“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ฟาดสุด เบื้องหลัง Pfizer โดนเทลงอ่าวไทยรัฐล็อกผลม้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481767

“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ฟาดสุด เบื้องหลัง Pfizer โดนเทลงอ่าวไทยรัฐล็อกผลม้า

03 ก.ย. 2564

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จัดหนัก ศึกซักฟอกรัฐบาล ทำนิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว เทวัคซีนคุณภาพทิ้งอ่าวไทย สุดท้ายบากหน้าขอบริจาคจากสหรัฐอเมริกา

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฟาดไม่หยุด ในศึกษาซักฟอกรัฐบาล ประเด็นวัคซีน Pfizer แฉเส้นทางวิบาก เป็นวัคซีนที่ถูกกีดกัน แทนที่รัฐบาลจะตาม Pfizer กลับเป็น Pfizer ที่แทบประเคนวัคซีนให้ ฉะรัฐบาลล็อกผลม้า สุดท้ายบากหน้าขอบริจาคจากสหรัฐ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังคงฟาดรัฐบาลไม่หยุดอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปแล้ว ล่าสุด ฟาดต่อผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  เฉลยเบื้องหลังวัคซีน Pfizer โดนเทลงอ่าวไทย สรุปการอภิปรายทั้งสองวันจวกรัฐบาล ล็อกผลม้า ไม่สนใจการติดต่อของPfizer เปิดเอกสารโทรเลขทูตระบุชัด “ไฟเซอร์พยายามติดต่อรัฐบาลไทยตั้งแต่ ก.ค. 63” แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ ในขณะที่ผู้นำชาติอื่นโทรจิกไฟเซอร์จนสายไหม้ ทั้งที่Pfizer แทบประเคนวัคซีนใส่พานให้รัฐบาลไทย ซัดเทวัคซีนคุณภาพทิ้งอ่าวไทย  ระบุข้อความในเฟซบุ๊กดังนี้

"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ฟาดสุด เบื้องหลัง Pfizer โดนเทลงอ่าวไทยรัฐล็อกผลม้า

ตลอดสองวันของการอภิปรายที่ผ่านมาชุดคำตอบของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอ้างว่าทำอย่างเต็มที่แล้ว นายกฯ ไม่เคยต้องไปขอวัคซีนใคร วัคซีนเป็นของหายาก วัคซีนเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องการ ตลาดวัคซีนเป็นของผู้ผลิต ไม่มีบริษัทไหนพร้อมขาย การเข้า COVAX ไม่มีประโยชน์ มีเพียงยี่ห้อเดียวที่พร้อมส่งคือ Sinovac แต่รัฐบาลกลับไม่มีคำตอบให้กับคนที่ถามว่าทำไมคนที่ตายต้องเป็นพ่อของเขา แม่ของเขา ทำไมหมอจึงไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ ทั้งๆ ที่อยากช่วย

เพื่อหาคำตอบต่อความล้มเหลวในการบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาล จะต้องหาด้วยการย้อนกลับไปมองว่าโลกพูดกับไทยว่าอะไรเพื่อให้เห็นภาพทั้งหมด นั่นก็คือการย้อนกลับไปมองผ่าน ‘การทูตวัคซีน’ ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจที่ขอตั้งเป็นข้อกล่าวหาต่อรัฐบาลว่า ตั้งใจเทวัคซีนคุณภาพและเทไมตรีจิตลงอ่าวไทย และกล้าพูดได้เลยว่าไม่ใช่รัฐบาลที่ต้องไปตาม Pfizer ในช่วงที่ผ่านมา แต่เป็น Pfizer ต่างหากที่ต้องตามไทย โดยเราได้เทโอกาสนี้ทิ้งไป
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

เดือนกันยายน 2563 มีโทรเลขจากสถานทูตไทยในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ส่งกลับมาว่า บริษัท Pfizer พยายามติดต่อทั้งกรมควบคุมโรค ทั้งสถาบันวัคซีน เรื่องการจองวัคซีน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็คือ 1 ปีกับอีก 2 เดือนที่แล้ว Pfizer พยายามติดต่อกับรัฐบาล แต่ไม่ได้รับคำตอบ ไม่ติดต่อกลับ

ในการหาวัคซีนที่มีคุณภาพชนิด mRNA ลองไปดูรัฐบาลอื่นเขาตามกันเต็มที่ อิสราเอล นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู โทรไปหา Pfizer ถึง 30 ครั้ง หรืออย่างญี่ปุ่น ผู้นำบินไปพบด้วยตัวเอง แต่รัฐบาลไทยในเรื่องการจัดหาวัคซีนที่ผลเป็นแบบนี้ อย่างน้อยสุดคือใส่เกียร์ว่าง อย่างมากที่สุดคือตั้งใจที่จะไม่พิจารณาม้าตัวนี้ ต้องขอโทษที่ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่การแทงม้าตัวเดียว แต่คือ การล็อกผลม้า
"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ฟาดสุด เบื้องหลัง Pfizer โดนเทลงอ่าวไทยรัฐล็อกผลม้า

เดือนพฤศจิกายน 2563 Pfizer แจ้งเตือนมาอีกครั้ง บอกให้ประเทศไทยรีบไปจองวัคซีน เพราะความต้องการทั่วโลกสูง เป็นห่วงว่าเราจะจองไม่ทัน แต่รัฐบาลของเราก็ไม่สนใจตอบกลับทั้งที่เขาแทบจะใส่พานให้รัฐบาลไทยด้วยซ้ำ

"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ฟาดสุด เบื้องหลัง Pfizer โดนเทลงอ่าวไทยรัฐล็อกผลม้า

ไม่ใช้แค่ Pfizer เท่านั้นที่ไทยไม่ตอบ แต่จากหลักฐานเอกสารการสื่อสารระหว่างรัฐบาลไทยกับ COVAX เขาก็เป็นห่วงเราเช่นกัน เขาตามแล้วตามอีกว่าเราจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยทำคือคุยกันอยู่ดีๆ ก็หายไปเป็นเดือนๆ ไม่ตอบเขาว่าจะเอาอย่างไร ที่ทำเช่นนี้จึงไม่รู้ว้าเกียร์ว่างหรือแค่ไม่มีมารยาทในการทำงาน หรือมั่นใจนักหนากับดีลโรงงานผลิตวัคซีนในประเทศที่ไม่มีประสบการณ์ในการผลิตวัคซีน ในขณะที่ประเทศอื่นต้องไล่โทรทำงานเชิงรุก แต่ประเทศไทยที่กำลังมีคนเสียชีวิตมหาศาลกลับทิ้งโอกาสไป

6 เดือนที่แล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ ผมได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล วันนั้นมีผู้ติดเชื้อสะสม 25,000 คน เสียชีวิตสะสม 82 คน พอมาวันนี้เดือนกันยายน มีผู้ติดเชื้อสะสม 1.2 ล้านคน ผู้เสียชีวิตสะสมจำนวน 12,103 คน โดยติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้น 4,800% และเสียชีวิตสะสมเพิ่มขึ้น 14,000%

หากเรามีรัฐบาลที่ดีกว่านี้ เห็นหัวประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศโดยที่ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ใคร แล้วหาวัคซีนที่มีคุณภาพสูงมาฉีดให้กับประชาชน เรื่องราวทั้งหมด อาจจะไม่ลงเอยเช่นนี้เลย ครอบครัวของใครหลายคนคงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ใช่ต้องพลัดพรากจากกันโดยที่ไม่ได้ร่ำลา
"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ฟาดสุด เบื้องหลัง Pfizer โดนเทลงอ่าวไทยรัฐล็อกผลม้า
นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคก้าวไกลยังซัดอีกว่า
รัฐบาลไทยล็อกผลม้า จะเอาแอสตร้าให้ได้ ไม่สนไฟเซอร์ แต่เมื่อจวนตัวกลับบากหน้าไปขอ “บริจาค” วัคซีนจากอเมริกา โดนตบกลับหน้าชาว่า “คุณบอกจะเป็นฮับวัคซีนอาเซียนไม่ใช่หรือ? มาขอเราทำไม?”

ตร.สั่งจับตา “ชุมนุม” เชื่อมีกลุ่มหนุนหลังยืมมือเด็กก่อความวุ่นวาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481762

ตร.สั่งจับตา “ชุมนุม” เชื่อมีกลุ่มหนุนหลังยืมมือเด็กก่อความวุ่นวาย

03 ก.ย. 2564

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เชื่อ มีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังการก่อความวุ่นวายในการชุมนุมหลายครั้ง โดยใช้เด็กเป็นเครื่องมือ ขณะที่ การชุมนุมวันนี้และวันพรุ่งนี้ ตำรวจเตรียมกำลังไว้พร้อมแล้ว

3 ก.ย. 2564 พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.)  เปิดเผยว่า วันนี้ มีการนัดหมายชุมนุมของ “กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และ “กลุ่มทะลุฟ้า” ในเวลา 16.00 น. ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งจะมีการจับตาเป็นพิเศษ เพราะการชุมนุมของกลุ่มนี้ หลายครั้งที่ผ่านมา มักจะมีการก่อเหตุความวุ่นวายขึ้น รวมถึง ยังคงต้องเฝ้าระวังการรวมตัวของกลุ่มที่มักรวมตัวก่อความวุ่นวาย บริเวณแยกดินแดงด้วย ซึ่งต้องย้ำเตือนว่า การชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อหา แม้จะมีหลายกลุ่มอ้างว่า เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่ขัดแย้งกับภาพที่ปรากฎ ที่ยังพบมีการขว้างปาวัตถุระเบิด เผาทำลายทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งพบว่า ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่ ยังเป็นเด็กและเยาวชน จึงเชื่อว่า มีกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการก่อความวุ่นวายเหล่านี้ โดยใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ

สำหรับการชุมนุมวันนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งเตรียมกำลังไว้พร้อมแล้ว และเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทุกนาย ต้องทำตามหลักสากล บังคับใช้กฎหมายตามสถานการณ์ 

ตร.สั่งจับตา "ชุมนุม" เชื่อมีกลุ่มหนุนหลังยืมมือเด็กก่อความวุ่นวาย

ส่วนการชุมนุมวันพรุ่งนี้ ก็มีเตรียมความพร้อมไว้แล้วเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่า “กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และ “กลุ่มรีเดม” จะมีการจัดกิจกรรมที่หน้าสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย ก่อนเคลื่อนขบวนมายังสวนลุมพินี

ส่วนการชุมนุมเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา บริเวณแยกอโศก ที่นำโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็จะมีการเรียกตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอีกครั้ง 

ส่วนการก่อเหตุความวุ่นวายบริเวณแยกดินแดง โดยมีการนำแผงเหล็กมาวางปิดการจราจร ส่งผลกระทบต่อการจราจรโดยรอบ นอกจากนี้ ยังมีการทุบทำลายกล้องวงจรปิด และทรัพย์สินราชการ จำนวนมาก อีกทั้ง มีการขว้างปาประทัดยักษ์ ระเบิดต่าง ๆ และจุดไฟเผาสาธารณะสมบัติ ซึ่งตำรวจจะมีการพิสูจน์ทราบและติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป

ตร.สั่งจับตา "ชุมนุม" เชื่อมีกลุ่มหนุนหลังยืมมือเด็กก่อความวุ่นวาย
ขณะเดียวกัน ตำรวจนครบาลร่มเกล้า และลำผักชี สามารถจับกุมผู้ต้องหารวม 5 คน จากการตั้งจุดตรวจจุดสกัด และการออกตรวจตรา ป้องกันการนำสิ่งของผิดกฎหมายเข้าพื้นที่ชุมนุม พร้อมยึดอาวุธปืน หรือ สิ่งเทียมอาวุธปืน 5 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน 21 นัด, ระเบิดแสวงเครื่อง 19 ลูก และกัญชาจำนวนหนึ่ง

ตร.สั่งจับตา "ชุมนุม" เชื่อมีกลุ่มหนุนหลังยืมมือเด็กก่อความวุ่นวาย

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาส่วนหนึ่ง เข้าร่วมการชุมนุมหลายครั้ง รวมถึง ที่บริเวณแยกดินแดง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา เบื้องต้น คาดว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีวะ ซึ่งจะมีการขยายผลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ตัวผู้ผลิต หรือนำพาอาวุธวัตถุระเบิดต่าง ๆ รวมถึง นำอาวุธปืนที่ยึดได้ ไปเทียบเคียงกับคดีเก่าที่เคยเกิดขึ้นด้วย

มงคลกิตติ์ ซัด “ศักดิ์สยาม” เป็น รมต.เสเพล พฤติกรรมสุขนิยมชี้ต้นตอแพร่โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481759

มงคลกิตติ์ ซัด “ศักดิ์สยาม” เป็น รมต.เสเพล พฤติกรรมสุขนิยมชี้ต้นตอแพร่โควิด

03 ก.ย. 2564

มงคลกิตติ์ จวก “ศักดิ์สยาม” เป็นรัฐมนตรีเสเพล มีพฤติกรรมสุขนิยม โผล่ร้านอาหารทองหล่อพร้อมแมสลายการ์ตูนคู่ใจ ชี้ เป็นต้นตอแพร่ระบาดโควิดระลอก3

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ อภิปรายไม่ไว้วางใจนาย “ศักดิ์สยาม” ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในประเด็นรัฐมนตรีเสเพล ประพฤติเหลวไหล ประพฤติในทางที่เสื่อมไม่เอาการเอางาน ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งไม่ปฏิบัติตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค เข้าไปในแหล่งอบายมุขที่เป็นต้นต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยขาดจิตสำนึกรับผิดชอบ 

โดยนายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ติดโควิด โดยได้ย้อนไทม์ไลน์ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2564 จนถึงวันที่ 6 เมษายนปฏิบัติภารกิจตามปกติและก่อนนอนคงนั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันเหมือนท่านนายกรัฐมนตรีก่อนที่วันที่ 7 เมษายน 2564 จะพบเชื้อและเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์

จากนั้นนายมงคลกิตติ์ ได้อภิปรายต่อว่าการที่นายศักดิ์สยาม ไม่ทราบว่าตัวเองติดโควิดและทำงานตามปกติเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดในคลัสเตอร์กระทรวงคมนาคม ที่มีการติดเชื้อเกือบ 2,000 คน 

ส่วนข้อกล่าวหาที่นาย”ศักดิ์สยาม” ชิดชอบ ออกมาชี้แจงว่าไม่ได้ไปเที่ยวทองหล่อนั้นนายมงคลกิตติ์ ได้นำรูปภาพที่นายศักดิ์สยามใส่หน้ากากผ้า ลายการ์ตูน ที่ใส่เป็นประจำ และพบว่ามีการใส่ไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหญิง 4 คน ร่วมโต๊ะอาหารแต่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย

พร้อมภาพด้านหลังบุคคลคล้าย”ศักดิ์สยาม”กำลังร้องคาราโอเกะ ในร้านอาหารกับหญิงสาว 4 คน ต่อมาพบว่านายศักดิ์สยามติดเชื้อ โควิด-19 และเป็นส่วนหนึ่งในการนำเชื้อมาแพร่ระบาด นำมาซึ่งความเสียหายแก่ประชาชนอย่างแสนสาหัสแม้จะมีการอ้างว่าติด
จากผู้ติดตามหน้าห้องก็ตาม

ส่วนที่เคยปฏิเสธว่าไม่ได้ไปเที่ยวจะเป็นความจริงหรือไม่นายศักดิ์สยามต้องชี้แจง ตามรูปภาพที่เห็น ก็ยืนยันได้ว่าเป็นผู้เสพสุขนิยม จากพฤติกรรมดังกล่าว เป็นการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างอภิปรายได้มีการเปรียบนายศักดิ์สยาม ว่าเป็นผู้เพียบพร้อม รูปหล่อพ่อรวย สมตำแหน่งเป็นน้องชายพ่อเมืองเมืองบุรีรัมย์อย่างนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีที่ดีมากไม่เคยมีในประเทศนี้มาก่อน ทำให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงหลายครั้ง

รวมถึงนายชวนหลีกภัยประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ทักท้วงว่าเป็นการเสียดสีหากนาย”ศักดิ์สยาม“เป็นคนดีอย่างที่นายมงคลกิตติ์กล่าวมาทั้งหมด จึงถามเหตุผลที่จะมาเปิดอภิปราย

ตีกันเอง “ศรัณย์วุฒิ” ลั่นกลางสภา โวยถูกเพื่อไทยกีดกัน-ตัดเวลาอภิปราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481752

ตีกันเอง “ศรัณย์วุฒิ” ลั่นกลางสภา โวยถูกเพื่อไทยกีดกัน-ตัดเวลาอภิปราย

03 ก.ย. 2564

ตีกันเอง “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ส.ส.เพื่อไทย ลั่นกลางสภา โวยถูกพรรคตัวเองกีดกัน-ตัดเวลาอภิปราย ไม่เหลืออุดมการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในช่วงเช้านายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ  ขอสิทธิ์อภิปราย แต่ปรากฏว่าไม่มีรายชื่อที่ผู้นำฝ่ายค้านส่งให้กับประธานสภาและได้รับแจ้งรายชื่อยืนยันจากวิปฝ่ายค้านแล้ว 
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โดยนายศรัณย์วุฒิ ระบุว่าพรรคเพื่อไทยไม่ควรปิดกั้นการอภิปรายเพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และตนเองได้เวลาของพรรคเพื่อชาติ ที่ได้มอบอำนาจและส่งหนังสือให้กับประธานแล้ว

หากพรรคเพื่อไทยไม่ให้ตนอภิปรายก็เสียดายอุดมการณ์ ที่ตนเองทำหน้าที่เพื่อปวงชนชาวไทยและใช้เวลาน้อยมากในส่วนของพรรคเพื่อชาติจึงขอใช้เอกสิทธิ์ในการอภิปราย และสภาฯแห่งนี้ขาดความศักดิ์สิทธิ์

 การที่พรรคเพื่อไทยปิดกันแบบนี้คงไม่เหลืออุดมการณ์ ตนรู้สึกเจ็บปวดมากเพราะทำการบ้านมาอย่างดี แต่กลับไม่ได้เวลาในการอภิปราย พร้อมกล่าวลั่นกลางที่ประชุมสภาว่า ตนเองถูกปิดกั้นไม่ให้อภิปราย 

จากนั้นนายสมคิด เชื้อคง ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้ลูกชี้แจงในฐานะวิปฝ่ายค้าน โดยระบุว่าเวลามีจำกัดและคณะกรรมการได้รวบรวมรายชื่อแล้ว การกล่าวหาว่าพรรคกีดกันนั้นไม่ใช่ความจริง เพราะได้จัดผู้อภิปรายตามเวลาและมีอีกหลายคนที่นำเสนอความคิดเห็นแต่ไม่มีรายชื่อ 

ทำให้นายศรัณย์วุฒิ  ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่าเดิมทีตนเองได้เวลาอภิปราย 1 ชั่วโมงและยังมีการเรียกตนเองไปนำเสนอว่าจะอภิปรายประเด็นอะไร แต่กลับถูกตัดทิ้ง

พร้อมระบุว่าเป็นการกดดัน ส.ส. มากเกินไปพร้อมท้าคนที่เรียกตนเองไปนำเสนอว่าเก่งแค่ไหนเชื่อว่าหากลงไปสมัคร ส.ส. ก็จะสอบตก และขอให้ประชาชนทั้งประเทศรู้ว่าพรรคเพื่อไทยทำ
กับตนเองแบบนี้และไม่เหลืออุดมการณ์อะไรแล้ว

นายกรัฐมนตรี ลั่น “3 ป.” ไม่มีแตก เปรียบพี่น้องท้องเดียวร่วมตายกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481747

นายกรัฐมนตรี ลั่น “3 ป.” ไม่มีแตก เปรียบพี่น้องท้องเดียวร่วมตายกัน

03 ก.ย. 2564

นายกรัฐมนตรี ลั่น “3 ป.” ไม่มีแตก รับคนเสี้ยมมานาน บอก ไม่มีใครทำลายได้เปรียบพี่น้องท้องเดียวร่วมตายกันมา ชี้ ไม่ให้ราคา เต้ ซัดคนปล่อยข่าวแจก 5 ล้าน ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่เอาไว้แน่

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าร่วมรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 4

โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ประกาศล้มนายกฯ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่มีราคา อย่าไปฟังเลย”

ส่วนกรณีที่นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย แฉว่ามีการแจกเงิน 5 ล้านบาทเพื่อล็อบบี้โหวต พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการพูดที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ โดยไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้น ซึ่งฝ่ายกฎหมายและฝ่ายเกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ปล่อยไว้ไม่ได้นี้มาหลายครั้งแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีการกรีดเลือดตัวเอง ดังนั้นขอให้ไปดูพฤติกรรมแต่ละคน

ที่พูดออกมาและดูความน่าเชื่อถือระหว่างเขากับนายกฯ เป็นอย่างไร ไม่ว่าใครก็ตามไอ้คนที่ล้มนายกฯ เขาต้องการล้มอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่าตัวนายกฯกับตัวเขาน่าเชื่อถือแค่ไหนและมีราคาหรือไม่

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการอภิปรายในครั้งนี้ว่า ไม่มีอะไรแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาเพราะข้อมูลเหมือนเดิมและเอาตัวเลขย้อนหลังมาซึ่งสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้วในเรื่องโควิดคนป่วยคนเจ็บ แน่นอนว่าในการทำงานย่อมมีปัญหาอยู่แล้วเราก็พยายามแก้ โดยพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็ช่วยกันดูแลประชาชน เพราะเป็นหน้าที่ของส.ส. 

ส่วนการแก้ปัญหารอยร้าวเรื่องการล้มนายกฯ เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าใครทำ ทำจริงหรือไม่ และเชื่อมโยงกับใคร ส่วนแนวทางการโหวตนั้นตนไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่ ส.ส.โหวตเอง อย่างไรก็ตามได้พูดคุยกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มาโดยตลอดทุกวัน

ทุกคนเป็นคนตั้งเองไม่ใช่เหรอว่า 3 ป. ไม่มีใครมาทำร้ายผมได้ ทุกคนอาจจะไม่รู้และทุกคนอาจจะไม่รักคน รักเพื่อน รักคนอื่น เหมือนผมรักกัน 3 คนผมร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชายแดนท่ามกลางสนามรบเคยอยู่ร่วมกันและท่านก็เป็นผู้บังคับบัญชาผมตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามารับราชการ อยู่บ้านเดียวกันกินนอนด้วยกัน สั่งสอนและฝึกอบรมกันจนกระทั่งโตขึ้นมา ยังคบและเคารพกันอยู่ทุกอย่าง

ที่ผมเป็นวันนี้ได้เพราะพี่ทั้งสองคนได้สั่งสอนผมมาและผมจำได้ว่า ไม่เคยที่พี่ทั้งสองจะมาสอนให้ผมทุจริต โกง ซึ่งไม่มี

ขณะที่การประชุม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการต่อสายเข้าคุยหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ต้องโทรคุย ซึ่งตนอาจไปเยี่ยมก็ได้ ส่วนที่มีการมองว่าที่ผ่านมาตนเองเว้นระยะห่างจาก ส.ส. จึงอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจ ก็อาจเป็นไปได้ เพราะตนทำงานเยอะต้องจึงต้องใช้เวลาในการทำงาน แต่ก็มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคและหัวหน้าพรรคไปพูดคุยร่วมกับสมาชิก ซึ่งอาจมีปัญหาตรงนั้น

แต่ตนก็พูดคุยกับส.ส.ที่มาพบหลายสิบคนเมื่อวาน ซึ่งเป็นการพบกันอย่างเปิดเผยไม่ใช่ไปแอบในส้วม ตนทำอะไรก็ตามจะมีบุคคลที่สามอยู่เสมอในการทำงานเพื่อให้เห็นถึงความโปร่งใสของตนเพราะถ้าทำอะไรไม่มีพยานก็ลำบาก ไปอ้างไปพูดจาอะไรก็ลำบาก อย่างไรก็ตามก็จะหาโอกาสพบส.ส.มากขึ้น โดยขอไปรับเวลาการทำงานของตนก่อน

เมื่อถามว่ามีกระบวนการจากคนต่างประเทศเกี่ยวข้องหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ผมไม่รู้ เอาในประเทศก่อน 

เมื่อถามว่าขณะนี้มีความคลางแคลงใจกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่เคยมีอะไรกับเขา เพราะตนเป็นคนเอาเขาเข้ามาทำงานเองแล้วจะไปมีอะไรกับเขา ผู้ใหญ่จะไปมีปัญหากับเด็กได้อย่างไร ไม่ได้พูดถึงเฉพาะรายนี้  

เมื่อถามว่า แต่ถ้าเด็กมีปัญหาจะทำอย่างไร พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า เดี๋ยวผมแก้เอง

ส่วนที่ร้อยเอกธรรมนัส พูดถึงไอ้ห้อยไอ้โหนนั้น พลเอกประยุทธ์ กว่าวว่า ใคร ไม่เห็นมีใครมาโหนตนเลย และไม่ชอบคนโหนอยู่แล้ว คนที่ชอบโหนตั้งแต่เด็กมาแล้ว ใครที่เข้ามาแล้ว ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน ไปไกลๆ

ส่วนจะต้องมีแผนเผชิญเหตุหรือไม่หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นในวันโหวตพรุ่งนี้(4 ก.ย.) พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า แม้จะมีการล้มนายกฯ ก็ไปดูกฎหมายมาตรา 167 และ168 ดังนั้นตนไม่รู้จะมีการวางแผนอย่างนั้นอย่างนู้นทำได้หรือไม่ ทั้งนี้ยืนยันว่าตนไม่หวั่นไหวด้วยการทำงานของตน แม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ

แต่ในสิ่งที่ไม่สำเร็จมักมีการเอามาพูดและโจมตีกัน ส่วนการออกเสียงโหวตในวันพรุ่งนี้จะผ่านหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของสภา เป็นเรื่องของส.ส.และเป็นเรื่องความเชื่อถือเชื่อมั่น 

ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามได้พบปะ ส.ส.และไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน ซึ่งทุกคนก็ยืนยันว่าจะอยู่กับนายกฯ เพราะเป็นคนเลือกนายกฯ มาอยู่ในรายชื่อ จึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงใครดีก็ดีใครไม่ดีก็ค่อยว่ากัน อย่าไปหวั่นไหวเรื่องที่คนนั้นคนนี้พูด ตนไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายในช่วงนี้ในการอภิปราย 

ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์ 3 ป. จะตีมาตีผมกันอย่างไรไม่มีแตกกันอยู่แล้ว รักกัน เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน จำคำพูดผมไว้

เมื่อถามว่ามีการเสี้ยมให้ 3 ป. แตกกัน พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า มีการเสี้ยมมานานแล้ว ทุกฝ่ายเสี้ยมหมด 

ส่วนวันนี้เบื่อการเมืองหรือไม่ที่ต้องเจอ สถานการณ์หนักทุกเรื่อง พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ถึงจะเบื่ออย่างไรก็ต้องทำให้ดีที่สุดเพราะนึกถึงประชาชนเป็นหลัก ประเทศชาติต้องเดินไปข้างหน้า การปฏิรูปต่าง ๆ ทุกอย่างก็ทำ ซึ่งในเรื่องการปฏิรูปการเมืองก็ต้องแก้ที่ตัวพวกเรา ถ้ายังเป็นเพื่อนกันอยู่แบบนี้หาวิธีการที่จะล้มจะเลื้อยขาก็ถือว่ายังไม่เริ่มปฏิรูป ส่วนจะมั่นใจว่าเดินต่อไปอย่างเข้มแข็งหรือไม่หลังจากนี้นั้น หากประชาชนยังต้องการตนก็จะเดิน

เมื่อถามว่าจากคำสัมภาษณ์ของนายกฯ และร้อยเอกธรรมนัสก่อนหน้านี้ที่ดุดันและเชือดเฉือนกัน เหมือนจะมีการแก้แค้นเกิดขึ้นหลังจากนี้หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ย้อนถามว่า จะแก้แค้นกันเรื่องอะไร ก็เป็นเรื่องของเขา ในส่วนผมก็เป็นเรื่องของผม อย่าให้ผมต้องทะเลาะกัน ให้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง

เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าเด็กจะต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ย้อนถามว่าหรือผู้ใหญ่ต้องเชื่อฟังเด็ก ก็ต้องรับฟังกันและกัน แต่ผู้ใหญ่ก็คือผู้ใหญ่ แล้วผมเป็นใครแล้วนายกฯ ต้องไปฟังใครที่มันไม่ใช่ ถ้าเรื่องจริงผมฟังแต่ถ้าเรื่องผลประโยชน์ผมไม่ฟัง แต่ไม่เห็นมีใครมาพูดกับผมในเรื่องนี้ และมีการปล่อยข่าวมา ซึ่งตัวเลขที่ว่านั้นผมเคยได้ยินมาก่อนและจะนำมาตีอีกฝ่ายด้วย

ทั้งนี้ในช่วงท้ายพลเอกประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า ข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เสียสมาธิเพราะหากเสียสมาธิคงเสียไปนานแล้วอยู่มา 6-7 ปีแล้ว 

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าจะเดินต่อนั้นรวมถึงในวาระหน้าด้วยหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวสั้นๆว่า ก็อยู่ที่ในสภา

สุเทพ “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” แต่เอ่ยถึงใครในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481740

สุเทพ “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” แต่เอ่ยถึงใครในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

03 ก.ย. 2564

สุเทพ เทือกสุบรรณ เคลื่อน “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” วิเคราะห์ขบวนการล้มนายกฯ ทั้งในสภาและนอกสภา ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมเอ่ยถึงใครบางคนกำลังไล่ซื้อตัวส.ส.

ภายหลังมีความพยายามจากกลุ่มการเมืองทั้งในและนอกสภากดดันให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐนตรีออกจากตำแหน่ง  แต่ปรากฎว่า ได้มีกลุ่มสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ให้บริหารประเทศต่อไป ทั้งการเปิดผลโหวต “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ”  รวมถึงมีกลุ่มมวลชนเคลื่อนมาที่บริเวณรัฐสภาอย่างต่อเนื่องเพื่อมาให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์  

ล่าสุด แกนนำกลุ่มการเมือง เช่น กปปส. อย่างนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  ออกมาโพสต์ข้อความ

โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 64  นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำ กปปส. ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตน   มีเนื้อหาดังนี้

“สภาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีท่านอื่นๆ แต่ฟังมาทุกวันเห็นว่า เป้าที่แท้จริง คือ ท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น ประกอบกับ นายโทนี่ ออกมาปลุกระดมข้ามทวีปมา และ สมุนบริวารที่นำโดย นายณัฐวุฒิกับพวกออกมาก่อเหตุกดดัน ส.ส. อยู่ด้านนอกสภา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

นายสุเทพ ยังได้โพสต์ข้อความต่อไปว่า 

“ที่ชั่วร้ายที่สุดคือ การที่มีคนเลวทำร้ายระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยการใช้เงินก้อนโต ไล่ซื้อ ส.ส. ให้ลงมติไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์”  นายสุเทพ ระบุ 

สุเทพ เทือกสุวรรณ

นายสุเทพ โพสต์ข้อความต่อไปว่า  บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะการระบาดของโควิดและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นและมากขึ้นทุกวัน ต้องการผู้นำรัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริต รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บุคคลที่คนไทยในยามนี้ไว้วางใจให้นำประเทศฝ่าวิกฤตครั้งนี้ พี่น้องประชาชนยังคงไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ให้นำประเทศก้าวต่อไป

ผมขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องประชาชน แสดงความไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศให้ได้

โซเชียลเปิดผลสำรวจ แห่โหวต “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481722

โซเชียลเปิดผลสำรวจ แห่โหวต “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

03 ก.ย. 2564

เผยโลกโซเชียลทำแบบสำรวจให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังเผชิญเกมป่วนในสภาและนอกสภา แห่โหวต “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” กรุงเทพมาแรง

สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาเข้มข้น หลังมีความพยายามเลื่อยขาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่อีกด้านโลกโซเชียลแห่เปิดโหวต เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ จนขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งใน Twitter  

