เชิญชวนสมทบทุนบริจาค เสื้อเย็นกาย โครงการ ‘ไทยช่วยไทย เราสู้ไปด้วยกันกับนักรบ PPE’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603658

เชิญชวนสมทบทุนบริจาค เสื้อเย็นกาย โครงการ ‘ไทยช่วยไทย เราสู้ไปด้วยกันกับนักรบ PPE’

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อเกินหมื่นอยู่ในทุกๆ วัน การป้องกันตัวเองในทุกมิติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่นั่นไม่เท่ากับฮีโร่อย่างคุณหมอคุณพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า และหน่วยงานอาสา ทุกๆ คน ที่ต้องเสียสละ คอยเป็นนักรบต่อสู้ และเสี่ยงอันตรายกับโรคร้ายที่มองไม่เห็น เพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยให้ปลอดภัย

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดสำหรับนักรบเหล่านั้น คือชุด PPE ที่ช่วยป้องกันสารคัดหลั่งจากภายนอกอย่างละอองฝอย ของคนไข้ที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ชุด PPE ที่ออกแบบมาอย่างมิดชิด ขณะปฏิบัติการหน้างานจะร้อนมาก ประกอบกับงานที่มีสภาวะที่ตึงเครียด ส่งผลให้ร่างกาย เหนื่อยล้า หมดเรี่ยวแรง และเหน็ดเหนื่อยมากกว่าเดิมหลายเท่าเพราะทำงานกับชีวิตคนควบคู่กับความกดดันในหลายแบบ เพราะฉะนั้นการใส่ชุด PPE จึงอาจไม่สุขสบายในขณะปฏิบัติงาน

บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน)เล็งเห็นถึงปัญหาและความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่อย่างมาก และอยากช่วยให้หายเหนื่อยล้า และให้สามารถปฏิบัติงานได้สบายขึ้น จึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ด้านเครื่องนุ่งห่ม นั่นคือเสื้อเย็นกาย หรือ Cooling Scrub และPCM Cooling Pack (Phase ChangeMaterial) นวัตกรรมเสื้อรูปแบบใหม่ที่ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายสวมใส่ด้านในของชุด PPE มาเป็นตัวช่วยเสริมให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น โดยตัวเสื้อ Cooling Scrub ได้มีการพัฒนาออกแบบมา 2 รุ่น โดยในรุ่นแรก CoolingScrub มีหลากหลายสีให้เลือกอย่างสี FighterBlue (สีน้ำเงินเข้ม) EnergyGray (สีเทาเข้ม) ที่เป็นสีพิเศษออกแบบสำหรับบุคลากรที่ออกนอกสถานที่อยู่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันการเปรอะเปื้อนได้ง่าย และรุ่นที่สอง ttb White Cooling Scrub ที่ได้รับการสนับสนุนผ้าจาก ทีเอ็มบีธนชาต เป็นรูปแบบสีขาวสะอาดตา มาพร้อมเชือกผูกในตัวเพื่อให้แนบกับร่างกายมากขึ้น ที่มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้นเนื้อผ้ามีสัมผัสนุ่ม คืนตัวง่าย ยับยาก ไม่ต้องรีดให้เสียเวลา มีช่องใส่ PCM ทั้งด้านหน้าและหลังให้เย็นทั่วทั้งตัว และสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้สำหรับทั้งสองรุ่นพัฒนามาเพื่อช่วยบรรเทาความร้อนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงาน เพิ่มความเย็นคลายความร้อนให้แก่ร่างกาย ให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น

โดยมาพร้อมกับ PCM Cooling Pack นวัตกรรมที่เป็นตัวช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย ที่มีจุดเยือกแข็งคงที่21 องศาเซลเซียส ขนาด90 ml. ที่สามารถให้ความเย็นกับร่างกายได้นานถึง 2 ชั่วโมงโดยวิธีการใช้ ให้นำ PCM แช่เย็นให้เปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งจะมีน้ำหนักเบาทำให้รู้สึกสบายคล่องตัว จากนั้นนำใส่เข้ากับเสื้อ CoolingScrub จากนั้น นำเชือกที่ตัวเสื้อรัดให้แนบกับตัวเพื่อให้ได้รับความเย็นได้มากที่สุด เมื่อ PCM หมดความเย็นจะเปลี่ยนกลับมาเป็นของเหลวดังเดิม โดยสามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ทุกครั้งโดยการล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าและแช่เย็น

และในตอนนี้ บูติคนิวซิตี้ฯ จัดโครงการ “ไทยช่วยไทย เราสู้ไปด้วยกันกับนักรบ PPE” โดยมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา ร่วมเป็นส่วนกลางในการรวบรวมเงินสมทบทุนในการบริจาค เสื้อเย็นกาย (Cooling Scrub) จำนวน5000-10,000 ตัว เพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาลหน่วยงานต่างอาสา และโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศไทยที่ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือคุณหมอ พยาบาลรวมถึงหน่วยงานอาสานักรบ PPEที่ยอมเหน็ดเหนื่อย และเสี่ยงอันตรายกับโรคร้ายโดยเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาค เพื่อให้ความร่วมใจนี้ส่งไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ได้มากที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ให้เราทุกคนผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันผ่านช่องทาง “ปันบุญ” ช่องทางบริจาคเงินออนไลน์ ส่งตรงถึงมูลนิธิทันที โดยขั้นตอนในการรับบริจาค มีดังนี้

1.เข้าไปที่เว็บไซต์ “ปันบุญ”https://www.punboon.org/foundation/01102

2.เลือกประเภทของโครงการที่ที่ต้องการบริจาค

3.บันทึกข้อมูลการบริจาค (นิติบุคคลสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้)

4.ยืนยันข้อมูลและชำระเงิน ผ่าน QR Code Mobile Banking ได้ทุกธนาคาร

และหากคุณหมอ คุณพยาบาล และเจ้าหน้าที่ท่านใดสนใจเสื้อเย็นกาย Cooling Scrub สามารถสั่งซื้อหรือบริจาคสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง ช่องทาง Line : @uniformmedgradehttps://lin.ee/4iFAnbqGP เฟซบุ๊คแฟนเพจ Medgradehttps://www.facebook.com/Medgrade-101560862234594 หรือ โทร.083-8428732

มูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา มอบทุนให้ นศ.แพทยศาสตร์ มธ.ประจำปี2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603649

มูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา มอบทุนให้ นศ.แพทยศาสตร์ มธ.ประจำปี2564

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ. รับมอบเงินบริจาคจาก ดร.สุรชัย สุทธิวรชัย ประธานมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา มี อานุภาพ ธีรณิศรานนท์, ศศกร แผ่ดิลกกุล, ยุทธเมธากรณ์อภิจิระโภคี และคณะ กรรมการมูลนิธิฯ ร่วมด้วย

มูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา จัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาแพทย์ที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้กับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2564 จำนวน 20 ทุน ทุนละ 60,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,200,000 บาท ประเภททุนต่อเนื่อง และได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา โดยมี รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ดร.สุรชัยสุทธิวรชัย ประธานมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา, อานุภาพ ธีรณิศรานนท์,ศศกร แผ่ดิลกกุล, ยุทธเมธากรณ์อภิจิระโภคี และคณะกรรมการมูลนิธิฯผู้มีจิตศรัทธาร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมอารี วัลยะเสวี ชั้น 3 อาคารคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ภายในงานมีคณะกรรมการมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ร่วมมอบทุนจำนวน 20 ทุน นำโดย ดร.สุรชัย สุทธิวรชัยประธานมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา,สุนีย์ ชัยเจนกิจ, ยุทธเมธากรณ์ อภิจิระโภคี,อานุภาพ ธีรณิศรานนท์, ศศกร แผ่ดิลกกุล,ชนันท์พล เชื้อรอด, จริยา อินทรทูต และ อมรจิตต์ เอี่ยววิบูลย์วิทย์ สำหรับนักศึกษาที่ได้รับทุน ประจำปี 2564ได้แก่ วงศธร วงศ์สุขสวัสดิ์, รักษ์พศินกวินปฐมวงศ์, อภิลาภ มูสิกะ, สิริวิมลสุขสมัย, ทรงยศ พงษ์ประติยานนท์,วชิรพล คำแก้ว, นิรันดร์กาล สุทธิเสริม,ภาวิมล บุญมาก, กัญญารัตน์ คณาฤทธิ์,ศุภรัตน์ ศรีลาธรรม, วิจิตรพงศ์ เอกวรวงศ์,แพร ลักขณะวิสิฏฐ์, พัทธพล เลอกิจกุล,ธนนันท์ ซอหิรัญ, ชานน กุญชะโมรินทร์,ธนธรณ์ กองเงินนอก, ฐิติวัลย์ ตั้งฉัตรวรกุล,วทัญญู ผดุงวรศาสตร์, วัฒนชัย คุ้มภัยและ ธนวัฒน์รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ.รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ.

ร่วมถ่ายภาพกับคณะนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มธ. ที่ได้รับทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2564ร่วมถ่ายภาพกับคณะนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มธ. ที่ได้รับทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2564

นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มธ. ผู้ได้รับทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ประจำปีการศึกษา 2564นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มธ. ผู้ได้รับทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ประจำปีการศึกษา 2564

กล้ามเนื้อแข็งแรง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603638

กล้ามเนื้อแข็งแรง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายของมนุษย์ เป็นระบบที่ทำงานตลอดเวลา เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆ เรามักมองข้ามการดูแลระบบภูมิคุ้มกันจนเราเริ่มมีอาการเจ็บป่วย หรือเวลาที่เราต้องการที่จะป้องกันตนเองจากการติดเชื้อต่างๆ การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีอยู่หลากหลายวิธี เช่น การรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและการพักผ่อนที่เพียงพอแนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเองนอกจากนี้ เราอาจจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน

ความเชื่อมโยงกันระหว่างมวลกล้ามเนื้อและระบบภูมิคุ้มกัน กล้ามเนื้อลายมีสัดส่วนประมาณ 40% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด และเป็นแหล่งกักเก็บโปรตีนอย่างน้อย
50% ในร่างกายและเป็นองค์ประกอบ สำคัญที่ช่วยในการเคลื่อนไหว และแสดงถึงความแข็งแรงของร่างกาย อย่างไรก็ตามมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ากล้ามเนื้อและระบบภูมิคุ้มกันมีความสัมพันธ์กันด้วยเช่นกัน

มวลกล้ามเนื้อ มีการผลิตและหลั่งสารสำคัญที่มีบทบาทในการเพิ่มจำนวน การกระตุ้น และการกระจายตัวของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิด แม้ว่าอาจยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมแต่ก็มีข้อมูลบ่งชี้ว่าการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อนั้นสัมพันธ์กับการทำงานที่บกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันและส่งผลให้เกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น จากการศึกษาในผู้สูงอายุพบว่าการเพิ่มขึ้นของตัวชี้วัดการอักเสบมีความสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและการทำงานของกล้ามเนื้อนอกจากนี้ มวลกล้ามเนื้อยังเป็นแหล่งสะสมกรดอะมิโนที่สำคัญ ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้ในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีการติดเชื้อ ดังนั้น ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยร่วมกับการได้รับโปรตีนที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ

ภก.พงษ์ศิวะ กู่นอก เภสัชกรที่ได้รับการอบรมจากโครงการNutrition Expert-ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ กล่าวว่า “เพราะระบบภูมิคุ้มกันเป็นหนึ่งในหลายระบบในร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลรักษาความสมดุลของร่างกาย โดยเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนี้จะค่อยๆ เสื่อมถอยลง ส่งผลให้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ โดยควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพการนอนที่ดี เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยเสริมเกราะให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง”

เทคนิคเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเสริมเกราะภูมิคุ้มกัน การเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อเริ่มต้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและดูแลโภชนาการให้เหมาะสมกับวัย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเมื่อเข้าสู่วัย 40 เรามีโอกาสที่จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ถึง 8% ภายในระยะเวลา 10 ปี และเมื่อก้าวสู่ช่วงอายุ 70 ปีขึ้นไป อัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

จากการศึกษาวิจัยโครงการ SHIELD (Strengthening Health In Elderly through nutrition) ของโรงพยาบาลชางงีร่วมกับศูนย์การแพทย์ SingHealth Polyclinics และบริษัทแอ๊บบอตฯในประเทศสิงคโปร์ พบว่าในแต่ละปีกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของปัจจัย (the odds) ในการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 13% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก ดังนั้นเพื่อดูแลมวลกล้ามเนื้อ เรามีเคล็ดลับมาฝาก ดังนี้

1.ตั้งเป้าออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละสัปดาห์ : การกำหนดเป้าหมายออกกำลังกายควรเริ่มต้นที่ระดับมาตรฐานคือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมถึงการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านที่หลากหลายเพื่อชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและเพื่อให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง

2.รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ : อาหารที่เป็นแหล่งสำคัญของโปรตีน ได้แก่ อาหารทะเล, เนื้อไก่, ไข่ไก่, ถั่วต่างๆรวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉลี่ยเราควรได้รับโปรตีนประมาณ 25-30 กรัมต่อ 1 มื้ออาหาร และในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีความต้องการโปรตีนมากกว่าคนวัยอื่นและอาจมีความต้องการโปรตีนสูงขึ้นเป็น 2 เท่า ในผู้สูงอายุบางคนที่มีภาวะขาดสารอาหาร รวมถึงผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง และเพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอ อาจจะต้องรับประทานโปรตีนเสริมในกรณีที่จำเป็น

3.ปรับสมดุลโภชนาการ : เลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบถ้วนในแต่ละมื้ออาหาร ประกอบด้วย ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีน ไขมันดี รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำงานร่วมกับโปรตีนเช่น แคลเซียมและวิตามินดี เป็นต้น

เติมสีสันกับคอลเลคชั่นสุดชิค Starbucks® x alice + olivia #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603645

เติมสีสันกับคอลเลคชั่นสุดชิค  Starbucks® x alice + olivia

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับการร่วมมือระหว่าง สตาร์บัคส์ และ สเตซีเบนเด็ท (StaceyBendet) ประธานกรรมการบริหาร (CEO)และผู้อำนวยการความคิดสร้างสรรค์(Creative Director) แห่ง alice+ oliviaแบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลกที่พร้อมส่งมอบคอลเลคชั่นดริ๊งค์แวร์ แบรนด์ดีไซเนอร์สุดชิคโดยจะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

คอลเลคชั่นดริ๊งค์แวร์ Starbucks® X alice + olivia ซึ่งได้รับการออกแบบด้วยดีไซน์ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานผสานกับความหรูหราได้อย่างลงตัวของสเตซี
มีให้เลือกถึง 2 แบบ คือ ลวดลายใบหน้าไอคอนนิค Stace Faceและการบอกเล่าเรื่องราว Stace Faceสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับสีสันสดใสคอลเลคชั่นสุดพิเศษซึ่งประกอบด้วยดริ๊งค์แวร์และไลฟ์สไตล์แอคเซสซอรี่มากมายนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองความเป็นผู้หญิงผ่านการออกแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อพลังตามแบบฉบับของตัวเอง

“สตาร์บัคส์ และ สเตซีเบนเด็ท ได้ร่วมมือกันรังสรรค์ประสบการณ์อันเพลิดเพลินและเป็นเอกลักษณ์” เอริน ซิลวอย รองประธานฝ่ายการตลาดสินค้าสตาร์บัคส์ เอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า “ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการออกแบบร่วมกับ alice + olivia ลูกค้าของเราก็เรียกร้องให้มีคอลเลคชั่นใหม่มาอย่างต่อเนื่องเราตื่นเต้นที่จะได้เปิดตัวและส่งมอบคอลเลคชั่นStarbucks® X alice + olivia ใหม่ ที่มาพร้อมความชิคและความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกๆ วัน และยังช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าโอบรับการแสดงออกของตัวเองและใช้ชีวิตในสไตล์ของตนอย่างมั่นใจ”

“สตาร์บัคส์ และ alice +olivia ต่างรักที่จะสร้างสรรค์ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยการสร้างพลังและแรงบันดาลใจอยู่เสมอ” สเตซี เบนเด็ทกล่าว “เราหวังว่า คอลเลคชั่น Stace Face ที่ตกแต่งด้วยสีสายรุ้งของเราจะทำให้วันของคุณเต็มไปด้วยสีสันและความสดใส”

คอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด ที่ร้านสตาร์บัสค์ทุกสาขาทั่วประเทศหรือคลิกไปที่ https://shopee.co.th/starbucks_official ตั้งแต่ 11.00 น. เป็นต้นไป เพื่อสั่งซื้อผ่านร้านค้าออนไลน์ของสตาร์บัคส์ “Starbucks Official”

วว.แชร์กลยุทธ์ธุรกิจไทยสู่ตลาดจีนหลังโควิด เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603646

วว.แชร์กลยุทธ์ธุรกิจไทยสู่ตลาดจีนหลังโควิด  เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.(วิจัย)ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เสริมแกร่งผู้ประกอบการผ่านการสัมมนาออนไลน์ แชร์กลยุทธ์ธุรกิจไทย…สู่ตลาดจีนหลังโควิด เพื่อปลดล็อกผู้ส่งออกไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนวัตกรรม (วทน.) จากวิทยากรที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ในเวทีการค้าจีน เน้นย้ำการดำเนินงานของ วว.ที่มุ่งขับเคลื่อนเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จของผู้ประกอบการไทย เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2564ผ่านระบบ zoom

ศ.(วิจัย)ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิตผู้ว่าการ วว. ประธานเปิดการสัมมนาฯ กล่าวว่า วว. มีทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนในด้านการวิจัย พัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อนำองค์ความรู้ด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ประโยชน์ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ร่วมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งเร่งรัดการให้บริการ วทน. เพื่อสร้างประโยชน์มูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ส่งผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรภาครัฐได้ทบทวนและปรับทิศทางการทำงานอย่างเร่งด่วน ให้สอดรับกับบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก ตลอดจนเล็งเห็นช่องทางในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ในกระแสของการเปลี่ยนแปลง ที่มีระบบสารสนเทศเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงานมากขึ้นตามลำดับ

“วว. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานและช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้มีความพร้อมรองรับในกระบวนการ ขั้นตอนการผลิตสินค้า การบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการด้านการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยเป้าหมายที่วางไว้ในที่นี้คือประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่ฟื้นตัว มีกำลังซื้ออย่างมาก และจะเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต”

ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม วว. กล่าวถึงการจัดสัมมนาว่า เพื่อเป็นเวทีในการส่งเสริมการนำ วทน. มาใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างธุรกิจ โดยสนับสนุนภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ให้ตื่นตัวและขยายไปสู่การสร้างโอกาสการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาค ได้แก่ ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดการค้าใหญ่ของโลก รวมทั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบริการ ผ่านการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการกลุ่มบริการอุตสาหกรรมของ วว. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ร่วมผลักดัน และผลสรุป ความคิดเห็นจากการสัมมนาครั้งนี้ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมสัมมนาจำนวน 112 คนนั้นจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์บทบาทงานบริการ ของวว. ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นตามลำดับ

ดร.พัชทรา มณีสินธุ์, ชิยาวรรณ จงวัฒนา, หลี่ เผย และ จิน รุย หวาง

โอกาสนี้ วว. ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในเวทีการค้าจีน นายหลี่ เผย กรรมการสถาบันความร่วมมืออุตสาหกรรมไทย-จีน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยบรรยายพิเศษเรื่อง การตลาดจีนและการค้ารูปแบบ Cross Border ว่า สังคมหลังสถานการณ์โควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงมาก ประชาชนจีนจะซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะขายสินค้าที่จีนให้ได้มากขึ้นและจะประสบผลสำเร็จได้นั้น ผู้ประกอบการต้องสร้างแบรนด์สินค้า สร้างความเชื่อมั่นและเตรียมสินค้าให้พร้อม มีการจดทะเบียนการค้าที่จีน คัดเลือกวิธีการส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ โดยจะส่งตรงไปที่จีนเลยหรือเก็บไว้ในโกดังที่จีนแล้วทำการขายต้องพิจารณาให้เหมาะสม รวมทั้งต้องเลือกแพลตฟอร์มการขายที่เหมาะสม เน้นการใช้ภาษาจีน เพิ่มการ live สด ในโกดังสินค้าหรือโรงงานผลิตประกอบการขายเพื่อแสดงและยืนยันว่าสินค้ามีอยู่จริง นอกจากนั้นจะต้องเลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เจาะจงมากขึ้น

นายจิน รุย หวาง Marketing Manager (China Market) บริษัทเลเทกซ์ ซิสเทมส์ จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษเรื่อง ปัญหาและอุปสรรค เรื่องจริงต้องรู้ ก่อนเข้าสู่ตลาดจีน ว่า ประเทศจีนมี 300 กว่ามณฑล โดยมี 10 มณฑลเป็นตลาดที่มีศักยภาพซึ่งผู้ประกอบการไทยควรให้ความสนใจเข้าไปค้าขายคือ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจวเสินเจิ้น เทียนจิน เฉิงตู ซูโจว หางโจวฉงชิ่ง และอู่ฮั่น โดยสินค้าครองใจชาวจีนที่ได้มาเที่ยวประเทศไทยก่อนโควิด-19 ระบาด จำนวนกว่า 20-30ล้านคน คือ อาหารไทย จุดท่องเที่ยวในประเทศไทย เครื่องสำอางและผลไม้ไทย จากการระบาดของโควิด-19ลูกค้าจีนจะสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม live สด และร้านค้าปลอดภาษี เครื่องมือที่จะช่วยผู้ประกอบการไทยประสบผลสำเร็จ คือ 1.ใช้บริการโฆษณาของจีนซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่แพง ได้แก่ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ โบรชัวร์ แมกกาซีน 2.หาตลาดตัวแทนในจีน 3.ออกบูธแสดงสินค้า และ 4.บริการ OEM ให้ลูกค้าจีน นอกจากนี้การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยหลังสถานการณ์โควิด-19 การจดทะเบียนการค้าที่จีน การจัดทำฉลากสินค้าเป็น 3 ภาษาคือ ไทย จีน ภาษาอังกฤษ รวมทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมตอบโจทย์ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะสร้างความเชื่อถือในสินค้าและทำให้ผู้ประกอบการไทยประสบผลสำเร็จในตลาดการค้าจีน

ชิยาวรรณ จงวัฒนา อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงปักกิ่ง บรรยายพิเศษเรื่อง วทน. ปลดล็อกผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน ว่า ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในตลาดอาเซียน และอันดับที่ 11 เมื่อเทียบในระดับโลก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะการแข่งขันในปัจจุบันนั้น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีความจำเป็นยิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องให้ความสำคัญและนำมาพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเพื่อแข่งขันในตลาดค้าจีนอาทิ ด้านการเกษตร ตั้งแต่การปลูกการเลี้ยงที่ใช้สารเคมีน้อยลง ได้มาตรฐานสากล เน้นการปลูกระบบปิดมากขึ้น มีการควบคุมสิ่งแวดล้อม เน้นพืชออร์แกนิกเพิ่มผลผลิตต่อไร่มากขึ้น เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อยืดอายุสินค้าและปกป้องคุ้มครองระหว่างการขนส่ง และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบระบบคุณภาพของสินค้า นอกจากนี้สินค้าด้านอุตสาหกรรมผู้ประกอบการไทยจะต้องผลิตสินค้าที่ไฮเทคมากขึ้น เน้นกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากผู้ประกอบไทยให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวก็จะประสบผลสำเร็จในตลาดการค้ากับจีนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ครบรอบ 22 ปีโออิชิ บริจาคอาหาร-เครื่องดื่ม ผ่านโครงการ‘ส่งอิ่ม ให้ ยิ้มสู้ไปด้วยกัน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603644

ครบรอบ 22 ปีโออิชิ บริจาคอาหาร-เครื่องดื่ม ผ่านโครงการ‘ส่งอิ่ม ให้ ยิ้มสู้ไปด้วยกัน’

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โออิชิรวมพลัง ส่งต่อน้ำใจให้คนไทยยามเผชิญวิกฤตโควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมานี้ (9 กันยายน 2564) เนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปีบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)จัดกิจกรรมการกุศลในโครงการ “ส่งอิ่มให้ ยิ้มสู้ไปด้วยกัน”นำโดย นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานเดินสายไปมอบผลิตภัณฑ์อาหารญี่ปุ่นและเครื่องดื่มชาเขียวโออิชิให้กับชุมชนผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมทั้งสิ้น 11 แห่ง ได้แก่ ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 และหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วย ประกอบด้วยศูนย์พักคอยเพื่อการส่งต่อเขตพระนคร, โครงการพระไม่ทิ้งโยม ศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิดวัดสุทธิวราราม, โครงการรับเผาศพผู้เสียชีวิต จากโควิด-19 ฟรี วัดราษฎร์ศรัทธาธรรมตลอดจนชุมชนที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับโรงงานผลิตอาหาร-เครื่องดื่มโออิชิเพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือชุมชนที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจอยู่ ซึ่งประกอบด้วยโรงพยาบาลสนามเทศบาลเมืองอ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี, ศูนย์พักคอยเทศบาลแสลงพัน อ.วังม่วง จ.สระบุรี,โรงพยาบาลพานทอง อ.พานทอง จ.ชลบุรี, โรงพยาบาลบ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี นอกจากนั้น ยังมีชุมชนผู้ด้อยโอกาสที่บริษัทลงพื้นที่ไปมอบอาหารและเครื่องดื่มโออิชิ ได้แก่ บ้านเด็กกำพร้ามูลนิธิบ้านนกขมิ้น, ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค 1, มูลนิธิช่วยคนคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ และมูลนิธิบ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน รามอินทรา

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า “โครงการ ส่งอิ่มให้ ยิ้มสู้ไปด้วยกัน เกิดจากความตั้งใจของพวกเรา ที่อยากรวมพลังสร้างคุณค่าและตอบแทนสังคมเนื่องในวาระที่โออิชิครบรอบ 22 ปี พวกเราจึงนำเครื่องดื่มชาเขียวโออิชิและอาหารญี่ปุ่นที่เชฟของร้านปรุงขึ้นด้วยความตั้งใจและถูกหลักโภชนาการไปแจกจ่ายให้กับชุมชนผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หวังว่าพลังเล็กๆ ของพวกเราในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ส่งต่อความอิ่มให้ทุกคนยิ้มสู้ เพื่อที่เราจะก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ สํานักอนามัยและรพ.จุฬาฯ เปิดศูนย์พักคอย เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603657

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ สํานักอนามัยและรพ.จุฬาฯ  เปิดศูนย์พักคอย เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมมือกับ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร เขตบางคอแหลม และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย เปิดศูนย์พักคอย โดย เซ็นทรัล ทำ (CommunityIsolation by Central Tham) เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19กลุ่มสีเขียวสำหรับพนักงานเครือกลุ่มเซ็นทรัล,ชุมชนในเขตบางคอแหลมพระราม 3, ผู้ป่วยจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ และผู้ป่วยส่งต่อจากทีมเส้นด้ายยานนาวา ที่มีผลตรวจ Antigen test kit ผลเป็นบวก พร้อมกับผลตรวจยืนยันด้วย RT-PCRเป็นผู้ป่วยไม่สามารถทําการกักตัวที่บ้านพักอาศัยของตนได้ซึ่งมีเป้าหมายในการดูแลผู้ติดเชื้อ มีการจัดระบบการดูแลผู้ป่วยในชุมชนให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็ว ลดการเสียชีวิต และลดการแพร่ระบาดของโรคได้รวม 300 เตียง

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีผู้ป่วยติดเชื้อลดลงแต่สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงมีผู้ป่วยที่ต้องการเตียงและได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพื่อเป็นการลดความติดขัดของระบบการดูแลผู้ป่วยที่มีจำนวนมาก และแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้ากลุ่มเซ็นทรัล ได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นที่มาของมาตรการแนวทาง ศูนย์พักคอย โดย เซ็นทรัล ทำ (Community Isolation byCentral Tham) โดยศูนย์นี้จะรับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มสีเขียว เนื่องจากผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อย การแยกกักตัวในศูนย์พักคอยยังเป็นการลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อเพิ่ม รวมทั้งลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อไปสู่คนรอบข้างได้อีกด้วย ศูนย์พักคอย โดย เซ็นทรัล ทำ มีการดูแลติดตามอาการตลอด24 ชั่วโมง ตรวจผลระดับสัญญาชีพ ค่าออกซิเจนในเลือดทุกวัน ซึ่งอยู่ในความดูแลของแพทย์ พยาบาลรวมถึงจิตอาสา หากคนไข้มีอาการเปลี่ยนแปลงประสานนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

พญ.ป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์, พิชัย จิราธิวัฒน์,ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ, นายวิฑูรย์ อภิสิทธิ์ภูวกุล, ยุวดีจิราธิวัฒน์, ผศ.พญ.ยุวรีย์ พิชิตโชค

ศูนย์พักคอย โดย เซ็นทรัล ทำ (CommunityIsolation by Central Tham) ได้มีการปรับเปลี่ยนโรงงานเก่า ย่านพระราม 3 มีลักษณะเป็นอาคาร 5 ชั้น บนพื้นที่ 6,681 ตร.ม. ให้มีระบบการจัดการตามมาตรฐาน สาธารณสุข เพื่อรองรับผู้ป่วยจํานวน 300 เตียง โดยเริ่มจากชั้นที่ 1 จะเกี่ยวกับระบบต่างๆ ห้องเวชระเบียน, ห้องสังเกตการณ์, ห้องพักรอ (Observe) และห้องระบบ TELECLINIC (เทเลคลินิก) หรือการนําเทคโนโลยี Application ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในการตรวจประเมินอาการคัดกรองผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยกันได้แบบ Real-time ชั้น 2-5 จะเป็นที่พักผู้ป่วย โดยแต่ละชั้นจะมีเตียงรองรับชั้นละ 70-80 เตียง แบ่งแยกชายหญิงอย่างชัดเจน แต่ละวันจะมีคณะแพทย์ของทาง รพ.จุฬาลงกรณ์ฯเป็นที่ปรึกษาในการดูแลและรักษาผู้ป่วย ผ่านทางระบบ TELECLINIC พร้อมจัดหายาให้ในส่วนของบุคลากรประจำศูนย์พักคอยจะมีทีมพยาบาลวิชาชีพ และพนักงานอาสาจากบริษัทในเครือที่ได้รับการฝึกอบรมจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯในการทำหน้าที่ต่างๆ คอยอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในศูนย์พักคอยแห่งนี้

ด้านอาหารและโภชนาการสำหรับทุกคนในศูนย์พักคอย จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน

ส่วนที่ 1 อาหารสำหรับผู้ป่วยจะมาจากโครงการ Meal for You ที่เซ็นทรัล เรสตอรองส์กรุ๊ป (ซีอาร์จี) ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย จัดส่งอาหารปรุงสุก 3 มื้อทุกวัน จากร้าน อร่อยดี เปปเปอร์ ลันช์คัตสึยะ ไทย เทอเรสและแบรนด์อื่นๆ ในเครือซีอาร์จีผ่านบริการ “แกร็บเอ็กซ์เพรส” (GrabExpress)

ส่วนที่ 2 อาหารสำหรับพนักงานอาสาทั้งหมดจะมาจากผู้ค้าร้านอาหารที่จำหน่ายให้กับโรงอาหารพนักงาน ทำอาหารปรุงสุกจัดส่งให้ในทุกวัน

ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการเข้ามาอยู่ในศูนย์พักคอย โดยเซ็นทรัล ทำ ต้องมีเกณฑ์ดังนี้ 1.เป็นพนักงานในเครือกลุ่มเซ็นทรัล และประชาชนทั่วไปในพื้นที่เขตบางคอแหลม 2.เป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีผลตรวจ Antigen test kitผลเป็นบวก พร้อมกับผลตรวจยืนยันด้วย RT-PCRและ 3.ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย ไม่มีภาวะปลอดอักเสบ ไม่ต้องใช้ออกซิเจน (กลุ่มสีเขียว)

สำหรับประชาชนทั่วไปในพื้นที่เขตบางคอแหลมที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 และมีผลตรวจ ATK พร้อมกับผลตรวจยืนยันด้วย RT-PCR สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเขตบางคอแหลม เพื่อขอเข้ารักษาตัวในศูนย์พักคอย โดยเซ็นทรัล ทำต่อไป

ปักหมุดคาเฟ่น่านั่ง Creed Café @พาราไดซ์ พาร์ค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603652

ปักหมุดคาเฟ่น่านั่ง Creed Café @พาราไดซ์ พาร์ค

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบบรรยากาศร้านคาเฟ่ดีไซน์เก๋ๆ จิบกาแฟรสชาติดีระดับพรีเมียม และเช็คอินตามวิถี Café Hopping วันนี้จะมาแนะนำคาเฟ่น้องใหม่น่านั่ง ย่านศรีนครินทร์ ร้าน Creed Caféบริเวณโซน Side Walk ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค

เมื่อเข้ามาในร้านจะรู้สึกถึงบรรยากาศความเป็นกันเอง การตกแต่งสไตล์มินิมอล เรียบง่าย แต่แฝงความสนุก ด้วยการคุมโทนสีเทาอ่อน เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีส้ม และ
ลูกเล่นของเฟอร์นิเจอร์ในร้านตกแต่งด้วยเส้นสายลายโค้งมนยิ่งเพิ่มความละมุนให้กับพื้นที่ภายในร้าน มีมุมนั่งชิลๆ ดื่มกาแฟชิลๆได้ทั้งวัน หรือบางคนที่อยากมานั่งทานกาแฟพร้อมนั่งทำงานไปด้วย ที่นี่มีปลั๊กให้ชาร์จไฟทุกมุม แถมด้วยมุมถ่ายรูปสวยๆ หลากหลายมุมแชะลงโซเซียลมีเดียเพิ่มยอดไลค์ พร้อมเอนจอยกับเครื่องดื่มที่มีให้เลือกมากมายพลาดไม่ได้อยากให้ลอง คือ Velvet Lushกาแฟส้มของที่ร้านเป็นสูตรเฉพาะ ทานแล้วติดใจทุกคน ส่วนเมนู Non-Coffee มีทั้งชา ช็อกโกแลต และสมูทตี้ มีให้เลือกสั่งเลือกชิมเช่นกัน โดยเฉพาะ Green Apple Red Apple lime อร่อยชื่นใจแถมดีกับสุขภาพ ที่สำคัญเครื่องดื่มทุกชนิดของร้านหวานน้อยทุกเมนู ถูกใจสายเฮลท์ตี้แน่นอน ส่วนเมนูอาหารเต็มไปคุณค่าทางโภชนาการ วัตถุดิบทุกอย่างเน้นสดใหม่สะอาด โดย เฉพาะกุ้งและปลา ส่งตรงมาฟาร์มสดใหม่ทุกวัน เมนูไฮไลท์ Black Caribbean Spaghetti หรือสปาเกตตีเส้นดำที่มีเอกลักษณ์ เพราะทำจากหมึกของปลาหมึกสดๆ ผัดมาพร้อมกุ้งและปลาหมึก เนื้อกุ้งแน่นกรอบอร่อยมาก Prawn Carbonara โดดเด่นที่ครีมซอสที่เข้มข้นหอมมัน กลมกล่อม มาพร้อมกุ้งตัวโตๆ และ Fish Burger เนื้อปลาชิ้นใหญ่ทอดกรอบนอกนุ่มใน ทานคู่กับเบอร์เกอร์อร่อยเข้ากัน เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟรายส์ชิ้นใหญ่ และซอสสูตรเฉพาะทางร้าน ความอร่อยไม่หยุดแค่นั้น เพราะเร็วๆ นี้ทางร้านจะทยอยเพิ่มเติมเมนูอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่เสริมโพรไบโอติกส์อีกหลากหลายเมนู เพิ่มความวาไรตี้ในการทานมากขึ้น แถมยังเอนจอยอีทติ้งแบบไม่รู้สึกผิดอีกด้วย

ใครที่มองหาบรรยากาศคาเฟ่สุดชิค ดีไซน์เก๋ นั่งชิลๆ จิบกาแฟเพลินๆทานอาหารอร่อยดีต่อสุขภาพ ร้าน Creed Café ตอบโจทย์คุณแน่นอน เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-18.00 น.โทรศัพท์ 096-9595982 พิเศษสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพียงแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน ได้รับส่วนลด 15%ว่าแล้วอย่ารอช้า..แวะไปสักครั้งแล้วคุณจะตกหลุมรักร้านนี้

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603643

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท อิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จัดงาน Youth In Charge The Kickoff ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเปิดตัว “Youth In Charge” แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำและโอกาสของเยาวชนไทย โดยผนึกกำลังกับภาคีพันธมิตร ทั้งจากภาครัฐภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายสถาบันการศึกษา ร่วมกันสร้างพื้นที่ให้กับเยาวชนที่มีความสนใจและความมุ่งมั่นในการเป็นเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และทำงานร่วมกัน โดยได้ริเริ่ม “Youth In Charge Leadership Academy”ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มดังกล่าวได้เรียนรู้จากผู้นำตัวจริงจากทุกภาคส่วนในบรรยากาศการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้เยาวชนกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าตั้งคำถาม และกล้าตั้งข้อสงสัยต่อกรอบความคิดและความเชื่อเดิมๆ เพื่อต่อยอดนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศของเราให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เอริกา เมษินทรีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม Youth In Charge กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและฉับพลัน มีการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างสะดวกสบาย พวกเขา
จึงมีทั้งความตื่นตัว ตื่นรู้ มีมุมมองที่แปลกใหม่ และมีความสนใจที่หลากหลาย ในเมื่อโลกนอกรั้วโรงเรียนและนอกรั้วมหาวิทยาลัยของเขากว้างขึ้นเรื่อยๆ สถาบันการศึกษาและระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ระบบนิเวศที่เหมาะสมเสมอไป สำหรับการปลดปล่อยพลัง แสดงศักยภาพ และพัฒนาความเป็นผู้นำของเยาวชน เราจึงริเริ่มแพลตฟอร์ม Youth In Charge ขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ปลดปล่อยความสามารถที่มีออกมาอย่างเต็มกำลัง โดยล่าสุด Youth In Charge และภาคีพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ริเริ่ม Youth In Charge Leadership Academy เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาศักยภาพ ความเป็นผู้นำ และโอกาสของเยาวชนไทย ที่จะเปิดโลกนอกโรงเรียน ขยายกิจกรรมและการเรียนรู้ของเยาวชนออกนอกสถาบันการศึกษา รวมถึงเปิดโอกาสให้เยาวชนจากต่างพื้นเพและความสนใจได้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยน และเรียนรู้จากกันและกัน ตลอดจนให้เยาวชนได้มีบทบาทนำหรือร่วมนำในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนวาระสำคัญของชาติ ล่าสุดได้ประกาศรายชื่อเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วม Youth In Charge Leadership Academy จำนวน 85 คน โดยมีอายุตั้งแต่ 16-26 ปี จากทั้งในกรุงเทพมหานครและจากต่างจังหวัด ครอบคลุมเยาวชนหลากหลายกลุ่ม หลากหลายความรู้ความสามารถและความสนใจเราภูมิใจและเชื่อว่าเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนของความหลากหลายของเยาวชนไทยในปัจจุบันอย่างแท้จริง

Youth In Charge Leadership Academy จะเริ่มกิจกรรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2564 โดยเน้นการปฏิสัมพันธ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันที่สนุกสนาน และการท้าทายเยาวชนให้ลองคิดและลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ ตลอดจนพัฒนาและปรับปรุงทักษะที่พวกเขาอาจยังทำได้ไม่ดี เพื่อนำไปสู่การค้นพบศักยภาพความเป็นผู้นำที่แท้จริงของเยาวชนแต่ละคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แพลตฟอร์มที่เราได้สร้างขึ้นจะผลักดันให้เยาวชนกลุ่มนี้เป็นพันธมิตรกันหาวิธีที่จะเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ตลอดจนเติบโตไปด้วยกันในอนาคตอีกด้วย

Youth In Charge Leadership Academy จะถูกเสริมทัพด้วยผู้นำที่มากด้วยประสบการณ์ทั้งจากภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นผู้นำองค์กร การบริหารจัดการคน การเป็นผู้นำในภาวะวิกฤติ การรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า รวมไปถึงนำองค์ความรู้เฉพาะด้านมาถ่ายทอดให้กับเหล่าเยาวชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า Youth In Charge Leadership Academy และเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Future Changers) 85 คนแรกนี้ จะเป็นแรงกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ อีกทั้งช่วยเป็น “ตัวคูณ” ในการสร้างสังคมแห่งโอกาสและขยายเครือข่ายต่อไปยังเยาวชนกลุ่มอื่นๆ ได้

เราคาดหวังว่าแพลตฟอร์มและเครือข่ายเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังสร้างขึ้นมานี้ จะเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่าเยาวชนในปัจจุบันมีความรู้ความสามารถ มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง มีความหลากหลาย มีศักยภาพที่ล้นเหลือ และเมื่อมารวมตัวกันจะเกิดพลังมหาศาล ที่สำคัญที่สุด เราอยากให้ทุกคนเห็นว่า พื้นที่สำหรับการรวมตัวกันอย่างสร้างสรรค์ของเยาวชนและผู้ใหญ่จากทุกๆ ฝ่าย สามารถเกิดขึ้นได้จริง และแม้สิ่งที่เยาวชนคิดหรือทำในวันนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่หากได้รับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างจริงจังของผู้ใหญ่ ก็สามารถที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและก้าวที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน”

ติดตามรายละเอียดแพลตฟอร์ม Youth In Charge เพิ่มเติมได้ที่ http://www.youthincharge.net หรือที่เพจเฟซบุ๊ค Youth In Charge : https://web.facebook.com/YouthInChargeThailand

พม. ร่วมลงนาม MOU นำร่อง 3 จังหวัด เร่งแก้ปัญหาความรุนแรงในภูมิภาค ตามกลยุทธ์ 5Ps #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/603686

พม. ร่วมลงนาม MOU นำร่อง 3 จังหวัด เร่งแก้ปัญหาความรุนแรงในภูมิภาค ตามกลยุทธ์ 5Ps

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.19 น.

21 กันยายน 2564 นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการขับเคลื่อนกลไกป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ขอนแก่น และร้อยเอ็ด รวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสนับสนุนแนวทางการทำงานในทุกมิติสำหรับการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน และส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เป็นทีมสหวิชาชีพ โดยมีกรอบและข้อเสนอแนวทางการดำเนินงานกลไกขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม ตามกลยุทธ์ 5Ps ประกอบด้วย ด้านนโยบาย ด้านการดำเนินคดี ด้านการคุ้มครอง ด้านการป้องกัน และด้านความร่วมมือ

นางพัชรี กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีภารกิจสำคัญในการกำหนดมาตรการ กลไก นโยบายสังคม และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมทุกมิติ โดยให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมให้เกิดประสิทธิภาพ ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ จึงได้กำหนดให้โครงการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม เป็นโครงการสำคัญ (Flagship Projects) ประจำปี 2564 เพื่อใช้ในการกำหนดทิศทางนโยบายในการพัฒนาสังคม เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคมอย่างยั่งยืน นำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการผสานความร่วมมือของภาคีเครือข่ายภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งสิ้น 27 หน่วยงานในส่วนกลาง และส่งต่อความร่วมมือไปยังภูมิภาคในวันนี้ ซึ่งมีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการขับเคลื่อนกลไกป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพรขอนแก่น และร้อยเอ็ด รวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม เกิดประสิทธิภาพ มีทิศทางเดียวกัน และบรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับ

นางพัชรี กล่าวต่ออีกว่า กระทรวง พม. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานโครงการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กองตรวจราชการ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม โครงการสปริง และมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม ร่วมกันกำหนดกรอบและข้อเสนอแนวทางการดำเนินงานกลไกขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ตามกลยุทธ์ 5Ps โดยดำเนินการนำร่องใน 3 พื้นที่จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จำนวน 12 หน่วยงาน จังหวัดขอนแก่น จำนวน 15 หน่วยงาน และจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 12 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน

โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนแนวทางการทำงานในทุกมิติสำหรับการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน และส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เป็นทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานแรงงานจังหวัด กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัด ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด ผู้ช่วยประสานงาน เช่น ล่ามภาษาต่างประเทศ ล่ามภาษามือ ผู้ดูแลคนพิการ อาสาสมัคร องค์กรชุมชน องค์กรศาสนา องค์กรภาคประชาสังคม และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

-(016)