“สทป.” ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่ 10 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480317

“สทป.” ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่10

24 ส.ค. 2564

2 หน่วยงาน “สทป.”-ม.บูรพา เสริมแกร่งเทคฯ อวกาศไทย จุดประกายเด็ก “นิวเจน” 17 ทีม จากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ สู่มือโปรด้านวิศวกรรมอวกาศ

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.)ผนึกกำลังบูรณาการความรู้ จัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 10 ขึ้นเป็นครั้งแรกของภาคตะวันออก การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของ 2 หน่วยงาน

โดยมี พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (ผอ.สปท.) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม ค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 10 ในครั้งนี้

เพื่อร่วมกันเผยแพร่ความรู้สู่ประชาสังคม จุดประกายความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชน ให้ก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ให้กับประเทศต่อไปในอนาคต

พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กล่าวว่าองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีจรวด เป็นเทคโนโลยีหลักและเป็นจุดกำเนิดของ สทป. เป็นสิ่งน่าสนใจสำหรับเยาวชน  อีกทั้งมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ เกี่ยวข้องกับวิชาต่าง ๆ ที่เยาวชนกำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษา

ในต่างประเทศ มีการจัดกิจกรรมจรวดประดิษฐ์ หรือ Model Rocket สำหรับเยาวชนกันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในประเทศไทยประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมนี้ได้เอง 

สทป. จึงอยู่ในฐานะที่เหมาะสม ที่จะริเริ่มจัดกิจกรรม ซึ่งจะนำเทคโนโลยีจรวดมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความสนใจในวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

"สทป." ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่10

กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ เป็นกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ได้มีการริเริ่มจัดกิจกรรมตั้งแต่ปี 2555 ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค

ที่ผ่านมา สทป.เดินทางไปจัดกิจกรรมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และในปี 2564 นี้ ได้จัดกิจกรรมขึ้นเป็นครั้งที่ 10 โดยในครั้งนี้ได้ขยายโอกาสให้แก่เยาวชนภาคตะวันออกเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา ในการร่วมจัดกิจกรรม 

“และขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทั้ง 17 ทีม จากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมและได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากเทคโนโลยีชั้นสูง ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากผู้มีประสบการณ์ตรง แม้กิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นการเรียนรู้ที่ต้องศึกษาด้วยตนเองจากสื่อการสอนออนไลน์ โดยมีพี่เลี้ยงช่วยให้คำแนะนำให้กับเยาวชนในแต่ละทีม ซึ่งทุกทีมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง ในการศึกษา เรียนรู้ และประดิษฐ์จรวดได้เป็นอย่างดี” ผอ.สทป. กล่าว

ซึ่งความพิเศษของกิจกรรมในครั้งนี้ คือเยาวชนได้มีโอกาสนำความรู้ที่ได้รับจากภาคทฤษฎี มาลงมือปฏิบัติ ทั้งการออกแบบโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณ ควบคู่ไปกับการใช้หลักการทางวิศวกรรมออกแบบจรวดที่ต้องนำไปยิงจริง โดยจรวดที่น้อง ๆ เยาวชนออกแบบมาจะต้องประสบพบเจอกับสภาพแวดล้อมที่ รุนแรงไม่แพ้สภาพที่อุปกรณ์ในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศจริง ๆ จะต้องประสบ ทั้งความเร่งหรือแรง G ที่มหาศาล การสั่นสะเทือน แรงช็อคจากการระเบิด อุณหภูมิสูงนับพันองศา ฯลฯ

"สทป." ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่10

จรวดจะต้องทนได้และทำภารกิจได้สำเร็จ เมื่อได้แบบจรวดมาแล้ว ต้องลงมือสร้างเอง ออกแบบให้สวยงาม แล้วจึงนำไปทดสอบตามกระบวนการ ก่อนนำไปยิงแข่งขัน

ถึงแม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของของโรคโควิด-19 ทำให้เยาวชนไม่สามารถมารวมตัวกันได้ แต่สทป.ก็ไม่หยุดให้โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเยาวชนในรูปแบบใหม่

“และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนเล็ก ๆ ในการจุดประกายความคิด ให้เยาวชนมีความคิดริเริ่มเพื่อเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ต่อไปในอนาคต”ผอ.สทป.กล่าว

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล กล่าวว่า ในนามของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดค่ายในครั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับทั้ง 17 ทีมที่ได้เข้ารอบและได้ก้าวผ่านความท้าทายนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จะต้องทำการอบรมออนไลน์ การปรึกษาพูดคุยกับพี่เลี้ยงผ่านช่องทางแบบ new normal ในสถานการณ์โรคโควิด-19 

แต่ทุกทีมก็สามารถทำได้ดีและมีการนำเอาวิชาความรู้ที่มีอยู่เดิมมาผนวกกับความรู้ประสบการณ์ของพี่เลี้ยง มาพัฒนาจนออกมาเป็นจรวดประดิษฐ์ขึ้นมาได้ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่มีค่าในการที่ได้นำมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาทำให้เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์จริง สรรสร้างเป็นนวัตกรรมที่นำให้โลกมีการพัฒนาก้าวหน้า 

เทคโนโลยีอวกาศและจรวดไม่ใช่แค่การส่งจรวดขึ้นไปสู่อวกาศเพียงเท่านั้น  แต่ยังมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย มีศาสตร์ทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาจากเทคโนโลยีจรวด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุศาสตร์ขั้นสูง การคิดค้นวัสดุใหม่ที่สามารถระบายความร้อนได้ดี ทนการเสียดสี

หรือมีความแข็งแรงที่มากพอที่จะป้องกันตัวจรวดของเราให้รอดพ้นจากผลกระทบภายนอก ในช่วงเวลาของการส่งจรวดขึ้นไป รวมถึงระบบการขับเคลื่อนมอเตอร์ พวกดินขับ หรือสารเคมีเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าค่ายจรวดในครั้งนี้เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งในชีวิตที่จะสร้างแรงบันดาลใจ เยาวชนที่ผ่านค่ายนี้แล้วรักในทางศาสตร์วิศวกรรม รักในศาสตร์ทางเทคโนโลยีอวกาศ อยากให้ต่อยอดได้หาความรู้เพิ่มเติมต่อไป ประเทศไทยของเรายังขาดวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ที่มีความชำนาญทางด้านเทคโนโลยีอวกาศอยู่เป็นอันมาก เพราะฉะนั้นใครที่มีความสนใจในด้านนี้ อย่าทิ้ง อยากจะให้ได้ศึกษาต่อเนื่องไป 

ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา มีความยินดีต้อนรับเยาวชนทุกคน ทางคณะมีสาขาวิชาที่จำเป็นสำหรับวิศวกรรมอวกาศหรือเทคโนโลยีอวกาศ อย่างเช่น ทางวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า หรือวิศวกรรมเคมี หรือแม้แต่สาขาวิชาวิศวกรรมวัสดุขั้นสูง

นอกจากนี้ยังมีสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ที่เน้นไปทางการบริหารจัดการทางวิศวกรรม ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์สำคัญที่จะทำให้ จิ๊กซอว์ทุกตัวมาต่อร่วมกันได้ จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีอวกาศหรืออุตสาหกรรมอวกาศเป็นสาขาวิชาที่เป็นสหวิชาชีพ เป็นการผนวกเอาความรู้ความชำนาญหลากหลายด้านเข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อที่จะให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายหลัก ในการท้าทายแรงโน้มถ่วงและทางด้านฟิสิกส์ที่จะทำให้สามารถส่งจรวดออกไปในระยะไกล 

“ดังนั้นเยาวชนที่สนใจจะเดินต่อในสายวิชาชีพนี้อยากจะให้ทุกคนตั้งใจเรียนในรายวิชาที่จำเป็น ลองสร้างความเข้มแข็งทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เคมี และสิ่งที่เรากำลังสร้างคือรากฐานที่มั่นคงที่ย่อมนำมาซึ่งพีระมิดสูงและแข็งแกร่ง สามารถยืนต่อต้านสภาพอากาศ ความท้าทายต่าง ๆ ไปได้ฉันใด ขอให้เยาวชนทุกคนสร้างความเข้มแข็งให้กับวิชาการซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการต่อยอดในอนาคตฉันนั้น”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณยศ กล่าว

สำหรับกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ครั้งที่ 10 ประจำปี 2564 ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 สายวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ซึ่งมีความพิเศษที่ต่างจากทุกปีคือได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยได้ดำเนินกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ มีเยาวชนจำนวน 17 ทีม เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งทุกทีมต้องทำการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อการสอนออนไลน์

"สทป." ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่10

 จากนั้นทุกทีมจะนำเสนอแนวคิดการออกแบบจรวดในรูปแบบของ VDO Presentation และต้องนำเสนอแนวคิดผ่านระบบ Zoom Video Conference เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา 

โดยมีทีมที่ได้คะแนน Conceptual Design สูงสุดจำนวน 3 ทีม โดยได้รับรางวัล จำนวน 3 รางวัล ดังนี้

รางวัล Conceptual Design ความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ ทีม First Point Aries โรงเรียนกรุงเทพ คริสเตียนวิทยาลัย กทม.

รางวัล Conceptual Design การออกแบบตามทฤษฎี ได้แก่ ทีม Rocket with my friends โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม จ.สระบุรี

รางวัล Presentation ยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีม Emmalyn โรงเรียนวัดป่าประดู่ จ.ระยอง

โดยในการนำเสนอ ทุกทีมจะได้รับคำแนะนำจากกรรมการ เพื่อทำการประดิษฐ์จรวด เมื่อทุกทีมประดิษฐ์จรวดเรียบร้อยแล้วจะทำการโหวตจรวดที่ออกแบบได้โดนใจผู้ชมมากที่สุด ผ่านทาง Facebook Fanpage ค่ายวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

ซึ่งทีมที่ได้รับการกด Like มากที่สุด และได้รับรางวัล Popular Vote ไปครองได้แก่ ทีม Space Bar โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จ.พิษณุโลก มีคนกด Like จำนวนถึง 1,451 Like

ในส่วนของการทดสอบยิงจรวดประดิษฐ์ ทุกทีมจะต้องคิดวิธีในการส่งจรวดประดิษฐ์มาให้ทางคณะผู้จัด ซึ่งจรวดที่ส่งมานั้นจะต้องมีสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะทำการยิงทดสอบมากที่สุด เพื่อที่นักวิจัย สทป. จะได้นำจรวดของน้อง ๆ ไปประกอบมอเตอร์ เพื่อทำการยิงทดสอบ

โดยทีมที่มีคะแนนมากที่สุดใน 3 อันดับ ที่สามารถคว้ารางวัลไปครอง ดังนี้

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Black Smith Guy โรงเรียนน้ำพองศึกษา จ.ขอนแก่น

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Jupiter โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กทม.

รางวัลชนะเลิศในปีนี้มีทีมที่สามารถทำคะแนนสูงสุดถึง 2 ทีม ได้แก่ทีม nine za โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี จ.นนทบุรี ทีม Skyrocket โรงเรียนองครักษ์ จ.นครนายก

ผ่านแผน 4ปี “มทร.สุวรรณภูมิ” ปั้นบัณฑิตเก่งไอที-มีทักษะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480141

ผ่านแผน 4ปี “มทร.สุวรรณภูมิ” ปั้นบัณฑิตเก่งไอที-มีทักษะ

23 ส.ค. 2564

แผนการพัฒนากำลังคนด้านนวัตกรรม รับยุค New-Nomal “มทร.สุวรรณภูมิ” รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เข้มข้นด้วยสหกิจศึกษาเรียนรู้คู่ลงมือปฏิบัติจริงในสถานประกอบการที่เป็นเครือข่าย เรียนจบทำงานได้ทันที มีคืนกำไรสู่ชุมชน

นายธีรพล ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ(มทรส.) หรือ มทร.สุวรรณภูมิ  ในฐานะประธานคณะกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า “คมชัดลึกออนไลน์” ว่าปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับโรคโควิด-19 ทำให้เห็นว่าประเทศไหนที่มีการพัฒนานวัตกรรมได้มากกว่า ย่อมได้เปรียบ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยต้องเดินหน้า เรื่องเศรษฐกิจนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบันรวมทั้ง ฟื้นฟูประเทศหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านไป

“ซึ่งจุดสำคัญที่สุด คือการพัฒนากำลังคนให้มีความพร้อม มีองค์ความรู้และสามารถปฏิบัติงานได้จริงหลังจบจากรั้วมหาวิทยาลัย”กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิม มทร.สุวรรณภูมิ กล่าว

โดย มทร.สุวรรณภูมิ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง อาทิการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติและกำลังคนที่มีความรู้ทางวิชาการและมีทักษะวิชาชีพอย่างมืออาชีพเข้าใจแนวคิดการพัฒนา นวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ

และเพื่อให้การดำเนินการบรรลุ เป้าหมายอย่างรวดเร็วได้มีการกำหนดแผนการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไว้ด้วยโดยมีจุดเน้น ทิศทางและเป้าหมายตามสาขาความเชี่ยวชาญ ของ มทร.สุวรรณภูมิ ภายใต้ “แผนพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”พ.ศ 2566 -2570

ผ่านแผน 4ปี "มทร.สุวรรณภูมิ" ปั้นบัณฑิตเก่งไอที-มีทักษะ

นายธีรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลฯได้ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนากำลังคนดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 โดยมีจุดเน้นทางด้านการเรียน การสอน เพื่อผลิตกำลังคนด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และการเป็นผู้ประกอบการ

ทั้งระดับปริญญา(Degree) และ ระดับประกาศนียบัตร(Non-degree)โดยมุ่งเน้น 3 ด้าน คือ 1.การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 2.เทคนิคยานยนต์สมัยใหม่และ3.หุ่นยนต์สมัยใหม่ และด้านเกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปผลิตผลการเกษตรแบบปราณีต และแม่นยำ

ซึ่งมีศูนย์เชี่ยวชาญเพื่อผลิตกำลังคนทั้ง 3 ด้าน ควบคู่กับการให้บริการทางวิชาการร่วมกับเครือข่าย เช่น สถานประกอบการ เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติงานจริงด้วย

ซึ่งมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นการเตรียมพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์

มีการพัฒนาหลักสูตรเป็นการเรียนออนไลน์มากขึ้น บุคลากรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการติดต่อสื่อสารและการประสานงานภายในหน่วยงาน และภายนอกหน่วยงาน

ผ่านแผน 4ปี "มทร.สุวรรณภูมิ" ปั้นบัณฑิตเก่งไอที-มีทักษะ

ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วทำให้กำลังคนในภาคอุตสาหกรรมและภาคอื่นๆ ต้องได้รับการพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ด้วยการ Re-skill /Up-skill/New-skill อย่างต่อเนื่อง(การเรียนรู้ตลอดชีวิต)ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นหน่วยหลักของประเทศ ในการสร้างคน คุณภาพ เพื่อให้มีการบริหารจัดการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับภัยพิบัติที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

“บัณฑิตของ มทร.สุวรรณภูมิ จะรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เข้มข้นด้วยสหกิจศึกษา เรียนรู้คู่ลงมือปฏิบัติจริงในสถานประกอบการที่เป็นเครือข่าย เก่งไอที เก่งนวัตกรรม มีทักษะวิชาชีพ เมื่อเรียนจบทำงานได้ทันที ไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ เพราะนักศึกษาฝึกปฏิบัติมาอย่างเชี่ยวชาญกับมืออาชีพ แต่ไม่ลืมความเป็นจิตสาธารณะ ต้องคืนกำไรสู่ชุมชน ด้วยการช่วยเหลือชุมชนที่อยู่รายรอบสถาบัน”กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มทร.สุวรรณภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

“เรียนออนไลน์” การบ้านท่วม ทำเด็กไทยเนือยนิ่งเพิ่มเป็น 14 ชั่วโมงต่อวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480017

“เรียนออนไลน์” การบ้านท่วม ทำเด็กไทยเนือยนิ่งเพิ่มเป็น 14ชั่วโมงต่อวัน

22 ส.ค. 2564

ผลสำรวจย้ำชัด “เรียนออนไลน์” เด็กปวดตา เครียด การบ้านท่วม นอนน้อย ขาดกิจกรรมทางกาย หมอเด็กห่วงกินอาหารตามใจ ทำให้เด็กอ้วน และเนือยนิ่งเพิ่ม แนะชวนเด็กทำงานบ้าน-เล่นกีฬา

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของทุกคนเป็นวงกว้าง รวมถึงการเรียนออนไลน์ของเด็กๆ

สสส. จึงร่วมกับศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเสวนาออนไลน์“ทราบแล้วเปลี่ยน” แนวทางส่งเสริมสุขภาพเด็กในช่วงเรียนออนไลน์

ซึ่งข้อมูลการศึกษาของTPAKพบว่า เด็กไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากว่า 13 ชั่วโมงต่อวัน ยิ่งในสถานการณ์โควิด-19พบว่า เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 14 ชั่วโมงต่อวัน เพราะส่วนใหญ่ต้องเรียนออนไลน์และนั่งอยู่หน้าจอทั้งวัน 

ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กต้องขยับร่างกาย 60 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า เด็กไทยมีกิจกรรมทางกาย การเล่น หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่เพียงพอ เฉลี่ย 26%

แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น คือ เด็กไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอลดลงเหลือเพียง17%

“การไม่ขยับร่างกาย หากไม่เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้น เเละในระยะยาวมีผลต่อการเรียนรู้เเละเจริญเติบโต เด็กอาจติดเป็นนิสัยในอนาคต

สสส. จึงแนะนำให้ในชั่วโมงเรียนการเรียนควรให้มีช่วงพักเพื่อเข้าห้องน้ำ หรือเปลี่ยนอิริยาบถ ได้เล่นผ่อนคลาย และเมื่อเลิกเรียน ควรมีกิจกรรมในบ้านร่วมกัน เช่น ทำงานบ้าน ออกกำลังกาย

หรือแม้แต่การเล่นของเด็กๆ ก็ช่วยเสริมสร้างร่างกาย จิตใจ และพัฒนาสมอง ถือเป็นโอกาสดีที่ครอบครัวจะสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ใกล้ชิดกันมากขึ้น

นอกจากนี้ สสส. กระทรวงศึกษาธิการเเละกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมทำชุดความรู้ “คู่มือการจัดการโรงเรียน รับมือโควิด-19” ซึ่งขณะนี้มียอดดาวน์โหลดนับล้านครั้ง สามารถนำไปปรับใช้”ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา  หัวหน้าศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายฯ กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ เพื่อรวบรวมข้อมูลในประเด็นเกี่ยวกับพฤติกรรมและผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ และการจัดการด้านสุขภาพ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1ถึงปริญญาตรี ร่วมตอบแบบสำรวจทั้งหมด 243 คน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

พบ 8 อันดับสูงสุดของปัญหาที่นักเรียนประสบในช่วงการเรียนออนไลน์ ได้แก่

1.) มีอาการปวดตา/ตาอ่อนล้า/ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ/ปวดหลัง/ปวดคอและบ่าไหล่ และพฤติกรรมเนือยนิ่ง 79%

2.)เครียด วิตกกังวล 

โดยเฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6เตรียมศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 เตรียมศึกษาต่อมหาวิทยาลัย เพราะกังวลว่าจะไม่มีโรงเรียนที่ดีรับเข้าเรียน74.9% 

3.จำนวนการบ้านมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเวลาในการพักผ่อน/การนอนหลับในแต่ละวัน71.6%

4.มีความรู้สึกไม่อยากเรียน ร้อยละ 8.3%

5.ห่วงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต 66.3%

6.ขาดกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกายน้อยลง 58%

7.สภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เอื้ออำนวยทำให้ขาดสมาธิ57.2%

และ 8. รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา 56%

ผศ.พญ. แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล และกุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กกล่าวว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสุขภาพของสมอง 

จากการเรียนออนไลน์พบว่า เด็กอยู่กับหน้าจอมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสายตาที่กะพริบตาน้อยลง ทำให้ตาแห้ง มีอาการปวดตา นั่งนาน จะปวดเมื่อยตัว 

ด้านพฤติกรรมสุขภาพส่งผลกระทบทั้งเรื่องการกิน การนอน สามารถกินได้ตลอดเวลา หากผู้ปกครองไม่ได้ใส่ใจเรื่องคุณภาพอาหาร อาจส่งผลให้เด็กเกิดภาวะอ้วนได้ ซึ่งหากเด็กอ้วนแล้วนะนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง 

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่สำคัญคือ การมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวต้องเป็นไปในเชิงบวก พ่อแม่ต้องจัดสรรเวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกในช่วงที่ลูกต้องเรียนออนไลน์ พ่อแม่ต้องทำงานที่บ้าน ความเข้มแข็งทางจิตใจของพ่อแม่ จะทำให้เด็กมีพลังในการลุกขึ้นสู้

ดังนั้นการพูดคุยสื่อสารกับเด็กจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กเข้มแข็งและเติบโตไปได้ ส่วนของโรงเรียนควรมีนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มรูปแบบกิจกรรมเพื่อให้เด็กมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น จัดตารางเรียนให้เหมาะจัดครูไปเยี่ยมบ้านนักเรียนในกรณีที่ผู้ปกครองของนักเรียนไม่มีเวลา

สำรวจพบ นักเรียนชั้นมัธยมฯมีความสุข กับ “เรียนออนไลน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480012

สำรวจพบ นักเรียนชั้นมัธยมฯมีความสุข กับ“เรียนออนไลน์”

22 ส.ค. 2564

50-60% นักเรียนชั้นมัธยมฯ “เรียนออนไลน์” รองเลขาฯกพฐ.ยอมรับใช้ไม่ได้ในพื้นที่ก่างไกล ไม่ได้เหมาะสมกับเด็กยากไร้ เด็กกลุ่มเปราะบาง เผย สพฐ.สั่งลดการบ้านนักเรียนแล้ว

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทบต่อการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่มีโรงเรียนหลายแห่งที่มีมาตรการคุมเข้มเปิดการเรียนในโรงเรียนได้

แต่ยังมีสถานศึกษาอีกเป็นจำนวนมากเช่นกันที่ต้องปิดโรงเรียนและปรับการเรียนการสอนใหม่ หรือที่เรียกว่า“เรียนออนไลน์”

นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด-19 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มาโดยตลอด

ขณะนี้มีโรงเรียนที่มีการเรียนออนไลน์ และมีการสอนออนไลน์ประมาณ 50-60%จากผลสำรวจพบว่า ในโรงเรียนใหญ่ๆ ทั้งเด็กมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความสุขกับการเรียนออนไลน์

แต่ในความเป็นจริงการเรียนออนไลน์ไม่ได้เหมาะสมกับทุกพื้นที่ อาทิ พื้นที่ห่างไกล หรือเด็กกลุ่มเปราะบาง ยากไร้

ดังนั้น นโยบายเรื่องการเรียนการสอนได้มีการดำเนินการสั่งการแล้วให้มีการจัดลำดับความสำคัญ สพฐ.ได้แจ้งให้ครูสั่งการบ้านให้น้อยลง ลดขั้นตอนต่างๆ เช่น การประเมินผล และโรงเรียนจะต้องมีการบูรณาการการให้การบ้านกับนักเรียน

และอีกด้านหนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการพยายามลดภาระของผู้ปกครอง ด้วยการจัดสรรเงินอาหารกลางวันคนละ20บาทต่อวัน ส่งตรงถึงผู้ปกครองเพื่อนำเงินที่ได้ไปจัดหาซื้อหาอาหารให้เด็ก

ส่วนนมโรงเรียน ได้มีการเปลี่ยนนมพาสเจอไรซ์ มาเป็นนมยูเอชที เพื่อสะดวกในการขนส่งและเก็บไว้ได้นาน

ส่วนเรื่องการเยียวยาผู้ปกครองขณะนี้ได้มีการลดค่าเทอม และรัฐให้เงินอุดหนุนเด็กนักเรียนคนละ2,000บาท

“มทร.อีสาน” แชมป์มหาวิทยาลัยคุณภาพในกลุ่มราชมงคล 3 สมัยซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479970

“มทร.อีสาน” แชมป์มหาวิทยาลัยคุณภาพในกลุ่มราชมงคล 3 สมัยซ้อน

22 ส.ค. 2564

“มทร.อีสาน”เดินหน้าผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติมืออาชีพตอบโจทย์การพัฒนาสังคมไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล มุ่งสู่มหาวิทยาลัยคุณภาพเชิงวิชาการอันดับ1ของประเทศ หลังครองแชมป์3 สมัยซ้อนในกลุ่มราชมงคล

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เปิดเผยว่า มทร.อีสาน เป็นมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เน้นผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติมืออาชีพเพื่อเข้าไปตอบโจทย์การพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

โดยในช่วงปีที่ผ่านมาท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนไป มทร.อีสาน ได้รับนโยบายจากศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภา มทร.อีสาน ให้มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศในด้านการพัฒนาเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ซึ่งจากการดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังในการเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลที่สอดรับกับการพัฒนาประเทศนั้น

ส่งผลให้ มทร.อีสาน คว้าแชมป์มหาวิทยาลัยคุณภาพจากการจัดอันดับของWebometrics Ranking of World Universitiesซึ่งจัดทำโดยCybermetrics LabหรือInternet Lab

ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยของสภาวิจัยแห่งชาติ ประเทศสเปน มีการประกาศผลการจัดอันดับเว็บไซต์ ผ่านทางเว็บไซต์www.webometrics.info

โดยได้จัดอันดับเว็บไซต์เพื่อวัดผลงานทางวิชาการที่มีการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตนอกเหนือจากผลงานที่มีการตีพิมพ์ลงในวารสารหรืออื่น ๆ วัดความสามารถในการเป็น “มหาวิทยาลัยอิเล็กทรอนิกส์ (E-university)”ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทั่วโลกเข้าร่วมการจัดอับดับทั้งสิ้น11,987แห่ง

สำหรับการจัดอันดับของWebometrics Ranking of World Universitiesมีการประกาศผลการจัดอันดับเป็นประจำทุกปี ปีละ2ครั้ง ในเดือน มกราคม และเดือน กรกฎาคม

จากการประกาศผลรอบล่าสุด มทร.อีสาน สามารถครองแชมป์มหาวิทยาลัยคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องถึง3สมัย ในการเป็นอันดับ1จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง9แห่ง

โดยผลการจัดอันดับ เดือนกรกฎาคม 2564 มทร.อีสาน ได้รับการจัดอันดับที่25ของประเทศ และอยู่ในอันดับที่2,990ของโลก ซึ่งในรอบที่ผ่านมาเดือน มกราคม2564อยู่อันดับที่25ของประเทศ

และอยู่ในอันดับที่3,179ของโลก และเดือน กรกฎาคม2563อยู่อันดับที่25ของประเทศ และอยู่ในอันดับที่2,939ของโลก

นอกจากนี้ หากเทียบผลการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(กลุ่มราชมงคล)ทั้ง9แห่ง ในครั้งนี้ พบว่า มทร.อีสาน อยู่อันดับที่25ของประเทศ

มทร.ธัญบุรี อันดับที่35ของประเทศ มทร.พระนคร อันดับที่42ของประเทศ มทร.ล้านนา อันดับที่46ของประเทศ มทร.รัตนโกสินทร์ อันดับที่47ของประเทศ มทร.ศรีวิชัย อันดับที่49ของประเทศ มทร.ตะวันออก อันดับที่50ของประเทศ มทร.กรุงเทพ อันดับที่54ของประเทศ และ มทร.สุวรรณภูมิ อันดับที่59ของประเทศ ตามลำดับ 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า มทร.อีสาน แม้ว่าจะอยู่ในอันดับที่25ของประเทศติดต่อกัน3ครั้ง แต่ในครั้งล่าสุดนี้ มทร.อีสาน ได้ก้าวกระโดดในการพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาในการผลิตผลงานวิจัย ผลงานบริการวิชาการ รวมถึงข่าวสารให้มีการเผยแพร่ไปสู่สาธารณชนในโลกออนไลน์เยอะมากขึ้น ซึ่งทำให้ มทร.อีสาน มีผลการจัดอันดับที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง และเรายังคงมุ่งหน้าพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่มหาวิทยาลัยคุณภาพเชิงวิชาการอันดับ1ของประเทศในปัจจุบันนี้ เป็นผลพวงจากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ขอขอบคุณสภามหาวิทยาลัย สภาคณาจารย์ ผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาทุกคน ที่ร่วมกันผลักดันยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัยทั้งด้านของวิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้านเกษตรอินทรีย์ การวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์

การขับเคลื่อนโครงข่ายระบบรางและอากาศยานของประเทศ และการพัฒนาบัณฑิตให้เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีพลังขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลนั้น

“ผมเชื่อมั่นว่า มทร.อีสาน มีศักยภาพและความพร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาสังคม ชุมชน และประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ ” รศ.ดร.โฆษิต กล่าวทิ้งท้าย

เช็กด่วน สพฐ.เปิดช่องทางจ่ายเงิน “เยียวยานักเรียน” โอนตรงผู้ปกครองทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479313

เช็กด่วน สพฐ.เปิดช่องทางจ่ายเงิน “เยียวยานักเรียน” โอนตรงผู้ปกครองทันที

22 ส.ค. 2564

เลขาฯกพฐ. สั่งรร.เตรียมพร้อมเปิดบัญชีรองรับการจัดสรรเงินกู้จากก.คลัง จ่ายเงิน “เยียวยานักเรียน” 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คน เปิดช่องทางจ่ายเงินสด-โอนตรงผู้ปกครอง/นักเรียน ได้ทันที

ความคืบหน้าหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียนด้านค่าใช้จ่ายทางการศึกษา จำนวน 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล จนถึง ม.6, ระดับอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในกรอบวงเงิน 23,000 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาให้แก่ผู้ปกครอง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

จากนั้น เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลง “จุดยืนลดภาระทางการศึกษา” เพื่อชี้แจงแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการลดภาระทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล

ล่าสุดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 สิงหาคม 2564  ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งจากเดิมขั้นตอนการจ่ายเงิน “เยียวยานักเรียน” 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คน ให้แต่ละเขตพื้นที่การศึกษารับผิดชอบโอนให้ผู้ปกครองนักเรียน

แต่คำสั่งล่าสุด ด่วนที่สุดที่ ศธ .4006/62555  โอนกลับมาให้โรงเรียนรับผิดชอบดำเนินการจ่าย “เยียวยานักเรียน” 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คน และเปิดช่องทางจ่ายเป็นเงินสด หรือโอนผ่านบัญชีผู้ปกครองหรือนักเรียนก็ได้

ทั้งนี้ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.) ได้ออกหนังสือด่วนที่สุด มีใจความดังนี้ 

ด่วนที่สุด ที่ ศธ .๔๐๐๖/๖๒๕๕๕สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กทม. ๑๐๓๐๐

๑๗สิงหาคม ๒๕๖๔ 

เรื่อง แจ้งการดำเนินงานตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

เรียน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ

อ้างถึง หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด่วนที่สุด ที่ ศ5 04006/ว 2487 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2564

ตามหนังสือที่อ้างถึง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แจ้งแนวทางการดำเนินงาน

ตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อสร้างความเข้าใจ เตรียมความพร้อมในการขอรับจัดสรรงบประมาณตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พิจารณาแล้ว เพื่อให้การดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นไปตามแนวทางการจัดสรรเงินกู้และการใช้จ่ายเงินกู้ ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการ

ตามแนวทางหรือวิธีการที่หน่วยงานกำหนดในการดำเนินโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (รายการค่าอุปกรณ์การเรียนและเครื่องแบบนักเรียน)

จึงแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ทราบและดำเนินการ ดังนี้

1. ยกเลิกหนังสือฉบับที่อ้างถึงดังกล่าว

2. การเตรียมความพร้อมรองรับการจัดสรรเงินกู้

2.1 การเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรองรับเงินกู้ที่ขอเบิกจากบัญชีเงินฝากกระทรวงการคลัง

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะแจ้งแนวทางและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเปิดบัญชีให้ทราบอีกครั้ง

2.2 ดำเนินการสำรวจข้อมูลเพื่อใช้ในการจัดสรรเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่สามารถดำเนินการจ่ายได้ทันที กรณีที่ไม่สามารถดำเนินการจ่ายได้ และกรณีที่ต้องขอรับการสนับสนุนเงินเพิ่มเติมตามแบบรายงานข้อมูลที่กำหนด

3. วิธีการเบิกจ่ายเงินให้ดำเนินการตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (รายการค่าอุปกรณ์การเรียนและเครื่องแบบนักเรียน) โดยสถานศึกษาจ่ายเงินสดให้กับนักเรียนและ/หรือผู้ปกครอง

แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังคงทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ปกครอง นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงกำหนดวิธีการจ่ายเงิน(เพิ่มเติม) โดยให้สถานศึกษาสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารผู้ปกครองหรือนักเรียนได้ และให้จัดเก็บหลักฐานการจ่ายเงินให้ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และตรวจสอบได้

4. การดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ให้เป็นไปตามแนวทางการดำเนินงานโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 สำหรับการสำรวจข้อมูลเพื่อใช้ในการจัดสรรเงินกู้ ให้ดำเนินการตามแบบรายงาน

โดยสามารถดาวน์โหลดแนวทางการดำเนินงานโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และแบบรายงานข้อมูล ตาม QR CODE แนบท้ายหนังสือฉบับนี้

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ ในการเบิกจ่ายเงินจากคลัง ของโครงการเงินกู้เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

จึงเรียนมาเพื่อทราบและดำเนินการต่อไป ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ

(นายอัมพร พินะสา)

“อพวช.” มอบรางวัล โครงการ NSM Junior Science Influencers ปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479915

“อพวช.” มอบรางวัล โครงการ NSM Junior Science Influencers ปี 2564

21 ส.ค. 2564

“อพวช.” มอบรางวัลโครงการ NSM Junior Science Influencers ปี 2564 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ และศักยภาพของเยาวชนให้มีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาตนเองสู่การเป็นนักสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สู่สังคม

อพวช.มอบรางวัลโครงการ NSM Junior Science Influencers  ปี 2564 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ และศักยภาพของเยาวชนให้มีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาตนเองสู่การเป็นนักสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สู่สังคม

ผ่านการฝึกฝนพัฒนาทักษะด้านต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญของเยาวชนในการพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นผู้นําเสนออย่างมืออาชีพ

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ประกาศผลและมอบรางวัลโครงการNSM Junior Science Influencers (NSM JSI) ในรูปแบบออนไลน์ทาง Facebook : NSMThailand

และ YouTube : NSMThailand ในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมาให้แก่เยาวชนที่เข้าร่วมในโครงการฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ และศักยภาพของเยาวชนให้มีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาตนเองสู่การเป็นนักสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สู่สังคม

ผ่านการฝึกฝนพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญของเยาวชนในการพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นผู้นําเสนออย่างมืออาชีพ พร้อมทั้งเกิดแรงบันดาลใจในการเป็นนักถ่ายทอดเรื่องราววิทยาศาสตร์สู่สังคมได้อย่างมั่นใจ

ผศ.ดร.รวิน  ระวิวงค์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมความสามารถของน้องๆ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ NSM Junior Science Influencers พร้อมระบุว่า โครงการ NSM Junior Science Influencers ถูกจัดขึ้นในปี 2564 นี้เป็นปีแรก

เพื่อสร้างความตระหนัก ความสําคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านการสนับสนุนพัฒนาความรู้ความสามารถ และศักยภาพของเยาวชนให้มีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาตนเองสู่การเป็นนักสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สู่สังคม ด้วยการสนับสนุนให้เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝน

รวมถึงพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาทักษะการสื่อสารวิทยาศาสตร์และการเป็นพิธีกรอย่างมืออาชีพ รวมถึงการพัฒนาบุคลิกภาพและเรียนรู้พื้นฐานการแสดงเพื่อค้นหาความเป็นตัวเองพร้อมทั้งการพัฒนาทักษะ EF (Executive Functions) จากวิทยากรที่มีความรู้และความสามารถระดับมืออาชีพ

ด้วยหลักสูตรการฝึกอบรม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนสนใจในวิทยาศาสตร์และอยากถ่ายทอดเรื่องราววิทยาศาสตร์สู่สังคม พัฒนาทักษะการสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้เยาวชนมีความรู้ ความสามารถ ในการนําเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์

สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสสื่อสารกับประชาชนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายเยาวชนนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ

สำหรับผลรางวัลโครงการNSMJuniorScienceInfluencers (NSM JSI)ผู้ได้รับรางวัล ได้รับทุนการศึกษาถ้วยรางวัล ใบประกาศนียบัตรพร้อมสิทธิพิเศษ บัตรสมาชิกประเภทบัตร ครอบครัวกับ อพวช. พร้อมตําแหน่ง NSM Junior Science Influencers(NSMJSI) เป็นเวลา 2 ปี ได้แก่ NSM Junior Science Influencers ระดับประถมศึกษา

รางวัลผู้นำเสนอยอดเยี่ยม 

NSM  JSI – P004  ด.ช.อภิชพัฒน์  เต็มบุญศรัณย์ (พีค)

NSM  JSI – P011 ด.ญ.ขวัญตระกูล รังกุพันธุ์ ( พอดี )

NSM  JSI – P016 ด.ช. กษพล วรรัตน์โภคิน ( กัส )

NSM  JSI – P022 ด.ญ.นภัสนันท์ รุ่งวิทยนันท์ ( บันนี่ )

รางวัลชมเชย

NSM  JSI – P010  ด.ช. ฮาริษ มาลีพันธ์ (ฮาริษ)

NSM  JSI – P015  ด.ช.ณภคพล พิทักษ์ธีระธรรม (เชน)

NSM  JSI – P020 ด.ญ.พรนรินทน์ บรรจงประเสริฐ ( เบลล์)

NSM  JSI – P026 ด.ญ.ภาพิชมนทน์ คงวุฒิปัญญา (ดีดี)
 

NSM Junior Science Influencers ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

รางวัลผู้นำเสนอยอดเยี่ยม

NSM  JSI – H006  ด.ช.วีร์ทิวัตถ์ ศิริวัฒนากร (บิงโก)

NSM  JSI – H010  ด.ช.วีรากร  ระวีกุล (อชิ)

NSM  JSI – H011  น.ส.กานต์หทัยชนก ขอผลกลาง (ปัณญ์)

NSM  JSI – H012   ด.ญ.ภัสชริภา จีระภัทร์ ( ปัณญ์)

NSM  JSI – H013  ด.ช.ภูริต จงจิระวงศา (พูม)

NSM Junior Science Influencers

รางวัล Popular Vote  

NSM  JSI – P011 ด.ญ.ขวัญตระกูล รังกุพันธุ์ ( พอดี )
 

รางวัล Popular Vote for The Best Performance

NSM  JSI – P021 ด.ญ.ตะวันฉาย จิระเจริญสุวรรณ (ซัน)

“ม.เอเชียอาคเนย์” สอบผ่านมาตรฐานวิชาชีพไอที อันดับ 1 ของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479901

“ม.เอเชียอาคเนย์” สอบผ่านมาตรฐานวิชาชีพไอที อันดับ1ของไทย

21 ส.ค. 2564

หน่วยงานนานาชาติ ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที ปีนี้มีนักศึกษา “ม.เอเชียอาคเนย์”สอบผ่านมากเป็นอันดับ1ของไทย “ผศ.ดร.ณัฏฐ์” เผยไอทีพาสปอร์ต ใบเบิกทางทำงานระดับชาติทั้งในและต่างประเทศ

ดร.ฉัททวุฒิ พีชผล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เปิดเผยว่า ทางสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์และสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ได้ร่วมกับ สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (Career for the Future Academy),สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

,กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ร่วมมือกับกลุ่มภาคี7ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า มองโกเลียและไทย เพื่อยกระดับบุคลากรด้านITให้มีความพร้อมกับความต้องการของตลาดแรงงานที่ต้องการนักศึกษาที่มีทักษะความชำนาญด้านไอทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้ชื่อInformation Technology Professionals Examination (ITPE)

โดยความร่วมมือดังกล่าวฯ เป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค เพื่อสอบวัดระดับความรู้และทักษะด้านไอทีแบบไม่อิงผลิตภัณฑ์ใดๆ

นักศึกษาSAUที่มีใบรับรองวิชาชีพไอที ย่อมมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มี โดยเพิ่มโอกาสที่จะได้รับคัดเลือกเข้าทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียง

รวมทั้งโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเงินเดือนหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่มากขึ้นแตกต่างจากพนักงานทั่วไป

ซึ่งจากการประกาศผลการสอบโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอทีInformation Technology Professional Examination (ITPE)ครั้งล่าสุด มีนักศึกษาม.เอเชียอาคเนย์ หรือ (SAU) สอบผ่านโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอทีInformation Technology Professional Examination (ITPE)มากเป็นอันดับที่ 1 จากผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศผลในปี 2564 

ทั้งนี้นักศึกษาจากม.เอเชียอาคเนย์ ประกอบด้วยสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจจำนวน 21 คน

จากจำนวนผู้สอบผ่านของมหาวิทยาลัยเอกชนทั้งหมด32คน นับเป็นครั้งแรกของSAUที่มีนักศึกษาผ่านการสอบเป็นจำนวนมากเป็นอันดับ1 (65.638%)จากผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งหมด

ทั้งนี้ มาตรฐานวิชาชีพไอที (ITPE)เป็นเครื่องมือชี้วัดของบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศที่ต้องการรับนักศึกษาเข้าทำงานโดยสามารถมั่นใจได้ว่าผู้สอบผ่านมาตรฐานITPEระดับสากลเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านไอที

นอกจากนี้ผู้สอบผ่านITPEยังสามารถเสนอขอใบอนุญาตทำงานในญี่ปุ่น หรือมีสิทธิพิเศษในการพิจารณาคัดเลือกเข้ารับทุนการศึกษาด้านไอทีจากประเทศภาคีเครือข่ายมาตรฐานวิชาชีพไอที

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 อาชีพทางด้านไอทีจึงเป็นที่ต้องการในตลาดจำนวนมาก

"ม.เอเชียอาคเนย์"  สอบผ่านมาตรฐานวิชาชีพไอที อันดับ1ของไทย

ผศ.ดร.ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวว่า เรามุ่งมั่น ผลักดันให้นักศึกษาสอบใบมาตรฐานวิชาชีพไอที (ITPE)ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

รวมถึงนักศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ ที่มีความสนใจทางด้านไอที ให้สามารถเข้าร่วมสอบมาตรฐานวิชาชีพไอทีได้เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าทำงานที่ต้องใช้ทักษะทางด้านไอทีอย่างเข้มข้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐเอกชนชั้นนำในประเทศและนานาชาติ

“ไอทีพาสปอร์ตมีประโยชน์มากโดยจะเป็นเครื่องมือช่วยประเมินว่า ผู้สอบผ่านมีความรู้ความเข้าใจและความสามารถด้านไอทีอย่างแท้จริง

รวมถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วและกำลังทำงานอยู่ในสถานประกอบการ มีความพร้อมด้านไอทีมากน้อยแค่ไหน

ทั้งยังเป็นการปรับความรู้ด้านเทคโนโลยีให้ทันสมัย สร้างความมั่นใจและภาคภูมิใจให้แก่ผู้สอบ นอกจากนี้ผู้ที่สอบผ่านระดับFEยังสามารถขอใบขออนุญาตทำงาน (Work Permit)ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ด้วย”ผศ.ดร.ณัฏฐ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการสอบผ่านตามมาตรฐาน ITPEนี้ จะต้องฝึกฝนทักษะทางด้านไอทีให้เชี่ยวชาญเพื่อเตรียมเข้ารับการทดสอบ ในแต่ละปีทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือ สวทช. เปิดสอบปีละ2ครั้ง คือ เดือนเมษายนและตุลาคม

โดยโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอทีจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2549 และจัดต่อเนื่องติดต่อกันทุกปี โดย สวทช. ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา และหน่วยงานนานาชาติ สนับสนุนให้นักศึกษาและบุคลากรทั้งภายในและเครือข่ายภายนอกเข้าร่วมสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที

โดยศูนย์สอบและศูนย์ติวสอบทั่วประเทศ ผู้สนใจสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์สอบมาตรฐานวิชาชีพไอที มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ หรือที่เว็บไซต์www.sau.ac.th/itpeโทร.02-807-4500ต่อ217

“สจล.” ลงพื้นที่แจกจ่าย “ATK” 2 หมื่นชุดให้ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479751

“สจล.” ลงพื้นที่แจกจ่าย “ATK” 2 หมื่นชุดให้ประชาชน

20 ส.ค. 2564

“สจล.”- รพ.พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลงพื้นที่แจกจ่าย ATK 2 หมื่นชุด คัดกรองประชาชนย่านลาดกระบัง พร้อมชี้4ข้อ ท้องถิ่นเร่งดำเนินงานเพื่อลดการติดเชื้อโควิด-19

วันที่ 20 สิงหาคม 2564 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลงพื้นที่แจกจ่าย ATK (Antigen Test Kit) ชุดตรวจโควิดแบบเร่งด่วนเพื่อใช้คัดกรองประชาชนในพื้นที่เขตลาดกระบัง

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และ ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สจล. มีกรอบนโยบายในการช่วยประชาชนให้พ้นวิกฤตจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กำลังสร้างผลกระทบในทุกมิติให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างต่อเนื่อง

"สจล.” ลงพื้นที่แจกจ่าย "ATK" 2 หมื่นชุดให้ประชาชน

โดยเสนอ 4 แนวทางป้องกันการติดเชื้อในระดับชุมชน ได้แก่

การเร่งตรวจเชิงรุก ในพื้นที่เป้าหมายเพื่อป้องกันการเกิดคลัสเตอร์ใหม่ แยกผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยง กักตัวเข้มงวด พร้อมดูแลความเป็นอยู่ ทุ่มการรักษาให้ดีที่สุด

"สจล.” ลงพื้นที่แจกจ่าย "ATK" 2 หมื่นชุดให้ประชาชน

ด้วยนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ที่คิดค้นโดยคนไทย และ ระดมฉีดวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมาย และประชาชนตามพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

โดยที่ล่าสุด สจล. โดยโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (KMCH) ได้ลงพื้นที่แจกจ่าย ATK (Antigen Test Kit) ชุดตรวจโควิด-19 แบบเร่งด่วน แก่ประชาชนในพื้นที่เขตลาดกระบัง เป็นจำนวนรวม 20,000 ชุด สำหรับประชาชน 10,000 คน ณ วัดปลูกศรัทธา เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร(กทม.)

"สจล.” ลงพื้นที่แจกจ่าย "ATK" 2 หมื่นชุดให้ประชาชน

โดยมีผู้แทนจากชุมชนเกกีงาม ชุมชนบำรุงรื่น ชุมชนนิคมลาดกระบัง ชุมชนตลาดหัวตะเข้ ชุมชนลาดกระบัง 52 (ซอยจินดา) และวัดปลูกศรัทธา ร่วมรับมอบ นอกจากนี้ ยังได้มอบเงินบริจาคเพื่อซื้อโลงศพและน้ำมันในการฌาปนกิจแก่วัดปลูกศรัทธาร่วมด้วย

โดยในอนาคต สจล. เตรียมขยายผลการดำเนินงานภายใต้กรอบนโยบายดังกล่าวจำนวนมาก ทั้งการเปิดให้บริการ ศูนย์ โฮม ไอโซเลชัน พระจอมเกล้าลาดกระบัง (Home Isolation) ศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สจล. ฯลฯ 

ทั้งนี้ กิจกรรมการลงพื้นที่ส่งมอบชุดตรวจโควิดแบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit) จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ วัดปลูกศรัทธา เขตลาดกระบัง กทม. โดยมีผู้แทนชุมชนในพื้นที่ร่วมรับมอบ ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมของ สจล. ได้ที่ https://www.facebook.com/kmitlofficial และ http://kmitl.ac.th

“องค์ความรู้” ทางเคมี จุฬาฯประเมินทุเรียนสุกจากน้ำตาลใน “ก้านทุเรียน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479624

“องค์ความรู้”ทางเคมี จุฬาฯประเมินทุเรียนสุกจากน้ำตาลใน“ก้านทุเรียน”

20 ส.ค. 2564

คณะวิทย์จุฬาฯ วิจัยหาวิธีช่วยเกษตรกรเก็บทุเรียนที่อายุพอดี รสชาติเด็ดพร้อมจำหน่าย-ส่งออก ด้วยการประเมินทุเรียนสุกจากน้ำตาลใน “ก้านทุเรียน” ได้อย่างแม่นยำ นับเป็น “องค์ความรู้” ทางเคมี เล็งพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัดทุเรียนสุกได้ทุกสายพันธุ์

“ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้จากประเทศไทยซึ่งครองตลาดการส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วยรสชาติ กลิ่นและเนื้อสัมผัสพิเศษเป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักชิมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มูลค่าการส่งออกมหาศาลนี้ทำให้เกษตรกรสวนทุเรียนต้องพิถีพิถันกับการเก็บเกี่ยวทุเรียนเพื่อให้ได้ทุเรียนที่อายุพอดี รสชาติเด็ด พร้อมจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

แต่หนึ่งในปัญหาสำคัญของเกษตรกรคือการประเมินอายุทุเรียนว่าเหมาะสมพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วหรือไม่ เพราะหากเก็บทุเรียนก่อนอายุที่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพ ทำให้ไม่อาจจำหน่ายทุเรียนได้ในราคาดี

ดังนั้น รศ.ดร.ธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงวิจัยหาวิธีช่วยเกษตรกรให้ประเมินอายุทุเรียนสุกได้อย่างแม่นยำก่อนการตัดเพื่อจำหน่าย

“ที่ผ่านมา งานวิจัยทางเคมีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของผลทุเรียนที่ตัดออกจากต้นแล้วเพื่อหาความสุกที่เหมาะสม แต่งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการประเมินอายุของทุเรียนจากก้านทุเรียนซึ่งมีผู้ศึกษาค่อนข้างน้อย” รศ.ดร.ธนิษฐ์ กล่าว

โดยทั่วไป วิธีการส่วนใหญ่ที่ชาวสวนทุเรียนนิยมใช้คือการนับอายุของทุเรียนโดยนับตั้งแต่วันหลังดอกบานจนถึงวันที่พร้อมเก็บเกี่ยว

“วิธีการนี้มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ แม้ช่วงอายุที่พร้อมเก็บเกี่ยวจะเป็นข้อมูลที่เป็นที่ทราบกันดี เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทองมีอายุที่เหมาะสมที่ราว 120 วัน ผลทุเรียนแต่ละกิ่งที่แม้อยู่บนต้นเดียวกันอาจเติบโต ไม่พร้อมกัน การนับอายุจึงต้องอาศัยความเอาใจใส่ในการติดตามที่มาก” รศ.ดร.ธนิษฐ์ อธิบาย

นอกจากนี้ อีกวิธีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำสืบต่อกันมานานคือการชิมของเหลวบริเวณขั้วของผลทุเรียน

“ถ้าชิมแล้วมีความหวานก็แสดงว่าทุเรียนมีอายุเหมาะสมพร้อมจะตัดจากต้น แต่ความแม่นยำของวิธีการนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของชาวสวนแต่ละคนด้วย”

ภูมิปัญญาชาวสวนทุเรียนในการชิมขั้วทุเรียนจุดประกายให้ รศ.ดร.ธนิษฐ์ นำ“องค์ความรู้”ทางเคมี มาวิเคราะห์อายุของทุเรียนจากก้าน ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นวิธีการวิเคราะห์แบบที่ไม่จำเป็นต้องตัดผลทุเรียนออกจากต้นได้

ในการวิจัย รศ.ดร.ธนิษฐ์ใช้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากสวนที่จังหวัดระยอง โดยแบ่งอายุทุเรียนเป็น 3 ช่วง คือ 13 สัปดาห์ 15 สัปดาห์ และ 17 สัปดาห์ ซึ่งทุเรียนแต่ละผลในแต่ละช่วงอายุได้มาจากคนละต้นเพื่อให้ได้ผลวิจัยที่แม่นยำยิ่งขึ้น

งานวิจัยนี้เป็นการดูองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวในก้านทุเรียนว่าสามารถบ่งชี้อายุของทุเรียนที่เหมาะสมจะเก็บเกี่ยวได้หรือไม่

“เราพบว่าองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวในก้านทุเรียนจะประกอบไปด้วยสารประกอบพวกน้ำตาลซึ่งสอดคล้องกับความหวานจากการชิม แต่การวิเคราะห์ทางเคมีทำให้ทราบว่าเมื่อทุเรียนเริ่มสุกจะมีน้ำตาลซูโครสเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ในขณะที่น้ำตาลกลูโคสและฟรุกโตสจะลดน้อยลง นอกจากนี้ยังพบว่ากรดอะมิโนบางชนิดก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเมื่ออายุของทุเรียนมากขึ้น” รศ.ดร.ธนิษฐ์ เผยข้อค้นพบจากงานวิจัย ซึ่งได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสาร Scientific Reports ซึ่งเป็นวารสารนานาชาติ ในเครือ Nature

“งานวิจัยนี้นับเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การพัฒนาวิธีการที่จะช่วยให้เกษตรกรประเมินอายุของทุเรียนที่ยังไม่ได้ตัดจากต้นได้ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการตัดทุเรียนก่อนเวลาที่สมควร” รศ.ดร.ธนิษฐ์กล่าวเน้นความสำคัญของงานวิจัย

รศ.ดร.ธนิษฐ์ เล่าถึงแผนงานวิจัยในอนาคตว่าจะเพิ่มจำนวนตัวอย่างทุเรียนที่วิเคราะห์ให้มากขึ้น และขยายการวิจัยกับทุเรียนพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือจากพันธุ์หมอนทอง รวมถึงมีแผนการผลิตเซ็นเซอร์ที่พกพาได้ เช่น เซ็นเซอร์ฐานกระดาษเพื่อตรวจวัดปริมาณสารที่ค้นพบจากการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้เข้าถึงทางเลือกในการประเมินอายุทุเรียนที่ใช้งานได้ง่ายและลดความผิดพลาดจากตัวผู้ประเมินเอง