ภายหลังเกิดคลื่นใต้น้ำพรรคพลังประชารัฐก่อตัว หวังเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี  ด้วยการใช้จังหวะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคบคล ให้ร่วมลงมติ โหวตคว่ำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  

ขณะที่การเคลื่อนไหวนอกสภา มีการจัดม็อบขับไล่ลุงตู่ ภายใต้การปลุกระดมของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. ซึ่งมีการรวมตัวที่แยกอโศก เมื่อวานนี้ ( 2 ก.ย.64 ) พร้อมประกาศจะชุมนุมกดดันต่ออีกในวันถัดไป  

ณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ใช่แกนนำ แต่เป็นตัวเสริมในการชุมนุมครั้งนี้ พร้อมกับปราศรัยกับผู้ชุมนุมให้จับตาดูวันที่ 4 ก.ย. ซึ่งก็ตรงกับวันที่สภาจะลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นเอง 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ท่ามกลาง การปฏิบัติการของคลื่นใต้น้ำในพรรคพลังประชารัฐ ประสานแนวร่วมจากพรรคร่วมและพรรคฝ่ายค้านอื่นรวมถึงแรงเขย่านอกสภา กดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา สละเก้าอี้นายกรัฐมนตรี 

ทว่า อีกด้านหนึ่ง มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อค่ำวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา นอกจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรีจะเรียกแกนนำพรรคไปหารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้ว ปรากฎว่า  กลุ่มสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์  ให้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ออกมาเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม  ทั้งกลุ่มชาวบ้านที่เดินทางมาให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์  ที่บริเวณหน้ารัฐสภา ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ 

ขณะเดียวกัน โลกโซเชียล มีการเปิดเพจ รักลุงตู่  โดยขึ้นภาพพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน  และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมกับให้ประชาชน ลงมติประชาชนสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์  จนมีประชาชน เข้ามากดโหวต “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” จำนวนมาก 

เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ

เพจดังกล่าว https://rakloongtoo.com/score  ได้จัดทำการสำรวจ แบ่งเป็นรายจังหวัด พร้อมกับขึ้นภาพอินโฟรกราฟฟิคแผนที่ประเทศไทย  เพื่อแสดงให้เห็นว่า แต่ละจังหวัดให้ความนิยม “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” เป็นจำนวนเท่าไหร่บ้าง

เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ

โดยยอดรวมความนิยม  ณ วันที่ 3 กันยายน  5 อันดับแรก  พบว่า  พื้นที่ที่ให้คะแนนความนิยม “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” เป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย ชลบุรี นนทบุรี นครราชสีมา ปทุมธานี ตามลำดับ

HCM City power utility eyes integration of private renewable energy #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005651

HCM City power utility eyes integration of private renewable energy


The HCM City Power Corporation is undertaking a number of projects to develop and integrate power sources such as rooftop solar.

This will allow several control measures such as active reduction of grid power consumption during peak hours, load curtailment and management of loads through the day.

According to EVNHCMC, since power sources such as rooftop solar have become increasingly popular around the world, cities with high urbanisation and population density are looking for suitable distribution solutions.

For the city, rooftop solar is currently the best option for efficiency and optimisation, and it not only helps customers reduce electricity expenditure but also cools their houses by reducing radiation and offers the option of selling excess production to the grid, it said.

Besides, it is a clean source of energy, it pointed out.

As of August 1 the city had 14,250 rooftop solar systems with a total capacity of 365 MWp.

EVNHCMC has set up a dedicated section for rooftop solar power on its customer care website since 2019, providing transparency on the feed-in tariff mechanism, power purchase and connection for capacity release procedures, incentive programmes, and a quick rooftop solar system investment cost/efficiency calculation tool.

It also carries out negotiations for rooftop solar system connections and power purchase.

It also plans to provide electric motorbikes to 400 of its electricians this year after already providing them at two of its subsidiaries, Saigon and Hoc Mon Power Companies.

It is also seeking to set up charging stations in co-ordination with electric vehicle manufacturer VinFast in anticipation of the enormous demand in the near future. — VNS

Published : September 03, 2021

Military to build ‘Korean Iron Dome,’ increase long range strike capabilities #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005650

Military to build ‘Korean Iron Dome,’ increase long range strike capabilities


The military said Thursday it will pursue a homegrown missile defense system and a greater strike capability as part of a 315 trillion-won ($271 billion), five-year plan starting next year.

About 106 trillion won goes to bolstering defense capabilities to build weapons, such as anti-missile systems and ballistic missiles, while the rest is set aside to cover operating costs.

“We will have ironclad defense against North Korean fire targeting Seoul and the surrounding areas,” the Ministry of National Defense said, referring to the capital that is home to over 9 million people, nearly one-fifth of South Korea’s population.

The military plans to put up a missile shield, similar to Israel’s Iron Dome, to protect the capital, which is well within range of North Korea’s long-range rockets. The regime could be resuming nuclear reactors for weapons, according to the International Atomic Energy Agency last week.

The military is also looking to upgrade the Patriot, one of two anti-missile shields — along with THAAD — that makes up the country’s multilayered missile defense system. The Patriot takes down threats flying low, while the Terminal High Altitude Area Defense system intercepts higher targets.

Early warning radar systems will come along the way to mount an independent missile defense, according to the military, which noted it will work for a Korean Positioning System, much like the US-operated GPS, but with its own satellites unaffected by changes the US makes.

Advanced missiles will boost firepower in the meantime, the military added.

“We will see more lethal missiles — including surface-to-surface and surface-to-air — becoming operational. More accurate, long-range missiles capable of striking targets just right will be the deterrence,” the Defense Ministry said.

The military, which was cut loose in May from a Korea-US missile pact that had long capped Seoul’s missile program, is seeking better ballistic missiles. And the military is close to testing missiles carrying a warhead of up to 3 metric tons, according to a military official.

Experts said those missiles, which could hit anywhere in North Korea, would roughly match the power of tactical nuclear weapons and could destroy underground missile bases known as silos.

Meanwhile, the military is also eyeing warships and fighter jets to ensure its readiness.

The Navy, which has recently unveiled its first submarine carrying a submarine-launched ballistic missile, will locally build more 3,000-ton submarines. Seoul is close to greenlighting a nuclear-powered submarine, and is set to reveal its first light aircraft carrier by 2033.

The Air Force will see the US-made F-35, the latest stealth fighter jets, delivered to Seoul by December. The Air Force, which revealed in April a prototype of its first homegrown fighter jet that many see as a cheaper and less-stealth alternative to F-35, will fly the local jets as early as 2027, after flight tests.

But the five-year plan did not address the wartime operational control South Korea is expected to take over from the US. President Moon Jae-in, who leaves office in May next year, promised to make it happen during his tenure, but the two allies have been at odds over whether Seoul is actually ready.

Washington, which insists Seoul meet a set of conditions for the transfer to take place, has reversed its position and is now seen as reluctant to relinquish control over Korea’s 550,000-strong armed forces, backed by 28,500 American troops here, as the US seeks to rein in a more combative China in the region.

Published : September 03, 2021

Study finds 75% of weather-linked deaths in SW Pacific region are in PH #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005649

Study finds 75% of weather-linked deaths in SW Pacific region are in PH


The Philippines accounts for 75 percent of all deaths caused by weather, climate and water hazards in the Southwest Pacific region in the past 50 years, according to a new report by the World Meteorological Organization (WMO).

In its “Atlas of Mortality and Economic Losses from Weather, Climate and Water Extremes,” the specialized agency of the United Nations said the majority of the deadliest events in the region from 1970 to 2019 were tropical cyclones that devastated the country, with Supertyphoon “Yolanda” (international name: Haiyan) in 2013 topping the list.

‘Serious disruption’

Globally, the WMO said, there were more than 11,000 disasters attributed to weather, climate and water-related hazards in the 50-year period. These disasters, defined as the “serious disruption” on the function of a community due to hazardous events, have resulted in over 2 million deaths and $3.6 trillion in economic losses.

These translate to a hazard occurring every day on average in the past five decades, taking 115 lives and causing $202 million in losses daily, the WMO said.

While no disaster in the Philippines ranked among the 10 most deadly around the world in the past five decades, it fared highest in the Southwest Pacific region, which included Indonesia, Australia, Papua New Guinea and New Zealand.

$163B in economic losses

The report said that between 1970 and 2019, a total of 1,407 disasters devastated the region, resulting in over 65,000 deaths and $163 billion in economic losses.

Out of the total deaths, 48,950 were recorded in the Philippines, where they were mainly caused by storms.

Owing to its location relative to the Pacific Ocean, the archipelagic nation faces the brunt of extreme weather and climate change. It is lashed by an average of 20 cyclones every year.

The WMO identified Yolanda, the typhoon that battered Eastern Visayas in November 2013, as the deadliest during the five-decade period. It killed more than 7,300 people, based on government figures, but survivors considered it a conservative estimate.

Heavy toll

Also counted among the deadliest disasters in the country were Tropical Storm “Uring” (Thelma), which hit Leyte Island and Negros Occidental in November 1991, killing nearly 6,000 people; Typhoon “Pablo” (Bopha), which left 1,901 people dead in Mindanao in December 2012; and Tropical Depression “Winnie,” whose torrential rains caused flash floods and landslides in Luzon and a death toll of around 1,600.

These disasters also exacted a heavy toll on the economy, with $36.8 billion in cumulative losses. More than half, or some $20 billion, occurred in the past decade, between 2010 and 2019.

Across the world, the number of weather and climate-related disasters have surged fivefold in the past 50 years, the WMO said. “The number of weather, climate and water extremes are increasing and will become more frequent and severe in many parts of the world as a result of climate change,” said WMO secretary general Petteri Taalas in the report.

Increased water vapor in the atmosphere has exacerbated extreme rainfall and flooding, while warming oceans due to climate change have affected the extent and frequency of the most intense tropical storms, he added.

Despite the bleak numbers, the WMO said, improved early warning systems and disaster management have led to a decrease in mortality by almost threefold from 1970 to 2010. In the 2010s, less than 20,000 deaths were recorded, marking a sharp fall from 50,000 in the 1970s.

“Behind the stark statistics lies a message of hope,” said Taalas. “Quite simply, we are better than ever before at saving lives.”

Much remains to be done, however, with only half of the 193 members of the WMO equipped with multihazard early warning systems.

Multihazard forecasting

In 2019, the Philippines secured $10 million from the Green Climate Fund (GCF) to develop its own multihazard forecasting and early warning system for disasters, with target sites in Tuguegarao City in Cagayan province, Legazpi City in Albay province, Palo in Leyte province and New Bataan in Compostela Valley.

It was the first grant that the country received from GCF, the world’s largest climate finance mechanism supporting adaptation and mitigation programs of developing countries.

The project will be led by the Philippine Atmospheric, Geophysical and Astronomical Services Administration.

Published : September 03, 2021