‘อลงกรณ์’ชูปีเทคโนโลยีฯ เดินหน้าตั้งศูนย์AICทุกจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705442

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2566 ว่า ขอให้ปี 2566 เป็นปีแห่งเทคโนโลยีเกษตรไทย ซึ่งมีการพัฒนาโครงสร้างและระบบใหม่ ได้แก่ 1.ในระดับประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และคณะกรรมการบริหารศูนย์ AIC ในระดับประเทศ จะเป็นแกนหลักในการจัดตั้งสร้างองค์กรเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ภาควิชาการ และสถาบันเกษตรกรต่างๆเพื่อขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมและข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการส่งเสริมการค้าการลงทุน

2.ในระดับจังหวัด โดยการเพิ่มความร่วมมือ ระหว่างศูนย์ความเป็นเลิศ (AIC ประเภท Center of Excellence : CoE) 23 ศูนย์ กับศูนย์ AIC ระดับพื้นที่ (AIC area based) ทั้ง 77 จังหวัด เนื่องจากศูนย์ความเป็นเลิศจะมีความรู้เฉพาะด้าน เป็นองค์ความรู้ความสามารถระดับโลก จำเป็นที่จะต้องให้มีการแลกเปลี่ยน ร่วมมือ และถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะด้านลงสู่ระดับพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ลงไปใช้ใน 77 จังหวัด จึงให้มีการจัดประชุมร่วมในเดือนหน้า เพื่อวางแนวทางความร่วมมืออย่างเป็นระบบ

3.ในระดับอำเภอ จัดตั้งศูนย์ AIC อำเภอขึ้นในสำนักงานเกษตรอำเภอ เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจากศูนย์ระดับจังหวัด มาสู่ระดับอำเภอ รวมถึงศูนย์ความเป็นเลิศทั้ง 23 ศูนย์ด้วย เพื่อให้องค์ความรู้สามารถลงสู่พื้นที่ได้ทุกระดับ 4.ในระดับตำบล ให้ดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์ AIC ในระดับตำบลที่ อบต.หรือเทศบาล ตำบล ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 7,255 ตำบล โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ 882 แห่ง รวมทั้งเครือข่ายศพก.และแปลงใหญ่ เป็น AIC Stationสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับหมู่บ้าน ตำบล ชุมชน ใน 76 จังหวัด และ 50 เขตใน กทม.

5.จัดตั้ง “อาสา AIC” ตำบล ดำเนินการเปิดรับสมัคร หรือคัดสรร อาสา AIC ตำบลละอย่างน้อย 1 คน โดยสรรหาจาก Young Smart Farmer และ Smart Farmer และเปิดรับสมัครผู้ที่มีความรู้ความสามารถร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง และ 6.การจัดทำระเบียบกระทรวงว่าด้วยการบริหาร AIC เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ร้านสังฆภัณฑ์ จ.ตรัง ผุดไอเดีย ทำขนมเข่งรูปหมูขายรับตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705439

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านชัยรุ่งเรืองพาณิชย์ อ.กันตัง จ.ตรัง นอกจากจะเปิดขายเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีนตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 16-21 มกราคม 2566 เป็นเวลา 5 คืน 6 วันแล้ว ยังทำขนมเข่งรูปครอบครัวหมู ชุดพ่อแม่ลูกรวม 5 ตัวขายราคากล่องละ 100 บาทเท่ากับปีที่แล้วด้วย โดยนางธนาพรเรืองวิทยาวงศ์ อายุ 46 ปี หรือคุณหงส์ เจ้าของร้านยอมรับว่า ปีนี้วัตถุดิบต่างพากันขึ้นราคา แต่เนื่องจากมีลูกค้าสั่งซื้อเข้ามามากทั้งที่ปีนี้ไม่ได้เปิดขายทางออนไลน์ อาศัยลูกค้าเก่าที่บอกต่อแบบปากต่อปาก จึงต้องผลิตตามออเดอร์ โดยตั้งเป้าไว้จำนวน 100 กล่องซึ่งยังคงขายในราคาเดิม และคงคุณภาพ ความอร่อย ความสดใหม่แบบวันต่อวันไว้เหมือนเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

ซึ่งขนมเข่งรูปหมูพ่อแม่ลูก มีแม่ค้ารายย่อยหลายจังหวัดภาคใต้ สั่งซื้อเข้ามาเพื่อนำไปขายต่อ ทดแทนปัญหาราคาเนื้อหมูแพง นอกจากจะถูกกว่าแล้ว ยังสวยงาม แปลกตา เหมาะสำหรับนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษหรือซื้อเป็นของฝากญาติผู้ใหญ่ในเทศกาลตรุษจีนได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเก็บไว้ได้นาน 5-7 วัน เนื่องจากไม่ใช้สารกันบูด ซึ่งมีลูกค้าที่เคยสั่งซื้อเมื่อปีที่แล้ว สั่งซื้อซ้ำเข้ามามากจนต้องปิดการขาย เพราะทำไม่ทัน โดยหันมาทำขนมเข่งแบบธรรมดา ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่า และรวดเร็วกว่าแทน โดยขายขนมเข่งลูกเล็กกิโลกรัมละ 95 บาท ลูกใหญ่ 110 บาท ปรับขึ้น 5 บาทต่อกิโล ซึ่งลูกค้าเข้าใจ และตอนนี้ต้องใช้แป้งสาลีในการทำขนมเข่งรูปหมูและขนมเข่งธรรมดาวันละ 1,500 กิโลกรัม สร้างรายได้เฉพาะขนมเข่งไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อวัน

ด้านนางธนาพร เรืองวิทยาวงศ์ เจ้าของไอเดียขนมเข่งรูปครอบครัวหมู จ.ตรัง กล่าวว่า ปีนี้มีโปรโมชั่นเปิดตลอด 24 ชั่วโมง รวม 6 วัน 5 คืน พร้อมลดราคา 3 วันสุดท้าย ส่วนขนมเข่งรูปหมูยังผลิตเหมือนเดิมแต่ยังไม่เปิดรับออเดอร์เพิ่มจากเฟซบุ๊ก เพราะออเดอร์จากลูกค้าเดิมปีที่แล้วมีอยู่แล้ว โดยมีลูกค้าใหม่ที่รู้ติดต่อมาทางเฟซบุ๊กโดยตรง ทางแชทและโทรศัพท์ ซึ่งปีนี้ทำขนมเข่งหมูแค่ 100 กล่อง ส่งต่างจังหวัด มีลูกค้าขอเพิ่มแต่ยังเพิ่มไม่ได้ เพราะต้องประเมินกำลังการผลิต

ปีนี้ลูกค้าสนใจขนมเข่งธรรมดาลูกเล็กเป็นจำนวนมาก โดยปีนี้ทำเข่งลูกใหญ่ 500 กิโล ลูกเล็ก 1,000 กิโล จึงกลัวว่าจะทำเข่งหมูไม่ทัน จึงต้องเบรกลูกค้าไว้ก่อน ซึ่งปีนี้ได้ขอโทษลูกค้าในเฟซบุ๊กเพราะไม่ได้เปิดขายทางออนไลน์เลย เพราะตนทำขนมไหว้เจ้าอีกหลายตัว จึงทำไม่ทันแต่ในอนาคตหากมีกำลังมากพอก็จะขยับขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

ปลัดเกษตรฯรุดยกระดับสวนกล้วยไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705441

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการสวนกล้วยไม้ของนายสมศักดิ์ สัจจานุรักษ์วงศ์ พื้นที่เขตหนองแขม กทม.ว่าได้ส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยสนับสนุนให้ใช้สารชีวภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและพัฒนาด้านตลาดการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาเป็นจุดเรียนรู้การผลิตกล้วยไม้ IoT (Internet of Thing) ที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรปลอดภัยและจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) รวมทั้งการอบรมด้านการควบคุมกำจัดแมลงศัตรูพืชผ่านการจัดกระบวนการรู้เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสวนกล้วยไม้ดังกล่าวประสบผลสำเร็จในด้านการจัดการสวนกล้วยไม้ตัดดอกให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP เป็นจุดเรียนรู้ด้านการผลิตกล้วยไม้ตัดดอก และจุดเรียนรู้การผลิตสารชีวภัณฑ์ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ

ในโอกาสนี้ ปลัดเกษตรฯ ได้รับฟังปัญหาและหารือแนวทางการแก้ไข พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานใน 3 เดือนข้างหน้า โดยสรุป 5 ประเด็น ดังนี้ 1.เปิดพื้นที่และเป็นจุดกระจายผลผลิตให้แก่เกษตรกร ได้นำกล้วยไม้ จำปี และรัก ไปวางจำหน่ายที่ อ.ต.ก.โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2.ส่งเสริมการรวมกลุ่มและบริหารจัดการกิจการของกลุ่มเกษตรกรให้เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ในการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ การจดทะเบียนกลุ่มเกษตรกร ฯลฯ 3.มอบหมายกรมชลประทาน แก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ คุณภาพน้ำ และการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ 4.ส่งเสริมให้เป็นจุดเรียนรู้และกระจายสารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์ม่าของกรมพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกร และ 5.เพิ่มช่องทางการตลาดส่งออกให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยให้ทูตเกษตรฯ ทำหน้าที่เปิดตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการขึ้นทะเบียน “จำปีหนองแขม”เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย

รายการ LIFE VARIETY : สุทธิ กลมกล่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705655

รายการ LIFE VARIETY : สุทธิ กลมกล่อม

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 17.07 น.

สุทธิ  กลมกล่อม รองนายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา

ออกอากาศวันเสาร์ที่ 7 มกราคม 2566 ทาง NBT 2HD ช่องหมายเลข 2 เวลา 14.05 – 14.30 น.

รายการ LIFE VARIETY : ม.ร.ว. จิยากร อาภากร เสสะเวช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705649

รายการ LIFE VARIETY : ม.ร.ว. จิยากร อาภากร เสสะเวช

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.57 น.

ม.ร.ว. จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร

ออกอากาศวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม 2565 ทาง NBT 2HD ช่องหมายเลข 2 เวลา 14.05 – 14.30 น.

การวิ่ง 101กับ9 เคล็ดลับสู่การเริ่มต้น โดย ‘ซาแมนธา เคลย์ตัน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705554

การวิ่ง 101กับ9 เคล็ดลับสู่การเริ่มต้น โดย 'ซาแมนธา เคลย์ตัน'

การวิ่ง 101กับ9 เคล็ดลับสู่การเริ่มต้น โดย ‘ซาแมนธา เคลย์ตัน’

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 12.44 น.

เพราะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอถือเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้น ซาแมนธา เคลย์ตัน รองประธานฝ่ายสมรรถภาพการกีฬาและฟิตเนสระดับโลก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นจึงจะมาเล่าถึงหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอประจำวันของคุณ นั่นก็คือ “การวิ่ง” เพราะมันคงจะไม่ดีนักหากเราจะรู้ถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายแต่กลับไม่นำสิ่งเหล่านั้นมาปฏิบัติจริงดังนั้น เราอยากจะลองชวนให้พวกคุณมาวิ่งด้วยกัน

ทั้งนี้ซาแมนธา เคลย์ตันนอกจากจะเป็นแฟนตัวยงของการวิ่งแล้ว เธอยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิ่งอีกด้วยความมีวินัยคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยระเบิดพลังเมื่อทำการวิ่งในระยะทางสั้นๆ ซึ่งจะแตกต่างจากการวิ่งแบบทางไกลที่ต้องมีความทนทานโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าจะยังต้องใช้สองขาของเราอยู่เหมือนเดิม แต่เธอคิดว่าการวิ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์น้อยมาก และยังสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการเดิน ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้จังหวะความเร็วที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง

ซึ่งไม่ว่าคุณจะกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการวิ่งมาราธอนหรือเพียงแค่ต้องการเพิ่มการคาร์ดิโอในการออกกำลังกายประจำวัน เหล่านี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในการวิ่งของคุณได้

อุปกรณ์การวิ่ง

ข่าวดีคือคุณไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์มากมายเพื่อใช้ในการวิ่ง แต่ก็มีสิ่งของจำเป็นบางอย่างที่จะช่วยให้การวิ่งของคุณสนุกมากยิ่งขึ้น

  • รองเท้าวิ่งขนาดพอดีกับเท้าหนึ่งคู่
  • ถุงเท้าสำหรับใส่วิ่ง
  • เสื้อผ้าที่ใส่สบาย

ฟังเสียงร่างกายของคุณ

หากคุณยังรู้สึกไม่พร้อมที่จะวิ่ง ขอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเดินก่อน จนเมื่อรู้สึกว่าการเดินครบตามเวลาที่กำหนดไว้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ แล้ว ค่อยลองสลับกันระหว่างจ็อกกิ้งและเดินแทน ทั้งนี้เป้าหมายของคุณควรเป็นย่างก้าวของการวิ่งที่รู้สึกสบายและมั่นคงในแบบที่ทำให้รู้สึกดีไปพร้อมๆ กัน แต่จำไว้ว่าควรหยุดทันทีเมื่อเริ่มมีอาการบาดเจ็บ รวมถึงควรทำการวอร์มอัพ – คูลดาวน์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของคุณพร้อมสำหรับการออกกำลังกาย

ฝึกฝนจากระยะเวลาไม่ใช่ระยะทาง

ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการวิ่งให้โฟกัสไปที่ระยะเวลาที่ใช้วิ่ง เดิน หรือจ็อกกิ้ง แทนที่จะนึกถึงระยะทาง โดยแนะนำให้ตั้งเป้าหมายที่ระยะเวลาประมาณ 20 – 30 นาทีก่อนในช่วงแรก และเมื่อคุณวิ่งได้สำเร็จตามระยะเวลาที่ตั้งไว้แล้วจึงค่อยเพิ่มเวลาให้นานขึ้น เนื่องจากการดูตัวเลขระยะทางขณะที่วิ่งในช่วงสัปดาห์แรกๆ นั้นอาจทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ได้ ดังนั้นเมื่อคุณสามารถวิ่งได้ครบ 45 นาทีด้วยความเร็วในแบบของคุณเองได้สำเร็จ ค่อยกำหนดและเพิ่มระยะทางไปเรื่อยๆ ก็ได้

ทำความเข้าใจกับแต่ละช่วงเวลาของตัวเอง

อย่าหักโหมวิ่งในช่วงแรกของการเริ่มต้นคุณต้องสร้างพื้นฐานการออกกำลังกายโดยอาศัยการฝึกฝนซึ่งอาจเป็นระดับ5 หรือ 6 จากความเร็วสูงสุด 10 ระดับก่อน เพราะ “การฝึกแบบสร้างความคงที่” จะช่วยสอนให้ร่างกายของคุณรู้จักการเผาผลาญไขมันให้กลายเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อคุณเริ่มเพิ่มระยะทางวิ่ง รวมถึงยังสามารถเพิ่มความเร็วได้มากขึ้นภายหลังทำการฝึกฝนอีกด้วย

การผสมผสานการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ

 ซาแมนธา เคลย์ตัน มองว่าในการจะเป็นนักวิ่งที่มีประสิทธิภาพนั้นแน่นอนว่าคุณต้องวิ่ง แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มการออกกำลังกายแบบผสมผสาน เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเวทเทรนนิ่ง เข้าไปในกิจวัตรประจำสัปดาห์ก็สามารถช่วยให้คุณแข็งแรงและไม่รู้สึกเบื่อได้เช่นกัน

เลือกใช้เทคนิคการออกกำลังกายเพียง 1 อย่างต่อวัน

ควรเลือกใช้เพียง 1 เทคนิคในแต่ละครั้งที่คุณออกไปวิ่ง ซึ่งมีหลายเทคนิคที่คุณสามารถทำได้ เช่น

  • การวางเท้า –ทำให้แน่ใจว่าคุณใช้ช่วงกลางถึงปลายเท้าของคุณแตะพื้นในขณะวิ่ง
  • การเคลื่อนไหวของแขน –ทำให้แน่ใจว่าคุณรู้สึกผ่อนคลายขณะที่แกว่งแขนไปด้านหน้าและด้านหลัง
  • ท่าทาง –ทำให้แน่ใจว่าคุณรักษาแกนกลางร่างกายให้มั่นคงขณะวิ่ง

 ซึ่งถ้าค่อยๆ ทำตามเทคนิควันละ 1 อย่าง คุณก็จะไม่รู้สึกว่ามันหนักหน่วงเกินไป แล้วหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์คุณก็จะสามารถพัฒนารูปแบบการวิ่งของคุณเองได้

ผสานการวิ่งขึ้นเขาบ้าง

เพิ่มการวิ่งขึ้นบนเนินเขาหรือภูมิประเทศที่หลากหลายเข้าไปในโปรแกรมการวิ่งของคุณบ้างเพราะการวิ่งขึ้นเขาเป็นวิธีที่ดีมากในการสร้างความแข็งแรง โดยถือเป็นการยกระดับของการวิ่ง เนื่องจากกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง ตลอดจนเอ็นร้อยหวาย ก้น และน่องขาของคุณจะต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อคุณวิ่งขึ้นเนินเขา

การพักผ่อน

คุณต้องกำหนดวันพักผ่อนลงในโปรแกรมออกกำลังกายของคุณเพื่อให้กล้ามเนื้อปรับตัวกับความหนักที่เพิ่มขึ้นและซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการหยุดพักสัก 1 – 2 วันต่อสัปดาห์ นับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างประสิทธิภาพในการวิ่งที่ยอดเยี่ยม

กงสุลใหญ่จีนฯ ส่งสาส์นอวยพรตรุษจีนปีเถาะให้คนไทยเชื้อสายจีน สานสัมพันธ์จีน-ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705547

กงสุลใหญ่จีนฯ ส่งสาส์นอวยพรตรุษจีนปีเถาะให้คนไทยเชื้อสายจีน สานสัมพันธ์จีน-ไทย

กงสุลใหญ่จีนฯ ส่งสาส์นอวยพรตรุษจีนปีเถาะให้คนไทยเชื้อสายจีน สานสัมพันธ์จีน-ไทย

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 12.36 น.

20 มกราคม 2566 นายอู๋ จื้ออู่ กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ ส่งสาส์นอวยพรตรุษจีน ว่า  เนื่องในโอกาสวันตรุษจีนที่ใกล้จะมาถึงนี้ ในนามของสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ขอส่งคำอวยพรวันตรุษจีนถึงมิตรสหายในทุกสาขาอาชีพ ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลในจังหวัดภาคเหนือทุกท่าน

กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งความมานะอุตสาหะและขยันหมั่นเพียร การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ประสบผลสำเร็จลุล่วง ได้วาดพิมพ์เขียวยิ่งใหญ่ให้กับการสร้างประเทศจีนแบบสังคมนิยมสมัยใหม่อย่างรอบด้านและฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติจีน ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นำพารัฐบาลจีนและประชาชนชาวจีนฟันฝ่าอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ประสานงานการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมดุล ปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมโควิดตามสถานการณ์ เพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และยังคงรักษาไว้ซึ่งสถานะเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

โดยปีที่ผ่านมานั้นเป็นปีแห่งมิตรภาพและการเก็บเกี่ยวผลผลิต ในระหว่างการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำของทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ผลักดัน “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”  และการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งได้เติมเต็มความหมายใหม่ให้กับความสัมพันธ์ฉันเครือญาติที่กล่าวขานกันว่า“จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ปัจจุบันนี้  ความสัมพันธ์จีน-ไทยกำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นใหม่ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและภาคเหนือของไทยมากขึ้น

สำหรับประเทศจีนแล้ว ปีนี้เป็นปีแรกของการปฏิบัติตามพันธกิจของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 และเป็นปีแห่งการเริ่มต้นความพยายามครั้งใหม่ของการสร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน ความฝันส่องแสงอยู่เบื้องหน้า ถึงเวลาที่ต้องก้าวเดินต่อไป สถานกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่จะจับมือกับเพื่อนมิตรทุกวงการ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีน-ไทยให้แน่น   แฟ้นยิ่งขึ้นสืบไป

กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ กล่าวต่อว่า ขอให้ปีเถาะนี้เป็นปีใหม่ที่นำมาซึ่งสิ่งที่เป็นศิริมงคลอันประเสริฐ ขออวยพรให้เพื่อนมิตรจากทุกสาขาอาชีพ และพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลทุกท่านมีแต่ความสุข ความเจริญและมีสุขภาพแข็งแรง  ซินเจียยู่อี่  ซินนี้ฮวดไช้

-(016)

มิลิน แบรนด์หรูเผยโฉมคอลเลคชั่นใหม่‘2,000 Years’ พิสูจน์ความงามที่เป็นนิรันดร์ในแบบฉบับสาวสองพันปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705422

มิลิน แบรนด์หรูเผยโฉมคอลเลคชั่นใหม่‘2,000 Years’  พิสูจน์ความงามที่เป็นนิรันดร์ในแบบฉบับสาวสองพันปี

มิลิน แบรนด์หรูเผยโฉมคอลเลคชั่นใหม่‘2,000 Years’ พิสูจน์ความงามที่เป็นนิรันดร์ในแบบฉบับสาวสองพันปี

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อายุเป็นเพียงตัวเลข สาว 2,000 ปี เป็นฉายายอดฮิตถึงผู้หญิงที่ยังคงสวยสง่าไม่สร่างซา พวกเธอยังคงดื่มด่ำและหลงใหลไปกับความอ่อนเยาว์ที่เป็นนิจนิรันดร์ “มิลิน” จึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานผ่านคีย์เวิร์ดนี้ เล่าถึงเรื่องราวในชีวิตประจำวันของพวกเธอ ในยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านตามกาลเวลา เกิดเป็น คอลเลคชั่น “2,000 Years” ที่ตั้งใจถ่ายทอดความงามจากอดีตที่มี กับความเชื่อเรื่องเล่าว่าสาวที่มีอายุถึง 2,000 ปี มีอยู่จริง เพราะจากการขายวิญญาณ การดื่มเลือดเป็นอาหาร เป็นเรื่องราวที่น่าค้นหาและท้าทายถ่ายทอดออกมาเป็นการออกแบบประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน

คอลเลคชั่นนี้มีหลายสิ่งที่น่าจับตา ที่เห็นเป็นอันดับแรกคือการเลือกใช้เนื้อผ้าที่มีความพิเศษในทุกๆ ชุด ไม่ว่าจะเป็นผ้าทวีดเมทัลลิกของโททัลลุคเสื้อครอปแจ๊กเกตและกระโปรงสั้นเอวต่ำ ผ้ากำมะหยี่ลายทางของบราสไตล์สายผูกและกางเกงขาสั้นป้ายหน้าแต่งหัวเข็มขัดคริสตัลสวมทับตัวนอกด้วยเบลเซอร์ทรงโอเวอร์ไซส์เข้าชุด เผยผิวอย่างเย้ายวนด้วยผ้าลูกไม้เมทัลลิกโปร่งของจั๊มสูทขายาวผ้าหนังเทียมของสายเดี่ยวครอปไขว้หน้าและกางเกงขาสั้น ในส่วนสีสันที่เลือกใช้นั้นให้ความรู้สึกคลาสสิกอย่างสีเบจไล่ไปจนถึงสีทอง สีเขียวโอลีฟ และสีโทนตุ่นอย่างกากี เพื่อความฉูดฉาดด้วยสีชมพูช็อคกิ้งและสีเหลืองออร่า

ต่อด้วยดีเทลแสนสะดุดตา คือการนำเอาเทคนิคยอดนิยมอย่างคอร์เซ็ทมาประยุกต์เป็นเสื้อหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น สายเดี่ยวครอปแต่งระบายลูกไม้แมทช์กับกางเกงขายาวทรงคาร์โก เสื้อคอร์เซ็ทที่มีลูกเล่นซ้อนเลเยอร์บราไว้อีกชั้นนอกจากนี้ การออกแบบเส้นสายคัทติ้งก็น่าสนใจไม่น้อย อย่างชุดเดรสลูกไม้เลื่อมที่มีการเว้าโค้งซ้อนทับกันไป-มา กระโปรงสั้นแต่งรูดที่มีเส้นคัทติ้งแบบสมมาตร รวมไปถึงการออกแบบช่วงคอที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดสมัยก่อน นำมาดีไซน์เป็นทรงคอหัวใจกลับด้านของเดรสสั้นทรงฟิตแอนด์แฟลร์และเสื้อครอปแขนยาวกำมะหยี่แต่งชายโค้ง เสริมความสง่างามแบบสาวอมตะด้วยลุคแม็กซี่เดรสแขนยาวเว้าโค้งด้านหน้าเผยให้เห็นชิ้นบอดี้สูทลูกไม้ด้านใน และลุคสีทองอร่ามอย่างสายเดี่ยวคอร์เซ็ทสวมทับด้วยแขนเสื้อจีบพองแมทช์กับกระโปรงมิดิผ้าตาข่ายเมทัลลิกเทคนิครูดทั้งตัวและสุดท้ายคือลายพิมพ์ที่ถือเป็นไฮไลท์ของคอลเลคชั่นนี้ ลายพิมพ์เฟลมเบ เปลวไฟสีฟ้าที่ร้อนแรงที่สุด เปรียบได้กับความปรารถนาที่ไม่เคยมอดดับ มาในสามไอเทมด้วยกัน แม็กซี่เดรสแขนยาวสีดำ บอดี้สูทสีขาวและเดรสสั้นสีเบจ

มาร่วมพิสูจน์ความงามที่เป็นนิรันดร์ในแบบฉบับของสาว 2,000 ปีได้แล้ววันนี้

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดตัว ‘วันธรรมดา “กล้า” เที่ยว’ รายการท่องเที่ยวเฟี้ยวๆ แบบฉบับผู้สูงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705401

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  เปิดตัว ‘วันธรรมดา “กล้า” เที่ยว’  รายการท่องเที่ยวเฟี้ยวๆ แบบฉบับผู้สูงวัย

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดตัว ‘วันธรรมดา “กล้า” เที่ยว’ รายการท่องเที่ยวเฟี้ยวๆ แบบฉบับผู้สูงวัย

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ธนกร ศรีสุกใส

สาเหตุที่ผู้ใหญ่ไม่ “กล้า” ออกจากบ้านไปไหน เพราะส่วนหนึ่งมาจากความหวาดกลัวต่ออุปสรรคจากภายนอก ปัญหาสุขภาพ และไม่รู้จักสถานที่ใหม่ๆ เลยทำให้ไม่อยากไปไหน หรือไปก็ได้ไม่ไกลกว่ารอบบ้านตัวเอง อีกทั้งห่วงปัญหาการเงิน อยากเก็บเงินไว้ให้ลูกหลาน จนลืมห่วงความสุขของตัวเอง เหตุผลที่กล่าวมาเป็นที่มาของการจัดทำรายการสื่อน้ำดีวันธรรมดา “กล้า” เที่ยว ที่จะมาเป็นแรงบันดาลใจและปลุกให้ผู้สูงวัยออกมาทำอะไรเพื่อตัวเอง

ประเทศไทยได้กลายเป็น “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” ในปี 2565 โดย “ประชากรรุ่นเกิดล้าน” ที่เกิดระหว่างปี 2506-2526 กำลังจะกลายเป็น “กลุ่มประชากรสูงอายุกลุ่มใหญ่มากในปี 2566” โดยในปี 2564 ประเทศไทยมีประชากรรวม 66.7 ล้านคน ประชากรสูงอายุของประเทศไทยได้เพิ่มเป็น 12.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของประชากรทั้งหมด อ้างอิงจากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยประจำ ปี 2564โดย คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ซึ่งทำให้เราต้องเตรียมรับปัญหา “สูงวัยปัญหาสุขภาพรุมเร้า”จากการขาดการออกกำลังกายในกิจวัตรประจำวัน สุขภาพจิตที่ถดถอย เนื่องจากภาวะร่างกายไม่แข็งแรง ซึ่งผู้สูงอายุที่มีความเครียดสูง เสี่ยงภาวะ ซึมเศร้า เสี่ยงฆ่าตัวตาย และมีภาวะหมดไฟ (Burnout) นอกจากนี้ การรักษาระยะห่างทางสังคมที่ยาวนานจากโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้ปัญหาดังกล่าวทวีความสำคัญมากขึ้น

ผศ.ดร.ณัฐพงค์ แย้มเจริญ

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ อนุมัติ จัดทำโครงการ วันธรรมดา “กล้า” เที่ยว วันชื่น คืนสนุก ของคนสูงวัยสุขภาพจิตดี ตามแนวคิด สุขภาพกายและจิตดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้…คุณ(ป้ากับลุง) ต้องสร้างเอง โดยเนื้อหารายการฯ จะเชิญชวนคุณลุงคุณป้า ผู้สูงวัยให้ “กล้า” ออกไปเที่ยว ชวนเปรี้ยว..สร้างสีสันในวันธรรมดา เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง จะได้เที่ยวไปนานๆพร้อมผลักดันให้มีความกล้าผจญภัยในโลกใหม่ สร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้ผู้สูงวัย อีกทั้ง ช่วยผลักดันระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีเรื่องสังคมสูงวัย ที่กำลังเป็นเรื่องที่หลายประเทศต้องเตรียมการรับมือ โดยในปี 2564 ที่ผ่านมาประเทศสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ ได้กลายเป็นสังคม สูงอายุแล้ว โดยมีอัตราผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปแตะถึงร้อยละ 10 แล้ว ได้แก่ สิงคโปร์ (ร้อยละ 22) / ไทย (ร้อยละ 19)เวียดนาม (ร้อยละ 1) / มาเลเซีย (ร้อยละ11) /อินโดนีเซีย (ร้อยละ 10) / และเมียนมา (ร้อยละ 10) และในปี 2565 ประเทศไทยได้กลายเป็น “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” ทั้งนี้จากการที่ได้สำรวจลงลึกใน “กลุ่มผู้สูงอายุ” แบ่งเป็น ผู้สูงอายุวัยต้น ผู้มีอายุ 60-69 ปี และ ผู้สูงอายุวัยกลาง ผู้มีอายุ 70-79 ปี พบว่ามีปัญหาในเรื่องของ สุขภาพกาย สุขภาพใจ ที่เข้าสู่ภาวะถดถอยเกินความจำเป็น ทั้งหมดแก้ไขได้โดยหลัก “พฤฒิ พลัง” (Active elderly) ทำอย่างไรให้เหล่าสูงวัยไม่รู้สึกไร้ค่า คนกลุ่มนี้มีคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของผู้สูงอายุ และยังเป็นกำลังให้กับสังคมและด้าน “การสูงวัยอย่างมีพลัง” (Active ageing) เป็นแนวคิดที่แสดงกระบวนการสร้างโอกาสให้กับตนเอง หรือ ประชากรทุกเพศทุกวัยที่จะเติบโตเจริญวัยขึ้นอย่างมีสุขภาพดี มีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจและสังคม และมีความมั่นคงในชีวิต

ป้าอร-รศ.อิงอร สุพันธุ์วณิช

ทางกองทุนฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของกลุ่มผู้สูงอายุดังกล่าว จึงได้อนุมัติให้จัดทำรายการท่องเที่ยว เพื่อผู้สูงอายุขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า รายการ
วันธรรมดา “กล้า” เที่ยว จะตอบโจทย์ความท้าทายของการท่องเที่ยวของผู้สูงอายุได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้สามารถสร้างประโยชน์ และมีสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง ให้เป็น “การสูงวัยที่ยังประโยชน์” (Productive ageing) มีความสามารถในการผลิตหรือบริการที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่า ไม่ว่าผลผลิตหรือบริการนั้นจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินหรือไม่ก็ตาม และเป็น “การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ” (Healthy ageing) คือ สามารถรักษาไว้ซึ่งความสามารถในการปฏิบัติภารกิจประจำวันที่ช่วยให้เกิดการอยู่ดีมีสุขในผู้สูงอายุได้ต่อไปในอนาคต”

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพงค์ แย้มเจริญ ที่ปรึกษาโครงการวันธรรมดากล้าเที่ยว ได้จัดการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้สูงอายุ กลุ่ม 60-79 ปี หลากหลายสาขาอาชีพ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการเสพสื่อของผู้สูงวัย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2565 ณ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตร่มเกล้า ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ผู้สูงอายุในกลุ่มรายได้ปานกลาง ที่เกษียณอายุแล้ว ในกลุ่มผู้หญิงจะมีความชื่นชอบในการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่ากลุ่มผู้ชาย ในด้านการหาข้อมูลการเดินทาง มักจะได้แรงบันดาลใจจากสื่อโซเซียลมีเดียที่ผู้สูงอายุใช้งานบ่อยที่สุด ได้แก่ Line Facebook และ YouTubeตามลำดับ โดยกลุ่มเพื่อน คนใกล้ชิดจะมีอิทธิพลมากต่อการท่องเที่ยว เช่นการโพสต์ภาพการท่องเที่ยว การกินอาหาร ในที่ต่างๆ หรือการแชร์ข้อมูลรายการท่องเที่ยวให้แก่กัน โดยสื่อที่เข้าถึงผู้สูงอายุกลุ่มนี้ได้มากที่สุดคือ สื่อออนไลน์ โดยจะใช้เวลากับการรับชมสื่อเหล่านี้ตลอดทั้งวัน แต่ไม่ต่อเนื่อง สำหรับรายการท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ กลุ่มนี้มีความต้องการให้นำเสนอรายการให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตคนสูงวัย ต้องมีครบทั้งกิน เที่ยว ทำบุญและการเดินทาง ทั้งนี้ทั้งนั้น “ราคา” เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาที่จะเดินทางท่องเที่ยวอันดับ 1 จะต้องมีความสมเหตุสมผล ไม่แพงมากจนเกินไปความสะดวกสบายในการเดินทาง และการเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยว เป็นสิ่งสำคัญรองลงมา เนื่องจากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายและสุขภาพ เป็นต้น”

“วันธรรมดา “กล้า” เที่ยว วันชื่นคืนสนุก ของคนสูงวัยสุขภาพจิตดีเป็นรายการท่องเที่ยวของผู้สูงวัย โดยผู้สูงวัย ซีซั่น 1 จำนวน 5 ตอน ได้มีการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมั่นใจ อยากออกมาเที่ยว เพื่อลดทอนปัญหาสุขภาพร่างกายและที่สำคัญ ในเรื่องของจิตใจด้วยสโลแกน “เก็บวันเสาร์อาทิตย์ให้เป็นเวลาของครอบครัว ส่วนวันธรรมดา….มาทำให้เป็นวันของเรา” ดำเนินรายการโดย ป้าอร-รศ.อิงอร สุพันธุ์วณิชนักเดินทางวัย 75 ปี ที่เปรี้ยวได้ทุกที่ สนุกได้ทุกวัน

เนื้อหารายการ จะเชิญชวนชาวสูงวัย “กล้า” ออกเดินทางไปเที่ยวนอกบ้าน ด้วยรูปแบบความน่าสนใจต่างๆทั้งนี้ เพื่อแสวงหาความสุขให้กับตัวเอง และสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้กับตัวเองไปในตัว ลดทอนปัญหาของครอบครัว บุตรหลานไม่ต้องเป็นห่วง เพราะถ้าท่านกล้าเที่ยว ท่านก็จะได้สุขภาพที่แข็งแรง เกิดการอยู่ดีมีสุขในผู้สูงอายุ อีกทั้งได้ช่วยเหลือสังคม ด้วยการจับจ่ายใช้สอย เป็นกำลังทางเศรษฐกิจ สังคมที่สำคัญอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นผู้สูงอายุยังได้การเรียนรู้ ซึ่งไม่มีวันสิ้นสุดในโลกใหม่ๆ และรูปแบบใหม่ๆ อีกด้วย ท้ายสุดหลักใหญ่ใจความสำคัญ กลุ่มผู้สูงวัยทุกท่าน ต้องเริ่มต้นการเดินทางด้วยการเอาชนะคำว่า ลุงไม่อยากเที่ยว ป้าไม่อยากออกไปไหนให้ได้เป็นอย่างแรก

ติดตามรายการวันธรรมดากล้าเที่ยว ที่แสนสนุกสนาน รับแรงบันดาลใจเต็มๆ ได้ผ่านช่องทาง YouTube วันธรรมดา กล้าเที่ยว : https://www.youtube.com/@BANGKOKMAMACREATIONS Facebookวันธรรมดากล้าเที่ยว

‘WALK!’นิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่น สร้างพลังบวกผ่านความกล้าของผู้พิการทางร่างกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705419

‘WALK!’นิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่น  สร้างพลังบวกผ่านความกล้าของผู้พิการทางร่างกาย

‘WALK!’นิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่น สร้างพลังบวกผ่านความกล้าของผู้พิการทางร่างกาย

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ ฉลองครบรอบ 15 ปี จัดนิทรรศการ “WALK!” นิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่นจากผู้พิการเจ็บป่วย โดยร่วมมือกับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และดีไซเนอร์ชื่อดัง วรวรรธน์วราสถิรวัฒน์ รังสรรค์ผลงานพร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและสวยงามของผู้พิการที่นำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและพลังบวกในการใช้ชีวิตให้กับคนไทยในสังคมปัจจุบัน

WALK! อีกหนึ่งนิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่นที่ทรงคุณค่าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและการสร้างพลังบวกที่พร้อมจะมอบแรงบันดาลใจให้กับประชาชนชาวไทยและผู้เข้าชมงานในการใช้ชีวิตและก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงโดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความท้าทายไม่ว่าจะยากเพียงใด ก็สามารถเอาชนะได้ เมื่อชนะแล้วเราสามารถ WALK! ก้าวไปสู่จุดหมายที่ไกลที่สุดได้”เป็นการนำเสนอผลงานโดยผู้พิการผู้สูญเสียขาจากมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมกว่า 12 ท่าน ที่มาร่วมเป็นแบบผ่านภาพถ่ายกว่า 12 ผลงาน พร้อมบอกเล่าเรื่องราวมุมมองความอดทนในการฟันฝ่าอุปสรรคสู่ความสำเร็จผ่านเรื่องเล่าและเครื่องแต่งกายซึ่งได้ไซเนอร์ชื่อดังอย่าง วรวรรธน์วราสถิรวัฒน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VORAVAJ BANGKOK ร่วมออกแบบในคอนเซ็ปต์ WALK!ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพลังใจความหวัง ความมุ่งมั่น ของผู้ที่สูญเสียขาจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยที่กลับมาเดินได้อีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ นิทรรศการ WALK!ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามในการช่วยเหลือผู้พิการทางขา ของมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมารวมถึงยังต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของแพทย์และประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อให้ผู้พิการได้ก้าวเดินต่อไปในอนาคตอย่างสมบูรณ์แบบ และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

นิทรรศการ WALK! จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2566 ณ ชั้น 4 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมนิทรรศการได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย