กสศ. จับมือ กทม. และภาคี 4 จังหวัด รณรงค์ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705085

กสศ. จับมือ กทม. และภาคี 4 จังหวัด รณรงค์ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

กสศ. จับมือ กทม. และภาคี 4 จังหวัด รณรงค์ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ร่วมกับกรุงเทพมหานคร พร้อมกับภาคีเครือข่ายจังหวัดเสมอภาค4 แห่ง ได้แก่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง และปัตตานี ร่วมรณรงค์สร้างโอกาสและฟื้นฟูการเรียนรู้ ผ่านกลไกจากภาคีเครือข่ายจังหวัดเสมอภาค นำถุง“ปันยิ้มให้น้อง” ไปมอบให้เด็กๆ ทุกคนรวมถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (พิการ) และเด็กกลุ่มเปราะบางในชุมชนแออัดและพื้นที่ห่างไกล ผ่านขบวนรณรงค์ “โอกาส Delivery” เด็กทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่เสมอภาคเพื่อเป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2566 พร้อมรณรงค์ ฟื้นฟูการเรียนรู้ให้เด็กทุกคนมีโอกาสกลับเข้าสู่การศึกษา

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ถุง “ปันยิ้มให้น้อง” ที่นำไปมอบให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีโอกาสเดินทางมาร่วมกิจกรรมวันเด็ก ผ่านขบวนรณรงค์ “โอกาส Delivery” ก็เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้เข้าถึงสื่อการเรียนรู้ และรณรงค์จุดประกายให้สังคมตื่นตัวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา “เด็กทุกคน” ควรมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่เสมอภาค และฟื้นฟูการศึกษาหลังวิกฤตโควิด-19 โดยภายในถุงปันยิ้มให้น้องจะประกอบด้วย หนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์,โมเดลกระดาษ 3 มิติ, สมุดระบายสีฝึกกล้ามเนื้อมือ, ชุดปลูกผักและสีไม้ ซึ่งเป็นสื่อการเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมด้านพัฒนาการและฟื้นฟูศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กๆ เนื่องจากหลังจาก 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบทำให้เด็กไทยจำนวนมาก เผชิญภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ หรือ Learning loss

ดร.ไกรยสกล่าวเสริมว่า ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ และเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะความยากจน คือหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ากังวล ล่าสุด กสศ. พบว่ามีนักเรียนยากจนที่สุด 15% แรกในระบบการศึกษาไทย จำนวนกว่า 1.3 ล้านคน มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนเพียงเดือนละ 1,044 บาท หรือเฉลี่ยวันละ 34 บาทเท่านั้น ขณะเดียวกันพบผลกระทบกับเด็กทั่วไปเรื่องพัฒนาการเรียนรู้และภาวะกล้ามเนื้อบกพร่องในเด็กปฐมวัยและเด็กประถมต้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบถึงสถานการณ์ทักษะแรงงานและปัญหาเศรษฐกิจของเด็กในอนาคต

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันเด็กไม่ควรมีเพียงวันเดียวในหนึ่งปี แต่ทุกวันควรเป็นวันเด็ก โดยในทุกวันทุกโอกาสเราต้องคิดถึงเด็กให้มากที่สุด เพราะว่าเด็กคือสิ่งที่มีค่าที่สุดของเมือง เด็กคืออนาคต คือคนที่จะมาสร้างและดูแลเมืองของเราต่อไป สำหรับงานที่พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) ปีนี้มีนิทรรศการ “Pay it Forward”เป็นกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนมากที่ไม่ได้โชคดี บางคนป่วยต้องรักษาตัว บางคนขาดแคลนโอกาสไม่พร้อมที่จะออกมาสนุกได้ วันนี้จึงอยากส่งกำลังใจไปให้เด็กในทุกๆ ที่ให้เขาได้มีวันเด็กที่สนุกสนาน มีความสุขเหมือนเด็กคนอื่นๆ ขบวนคาราวาน โอกาส Delivery เปรียบได้กับเส้นเลือดฝอยของเมืองที่จะลำเลียงความสุขส่งตรงไปถึงเด็กๆ อย่างเสมอภาค ขอให้เด็กทุกคนมีความสุขได้เล่น ได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และขอให้ดูแลกันและกัน สำหรับทางผู้ใหญ่ หรือ กทม. พร้อมที่จะให้โอกาสและร่วมมือกับทุกภาคส่วนสนับสนุนการเดินหน้าไปด้วยกัน โดยย้ำว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของเมือง กทม. สัญญาว่าจะดูแลเมืองนี้ให้ดีที่สุด และจะส่งต่อเมืองที่มีคุณภาพให้กับเด็กๆ ทุกคน

คุณหญิงกัลยา ยกย่อง ให้กำลังใจครู เน้นชู CODING สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705090

คุณหญิงกัลยา ยกย่อง ให้กำลังใจครู  เน้นชู CODING สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย

คุณหญิงกัลยา ยกย่อง ให้กำลังใจครู เน้นชู CODING สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติวันที่ 16 มกราคม 2566 ว่า ขออวยพร ขอบคุณ ส่งความปรารถนาดี และที่สำคัญให้กำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน เพราะโลกในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความผันผวนไม่แน่นอน สลับซับซ้อน และคลุมเครือ หรือที่เรียกว่า VUCA WORLD ซึ่งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมีความเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เราจะทำอย่างไรที่จะสร้างเด็กไทยให้มีภูมิคุ้มกันที่ต้องเผชิญกับโลกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวต่อไปว่า ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในขณะนี้ที่ผู้ใหญ่ที่เป็นครูสามารถให้กับเด็กได้ ก็คือภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า การเรียน “CODING” คือการเน้นไปที่การคิดของเด็ก คิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุมีผล คิดอย่างมีตรรกะ แก้ปัญหาเป็นขั้นเป็นตอนเชิงวิทยาศาสตร์ เชิงคณิตศาสตร์สอนให้เด็กสามารถตัดสินใจลงมือทำ ทำผิดก็ทำใหม่ได้ บวกกับทักษะการอ่านเขียนอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะทั้งหมดนี้
เด็กในปัจจุบันและในอนาคตจะต้องมีจึงเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของคุณครูและผู้ปกครองที่จะต้องปลูกฝังเด็กในเรื่องดังกล่าว

“จริงๆ ทุกๆ วันก็ถือเป็นวันครูอยู่แล้ว เพราะครูมีความหมายกับคนทุกคน หรืออาจพูดได้ว่าครูคือคนสร้างโลก เพราะครูคือคนสร้างคนให้เป็น
คนดี มีความสามารถ มีความรู้ ครูจึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ครูให้ความสุข ครูทำให้คนมีงานทำ ครูทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ครูเป็นผู้ที่ทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ขอเป็นกำลังใจแด่ผู้ซึ่งทำหน้าที่ครูทุกแห่งหนด้วยใจ ขอให้คุณครูภาคภูมิใจในบทบาทที่ได้ทำมาตลอดชีวิต” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ทั้งนี้ ดร.คุณหญิงกัลยาได้ฝากถึงคุณครูว่าแนวโน้มการศึกษาโลกต่อจากนี้ไป จะต้องมีเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ซึ่งครูจะสอนวิธีไหนแบบ
Active Learning หรือ Project Based Learning ก็ตามคุณครูจะต้อง 1.มุ่งเน้นให้เด็กเรียนอย่างสนุก คือเรียนสิ่งที่เด็กสนใจ เด็กต้องเรียนอย่างมีความสุข ครูต้องมีความสุขในการสอน 2.ระหว่างเรียนต้องมีรายได้ 3.จบแล้วมีงานทำ หรือเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ทันสมัย 4.มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แข่งขันได้  ทั้ง 4 ประการนี้ จึงเป็นหน้าที่ใหม่ของคุณครูที่จะต้องสอนเด็ก ซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษาโลกจากนี้ไป

ไทยจัดแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติที่ภูเก็ต มีเยาวชน 16 ชาติ เข้าร่วมการแข่งขัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705080

ไทยจัดแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติที่ภูเก็ต  มีเยาวชน 16 ชาติ เข้าร่วมการแข่งขัน

ไทยจัดแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติที่ภูเก็ต มีเยาวชน 16 ชาติ เข้าร่วมการแข่งขัน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชมรมครูหุ่นยนต์ไทย บริษัท M REPUBLIC EVENT CO.,LTD. ภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันหุ่นยนต์โอลิมปิกนานาชาติ IRO 2022 (International Robot Olympiad 2022 : Phuket Thailand) เมื่อกลางเดือนมกราคม 2566 ณ โรงยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่ง สะพานหินเทศบาลนครภูเก็ต โดยมีนายอานุภาพ รอดขวัญ ยอดระบำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดงาน มีตัวแทนจากแต่ละประเทศเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก อาทิ นายคิม จอง วาน ประธานสมาคมหุ่นยนต์แห่งประเทศเกาหลี คณะผู้ฝึกสอน และผู้ปกครองนักเรียนจากประเทศต่างๆ

นายสาโรจน์ อังคณาพิลาส นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า เพื่อให้เยาวชนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างมิตรภาพในฐานะผู้นำแห่งอนาคต เพิ่มพูนวิสัยทัศน์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และให้สามารถเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะ ความคิดริเริ่มในการพัฒนาหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต ทั้งยังเป็นเวทีการแข่งขันและสร้างความสนใจให้กับเยาวชนและบุคคลทั่วไป ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการพัฒนาหุ่นยนต์และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ในการจัดการแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 16 กติกา แยกออกเป็น 2 ระดับชั้น คือ รุ่นจูเนียร์ ระดับประถมศึกษา ช่วงอายุ 10-12 ปี และรุ่นชาเลนจ์ ระดับมัธยมศึกษา ช่วงอายุ 13-18 ปี มีผู้เข้าร่วมจาก 16 ชาติ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน โดยมีโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตและสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมหลายทีมด้วยกัน

รับโล่รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705076

รับโล่รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ

รับโล่รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ภัทรภรณ์ เต็มใจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนรมย์บุรีพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ เข้าคารวะ รับโอวาทและรับโล่รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ จากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566

บัญชีจุฬาฯ ร่วมมือ แพทย์ศิริราช บูรณาการสร้างองค์ความรู้ใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705082

บัญชีจุฬาฯ ร่วมมือ แพทย์ศิริราช  บูรณาการสร้างองค์ความรู้ใหม่

บัญชีจุฬาฯ ร่วมมือ แพทย์ศิริราช บูรณาการสร้างองค์ความรู้ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการและการบริหารจัดการ โดย รศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ และ ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากร นิสิตนักศึกษาทั้งสองสถาบัน ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ การบริหารจัดการ และเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อไป

รศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างสองสถาบัน เชื่อมั่นว่าจะเป็นพลังที่ทำให้นิสิตนักศึกษาได้เกิดความรู้และประสบการณ์ และเป็นการผนึกกำลังกันเพื่อสร้างผู้นำแห่งอนาคต
(Future Leaders) สิ่งที่จะดำเนินการในระยะเริ่มแรกคือการจัดการโครงการต่างๆ ทางด้านธุรกิจและการตลาดเพื่อพัฒนาความรู้ระหว่างทั้งสองสถาบัน การนำความรู้คืนสู่ประชาชนและสังคม และการจัดสัมมนาให้ความรู้ด้านการจัดการด้านการสาธารณสุขแก่สองสถาบันและชุมชน

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ว่า ถึงแม้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเป็นสถาบันการแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย มีจุดแข็งทางด้านความรู้และวิชาการแพทย์ แต่ยังคงต้องการความรู้ด้านบริหารจัดการจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ มาบูรณาการร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการดูแลผู้ป่วย และการทำวิจัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อนิสิตนักศึกษาและต่อสังคมไทย ทั้งนี้จะมีโครงการที่จะดำเนินการต่อไปภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้อีกหลายโครงการ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาการดำเนินการของคณะฯให้ได้มาตรฐานด้านวิชาการแพทย์และการเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะร่วมมือระหว่างกันใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ความร่วมมือเพื่อพัฒนานิสิตนักศึกษา จะจัดให้มีกิจกรรมให้นิสิตภาควิชาการตลาดชั้นปีที่ 4 ได้ทำวิจัยและแผนกลยุทธ์แก่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล รวมทั้งมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างนิสิตนักศึกษาทั้งสองสถาบัน 2.การแลกเปลี่ยนบรรยายให้ความรู้ซึ่งกันและกัน 3.การทำวิจัยในเชิงสหวิทยาการ (Interdisplinary Research) ร่วมกัน และ 4.การสร้างหลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโทร่วมกันในอนาคต ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นมิติสำคัญที่จะสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการอุดมศึกษาไทย

นีเวีย มอบเงินห้องสมุดโรงเรียนขาดแคลน 11 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705077

นีเวีย มอบเงินห้องสมุดโรงเรียนขาดแคลน 11 แห่ง

นีเวีย มอบเงินห้องสมุดโรงเรียนขาดแคลน 11 แห่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางวิศัลยา เจริญรักษ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร กิจกรรมเพื่อสังคม และกิจการสาธารณะ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว นีเวีย  มอบเงินจากการจัดโครงการ “เพราะแคร์ จึงชวนแชร์ ปรับปรุงห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้” ซึ่งร่วมกับบิ๊กซี จำนวน 1,500,000 บาท และร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 1,500,000 บาท รวมทั้งสิ้น 3,000,000 บาท ให้แก่โครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อปรับปรุงห้องสมุดในโรงเรียนที่ขาดแคลนทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ โดยมีนางโมนา ศิวรังสรรค์ ผู้อำนวยการและเลขานุการคณะกรรมการมูลนิธิยุวพัฒน์ และทีมผู้บริหารเป็นตัวแทนรับมอบ

ยูนิเซฟร่วมมือเอกชนส่งเสริมสิทธิเด็ก และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705078

ยูนิเซฟร่วมมือเอกชนส่งเสริมสิทธิเด็ก  และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ยูนิเซฟร่วมมือเอกชนส่งเสริมสิทธิเด็ก และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และ นางสาวธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อร่วมกันสนับสนุนสิทธิเด็กและบรรลุเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืนในประเทศไทย โดยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2566ซึ่งตรงกับวันเด็กแห่งชาติในปีนี้

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งสนับสนุนสิทธิเด็กในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมนโยบายและหลักปฏิบัติของภาคเอกชนให้เป็นมิตรต่อครอบครัวยิ่งขึ้น, การพัฒนาทักษะที่จำเป็นและการจ้างงานให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ว่างงาน หรือขาดการฝึกอบรม, การร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ด้านเทคโนโลยีและโทรคมนาคม เพื่อคุ้มครองเด็กจากภัยอันตรายบนโลกดิจิทัล นอกจากนี้ ยังเน้นการระดมแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนในประเด็นอื่นๆ ที่เด็กและเยาวชนให้ความสนใจ เช่น การศึกษา สุขภาพกายและสุขภาพจิต และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

‘ตรีนุช’เปิดเวที สพฐ.-ซีมีโอสปาฟา-ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705220

'ตรีนุช'เปิดเวที สพฐ.-ซีมีโอสปาฟา-ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ

‘ตรีนุช’เปิดเวที สพฐ.-ซีมีโอสปาฟา-ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

“ตรีนุช”เปิดเวที สพฐ.-ซีมีโอสปาฟา-ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ แลกเปลี่ยนแนวทางการสอนประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 21

เมื่อวันพุธที่ 18 มกราคม 2566 เวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการการสอนประวัติศาสตร์สำหรับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 รูปแบบผสมผสาน ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ SPAFA เพื่อพลิกเปลี่ยนสู่มิติใหม่ในการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ โดยมี ดร.นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร นายเขมชาติ เทพไชย ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ SPAFA นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม คณะวิทยากร คณะทำงาน คณะครู และศึกษานิเทศก์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก พร้อมมีนโยบายและจุดเน้นการพัฒนาวิชาประวัติศาสตร์ โดยให้มีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความทันสมัย น่าสนใจ เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ควบคู่กับการเสริมสร้างวิถีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง โดยการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในปัจจุบันต้องไม่เป็นการเรียนแบบท่องจำ แต่ต้องส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ เพื่อทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ให้ความสำคัญทั้งประวัติศาสตร์ชาติและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อให้เด็กและเยาวชน ได้รู้ที่มา รากเหง้า และตัวตนของเรา ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นทุนทางสังคม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของประเทศไทย

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า การสอนประวัติศาสตร์สามารถเริ่มต้นจากการพานักเรียนสำรวจความเป็นมาของท้องถิ่นตนเอง จากสิ่งที่เด็กได้เห็นอยู่ทุกวันว่ามีที่มาอย่างไร แล้วนำไปสู่ประวัติศาสตร์สังคมร่วมกันของประเทศ ซึ่งครูจะเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ให้เปิดกว้างเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง รู้และเข้าใจความสนใจของผู้เรียน เพื่อพัฒนาหรือเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ ด้วยวิธีการที่ทันสมัย ใช้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อไปสู่เป้าหมาย ทำให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติและท้องถิ่น สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เข้าใจบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อต่อยอดความสำเร็จ และลดข้อผิดพลาดในอนาคตได้

“การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่ดีที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อแนะนำ ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์หลากหลายสาขา ให้แก่ศึกษานิเทศก์ คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้สนใจ ได้รับแนวทางและมุมมองใหม่ๆ ในการออกแบบการศึกษาต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว