ญี่ปุ่นพบโควิดสายพันธุ์ ‘มิว’ ครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662130

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ญี่ปุ่นพบโควิดสายพันธุ์ 'มิว' ครั้งแรก โควิด-19 สายพันธุ์ ‘มิว’ มาถึงญี่ปุ่นแล้ว หลังระบาดในอเมริกาใต้และยุโรป

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. Japan Times รายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นแถลงถึงการตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์มิว (Mu) ซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่ที่น่าจับตามอง (variant of interest) จากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 2 ราย

ผู้ป่วยรายแรกเป็นหญิงวัย 40 ปีซึ่งเดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และอีกรายเป็นหญิงวัย 50 ปี เดินทางมาจากสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 5 ก.ค. โดยทั้งคู่ไม่แสดงอาการป่วย

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์มิวหรือ B.1.621 พบครั้งแรกในประเทศโคลอมเบียเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดในแถบอเมริกาใต้และยุโรป ซึ่งขณะนี้พบการแพร่ระบาดของมิวแล้วอย่างน้อย 40 ประเทศ

โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะมีคุณสมบัติในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน หรือดื้อต่อวัคซีน

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่เชื้อ และความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว

Photo by Yuki IWAMURA / AFP

เกาหลีเหนือ บอกปัดไม่เอา ‘ซิโนแวค’ 3 ล้านโดส จากยูนิเซฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662142

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 12:50 น.เกาหลีเหนือ บอกปัดไม่เอา 'ซิโนแวค' 3 ล้านโดส จากยูนิเซฟองค์กรยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ออกมาเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอของยูนิเซฟ ในการจัดส่งวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) จากจีนราว 3 ล้านโดส โดยระบุว่า ควรนำวัคซีนไปให้กับกลุ่มประเทศอื่น ๆ ที่กำลังประสบปัญหาดีกว่า 

ทั้งนี้ ในช่วงที่วัคซีนอยู่ในภาวะขาดแคลนไปทั่วโลก ยูนิเซฟได้รับหน้าที่จัดสรรวัคซีนของโครงการโคแวกซ์ (COVAX) ให้กับกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ ขณะเดียวกันในเวลานี้ เกาหลีเหนือ เป็นประเทศที่ไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เลยแม้แต่รายเดียว จากการปิดพรมแดน และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดในประเทศ

สถาบันกลยุทธ์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยท่าทีของเกาหลีเหนือในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่าเกาหลีเหนือไม่ต้องการวัคซีนจากประเทศจีนเนื่องจากประเด็นเรื่องประสิทธิภาพที่อาจไม่เพียงพอ แต่แสดงความสนใจวัคซีนจากรัสเซีย ขณะที่ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา รัฐบาลโสมแดงเคยปฏิเสธการจัดส่งวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า (Astrazenega) มาแล้ว เนื่องจากกังวลเรื่องผลข้างเคียง

นอกจากนี้สำนักข่าว Reuter ยังระบุว่า หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยและอุรุกวัย เริ่มใช้วัคซีนตัวอื่นมาฉีดกระตุ้นให้กับผู้ที่รับวัคซีนของซิโนแวคไปแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันให้มากขึ้นกว่าการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม

อ้างอิง

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/north-korea-turns-down-sinovac-covid-19-vaccine-doses-wsj-2021-09-01/?fbclid=IwAR1dEcBG2HXtqy1GA6jmXGwj7gzQKvhuAGpOe-LNgrD_8rKv9VvOZn9yDAY

ภาพ KIM Won Jin / AFP

เจ้าหญิงมาโกะเตรียมแต่งงานสิ้นปี ไม่รับเงินราชวงศ์ 44.2 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662125

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.เจ้าหญิงมาโกะเตรียมแต่งงานสิ้นปี ไม่รับเงินราชวงศ์ 44.2 ล้านบาทเจ้าหญิงมาโกะของญี่ปุ่นเตรียมเสกสมรสสิ้นปีนี้โดยจะไม่จัดงานและไม่รับเงินราชวงศ์กว่า 44 ล้านบาท

สำนักข่าว Kyodo รายงานว่า เจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาของมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น จะเข้าพิธีเสกสมรสกับ เคอิ โคมุโระ แฟนหนุ่มซึ่งเป็นสามัญชนในสิ้นปีนี้ จากนั้นจะพากันไปใช้ชีวิตที่นิวยอร์กของสหรัฐ

การเสกสมรสครั้งนี้จะไม่มีการจัดงานพิธีตามธรรมเนียมนั่นคือ การแลกเปลี่ยนของหมั้นและเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี ซึ่งเจ้าหญิงมาโกะจะเป็นสมาชิกราชวงศ์หญิงคนแรกของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามที่ตัดพิธีดังกล่าวออกไป

แหล่งข่าวเผยว่า เจ้าหญิงมาโกะจะไม่รับเงินช่วยเหลือจากราชวงศ์ราว 150 ล้านเยน หรือราว 44.28 ล้านบาท ที่มอบให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงหลังจากเสกสมรสออกจากราชวงศ์แล้ว

ตามกฎที่ใช้ในปัจจุบันเจ้าหญิงมาโกะต้องสละฐานันดรศักดิ์กลายเป็นสามัญชนหลังเสกสมรสสามัญชน

ทว่าคณะผู้เชี่ยวชาญกำลังพิจารณาเกี่ยวกับการอนุญาตให้สมาชิกหญิงของราชวงศ์ญี่ปุ่นไม่ต้องสละฐานันดรหากสมรสกับสามัญชน เพื่อให้เชื้อพระวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้ 

AFP PHOTO / POOL / Shizuo Kambayashi

Pfizer ทดลองยาเม็ดต้านโควิดขั้นสุดท้าย คาดได้ใช้สิ้นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662120

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.Pfizer ทดลองยาเม็ดต้านโควิดขั้นสุดท้าย คาดได้ใช้สิ้นปีจับตา 3 บริษัทเดินหน้าทดลองยาเม็ดต้านโควิดโค้งสุดท้าย เล็งขออนุมัติสิ้นปีนี้

บริษัท Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 เผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนายา PF-07321332 ซึ่งเป็นยาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด สำหรับผู้ป่วยที่แสดงอาการแต่ไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

โดยขณะนี้ยาดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะยื่นขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

Pfizer เผยว่าในการทดลองมีอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 1,140 คน ที่ได้รับยา PF-07321332 ซึ่งออกแบบมาเพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่สำคัญของไวรัสโคโรนา ควบคู่กับยาริโทนาเวียร์ (ritonavir) ในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ป่วยจะได้รับยาตัวนี้ร่วมกับยาต้านไวรัสตัวอื่นๆ

บริษัทผู้ผลิตคาดว่าหากการทดลองประสบความสำเร็จจะสามารถยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

ด้านบริษัท Merck & Co Inc จากสหรัฐก็กำลังอยู่ระหว่างการทดลอง molnupiravir ยาเม็ดต้านโควิด-19 ในระยะสุดท้ายเช่นกัน

โดยจะทำการประเมินว่าตัวยาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้หรือไม่ โดยคาดการณ์ว่าจะยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในสิ้นปีนี้

เช่นเดียวกับ Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิสซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองยาเม็ดต้านโควิด-19 ในระยะที่ 3 เช่นกัน

โดยมีการเปิดเผยข้อมูลการทดลองเบื้องต้นเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาว่า AT-527 ยาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ดของบริษัทช่วยลดปริมาณไวรัสในร่างกายของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ทั้ง Pfizer, Merck และ Roche Holding AG เป็นบริษัทที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในการพัฒนายาเม็ดต้านโควิด-19 ท่ามกลางการจับตามองว่าบริษัทใดจะสามารถพัฒนายาเม็ดรักษาโควิด-19 ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก

AFP PHOTO / HENNY RAY ABRAMS

เตือนยอดติดเชื้อไทยจะพุ่งอีกเพราะรีบคลายล็อกทั้งที่ฉีดวัคซีนน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662115

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 10:47 น.เตือนยอดติดเชื้อไทยจะพุ่งอีกเพราะรีบคลายล็อกทั้งที่ฉีดวัคซีนน้อยผู้เชี่ยวชาญเตือนตัวเลขผู้ติดเชื้อไทยกับอินโดนีเซียจะกลับมาพุ่งอีก เพราะรีบคลายล็อกดาวน์ทั้งที่ยังฉีดวัคซีนน้อย

ในขณะที่ไทยกับอินโดนีเซียเริ่มผ่อนคลายมาตรการสกัด Covid-19 หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนของทั้งสองประเทศนี้ยังน้อย

Reuters ระบุว่า แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในหลายประเทศในภูมิภาคกำลังเพิ่มขึ้น แต่อินโดนีเซียและไทยซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียนเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดการนั่งรับประทานอาหารในร้านและเปิดห้างสรรพสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการผ่อนคลายมาตรการมีความเสี่ยงเนื่องจากอันตราการฉีดวัคซีนต่ำและมีการตรวจหาเชื้อน้อย อีกทั้งอัตราการตรวจพบเชื้อยังสูงกว่า 5% ของจำนวนที่ตรวจทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าปลอดภัย

อภิเษก ริมาล ผู้ประสานงานด้านสุขภาพฉุกเฉินประจำเอเชียแปซิฟิกของสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศเผยกับ Reuters ว่า “เรากังวลมากเกี่ยวกับการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งทั้งที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทุกข้อที่องค์การอนามัยโลกกำหนด”

“ขณะนี้ด้วยการระบาดของเดลตาซึ่งแพร่เชื้อได้สูง และอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เราอาจเห็นการเพิ่มขึ้นของ Covid-19 ในอีกไม่กี่วันนี้”

ด้าน ตรี ยูนิส มิโก วาฮโยโน นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียเผยว่า “การเฝ้าระวังไม่ได้ดีขนาดนั้น เรายังต้องระมัดระวัง”

ทั้งนี้ สัดส่วนการตรวจหาเชื้อที่มีผลเป็นบวกของอินโดนีเซียอยู่ที่ 12% และไทยอยู่ที่ 34%

Reuters ระบุอีกว่า ทั้งสองประเทศมีอัตราการฉีดวัคซีนเข็มแรกอยู่ที่ราว 30% โดยอินโดนีเซียมีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 17% ส่วนไทยอยู่ที่ 11% ในเมืองหลวงคือกรุงจาการ์ตาและกรุงเทพมหานครมีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่าพื้นที่อื่น

ในกรุงจาการ์ตาและบางพื้นที่ของเกาะชวา ร้านอาหารที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าสามารถนั่งทานในร้านได้ 50% ของที่นั่งทั้งหมด ส่วนห้างสรรพสินค้าสามารถเปิดได้ถึง 21.00 น. และโรงงานสามารถเดินเครื่องได้ 100%  

ขณะที่ในกรุงเทพมหานครและ 28 จังหวัดอื่นที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีการระบาดรุนแรงที่สุดสามารถนั่งทานในร้านอาหารได้ 50-75% โดยต้องปิดร้าน 20.00 น. เช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้า

เดล ฟิชเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เผยว่า ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจากการคลายล็อกดาวน์เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ แต่ฟิชเชอร์ย้ำว่าจะต้องรีบฉีดวัคซีนให้ประชาชนด้วย

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP