ไปไม่ถึงสวนลุม “REDEM” ยุติชุมนุม หลังแขวนป้ายข้อเรียกร้องที่แยกประตูน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481997

ไปไม่ถึงสวนลุม “REDEM” ยุติชุมนุม หลังแขวนป้ายข้อเรียกร้องที่แยกประตูน้ำ

04 ก.ย. 2564

กลุ่ม “REDEM” ประกาศผ่านเพจยุติชุมนุม พร้อมติดป้ายข้อเรียกร้องกลางแยกประตูน้ำ หลังพยายามเคลื่อนขบวนไปสวนลุมพินี แต่ถูกตำรวจสกัดทุกเส้นทาง

4 ก.ย. 2564  ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมที่บริเวณหน้าสถานทูตสวิสเซอร์แลนด์ ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นจุดนัดรวมตัว ของกลุ่ม REDEM โดยมีการนัดหมายเคลื่อนขบวนไปที่บริเวณสวนลุมพินี โดยมีกลุ่มผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมจำนวนหนึ่งทยอยมารวมตัวกันตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีฝนตกลงมาค่อนข้างหนัก 
 

กระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปสวนลุมพินี โดยใช้เส้นทางถนนสุขุมวิท แต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน   ตั้งจุดสกัด บริเวณหน้าโรงพยาบาล พร้อมรถฉีดน้ำแรงดันสูง สกัดไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนผ่านไป ทำให้ผู้ชุมนุม เลี่ยงเส้นทางไปใช้เส้นทางอื่น

โดยในวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งจุดสกัดกลุ่มผู้ชุมนุม จำนวน 6 จุด โดยรอบพื้นที่สวนลุมพินี ส่งผลการจราจรติดขัดต่อเนื่องทั้งนี้ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งลงพื้นที่ดูความเรียบร้อย และประเมินว่า สถานการณ์การชุมนุม ว่าหากการชุมนุมยุติลงก็จะมีการนำเครื่องกีดขวางออก 

ไปไม่ถึงสวนลุม "REDEM" ยุติชุมนุม หลังแขวนป้ายข้อเรียกร้องที่แยกประตูน้ำ
ไปไม่ถึงสวนลุม "REDEM" ยุติชุมนุม หลังแขวนป้ายข้อเรียกร้องที่แยกประตูน้ำ

ล่าสุด เวลา 18.20.นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ซึ่งเดินทางเข้าร่วมชุมนุม ได้ปราศรัยถึงเหตุผลข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ก่อนที่จะเป็นตัวแทนกลุ่มรีเด็ม และประกาศยุติการชุมนุม หลังแขวนป้ายข้อเรียกร้องที่มีข้อความ ‘ปฏิรูปสถาบัน บริเวณแยกประตูน้ำ”

ไปไม่ถึงสวนลุม "REDEM" ยุติชุมนุม หลังแขวนป้ายข้อเรียกร้องที่แยกประตูน้ำ

อย่างไรก็ตาม หลังจาที่กลุ่ม REDEM ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเดินทางมาสมทบกับผู้ชุมนุมกลุ่มทะลุแก๊สที่บริเวณแยกดินแดง ซึ่งก่อนหน้านี้มีเหตุวุ่นวายบริเวณหน้ากรมดุริยางค์ทหารบก

“เดียร์ วทันยา” แจงโหวตซักฟอก งดออกเสียง อนุทิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481983

“เดียร์ วทันยา” แจงโหวตซักฟอก งดออกเสียง อนุทิน

04 ก.ย. 2564

“เดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี” แจงโหวตซักฟอก งดออกเสียง อนุทิน ชาญวีรกูล รมว. สาธารณสุข เหตุไม่ตอบข้อสงสัยประชาชนปมจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค – ATK เป็นการแสดงจุดยืนในฐานะตัวแทนของประชาชน

“เดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี”ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าเหตุผลการตัดสินใจลงคะแนน งดออกเสียง  รมว.กระทรวงสาธารณสุข “อนุทิน ชาญวีรกูล” 

"เดียร์ วทันยา" แจงโหวตซักฟอก งดออกเสียง อนุทิน

การอภิปรายข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค ที่กระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบการจัดหาวัคซีนและความโปร่งใสใน

กระบวนจัดซื้อ #ATK รวมถึงความสามารถในการบริหารงานด้านสาธารณสุขที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลว

"เดียร์ วทันยา" แจงโหวตซักฟอก งดออกเสียง อนุทิน

คำชี้แจงของ รมว.ที่ตอบคำถามเพื่อนสมาชิกฯ ไม่ได้รับความชัดเจนไม่สามารถตอบข้อสงสัยของประชาชนได้

นั่นจึงเป็นผลที่ เดียร์ ของดออกเสียงในฐานะสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล

ส่วนกรณีของ รมว.คมนาคม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ถูกอภิปรายเรื่อง #เขากระโดง กรณีดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลใหม่และขณะนี้คดีได้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของ ป.ป.ช.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

"เดียร์ วทันยา" แจงโหวตซักฟอก งดออกเสียง อนุทิน

อีกทั้งพฤติกรรมเสเพลที่ถูกอภิปราย ก็ยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความผิดได้อย่างชัดเจน

นี่คือการแสดงจุดยืนของเดียร์ ในฐานะตัวแทนของประชาชน

“พปชร.” ไม่แตกแถวหนุน นายกฯถ้วนหน้า ด้านพรรคเล็กเสียงแตกทั้งหนุนและไล่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481957

“พปชร.” ไม่แตกแถวหนุน นายกฯถ้วนหน้า ด้านพรรคเล็กเสียงแตกทั้งหนุนและไล่

04 ก.ย. 2564

“พปชร.” ไม่แตกแถวหนุนนายกฯถ้วนหน้าขณะที่พรรคเล็กเสียงแตกทั้งหนุนและไล่ ด้านฝ่ายค้านชักแถวลงมติไม่ไว้วางใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคะแนนผลโหวตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลที่ออกมานั้นปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แม้จะได้รับเสียงโหวตเกินครึ่ง 264 คะแนน ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่กลับได้คะแนนเสียงไม่ไว้วางใจถึง 208 คะแนน มากกว่าอีก 5 รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยกัน 
 

โดยผลโหวตที่ออกมาพบว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล รวม 272เสียง เทคะแนนไว้วางใจนายก ฯ เกือบครบ โดยส.ส.“พลังประชารัฐ” 119 คน ไม่มีใครแตกแถว โดยลงมติไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์  นายกรัฐมนตรี ครบทุกคน

แม้กระทั่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวเป็นตัวตั้งตัวตี ล็อบบี้เสียงส.ส.ให้ลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯนั้น ก็ยังลงมติไว้วางใจให้พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯทำหน้าที่ต่อไป ยกเว้นนายสุชาติ ตันเจริญ คนเดียวที่ลงมติงดออกเสียง ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย 61 เสียง ลงมติไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ครบเช่นกัน แม้กระทั่งนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ลงมติไว้วางใจให้นายกฯ

พรรคประชาธิปัตย์ 48คน ลงมติไว้วางใจนายกฯ 45เสียง มีเพียงนายอันวาร์ สาเละ ส.ส.ปัตตานีโหวตสวนไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ ส่วนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงมติงดออกเสียง

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ อาทิ พรรคชาติไทยพัฒนา 12คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 5 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 คน พรรคชาติพัฒนา 4คน ลงมติไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ครบถ้วน

พรรคเล็ก เสียงแตกทั้งหนุนและไล่

ส่วนการลงคะแนนของ พรรคเล็ก ปรากฏว่าเสียงแตกกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง โดยพรรคไทยศรีวิไลย์ของนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์  พรรคไทรักธรรมของนายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค พรรคประชาธิปไตยใหม่ ของนายสุรทิน พิจารณ์ ลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ

ส่วนพรรคเล็กอื่น ๆ อย่าง พรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลเมืองไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคเพื่อชาติไทย ลงมติไว้วางใจนายกฯ

ขณะที่พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยนั้น นายดำรงค์ พิเดช ลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ แต่นายยรรยงก์ ถนอดพิชัยธำรง ส.ส.พรรครักษ์ผืนป่าฯอีกคน กลับลงมติไว้วางใจนายกฯ 

ฝ่ายค้านชักแถวลงมติไม่ไว้วางใจ

สำหรับการลงมติของซีกฝ่ายค้านนั้น เทเสียงไม่ไว้วางใจนายกฯเกือบทั้งหมด โดยพรรคเพื่อไทย 134 คนลงคะแนนไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ 115คน แม้กระทั่ง ส.ส.ที่มักลงคะแนนสวนมติพรรค อย่าง น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี นายพลภูมิ วิภัติภูมิ
ประเทศ ส.ส.กทม. มาครั้งนี้ก็ร่วมลงมติไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์เช่นกัน

มีเพียง 3 คน นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี นายวุฒิชัย  กิตติธเนศวรส.ส.นครนายก ที่ไม่ลงมติใด ๆ

ส่วนพรรคก้าวไกล 53คน ลงมติไม่ไว้วางใจ ยกเว้น ส.ส.กลุ่มงูเห่า อาทิ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงมติไว้วางใจนายกฯ

ขณะที่นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี นายพีรเดช คำสมุทร นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย ไม่ยอมลงมติใด ๆ และนายจรัส คุ้มไข่น้ำ ส.ส.ชลบุรี ลาประชุม เพราะติดโควิด และพรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ยกเว้นนายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ ที่ลงคะแนนไว้วางใจนายกฯ 

เดียร์ วทันยา งดออกเสียง  อนุทิน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่การลงคะแนนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข พบว่า พรรคร่วมรัฐบาลเทคะแนนให้ครบถ้วน ยกเว้นน.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐและนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่งดออกเสียง  

พรรคประชาธิปัตย์ มีนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี งดออกเสียง  

ส่วนพรรคฝ่ายค้านลงมติไม่ไว้วางใจ มีเพียงนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ลงมติงดออกเสียง และน.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ที่ไม่ยอมกดบัตรแสดงตน

ขณะที่พรรคก้าวไกล ที่มี ส.ส.งูเห่าของพรรคลงมติไว้วางใจนายอนุทิน ได้แก่ นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี

นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายพีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย

ส่วนพรรคประชาชาติ มีนายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี ลงมติไว้วางใจ

ส่วนนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน พบว่าส.ส.พรรคฝ่ายค้านลงมติไม่ไว้วางใจเกือบพร้อมเพรียงกัน โดยในส่วนพรรคเพื่อไทย มีเพียงนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ที่งดออกเสียง นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ นายชัยยันต์ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก ไม่ลงมติใดๆ 

พรรคก้าวไกล ที่นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ โหวตไว้วางใจ และนายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย ไม่ลงคะแนนเสียง ส่วนนายเกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี นายพีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงรายไม่มีการลงมติใดๆ 

พรรคเพื่อชาติ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรค โหวตไม่ไว้วางใจนายสุชาติ แต่ลูกพรรคที่เหลืออีก 4คน งดออกเสียง  

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็โหวตไว้วางใจนายสุชาติไปในทิศทางเดียวกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์ มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ลงมติงดออกเสียง 

เช่นเดียวกับพรรคเศรษฐกิจใหม่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายนิยม วิวรรธนดิฐกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ลงมติไม่ไว้วางใจ ส่วนอีก 4คน ลงมติไว้วางใจ 

ส่วนพรรคเล็กเสียงแตกลงมตินายสุชาติ โดยพรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลเมืองไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคพลังธรรมใหม่ ลงมติไว้วางใจ 

ขณะที่พรรคไทรักธรรม พรรคพลังปวงชนไทย พรรคเพื่อชาติไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลงมติไม่ไว้วางใจ  

“เฉลิมชัย” ปลี้มคะแนนนำลิ่วมาเป็นอันดับ 1 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481948

“เฉลิมชัย” ปลี้มคะแนนนำลิ่วมาเป็นอันดับ 1

04 ก.ย. 2564

“เฉลิมชัย” ปลี้มคะแนนนำลิ่วมาเป็นอันดับ 1 พร้อมย้ำช่วยกันแก้ไขปัญหาประเทศให้จบไปก่อน และช่วยกันทำให้โควิดเบาลงให้ได้

วันที่ 4 กันยายน 2564 เวลา 12:20 น. ที่อาคารรัฐสภา “นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจสูงที่สุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ก็ต้องถือว่ารัฐบาลได้รับการไว้วางใจทั้งหมด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่วนคะแนนที่ออกมาต้องขอไปตรวจสอบคะแนนดูก่อนคิดว่าคะแนนที่ออกมาอย่างนี้ถือว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเป็นปึกแผ่น และทุกคนผ่านการตรวจสอบครั้งนี้ทั้งหมด 

ส่วนที่ผู้สื่อข่าวระบุว่า จากการที่ “นายเฉลิมชัย” ได้คะแนนไว้วางใจมากที่สุดและมีเสียงสนับสนุนจากโลกโซเชียลให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น “นายเฉลิมชัย” กล่าวว่า รู้สึกประหลาดใจ และฝากขอบคุณ พร้อมกับปฏิเสธว่าไม่หรอกซึ่งคะแนนที่ออกมาในวันนี้ก็เป็นภาพที่ชัดเจนว่ารัฐบาลยังเป็นปึกแผ่น เหนียวแน่น และเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี 

สำหรับการที่มีบางส่วนเรียกร้องให้ยุบสภานั้น “นายเฉลิมชัย” ระบุว่า ก็ต้องดูสถานการณ์ทุกอย่างว่าเหมาะสมหรือสมควรหรือไม่ ตรงนี้ท่านนายกฯ ท่านมีวิจารณญาณอยู่แล้ว ถ้าจะถามยุบสภาตนก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่ใช่อำนาจของตน

แต่คิดว่าวันนี้ควรแก้ไขปัญหาประเทศให้จบไปก่อน ช่วยกันทำให้โควิดมันเบาลงให้ได้หรืออยู่ในสถานการณ์ปกติให้ได้ แล้วสถานการณ์อื่น ๆ ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยืนยันว่าวันนี้พรรคร่วมรัฐบาลเป็นปึกแผ่น

ผู้สื่อข่าวสอบถามความรู้สึกถึงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งที่ไม่น่าจะถูกอภิปรายในครั้งนี้ นายเฉลิมชัย ตอบว่า ก็ดี ได้มีโอกาสชี้แจง เพราะบางครั้งถ้ามีเรื่องอะไรที่ยังคาใจอยู่แล้วเราไม่มีโอกาสได้ชี้แจง มันก็จะยังคาใจอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเราได้ชี้แจงโดยชัดเจนแล้ว มันก็จะมีคำตอบให้คนฟังเขาได้คิดดูว่าอะไรถูกอะไรผิด 

“นายกฯ” ลั่นใจใหญ่เท่ากำปั้น เมินผลโหวตรองบ๊วย ไม่ทำให้เสียกำลังใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481939

“นายกฯ” ลั่นใจใหญ่เท่ากำปั้น เมินผลโหวตรองบ๊วย ไม่ทำให้เสียกำลังใจ

04 ก.ย. 2564

“นายกรัฐมนตรี” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลั่นใจใหญ่เท่ากำปั้น เมินผลโหวตรองบ๊วย ไม่ทำให้เสียกำลังใจ พร้อมบอกต่อจากนี้จะปรับการทำงาน พบปะ ส.ส. มากขึ้น

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกฯ”และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พอใจผลคะแนนโหวตไว้วางใจ ที่ได้คะแนนเกือบรั้งท้าย ด้วยคะแนนเสียง 264 คะแนน โดยจากนี้ไปจะเดินหน้าทำหนักงานต่อ พร้อมบอกหัวใจใหญ่เท่ากำปั้น

พร้อมย้อนถาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำผลคะแนนออกมารองบ๊วยว่า “บ๊วยหรือ” แต่ไม่ตอบกลับแต่อย่างใด พร้อมบอกต่อจากนี้จะปรับการทำงานพบปะส.ส. มากขึ้น โดยต้องเริ่มจากเป็นครั้งคราว ซึ่ง ส.ส. ก็อยากพบ แต่ยืนยันไม่มีเรื่องผลประโยชน์ตนไม่เคยทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ส่วนจะมีการจัดกิจกรรมพบ ส.ส.ประจำเดือนหรือประจำสัปดาห์หรือไม่ ขอรอดูก่อนเพราะตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค พร้อมย้ำไม่ได้สนใจว่าจะได้คะแนนมากหรือน้อย เมื่อมีมติผ่านถือว่าจบ

ส่วนจะต้องพูดคุยกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเรื่องผลลงมติหรือไม่นั้น คุยกันทุกคืนทุกวันอยู่แล้ว ล่าสุดก็คุยเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ทั้งนี้การที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คะแนนโหวตมากสุด โดยพูดคุยแสดงความยินดีไปแล้วซึ่งเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรค และเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล 

อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำเรื่องคะแนนรองบ๊วย นายกรัฐมนตรีบอกว่าตนไม่ใช่คนใจน้อยกติกาว่าอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น พร้อมชูกำปั้นมือขวาว่าหัวใจนายกรัฐมนตรีเท่านี้

โดยก่อนขึ้นรถบอกว่าจะเดินทางกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว พร้อมย้ำไม่เสียกำลังใจ และเมื่อขึ้นรถไปแล้วได้เลื่อนกระจกลงพร้อมชูกำปั้นมือขวาทาบอก บอกว่า หัวใจตนเท่ากำปั้น ดังนั้น หัวใจนายกฯ ใหญ่อยู่แล้ว พร้อมทุบหน้าอกข้างซ้าย 2 ครั้ง เมื่อหัวใจมันใหญ่ กำลังใจก็ดี

ทั้งนี้เมื่อถามย้ำว่า ยังเข้มแข็งอยู่หรือไม่แต่นายกฯไม่ตอบ โดยชูกำปั้นแสดงความเข้มแข็งให้ผู้สื่อข่าวดูก่อนเดินทางออกจากรัฐสภา 

ตร.ย้ำ “ม็อบ 4 กันยา” กลุ่มผู้ไม่หวังดีผสมโรงชุมนุมบ่ายนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481922

ตร.ย้ำ “ม็อบ 4 กันยา” กลุ่มผู้ไม่หวังดีผสมโรงชุมนุมบ่ายนี้

04 ก.ย. 2564

ตร.เตรียมพร้อมรับมือกลุ่มREDEM และแนวร่วม นัดชุมนุมวันนี้ หน้าสถานทูตสวิสเซอร์แลนด์ ก่อนเคลื่อนไปที่สวนลุมพินี ย้ำการข่าวระบุมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีร่วมชุมนุม แสดงออกไม่เหมาะสม

4 ก.ย. 2564   กองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า   ตามที่ กลุ่ม REDEM และแนวร่วมมีการนัดหมายการชุมนุมในวันที่ 4 ก.ย.64 เวลาประมาณ 14.00 น. ที่หน้าสถานทูตสวิสเซอร์แลนด์ และจะมีการเคลื่อนขบวนไปบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี นั้น

REDEM

อ่านข่าวที่น่าสนใจ

จากสถานการณ์ด้านการข่าวทราบว่า มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีบางส่วน อาจจะรวมตัวมากับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หรือทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อสถาบัน เช่น การพ่น ทาสี เขียนข้อความ ลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ ที่อยู่ระหว่างเส้นทางเดินขบวน รวมถึงบนองค์พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของคนไทย

ด้วยเหตุดังกล่าวเจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวางเครื่องกีดขวาง จัดเส้นทางการจราจร และปิดการจราจรบางเส้นทาง โดยเฉพาะบริเวณทางร่วมทางแยกสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ใช้เส้นทางสัญจรโดยทั่วไป และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสถานที่สำคัญดังกล่าว รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง โดยรายละเอียดการปิดการจราจร เส้นทางเลี่ยง ทาง บช.น. จะได้แถลงข้อมูลอย่างเป็นทางการในเวลา 12.30 น. ต่อไป

สำหรับสถานการณ์ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำแผงเหล็ก และลวดหนามหีบเพลง ปิดกั้นโดยรอบเพื่อป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ากระทำการอันไม่เหมาะสมต่อพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6 

ตร.ย้ำ "ม็อบ 4 กันยา" กลุ่มผู้ไม่หวังดีผสมโรงชุมนุมบ่ายนี้
ตร.ย้ำ "ม็อบ 4 กันยา" กลุ่มผู้ไม่หวังดีผสมโรงชุมนุมบ่ายนี้

ฉลุย 264 : 208 สภาผู้แทนฯลงมติไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ “นายกฯ” และรมว.กลาโหม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481914

ฉลุย 264 : 208 สภาผู้แทนฯลงมติไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ “นายกฯ” และรมว.กลาโหม

04 ก.ย. 2564

ฉลุย 264 : 208 สภาผู้แทนฯ ลงมติไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกฯ” และรมว.กลาโหม ส่วน 5 รัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สธ. -สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน -ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม -เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ -ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว. ดีอีเอสฯ ผลลงมติฉลุยเช่นกัน

เมื่อเวลา 10.00 น. สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติตามที่ฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกฯ”และ รมว.กลาโหม

โดยผลการลงมติปรากฏว่า  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รับคะแนนไว้วางใจ  264:208 เสียง    ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯและรมว.กลาโหม ต่อไปได้ 

โดยรายละเอียดผลการลงคะแนนไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม   มีดังนี้

ลงมติไว้วางใจ  264 เสียง

ไม่ไว้วางใจ      208 เสียง

งดออกเสียง       3   เสียง

ฉลุย  264  :  208 สภาผู้แทนฯลงมติไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ "นายกฯ" และรมว.กลาโหม

ส่วนผลการลงมติคะแนนรัฐมนตรีคนอื่น ๆ มีดังนี้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข

ได้คะแนนไว้วางใจ 269 ต่อ 196  งดออกเสียง 11 เสียง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ได้คะแนนไว้วางใจ 263 ต่อ 201 งดออกเสียง 10 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ได้คะแนนไว้วางใจ 269 ต่อ 195 งดออกเสียง 10 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ได้คะแนนไว้วางใจ 270 ต่อ 199 งดออกเสียง 8 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ได้คะแนนไว้วางใจ 267 ต่อ 202 งดออกเสียง 9 เสียง

Live! 4 ก.ย. 2564 ถ่ายทอดสด ชมสดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2564 จับตาศึกซักฟอก 6 รมต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481231

Live! 4 ก.ย. 2564 ถ่ายทอดสด ชมสดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2564 จับตาศึกซักฟอก 6รมต.

04 ก.ย. 2564

การเมืองเข้าสู่โหมดร้อนแรงการตรวจสอบการทำงานรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาญัตติ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายกรัฐมนตรีและ 5 รมต. ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 4 ก.ย. 64

ติดตามการถ่ายทอดสดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ที่นี่ …. โดยกำหนดการมีดังนี้ 

31 สิงหาคม -2 กันยายน 
เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 น.-00.30 น 

วันที่ 3 กันยายน
ประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 น.-21.00 น.

วันที่ 4 กันยายน
ลงมติ เวลา 10.00 น.

ระยะเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

รวมเวลาทั้งหมด  58.30  ชั่วโมง 
ฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย  40 ชั่ วโมง 
ฝ่ายรัฐบาลและ ครม.ชี้แจง 18.30  ชั่วโมง

รายชื่อครม.ที่อยู่ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

  • พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม
  • นายอนุทิน ชายวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน
  • นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม 
  • นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ 
  • นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ลิงค์ถ่ายทอดสด

“NIA” เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480397

“NIA” เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

25 ส.ค. 2564

“NIA” เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เสริมความคิดสร้างสรรค์สู่ทักษะของการเป็นผู้ประกอบการ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 40 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เดินหน้าจัดกิจกรรม Startup Thailand League 2021 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ

"NIA" เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

ตลอดจนทรัพยากรที่จะส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมจากความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้ในอนาคต

ซึ่งจะประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การอบรม Coaching Camp ภายใต้ระบบพี่เลี้ยง (Mentor) เพื่อสร้างความเข้าใจในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมของสตาร์ทอัพ

และ 2) กิจกรรม Pitching Startup Thailand League เป็นการประกวดแข่งขันไอเดียแผนงานธุรกิจสตาร์ทอัพของนิสิต นักศึกษา ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ
 

"NIA" เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรรม (องค์การมหาชน)หรือ NIA  กล่าวว่า NIA ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทย (Thailand Startup Ecosystem) ตั้งแต่ปี 2559

ซึ่งหนึ่งในแผนการส่งเสริมสตาร์ทอัพของประเทศคือการเพิ่มบทบาทสถาบันการศึกษาในการสร้างความตระหนักและบ่มเพาะสตาร์ทอัพรวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่นิสิตนักศึกษา

เพื่อให้สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งสร้างสรรค์ความคิดและนวัตกรรม โดยพยายามผลักดันให้สถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ(Entrepreneurial Universities)

"NIA" เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

และได้ร่วมกับ 40 มหาวิทยาลัยเครือข่าย ดำเนินโครงการ “Startup Thailand League” ขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการบูรณาการการทำงานร่วมกันของภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในการสร้างระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่จะจุดประกายและส่งเสริมการเติบโตของสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

"NIA" เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

รวมทั้งก่อให้เกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จะส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจจากความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ พร้อมเป็นกลไกหลักในการขับ
เคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต 

Startup Thailand League เป็นโปรแกรมบ่มเพาะและเร่งสร้างเมล็ดพันธุ์เถ้าแก่น้อย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ในภาคธุรกิจ หรือเป็นพนักงานที่มีคุณภาพของบริษัทเอกชน

ซึ่งตลอด 5 ปีของการดำเนินกิจกรรมมีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 70,000 คน จาก 40 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศทั้งรัฐและเอกชน โดยได้รับเงินสนับสนุนในการพัฒนาผลงานนวัตกรรมทั้งสิ้นกว่า 1,350 ทีม

ทั้งนี้ สามารถต่อยอดจัดตั้งเป็นบริษัทและปัจจุบันยังดำเนินธุรกิจอยู่มากกว่า40 บริษัทก่อให้เกิดรายได้รวมต่อปีมากกว่า 400ล้านบาท (เฉลี่ย 10 ล้านบาทต่อปีต่อบริษัท)

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการกระจายตัวของสตาร์ทอัพไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เกิดการกระจายรายได้ออกสู่ภูมิภาค รวมถึงเกิด
การจ้างงานและสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนได้มากขึ้นอีกด้วย 

นอกจากการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่แล้ว กิจกรรมนี้ยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้น เช่น การเกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ใน 40 มหาวิทยาลัย

การสร้างเครือข่าย StartupThailand League(FacebookGroup)ซึ่งเป็นพื้นที่รวมตัวสร้างเครือข่ายพลังสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ทั่วประเทศ สำหรับการแชร์ไอเดียแลกเปลี่ยนประสบการณ์หาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ หาพาร์ทเนอร์ แลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพ

โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 2,240 คน พื้นที่ Co-Working Space ในมหาวิทยาลัย กองทุนสนับสนุนนักศึกษาในบางมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเกิดการลงทุนจากบริษัททั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัย

เช่นหลักสูตรการเรียนการสอน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนานักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีส่วนสร้างกระแสความตื่นตัวในธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” ที่เป็นความสนใจของกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ 

 ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเสริมถึงการจัดกิจกรรมในปีนี้ว่า“ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้หลายกิจกรรมต้องปรับรูปแบบเป็นออนไลน์

ซึ่งพบว่านิสิต/นักศึกษาส่งแนวคิดและแผนธุรกิจสตาร์ทอัพในกลุ่ม Health Tech มากขึ้นกว่าทุกปี และมาเป็นอันดับต้น ๆ สะท้อนให้เห็นว่านิสิต/นักศึกษาสามารถใช้วิกฤติเพื่อสร้างโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานในการเริ่มต้นธุรกิจได้

ทั้งนี้ NIA จะจัดกิจกรรมแสดงผลงาน/ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก “IDEA สู่ Prototype” ที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 200 ผลงาน เพื่อสร้างโอกาสสำคัญในการนำเสนอแนวคิดและแสดงผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน ภาคเอกชน และผู้สนใจธุรกิจสตาร์ทอัพ

รวมทั้งจะมีการแข่งขันระดับประเทศครั้งสุดท้ายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อค้นหาสุดยอด Startup Thailand League ประจำปี 2021 โดยบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จะได้สนับสนุน Cloud Voucher แก่นิสิต/นักศึกษาที่ชนะเลิศระดับประเทศ รวมเป็นรางวัลกว่า 36,000 USDหรือประมาณ 1,200,000 บาท

ดร.พันธุ์อาจ ย้ำว่า “เวทีการแข่งขัน Startup Thailand League ระดับมหาวิทยาลัย ไม่เพียงเป็นพื้นที่จุดประกายและส่งเสริมการเติบโตของสตาร์ทอัพให้ก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์ภาคธุรกิจมากขึ้น แต่ยังสอดรับกับนิสิต/นักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่และอาจว่างงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้

โดยจะทำให้เยาวชนรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้อีกทางเลือกหนึ่งของการเป็นผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ นอกเหนือจากการเข้าทำงานในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ในอนาคต NIA จะต่อยอดกิจกรรมเพื่อให้ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มเติมกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ ความสามารถผ่านกิจกรรมอบรมบ่มเพาะ การส่งเสริมให้สามารถจัดตั้งบริษัทประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพได้อย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น ฯลฯ

เพื่อสร้างทรายเม็ดใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้นให้มากที่สุด และจะมุ่งเน้นให้นิสิต/นักศึกษาทำธุรกิจในนวัตกรรมเชิงลึก (Deep Tech) มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งใน 5 เทคโนโลยี ได้แก่ MED TECH, AG TECH,FOOD TECH, SPACE TECH และ ARI TECH   

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพฯ วอนศธ. ทบทวนใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480333

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพฯ วอนศธ.ทบทวนใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ”

24 ส.ค. 2564

งงมาก ศธ.ตั้งนักวิชาการเพียงไม่กี่คน ออกมาเป็น“หลักสูตรฐานสมรรถนะ” หวั่นหลักสูตรใหม่จะไม่สัมฤทธิ์ผล เหตุขาดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 นายไกรทอง กล้าแข็ง ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์  เปิดเผย “คมชัดลึกออนไลน์” ถึงแถลงการณ์ของชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ ว่า 

ควรใช้แล้วหรือ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ”

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการวางแผนนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้โดยเริ่มในปีการศึกษา 2565 ซี่งจะมีกรอบการใช้ 3 ปีที่จะครบทุกโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในปีการศึกษา 2567 และคาดว่าจะจัดให้นำร่องทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาประมาณวันที่ 1 กันยายน 2564 นั้น

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ ได้เห็นเสียงสะท้อนความไม่เห็นด้วยขององค์กรครูและผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยเหตุผลหลายประการตามที่มีการนำเสนอข่าวทางสื่อออนไลน์

ในส่วนของชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ได้ทำการสอบถามผ่านทางออนไลน์โดยการโพสต์ผ่านชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ที่มีสมาชิกจำนวนประมาณ 32,000 สมาชิก และแชร์ไปยังชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทยที่มีสมาชิกจำนวนประมาณ 119,000 สมาชิก เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ว่า ครูได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้เป็น “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” อยู่ในระดับใด แม้จะมีผู้ตอบการสอบถามจำนวนไม่มาก แต่ส่วนใหญ่ระบุว่ามีส่วนร่วมอยู่ในระดับน้อยที่สุด

จากการมีส่วนร่วมในระดับที่น้อยที่สุด ทำให้ทางชมรมฯ มีความวิตกกังวลว่า การจะจัดให้นำร่องทดลองและจะมีการนำไปใช้ในปีการศึกษา 2565 นั้น เกรงว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะจะไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควร เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นดูเหมือนจะขาดหายไป

อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สพฐ.774/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช…(หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ใช้หลักสูตรโดยตรง เช่น ครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ร่วมเป็นคณะกรรมการในสัดส่วนที่มากพอ ซึ่งจะได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรดังกล่าวให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

โดยชมรมฯ เห็นว่าการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตร นอกจากจะต้องใช้รูปแบบของคณะกรรมการหรือที่เรียกว่ารูปแบบการบริหาร (The administrative model) แล้ว ควรจะผสมผสานรูปแบบคณะกรรมการกับรูปแบบการดำเนินการจากผู้ใช้และผู้เกี่ยวข้อง (The grass-root model) เพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตร ประกอบกับ George A. Beauchamp (1975: 164-168) ได้แสดงให้เห็นถึงการนำหลักสูตรไปใช้ว่าควรคำนึงถึงการจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน

โดยมีครูเป็นผู้นำหลักสูตรไปใช้ซึ่งต้องแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน โดยใช้หลักสูตรเป็นหลักในการพัฒนาวิธีการสอน อีกทั้งการนำหลักสูตรไปใช้ให้บรรลุผล ครูควรมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตร ผู้บริหารเห็นความสำคัญ สนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย

จากประเด็นทางวิชาการเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น ทางชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ เห็นว่า

1) การจะจัดให้นำร่องทดลองควรจะจัดเมื่อสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้มีจำนวนลดลงมากแล้ว หรือควรจะจัดในสถานการณ์ที่มีความเป็นปกติ เพราะสภาพแวดล้อมของโรงเรียนจะเอื้ออำนวยต่อการทดลอง เมื่อนำหลักสูตรไปใช้จริงในสภาพการณ์ที่เป็นปกติจะสามารถทำให้การใช้หลักสูตรบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งแม้การบรรลุเป้าหมายของหลักสูตรหรือไม่จะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากก็ตาม แต่ควรจะรัดกุมตั้งแต่เริ่มต้น จึงควรเลื่อนเวลาในการทดลองออกไปก่อน ประการสำคัญอาจจะลดภาระครูได้ด้วยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การใช้หลักสูตรประสบผลสำเร็จหรือไม่

2) แม้คำสั่งการตั้งคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่หากมีการจัดรับฟังความคิดเห็นไม่ว่าจะในรูปแบบใดที่เปิดเผยได้ ก็จะเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่เกี่ยวข้องกับหลักสิทธิเสรีภาพและการดำเนินการใด ๆ ที่อาจต้องรับฟังเพราะมีผลกระทบต่อประชาชน

การดำเนินการตามสองข้อดังกล่าว จะส่งผลดีต่อกระทรวงศึกษาธิการและเป็นประโยชน์ต่อชาติด้านการปฏิรูปการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ โดยหลักสูตรจะเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เกิดการสร้างแนวร่วมและแรงจูงใจ จะได้ไม่เป็นที่ตำหนิติติงเหมือนทุกคราวหรือไม่ว่า 

“คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด” และในภาพรวมจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อการประกาศใช้หลักสูตร

ดังนั้น ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ เชื่อว่าหลักสูตรต้องมีการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกและทำการร่างเพื่อใช้ใหม่ ก็ด้วยหลักสูตรมีความเป็นพลวัต แต่อาจไม่ใช่ ณ สถานการณ์เช่นนี้ จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการและผู้มีอำนาจเหนือกระทรวงศึกษาธิการ ได้โปรดทำการทบทวนในเรื่องนี้ จักขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

นายไกรทอง  เผยอีกว่า  ก่อนจะประกาศใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ขาดหัวใจสำคัญเพราะกระบวนการทุกขั้นตอนขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบ อาทิ นักเรียน ครุและบุคลากรทางการศึกษา พ่อแม่ ผู้ปกครอง ประชาชน  ยิ่งครูเป็นผู้สอนต้องใช้หลักสูตรใหม่ แต่กลับไม่มีส่วนร่วม  ผิดกระบวนการออกหลักสุตร ที่ต้องมีการร่างหลักสูตรจากการประเมินจุดบกพร่องของหลักสูตรเดิมว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขตรงไหน เมื่อร่างหลักสูตรเสร็จ ต้องรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนในสังคม ก่อนจะทดลองและนำมาใช้จริ

“ผมงงมาก ตั้งนักวิชาการไม่กี่คน  ครูมาจากไหนก็ไม่รู้ มีประสพการณ์สอน หรือประสพความสำเร็จในวิชาชีพครูหรือไม่  อยู่ๆมาบอกจะนำมาใช้ เป็นการปรับเปลี่ยน ที่ไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์ แต่ที่แน่นอนนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองกำลังเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ”นายไกรทอง กล่าวทิ้งท้าย