สอศ.ขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะ 42 สาขาวิชา ให้มีทักษะและเชี่ยวชาญตามมาตรฐานอุตสาหกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603994

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายเร่งด่วน (Quick win) ของ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งหวังให้สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผลิตและพัฒนากําลังคน ให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศตามนโยบาย ประเทศไทย 4.0 ตามความเหมาะสมกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ เพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอศ.ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะและศักยภาพสูงดังกล่าว จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนให้มีการพัฒนาหลักสูตร โดยการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการซึ่งจะทําให้ผู้สําเร็จการศึกษามีงานทําเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้กำหนดจัดประชุมไว้เบื้องต้น 2 ครั้ง คือ ในช่วงเดือนกันยายนนี้ ผ่านระบบออนไลน์ ครั้งแรกในระหว่าง วันที่ 18-21 กันยายน 2564 ในการจัดทําหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ ตามโครงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) จํานวน 42 สาขาวิชา 120 สถานศึกษา พร้อมกันนี้ ได้กำหนดการประชุมครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 25- 28 กันยายน 2564 นี้

สำหรับหลักสูตร 42 สาขาวิชา ได้แก่ 1.สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล, 2.สาขางานเทคนิคซ่อมตัวถังและสีรถยนต์, 3.สาขาวิชาเทคนิคการผลิต, 4.สาขาวิชาเทคโนโลยีโทรคมนาคม, 5.สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์, 6.สาขาวิชาช่างอุตสาหกรรมฐานวิทยาศาสตร์, 7.สาขาวิชาการท่องเที่ยว, 8.สาขาวิชาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์, 9.สาขาวิชาการโรงแรม, 10.สาขาวิชาการจัดประชุมและนิทรรศการ, 11.สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรฐานวิทยาศาสตร์, 12.สาขาวิชาพืชศาสตร์, 13.สาขาวิชาสัตวศาสตร์, 14.สาขาวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ,15.สาขาวิชาช่างกลเกษตร,16.สาขาวิชาอุตสาหกรรมเกษตร, 17.สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารฐานวิทยาศาสตร์, 18.สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ, 19.สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์,20.สาขาวิชาวิศวกรรมแมคคา-ทรอนิกส์, 21.สาขาวิชาแมคคา-ทรอนิกส์และหุ่นยนต์ 22.สาขาวิชาเทคนิคซ่อมบำรุงเรือ, 23.สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน, 29.สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกลเรือ, 25.สาขาวิชาช่างอากาศยาน, 26.สาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง, 27.สาขาวิชาปิโตรเคมี 28.สาขาวิชาเคมีอุตสาหกรรม, 29.สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องมือวัดและควบคุมงานปิโตรเลียม, 30. สาขาวิชาไฟฟ้า, 31.สาขาวิชาอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า, 32.สาขาวิชาเทคนิคพลังงาน, 33.สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล,34.สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก35.สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ,36.สาขาวิชาช่างก่อสร้าง,37.สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ,38.สาขาวิชาเครื่องประดับอัญมณี, 39.สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก,40.สาขาวิชาเทคนิคเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ, 41.สาขาวิชาเทคนิคโลหะ และ 42.สาขาวิชาเทคโนโลยีความงาม

ศธ.-สธ.พบสมาคมผู้บริหารโรงเรียน เตรียมพร้อมฉีดวัคซีนเด็กก่อนเปิดเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603962

ศธ.-สธ.พบสมาคมผู้บริหารโรงเรียน เตรียมพร้อมฉีดวัคซีนเด็กก่อนเปิดเทอม

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.12 น.

วันที่ 22 กันยายน 2564  นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข  และนายวิสิทธิ ใจเถิง นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ได้ร่วมชี้แจงในรายการ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) พบสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) “3ภาคีร่วมใจเพื่อเปิดเรียนปลอดภัยกับวัคซีนเด็ก” ผ่านระบบประชุมทางไกล ZOOM

 นายสุภัทร กล่าวตอนหนึ่ง ว่า  เนื่องจาก ศบค. ได้แบ่งโซนสีพื้นที่เป็น 3 โซน ได้แก่  พื้นที่ควบคุม หรือสีส้ม 11 จังหวัด ซึ่งสามารถจัดการศึกษาที่สถานศึกษาได้ตามปกติ  ส่วนพื้นที่ควบคุมสุงสุด หรือสีแดง  37 จังหวัด  จะจัดการศึกษาแบบ On site ได้จะต้องขออนุญาตผู้ว่าฯ และต้องปฏิบัติตามมาตรการของ สธ. THAI STOP COVID+, Thai Save Thai ทุกวัน  สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือสีแดงเข้ม 29 จังหวัด ยังไม่อนุญาตให้เปิดเรียนในโรงเรียนได้ ศธ.และสธ. จึงมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียน โดยจัดโครงการ  Sandbox Safety Zone in School หรือ SSS โดยนำร่องในโรงเรียนประจำ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนที่โรงเรียนได้ 

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ศธ.และสธ. อยู่ระหว่างวางมาตรการ SSS ร่วมกัน เพื่อให้เปิดเรียนที่โรงเรียนแบบนักเรียนแบบไป-กลับ แต่มีมาตรการที่เข้มงวดมากกว่าโรงเรียนประจำ เช่น การใส่หน้ากาอนามัย หมั่นล้างมือ รักษาระยะห่าง ทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆอยู่เสมอ ใช้ของตัวเองเท่านั้น จัดอาหารปรุงสุก เป็นต้น  ซึ่งมาตรการเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา สถานศึกษาจะต้องดำเนินการตามมาตรการที่ สธ. กำหนดอย่างเข้มงวด เช่น THAI STOP COVID+, Thai Save Thai, การตรวจสอบวัตถุดิบที่นำไปประกอบอาหารให้เป็นไปตามหลักโภชนาการและสุขอนามัย และวางแผนเผชิญเหตุร่วมกับโรงพยาบาลกรณีพบเด็กติดเชื้อ  หากโรงเรียนใดต้องการเปิดเรียนในโรงเรียน ต้องจัดทำแผนโดยยึดตามมาตรการที่ สธ.และศธ.กำหนดอย่างเคร่งครัด และเสนอผ่านศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เมื่อศธจ.ตรวจสอบแผนแล้วพบว่าโรงเรียนดำเนินการตามมาตรการที่ สธ.และศธ.กำหนด ก็เสนอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาอนุมัติให้เปิดเรียนแบบไปกลับได้

“มาตรการ SSS จะช่วยจัดการปัญหาให้กับพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด แต่ผมต้องขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ ปฏิบัติตามมาตรการนี้เช่นเดียวกัน  เพราะมีโรงเรียนพักนอนหลายแห่งที่ไม่ได้เข้าโครงการ SSS และไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการที่ ศธ.และสธ.วางไว้อย่างเคร่งครัด  จึงเกิดช่องว่างทำให้เด็กติดเชื้อในสถานศึกษา ดังนั้น จึงขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาดำเนินการตามที่ สธ.และศธ.วางไว้อย่างเคร่งครัด ต่อเนื่องและด้วยความรับผิดชอบ” นายสุภัทร กล่าว

ปลัด ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน นักศึกษา อายุ 12-17 ปี 11 เดือน 29 วัน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ซึ่งระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน ตนขอให้โรงเรียน สถานศึกษาประชุมทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองกรอกเอกสารแสดงความประสงค์ฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนเพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน และในวันที่ 25 กันยายน โรงเรียนจะส่งข้อมูล จำนวนนักเรียนในแต่ละระดับชั้นส่งไปให้ ศธจ. เพื่อตรวจสอบ  และวันที่ 26 กันยายน ทางจังหวัดจะรวบรวมตัวเลขนักเรียนที่ต้องการฉีดทั้งหมดส่งให้สาธารณสุขจังหวัด (สธจ.)  ในวันที่ 27-30 กันยายน สธจ.จะส่งข้อมูลไปให้กรมควบคุมโรค เพื่อจัดสรรวัคซีนไปให้แต่ละพื้นที่  และในวันที่ 1 ตุลาคม สถานศึกษาจะทราบวันฉีดแน่นอน ว่าจะได้รับการจัดสรรวัคซีนมาให้ฉีดในวันไหน เมื่อทราบวันที่แน่นอนแล้วสถานศึกษาต้องนัดผู้ปกครองให้พาบุตรหลานเข้ามารับการฉีดวัคซีนตรงวันนัด และในวันฉีดวัคซีนสถานศึกษาจะต้องเตรียมสถานที่ให้พร้อมตามมาตการความปลอดภัยที่ สธ.กำหนด

“ดังนั้น การเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 น่าจะใช้สองมาตรการใหญ่ คือ  1. Sandbox Safety Zone in School หรือ SSS จะใช้กับโรงเรียนประจำ โรงเรียนไป-กลับ ตามมาตรการที่ ศธ.และสธ.กำหนด และโรงเรียนมัธยม  อาชีวะศึกษา เปิด On site ได้  เมื่อเด็กฉีดวัคซีนครบทุกคน แต่คนที่ไม่ได้ฉีดก็สามารถมาเรียนได้แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด” ปลัดศธ. กล่าว 

ด้าน นายวิสิทธิ ใจเถิง นายก ส.บ.ม.ท. กล่าวว่า การได้รับวัคซีนถือเป็นความหวังของสถานศึกษาที่จะเปิดเรียนแบบปกติ ในภาคเรียนที่ 2/2564 ซึ่งในส่วนของสถานศึกษาจะเตรียมความพร้อม และเตรียมข้อมูลของนักเรียนให้เร็วที่สุด เพื่อรองรับการฉีดวัคซีนให้เด็ก เช่น อาจทำการสำรวจทางออนไลน์ ให้นักเรียนกรอกข้อมูลแสดงความประสงค์ผ่าน google form เป็นต้น นอกจากนี้สถานศึกษาจะประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ผู้ปกครองทราบให้ได้มากที่สุดเพราะผู้ปกครองยังมีความกังวลอยู่ ซึ่งตนในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้สำรวจความต้องการฉีดวัคซีน พบว่านักเรียนสนใจฉีดวัคซีนถึง 98%               

“เท่าที่ทราบนักเรียนในระดับชั้นมัธยมมีความรู้ ค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งจากการสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่บอกว่านักเรียนเป็นคนหาข้อมูลและเป็นผู้ตัดสินใจเองทั้งหมด เพราะเด็กต้องการมาโรงเรียนตามปกติ สรุปแล้วผมเชื่อว่าถ้าเราประชาสัมพันธ์ให้ดี สื่อสารให้ผู้ปกครองเข้าใจ ก็เชื่อว่าผู้ปกครองจะยินยอมให้เด็กฉีดวัคซีน 100% ซึ่งการฉีดวัคซีนทางโรงเรียนไม่ได้บังคับให้เป็นไปตามความสมัครใจ เพราะการฉีดวัคซีนจะทำให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกัน และจะมีผลดีกว่าไม่ฉีด” นายวิสิทธิ กล่าว 

ขณะที่ นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้ยังทรงๆอยู่ แต่อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งสาเหตุที่ผู้เสียชีวิตลดลงอาจจะมาจากมาตรการในการฉีดวัคซีน และมาตรการที่คุมเข้ม มีมาตรการล็อกดาวน์ และประชาชนร่วมมือร่วมใจกัน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยป้องกันและควบคุมไม่ให้โควิด-19 แพร่ระบาด จากข้อมูลตั้งแต่เดือนมิถุนายน – 16 กันยายน พบว่า มีเด็กอายุ 0-19 ปี ติดเชื้อ 188,852 ราย จากข้อมูลนี้ พบว่าเด็กอายุ 13-19 ปี ติดเชื้อกว่า 80,000 ราย เมื่อเทียบกับการติดเชื้อของผู้ใหญ่ พบว่าเด็กติดเชื้อประมาณ 10-15% ซึ่งจะเห็นว่าอัตราการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่อัตราการติดเชื้อในเด็กเพิ่มขึ้น เพราะเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากผู้ปกครอง คนในครอบครัว และคนใกล้ชิด ส่วนอัตราการเสียชีวิต จากข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน – 16 กันยายน พบนักเรียนเสียชีวิ 5 ราย ครูเสียชีวิด 9 ราย และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ เสียชีวิต 4 ราย สาเหตุที่เด็กเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนที่มีโรคประจำตัว มีอัตราที่เด็กเสียชีวิตอยู่ที่ 0.03% 

“การเปิดภาคเรียน หากมีการเรียนในโรงเรียน ขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติตามมาตรการที่ สธ.วางไว้อย่างเคร่งครัด ขอให้มีการควบคุมดูแลการเดินทางเข้า-ออก สถานศึกษาอย่างเข้มงวด แม้อัตราการติดเชื้อจากในโรงเรียนจะน้อย แต่เมื่อเด็กออกไปนอกโรงเรียนแล้วอาจจะติดเชื้อได้ ดังนั้น พื้นที่นอกโรงเรียน การเดิมทางของเด็ก โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียน ต้องทำให้เกิด COVID FREE ZONE  นอกจากนี้ อยากให้ครู นักเรียน ตรวจสอบความเสี่ยงผ่าน Thai Save Thai  ทุกวันก่อนเข้าโรงเรียน หรือมีการตรวจ ATK ก่อนเข้าภายในโรงเรียนเพื่อให้เกิดความมั่นใจ และลดความเสี่ยง สำหรับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับนักเรียนที่อายุ 12-18 ปีนั้น มีผลวิจัยว่ามีความปลอดภัย และคณะกรรมการ อย.ของไทยก็รับรองแล้วว่าปลอดภัย จึงมั่นใจได้ว่าเด็กจะสามารถรับวัคซีนไฟเซอร์ได้ ส่วนผู้ปกครองที่ยังกังวลถึงความปลอดภัยนั้น ต่างประเทศและประเทศไทยยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงเลย แต่ระดับภูมิคุ้มกันสามารถยับยั้งเชื้อได้สูงถึง 2 เท่า ซึ่งจะทำให้เด็กนักเรียนไม่ติดเชื้อที่รุนแรงและสามารถมาเรียนที่โรงเรียนได้” นพ.สราวุฒิ กล่าว -007
      

‘ตรีนุช’ติดตามแผนฉีดวัคซีน-มาตรการจัดการเรียน รับเปิดเทอม 1 พ.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603836

'ตรีนุช'ติดตามแผนฉีดวัคซีน-มาตรการจัดการเรียน รับเปิดเทอม 1 พ.ย.

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.58 น.

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมมาตรการจัดการเรียนการสอน ว่า วันนี้ได้มีการติดตามแผนการทำงานต่างๆ ทั้งการเตรียมมาตรการในการเปิดภาคเรียน ซึ่งก็มีรายละเอียดมาก เนื่องจาก ศธ.มีโรงเรียนหลากหลายขนาด รวมถึงการเตรียมแผนการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน นักศึกษา และการทำความเข้าใจกับผู้ปกครองในการยินยอมให้นักเรียนได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นการติดตามไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนนักเรียน ที่ ศธ.ทำไว้ ว่าเป็นไปตามไทม์ไลน์หรือไม่ มีปัญหาอุปสรรค์อะไรเพื่อจะได้แก้ไขปัญหา

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้ติดตามแผนการฉีดวัคซีน และการจัดการเรียนการสอนของนักเรียน นักศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รวมถึงติดตามผู้เรียนหลังเรียนจบว่าให้มีมาตรการรองรับว่าจะมีงานทำอย่างไร นอกจากนี้ ได้ติดตามเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปนั้น ขณะนี้สามารถดำเนินไปได้แค่ไหนอย่างไร

“ขณะนี้อยากให้โฟกัสเรื่องการฉีดวัคซีนก่อน เมื่อการฉีดวีคซีนเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ ศธ.และกระทรวงสาธารณสุขวางมาตรการไว้ ศธ.ก็มีธงที่จะเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ในวันที่ 1 พ.ย. 2564 แน่นอน แต่จะเปิดเรียนได้แบบใดบ้างก็ต้องรอดูสถานการณ์จริง ณ ขณะนั้น แต่ ศธ.มีความพยายามจะให้เปิดเรียนแบบ On site หรือเรียนที่โรงเรียนในให้ได้มากที่สุด และก็มีแผนให้เปิดแบบ On site มากขึ้นด้วย” น.ส.ตรีนุช กล่าว – 006

‘จุฬาฯ’นำวิจัยแบบมีส่วนร่วม ‘หัวลำโพง’เชื่อมวัฒนธรรม-เศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603654

‘จุฬาฯ’นำวิจัยแบบมีส่วนร่วม  ‘หัวลำโพง’เชื่อมวัฒนธรรม-เศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หัวลำโพง” หรือสถานีรถไฟกรุงเทพ เป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กรุงเทพมหานครมายาวนานกว่า105 ปีตั้งแต่เริ่มมีการวางรากฐานการคมนาคมในสยามประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 แต่นับจากนี้ หัวลำโพงต้องเปลี่ยนรางสู่บทบาทใหม่ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) วางแผนย้ายการให้บริการเส้นทางรถไฟเกือบทั้งหมดไปที่
สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของหัวลำโพงจะเป็นเช่นไร? การรถไฟแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และสถาบันอาศรมศิลป์ ดำเนินการวิจัยเพื่อหาทิศทางอนาคตของหัวลำโพงในศตวรรษใหม่

ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก ประธานสาขาวิชาพัฒนศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการแผนงานการศึกษาเพื่อวางกรอบ “โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง)” กล่าวว่าแผนการศึกษาโครงการนี้เริ่มตั้งแต่เดือนส.ค. 2563 โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 ระยะ เน้นวิจัยคุณค่าเชิงอนุรักษ์และนำเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ ทั้งนี้กระบวนการวิจัยเปิดให้หลายภาคส่วนของสังคมมาร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของหัวลำโพงด้วย

“การวิจัยครั้งนี้ประชาชนเป็นทั้งผู้ร่วมคิด คือมีส่วนร่วมในการออกแบบในฐานะผู้ใช้ประโยชน์ เพราะทุกคนสามารถมาใช้ประโยชน์ได้ และเป็นผู้รับผิดชอบ คือเมื่อใช้ประโยชน์แล้วต้องช่วยกันรักษ์สมบัติของคนไทยทุกคน จากการวิจัยครั้งนี้ ชัดเจนว่าประชาชนเห็นสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นของคนไทยทุกคน” ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ กล่าว

ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ เผยผลการวิจัยในระยะที่ 1 ซึ่งเน้นศึกษามิติคุณค่าเชิงอัตลักษณ์และความต้องการทางสังคมเบื้องต้นว่า แนวทางการพัฒนาต้องทำให้หัวลำโพงเป็นพื้นที่ที่พึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจและเป็นจุดเชื่อมโยงกับย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ เช่น เยาวราช วงเวียน 22 กรกฎาคม ตลาดน้อย ฯลฯ และย่านการค้าใหม่บนถนนพระราม 4 มี ผศ.ธิปศรีสกุลไชยรัก สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นหัวหน้าโครงการ

ผลการวิจัยจากโครงการสอดคล้องกับแนวคิดของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ได้วางแผนลงทุนพัฒนาพื้นที่หัวลำโพงจำนวน 121 ไร่ ให้เป็น “บ้านรถไฟ” โดยจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟและวางโครงการพื้นที่เชิงอนุรักษ์ในเส้นทางเลียบทางรถไฟในลักษณะการสร้างพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นถิ่นและพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตลอดจนบูรณาการร่วมกับพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในเขตเมืองเก่า

จากแนวทางพัฒนาสถานีรถไฟหัวลำโพงที่ได้จากการวิจัยระยะที่ 1 ต่อยอดสู่การค้นหาลักษณะการใช้ประโยชน์ของอาคารและพื้นที่ภายนอกหัวลำโพงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่สาธารณะที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งนี้ แผนการศึกษาในระยะที่ 2 ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย 1.การศึกษาเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพของพื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ได้ข้อเสนอลักษณะการใช้งานและประโยชน์ของพื้นที่และอาคารต่างๆ 3 รูปแบบ คือ

“แบบที่ 1” สัดส่วนของพื้นที่ที่ใช้เป็นพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์มากที่สุด มีสัดส่วนเท่ากันคือร้อยละ 30 “แบบที่ 2” สัดส่วนของพื้นที่ที่ใช้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 30 รองลงมาคือลานกิจกรรม พื้นที่สร้างสรรค์ และพื้นที่อนุรักษ์ ในสัดส่วนเท่าๆ กันคือร้อยละ 18และ “แบบที่ 3” สัดส่วนของพื้นที่ที่ใช้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 40 รองลงมาคือลานกิจกรรมและพื้นที่อนุรักษ์ในสัดส่วนเท่าๆ กันคือร้อยละ 18

2.การศึกษารูปแบบการบริหารจัดการด้านการลงทุนและความเป็นไปได้ทางการเงินเพื่อรองรับการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพพื้นที่หัวลำโพง โดย ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ขยายความว่า เมื่อพิจารณาลักษณะการใช้งานและประโยชน์ของพื้นที่และอาคารต่างๆพบว่าทั้ง 3 แบบ (ตามผลการศึกษาวิจัยในส่วนที่ 1) เป็นทางเลือกที่คนในสังคมยอมรับได้ แต่อาจจะต้องมีการชดเชยในสิ่งที่คนในสังคมสูญเสียไป เช่น บางคนอาจไม่รู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากการใช้พื้นที่เป็นศูนย์การค้า

3.การศึกษาระบบโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่หัวลำโพง แบ่งเป็น 2 ส่วนย่อย คือ ระบบเชื่อมโยงพื้นที่ภายในสถานีรถไฟหัวลำโพง และระบบโลจิสติกส์จากสถานีรถไฟหัวลำโพงไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย อาทิ รถประจำทางรถแท็กซี่ รถไฟฟ้า BTS และ MRT และเรือ โดยมีสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นจุดศูนย์กลางหรือจุดเชื่อมต่อที่สำคัญการศึกษายังได้นำเสนอตัวอย่าง 4 เส้นทางท่องเที่ยวหัวลำโพงและชุมชนใกล้เคียง (Virtual Tour) https://hlpvirtualtour.com

“การวิจัยระยะที่ 2 ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณโดยรูปแบบผสานวิธี (Mixed MethodsResearch) เน้นการสื่อสารสู่สาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้ในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่หัวลำโพงและเกิดการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กลุ่มผู้ที่อาศัยบริเวณพื้นที่หัวลำโพง บุคลากรที่ปฏิบัติงานในหัวลำโพง ผู้ที่ใช้บริการที่หัวลำโพง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการท่องเที่ยว นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาปนิก นักอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ภาคประชาสังคมรวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ” ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ อธิบาย

รูปแบบของกระบวนการวิจัยมีทั้งการสำรวจ การสัมภาษณ์การจัดกิจกรรมต่างๆ และการสื่อสารและรับฟังความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ อาทิFacebook Fanpage โครงการวิจัยอนุรักษ์และพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ-หัวลำโพงกิจกรรม Community Walkการเสวนาวิชาการ การจัดเวทีสาธารณะโดยร่วมกับสื่อสาธารณะ เช่น ThaiPBS The Active และ The Cloud นอกจากนี้ได้ทำการสนทนากลุ่มย่อยของผู้แทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การสำรวจความคิดเห็นผ่าน Google Form การสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะและสถานีวิทยุจุฬาฯ

การนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยว“หัวลำโพงและชุมชนใกล้เคียง (HuaLamphong Virtual Tour) และการจัดนิทรรศการออนไลน์สรุปผลการวิจัยของแผนงานและโครงการย่อยทั้งสามโครงการ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าชมกว่า 900 คน โดย ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ เผยถึงความท้าทายในการวิจัยครั้งนี้ว่า การศึกษาวิจัยนี้เป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์สาขาต่างๆ ทั้งสถาปัตยกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รวมทั้งเป็นการวิจัยที่ศึกษาในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องมีการปรับรูปแบบการเก็บข้อมูลและการทำงานหลายด้านให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะเดียวกันต้องตอบโจทย์การวิจัยให้ครบถ้วน

ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ แนะว่า ผลการวิจัยจากโครงการนี้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หลายมิติ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และเป็นกรอบในการประกวดแบบการพัฒนาหัวลำโพงคนกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวลำโพงจะเกิดความเข้าใจและรับรู้ถึงคุณค่าของการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพงซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

นอกจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย นักลงทุน นักธุรกิจผู้ประกอบการในพื้นที่ และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อสังคมกรุงเทพฯ สามารถนำผลการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารจัดการด้านการลงทุนและความเป็นไปได้ทางการเงินไปใช้เป็นแนวทางในการร่วมลงทุนในพื้นที่หัวลำโพง ทั้งการลงทุนในการจัดการท่องเที่ยวและการประกอบการเชิงสร้างสรรค์รวมถึงคนในชุมชนรอบสถานีรถไฟหัวลำโพงสามารถนำผลการวิจัยไปขับเคลื่อนเป็นแนวทางการพัฒนาชุมชนรอบสถานีรถไฟหัวลำโพงได้อีกด้วย!!!

‘วิษณุ’ชูแอคทีฟเลินนิ่ง ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน ข้ามวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603774

'วิษณุ'ชูแอคทีฟเลินนิ่ง ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน ข้ามวิกฤตโควิด

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.13 น.

“วิษณุ” ชูแอคทีฟเลินนิ่ง ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน ข้ามวิกฤตโควิด

วันที่ 21 กันยายน 2564 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการและประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน ก้าวข้ามสภาวะวิกฤต COVID-19 แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ผ่านระบบ ZOOM และ OBEC Channel ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รมช.ศึกษาธิการ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ  เข้าร่วม

นายวิษณุ กล่าวว่า การประกาศนโยบายกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนการเรียนการสอนจาก Passive Learning ไปสู่ Active Learning ซึ่งจะทำให้เด็กที่เรียนด้วย Active Learning มีความรู้จริง รู้ลึก และรู้นาน เพราะทำเองกับมือ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องสร้างให้เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษาให้ได้ ถือเป็น New Normal ชนิดหนึ่งด้านการศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ก็ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ และถือเป็นขั้นตอนการปฏิรูปที่สำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้ได้  ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ห่วงไม่ว่าไปที่ไหนก็จะวกมาพูดเรื่อง Active Learning เสมอ

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า การผลักดันเรื่องนี้เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ ที่สำคัญสอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ปรับการเรียนการสอนอิงมาตรฐานไปสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น หวังว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป คือ จะได้เห็นการต่อยอดขยายผลเรื่องไปให้ทั่วราชอาณาจักร สามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น 

“การเรียนด้วย Active Learning ทำให้เด็กมีโอกาสเรียนด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้รู้สึก รู้จริง รู้นานและไม่ค่อยลืม ขณะที่ครูก็จะเปลี่ยนจากผู้สอนหรือผู้บอกมาเป็นโค้ช คอยแนะนำ แต่เด็กต้องลงมือทำเอง เพราะฉะนั้นขอให้เชื่อเถอะการใช้ Active Learning แล้วเด็กจะเก่งขึ้นแน่นอน” นายวิษณุ  กล่าว  

ด้าน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning มาระยะหนึ่งแล้ว โดยนำร่องในภาคกลาง 80 โรงเรียน และภาคเหนือ 30 โรงเรียน ตอนนี้ก็มีแผนที่จะขยายผลให้ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ เพราะจุดเด่นของกระบวนการเรียนรู้ด้วย Active Learning คือ การที่ผู้เรียนได้นำกระบวนการสร้างความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในชีวิตประจำวันและการเรียนรู้ในสถานศึกษา โดยผู้เรียนสามารถสร้างนวัตกรรมได้ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และต่อยอดในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายได้อย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่  นายศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า  การเรียนการสอนแบบ Active Learning  เป็นการเรียนโดยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง แต่การนำไปสู่การสร้างความรู้หรือสร้างผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมได้ต้องออกแบบโดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ที่เรียกว่า GPAS 5 Steps  ดังนั้นการประกาศนโยบายกระทรวงครั้งนี้ จึงเป็นการพัฒนาทั้งความคิด คุณธรรม ค่านิยม ทักษะ หลอมรวมถักทอเป็นเนื้อเดียวกันในตัวเด็ก เพราะฉะนั้นผลผลิตที่ออกมาจากตัวเด็กก็จะเป็นชิ้นงานที่สร้างสรรค์สะท้อนให้เห็นความคิดของเด็ก  และการเรียนรู้ด้วย  Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ  GPAS 5 Steps จะช่วยร่นระยะเวลาในการเรียนรู้ของเด็กได้ถึง 20 ปี ไม่ต้องรอให้เรียนจบแล้วค่อยไปพัฒนา แต่เด็กสามารถเรียนไปพร้อมกับการปฏิบัติตั้งแต่ชั้นอนุบาล

Vietnam Airlines to get permit for regular direct flights to US #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006545


National flag carrier Vietnam Airlines is set to receive its permit from US authorities for conducting regular direct flights to the US.

It has officially completed all necessary documents to be approved by the US Transportation Security Administration (TSA), the airline said, adding that it is set to receive the permit from the US Federal Aviation Administration (FAA).

Once licensed, Vietnam Airlines will become the first Vietnamese airline to be allowed to operate regular direct flights to the US – the country with the most stringent barriers, legal procedures and aviation security regulations in the world.

Flights will be organised regularly in accordance with schedules announced by the airline. Tickets will be available on the airline’s website, mobile apps, and ticket offices.

Meanwhile, international special charter flights will be limited in terms of schedule, passenger and purpose. The flights are only allowed to operate within a specified period, and the airline has to re-apply for a new permit when the time frame expires. — VNS

Published : September 23, 2021

Currency depreciation and skyrocketing prices pose major threat to Myanmar people #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006543


YANGON- The steep depreciation of the Myanmar kyat and the rapid rise in inflation—which has led to the skyrocketing prices of items such as basic foods and fuel– pose a major danger to the well-being of the Myanmar people and Myanmar economy.

Inflation means a general rise in the prices of services and goods in a particular country, resulting in a fall in the value of money.

When the prices of goods and services increase, consumers may consider buying their goods and services to a lesser degree despite using the same currency unit. 

The inflation rate is represented as a percentage increase in prices over a set period of time. The Consumer Price Index (CPI) is a measure that examines the weighted average of prices of a basket of consumer goods and services.

Inflation rate is a decisive factor for the economic situation of a country. For economic growth, there should be a suitable inflation rate. However, extremely high inflation rate may economically destabilize the global countries in a long-term period.

Inflation rate is measured in various ways such as a long-lasting rise in general prices and high cost of living in a whole country.   

The ongoing kyat depreciation and consumer price hikes in Myanmar are posing a real threat to the daily lives of its people. 

According to the data from the Central Statistics Organization (CSO), inflation rate was 9.06% in January 2020 and it jumped to 9.20% in December. Due to the Covid-19 impact since March 2020, public consumption of goods and services has declined with decreasing CPI. So, inflation rate decreased to 3.87% in December 2020. 

Since then, the SCO has not released any data about Myanmar’s inflation rate and CPI.   

Currently, US dollar exchange rate is record high with around Ks2,000 per dollar, causing a great impact on the grass roots. 

Foreign exchange rate in domestic market has significantly since June 2018. The value of Myanmar kyat per US dollar reached Ks,1,440 on July 30, 2018 that overtook a record high of Ks1,438 on December 16, 2016.  The whole year of 2018 maintained a high dollar exchange rate—Ks1,570 on August 16, Ks1,585 on September 18, Ks1,622 on September 19, and Ks1,650 on September 20. Although dollar exchange rate decreased to Ks1,480 on August 20, it increased again to Ks1,650 on September 20. Then, it fluctuated and reached Ks1,577 on December 12.

ADVERTISEMENT

In 2019, Myanmar kyat value per US dollar was a maximum of Ks1,565 on September 6 and a minimum of Ks1,297 in October.

In 2021 (this year), the US dollar exchange rate in domestic market was Ks1,331 in January and leaped to Ks2,000 seeing a record high.

The rise and fall of foreign exchange usually results from impacts on supply and demand. Major impacts come from foreign exchange market situation, unbalance between export and import, national economic growth rate, budget situation and prices of goods and services. 

With high dollar value, there will be increasing prices of imported goods especially those in high demand such as fuels, communication equipment, medicines and food, allowing inflation rate to increase as well.

According to the data about food category released by Bayint Naung Wholesale Center in Yangon Region, prices of rice and cooking oil have increased in September this year, but onion price has not increased significantly.

“Previously, prices of rice from Pyapon and Mawgyun were Ks35,000 per bag. Now, the price is about Ks50,000 in Yangon. Pawhsan rice from Myaungmya and Pathein are priced at Ks43,000 to Ks53,000. Rice wholesalers are selling rice now. Their prices are much different from those at local markets,” said a resident in Lanmadaw Township, Yangon. 

On September 17, 2021, a bag of Shwebo Pawhsan rice was worth Ks48,000 to Ks54,000, that of Pathein Pawhsan rice Ks45,000 to Ks48,000 and that of Ehmahta rice Ks24,000 to Ks25,000.

Moreover, there have been changes in prices of seasonal vegetables such as cauliflower, cabbage, carrot, water cress, roselle and tomato. 

“The price of coriander is the highest. A very small bundle of it is about Ks200,” said a housewife.

Most of the commodities have increased in prices, said a grocery owner in Thingangyun Township. 

Another grocery owner from Tamway Township said the prices of imported goods particularly increased citing Myanmar kyat depreciation as the likely reason.

The steep depreciation of Myanmar currency is a great blow to national economy, causing public concern. Review and reconsideration are necessary because it impacts the ordinary public rather than businesses and entrepreneurs. 

Besides, the rich-poor gap must be considered in Myanmar whose minimum wage is the lowest in the ASEAN countries. Unbalance between income and expenditure is the greatest challenge.

Along with much reliance on import, the ongoing dollar and fuel price hikes will greatly impact the people, local businesspeople commented.

Generally, high inflation rate affect poor countries rather than rich countries. It is high time for Myanmar to adopt sound policies that can help reduce inflation rate and CPI. 

In this context, the adoption of such policies also needs to seek the root cause of inflation rate.

The high inflation rate Myanmar is seeing is cause for alarm and a threat to the public. Therefore, it is time for the government and the Central Bank of Myanmar to take action.

By Ni Lar/Eleven Media

Published : September 23, 2021

Duterte hits wealthy nations for ‘hoarding’ COVID-19 vaccines #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006542


MANILA, Philippines — President Rodrigo Duterte slammed wealthy nations “hoarding” COVID-19 vaccines and said it is selfish to even talk about booster shots when poor nations are barely getting by.

“The picture is bleak. It is a man-made drought of vaccines ravaging the poor countries. Rich countries hoard life-saving vaccines while poor nations wait for trickles,” Duterte said in a pre-recorded speech for the 76th United Nations General Assembly on Wednesday.

“They now talk of booster shots, while developing countries consider half-doses just to get by. This is shocking beyond belief and must be condemned for what it is – a selfish act that can neither be justified rationally nor morally,” he added.

Further, Duterte stressed the need for fairness, equality and respect in “our engagement with one another.”

“Only with this can we correct the injustices that doom the downtrodden all over the world to a life of indignity and for the thousands during this pandemic—certain death,” he added.

So far, over 18.5 million persons have been fully vaccinated against COVID-19 in the Philippines.

This means 26.6 percent of the eligible population, or Filipinos 18 years old and above, have been fully vaccinated. The government’s goal is to vaccinate 70 percent of its target population by the end of 2021.

Duterte urged privileged countries to fully support the COVAX facility, as he cited the Philippines’ US$1-million dollar contribution to the global vaccine platform.

ADVERTISEMENT

“The plain fact is—this pandemic will not end unless the virus is defeated everywhere. Vaccines are key to achieving this,” he said.

“We strongly urge our privileged partners to fully support the COVAX facility and further strengthen other cooperation mechanisms. We need this to save more lives, break the cycle of variants and help ensure global economic recovery,” the President added.

The COVAX facility, co-led by the Gavi vaccine alliance, the World Health Organization and the Coalition for Epidemic Preparedness Innovations, is a global platform aiming to provide equitable access to COVID-19 vaccines, especially for low and middle-income countries.

As of Sept. 20, the Philippines has received 64.9 million doses of COVID-19 vaccines, according to data from the National Task Force Against COVID-19.

A portion of these doses were from the COVAX facility.

By: Christia Marie Ramos/INQUIRER.net

Published : September 23, 2021

Covid-19 delays economic recovery in Laos: ADB #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006541


The unanticipated Covid-19 pandemic has delayed economic recovery in Laos, with consumption hit hard by the virus control measures implemented since April, according to a report from the Asian Development Bank (ADB) on Wednesday.

Laos’ economy is now projected to grow by 2.3 percent in 2021, compared with the 4.0 percent expansion forecast in April, the Asian Development Outlook (ADO) 2021 Update reported.

The pandemic has resulted in lockdowns in Vientiane and some provinces, disrupting economic activities, causing rising unemployment, and lowering consumer spending.

According to the report, the pandemic has pushed an additional 75 million to 80 million people in developing Asia into extreme poverty.

However, the ADB report stated that global recovery is expected to spur domestic growth in 2022, albeit lower than projected in ADB’s previous forecast.

“Policies to reduce the spread of the coronavirus have curbed output in manufacturing and hurt growth in the retail trade, transport, and tourism services,” said ADB Country Director for Laos, Sonomi Tanaka.

“Curtailed economic activity has increased joblessness and reduced household incomes, especially among women and those with lower education. A swift recovery from the pandemic depends on policies that support businesses and households to adapt to the ‘new normal’.”
With lower domestic demand, inflation stayed at 3.1 percent on average in the first seven months of this year, according to the ADB.

The kip has depreciated against foreign currencies, with the spread between official and parallel rates for the kip and US dollar exceeding 20 percent in July, reflecting a domestic shortage of currency following large external public debt payments.

Revenue collection is yet to return to pre-pandemic levels, with public finances remaining constrained.

The report says Laos’ economic recovery will be supported by the issuing of new mining licences and earnings from electricity exports, as well as the planned opening of the US$5.9-billion Laos-China railway in December, linking the capital of Laos with China.

ADVERTISEMENT

With a forecast of warmer temperatures and rainfall on-trend, rice and cash crop harvests are anticipated to be stable.

According to the ADB, commodity exports, notably food crops, electricity, and gold, remained strong in the first half of 2021, helping to offset continuing weakness in manufactured exports and payments for imports and investor dividends.

Challenges remain. New measures to contain Covid outbreaks and the pace of the vaccine rollout will impact the country’s economic prospects.

Measures to strengthen macroeconomic management and improve investor sentiment remain essential to economic recovery and household welfare, as reported in ADO 2021 in April.
Boosting development in agriculture and tourism is critical for Laos to alleviate poverty and advance its economic transformation.

Agriculture and tourism generate many job opportunities for local people and are an important source of foreign currency earnings.

Published : September 23, 2021

China’s GDP forecast to hover above 8 percent #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006540


China is expected to see 8.1 percent economic growth this year, as solid export performance and increased fiscal support in the second half will offset a more protracted recovery in household consumption, said economists at the Asian Development Bank.

The forecast made by the Manila-based development bank on Wednesday was unchanged from its projection in April. However, the ADB lowered the GDP growth forecast for developing Asia, which groups 46 developing economies in the Asia-Pacific region that are members of the bank, to 7.1 percent this year, down from the prediction of 7.3 percent in April.

“We would expect a more protracted recovery in household consumption (in China), while at the same time, this would be compensated by higher infrastructure investment and ongoing good export performance,” said Dominik Peschel, head of the economics unit for the ADB resident mission in China.

Economists at the bank expect household demand in China to further recover gradually, and this should also help the services sector.

“We think people will travel more and demand more services once the COVID situation is fully under control and the restrictions have been lifted,” Peschel said.

China’s recovery from the COVID-19 pandemic is in good shape, showing the strong resilience and vigorous dynamics of the economy, said Liu Qiao, dean of the Guanghua School of Management of Peking University.

The benchmark Shanghai Composite Index rose 0.4 percent to 3,628.49 points on Wednesday. Overall market liquidity in the A-share market is adequate to stimulate further economic growth, said Zhu Hong, investment director of Nuode Asset Management.

ADVERTISEMENT

Looking ahead, China’s economic fundamentals are still strong and its future growth will remain stable in 2022, said David Chao, global market strategist for the Asia-Pacific region (except Japan) at Invesco, who added that the country could further tap the potential of its monetary policy to support the economy.

The ADB’s economists also expect China’s monetary policy to ease marginally.

“Another cut in the reserve requirement ratio is possible in the second half of this year,” Peschel said. “At the same time, credit to the real estate sector and shadow bank financing will remain tightly regulated.”

Peschel said he is looking forward to more fiscal support because there is room to increase spending without incurring a high fiscal deficit as revenue recovers. New issues of local government special bonds will pick up and will support infrastructure investment in the second half of the year, and manufacturing investment should expand solidly in line with robust exports, the report said.

The Organization for Economic Cooperation and Development said in its interim economic outlook released on Tuesday that China’s real GDP is expected to grow 8.5 percent this year and 5.8 percent in 2022. Both figures are the same as the OECD’s projections in May.

Zhou Lanxu in Beijing and Shi Jing in Shanghai contributed to this story.

Published : September 23, 2021