ltd ในรูปแบบของอพาร์ทเมนท์ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่เสร็จสามโครงการ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน Evergrande ได้ให้คำมั่นว่าจะชำระคืนผลิตภัณฑ์การบริหารความมั่งคั่งที่ครบกำหนดทั้งหมดโดยเร็วที่สุด

Photo by Noel Celis / AFP

จีนล้างบางซีรีส์ “นิยายชายรักชาย” ชี้รสนิยมบิดเบี้ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663522

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 13:09 น.จีนล้างบางซีรีส์ "นิยายชายรักชาย" ชี้รสนิยมบิดเบี้ยวหนึ่งในกระบวนการจัดระเบียบที่มุ่งเป้าไปที่ภาคบันเทิงและวรรณกรรมที่ส่งผลกระทบต่อรสยิยมและค่านิยมของประชาชน

สำนักงานวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการแพร่ภาพกระจายเสียงของจีนได้ให้คำมั่นที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับ “การวางแนวเชิงบวก” ของการผลิตซีรีส์ทางโทรทัศน์ และเตือนว่าอย่ารีบเร่งในนำนิยายประเภท “ชายรักชาย” มาดัดแปลงเป็นภาพยนต์หรือซีรีส์ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของจีนในการจัดระเบียบอุตสาหกรรมบันเทิง

“เราควรยึดมั่นในความสมจริงในการผลิตผลงาน ต่อต้านสุนทรียะที่บิดเบี้ยว ควบคุมลำดับตลาดละครโทรทัศน์ และต่อต้านการทำกำไรในรูปแบบที่เป็นอันตราย” จูหย่งเหลย รองผู้อำนวยการสำนักงานวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติ กล่าวในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

“นิยายชายรักชาย” หรือ ตานเหม่ย ในภาษาจีน เป็นงานเขียนแนวโรแมนติกชายรักชายมีต้นกำเนิดมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นในช่วงต้นทศวรรษ 1970 และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านการแปลการ์ตูนญี่ปุ่นที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของไต้หวันในช่วงต้นทศวรรษ 1990 คำว่า ตานเหม่ย ยืมมาจากคำภาษาญี่ปุ่นว่า ตัมบิ (การแสวงหาความงาม) และแฟนๆ ชาวจีนมักใช้คำกว่า ตานเหม่ย (danmei) และ BL (boys’ love) สลับกัน

การสำรวจผู้ชมตานเหม่ยชาวจีนที่รวบรวมไว้ในปี 2015–2018 พบว่าประมาณ 87% ของกลุ่มนั้นระบุว่าเป็นผู้หญิง และ 67–80% ระบุว่าเป็นเพศตรงข้าม

ต่อมาตานเหม่ยแพร่หลายในฟอรั่มนิยายออนไลน์ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ฟอรั่มหลักๆ เช่น “จิ้นเจียง เวินเสวียเฉิง (เมืองวรรณกรรมจิ้นเจียง) และมีผู้ใช้ลงทะเบียน 7 ล้านรายและมากกว่า 500,000 ชื่อเรื่อง ผลงานที่ตีพิมพ์ใน มีทั้งงานต้นฉบับและแฟนฟิคชั่น ความรักต่างเพศ เกย์และเลสเบี้ยน ตลอดจนเรื่องราวในประเภทอื่นๆ ฟอรั่มนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเวทีสำหรับนวนิยายตานเหม่ย

ตานเหม่ยเข้าถึงผู้ชมหลักในประเทศจีนและที่อื่น ๆ ในช่วงปลายปี 2010 โดยมีการดัดแปลงตานเหม่ยที่ถูกเซ็นเซอร์เช่น Guardian (2018) และ The Untamed (2019) มียอดวิวหลายพันล้านและการแจกจ่ายระหว่างประเทศในวงกว้าง ในปี 2020 ผู้ผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ได้ซื้อสิทธิ์ในตานเหม่ยถึง 59 เรื่อง

Sixth Tone รายงานว่า ปัจจุบัน ละครมากกว่า 60 เรื่องที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายตานเหม่ย และใช้นักแสดงที่มีชื่อเสียงมาแสดงหลายคน รวมถึงละครที่มีลูกชายของผู้กำกับชื่อดังคือเฉินข่ายเก๋อ และนักแสดงดังเฉินเฟยอวี่ และอีกเรื่องที่มีฟ่านเฉิงเฉิงน้องชายของฟ่านปิงปิง เหล่านี้กำลังอยู่ในระหว่างการผลิตหรือกำหนดฉายในเร็วๆ นี้ เดือนตามข้อมูลของบัญชี WeMedia ที่เชี่ยวชาญด้านความบันเทิง

ที่ผ่านมาจีนพยายามควบคุมสื่อบันเทิงแนวตานเหม่ยมาโดยตลอด เช่น ในช่วงต้นปี 2016 ซีรีส์ออนไลน์แนวเกย์เรื่อง Addicted (ซึ่งสร้างจากนิยายรักของหนุ่มๆ ไต้หวัน) ถูกลบออกจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งหมดอย่างกะทันหันตามคำสั่งของสำนักงานบริหารสื่อมวลชน สิ่งพิมพ์ วิทยุ ภาพยนตร์และโทรทัศน์

สัปดาห์ต่อมา สมาคมอุตสาหกรรมการผลิตละครโทรทัศน์แห่งประเทศจีนได้เผยแพร่แนวทางปฏิบัติลงวันที่ 31 ธันวาคม 2015 ซึ่งห้ามการแสดงภาพทางโทรทัศน์เกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์และพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติ” รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน แนวทางใหม่เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อละครเว็บออนไลน์ซึ่งในอดีตมีข้อจำกัดน้อยกว่าการออกอากาศทางโทรทัศน์ สำนักงานบริหารสื่อมวลชนยังได้ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการแสดงออนไลน์ในเดือนมิถุนายน 2017

Photo by Jade Gao / AFP

วัคซีน Moderna มีประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วน Pfizer ลดลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663516

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 10:19 น.วัคซีน Moderna มีประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วน Pfizer ลดลงการศึกษาที่นำโดย CDC ชี้ การป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลของวัคซีน Pfizer ลดลง แต่โดยรวมแล้วPfizer และ J&J ก็ป้องกันได้ดีเช่นกัน

รายงานของสำนักงาบควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC ) พบว่าวัคซีน Moderna มีประสิทธิภาพมากกว่าของ Pfizer เล็กน้อยในการใช้งานในสถานการณ์จริงด้วยการป้องกันผู้ที่ได้รับการฉีดไม่ให้มีอาการหนักจนต้องโรงพยาบาล โดยวัคซีนของ Moderna นั้นได้ผล 93% วัคซีนของ Pfizer สามารถป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลได้ 88% ส่วนวัคซีน Janssen ของ Johnson & Johnson มาเป็นอันดับสาม ให้การป้องกัน 71%

เมื่อผ่านไป 4 เดือน วัคซีน Moderna’s มีประสิทธิภาพ 92% ในการป้องกันการเข้าโรงพยาบาล โดยที่ Pfizer’s อยู่ที่ 77% และ J&J ที่ 68%

ทีมวิจัยระบุว่า “ประสิทธิผลของวัคซีนสำหรับวัคซีน Pfizer-BioNTech อยู่ที่ 91% ที่ 14-120 วันหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 แต่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือ 77% ในช่วงเวลามากกว่า 120 วัน”

“ความแตกต่างในประสิทธิภาพของวัคซีนระหว่างวัคซีน Moderna และ Pfizer-BioNTech อาจเกิดจากปริมาณ mRNA ที่สูงขึ้นในวัคซีน Moderna ความแตกต่างของระยะเวลาระหว่างการให้โดส (3 สัปดาห์สำหรับ Pfizer-BioNTech กับ 4 สัปดาห์สำหรับ Moderna) หรือความแตกต่างที่เป็นไปได้ระหว่างกลุ่มที่ได้รับวัคซีนแต่ละชนิดที่ไม่รวมอยู่ในการวิเคราะห์” ทีมวิจัยระบุ

ในส่วนของ J&J ทีมวิจัยระบุว่า “วัคซีนไวรัสเวกเตอร์ Janssen เพียงโดสเดียวมีการตอบสนองของแอนติบอดีต่อต้าน SARS-CoV-2 และประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการรักษาในโรงพยาบาลจากโควิด-19 ที่ต่ำกว่า”

“การทำความเข้าใจความแตกต่างในประสิทธิภาพของวัคซีนด้วยผลิตภัณฑ์วัคซีนสามารถชี้แนะทางเลือกของแต่ละบุคคลและคำแนะนำนโยบายเกี่ยวกับสารกระตุ้นวัคซีน วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ FDA (สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ) อนุมัติหรือได้รับอนุญาตทั้งหมดจะช่วยป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลโควิด-19 ได้อย่างมาก” ทีมงานกล่าว

Photo by Joseph Prezioso / AFP

Lisa’s Lalisa tops global YouTube music chart #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006374


The debut solo release “Lalisa” from K-pop girl group Blackpink member Lisa was ranked No. 1 on global YouTube music charts in its first week, the singer‘s agency YG Entertainment said Sunday.

“Lalisa” was the highest-ranked song on YouTube‘s music chart for the week starting Sept. 10 — its release date — with 216 million views, pushing out “Raattan Lambiyan” by Tankshik Bagchi, Jubin Nautiyal & Asees Kaur from the top spot.

Its music video was also the most viewed clip in the world over the cited period, YG Entertainment added. The “Lalisa” music video attracted 73.6 million views within 24 hours of its release, a record-high among solo artists worldwide.

“Lalisa” also ranked 68th on the United Kingdom’s Official Singles Chart Top 100.

By Son Ji-hyoung/The Korea Herald

Published : September 20, 2021

India’s Covid-19 vaccination coverage surpasses landmark 80 crore mark #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006373


With the administration of 85,42,732 vaccine doses in the last 24 hours, India’s Covid-19 vaccination coverage on Sunday surpassed the landmark figure of 80 crore.

Sustained and collaborative efforts by the Centre and the States and UTs continue the trend of less than 50,000 daily new cases being reported for 84 consecutive days now. 30,773 new cases were reported in the last 24 hours, according to Health ministry update.

The testing capacity across the country continues to be expanded. The last 24 hours saw a total of 15,59,895 tests being conducted. India has so far conducted over 55.23 Cr (55,23,40,168) cumulative tests.

While testing capacity has been enhanced across the country, Weekly Positivity Rate at 2.04 per cent remains less than 3 per cent for the last 86 days now. The daily positivity rate is reported to be 1.97 per cent. The daily positivity rate has remained below 3 per cent for last 20 days and below 5 per cent for 103 consecutive days now.

More than 78.58 crore (78,58,15,125) vaccine doses have been provided to States/UTs so far through Government of India (free of cost channel) and through direct state procurement category. Further, more than 1.16 Crore doses (1,16,11,210) are in the pipeline.

More than 5.16 Cr (5,16,98,785) balance and unutilized COVID Vaccine doses are still available with the States/UTs to be administered.

ADVERTISEMENT

“The Union Government is committed to accelerating the pace and expanding the scope of COVID-19 vaccination throughout the country,” according to government reports.

The new phase of universalization of COVID-19 vaccination commenced from 21st June 2021. The vaccination drive has been ramped up through availability of more vaccines, advance visibility of vaccine availability to States and UTs for enabling better planning by them, and streamlining the vaccine supply chain.

As part of the nationwide vaccination drive, the central government has been supporting the States and UTs by providing them Covid vaccines free of cost. In the new phase of the universalisation of the COVID19 vaccination drive, the Centre will procure and supply (free of cost) 75 per cent of the vaccines being produced by the vaccine manufacturers in the country to States and UTs.

Published : September 20, 2021

HCM City under pressure to reopen economy: city chief #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006372


HCM CITY — HCM City is committed to enforcing vigilant pandemic prevention measures when it reopens the economy after months of strict lockdown measures, said a city chief.

Speaking at a meeting with economic and medical experts last Friday (Sept 17), Nguyễn Văn Nên, secretary of the city Party Committee, said: “The city is under huge pressure to reopen the economy or it will be too late.”

The level of suffering of the economy and people has reached its limit due to prolonged lockdown measures. As such, the city will develop a roadmap for reopening so that it can adapt to and live safety with the virus, he said.

The city will gradually narrow down areas with very high risks and try to expand the number of low-risk areas, according to Nên. 

Vũ Thành Tự Anh, director of the Fulbright School of Public Policy and Management, said that reopening for economic development and social security has become more urgent than ever as both businesses and people, especially the poor, are struggling due to the lockdowns.

“The economic cost is huge if we delay the reopening further,” he noted.

He said it was too expensive to conduct large-scale testing for the city’s entire population. In addition, the city’s revenue and central government revenue are facing challenges as the cost of pandemic prevention has been extremely high.

Anh called for the Ministry of Health to adjust regulations and safety criteria for the city’s reopening. 

Prof. Dr. Trần Hoàng Ngân, director of the HCM City Institute for Research and Development, pointed out that “when the city’s revenue is in trouble, it will also affect national financial resources.”

Economics expert Trần Du Lịch has called on the city to change its pandemic fighting strategy and not focus on tracing all close contacts of positive cases.

Focused testing

ADVERTISEMENT

Lê Trường Giang, chairman of the HCM City Public Health Association, said although the city has applied strict measures for months, the number of cases has not fallen as planned. 

Vaccines and medicines are the “two weapons to fight the pandemic,” he said.

“Testing will help to detect cases early so as to avoid the risk of becoming more seriously ill. It will also help bring the tested people back to normal life and restore social activities.” 

“Though the city has not been able to contain the outbreak according to the Ministry of Health criteria, it must consider gradually opening up,” he said. 

Prof Trần Diệp Tuấn, rector of the HCM City University of Medicine and Pharmacy, said the number of new cases had not reached a “safe level” under the ministry’s criteria and the city must discuss the set of criteria and take adaptive measures.

Lê Hoàng Ninh, former director of the HCM City Institute of Public Health, said the city’s strategy is to vaccinate everyone because the city cannot remain in lockdown forever. 

Ninh said it was important to focus on testing high-risk groups, instead of mass testing, which he said was a waste of resources. “The city must find ways to live with the virus because it is not going to be eradicated.”

Dr Nguyễn Thế Dũng, former director of the city Department of Health, said the city needs to focus on setting basic goals such as reducing the number of deaths and seriously ill cases.

The city initially planned to ease lockdown measures after September 15 but the deadline was extended until the end of the month. 

It is speeding up vaccinations for its adult population aged 18 and over and consulting with medical and economic experts about a vaccine green card system that would allow people to travel and work with fewer restrictions.

According to the HCM City Centre for Disease Control, as of September 15, the city had administered 8,452,609 vaccine shots, including 6.6 million first shots and 1.7 million second shots. Nearly 1 million people aged 65 and over and people with underlying conditions have been vaccinated.

The rate of first-shot coverage in the city has reached 92.5 per cent. The city has set a target to vaccinate all adults aged 18 and above by the end of the year. — VNS

Published : September 20, 2021