‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม วันเยาวชนแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603194

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระคติธรรม วันเยาวชนแห่งชาติ

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม วันเยาวชนแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.06 น.

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2564 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ 20 กันยายน 2564 ความว่า

“ท่ามกลางวิกฤตการณ์ของโลกและของบ้านเมือง บุคคลผู้มีปัญญาย่อมพยายามปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีสวัสดิภาพและคุณภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่เว้นแม้แต่เด็กและเยาวชนผู้กำลังเติบโตใหญ่ในภาวะอันผันผวนและได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างด้วยกันทุกคน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลง ควรต้องมีทิศทางที่ชัดเจน มีเหตุผล รู้จักตัวตนอย่างรอบคอบและรอบด้าน จึงจะสามารถเป็นคุณแก่ตน ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้ การปรับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย จึงสามารถอาศัยหลักธรรมมาช่วยชี้แนะมิให้ผิดพลาดหรือหลงทาง

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอบรมสั่งสอนคุณธรรมสำคัญประการหนึ่งซึ่งจะสนับสนุนให้บังเกิดความดีงามขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ กล่าวคือ “อัตตัญญุตา” หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักตน ฐานะ บทบาท หน้าที่ ภาวะ กำลังความรู้ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรมของตนให้เห็นกระจ่างก่อนว่าเป็นเช่นไร ความรู้ความเข้าใจตนอย่างถูกต้องย่อมนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสมกับตน ทำให้เกิดผลดีขึ้นได้ และเมื่อรู้จักพิจารณาตนด้วยใจตนเองอย่างยุติธรรมปราศจากอคติแล้ว ก็จะสามารถมองเห็นส่วนที่ต้องพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลง และส่วนดีเด่นที่ต้องพยายามเพิ่มพูน เป็นเหตุนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายอันดีงามที่กำหนดไว้ ด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฐิ กระทั่งบังเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นชีวิตที่ประสบสวัสดิภาพและมีคุณภาพได้ดังที่ปรารถนา

ขออนุโมทนาในความดีที่เด็กและเยาวชนรวมทั้งของผู้ทำประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนได้ประพฤติปฏิบัติ ขออานุภาพแห่งกุศลจริยาและปณิธานในการดำรงตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โปรดอภิบาลรักษาให้ท่านประสบความสำเร็จในการประกอบกรณียกิจ สามารถพัฒนาชีวิตให้เพียบพร้อมด้วยสุจริตธรรม เป็นกำลังของประเทศชาติสืบไป เทอญ.”

– 006

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603184

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.40 น.

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

บริษัท อิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จัดงานYouth In Charge The Kickoffในรูปแบบออนไลน์เพื่อเปิดตัว“Youth In Charge”แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำและโอกาสของเยาวชนไทยโดยผนึกกำลังกับภาคีพันธมิตร ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายสถาบันการศึกษา ร่วมกันสร้างพื้นที่ให้กับเยาวชนที่มีความสนใจและความมุ่งมั่นในการเป็นเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และทำงานร่วมกันโดยได้ริเริ่ม“Youth In Charge Leadership Academy”ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มดังกล่าวได้เรียนรู้จากผู้นำตัวจริงจากทุกภาคส่วนในบรรยากาศการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้เยาวชนกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าตั้งคำถาม และกล้าตั้งข้อสงสัยต่อกรอบความคิดและความเชื่อเดิมๆเพื่อต่อยอดนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศของเราให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เอริกา เมษินทรีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม Youth In Charge กรรมการผู้จัดการ บริษัทอิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัดกล่าวว่า “ปัจจุบันโลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและฉับพลัน มีการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างสะดวกสบาย พวกเขาจึงมีทั้งความตื่นตัว ตื่นรู้ มีมุมมองที่แปลกใหม่ และมีความสนใจที่หลากหลายในเมื่อโลกนอกรั้วโรงเรียนและนอกรั้วมหาวิทยาลัยของเขากว้างขึ้นเรื่อยๆ สถาบันการศึกษาและระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ระบบนิเวศที่เหมาะสมเสมอไปสำหรับการปลดปล่อยพลัง แสดงศักยภาพและพัฒนาความเป็นผู้นำของเยาวชน เราจึงริเริ่มแพลตฟอร์มYouth In Charge ขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ปลดปล่อยความสามารถที่มีออกมาอย่างเต็มกำลัง โดยล่าสุด Youth In Charge และภาคีพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ริเริ่ม Youth In Charge Leadership Academy เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาศักยภาพ ความเป็นผู้นำ และโอกาสของเยาวชนไทย ที่จะเปิดโลกนอกโรงเรียน ขยายกิจกรรมและการเรียนรู้ของเยาวชนออกนอกสถาบันการศึกษา รวมถึงเปิดโอกาสให้เยาวชนจากต่างพื้นเพและความสนใจได้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยน และเรียนรู้จากกันและกัน ตลอดจนให้เยาวชนได้มีบทบาทนำหรือร่วมนำในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนวาระสำคัญของชาติ ล่าสุดได้ประกาศรายชื่อเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมYouth In Charge Leadership Academy จำนวน 85 คน โดยมีอายุตั้งแต่ 16 – 26 ปี จากทั้งในกรุงเทพมหานครและจากต่างจังหวัด ครอบคลุมเยาวชนหลากหลายกลุ่ม หลากหลายความรู้ความสามารถและความสนใจ เราภูมิใจและเชื่อว่าเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนของความหลากหลายของเยาวชนไทยในปัจจุบันอย่างแท้จริง

Youth In Charge Leadership Academy จะเริ่มกิจกรรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2564 โดยเน้นการปฏิสัมพันธ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันที่สนุกสนาน และการท้าทายเยาวชนให้ลองคิดและลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ ตลอดจนพัฒนาและปรับปรุงทักษะที่พวกเขาอาจยังทำได้ไม่ดี เพื่อนำไปสู่การค้นพบศักยภาพความเป็นผู้นำที่แท้จริงของเยาวชนแต่ละคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แพลตฟอร์มที่เราได้สร้างขึ้นจะผลักดันให้เยาวชนกลุ่มนี้เป็นพันธมิตรกัน หาวิธีที่จะเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ตลอดจนเติบโตไปด้วยกันในอนาคตอีกด้วย

Youth In Charge Leadership Academy จะถูกเสริมทัพด้วยผู้นำที่มากด้วยประสบการณ์ทั้งจากภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นผู้นำองค์กร การบริหารจัดการคน การเป็นผู้นำในภาวะวิกฤติ การรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า รวมไปถึงนำองค์ความรู้เฉพาะด้านมาถ่ายทอดให้กับเหล่าเยาวชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า Youth In Charge Leadership Academy และเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Future Changers) 85 คนแรกนี้ จะเป็นแรงกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ อีกทั้งช่วยเป็น “ตัวคูณ” ในการสร้างสังคมแห่งโอกาสและขยายเครือข่ายต่อไปยังเยาวชนกลุ่มอื่น ๆ ได้

เราคาดหวังว่าแพลตฟอร์มและเครือข่ายเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังสร้างขึ้นมานี้จะเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่าเยาวชนในปัจจุบันมีความรู้ความสามารถ มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง มีความหลากหลาย มีศักยภาพที่ล้นเหลือ และเมื่อมารวมตัวกันจะเกิดพลังมหาศาล ที่สำคัญที่สุด เราอยากให้ทุกคนเห็นว่า พื้นที่สำหรับการรวมตัวกันอย่างสร้างสรรค์ของเยาวชนและผู้ใหญ่จากทุกๆฝ่าย สามารถเกิดขึ้นได้จริง และแม้สิ่งที่เยาวชนคิดหรือทำในวันนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่หากได้รับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างจริงจังของผู้ใหญ่ ก็สามารถที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและก้าวที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน”

ติดตามรายละเอียดแพลตฟอร์มYouth In Charge เพิ่มเติมได้ที่ www.youthincharge.net หรือที่เพจเฟซบุ๊ก Youth In Charge: https://web.facebook.com/YouthInChargeThailand

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603172

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.50 น.

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

19 กันยายน 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า คณะกรรมการฯ ได้ใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นฐานในการถอดบทเรียนการแก้ปัญหาหนี้สินครู และที่ผ่านมาคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อประชุมรับฟังแนวทางการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั้ง 2 แห่งนี้มีการบริหารจัดการที่ดี และมีการดูแลสมาชิกที่เคยมีปัญหา โดยมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆขึ้นมาแก้ไขจนปัญหาคลี่คลาย และเป็นที่พึงพอใจของสมาชิก ถือเป็นสหกรณ์ตัวอย่าง รวมถึงแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้

นายสุทธิชัย กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับประธานกรรมการ คณะกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั้ง 2 แห่ง และมีส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) กศน.จังหวัด ผู้อำนวยการ สกสค. จังหวัด กรมส่งเสริมสหกรณ์จังหวัด ร่วมด้วยนั้น จากการรับฟังความคิดเห็นตรงกับที่เราได้ตั้งสมมุติฐานไว้ในการลดดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้จะต้องสมดุลกัน แต่เมื่อเทียบดอกเบี้ยของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกับดอกเบี้ยของสถาบันการเงินทั่วไป พบว่า ดอกเบี้ยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสูงกว่า จึงทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้สูงไปด้วย จะต้องหาแนวทางการปรับลดดอกเบี้ยลง และเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ กรณีสมาชิกมีปัญหาเกิดขึ้นจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดหรือไม่ เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยหรือกรณีมีการฟ้องร้อง

“ระหว่างที่เรากำลังถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯทั้ง 2 แห่ง ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ คณะกรรมการฯ จะเชิญสถาบันการเงิน อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ มาหารือเพื่อขอความร่วมมือและสอบถามความคิดเห็นและแนวทางในการช่วยเหลือครูได้อย่างไร จากนั้นคณะกรรมการฯจะกำหนดเป็นแนวทางการทำงานขยายผลไปสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบในพื้นที่นำร่อง 4 ภาค ๆ ละ 3 จังหวัด รวม 12 จังหวัด หากสหกรณ์ใดพร้อมจะเข้าร่วมโครงการก็ยินดี โดยรอบแรกตั้งเป้าไว้ 12 สหกรณ์ออมทรัพย์ครู บวกกับสหกรณ์อื่นอีกกว่า 20 แห่ง ที่พร้อมเข้าร่วมมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ก่อนจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย นำไปสู่การขับเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบกระจายไปสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ” นายสุทธิชัย กล่าว

นายสุทธิชัย กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้นำแนวทางการทำงานเสนอต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ แล้วและเห็นด้วยกับแนวทาง ขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูโดยเร็วที่สุด และการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานเข้าที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ เป็นระยะๆ ซึ่งทุกคนอยากให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

‘ไทย-รัสเซีย’โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602914

'ไทย-รัสเซีย'โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด

‘ไทย-รัสเซีย’โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.21 น.

สกศ.จัดประชุมโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 3 ผ่านซูม แลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิดระบาด ไทยโชว์ความสำเร็จจัดการศึกษา 5 ออน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จัดการประชุมโต๊ะกลมไทย – รัสเซีย ครั้งที่ 3 หัวข้อ การจัดการศึกษาท่ามกลางโรคระบาดโควิด-19 พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส ( Education during COVID-19 Pandemic: Turning Crisis into Opportunity) ระหว่างวันที่ 16 – 17 กันยายน 2564 ผ่านระบบออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชัน ZOOM โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานการประชุม ณ วังสระปทุม และ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะทำงานจัดการประชุมฯ กล่าวถวายรายงาน โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ

ดร.อำนาจ กล่าวว่า การประชุมโต๊ะกลมไทย – รัสเซีย เริ่มขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย ปี 2560 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ตระหนักถึงศักยภาพของรัสเซียในด้านการศึกษา วิจัย และเทคโนโลยี จึงทรงดำรัสให้จัดการประชุมครั้งที่ 1 ขึ้น และได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ การส่งนักเรียนทุนไปศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการศึกษา เป็นต้น ซึ่งการประชุมนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้มีการหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการศึกษาทางออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 รวมถึงการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการเรียนผ่านระบบออนไลน์ในยุคโรคโควิดระบาด โดยแต่ละประเทศได้เสนอแนวทางจัดการเรียนการสอนว่าเป็นอย่างไร และจะแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนกันอย่างไรบ้าง

ดร.อำนาจ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการจัดการศึกษาของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 (Model of Basic Education Learning in Thailand during COVID-19 Pandemic )ที่มี 5 รูปแบบ คือ 1.On-site เรียนที่โรงเรียน 2.On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV 3.On-demand เรียนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ 4.On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต และ 5.On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) และสะเต็มศึกษา (STEM  Education) ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ขณะที่ประเทศรัสเซียก็นำเสนอแนวทางการสอนทางด้านคณิตศาสตร์ มีการยกตัวอย่างโรงเรียนต้นแบบ และวิธีการสอนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

“จากการหารือในครั้งนี้น่าจะมีทิศทางความร่วมมือที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี หลังจากประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้วทางคณะทำงานโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธาน จะนำข้อมูลจากการหารือทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่าในปีนี้จะมีการขับเคลื่อนการทำงาน กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการหรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงการทำงานในปีต่อๆไปด้วย แต่ในปีนี้เราก็มีข้อจำกัดเรื่องปัญหาโควิด-19 ซึ่งจะทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ที่จะต้องเดินทางไปรัสเซียหรือมาประเทศไทยไม่ได้ จึงต้องใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม จากที่ทาง รมว.ศึกฺษาการ ได้เข้าร่วมหารือด้วย ก็มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ให้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานเกิดเป็นรูปธรรมด้วย” ดร.อำนาจ กล่าว – 006

‘ครูโอ๊ะ’มอบ’ศธจ.นนทบุรี’ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602897

'ครูโอ๊ะ'มอบ'ศธจ.นนทบุรี'ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน

‘ครูโอ๊ะ’มอบ’ศธจ.นนทบุรี’ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.41 น.

“ครูโอ๊ะ”มอบ”ศธจ.นนทบุรี”ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน ย้ำความเดือดร้อนของผู้ปกครอง-ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เน้นให้ตรวจสอบ-โปร่งใส-เป็นธรรม-ภายใต้การมีส่วนร่วม เพื่อประโยชน์ของเด็กเยาวชนบนแผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีผู้ปกครองขอความเป็นธรรมในการคืนค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามความเป็นจริง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ว่า ครูโอ๊ะได้ติดตามข่าวและไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของผู้ปกครองและประชาชน ทันทีที่ได้รับทราบเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชนที่อยู่ในการดูแล จึงได้มีการสั่งการให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เร่งติดตามและสอบถามข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของผู้ปกครองและโรงเรียน

“วันนี้ได้รับรายงานจาก นางธรรมพร แข็งกสิการ ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี ว่า ได้เชิญผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนดังกล่าวมาร่วมพูดคุยกับตัวแทนผู้ปกครอง เพื่อชี้แจงเหตุผลการคืนเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักเรียนชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องเรียนออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom จากที่บ้าน ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทางตัวแทนผู้ปกครองจึงต้องการให้โรงเรียนปรับจำนวนเงินคืนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มเติม อาทิ บางรายการที่นักเรียนไม่ได้ใช้บริการ หรือรายการที่ไม่มีความจำเป็นจากการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ เป็นต้น ซึ่งจะสรุปผลการหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน รายงานมายังครูโอ๊ะต่อไปและได้เน้นย้ำกับ ศธจ.นนทบุรี ไปแล้วว่า ควรรับฟังความคิดเห็นของทั้งสองฝ่าย ภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยหาข้อเท็จจริงบนพื้นฐานความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าโรงเรียนเอกชนเข้ามาช่วยรัฐบาลในการจัดการศึกษาทางเลือกอย่างหลากหลายแก่ผู้ปกครองที่มีความพร้อม แต่เมื่อผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อนและข้อเรียกร้องเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องตรวจสอบหาข้อมูลความจริง เพื่อแก้ไขปรับปรุงการทำงานที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือ เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนที่เป็นลูกหลานทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย” รมช.ศธ.กล่าว – 006

‘GISTDA-สสช.’ ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602771

'GISTDA-สสช.' ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

‘GISTDA-สสช.’ ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 12.31 น.

17 กันยายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการบูรณาการและประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนภารกิจของทั้งสองหน่วยงาน ภายใต้โครงการ Open Data Platform ในรูปแบบออนไลน์

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้โครงการ Open Data Platform นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่าง 2 หน่วยงาน นอกจากจะเป็นการสนับสนุนภารกิจแล้ว ยังต้องการให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลภูมิสารสนเทศทางสถิติได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และพัฒนาข้อมูลภูมิสารสนเทศทางสถิติร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรด้านข้อมูล เครื่องมือ และบุคลากร รวมถึงร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติพร้อมทั้งถ่ายทอดแลกเปลี่ยนและพัฒนาองค์ความรู้ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อนโครงการ Opendata Platform ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ให้บริการบน Platform นี้ได้ อาทิ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำโดยการนำข้อมูลสถิติความยากจนของประชากรในพื้นที่วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพของพื้นที่ที่ได้จากการประมวลผลโดยใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อนำไปวางแผนการกำหนดนโยบายพัฒนาพื้นที่ในอนาคต หรือ ด้านการเกษตร เช่น สถิติการส่งเสริมพื้นที่ตั้งของสถานประกอบการที่ได้การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวกับการวางแผนพัฒนาเมืองจากมุมมองและแนวโน้มการเติบโตของเมืองจากภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานอย่างแท้จริง

ทางด้าน นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการ สสช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้จะทำให้เกิดการบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทระบบสถิติประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2559-2564) ฉบับปรับปรุง ที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ในการพัฒนาทางสถิติที่เป็นข้อมูลสำคัญของประเทศให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลภูมิสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการในปัจจุบัน เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลตามนโยบายรัฐบาลสู่การเป็น Smart Government ต่อไป

-(016)

Asean delivers Covid-19 medical aid to Myanmar #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006346

Asean delivers Covid-19 medical aid to Myanmar


KUALA LUMPUR, Sept 17 (Bernama): The Association of South-East Asian Nations (Asean) had handed over US$1.1 million worth of medical supplies and equipment ready to be distributed by the Myanmar Red Cross Society (MRCS), for immediate support to the Covid-19 response in the country.

The delivery, which is the first batch of Asean’s Humanitarian Assistance in Myanmar, was a follow up to the Pledging Conference held on Aug 18, Asean Secretariat said in a statement published on its website www.asean.org.

Items in this batch were donated by the governments of Indonesia, the Philippines, Thailand, Turkey, and Temasek Foundation International, it said.

In his remarks, Asean Secretary-General Datuk Lim Jock Hoi underscored the importance of the initiative to showcase the solidarity in the spirit of ‘One Asean, One Response’ to extend a helping hand to the people of Myanmar in the realisation of a people-oriented, people-centred Asean Community.

He also thanked the four donor countries and Temasek Foundation International, and expressed his confidence that the assistance would alleviate the sufferings of the people of Myanmar in this critical time.

Lim had further called for other countries to contribute to the humanitarian efforts for Phase 1 urgently and Phase 2 at a later stage.

The next batch for Phase 1 is expected to be provided through support from Brunei, Cambodia, Singapore and Vietnam, along with other donor countries and organisations, the statement said.

ADVERTISEMENT

Meanwhile, Special Envoy of the Asean Chair on Myanmar Datuk Erywan Yusof in his recorded remarks further emphasised that Covid-19 pandemic is “the common enemy” that has exposed the vulnerabilities not only of our socio-economic structures, but the fragility of human life.

He urged the international community to continue giving support and to complement Asean’s efforts, further highlighting that the “provision of humanitarian assistance is a true reflection of the “Asean Way”, and demonstrates our commitment to help our Asean family when they are in need”.

The Executive Director of the Asean Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on disaster management (AHA Centre), representatives of Asean Member States, donor countries among others had attended the handing over ceremony, which was held virtually on Wednesday from Asean Secretariat in Jakarta.

The statement added that the AHA Centre, as the operational lead, will facilitate the delivery of assistance while the MRCS, as a local partner, supports ASEAN by providing last mile distribution of the medical supplies and equipment to the communities in need in Myanmar. – Bernama

Published : September 19, 2021

[Laos] Covid-19 control measures extended #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006345

[Laos] Covid-19 control measures extended


The Lao government has extended Covid-19 prevention and control measures until September 30, expanding a night-time travel ban to provinces hit by a community outbreak.

People are prohibited from travelling from 10 pm to 5 am in the capital of Vientiane and provinces affected by outbreaks.

In its last update, which is issued every 15 days, the travel ban was imposed only in the capital.

Addressing a media briefing on Wednesday, the Vice Chairperson of the National Taskforce for Covid-19 Prevention and Control, Mrs Thipphakone Chanthavongsa, said the community outbreak was increasingly spreading, requiring the tightening of the measures. 

The outbreak in the capital of Vientiane and the provinces of Champassak, Khammuan and Savannakhet has spread wider compare to other provinces.

“Although imported cases in these areas have declined, community outbreak is spreading wider,” Mrs Thipphakone said.

Authorities have blamed the worsening community outbreak on people continuing to travel to and from localities.

In light of this issue, some provinces recently imposed travel bans to and from communities affected by outbreaks.

In its latest update on the prevention and control measures, the government decided to expand the night-time travel ban to some provinces. Exceptions have been made for transporting goods and emergency trips, including the movement of rescue vehicles, fire trucks and ambulances.

Other measures that will remain in place under the extension include:

ADVERTISEMENT

– The closure of entertainment venues, cinemas, spa services, karaoke halls, drinking shops, internet cafés, snooker clubs, casinos and gaming shops across the country.

–  Massage services, beauty salons, night markets, food gardens and tourist sites in areas affected by community outbreaks are prohibited.

– Travel to and from red zones is not allowed, except in cases permitted by the relevant taskforce.

– All indoor and outdoor sports, including sport competitions and sporting activities in parks in red zones are prohibited.

– Any kind of party or gathering in any location is prohibited.

– School classes at all levels will be closed and entrance examinations to tertiary education institutions in Vientiane and the provinces affected by community outbreaks will be suspended. Exceptions will be made for dormitory schools if permission is granted by the provincial taskforce.

–  The issuance of visas for foreign visitors will remain suspended. Diplomats, staff of international organisations, experts and investors can apply for permission from the taskforce. In this regard, foreign ambassadors and heads of international organisations are permitted to undergo quarantine at their residence, while the rest are required to undergo quarantine at designated hotels.

– All border checkpoints will continue to be closed for ordinary citizens.

– Meetings and other activities, including traditional events and ritual involving more than 20 people, are prohibited. In essential cases, permission must be given by a Covid-19 taskforce before such events are organised.

However, the government is allowing some businesses to remain open as long as they strictly observe Covid-19 prevention and control measures.

These businesses include wholesale and retail shops, supermarkets, minimarts, and fresh markets.

Barber shops and beauty salons outside of red zones may open if service providers are fully vaccinated.

Restaurants and coffee shops in communities without outbreak may continue to open. Factories may continue to operate if employees are fully vaccinated and do not live in a red zone.

Meetings outside red zones can be convened.

Classes may be held at schools given permission by the taskforce of the provinces or the capital of Vientiane.

Published : September 19, 2021

[Vietnam] Govt signs decision to release $116mln to procure 20 million doses of Pfizer vaccines #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006344

[Vietnam] Govt signs decision to release $116mln to procure 20 million doses of Pfizer vaccines


HÀ NỘI — Deputy Prime Minister Lê Minh Khái on behalf of the Prime Minister has approved funding to purchase nearly 20 million doses of COVID-19 vaccine BNT162 by Pfizer.

According to the decision, signed on September 17, more than VNĐ2.65 trillion (US$115.95 million) sourced from the national COVID-19 vaccine fund (which to date has about $378 million in donations) will be used to purchase nearly 20 million doses of the mRNA vaccine and activities related to the administration of the vaccine at the request of the Ministry of Health.

Relevant ministries are asked to take responsibility for the management, use and payment of the amount in an economic, effective, open and transparent manner. 

The health ministry is required to report the use of the sum to the Prime Minister.

Earlier, the Ministry of Health and Pfizer signed an amendment of the definitive supply agreement for an addition 20 million doses – reportedly reserved for children aged 12-18 years old in the country – on top of the original deal for 31 million doses. — VNS

Published : September 19, 2021

Almost 70% of Korea is at least partly vaccinated against COVID-19 — now what? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006343

Almost 70% of Korea is at least partly vaccinated against COVID-19 — now what?


South Korea is close to reaching its goal of having 70 percent of the population vaccinated with a first dose of a COVID-19 vaccine before Saturday, when this year’s Chuseok holiday begins.

So what does this mean for the country’s pandemic response going forward?

Lee Ki-il, the Ministry of Health and Welfare’s deputy minister for health care policy, told Friday’s televised news briefing that Korea was close to hitting “a significant milestone in the vaccination campaign against COVID-19.”

Some 36 million people, or 70 percent of the Korean population, will have had at least one dose, more than six months since the very first batch of vaccines were put in arms back in February. As of Friday noon, the first-dose rate stood at 69 percent.

As the two rounds of Pfizer and Moderna vaccinations — which have been the most widely distributed kinds here since July — are completed within six weeks, the share of fully vaccinated people is expected to rise to 70 percent sometime in October.

The interval between the first and second AstraZeneca dose has been shortened to four weeks from eight weeks to boost the second-dose uptake, according to Thursday’s announcement. 

Moving up appointments for a second Pfizer or Moderna dose, which is scheduled at six weeks after the first, is now possible through the online signup systems for “leftover” vaccines.

In the same briefing, the ministry’s spokesperson Son Young-rae said at the current trajectory, Korea was “anticipated to get to 80 percent, possibly even higher, within October.”

Asked to explain what crossing the 70 percent mark for first doses would entail for COVID-19 control in the country, he said that one dose still provided strong protection against hospitalizations and deaths.

But one dose of a vaccine is known to be less effective in preventing infection with the delta variant, which accounted for 98 percent of all analyzed cases last week. Nearly 1 in 5 patients diagnosed between July and September here were first-dose recipients awaiting their second dose, according to official statistics Wednesday.

ADVERTISEMENT

Despite the vaccine progress, the fourth wave of the pandemic is not dying down, with 2,008 more cases confirmed in the latest 24-hour period until Thursday midnight. So far in September, an average of 1,796 cases were logged each day, slightly higher than the daily average seen in August of 1,712 cases.

Lee, of the Health Ministry, said this was due to the impact of delta, which is “about three times more contagious than the original virus found in Wuhan,” China, and the easing in social distancing restrictions earlier this month.

The limit on private gatherings has been eased to allow up to eight people to mingle past 6 p.m. — if at least four among the group are fully vaccinated. Throughout summer only two people could meet up at a time in the evening.

“Our projections indicate that Korea will be heading on a downward trend for case rates over the latter half of September,” he said.

The ultimate goal is to raise the full vaccination coverage, Jeong Eun-kyeong, the Korea Disease Control and Prevention Agency’s commissioner, told reporters at a vaccination clinic near the agency’s headquarters in Cheongju, North Chungcheong Province.

“The most important task is to have more people fully immunized,” she said. “Do not to skip the second dose when the time comes.”

As of Friday’s count 41 percent in Korea were fully vaccinated.

By age, the full vaccination rate was highest in people who are in their 70s at 89 percent, followed by those in their 60s at 86 percent and those in their 80s and older at 79 percent. 

For people in their 50s, for whom vaccinations began in the last week of July, it was 40 percent. The cohort of 30-somethings, many of whom were offered the US-supplied Johnson & Johnson vaccines in June, came next at 31 percent. For 40-somethings and 20-somethings, it was a tie at 26 percent.

An even busier phase in the rollout is ahead in October, when vaccinations for minors under 18 and pregnant women are planned, as well as third “booster” vaccinations for older, vulnerable people.

Korea has delivered 11,785,221 doses over the first 17 days of September, of which 6,086,314 were first doses. The average number of doses given out per day this month is 368,288, up from August’s 285,969.

Published : September 19, 2021