แห่ลงชื่อไล่ “ประยุทธ์” พุ่งทะลุล้าน หลังใบเสร็จค้าความตายโผล่กลางสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481855

แห่ลงชื่อไล่ “ประยุทธ์” พุ่งทะลุล้าน หลังใบเสร็จค้าความตายโผล่กลางสภา

03 ก.ย. 2564

เพื่อไทย ชี้ คนไทยสุดทนรัฐบาลโอหังคลั่งอำนาจแห่ลงชื่อไล่”ประยุทธ์ “พุ่งทะลุล้าน หลังใบเสร็จค้าความตายโผล่กลางสภา ไม่สนฝ่ายหนุนรัฐตั้งทีมไอโอ แค่ปลุกผี สร้างบัญชีหนุน ลุงตู่

นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ (3 ก.ย.64) พรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันเปิดโปงพฤติกรรมของรัฐบาลที่ส่อไปในทางทุจริต และหากินบนความตายและความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะความผิดพลาดในการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทั้งการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคที่มีราคาสูง เกิดส่วนต่างราคาถึง 1,600 ล้านบาทและไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจน พฤติกรรมล้มโต๊ะประมูลจัดซื้อชุดตรวจ ATK ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ ผอ.ศบค.ที่โกหกประชาชนมาตลอดว่าไม่รู้เห็นการจัดซื้อ

ทั้งที่เคยมีเอกสารข้อสั่งการชัดเจนว่า ATK ต้องผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ทั้งหมดเป็นเพียงเศษเสี้ยวพฤติกรรม “ค้าความตาย” ของรัฐบาล ซึ่งประชาชนไม่อาจยอมรับได้

จึงแสดงออกด้วยการลงชื่อผ่านแคมเปญ“ลงมติประชาชนรวมพลไล่ประยุทธ์” ผ่าน  https://change.org/prayutgetout/  ที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา  และเวปไซต์ https://vote.ptp.or.th จนถึงวันนี้ (3 ก.ย.64)  

มีผู้ร่วมลงชื่อไล่พลเอกประยุทธ์ และรัฐมนตรีอีก 5 คนรวมกว่า 1.4 ล้านคนแล้ว  เป็นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมากที่สุด

รองลงมาเป็นนครราชสีมา ชลบุรี เชียงใหม่และขอนแก่น  ซึ่งคาดว่าในวันลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 4 กันยายน 2564 จะยังมีผู้ร่วมลงชื่อไล่พลเอกประยุทธ์ หลั่งไหลเข้ามาอีกหลายล้านคนแน่นอน

อย่างไรก็ตามขณะนี้มีความพยายามจัดทำไอโอของผู้ที่สนับสนุนรัฐบาล เพื่อตอบโต้แคมเปญ “ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์” ซึ่งเชื่อว่าเป็นการจัดฉากให้เห็นว่ายังมีประชาชนสนับสนุนพลเอกประยุทธ์  โดยสร้างประชาชนเทียมขึ้นมา แต่คงไม่มีผลอะไร เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของประเทศ ก็ได้ยินแต่เสียงก่นด่าพลเอกประยุทธ์ กันทั้งประเทศ 

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมลงมติไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ และพวกอีก 5 คน ผ่านทุกช่องทางของพรรคเพื่อไทย เพื่อร่วมแสดงพลังส่งเสียงไม่ยอมรับการมีอยู่ของผู้นำที่ล้มเหลวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคนนี้

“สิ่งที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นว่าประชาชนทั้งประเทศ ไม่ต้องการนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกต่อไป แม้ว่าการลงมติในสภา เสียงของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านจะไม่ชนะฝ่ายรัฐบาล แต่การแสดงพลังของประชาชนนับล้านเสียง ย่อมชี้ให้เห็นถึงการหมดศรัทธาต่อผู้นำประเทศที่ฉลาดน้อยแล้วพาประเทศล่มสลาย”นางสาวอรุณี   กล่าว

ตรวจรายชื่อ “ราชกิจจานุเบกษา” ประกาศ พระราชทาน “ยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481835

ตรวจรายชื่อ”ราชกิจจานุเบกษา” ประกาศ พระราชทาน”ยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล”

03 ก.ย. 2564

ตรวจรายชื่อ “ราชกิจจานุเบกษา”เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง “พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล”จำนวน ๑๐,๐๖๙ ราย

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล (วาระเมษายน ๒๕๖๓) ให้แก่ นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ และได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งอัตราสูงขึ้น จำนวน ๑๐,๐๖๙ ราย ดังนี้

สำนักงานรัฐมนตรี 

๑. ว่าที่ร้อยโท ประเสริฐ ศรีสุดใจ เป็น ร้อยโท ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

๒. ว่าที่พันเอก ภาณุเดช บุญประสิทธิ์ เป็น พันเอก ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

๓. ว่าที่พันเอก ธีระ ดลภากรณ์ เป็น พันเอก ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

๔. ว่าที่พันเอกหญิง พาเพลิน จันทราภิรมย์ เป็น พันเอกหญิง

๕. ว่าที่นาวาตรี อธิบดี ห้องดอกไม้ เป็น นาวาตรี ทั้ง ๒ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๓

๖. ว่าที่นาวาตรี พงศ์พันธุ์ สว่างอารมณ์ เป็น นาวาตรี ๗. ว่าที่ร้อยเอก ศักดิ์มงคล นิลวัน เป็น ร้อยเอก ทั้ง ๒ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

๘. ว่าที่พันเอก บุญเรือง หอมจันทร์ เป็น พันเอก ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

๙. ว่าที่พันตรีหญิง สาริศา เสริมศิริมงคล เป็น พันตรีหญิง ๑๐. ว่าที่ร้อยตรี ประสาร บุตรดาวงศ์ เป็น ร้อยตรี

๑๑. ว่าที่ร้อยตรี ศักดิ์ชัย กรุงเกษม เป็น ร้อยตรี

๑๒. ว่าที่ร้อยตรีหญิง ธิดานุสร์ สวัสดี เป็น ร้อยตรีหญิง

๑๓. ว่าที่เรือตรีหญิง พันธ์วิรา ธัญญสิทธิ์ เป็น เรือตรีหญิง ทั้ง ๕ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๓

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

๑๔. ว่าที่นาวาอากาศตรี ชิณกฤต ประเสริฐวงษา เป็น นาวาอากาศตรี ตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๒

๑๕. ว่าที่พันตรีหญิง ปรวรรณ ทรัพย์แสง เป็น พันตรีหญิง ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒

๑๖. ว่าที่พันโท จิตบุณย์ พรมจันทร์ เป็น พันโท

๑๗. ว่าที่พันตรี ภาณุ พรหมสาขา ณ สกลนคร เป็น พันตรี ทั้ง ๒ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๒

๑๘. ว่าที่พันตรี สานิตย์ มณีวงษ์ เป็น พันตรี

๑๙. ว่าที่พันตรี อนุวัตร วันแก้ว เป็น พันตรี

๒๐. ว่าที่พันตรีหญิง สุเมธา ตระหง่าน เป็น พันตรีหญิง

๒๑. ว่าที่ร้อยเอก สุขขี คงดี เป็น ร้อยเอก

๒๒. ว่าที่ร้อยเอกหญิง สุทธาภา สุขน้อย เป็น ร้อยเอกหญิง

๒๓. ว่าที่ร้อยโท กิตติ ยะโสดร เป็น ร้อยโท

๒๔. ว่าที่ร้อยโท กิติวัฒน์ ธรรมนิยาย เป็น ร้อยโท

๒๕. ว่าที่ร้อยโท นพรัตน์ แก้วมณี เป็น ร้อยโท

๒๖. ว่าที่ร้อยโทหญิง ลัดดาวัลย์ ศรีสงคราม เป็น ร้อยโทหญิง

๒๗. ว่าที่ร้อยโทหญิง สุรัสวดี พงษ์สุวรรณ เป็น ร้อยโทหญิง

ทั้ง ๑๐ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ตรวจรายชื่อ"ราชกิจจานุเบกษา" ประกาศ พระราชทาน"ยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล"

๒๘. ว่าที่พันเอก กันตพล พรรัตนพันธุ์ เป็น พันเอก

๒๙. ว่าที่พันเอก คมสันต์ สุวรรณี เป็น พันเอก

๓๐. ว่าที่พันเอก จิตติศักดิ์ ณะสุโห เป็น พันเอก

๓๑. ว่าที่พันเอก จิรธรรม บูรณะ เป็น พันเอก

๓๒. ว่าที่พันเอก ชลัณณพ ชานนท์ เป็น พันเอก

๓๓. ว่าที่พันเอก ชุมศักดิ์ สมไร่ขิง เป็น พันเอก

๓๔. ว่าที่พันเอก ทวีศักดิ์ สาคร เป็น พันเอก

๓๕. ว่าที่พันเอก เทิดศักดิ์ เอี่ยมส าอางค์ เป็น พันเอก

๓๖. ว่าที่พันเอก นพวีรภัทร สังขกร เป็น พันเอก

๓๗. ว่าที่พันเอก ประภาส พานเงิน เป็น พันเอก

๓๘. ว่าที่พันเอก พรอนันต์ เนตรสกุล เป็น พันเอก

๓๙. ว่าที่พันเอก พิสิฐพงศ์ สงวนพันธุ์ เป็น พันเอก

๔๐. ว่าที่พันเอก พุชชพงษ์ รอดเงิน เป็น พันเอก

๔๑. ว่าที่พันเอก วรพล เกียรติศิริ เป็น พันเอก

๔๒. ว่าที่พันเอก วราวุธ ด าเนินงาม เป็น พันเอก

๔๓. ว่าที่พันเอก สุรินทร์ ยอดวัน เป็น พันเอก

๔๔. ว่าที่พันเอก เสถียร อู่เงิน เป็น พันเอก

๔๕. ว่าที่พันเอก อนุพันธ์ เอี่ยมสอาด เป็น พันเอก

๔๖. ว่าที่พันเอก อรรถพร เคลือบมงคล เป็น พันเอก

๔๗. ว่าที่พันเอก อลงกต รื่นภาคเวก เป็น พันเอก

๔๘. ว่าที่นาวาเอก ประกาศ อินทโชติ เป็น นาวาเอก

๔๙. ว่าที่นาวาเอก ภาคภูมิ จารุปกรณ์ เป็น นาวาเอก

๕๐. ว่าที่นาวาอากาศเอก ธนวัฒน์ มะโนวร เป็น นาวาอากาศเอก

ตรวจรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/B/041/T_0003.PDF

PMOC เปิดโชว์กระเป๋าเอกสารนายกฯ โต้ข่าว “กระเป๋าเงิน” แจก ส.ส. ล็อบบี้โหวต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481834

PMOC เปิดโชว์กระเป๋าเอกสารนายกฯ โต้ข่าว “กระเป๋าเงิน” แจก ส.ส. ล็อบบี้โหวต

03 ก.ย. 2564

ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC ) เปิดโชว์กระเป๋าเอกสารนายกฯ โต้ข่าว “กระเป๋าเงิน” แจก ส.ส. คนละ 5 ล้านล็อบบี้โหวต

ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี(PMOC) ได้ทวีตข้อความลงทวิตเตอร์พร้อมภาพกระเป๋าเอกสารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังมีการแชร์ภาพเจ้าหน้าที่ขณะลากกระเป๋าในรัฐสภา โดยมีการตีความว่าเป็นกระเป๋าเงิน พร้อมเชื่อมโยงกับกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีแจกเงิน 5 ล้านบาท ให้กับ ส.ส. ในสภาแลกกับเสียงโหวตสนับสนุน
 

PMOC  เปิดโชว์กระเป๋าเอกสารนายกฯ โต้ข่าว “กระเป๋าเงิน” แจก ส.ส. ล็อบบี้โหวต

อย่างไรก็ตามพล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงขณะจะขึ้นรถไปยังมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ฯ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังลากกระเป๋าขึ้นรถ ว่า“กระเป๋าฉัน เอกสารทั้งนั้นไปดูสิ”

ก่อนหน้านี้เป็นข่าวฮือฮา ภายหลังเพจเฟซบุ๊ก The Room 44 ได้โพสต์ภาพเป็นชายสวมสูทสีดำ หิ้วกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ เดินเข้าสภา

พร้อมระบุข้อความว่า 3 ก.ย.64 บรรยากาศการประชุมสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้าย ขนกระเป๋าเข้าสภา ถูกจับตา โหวตชี้ชะตา พล.อ.ประยุทธ์ จะออกหัวออกก้อย

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ระบุว่า  ณ ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จ่ายเงินให้ ส.ส. 5 ล้านบาท ที่ชั้น 3 การทำแบบนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจ ส.ส.ไปรับเงินนายก 5 ล้านบาท เป็นไปได้อย่างไร

นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยังโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ไทกร พลสุวรรณ  ระบุว่า จ่ายเงินซื้อโหวต ส.ส.จริง ส.ส.ฝ่ายหนุน ประยุทธ์ โบ้ยว่าเงินที่ขนมาจ่ายให้ ส.ส.คนละ 5 ล้าน ที่สภา เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 2 กันยา เป็นเงินของ “ผู้กอง” เอามาจ่าย เพื่อให้ ส.ส.โหวตคว่ำประยุทธ์ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่ประกาศพระราชทานยศนายทหารราชองค์รักษ์พิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481829

“ราชกิจจานุเบกษา”เผยแพร่ประกาศพระราชทานยศนายทหารราชองค์รักษ์พิเศษ

03 ก.ย. 2564

เว็ปไซต์”ราชกิจจานุเบกษา”เผยแพร่ประกาศ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษมีรายชื่อดังต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 64 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ พระราชทานยศทหารให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหาร จำนวน ๒ ราย ดังนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ราชกิจจานุเบกษา"เผยแพร่ประกาศพระราชทานยศนายทหารราชองค์รักษ์พิเศษ

๑. พลโท สุวิทย์ มหาศักดิ์สุนทร พระราชทานยศเป็น พลเอก

๒. พันเอก ปรีชา ศิริไพบูลย์ พระราชทานยศเป็น พลตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔

ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

อ่านรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/B/041/T_0002.PDF

“ม็อบ 3 กันยา” ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ “นายกฯ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481830

“ม็อบ 3 กันยา” ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ “นายกฯ”

03 ก.ย. 2564

“ม็อบ 3 กันยา” แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จับมือ กลุ่มทะลุฟ้า ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่นายกฯ พร้อมเปิดตัวแกนนำปราศรัยหลัก

3 ก.ย. 2564  ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์โดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มทะลุฟ้า ได้นัดหมายจัดกิจกรรม ขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  โดยตั้งแต่เวลาประมาณ 15.00 น. มีผู้ที่ให้การสนับสนุนเดินทางไปร่วมในการชุมนุม รวมถึงบรรดา พ่อค้า แม่ค้า ที่นำสิ่งของไปตั้งวางขายในบริเวณจุดที่มีการชุมนุม 

"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"
"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"
"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"


และเมื่อ 17.10 น.  แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุนนุม ซึ่งเป็นแกนหลัก ได้ตั้งเวทีปราศรัย เวทีปราศรัยคู่ขนานกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจของสภาฯ โดยมีการนำเครื่องเสียง ติดตั้ง พร้อมด้วยมีทีมแพทย์ และทีมการ์ด วีโว่ ดูแลอยู่บริเวณโดยรอบพื้นที่การชุมนุม โดยกลุ่มผู้ชุมนุมมีการนำแผงเหล็กปิดกั้นการจราจรเพื่อใช้พื้นที่ตั้งแต่แยกราชประสงค์ไปจนถึงแยกประตูน้ำ  ถนนราชดำริ เป็นจุดชุมนุม 
 

"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"
"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"
"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"

นอกจากนั้น มีการนำผืนผ้าขนาดใหญ่มาปูที่บนพื้นถนน ให้ผู้ชุมนุมเขียนข้อความ เรียกร้องต่าง ๆ  รวมทั้งมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์การนำหุ่นศพป้ายสีแดงเลือดไปหอ้ยไว้ที่บริเวณบนสะพานลอย

"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"
"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"


สำหรับกิจกรรมปล่อยเพื่อนเรา การปราศรัยของแกนนำหลายคน เช่น ตี้ พะเยา , เป๋า ผจก.ไอลอว์ , เบนจา อะปัญ , ครูใหญ่ขอนแก่น , ศรีไพร นนทรีย์ , ไฮโซลูกนัท , บิ๊ก เกียรติชัย , บอล ชนิน และ ยาใจ ทรงพล เป็นต้น ท่ามกลางท้องฟ้ามีเมฆมืดครึ้ม 

"ม็อบ 3 กันยา" ยึดแยกราชประสงค์ ตั้งเวทีปราศรัยไล่ "นายกฯ"

ศักดิ์สยาม แจงสภาไม่เคยแทรกแซงการรถไฟฯ ปัญหาที่ “เขากระโดง” เกิดนานแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481823

ศักดิ์สยาม แจงสภาไม่เคยแทรกแซงการรถไฟฯ ปัญหาที่ “เขากระโดง” เกิดนานแล้ว

03 ก.ย. 2564

ศักดิ์สยาม แจงสภาไม่เคยแทรกแซงการรถไฟฯ ปัญหาที่ “เขากระโดง” เกิดนานแล้วต้องตรวจสอบสิทธิของทุกคน รับไปสถานบันเทิงก่อนแพร่ระบาดโควิด ถามกินนมเย็น เป็นคนเสเพลหรือ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงในสภากรณีบ้านพักในจ.บุรีรัมย์ เป็นที่ดินของการรถไฟ ว่า ตนเป็นเพียงผู้อาศัยอยู่ในที่ดิน ที่มีโฉนดเลขที่ 3466ออกตั้งแต่ปี 2515 ขณะนั้นตนอายุเพียง 10 ขวบ หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ตนได้สั่งการให้การรถไฟดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย แต่ทุกอย่างต้องมีการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินให้เรียบร้อยก่อน ไม่เคยไปแทรกแซงใดๆ
 

ส่วนข้อสงสัยที่การรถไฟไม่ฟ้องขับไล่หรือเก็บค่าเสียหายในรูปแบบของค่าเช่านั้น โดยหลักก็ต้องตรวจการออกเอกสารสิทธิก่อนเช่นกัน ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาขั้นต้น ทำให้การรถไฟมีความเชื่อว่าการออกเอกสารสิทธิ์ของกรมที่ดินมีความคาดเคลื่อน ก็จำเป็นต้องให้กรมที่ดินพิจารณาเพื่อถอนโฉนดที่ออกทับที่ดินการรถไฟ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา11 ต่อไป ก็ได้มีหนังสือประสานงานกับกรมที่ดินแล้ว

และในฐานะรัฐมนตรีคมนาคมได้มอบนโยบายให้การรถไฟ ดำเนินการทุกขั้นตอนตามระเบียบกฎหมายตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติด้วยความเท่าเทียมเสมอภาค และโปร่งใส ซึ่งข้อพิพาทที่เกิดขึ้นต่างๆ มีความคืบหน้ามากกว่าทุกยุคทุกสมัย โดยให้รายงานผลทุกเดือน

เช่นเดียวกับปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เครือข่ายสลัมสี่ภาค ผู้บุกรุกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้ดำเนินการแก้ไขอยู่

นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาว่าตนเป็นผู้นำการบุกรุกและใช้กระบวนการทางกฎหมาย ก็ต้องถามว่าในญัตติเข้าใจอะไรผิดหรือไม่ เพราะการบุกรุกของประชาชนมีมาตั้งแต่ปี2502 ซึ่งตนยังไม่เกิด และหากใครมีข้อมูลหรือหลักฐานชี้ชัดว่าตนเอื้อให้เครือญาติถือครอบครองเอกสารหรือโฉนดที่ดินด้วยวิธีฉ้อฉล ก็ขอให้ไปยื่นฟ้อง เพื่อเพิกถอนโฉนดได้ทันที

แต่ขอให้ทำแบบเดียวกันทั่วทั้งประเทศ อย่าทำแต่ที่เขากระโดงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การที่ตนอาศัยอยู่ในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ แล้วถูกกล่าวหาว่าผิดจริยธรรม ถือเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง แบบนี้ ส.ส.ทุกคนมีที่อยู่อาศัยอยู่ในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ ก็ผิดจริยธรรมกันทั้งหมด

ส่วนข้อกล่าวหาประพฤติตัวเสเพล ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง    ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค เข้าไปในแหล่งอบายมุข จนเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดโควิด-19ไปทั่วประเทศนั้น นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า การไปพักผ่อนนอกเวลาราชการ ในช่วงที่ไม่ได้มีการแพร่ระบาดของโรค สิ่งเหล่านี้หรือที่เรียกว่าเสเพล

และภาพที่ผู้อภิปรายนำมาแสดงเป็นเหตุการณ์วันที่ 8 ธันวาคม 2563 เวลา 20:00 น. ซึ่งไม่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดโควิดในเดือนเมษายน 2564 การเอารูปมาปะติดปะต่อเพื่อสร้างเรื่องให้คนเข้าใจผิด ผู้อภิปรายน่าจะถูกกล่าวหามากกว่า เพราะบิดเบือนข้อมูล

และจากภาพตนก็พยายามป้องกันโดยการสวมแมส และร้านอาหารที่ตนไป สมาชิกหลายคนก็เคยไป ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมาย และเครื่อง
ดื่มที่ตนดื่มก็เป็นนมเย็น ถ้ากินนมเย็นแล้วถือว่าเสเพลตนก็ไม่รู้จะพูดยังไง

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าตนไปในที่ที่มีสุภาพสตรี มีการร้องเพลง ตนก็เคยไปแต่ไม่ใช่ช่วงแพร่ระบาดโควิดแน่นอน เป็นเรื่องปกติของผู้ชายที่มีสถานภาพโสด แล้วพักผ่อน การไปหัดร้องเพลงผิดตรงไหน เคยได้ยินคำกล่าวหรือไม่ ชนใดไม่มีดนตรีกาล ส่อสันดานว่าอะไร  ก็ไม่อยากจะพูดอะไรที่รุนแรง การใช้คำว่าเสเพลกับตน

ก็ต้องถามว่าเคยเปิดพจนานุกรมดูหรือไม่ คำว่าเสพเพล หมายถึงไม่เอาการเอางาน แต่ตลอดเงลาที่มารับตำแหน่ง ก็มีข่าวตนที่เกี่ยวกับการทำงาน 200 กว่าข่าว ซึ่งมีการจัดทำคิวอาร์โค้ดไว้สามารถเข้าไปดูได้

นอกจากนี้ตนได้ทำหนังสือสอบถามไปยังอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เรื่องต้นตอของคลัสเตอร์การแพร่ระบาด ซึ่งได้รับคำตอบว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้เป็นต้นต่อการแพร่ระบาดของโควิดไปทั่วประเทศ เนื่องจากในช่วง 14 วันก่อนป่วย ไม่พบประวัติว่า นายศักดิ์สยามเดินทางไปยังสถานบริการบันเทิงย่านทองหล่อ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดในเดือนเมษายน

โดยทามไลน์คลัสเตอร์ของการแพร่ระบาดในสถานบันเทิงหลายแห่งในกรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่ 13 มีนาคม 2564 แต่ 7 เมษายน 2564 ตนเดินทางไปบุรีรัมย์และตรวจพบว่าติดเชื้อ จึงเข้ารักษาตัวทันทีจนหายขาด

ดังนั้นข้อกล่าวหาว่าตนเป็นต้นตอของการเเพร่ระบาดก็เป็นเรื่องเท็จ เพราะ 6 เมษายน พรรคภูมิใจไทยได้จัดงานทำบุญวันก่อตั้งพรรค มีเพื่อนสมาชิกจากพรรคต่าง ๆ มาร่วมด้วย ก็ไม่ปรากฏว่าหลังการจัดงานแล้วมีใครติดเชื้อ

ทั้งนี้การกล่าวหาหรือใช้หลักฐานอันเป็นเท็จทำให้ผู้อื่นเสียหาย ไม่น่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีในสภา เพราะที่แห่งนี้เป็นสภาทรงเกียรติ ควรเอาเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมาใช้ และขอฝากไปยังผู้อภิปรายว่า ท่านมีคดีที่ถูกฟ้องร้องอยู่ที่บุรีรัมย์

หลังจากประชุมแล้วกรุณาไปพิสูจน์ความจริงด้วย อย่ามัวแต่ใช้โซเชียล ที่ผ่านมาตนเคยชื่นชมว่าเป็นนักการเมืองที่กล้าทำหลายสิ่งหลายอย่าง กล้าพูดกล้าแสดงออก แต่วันนี้สิ่งที่แสดงออกไม่มีความน่าเชื่อถืออะไรเลย

ศาลรับฟ้อง “บก.ลายจุด” จัด “คาร์ม็อบ” ไล่นายกฯฝ่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481812

ศาลรับฟ้อง “บก.ลายจุด” จัด “คาร์ม็อบ” ไล่นายกฯฝ่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

03 ก.ย. 2564

อัยการฯ ยื่นฟ้อง “บก.ลายจุด” ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จัด “คาร์ม็อบ” แห่ไล่นายกฯ ศาลให้ประกันโดยไม่ต้องใช้ทรัพย์ และนัดสอบคำให้การต่อไป

3 ก.ย. 2564 ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี  พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด อายุ 53 ปี   หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลย ในความผิด ฝ่าฝืนข้อกำหนด ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์พ.ศ.2548, นำรถเข้าขบวนแห่ต่างๆ ไปตามทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานจราจร ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ และระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว

ศาลรับฟ้อง "บก.ลายจุด" จัด "คาร์ม็อบ" ไล่นายกฯฝ่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค.64  จำเลยได้ชุมนุมมั่วสุม หรือจัดทำกิจกรรมคาร์ม็อบ ให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมและทำกิจกรรมดังกล่าว รวม 100 คน มีการตั้งขบวนรถจักรยานยนต์ประมาณ 100 คัน อันเป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนเกินกว่า 20 คน ที่บริเวณหน้าร้านอาหารแม็คโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม.ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดในลักษณะกีดขวางการจราจรและทางสาธารณะ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองขับไล่นายกรัฐมนตรี

จากนั้นจำเลยได้นำรถยนต์ เข้าขบวนแห่โดยมีการขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ติดตามกันไปเป็นขบวนในลักษณะกีดขวางการจราจร บีบแตรรถส่งเสียงดัง เคลื่อนที่ไปตามถนนราชดำเนินกลางมุ่งหน้าสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า กลับรถแยกอรุณอัมรินทร์ มุ่งเข้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วเคลื่อนขนวนมุ่งหน้าไปร่วมชุมนุมและทำกิจกรรมที่แยกยมราช- ถนนพระรามที่ 6-ถนนพหลโยวิน -ถนนรัชดาภิเษก-ถนนสุขมวิทและเสร็จสิ้นการทำกิจกรรมที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหนัาเจ้าพนักงานจราจร

การชุมนุมและจัดทำกิจกรรมดังกล่าว ไม่มีการจัดให้มีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโรคไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด -19) กับผู้เข้าร่วมชุมนุมและทำกิจกรรมตามที่ทางราชการกำหนด โดยไม่จัดให้มีจุดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย หรือคัดกรองอาการป่วยในระบบทางเดินหายใจ ไม่อำนวยความสะดวกในการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1 เมตร และจำกัดผู้ร่วมกิจกรรมมิให้แออัด ไม่จัดให้มีที่ล้างมือด้วย สบู่ แอลกอฮอล์ เจลหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ตลอดจนเข้าระบบแอพลิเคชั่นไทยชนะ จึงเป็นการร่วมกันชุมนุม มั่วสุมหรือจัดทำกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 20 คน ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคไวรัส โควิด-19 และฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือคำสั่งที่ออกตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ต่อมาวันที่ 6 ส.ค.2564 จำเลยได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบ ก่อนสรุปสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง

ทั้งนี้ศาลได้ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 867 /2564 เพื่อนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานต่อไป

ภายหลัง นายสมบัติ จำเลย ได้คำร้องขอประกันตัว ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกัน 

“นายกฯ” รุดไปป่ารอยต่อ ปัดตอบเคลียร์จบแล้ว บอกคุยกับ พล.อ.ประวิตร เท่านั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481810

“นายกฯ” รุดไปป่ารอยต่อ ปัดตอบเคลียร์จบแล้ว บอกคุยกับ พล.อ.ประวิตร เท่านั้น

03 ก.ย. 2564

“นายกฯ” รุดไปป่ารอยต่อ ปัดตอบเคลียร์จบแล้ว บอกคุยกับพลเอกประวิตร เท่านั้น ด้านประธานวิปรัฐบาล บอก ปัญหาจบแล้ว

เวลา 14.33น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินจากออกจากรัฐสภา โดยปฏิเสธตอบคำถามสื่อว่าเดินทางไปมูลนิธิป่ารอยต่อเพื่อเคลียร์ใจปมขัดแย้งโหวต “นายกรัฐมนตรี”

โดย “นายกรัฐมนตรี” เผยว่า เรื่องนี้คุยกับพลเอกประวิตรเพียงคนเดียว ไม่มีปัญหาอะไร 

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า นายกรัฐมนตรี จะยังสามารถพูดคุยกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้หรือไม่นั้น พลเอกประยุทธ์ ย้อนถามกลับว่า ทำไมจะคุยกันไม่ได้ แต่ไม่ตอบ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เรื่องที่ผ่านมาขอให้แล้วกันไปใช่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ตะโกนออกมาจากรถว่า “ไม่รู้” 

ส่วนนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ออกมาบอกว่า ปัญหาจบแล้ว พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ใครอยากจะพูดอะไรก็พูดไป แต่ผมคิดเอง พร้อมชี้แจงเรื่องกระเป๋าที่มีการกล่าวหาว่าใช้กระเป๋าขนเงินมาในสภา ว่าเป็นกระเป๋าเอกสารทั้งนั้น ก่อนที่ รปภ.นายกฯ จะออกมาลากกระเป๋าผ่านสื่อให้ดู

ต่อมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางกลับเข้ารัฐสภาเพื่อเข้าร่วมรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภายหลังไปพบพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐที่มูลนิธิป่ารอยต่อ

โดยเมื่อถามว่าได้มีการเคลียร์ใจกับมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่

พลเอกประยุทธ์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่มีอะไรนิ”

เมื่อถามย้ำว่า ได้มีการขอโทษกันถึงขนาดไหน ดีลจบและสบายใจแล้วใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนเดินเข้าลิฟต์ไปทันที 

ทั้งนี้ “นายกรัฐมนตรี” ได้ใช้เวลาในการเดินทางและพบปะพลเอกประวิตร และร้อยเอกธรรมนัส ที่ป่ารอยต่อเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

เฉลิมชัย ตอบชัดประเด็น “ระบายยาง” มั่นใจ โปร่งใส ตรวจสอบได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481799

เฉลิมชัย ตอบชัดประเด็น “ระบายยาง” มั่นใจ โปร่งใส ตรวจสอบได้

03 ก.ย. 2564

รมว.เกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตอบชัดประเด็น “ระบายยาง” มั่นใจบริสุทธิ์ โปร่งใส สุจริตตรวจสอบได้ เฉลิมชัย ตอบชัดประเด็น “ระบายยาง”

ที่รัฐสภา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงเรื่องยางพาราและการ “ระบายยาง” ว่า การประชุมทุกครั้งจะต้องมีองค์ประชุมครบถึงจะดำเนินการได้ จะต้องเป็นมติของที่ประชุม

การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการยาง 2558 โดยมีบอร์ดการยางเป็นผู้ออกนโยบายกำกับดูแล อนุมัติในกิจกรรมของการยางแห่งประเทศไทย รวม 14 ท่าน จะมีมติได้ที่ประชุมส่วนใหญ่ถือเป็นเอกฉันท์ เป็นความรับผิดชอบร่วม การยางแห่งประเทศไทยมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในการควบคุมกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ตนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2562 และรัฐบาลแถลงนโยบายประกันรายได้ราคาพืชผลการเกษตร 5 ชนิด ยางพาราเป็น 1 ในสินค้า 5ชนิด ที่รัฐบาลดำเนินโครงการประกันรายได้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการประกันว่าจะมีการรายได้ขั้นต่ำที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะพี่น้องคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ถ้าเกษตรกรมีความเข้มแข็งประเทศชาติก็มีความเข้มแข็งด้วย ถ้ามีรายได้ที่มั่นคงประเทศชาติก็จะมั่นคงด้วย

“เชื่อว่าวันที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศนโยบายประกันรายได้ เกษตรกรมีความสุขและยิ้มทั้งประเทศ เป็นครั้งเดียวที่ได้มีโอกาสได้รับการดูแลภาคการเกษตรจากรัฐบาลอย่างจริงจัง และไม่ใช่ว่าเมื่อประกันรายได้แล้วจะไม่ทำอะไรเลยปล่อยให้ราคายางเป็นไปตามยถากรรม เราทำทุกวิถีทาง

เพราะเราเข้าใจว่าเกษตรกรไทยคือหัวใจของชาติ จนราคายางพารารัฐบาล ไม่ต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างจนเรามาประสบวิกฤติโควิดซึ่งภาวะวิกฤตนี้มีผลกระทบไปทั่วโลก ทุกประเทศ ทุกสาขาอาชีพ ภาคการเกษตรก็ไม่เว้น แต่เรามีการบูรณาการการทำงานในทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงต่างประเทศ บูรณาการร่วมกัน” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า วันที่ตนเข้ามากำกับดูแลการยางแห่งประเทศไทยมีหน้าที่กำกับมอบนโยบายไม่มีหน้าที่เซ็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้ให้นโยบายต้องทำงานอย่างสุจริตไม่ผิดกฎหมาย และกำชับอีกว่าถ้าท่านทำในสิ่งที่ถูกต้องตนจะปกป้องท่าน

แต่ถ้าท่านทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตนจะดำเนินการกับท่านโดยเด็ดขาด เรื่องของยางพารา 104,000 ตัน มียางพาราอยู่ในสต๊อก 104,000 ตันเศษซึ่งอย่างที่เก็บไว้เสียค่าเช่าโกดังค่าประกันภัยจะได้รับการชดเชยโดยสัญญาทุกปีจะสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี

และเริ่มต้นมิถุนายนการยางแห่งประเทศไทยทำสัญญาเช่าเริ่มตั้งแต่ปี 2555 โครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยการซื้อยางเข้าสู่สต๊อก เพื่อให้ยางในตลาดมีปริมาณ
น้อยลง เพื่อรักษาเสถียรภาพ เพราะขณะนั้นราคายางตกมาก จาก กิโลกรัมละ 180 บาทเหลือ 90 บาท เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 จึงรับซื้อยางเข้ามา ปริมาณทั้งหมด 213,492ตันในราคาเฉลี่ย 98.96 บาทต่อกิโลกรัม งบประมาณ 22,782 ล้านบาท

และในปี 2557 มีโครงการมูลพันธ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพาราเพื่อให้ยางในตลาดขณะนั้นมีราคาไม่ต่ำจนเกษตรกรไม่มีจะกิน  ที่ซื้อยางเข้าสต๊อกทั้ง 2 ครั้ง ปี 2555 กับ 2557 เพื่อตัดปริมาณยางในตลาดรักษาสถานภาพราคายางเมื่อมีการนำยางเข้ามาในสต๊อก มีการ “ระบายยาง

โดยครั้งแรกในปี 2557 มีการลงนามสัญญา 278,000 ตัน เมื่อทำสัญญาแล้วราคายางตกลงอย่างมากบริษัทรับยางเพียง 37,602 ตัน เนื่องจากราคาตกมากจึงไม่ได้รับครบจึงเป็นไปสู่การกำหนด TOR ในการประมูล

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า การประมูลครั้งที่ 2 ประมูลในรอบปี 2559-2560 ซึ่งเป็นการประมูลแบบคละเหมาคุณภาพแยกโกดัง ให้พ่อค้าเข้าไปตรวจสอบคุณภาพหากพอใจโกดังไหนที่ประมูลโกดังนั้น พ่อค้าก็เลือกยางดีดีไปหมด

การประมูลครั้งที่ 2 เหลือยางในสต๊อกจนถึงปัจจุบัน 104,000 ตันเศษ 9 ปีเต็ม เป็นยางที่ถูกคัดเลือกของดีไปเรียบร้อยแล้วยางในสต๊อกนี้คือฝันร้ายของพี่น้องเกษตรกร ตนมาช่วยคลายล็อกให้พี่น้องเกษตรกรไม่ต้องฝันร้ายต่อไปอีก จะได้ไม่ถูกยางในสต๊อกเป็นข้ออ้างของพ่อค้าบางกลุ่มกดราคา อ้างว่ายางไม่ขาดมีในสต๊อก ทั้งที่ยางในสต๊อกไม่มีสภาพที่พร้อมใช้แล้ว  

ยางแผ่นดิบปกติเก็บ 6 เดือนสีก็เปลี่ยน ระหว่างปี 2555-2559 ค่าใช้จ่ายในการซื้อยางเข้ามาในสต๊อก ค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัยยางพาราใช้เงินทั้งสิ้น 2,317 ล้านบาท

และปี 2559 ถึงปี 2564 ยาง ค่าใช้จ่ายรวมกัน 925 ล้านบาท โดยเป็นเงินงบรายจ่ายการยางแห่งประเทศไทยจากเงินกองทุนพัฒนายางพาราซึ่งใช้ดูแลพี่น้องชาวเกษตรกร จึงเป็นฝันร้ายที่ 2 ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง

“คณะกรรมการการยางธรรมชาติจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ให้ระบายยางในสต๊อกนี้ให้หมดโดยเร็ว และนำเข้า ครม.วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 การระบายต้องดูจังหวะที่เหมาะสมและไม่กระทบกับราคายางในตลาดมากนักเมื่อ ครม.ได้รับทราบ ตนในฐานะกำกับดูแลการยางแห่งประเทศไทย ให้นโยบายการยางแห่งประเทศไทยในการระบายอย่างสต๊อก

1.ให้การยางแห่งประเทศไทยดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการระบายเพื่อไม่ให้กระทบราคายางในตลาด 2.พี่น้องเกษตรกรต้องได้รับประโยชน์ 3.ต้องรักษาผลประโยชน์ภาครัฐเพราะเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน 4.ต้องทำโดยสุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ และถูกต้องตามระเบียบ

ที่เน้นย้ำที่สุดคือห้ามทุจริตคอรัปชั่นโดยเด็ดขาด ถ้าเขาทำทุจริตผิด
กฎหมายผมไม่ละเว้นอยู่แล้วและนอกจากผมไม่ละเว้นแล้วยังมีหน่วยงานมากมายที่รอการตรวจสอบท่านสามารถฟ้องได้เลย เพราะถ้าไม่ถูกต้องผมก็ไม่ชอบ อยู่ประเทศไทยทำร้ายประเทศผมก็ไม่เอา” นายเฉลิมชัย กล่าว

เคลียร์ใจ “พปชร.” ประวิตร ยันขัดแย้งเปลี่ยนตัวนายกฯแค่ข่าวลือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481784

เคลียร์ใจ “พปชร.” ประวิตร ยันขัดแย้งเปลี่ยนตัวนายกฯแค่ข่าวลือ

03 ก.ย. 2564

ประชุมเคลียร์ใจ “พปชร” ใช้เวลาสั้น 5 นาที ประวิตร ยันขัดแย้งเปลี่ยนตัวนายกฯเป็นแค่ข่าวลือ ลั่น “นายกฯไป ก็ไปด้วย”

ในการประชุม “พรรคพลังประชารัฐ” เพื่อเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งประเด็นการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี โดยมี ส.ส. เข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง

ขณะที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้เข้าประชุมพร้อมกับ ส.ส. คน อื่น แต่ลงมายืนรอรับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าร่วมประชุมพร้อมกัน
 

ขณะที่พลเอกประวิตร มาพร้อมกันกับนางนฤมล ภิญโญสิญวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน

โดยพลเอกประวิตร กล่าวยืนยัน ว่า “พรรคพลังประชารัฐ” มีเอกภาพ พร้อมบอกถ้านายก ฯ ไป ตนก็ต้องไป

เมื่อถามย้ำว่า ถ้านายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งก็จะไปด้วยใช่หรือไม่ ทำให้พลเอกประวิตร ตะแบงเสียงดังว่า “เออ” 

จากนั้นพลเอกประวิตร เข้าห้องประชุมไม่ถึง 5 นาที ก็ออกมาพร้อมร้อยเอกธรรมนัส โดยย้ำว่า กระแสข่าวความขัดแย้งโหวตคว่ำนายกฯ เป็นแค่ข่าวลือ นายกฯไป ตนก็ไป 

ทั้งนี้ เป็นที่หน้าสังเกตว่า ส.ส. ที่ออกมาจากห้องประชุมมีสีหน้าไม่ค่อยดี และมี ส.ส. บางคนในห้องประชุมระบุว่า “ในห้องประชุม โลกคือละคร” 

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า กลุ่มร้อยเอกธรรมนัส เดินทางไปหารือกันต่อที่มูลนิธิป่ารอยต่อ ซึ่งมีรายงานว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมด้วย คาดว่า เป็นเคลียร์ใจกัน  

ขณะที่นายวิรัช  กล่าวภายหลังการประชุมพรรคว่า ในวันนี้หัวหน้าพรรคได้ เรียกประชุมก่อนการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าให้รักสามัคคีกัน ให้รักทุกพรรคและรัฐมนตรีทุกคน ทุกคนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผลคะแนนจะออกมาอย่างไร ขอให้ออกมาในทิศทางเดียวกัน หากได้คะแนนเท่ากันก็ยิ่งดี

ซึ่งพรรคพลังประชารัฐถือเป็นแกนนำหลักที่ดูแลรัฐบาลนี้โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยพลเอกประวิตร ย้ำว่าทุกคนต้องรักกันให้เหนียวแน่น แล้วจะผ่านพ้นไปด้วยดี ซึ่งสมาชิกส.ส.ทุกคนก็ตอบรับ พร้อมยืนยัน
ว่าไม่มีกลุ่ม มีแต่พรรคพลังประชารัฐ อย่างเดียวเท่านั้น

ทั้งนี้นายวิรัช ยังระบุอีกว่า บางครั้งก็มีการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือเข้าใจคนละทิศคนละทางแต่ในวันนี้ไปในทิศทางเดียวกันแล้ว พร้อมยืนยันว่า ทุกคนพร้อมยกมือไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรค 

ส่วนมีการหารือเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีกับพลเอกประวิตร หรือไม่นั้นนายวิรัชระบุว่า ไม่มี ไม่มีการพูดเรื่องอื่น เรื่องปรับคณะรัฐมนตรี เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี

ส่วนมีการคาดโทษหรือไม่หากไม่โหวตไปในทิศทางเดียวกัน นายวิรัช ระบุว่า พลเอกประวิตรเชื่อมั่นและเชื่อใจ

ส่วนเมื่อถามว่า สมาชิกเชื่อใจได้หรือไม่ นายวิรัช ถามกลับว่าจะ
แตกไปไหน

ส่วนได้มีการทำความเข้าใจกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น นายวิรัชระบบว่า เหมือนพายุมา แล้วท้องฟ้าแจ่มใส ในลักษณะนั้น ดีกว่าไม่มีอะไรเลย

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่ามีพายุอยู่จริงหรือไม่นายวิรัช ระบุว่า พายุไม่มีเป็นเพียงการเปรียบเทียบ อยากให้เห็นภาพชัดเจน ส่วนจะเป็นการให้แล้วกันไปหรือไม่นั้น นายวิรัช ระบุสั้น ๆ เพียงว่าจบแล้ว ทุกอย่างไม่มีอะไร

โดยนายวิรัช ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง นายกรัฐมนตรีกับ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ไม่มีอะไรเลย ส่วนความสัมพันธ์ของ 3 ช. นั้น นายวิรัตน์ ระบุว่า อย่าตั้งเลยกลุ่ม 3 ช ไม่มีหรอก มีแต่กลุ่มรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ 

ส่วนได้มีการหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้นนายวิรัช ระบุว่า ได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคทุกพรรคแล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เป็นผู้ประสานเอง น่าจะครบเรียบร้อย ไม่เช่นนั้นจะรู้หรือว่าใครขาดใครป่วย ในส่วนของพรรคเล็กตนก็ตรวจสอบทั้งหมดแล้ว บางครั้งเราก็ไม่รู้ใจบางทีโดดเข้าโดออกก็มี ไม่เป็นไร เอาหลักๆให้อยู่อย่างน้อย 265 เสียงขึ้นไป

ทั้งนี้นายวิรัช ระบุว่า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐติดเชื้อ 1 รายและส.ส. จากพรรคภูมิใจไทยติดเชื้อ 1 ราย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากวันนี้มีผู้ติดเชื้อ 15,000 ราย ถึง 20,000 รายต่อวัน ซึ่งคะแนนตอนนี้อยู่ที่ 269 เสียง พร้อมกับระบุว่าตอนนี้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว

ส่วนพลเอกประวิตร จะไปคุยกับ พลเอกประยุทธ์หรือไม่นั้น นายวิรัช ระบุว่า เขาคุยกันทุกวันอยู่แล้ว คุยทุก 5 นาที