10 อาหารช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601580

10 อาหารช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19

10 อาหารช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการ มีส่วนช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อไวรัส มีงานวิจัยทางการแพทย์ชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารจากพืช ผักผลไม้ เห็ดต่างๆ รวมไปถึงธัญพืช และถั่ว (Plant-Based Diet) เป็นประจำช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 73% และการรับประทานจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ด ธัญพืช ถั่ว ปลา และซีฟู้ด (Pescatarian)เป็นประจำจะช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 59% ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อ COVID–19 ที่เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์เป็นประจำจะมีอาการป่วยหนักกว่าผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19ที่รับประทานอาหารจากพืช มากกว่าถึง 3 เท่า

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยมากกว่า20 ปี จาก Addlife Check-Up Centerชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) แนะนำ 10 อันดับ อาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

1.กระเทียม มีเควอซิทิน (Quercetin) และอัลลิซิน (Allicin) สารสำคัญที่ช่วยต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ และมีงานวิจัยพบว่าช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

2.ขมิ้น มีวิตามินซี เคอร์คูมิน (Curcumin)มีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับปกติ

3.ผักเคล หรือผักคะน้า มีสารซัลโฟราเฟน(Sulforaphane) และเควอซิทิน (Quercetin) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

4.เห็ดต่างๆ มีสารเบต้ากลูแคน (Beta-Glucan) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

5.มะขามป้อม มีวิตามินซีค่อนข้างสูงโดยพบว่าสูงกว่าส้มถึง 8 เท่า มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดขาว เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน

6.กิมจิ มีสารสำคัญ โปรไบโอติกส์ (Probiotics) ชนิดแลกโตบาซิลลัส (Lactobacillus)ช่วยให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

7.มะละกอ โดยเฉพาะมะละกอสุกเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่ล้วนแต่เป็นสารสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว จึงมีความสามารถในการสกัดกั้นเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น

8.เมล็ดฟักทอง มีวิตามินอี โอเมก้า-3 และสังกะสี ที่มีส่วนเพิ่มการสร้างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน

9.ดาร์กช็อกโกแลต อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระอาจช่วยให้ร่างกายสามารถจัดการกับไวรัส

10.แซลมอน มีวิตามินดีและโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาว และเป็นสารสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภท ชาเขียว มีสารสำคัญคาเทชิน (Catechin) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และปรับภูมิคุ้มกัน และช่วยยับยั้งการ
แบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

ดังนั้น ในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 การนำอาหารเหล่านี้มาใช้ปรุงอาหารก็จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่สามารถป้องกัน COVID-19 ได้ 100%จึงควรป้องกันตนเองด้วยการล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่าง ก็จะช่วยให้สามารถห่างไกลจาก COVID-19 ได้

‘สื่อสารสำคัญ ปลุกปั้นด้วยใจ ปรับใช้นวัตกรรม’ คัมภีร์เสริมความแกร่งองค์กรสาธารณกุศลยุคนิวนอร์มอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601600

‘สื่อสารสำคัญ ปลุกปั้นด้วยใจ ปรับใช้นวัตกรรม’  คัมภีร์เสริมความแกร่งองค์กรสาธารณกุศลยุคนิวนอร์มอล

‘สื่อสารสำคัญ ปลุกปั้นด้วยใจ ปรับใช้นวัตกรรม’ คัมภีร์เสริมความแกร่งองค์กรสาธารณกุศลยุคนิวนอร์มอล

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

ในภาวะวิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่นปัจจุบัน พลังแห่งการให้จากหลากหลายภาคส่วนในสังคมไทยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นำพาความช่วยเหลือไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล หรือการแบ่งปันอาหารแก่ชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยมีองค์กรสาธารณกุศลเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ

KBank Private Banking ผู้ให้บริการด้านการบริหารความมั่งคั่งอย่างครบวงจร ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับองค์กรสาธารณกุศลหลายแห่งในประเทศไทย และมองเห็นโอกาสที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ที่ทันสมัย ได้จัดงานสัมมนาออนไลน์หัวข้อ “องค์กรสาธารณกุศลต้องปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน”พร้อมด้วยวิทยากรทรงคุณวุฒิจาก 3 องค์กรชั้นนำที่มาร่วมเปิดมุมมองใหม่ ยกระดับองค์กรสาธารณกุศลไทยให้รับมือกับโลกยุคโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำโดย นางสาวโสพิสเกษมสหสิน, นายอาทิวราห์ คงมาลัยและ นางสาวเอด้า จิรไพศาลกุล

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปรัชญาการดำเนินงานของ KBank Private Banking คือการส่งมอบความมั่งคั่งที่สมบูรณ์ (Perfect Wealth) ให้กับลูกค้า ซึ่งความสุขจากการให้และการแบ่งปันถือเป็นอีกส่วนที่สำคัญ เราจึงมุ่งมั่นและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแบ่งปันสู่สังคมอยู่เสมอ ผ่านกลยุทธ์ S-Sharing ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์หลักของเรา โดยมีเป้าหมายในการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรสาธารณกุศลในประเทศไทยดำเนินงานอย่างมีศักยภาพ เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันที่ยั่งยืนท่ามกลางภาวะที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การสื่อสารที่ถูกต้อง ถูกทางและถูกใจ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรสาธารณกุศลสามารถปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการให้ในสังคมไทยให้มีความสร้างสรรค์และทันสมัยมากขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของกลุ่มผู้บริจาคในยุคนิว นอร์มอล ได้อย่างตรงจุด เพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมต่อไป”

การสื่อสารไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องค้นหาว่าอะไรจะทำให้เรา “ตอบโจทย์อยู่เสมอ”

“ในวันที่ทุกอย่างถูกท้าทาย โลกแห่งการสื่อสารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นเดียวกัน แนวทางการประชาสัมพันธ์ที่ครอบคลุม พร้อมปรับเปลี่ยนตามรูปแบบการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผู้คนในสังคมได้อย่างทันท่วงที คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสารเจตนารมณ์ที่ดีขององค์กรสาธารณกุศลให้ประสบผลสำเร็จ” นางสาวโสพิส เกษมสหสิน รองประธานอาวุโส พาร์ตเนอร์ และผู้จัดการทั่วไป เฟลชแมนฮิลลาร์ด ประเทศไทยบริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ระดับโลก กล่าว

โสพิส เกษมสหสิน

“ด้วยความหลากหลายของกลุ่มผู้บริจาค และประเด็นทางสังคมซึ่งอยู่ในความสนใจในปัจจุบัน รูปแบบการสื่อสารจึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว โดยสามารถเริ่มวางแผนด้วยการตอบคำถามหลัก 5 ข้อ ดังนี้ 1) เป้าหมายขององค์กรคืออะไร ตอบโจทย์ของสังคมในวันนี้และอนาคตมากน้อยแค่ไหน 2) การสื่อสารมีความสม่ำเสมอ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ 3) ระบบการบริจาคมีความสะดวกสบาย ใช้งานง่าย ตรงกับพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริจาคเพียงใด 4) ประสบการณ์โดยรวมของผู้บริจาคควรเป็นอย่างไรเพื่อสร้างความประทับใจอยู่เสมอ และ 5) การบริหารเงินบริจาคมีการชี้แจงอย่างโปร่งใสและเห็นผลจริงหรือไม่ เมื่อตอบคำถามเหล่านี้ได้ องค์กรสาธารณกุศลก็จะสามารถวางกลยุทธ์การสื่อสารที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของตนได้”

สร้างนิยามใหม่ ปลุกพลังใจจริงใจในทุกก้าว

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของโครงการเล็กๆ ที่อำเภอบางสะพาน ไปจนถึงการสร้างประวัติศาสตร์ของการทำสาธารณกุศลระดับประเทศผ่านกิจกรรมต่างๆ ของ “มูลนิธิก้าวคนละก้าว” ชื่อของ “พี่ตูน-อาทิวราห์” ก็ได้อยู่ในใจของคนไทยหลายคน และที่สำคัญกว่านั้น เขาได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องราวความมุ่งมั่นตั้งใจในการขับเคลื่อนสังคมด้วยการร่วมกันคนละเล็กละน้อย สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง และยังสามารถปลุกพลังใจให้ใครอีกหลายคนลุกขึ้นมาสร้างประโยชน์ทั้งเพื่อตัวเองและสังคมอีกด้วย

อาทิวราห์ คงมาลัย 

นายอาทิวราห์ คงมาลัย ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิก้าวคนละก้าว และทีมที่ปรึกษามูลนิธิได้เล่าถึงการดำเนินโครงการของมูลนิธิว่า “ก้าวแรกของเรา คือการเริ่มต้นจากพลังใจที่ต้องการจะให้ โดยการใช้พละกำลังและเสียงเล็กๆ ที่เรามี มาถ่ายทอดเรื่องราวปัญหาสังคมหรือการขาดแคลนในด้านต่างๆ ให้กับประชาชนทั่วประเทศ แม้ว่าวันนี้เราจะไม่สามารถออกมาทำกิจกรรมร่วมกันได้เนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่พวกเราทุกคนก็ยังคงมีส่วนร่วมด้วยกันได้ ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การวิ่งแบบ virtual run หรือการบริจาคผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แฟนเพจ รายการตลาดใจ เราได้มีการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเหมือนพื้นที่ตรงกลาง เพื่อให้ทุกคนสามารถมาร่วมสมทบทุนหรือบริจาคสิ่งของจำเป็น โดยเราจะทำหน้าที่ช่วยส่งมอบกำลังใจเหล่านี้ไปให้กับกลุ่มคนหรือหน่วยงานที่ต้องการความช่วยเหลือต่อไป รวมถึงกิจกรรมใหม่ “ก้าวเพื่อน้อง” ที่มุ่งเน้นสนับสนุนหาทุนการศึกษาให้แก่น้องๆ ที่ขาดแคลน ซึ่งเรามีความตั้งใจที่จะทำกิจกรรมนี้ในทุกๆ ปี

“หนึ่งสิ่งที่เราเน้นย้ำอยู่เสมอในการระดมทุนสำหรับทุกๆ โครงการคือการสื่อสารอย่างจริงใจและโปร่งใส ทุกบาททุกสตางค์ที่เรารวบรวมได้จะนำไปบริจาคตามเป้าประสงค์ของโครงการ 100% โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการสรุปชิ้นงาน เช่น การทำวีดีโอสั้นๆ เพื่อบอกเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงผลลัพธ์ที่สำเร็จอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเหมือนการสรุปปิดกล่องของขวัญที่ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกันและที่สำคัญที่สุด เราอยากขอขอบคุณทุกกำลังใจดีๆ ที่ทุกคนมอบให้ และอยากเห็นทุกคนได้รับรอยยิ้มและภาพแห่งความสุขนี้ไปพร้อมๆ กันกับเราเสมอ”

ชูนวัตกรรม ทำประโยชน์เพื่อสังคมแบบรอบด้านด้วย Crowdfunding

“เทใจ” เว็บไซต์ก่อตั้งขึ้นเมื่อ9 ปีที่แล้ว ด้วยจุดประสงค์เริ่มต้นที่อยากช่วยเหลือสนับสนุนองค์กรสาธารณกุศลขนาดเล็กที่อาจจะยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก หรือยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน จนเมื่อเวลาผ่านไป เว็บไซต์เทใจดอทคอม ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มการบริจาคเพื่อพัฒนาสังคมออนไลน์แห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทยโดยได้มีการนำนวัตกรรมที่น่าสนใจอย่าง Crowdfunding มาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นพื้นที่ในการรวบรวมโครงการช่วยเหลือสังคมดีๆ มากมาย และมีกลไกในการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริจาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอด้า จิรไพศาลกุล

นางสาวเอด้า จิรไพศาลกุล ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการกลุ่มThai Young Philanthropist Network และ CEO เทใจดอทคอมเล่าถึงการเข้าถึงกลุ่มผู้บริจาคในยุคปัจจุบันว่า “เมื่อผู้คนย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น รูปแบบการบริจาคจึงต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย กลุ่มผู้บริจาคหลักในยุคนี้ คือกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 20-50 ปี ที่ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนจากการบริจาคเป็นเงินสด เป็นการบริจาคผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองหาความสะดวกสบาย รวดเร็ว และชัดเจนในทุกๆ การบริจาค และเชื่อมั่นว่าการบริจาคนั้น คืออีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่พวกเขาต้องการ”

“เทใจ เป็นเหมือนพื้นที่ออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้โครงการต่างๆ มาเข้าร่วม พร้อมกับระบบการคัดกรองตรวจสอบ และติดตามผลที่ละเอียดและเชื่อถือได้ เราต้องการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันในสังคมไทยให้มีระบบการบริหารจัดการที่ดี เพื่อผลักดันให้เกิดการแบ่งปันและกระจายทรัพยากรไปในวงกว้างและทั่วถึง เพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น หลักการของ Crowdfunding ที่เน้นการรวบรวมข้อมูลของโครงการต่างๆ ที่มีความหลากหลายทางประเด็นสังคมมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน และยังสามารถแจกแจงรายละเอียดการจัดสรรทุนในแต่ละโครงการได้ จึงเข้ามาตอบโจทย์ปณิธานนี้ได้อย่างลงตัว

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเข้าถึงความสนใจของกลุ่มผู้บริจาคใหม่ๆ มากขึ้น เรายังได้ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลของผู้บริจาคที่เข้าร่วมสมาชิกกับเราในรูปแบบ social listening เพื่อศึกษาความสนใจและพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการบริจาค และนำไปพัฒนาต่อยอดแพลตฟอร์มของเรา เพื่อร่วมสร้างชุมชนการบริจาคออนไลน์ที่แข็งแกร่งต่อไป”

กลุ่มธุรกิจข้าวมาบุญครอง มอบข้าวหอมมะลิใหม่ 100% ทำข้าวกล่องกำลังใจเสิร์ฟความหอม อร่อย ปลอดภัย ผ่านการรังสรรค์เมนูจากเชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601563

กลุ่มธุรกิจข้าวมาบุญครอง มอบข้าวหอมมะลิใหม่ 100% ทำข้าวกล่องกำลังใจเสิร์ฟความหอม อร่อย ปลอดภัย ผ่านการรังสรรค์เมนูจากเชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์

กลุ่มธุรกิจข้าวมาบุญครอง มอบข้าวหอมมะลิใหม่ 100% ทำข้าวกล่องกำลังใจเสิร์ฟความหอม อร่อย ปลอดภัย ผ่านการรังสรรค์เมนูจากเชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์ และ มัลลิกา บุระขันธ์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจในเครือข้าวมาบุญครอง

มัลลิกา บุระขันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท พี อาร์ จีคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)กลุ่มผู้บริหารกลุ่มธุรกิจในเครือข้าวมาบุญครอง มอบผลิตภัณฑ์ข้าวขาวหอมมะลิใหม่ 100% เพื่อนำไปประกอบการทำข้าวกล่อง ผ่านการรังสรรค์เมนูความอร่อยจากเชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์ เชฟชื่อดังจากครัวดอทโค (Krua.Co) เพื่อส่งมอบให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กว่า 700 กล่อง ในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน ณ สตูดิโอ แสงแดด มีเดีย กรุ๊ป พร้อมเผยว่า “ข้าวมาบุญครองยังคงร่วมส่งกำลังใจให้พี่น้องทุกท่านอย่างต่อเนื่องโดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้จับมือกับครัวดอทโค เพจสอนทำอาหารชื่อดังในการจัดทำข้าวกล่องกำลังใจกว่า 700 กล่อง โดยบริษัทฯ ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิแท้ต้นฤดู ที่มีความหอม นุ่ม ทานคู่กับเมนูที่รังสรรค์จากเชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์เพื่อมอบมื้ออร่อยให้ทุกท่านได้อิ่มท้อง และมีกำลังใจในการก้าวผ่านวิกฤติปัญหาที่พบอยู่ โดยข้าวมาบุญครองยังคงดำเนินการช่วยเหลือทุกท่านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการจัดทำอาหารสำเร็จรูป การมอบถุงยังชีพ เพื่อร่วมเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทุกท่านผ่านวิกฤตที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน”

รวมพลังช่วยเหลือและร่วมมือกันเพื่อให้ทุกท่านผ่านวิกฤตที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

ด้าน เชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์ เชฟและผู้บริหารกลุ่มธุรกิจแสงแดด มีเดีย กรุ๊ป กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า “จากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ที่ผ่านมา ผมจะถามตัวเองและทีมงานครัวดอทโค (KRUA.CO)เสมอๆ ว่า เราสามารถช่วยอะไรสังคมได้บ้าง ช่วงโควิดที่ผ่านมา ทีมเราจึงพยายามทำคอนเทนต์ที่เราคิดว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่ต้องดูแลครอบครัว ต้องทำกับข้าวกินเอง หรือแม้กระทั่งบางคนที่ต้องหาทางทำอาชีพเสริม หลังจากที่พวกเราต้องเผชิญสถานการณ์ล็อกดาวน์มาเป็นเวลานาน เราเห็นในสภาพที่ยากลำบากขึ้น รายได้น้อยลง รายจ่ายไม่หายไป แถมยังต้องมากังวลกับโรคโควิด-19 อีก หลายชุมชนต้องการความช่วยเหลือ หมอพยาบาลด่านหน้าเริ่มอ่อนล้าจากการทำงานหนัก เราจึงพยายามคิดต่อว่าแล้วเราทำอะไรได้อีก จึงเกิดเป็นแนวความคิด “ข้าวกล่องกำลังใจ” ทำข้าวกล่องด้วยใจส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ4 ชุมชน พร้อมทั้งถุงยังชีพตามกำลังที่เราสามารถรวบรวมพันธมิตรคิดดีมาได้ ต้องขอบคุณทีมงานที่ช่วยกันริเริ่ม เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าได้ด้วยความตั้งใจ และขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน สำหรับความช่วยเหลือและร่วมมือกันในครั้งนี้”เชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์ รังสรรค์เมนูเพื่อมอบมื้ออร่อย
ให้ทุกท่านได้อิ่มท้องและมีกำลังใจเชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์ รังสรรค์เมนูเพื่อมอบมื้ออร่อย ให้ทุกท่านได้อิ่มท้องและมีกำลังใจผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิแท้ต้นฤดู ที่มีความหอม นุ่ม

ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิแท้ต้นฤดู ที่มีความหอม นุ่มเมนูข้าวกล่องกำลังใจ พร้อมเสิร์ฟความหอม อร่อย และปลอดภัยเมนูข้าวกล่องกำลังใจ พร้อมเสิร์ฟความหอม อร่อย และปลอดภัย

AIS PLAY เปิดช่องใหม่ล่าสุด ‘เพื่อนกันวันติดโควิด’ ส่งต่อกำลังใจ ให้คำปรึกษา ผู้ที่ติดโควิด-คนใกล้ชิด ระหว่างกักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601583

AIS PLAY เปิดช่องใหม่ล่าสุด ‘เพื่อนกันวันติดโควิด’  ส่งต่อกำลังใจ ให้คำปรึกษา ผู้ที่ติดโควิด-คนใกล้ชิด ระหว่างกักตัว

AIS PLAY เปิดช่องใหม่ล่าสุด ‘เพื่อนกันวันติดโควิด’ ส่งต่อกำลังใจ ให้คำปรึกษา ผู้ที่ติดโควิด-คนใกล้ชิด ระหว่างกักตัว

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

AIS โดย AIS PLAY จับมือร่วมกับ สสส.และภาคีเครือข่าย เปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาและให้กำลังใจแบบเพื่อนถึงเพื่อน ผ่านรายการ “เพื่อนกันวันติดโควิด” จัดเต็มด้วยคอนเทนต์สาระความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขา อาทิ บุคลากรทางการแทพย์ นักวิชาการ ศิลปิน ดารา สื่อมวลชน รวมไปถึงผู้ที่เคยติดโควิด-19 ที่พร้อมจะมาเป็นเพื่อนและให้คำแนะนำดีๆ เพื่อบรรเทาความทุกข์จาก
คนไทยที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 โดยชวนคนไทยร่วมรับชมสาระความรู้ที่จัดเต็มทาง AIS PLAY ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ 15.00-21.00 น. ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า ในบรรยากาศที่สถานการณ์รอบตัวเต็มไปด้วยความเครียด สิ่งหนึ่งที่ทาง AIS ยึดมั่นมาโดยตลอด คือ การช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างคนไทยทุกสถานการณ์ โดยการนำจุดแข็งที่องค์กรมี มาเชื่อมต่อ ช่วยเหลือ คนไทย ให้ครบทุกมิติ สำหรับการเปิดช่องรายการ “เพื่อนกันวันติดโควิด”ผ่านทาง AIS PLAY ก็เพื่อเป็นพื้นที่ส่งต่อกำลังใจ ให้คำปรึกษา ผู้ที่ติดโควิด-19 และผู้ที่เคยเข้ารับการรักษา ได้รับสาระความรู้ผ่านรูปแบบรายการที่เข้าถึงกลุ่มคนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบบเป็นกันเอง ที่สำคัญเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ โดยรายการ “เพื่อนกัน วันติดโควิด” ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในการสนับสนุน ทั้งด้านข้อมูลสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวมถึงแขกรับเชิญที่มาร่วมในรายการที่มีหลากหลายสาขา อาทิ บุคลากรทางการแทพย์ นักวิชาการ ศิลปิน ดารา สื่อมวลชน และผู้ที่เคยติดโควิด ที่พร้อมมารวมตัวและส่งต่อกำลังใจ ให้คำปรึกษา แบบเพื่อนถึงเพื่อน”

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดโควิด-19 พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้ารักษาด้วยระบบ Home-Community isolation ยังมีจำนวนมาก และคาดการณ์แนวโน้มว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ2 เดือนนี้ (เดือนกันยายน-ตุลาคม) ดังนั้นการจับมือกับเอไอเอสและภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาช่องทางสื่อออนไลน์ ผ่านช่องรายการ “เพื่อนกัน วันติดโควิด” มุ่งหวังที่นำเสนอเนื้อหาที่จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจของคนไทยได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้ารักษาด้วยระบบ Home-Community isolation และสมาชิกในครอบครัว รวมถึงผู้ที่ต้องดูแลผู้ที่ติดเชื้อ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ขณะที่ นายกตัญญู สว่างศรี นักพูด นักเขียน และ Founder A-Katanyu Agency ผู้ร่วมแชร์ประสบการณ์ติดโควิด-19 เล่าว่า “ตนเองติดโควิด-19 จากเพื่อนประมาณกลางเดือนเมษายน ยอมรับว่า ก่อนติด เรื่องของโควิด-19 เป็นเรื่องที่ไกลตัวจึงทำให้ประมาท แต่เมื่อติดโควิด-19 แล้วได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่สิ่งหนึ่งที่อยากแชร์ประสบการณ์คือ การติดโควิด-19 และต้องอยู่คนเดียวนั้นทำให้รู้สึกเหงาและอยากที่จะพบปะผู้คน แต่ในขณะเดียวกันการก้าวผ่านความเหงาและความกลัวที่เกิดขึ้นในระหว่างรักษาตัวมาได้ คือ กำลังใจ จากครอบครัว คนรอบข้าง ดังนั้น จึงอยากฝากทุกคนว่า โควิดเป็นเรื่องใกล้ตัว อยากให้ระมัดระวังและอย่าประมาท ส่วนคนที่กำลังรักษาตัว แนะนำให้คุยกับคนที่เรารัก คนที่รักเรา เพราะกำลังใจเหล่านั้น คือสิ่งสำคัญที่จะเป็นส่วนหนึ่งให้เราก้าวข้ามผ่านมาได้”

ในแต่ละช่วงของรายการ “เพื่อนกันวันติดโควิด” ตลอดการออกอากาศ 6 ชั่วโมงเต็มนั้น ผู้ชมจะได้รับสาระ ความรู้ และกำลังใจดีๆ พร้อมฟื้นฟูทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ผ่านรายการทั้ง 4 ช่วง ซึ่งในแต่ละวันจะมี ดาราศิลปินผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมามอบความสุขให้กับทุกคน อาทิ เอ๊ะ-จิรากร นักร้องชื่อดัง ที่เข้ามาแชร์ประสบการณ์พร้อมมอบกำลังใจ หลังจากติดโควิด-19

สำหรับตารางการออกอากาศ เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00-17.00 น. พบกับรายการ #คุยกันประสาเพื่อน แลกเปลี่ยน พูดคุยเรื่องของคนเคยติดโควิด-19 อาการที่เกิดขึ้น การดูแล และตอบคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและรักษาโรคกับผู้เชี่ยวชาญ แบบเพื่อนถึงเพื่อน ต่อด้วยเวลา 17.00-19.00 น. มา #ตั้งวงแชร์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเพื่อนถึงเพื่อน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ มาแชร์ทุกเรื่องราวไปกับเรา รวมถึงความรู้ใหม่ๆ ในการฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ ของแต่ละครอบครัวแต่ละชุมชน

ช่วงสุดท้ายของวัน เวลา 19.00-21.00 น. กับรายการ #กำลังใจจากเพื่อนถึงเพื่อน ที่พร้อมมาส่งกำลังใจ รับฟังปัญหาจากความเครียดในช่วงโควิด-19 พร้อมหาวิธีจัดการกับความเครียดนั้นอย่างถูกต้อง พร้อมส่งต่อความรู้สึก เยียวยา ประคับประคองกันและกันในวันที่เกิดความสูญเสีย และในวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 19.00-21.00 น. พลาดไม่ได้ในช่วง #กล่อมเพื่อน ที่ในทุกสัปดาห์จะมีวงดนตรีจิตอาสาจากสวนโมกข์ พร้อมเซอร์ไพรส์จากดารา ศิลปินรับเชิญที่พร้อมขับกล่อมบทเพลงให้กำลังใจส่งทุกคนเข้านอน

ช่วงเวลาที่ต้องอยู่บ้าน หรือ Home Isolation จะไม่เหงาอีกต่อไป เพราะรายการเพื่อนกันวันติดโควิด ได้อัดแน่นทุกคอนเทนต์ที่จะเป็นเพื่อนคุณ พร้อมส่งตรงหน้าจอผ่าน AIS PLAY รับชมฟรีทุกเครือข่าย สามารถติดตามรายการ“เพื่อนกัน วันติดโควิด”ได้ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไปที่ http://m.ais.co.th/HomeIsolation ซึ่งผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น AIS PLAY ได้ที่ https://m.ais.co.th/lp ทั้งApple App store, Google Play Store, กล่อง AIS PLAYBOX,SAMSUNG Smart TV, Apple TV และเว็บไซต์ aisplay.ais.co.th รวมถึง เฟซบุ๊คแฟนเพจ และยูทูบ เพื่อนกันวันติดโควิด www.facebook.com/HomeIsolationFriends

มิวเซียมสยามจัด Museum Forum 2021 Online จุดประเด็นบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในสังคมผู้สูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601584

มิวเซียมสยามจัด Museum Forum 2021 Online  จุดประเด็นบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในสังคมผู้สูงวัย

มิวเซียมสยามจัด Museum Forum 2021 Online จุดประเด็นบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในสังคมผู้สูงวัย

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มิวเซียมสยาม ชวนทุกคนร่วมงานประชุม Museum Forum 2021 Online ภายใต้แนวคิดมิวเซียมสายตายาวมองการณ์ไกลเพื่อสังคมสูงวัย Far-sighted Museum:Sighting forward to Aging Society เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และปฏิบัติการด้านพิพิธภัณฑ์เพื่อผู้สูงวัย พร้อมเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานด้านผู้สูงวัยพิพิธภัณฑ์ นักปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์ นักการศึกษาพิพิธภัณฑ์ และผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ ถือเป็นการสร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานพิพิธภัณฑ์เพื่อผู้สูงวัยในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ รวมถึงจุดประเด็นเรื่องบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในสังคมผู้สูงวัยให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง

ทั้งนี้ มิวเซียมสยาม ได้จับมือพันธมิตรพิพิธภัณฑ์ทั้งในประเทศไทยและนานาชาติ นำเสนอ 27 กรณีศึกษาในมิติการทำงานด้านผู้สูงวัยของพิพิธภัณฑ์ งานประชุมครั้งนี้มีปาฐกถาจากผู้สูงวัยและจากองค์กรพิพิธภัณฑ์จาก 4 ประเทศ คือ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฟินแลนด์ และประเทศไทย อาทิ Dr.Huang, Sing-Da (Head of Education Department of National Taiwan Museum) จะมาเสนอถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) และการเตรียมพร้อมของมิวเซียมที่จะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นระบบ มีการสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่มุ่งสร้าง co-learning มีการจัดเตรียมโปรแกรมการเรียนรู้สำหรับผู้สูงวัย พิพิธภัณฑ์มีส่วนร่วมด้วยการทำงาน กับ ศูนย์สุขภาวะและไปเยี่ยมผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำ ตลอดจนทำงานกับผู้ดูแลผู้สูงอายุ มีการสร้างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์สร้างสรรค์ในการให้บริการผู้สูงวัยด้วย

ทางด้านประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นอันดับแรกในอาเซียนและมีการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ และด้านการเรียนรู้ที่เอื้อต่อผู้สูงวัยนั้น Thomas Kuan ผู้ซึ่งขับเคลื่อนเครือข่ายการเรียนรู้แก่กลุ่มผู้สูงอายุ ด้วยแนวคิดและเครือข่ายมหาวิทยาลัยวัยที่สาม (University of the Third Age หรือ U3A) ประเทศสิงคโปร์ จะนำเสนอมุมมองของผู้จัดกิจกรรมเพื่อผู้สูงวัย ที่มีต่อความสำคัญและบทบาทของมิวเซียมในฐานะคลังข้อมูลที่เชื่อมโยงอดีต ชุมชน และความทรงจำตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

Pia Hovi อดีตภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ศิลปะปอรี ประเทศฟินแลนด์ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าภัณฑารักษ์ที่มูลนิธิศิลปะอัลเบิร์ต เดอ ลาชาแปล จะมาถ่ายทอดถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรของฟินแลนด์ แนวทางของเมือง และแนวทางของพิพิธภัณฑ์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเมือง ว่าพิพิธภัณฑ์เผชิญกับความท้าทายอย่างไรบ้างเมื่อต้องรองรับประชากรผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นพิพิธภัณฑ์มียุทธศาสตร์ด้านการเข้าถึงมรดกวัฒนธรรมอย่างไร พิพิธภัณฑ์ได้จัดบริการและดำเนินกิจกรรมอะไรบ้างเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการเรียนรู้สร้างสรรค์ มีส่วนร่วม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ บริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัดผู้ขับเคลื่อนแนวคิดพินัยกรรมชีวิตและสิทธิในการตาย มองว่า โครงการมิวเซียมสายตายาว เป็นเครื่องยืนยันแนวทางเชิงบวกในการส่งเสริมพลังแรงบันดาลใจและการเสริมสร้างความตระหนักในคุณค่าชีวิต เป็นองค์ประกอบสารอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ในองค์รวมของ กาย ใจ สังคม สติปัญญา และจิตวิญญาณ อีกทั้งเป็นบ่อเกิดของการเติบโต ความรู้ ศักยภาพการสร้างสรรค์สติและปัญญา ซึ่งการจัดการและดูแลงานพิพิธภัณฑ์ เปรียบเหมือนการสร้างสารอาหารและต้นน้ำสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ในการสร้างคุณค่าของชีวิตที่ผ่านมาและทรงอยู่ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่เดินทางมาไกลบนเส้นทางชีวิต และกำลังใกล้ที่จะถึงปลายทาง

ด้าน ราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า งานประชุม Museum Forum ปีนี้ เราหยิบยกคำว่าสายตายาว (farsighted) มาใช้เพื่อบ่งชี้ว่าเมื่อสังคมกำลังเข้าสู่สภาวะที่ประชากรเข้าสู่ภาวะสายตายาว พิพิธภัณฑ์ก็ควรปรับสายตาของตนเองให้มองไกลขึ้นเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ ซึ่งจะมีจำนวนมากขึ้นถึง 20% ของจำนวนประชากรในอนาคตอันใกล้ งานมิวเซียมสายตายาว มองการณ์ไกลเพื่อสังคมสูงวัย จึงมีเป้าหมายเพื่อเชิญชวนให้สังคมได้ทำความเข้าใจการทำงานหลากมิติของพิพิธภัณฑ์ในบริบทของสังคมสูงวัย บนพื้นฐานของการตอบสนองความแตกต่างของภาวะสูงวัยซึ่งมีตั้งแต่ผู้สูงวัยที่ร่างกายแข็งแรง มีความกระตือรือล้นทางสังคมผู้สูงวัยที่มีภูมิหลังทางสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ผู้สูงวัยที่เข้าสู่ช่วงปลายของชีวิต ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนที่ หรือผู้สูงวัยที่อยู่ในระยะท้ายของชีวิต อย่างไรก็ตาม มิวเซียสยามขอขอบคุณภาคีร่วมจัดงาน ขอขอบคุณนักวิจัย นักกิจกรรมทางสังคม เพื่อนพิพิธภัณฑ์ทั้งในและต่างประเทศ ที่ร่วมกันแบ่งปันทัศนะและประสบการณ์การทำงานในงาน Museum Forum ครั้งนี้

การประชุมวิชาการ Museum Forum 2021 Online มิวเซียมสายตายาว มองการณ์ไกลเพื่อสังคมสูงวัย Far-sighted Museum: Sighting forward to Aging Society จะจัดขึ้นวันที่
16-18 กันยายน 2564 ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. โดยเป็นการจัดประชุมทางออนไลน์ ผ่านช่องทาง Facebook Live : Museum Siam และ ระบบ Zoom Conference ผู้ที่สนใจสามารถรับฟังได้ทั้งสองภาษา ทั้งไทยและอังกฤษ สอบถามข้อมูลได้ที่ ฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ โทร.081-9274624 หรือ ทางเว็บไซต์ www.museumsiam.org/museumforum 2021 และทาง Email: farsightedmuseum@gmail.com

‘วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์’เปิดตัว‘artek’แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากฟินแลนด์ งานฝีมือชั้นยอดจาก Alvar Aalto สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601592

‘วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์’เปิดตัว‘artek’แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากฟินแลนด์  งานฝีมือชั้นยอดจาก Alvar Aalto สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดัง

‘วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์’เปิดตัว‘artek’แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากฟินแลนด์ งานฝีมือชั้นยอดจาก Alvar Aalto สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดัง

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Norse Republics (นอร์สรีพับบลิค) โดย วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ เอาใจผู้ที่ชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียน นำเข้า artek (อาร์เทคแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่มีต้นกำเนิดมาจากกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ และมีชื่อเสียงยาวนานถึง 86 ปี ก่อตั้งโดยคู่รักสถาปนิกอย่าง Alvar Aalto (อัลวาร์ อัลโต) และ Aino Aalto (ไอโน อัลโต)ร่วมด้วยศิลปินและนักสะสมศิลปะ MaireGullichsen (ไมรา กูลิคเชน) และนักประวัติศาสตร์ศิลปะ Nils-GustavHahl (นิลส์-กุสตาฟ ฮาห์ล) ด้วยจุดมุ่งหมายที่ต้องการรวมเอาโลกโมเดิร์นและโลกของศิลปะเข้าไว้ด้วยกันนำเสนอผ่านเฟอร์นิเจอร์รูปแบบใหม่จากวัสดุคุณภาพและมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะสม

วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์

วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอร์ส รีพับบลิค จำกัดผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ artek กล่าวว่าที่มาของชื่อ “artek” (อาร์เทค) คือการผนวกกันของ “ศิลปะ” (Art) และ “เทคโนโลยี” (Technology) ตามที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 4 คนตั้งใจที่จะหลอมรวมองค์ประกอบทั้งสองด้านนี้เข้าด้วยกัน และ อัลวาร์ อัลโต (Alvar Aalto) หนึ่งในผู้ก่อตั้งยังเป็นนักออกแบบคนแรกๆ ของยุคที่ก้าวออกจากการออกแบบที่คำนึงเพียงประโยชน์ใช้สอย เขามักสนุกไปกับการมองหาวัสดุใหม่ๆ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นสถาปนิกในยุคโมเดิร์นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง

ความชื่นชอบไม้เป็นวัสดุหลักของ อัลวาร์ อัลโต กลายเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการออกแบบเมื่อ artek ก่อตั้งขึ้น และนำไปสู่การนำไม้อัดมาใช้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อผสมความรู้สึกอบอุ่นน่าสัมผัสแบบไม้เข้ากับความงามสไตล์โมเดิร์นที่ดูล้ำสมัย อีกทั้งยังช่วยสร้างสไตล์ที่ชัดเจนของ artek นำไปสู่การพัฒนาออกแบบชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ “L-leg” (ขาตัวแอล) ที่แรกเริ่มออกแบบมาเพื่อ “Stool60” ที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นต่างๆ ของแบรนด์มากกว่า 50 ชนิด ตั้งแต่เก้าอี้ไปจนถึงโต๊ะแบบต่าง ๆ

“นอกจากความสวยงาม ความพิถีพิถัน และเอกลักษณ์ของสไตล์สแกนดิเนเวียน เรายังเล็งเห็นว่าแบรนด์ artek มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ของการออกแบบ ซึ่งแบรนด์ artek ก่อตั้งโดย Alvar Aalto สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดัง ชาวฟินแลนด์ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เราจึงอยากให้คนไทยที่ชื่นชอบงานดีไซน์มีโอกาสได้สัมผัสงานฝีมือชั้นยอดจาก Alvar Aalto ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และสำหรับแฟนพันธุ์แท้หรือคนที่สนใจได้มีโอกาสสะสมผลงานชั้นครูเหล่านี้ด้วยครับ” วีกฤษฏิ์ กล่าว

และนับตั้งแต่ปี 1935 เป็นต้นมา แค่เก้าอี้แบบสตูลอย่างเดียวถูกจำหน่ายไปแล้วกว่า 500,000 ชิ้นทั่วโลก และความนิยมของแบรนด์ไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนเกิดเป็นร้านแรกของ artek ขึ้น ในปี 1936 จัดแสดงงานออกแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใครของ Alvar Aalto และในร้านยังจัดแสดงงานดีไซน์ใหม่ระดับโลกมากมายที่มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้ามาเยี่ยมชม ทุกวันนี้กลุ่มสินค้าของ artek ประกอบไปด้วยสินค้าดีไซน์คลาสสิกโดยฝีมือของนักออกแบบชั้นนำชาวฟินแลนด์ รวมไปถึงนักออกแบบร่วมสมัยชั้นนำอีกมากมาย ครอบคลุมทั้งเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ สิ่งทอ และของตกแต่งบ้าน ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากการผสมผสานกระบวนการผลิตที่ทันสมัยเข้ากับงานฝีมือชั้นเลิศ ที่ยังคงวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Alvar Aalto ไว้อย่างครบถ้วน โดยสินค้าส่วนใหญ่ของอาร์เทคผลิตที่เมืองเตอร์กู ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญของอาร์เทคมาตั้งแต่แรกเริ่ม

นอกจากนี้ แบรนด์ artek ยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนและวิถีการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมมาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ และริเริ่มโครงการ 2nd Cycle ในปี 2006 เพื่อนำสินค้าของ artek ที่พบเจอในตลาดนัด ร้านขายของมือสอง และโรงเรียนเก่ามาจำหน่ายอีกครั้ง เพื่อต่อชีวิตให้กับงานดีไซน์ และสนับสนุนวิถีบริโภคนิยมที่ใส่ใจความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ artek ได้ถูกซื้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยบริษัทเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Vitra

พบกับเฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นใหม่ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมซอยสมคิด ช่วงนี้เปิดทุกวันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์ -วันพุธ) เวลา 10.00-17.00 น.โทร.02-0154164 อีกทั้งยังสามารถช้อปออนไลน์ผ่านทาง Line Official :@norse_republicsโดยคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.norserepublics.comและ Instagram : @norse_republics

10 ยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมี !! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601581

10 ยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมี !!

10 ยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมี !!

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงนี้หลายๆ คน คงกำลังกักตัวทำงานอยู่ที่บ้าน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค COVID-19 แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังต้องออกไปเสี่ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แถมช่วงนี้ยังเป็นฤดูฝนที่อากาศทั้งเย็นและชื้นมากกว่าปกติ อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยกันได้ง่าย ใครที่กำลังเจอสถานการณ์แบบนี้อยู่และกังวลเรื่องสุขภาพว่าควรเตรียมรับมืออย่างไร หากมีอาการเจ็บป่วย อินเตอร์ ฟาร์มา ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แนะนำยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีติดเอาไว้เพิ่มความอุ่นใจ เรามาดูกันว่ายาตัวไหนบ้างที่เป็นตัวสำคัญและยาแต่ละประเภทมีสรรพคุณเป็นอย่างไรบ้าง พร้อมเช็คลิสต์ไปพร้อมๆ กันว่าคุณมีหรือยัง?

1.ไพรานา (Pyrana) หรือที่คุ้นหูกับชื่อ พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและช่วยลดไข้ โดยนิยมใช้เพื่อรักษาอาการปวดทั่วไป อาการปวดศีรษะ หรือไข้หวัดใหญ่ โดยพาราเซตามอลสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ แต่อย่าลืมว่าในการใช้ยาแต่ละครั้งควรเว้นระยะห่างกันทุกๆ 4-6 ชั่วโมง และปริมาณที่ควรใช้ต่อครั้งไม่ควรเกิน 500-1,000 มิลลิกรัม 

2.มีโนเพน (Menopain) หนึ่งในกลุ่มยาแก้ปวด ยาลดไข้ และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เรียกสั้นๆ ว่า “ยาเอ็นเสด” ที่คุณผู้หญิงนิยมใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน ใช้บรรเทาอาการปวดและการอักเสบที่มีความรุนแรงเล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง ทั้งอาการปวดจากโรคข้ออักเสบ ปวดหลังการผ่าตัด โดยตัวยานี้มีจุดเด่นในการออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ ไซโคลออกซีจีเนส ที่มีหน้าที่สังเคราะห์สารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins)ในร่างกาย และสารพรอสตาแกลนดินบางส่วนจะถูกสร้างขึ้นในบริเวณที่เกิดบาดเจ็บหรือได้รับความเสียหาย ตัวยาจึงช่วยบรรเทาอาการปวดและอักเสบได้

3.เวนซิกซ์ (Vensix) เป็นยาใช้ป้องกันและรักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และวิงเวียนศีรษะ หรือภาวะป่วยที่อาจเกิดจากการเดินทาง เช่น เมารถ เมาเรือ โดยจะส่งผลต่อการทำงานของสมองและช่วยลดอาการดังกล่าวได้

4.ไซริทีน (Zyritine) ยาประเภท Antihistamine กลุ่มสารต้านฮีสตามีน ที่ห้ามขาดเลย โดยเฉพาะในช่วงนี้เพราะเป็นยาที่ใช้ในการลดอาการแพ้อากาศ ไข้ละอองฟาง ที่เกิดจากภูมิแพ้ ทั้งจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา ตาแดง น้ำตาไหล ลมพิษ และอาการคันอื่นๆ

5.ซูพีแนค (Supenac) เป็นยาขับเสมหะหรือยาละลายเสมหะ ประกอบด้วย N-acetylcysteine(NAC) ใช้รักษาภาวะอาการที่เกิดมูกเหลวเหนียวข้นขึ้น จนเป็นปัญหาต่อการหายใจ จากภาวะหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ โดยซูพีแนคจะช่วยสลายมูกเหนียวข้นให้เจือจางลง เพื่อให้ระบบทางเดินหายใจขับมูกเสมหะเหล่านั้นออกมาได้ และช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกมากขึ้นจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ฉบับหนึ่งเรื่อง “N-acetylcysteine to Combat COVID-19:An Evidence Review” ของ Therapeutics and Clinical Risk ได้เปิดเผยว่าAcetylcysteine สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานดีขึ้น เตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับไวรัสได้

6. แคลไบรอน แคปซูล (Calbiron Capsules) เมื่อมียาป้องกันแล้ว อย่าลืมที่จะเสริมภูมิคุ้มกัน ด้วยวิตามินรวม B1, B6, B12และธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง พร้อมกับบำรุงโลหิตไปด้วยกัน

7.อินโดวิท (Indovit) เหมาะที่สุดสำหรับช่วงนี้ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในช่วงที่อากาศแปรปรวน วิตามินซีแบบเคี้ยว เป็นวิตามินซีรูปแบบใหม่ที่ถูกผลิตมาเพื่อให้ง่ายต่อการ
รับประทานเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจะมีลักษณะเป็นเม็ดอมที่สามารถเคี้ยวทานได้แบบไม่ติดรสขมเลยค่ะ การบริโภควิตามินซีเป็นอาหารเสริม ก็เพื่อป้องกันและรักษาการขาดวิตามินซี หรือรักษาระดับของวิตามินซีในร่างกาย นอกจากนั้นวิตามินซียังมีหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น ช่วยในการสมานบาดแผล รักษาสุขภาพของเนื้อเยื้อต่างๆ ในร่างกาย และยังเป็นตัวช่วยในการปกป้องเซลล์ในร่างกายของเราอีกด้วย

8.ยาใส่แผลโพวิโดน-ไอโอดีน ตราพระเจดีย์ เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ขาดไม่ได้ ควรมีติดไว้ตลอด เนื่องจากเป็นยาทาภายนอกที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคและเชื้อไวรัสได้เพราะเป็นยาฆ่าเชื้อที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้กว้างทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ในช่วงนี้ที่ยังมีไวรัสระบาดก็สามารถทำน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยตนเอง ด้วยการนำยามาผสมกับน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้เป็นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสได้เลย หากใครที่กลัวว่าจะแสบแผลหรือเปล่านะ ขอตอบเลยว่าไม่เลยค่ะ และไม่เป็นอันตรายต่อผิวด้วย

9.บี-เดิร์ม (b-derm) เป็นยาทารูปแบบครีมในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์มีฤทธิ์รักษาภาวะต่างๆ จากการอักเสบ บรรเทาอาการแพ้ของผิวหนัง ผื่นและผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ลดอาการคันจากภาวะผื่นแพ้

10.ครีมนวดบรรเทาปวด ดราก้อน (Dragon muscle rub) เหมือนเป็นไอเทมสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ต้องพกติดตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงที่ต้องใช้ร่างกายหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรืออาการปวดเมื่อยจากออฟฟิศซินโดรม ไม่ว่าจะปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดขา สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ กล้ามเนื้อไม่ได้แข็งแรงเหมือนสมัยที่เราอายุยังน้อย ทำให้หลายๆ คนเกิดอาการปวดตามจุดต่างๆ ของร่างกาย บางคนมีอาการปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ต้องใช้ตัวช่วยโดยยาทาแก้ปวดกล้ามเนื้อ ถือเป็นการช่วยบรรเทาอาการปวดและเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ครีมนวดบรรเทาปวด ดราก้อน สามารถใช้นวดเฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่างๆ ที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ด
ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรกจากนั้นจะค่อยๆ อุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด

เช็คลิสต์กันดูหรือยังว่า 10 ยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีติดไว้ คุณมีครบหรือไม่ และถ้าหากใครกำลังมองหายาสามัญประจำบ้านที่คุณภาพดี ราคาคุ้มค่า สะดวกต่อการซื้อสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.interpharma.co.th หรือโทร.094-9569536, Facebook : Interpharma IG : @interpharmaofficial Line : @Interpharma และอย่าลืมก่อนการใช้ยา ควรศึกษาตัวยาข้อมูลอื่นๆ ให้รอบด้านก่อนการใช้รักษาและหากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์

SWATCH เผยโฉมนาฬิกาโมเดลไอคอนิก กับนวัตกรรมวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601590

SWATCH เผยโฉมนาฬิกาโมเดลไอคอนิก  กับนวัตกรรมวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

SWATCH เผยโฉมนาฬิกาโมเดลไอคอนิก กับนวัตกรรมวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

SWATCH (สวอท์ช) เผยโฉมนาฬิกาโมเดลสุดไอคอนิกอย่าง Gent และ New Gent กับสไตล์โมโนโครม 2 โทนสีทั้งสีขาวและสีดำสุดคลาสสิก มาพร้อมกับดีไซน์โชว์กลไกบนหน้าปัดแบบ Skeleton และเติมความสนุกในแบบฉบับของแบรนด์ SWATCH ด้วยการใช้ลูกเล่นจากแม่สีทั้ง 3 สีอย่างสีแดง สีเหลืองและสีน้ำเงิน มาเป็นจุดเด่นที่ผสานกับโมเดลไอคอนิกและการใช้นวัตกรรมวัสดุ BIOCERAMIC ในการผลิตได้อย่างลงตัว

แบรนด์ SWATCH ยังคงคอนเซ็ปต์การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในคอลเลคชั่นล่าสุดนี้กับการใช้นวัตกรรมวัสดุ BIOCERAMICที่เกิดจากการนำเซรามิกมาผสมกับวัสดุไบโอซอร์สพลาสติก (พลาสติกที่ผลิตจากวัสดุชีวภาพ) ให้คุณสมบัติที่เป็นได้มากกว่าเซรามิกทั่วไป กับความทนทาน ผิวสัมผัสที่เรียบเนียน น้ำหนักที่เบาสบายเมื่อสวมใส่

เติมความสดใสให้กับข้อมือคุณและ Work From Home อย่างมีสไตล์ไปกับนาฬิกา BIOCERAMIC โมเดล Gent สีขาว หน้าปัดขนาด 34 มม. และโมเดล New Gent สีดำหน้าปัดขนาด 41 มม. ช้อปออนไลน์ง่ายๆ ได้แล้ววันนี้ที่ Official Online Store “swatch.com”พร้อมบริการส่งฟรีทั่วประเทศและเปลี่ยนถ่านฟรีตลอดอายุการใช้งาน หรือที่ SWATCH ทุกสาขา

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดการวางจำหน่ายเพิ่มเติมได้ที่ LINE OA @swatch_thFacebook : SWATCHTHAILAND (www.facebook.com/swatchthailand) Instagram: @SWATCH_TH (www.instagram.com/swatch_th)

กรมพัฒน์ฯ จัดงาน ‘ของดีทั่วไทย DBD รวมไว้ในที่เดียว’ พร้อมเปิดพื้นที่ขายฟรี! แก่ผู้ประกอบการที่ถูกคัดเลือก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601587

กรมพัฒน์ฯ จัดงาน 'ของดีทั่วไทย DBD รวมไว้ในที่เดียว'  พร้อมเปิดพื้นที่ขายฟรี! แก่ผู้ประกอบการที่ถูกคัดเลือก

กรมพัฒน์ฯ จัดงาน ‘ของดีทั่วไทย DBD รวมไว้ในที่เดียว’ พร้อมเปิดพื้นที่ขายฟรี! แก่ผู้ประกอบการที่ถูกคัดเลือก

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.26 น.

กรมพัฒน์ฯ จัดงาน “ของดีทั่วไทย DBD รวมไว้ในที่เดียว” พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์ http://www.kongdeetourthai.com คัดผู้ประกอบการ 300 ราย มาโพสต์ขายสินค้าฟรี!! ก่อนผลักดันและปั้นเป็นนักขายออนไลน์มืออาชีพบนแพลตฟอร์มดัง

12 กันยายน 2564 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดตัวเว็บไซต์ http://www.kongdeetourthai.com ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมฯ ให้เป็นพื้นที่ขายสินค้าทางออนไลน์ของผู้ประกอบการไทยที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจำนวน 300 กิจการ โดยให้นำสินค้าหรือบริการขึ้นโพสต์ขายฟรี แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยตั้งต้นให้ธุรกิจมีช่องทางการตลาดได้เร็วขึ้น มีเครื่องมือประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการของตนเองก่อนเข้าสู่ Social Media และ Platform ตลาดออนไลน์ที่มีชื่อเสียงอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต พร้อมดึงคนดังมาช่วยกระตุ้นยอดขาย ในงาน “ของดีทั่วไทย DBD รวมไว้ในที่เดียว” วันที่ 2 กันยายน 2564 ณ ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาธุรกิจการค้าชั้น 6 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตก็พร้อมที่จะนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ แต่ในขณะเดียวกัน การที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ สินค้าเป็นที่รู้จัก และสร้างยอดขายได้อย่างยั่งยืนนับเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่มากเช่นกัน ประกอบกับเทคนิคการนำเสนอสินค้า และการสร้างตลาดก็ยังเป็นข้อจำกัดของธุรกิจขนาดเล็ก กรมฯ จึงได้วางแนวทางในการพัฒนาทักษะการขาย รวมถึงขยายช่องทางการขายออนไลน์ให้กว้างขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการตลาด รองรับการตลาดยุค New Normal ให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้นอันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

“จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการสร้างโอกาสทางการตลาดธุรกิจบริการ ประจำปี 2564 โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทำการคัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจจำนวน 300 รายจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศให้เข้าร่วมโครงการเพื่อให้ได้รับโอกาสและสิทธิพิเศษต่างๆ อาทิ 1) การประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการผ่านเว็บไซต์ของดีทั่วไทย 2) การจัดทำสื่อโฆษณาในรูปแบบคลิปวิดีโอความยาว 40 วินาที สำหรับนำไปเผยแพร่ผ่านทาง Social Media และ Platform ตลาดออนไลน์ 3) ได้รับการกระตุ้นยอดขายโดยมีผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด (Influencer) ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้พบเห็นสินค้าและบริการบนเว็บไซต์ของดีทั่วไทยมากขึ้น 4) การอบรมให้ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์กับคุณโซอี้ (ภญ.โสภา พิมพ์สิริพาณิชย์) นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านการใช้สื่อออนไลน์ทำการตลาด 5) การเข้าร่วมออกบูธประชาสัมพันธ์ในกิจกรรมต่างๆ ที่กรมฯ จัดร่วมกับพันธมิตร

และ 6) โอกาสรับรางวัล The Best Seller TOP 10 ของดีทั่วไทย ซึ่งจะเป็นเครื่องหมายการันตีร้านค้าให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นอีกด้วย นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่วันนี้ (2 กันยายน 2564) กรมฯ ได้จัดงาน “ของดีทั่วไทย DBD รวมไว้ในที่เดียว” โดยจะเปิดตัวเว็บไซต์ของดีทั่วไทย http://www.kongdeetourthai.com ซึ่งเป็นช่องทางการขายที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมฯ อย่างเป็นทางการ และให้ผู้ประกอบการทั้ง 300 รายที่ได้ผ่านการอบรมทฤษฎีและฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น ได้นำสินค้าและบริการของตนเองเข้ามาสู่การตลาดออนไลน์ และลงสนามทดสอบฝีมือในการขายแบบจริงจัง ซึ่งเว็บไซต์ของดีทั่วไทยเป็นที่รวบรวมสินค้าและบริการจากทั่วประเทศ (e-Directory) ที่ได้ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าสินค้าและบริการที่อยู่บนเว็บไซต์นี้มีคุณภาพในระดับดีไปจนถึงระดับพรีเมียมอย่างแน่นอน”

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับการจัดงานในวันนี้ นอกจากจะเป็นการเปิดตัวเว็บไซต์ของดีทั่วไทย ให้ผู้ประกอบการทั้ง 300 รายนำสินค้าและบริการระดับคุณภาพจากทั่วประเทศมาไว้ในที่เดียวเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงของดีที่มีอยู่ทั่วไทยด้วยวิธีง่ายๆ แล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดการสร้างแบรนด์ สร้างตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ให้ผู้ประกอบการบนเว็บไซต์ของดีทั่วไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น กรมฯ ยังจัดหา Influencer ชื่อดัง ที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 1,000,000 Follower อย่าง Dom และ ดีเจนุ้ย มาร่วมสร้างความสนุกทั้งขาย และแจกของรางวัลอีกด้วย แม้จะเป็นการจัดงานในรูปแบบออนไลน์ แต่หากใครที่ไม่มีโอกาสบินขึ้นเหนือ ลงใต้ ไปภาคกลาง จรดภาคอีสาน ก็สามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าดีๆ ผ่านเว็บไซต์ของดีทั่วไทย http://www.kongdeetourthai.com ได้เลย นอกจากจะนำสินค้ามาแสดงโชว์แล้ว เพื่อช่วยกระตุ้นและโปรโมทสินค้าให้กับผู้ประกอบการ เรายังมีช่วงนาทีทองให้ทุกท่านได้ร่วมสนุกโดยสามารถเลือกช้อปปิ้งสินค้าในราคาเพียง 1 บาท เท่านั้น เรียกว่างานนี้ ครบ จบ แค่ปลายนิ้วจริงๆ จะช้อปของกิน ของใช้ สนใจบริการร้านสปา ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร หรือของฝาก ก็จัดได้เลยไม่ต้องเดินทางให้ยุ่งยาก เพราะเรารวมมาไว้ให้ครบจบที่งานนี้แล้วครับ”

-(016)

คุยกัน7วันหน : 20 ปี เหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ปราบก่อการร้ายไม่สำเร็จ ?!? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601469

คุยกัน7วันหน : 20 ปี เหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ปราบก่อการร้ายไม่สำเร็จ ?!?

คุยกัน7วันหน : 20 ปี เหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ปราบก่อการร้ายไม่สำเร็จ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.30 น.

ภาพตึกแฝด เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองใจกลางมหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ที่มีควันพวยพุ่งออกมา ก่อนที่จะค่อยๆ พังถล่มลง กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการ “ก่อการร้าย” ยุคใหม่ .. 9/11

ผ่านมา 20 ปี ภาพนั้น ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน โดยเฉพาะผู้สูญเสียในเหตุการณ์ นำมาสู่การที่ตำรวจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาไล่ล่าองค์กรก่อการร้ายทั่วโลก

นับตั้งแต่ที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประกาศว่าจะทำ “สงครามกับกลุ่มก่อการร้าย” เพื่อตอบโต้กับเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน ปี 2001 ทั้งในนิวยอร์กและตึกเพนตากอนในวอชิงตัน ภารกิจการไล่ล่ากลุ่มก่อการร้ายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

“สงครามต่อการก่อการร้ายของเราเริ่มต้นกับกลุ่ม อัลกออิดะห์ แต่มันจะยังไม่สิ้นสุดตรงนี้ มันจะยังไม่สิ้นสุดจนกว่ากลุ่มก่อการร้ายทุกกลุ่มบนโลกจะถูกค้นพบ หยุด และพ่ายแพ้ลง”บุช กล่าวไว้เมื่อ 20 กันยายน 2001 แต่ผ่านมา 20 ปี หลังจากที่สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามทั้งในอิรัก และอัฟกานิสถาน ที่คร่าชีวิตพลเรือนหลายหมื่นคน และใช้งบประมาณมหาศาลหลายล้านล้านดอลลาร์ ภัยก่อการร้ายต่อสหรัฐฯก็ยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะแตกต่างจากภัยเมื่อปี 2001 ก็ตาม

กลุ่มอัลกออิดะห์ ที่อ้างตัวว่าประสบความสำเร็จในการก่อวินาศกรรมบนแผ่นดินสหรัฐฯ ในเหตุการณ์ 9/11 อาจลดทอนอำนาจลง หรืออ่อนแอลง แต่กลับเกิดกลุ่มติดอาวุธ ที่มีแนวทางคล้ายคลึงกันแพร่หลายไปในทุกที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย

แม้ว่าเหล่าแกนนำกลุ่มอัลกออิดะห์ที่พัวพันเหตุกาณ์ 9/11 จะถูกสหรัฐฯ จับกุมหรือสังหารไปแล้ว รวมถึง โอซามาบิน ลาเดน ซึ่งถูกหน่วยซีลสหรัฐฯ สังหารในประเทศปากีสถาน เมื่อปี 2011 แต่กลุ่มอัลกออิดะห์ของเขา ก็ยังคงยืดหยุ่น และมีกลุ่มเครือข่ายในอย่างน้อย 17 ประเทศ ในจำนวนนี้รวมถึงกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ IS ที่เป็นการรวมตัวของกลุ่มนักรบหลายเครือข่าย เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามอิรักเมื่อปี 2003 เดิมเป็นเครือข่ายน้องของกลุ่มอัลกออิดะห์ในประเทศอิรัก แต่ต่อมาแยกตัวตั้งกลุ่มใหม่และค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น และมีบทบาทมากกว่ากลุ่มอัลกออิดะห์เดิม

บรูซ ฮอฟแมน นักวิชาการอาวุโส ด้านต่อต้านการก่อการร้ายและความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุว่า ตลอด 20 ปีมานี้ เรายังคงเห็นเหตุก่อการร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีกสหรัฐฯ และสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย ยังทำให้พวกเขาอพยพ เข้าไปก่อเหตุยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลกได้ด้วย การขยายพื้นที่ก่อเหตุของกลุ่มก่อการร้าย ทำให้นักรบเหล่านี้รับรู้ได้ถึงความท้าทายที่มากขึ้น การติดตาม และควบคุมมากขึ้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถก่อเหตุโจมตีขนานใหญ่เหมือนเหตุการณ์9/11 ได้ แต่ก็ยังคงท้าทายเป้าหมายของบุช ที่ต้องการขจัด “กลุ่มก่อการร้าย”ให้สิ้นซาก

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนล่าสุดที่เดินหน้าถอนทหารออกมาจากอัฟกานิสถาน หลังผ่านพ้นช่วงการไล่ล่ากลุ่มก่อการร้ายมานาน 20 ปี บอกว่าสิ่งที่เราต้องการในอัฟกานิสถานในเวลานี้คือ กลุ่มอัลกออิดะห์ จบสิ้นแล้วหรือ? เราเข้าไปในอัฟกานิสถานเพื่อแสดงความมุ่งมั่น ที่จะกำจัดอัลกออิดะห์ในอัฟกานิสถาน รวมถึงการกำกัด โอซามา บิน ลาเดน และเราทำได้แล้ว…เราไปที่นั่นและเราปฏิบัติภารกิจสำเร็จ คุณก็ทราบจุดยืนของผมที่มีมาเนิ่นนาน มันถึงเวลาที่จะต้องยุติสงครามนี้แล้ว

การถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรออกจากอัฟกานิสถานเมื่อไม่นานมานี้ ที่แม้ไบเดน ย้ำว่าสงครามในอัฟกานิสถานสิ้นสุดลงแล้ว แต่เป็นเพียงการสิ้นสุดของสหรัฐฯ ฝ่ายเดียวเท่านั้น เพราะนี่อาจยิ่งเป็นชนวนให้เครือข่ายก่อการร้ายเติบโตยิ่งขึ้น!ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่กลุ่มตาลิบันเข้ายึดอำนาจในอัฟกานิสถาน จะยิ่งทำให้กลุ่มต่อต้านสหรัฐฯจัดระเบียบองค์กรใหม่ และอาจแพร่ขยายได้มากขึ้น หลังจากที่พวกเขาอัดอั้นมานาน 20 ปีที่ผ่านมา และการมีอยู่ของรัฐบาลตาลิบัน ทำให้มีโอกาสสูงที่อัฟกานิสถานจะกลายเป็นที่ซุกซ่อนของกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้ง และอาจจะได้เห็นการฟื้นตัว และการกลับมาของกลุ่มนักรบญิฮัด

ไม่เพียงกลุ่มก่อการร้ายภายนอก หากแต่สหรัฐฯเองยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามภายในด้วยเช่นกัน หลังจากที่หลายปีมานี้ กลุ่ม “ขวาจัดสุดโต่ง” เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่ง และยังจัดเป็นภัยคุกคามอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย

ผ่านมา 20 ปี ไม่เพียงกลุ่มก่อการร้ายไม่หมดไป แต่จะยังคงเกิดกลุ่มใหม่ ขึ้นเป็นภัยคุกคามของโลกอย่างต่อเนื่อง และจนถึงวันนี้ สหรัฐฯก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการกำจัดกลุ่มก่อการร้าย อย่างที่อดีตประธานาธิบดีบุชเคยลั่นถ้อยคำเอาไว้