คุณแหน : 5 มกราคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702181

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด วันเสาร์ 21 ม.ค.17.30 น. เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน…20 ม.ค. 18.00 น. เปิดสวดพระอภิธรรมที่บ้านเอกมัย ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี,จิตภัสร์ กฤดากร,นันทญา ภิรมย์ภักดี,ร.ท.ณัยณพ ภิรมย์ภักดี ฝากเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้..

●● งานบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) อุทิศแด่ คุณหญิงม.ล.อนงค์ ชุมสาย นิลอุบล ณ ศาลา100 ปี วัดเบญจมบพิตร 10 ม.ค. 09.30 น. พระธรรมวชิราธิบดี (ฉ่ำ ปุญญชโย ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 17 ประธานคณะพระธรรมจาริก เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร แสดงพระธรรมเทศนา และเจ้าภาพถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์..

●● ดร.อดิทธิ์ เชี่ยวสกุล ส่งข่าวเศร้าว่ามีพิธีสวดพระอภิธรรม รศ.พญ.เสริมศรี สินธวานนท์มารดา นพ.จิโรจ-วรรณินี สินธวานนท์,ปิยะกมล-อัษฎา ปริฉัตต์กุล, ดนุชา-สุธิดา สินธวานนท์ ณ ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาส 4-10 ม.ค. 18.30 น…

●● สวด สนิท แสงธีระพานิชย์ บิดา หทัยรัตน์ฐิตยวานิชย์ ณ วัดธาตุทอง ศาลา 6(ชวลิตธำรง) 5-11 ม.ค. 18.00 น. ฌาปนกิจ 12 ม.ค. 16.00 น. เมรุหน้า..

●● ข่าวดี บุญสม ชลพิทักษ์วงศ์ ได้เป็นว่าที่ รองเลขาธิการ สนง.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี…

●● แม้มีภารกิจมาก แต่ ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ซีอีโอ บจ.บียอนด์เทรนนิ่ง ก็จัดสรรเวลาไปบรรยายให้โครงการเสริมพลังการบริหารผู้นำยุคใหม่ ของ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ..

●● ยินดีกับนักการตลาดคนเก่ง “โอลิเวอร์” กิตติพงษ์ วีระเตชะ ที่ได้เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มด้านการตลาดและนวัตกรรม เครือกลุ่มบริษัทเดนท์สุฯ ประเทศไทย งานนี้มิตรสหายจากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยเตรียมนัดเลี้ยงก่อนใคร..

●● ทุกวันขึ้นปีใหม่ ขจิตพรรณไทยเพ็ชร ต้องไปลงนามถวายพระพรด้วยความจงรักภักดี ณ พระบรมมหาราชวังโดยมีลูกสาวคนเก่ง สุทธิกัญญา ไทยเพ็ชรเป็นไม้เท้าให้คุณแม่วัย 94 ปี..

●● ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยาจัดล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ชวนญาติมิตรอิ่มเอมใจกับบรรยากาศสวยงามริมน้ำ พร้อมชมการแสดงพลุ Hybrid World Countdown 2023 อลังการสุดยอดพลุรักษ์โลกกว่า 30,000 ดอก ณ ริเวอร์พาร์ค ไอคอนสยาม..●●

น้อง

เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป เดินหน้าสู่กลุ่มโรงแรมสีเขียว ผลักดันการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702169

เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป เดินหน้าสู่กลุ่มโรงแรมสีเขียว ผลักดันการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในไทย

เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป เดินหน้าสู่กลุ่มโรงแรมสีเขียว ผลักดันการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป ประกาศเดินหน้านโยบายการบริหารด้านความยั่งยืนสำหรับโรงแรมในเครือเรดิสันทั่วโลก หลังเป็นกลุ่มโรงแรมรายแรกๆ ของโลกที่ผลักดันการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเพื่อก้าวสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ผ่านแนวทางจัดการความยั่งยืน Hotel Sustainability Basics (HSB) หนึ่งในวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มีมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเดินทางและการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติกับโรงแรมในเครือเรดิสันทั่วประเทศไทย

ทั้งนี้ โรงแรมในเครือเรดิสันทั้ง 5 แห่งในประเทศไทย ได้นำหลัก HSB นี้มาเป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดการโรงแรมอย่างยั่งยืนและกำลังระหว่างดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ตั้งเป้าฟื้นฟูและปรับรูปแบบการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้แข็งแรงเพื่อก้าวสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ครอบคลุมและรับผิดชอบต่อโลกมากยิ่งขึ้น

นายอังเดร เดอ จอง รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป กล่าวว่า “เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป เชื่อมั่นว่าการเป็นธุรกิจที่มีความเจริญรุ่งเรืองและมีความยั่งยืน ต้องมีความรับผิดชอบและให้การสนับสนุนผู้คน ชุมชนและสังคมของโลกใบนี้โดยให้ความสำคัญกับหลักจริยธรรมทางธุรกิจ ความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน (การบูรณาการแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม) รวมถึงการลดคาร์บอน เพื่อให้แขกของโรงแรมเห็นคุณค่าของความยั่งยืน โรงแรมทุกแห่งของเราในประเทศไทยมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการนำหลักการ Hotel SustainabilityBasics มาใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาด้านการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมการบริการให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง”นโยบายการบริหารด้านความยั่งยืนนี้ ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการโรงแรมในทางปฏิบัติสำหรับโรงแรมในเครือเรดิสันทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อก้าวไปสู่แผนโครงสร้างพื้นฐานด้านความสะอาด จึงนำร่องด้วยการสร้างโรงงานบรรจุขวดภายในโรงแรมที่ เรดิสัน บลู รีสอร์ท มัลดีฟ และจะให้เปิดให้บริการเร็วๆ นี้ ที่เรดิสัน บลู ฮอยอัน ในเวียดนามอีกแห่งหนึ่ง

ด้วยอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์อันยาวนานของ เรดิสันโฮเทล กรุ๊ป ในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำรายแรกๆ ที่ผลักดันเรื่องความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในปี 1989เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป จึงร่วมมือกับ World Travel& Tourism Council (WTTC) หรือ สมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก นำหลักHSB (Hotel Sustainability Basics) ซึ่งเป็นแนวทางจัดการความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมนี้มาใช้ และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เครือเรดิสันได้ลดการปล่อยพลังงานและน้ำโดยเฉลี่ยลดลงถึง 30% นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าโรงแรมในเครือจะต้องปล่อยคาร์บอนลดลงให้ได้ 30% ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า พร้อมเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 เพื่อเป็นไปตามข้อตกลงกับปารีส (COP٢١)

นอกจากนี้ เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป ยังจับมือกับ WTTTC (the World Travel & Tourism Council) หรือ สมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก นำหลัก Hotel SustainabilityBasics ซึ่งเป็นแนวทางจัดการความยั่งยืนมาใช้ โดยจะร่วมมือกับโรงแรมชั้นนำในเครืออื่นๆ และหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้กับโรงแรมทั่วโลกได้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นที่พักประเภทไหน ทุกคนสามารถนำหลัก Hotel Sustainability Basics ไปใช้เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวให้มีความรับผิดชอบต่อโลกได้

นอกจากนี้ เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป ยังตั้งเป้าว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการจัดประชุมและกิจกรรมที่จัดขึ้นที่โรงแรม ต้องปลอดคาร์บอน 100% โดยโรงแรมในเครือเรดิสัน จะเป็นผู้รับผิดชอบแทนและจะไม่มีมีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ กับลูกค้า ซึ่งตั้งแต่ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน โรงแรมในเครือเรดิสันสามารถลดปริมาณคาร์บอนได้แล้วถึง 37,800 ตันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เยี่ยมชมเว็บไซต์บริษัทได้ www.radissonhotels.com.

Moët & Chandon เปิดตัว ‘แพทริเซีย กู๊ด’ ในฐานะ Friends of The House จากประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702171

Moët & Chandon เปิดตัว ‘แพทริเซีย กู๊ด’  ในฐานะ Friends of The House จากประเทศไทย

Moët & Chandon เปิดตัว ‘แพทริเซีย กู๊ด’ ในฐานะ Friends of The House จากประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แชมเปญอันดับ 1 ของโลก Moët & Chandon แชมเปญอันดับ 1 ของโลก ที่สุดแห่งความหรูหราและสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองของคนทั่วโลก ทั้งยังเป็นแชมเปญแก้วโปรดของ The Marquise de Pompadourราชินีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส มอบประสบการณ์ปาร์ตี้ระดับเอ็กซ์คลูซีฟในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองกับ “Moët & ChandonEffervescence” ซึ่งจัดขึ้นอย่างหรูหราในเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับไหลถึงกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ มิลาน(อิตาลี) ซูริค (สวิตเซอร์แลนด์) มาดริด (สเปน) นิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) ปารีส (ฝรั่งเศส) ซิดนีย์ (ออสเตรเลีย) ฯลฯ

ส่วนของประเทศไทย Moët & Chandon จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ Aqua Bar บาร์สุดหรูของโรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ สร้างสรรค์บรรยากาศแห่งการ
เฉลิมฉลองภายใต้แสงไฟสุดโรแมนติกในแบบ Light Tunnel สัมผัสช่วงเวลาแห่งความสุขไปกับแชมเปญระดับโลก

กนกกาญจน์ อินแกรมMarketing Director of Moët Hennessyพูดถึงความพิเศษของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “เราผสมผสานแนวคิด “Essenceof Celebration” บ่งบอกถึงเสน่ห์และกลิ่นอายของ Moët & Chandon สะท้อนความเป็นต้นแบบแห่งการเฉลิมฉลองเข้าสู่ปีที่ 280 เพราะไม่มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ครั้งใดที่จะสมบูรณ์แบบได้ถ้าไม่มี Moët & Chandon ซึ่งเป็น The Finest Champagne เรายังนำแนวคิด Spark Togetherness เพื่อให้คนไทยได้เฉลิมฉลองร่วมกับผู้คนในเมืองหลวงอีกกว่า 20 ประเทศทั่วโลกพร้อมกับ Friends of The House ของเราที่เข้าร่วมงานกันอย่างล้นหลาม”

สอดคล้องกับแนวคิดในการจัดงานของโรงแรมอนันตรา โดย มร.มาร์ค โอซูลิวาน ผู้จัดการใหญ่ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ กล่าวว่า “ที่อนันตราเราเชื่อว่า Life is a Journey เราจึงทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์ประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้าทุกคนของเรา เราจึงรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างมากที่แชมเปญระดับโลก มอบความไว้ใจให้ Aqua Barมีส่วนร่วมในการรังสรรค์ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองในงานระดับโลกอย่าง Moët & Chandon Effervescence”

นอกจากนี้ Moët & Chandon ยังได้เปิดตัว แพทริเซีย ธัญชนก กู๊ด ในฐานะ Friends of The House จากประเทศไทย พร้อมบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจที่ได้เข้าร่วมงานของ Moët & Chandon ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมาด้วย

มูลนิธิจุฬาภรณ์ สนองพระปณิธาน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ชวนคนไทยสร้างกุศล สานต่อภารกิจของมูลนิธิฯ ช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้เจ็บป่วยยากไร้ ด้อยโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702185

มูลนิธิจุฬาภรณ์ สนองพระปณิธาน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  ชวนคนไทยสร้างกุศล สานต่อภารกิจของมูลนิธิฯ ช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้เจ็บป่วยยากไร้ ด้อยโอกาส

มูลนิธิจุฬาภรณ์ สนองพระปณิธาน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ชวนคนไทยสร้างกุศล สานต่อภารกิจของมูลนิธิฯ ช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้เจ็บป่วยยากไร้ ด้อยโอกาส

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบัตรอวยพร ส.ค.ส. พร้อมสมุดบันทึกไดอารี เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2566 แก่คณะผู้บริหาร และกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้า นับเป็นพระกรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้และยังความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น

สำหรับบัตรอวยพร ส.ค.ส. พระราชทานมีตราประจำพระองค์สีทอง ด้านหน้าตราประจำพระองค์ย่อสีทอง “จภ” ภายใต้จุลมงกุฎ ด้านในฝั่งซ้ายมีตราประจำพระองค์พร้อมข้อความ “สุขสันต์วันปีใหม่ ๒๕๖๖ Season’s Greeting 2023” และลายพระหัตถ์พระนามสีทอง ส่วนด้านขวาเป็นพระรูป สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานบัตรอวยพร ส.ค.ส.เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2566 แก่คณะผู้บริหาร และกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้า นับเป็นพระกรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้และยังความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น

ภายในบัตรอวยพร ส.ค.ส. มีอักษรพระนามย่อ “สร” อยู่ด้านบน และมีข้อความอวยพรทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาไทย ความว่า “Season’s Greetings and Best wishes for the New Year 2023, “Joyeuses fêtes et Meilleurs voeux pour l’année 2023” และ “สวัสดีปีใหม่ พ.ศ.๒๕๖๖ ขอให้สุขสันต์ตลอดปี” พร้อมลายพระหัตถ์ ภาษาไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาHer Royal Highness Princess Sirivannavari Nariratana และพระรูปในพระอิริยาบถต่างๆ

มูลนิธิจุฬาภรณ์ สนองพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นที่จะนำความก้าวหน้าและการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เชิญชวนคนไทยร่วมสร้างกุศล สานต่อภารกิจของมูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อช่วยเหลือและสงเคราะห์ประชาชนที่เจ็บป่วย ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งยังคงต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและทั่วถึง

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่ปวงชนชาวไทยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 14 พรรษา ดังปรากฏในพระดำรัสรับสั่งครั้งหนึ่งว่า “…ตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุ 14 ได้ออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทั้งด้านสุขภาพพลานามัย และทางด้านการประกอบอาชีพและได้เห็นวิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ ทรงไม่เคยนึกถึงพระองค์เลย ทรงนึกถึงแต่ราษฎร…ความปรารถนาอย่างเดียวของพระองค์ท่าน คือ อยากให้คนไทยมีความสุข มีความเจริญ และก้าวหน้าเท่าเทียมอารยประเทศ”

จากการที่ทรงรับทราบและทรงตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ของประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะปัญหาด้านการแพทย์และการสาธารณสุขที่มีประชาชนจำนวนมากในถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกล และยังไม่สามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง อันเกิดจากการขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข รวมถึงการขาดแคลนงบประมาณและการสนับสนุนที่เพียงพอด้านการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถนำความก้าวหน้าและวิทยาการที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้จึงทรงมีพระดำริก่อตั้ง “กองทุนจุฬาภรณ์” ขึ้นในขั้นแรก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การวิจัย การดำเนินงานทางการแพทย์และการสาธารณสุข ต่อมาจึงได้มีการจดทะเบียนและสถาปนากองทุนนี้ให้เป็น “มูลนิธิจุฬาภรณ์”

มูลนิธิจุฬาภรณ์ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พุทธศักราช 2529 เพื่อดำเนินงานสนองพระปณิธานอันมุ่งมั่นที่จะนำความก้าวหน้าและการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ มูลนิธิจุฬาภรณ์ ได้มีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมทั้งดำเนินกิจกรรมเพื่อดูแลและช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย การดูแลรักษาผู้ป่วยยากไร้ในพระอนุเคราะห์ การสนับสนุนทุนการศึกษาและอุปการะค่าเล่าเรียนพร้อมทั้งวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาที่จำเป็น การบรรเทาความเดือดร้อนช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยจากการคุกคามของโรคระบาดรุนแรงทั่วประเทศ การจัดหายาและเวชภัณฑ์สำหรับหน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นแก่โรงพยาบาล การสงเคราะห์ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส การสนับสนุนมูลนิธิและหน่วยงานต่างๆ

ปัจจุบัน มูลนิธิจุฬาภรณ์ มีหน่วยงานในสังกัด คือ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมพุทธศักราช 2530 เพื่อถวายราชสักการะในโอกาสมหามงคลสมัยที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปีพุทธศักราช 2530 มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผ่านการดำเนินงาน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ งานวิจัย งานวิชาการ งานพัฒนาสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ เมื่อเกิดวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามูลนิธิจุฬาภรณ์และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ร่วมกันดำเนินงานให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้มูลนิธิจุฬาภรณ์ยังให้ความช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิตในภาวะวิกฤตภัยธรรมชาติ เช่น สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายครั้งในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตภัยธรรมชาติและโรคระบาดที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ทำให้การดำเนินงานของมูลนิธิจุฬาภรณ์ ในภารกิจเพื่อช่วยเหลือและสงเคราะห์ประชาชนที่เจ็บป่วยยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยต่างๆ ทั่วประเทศ ยังคงต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและทั่วถึง ด้วยการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายที่จะทำให้มูลนิธิจุฬาภรณ์สามารถขยายขอบข่ายการดำเนินงานเพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างครอบคลุมและทันท่วงที ทั้งนี้ผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมสมทบทุน “มูลนิธิจุฬาภรณ์” ผ่านทางธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชีมูลนิธิจุฬาภรณ์ เลขที่ 026-252296-1ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-5538555

6 วิธีดูแลผิวในหน้าหนาวให้ชุ่มชื้นตลอดวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702150

6 วิธีดูแลผิวในหน้าหนาวให้ชุ่มชื้นตลอดวัน

6 วิธีดูแลผิวในหน้าหนาวให้ชุ่มชื้นตลอดวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หากตลอดฤดูกาลที่ผ่านมาผิวพรรณของคุณคงความสวยนุ่มชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่เมื่อลมหนาวพัดมาสภาพความชุ่มชื้นที่เคยมีก็กลับค่อยๆ จางไปเหลือไว้แต่ผิวที่แห้งกร้านและลอกแตกเป็นขุย แต่ 6 วิธีดูแลผิวหน้าหนาว จากโรงพยาบาลวิภาวดี ที่นำมาฝากกันในวันนี้จะสามารถช่วยถนอมความชุ่มชื้นให้คงอยู่บนผิวสวยของคุณอย่างยาวนาน ได้อย่างแน่นอน

1.ไม่ควรอาบน้ำร้อน

หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นค่อนร้อนค่ะ ไม่เช่นนั้น ความร้อนจะชะล้างเอาน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวให้หมดไป สภาพผิวก็จะแห้งกร้านและแตกง่ายขึ้น โดยเฉพาะสาวผิวแห้งต้องยิ่งใส่ใจมากเป็นพิเศษสองเท่า แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ไหวจริงๆ กับการอาบน้ำเย็นจัดซึ่งจะทำให้คุณหนาวจนไม่สบายได้ก็ปรับอุณหภูมิน้ำให้พออุ่นๆ เล็กน้อยแต่อาบไม่เกิน 15 นาที แบบนี้ก็จะช่วยถนอมผิวไม่ให้แห้งมากกว่าเดิมได้แล้วค่ะ

2.หลีกเลี่ยงการสครับผิว

ลดการสครับผิวให้น้อยลง เพราะยิ่งสครับมากผิวชั้นนอกจะยิ่งบอบบางและแห้งแตกง่าย หากเคยสครับบ่อยครั้งก็ลดมาเหลือแค่1 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ

3.ชโลมผิวด้วยเบบี้ออยล์

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วให้หยดเบบี้ออยล์มาชโลมผิวพรรณให้ทั่วเรือนร่าง เพื่อจะได้ช่วยเก็บล็อกความชุ่มชื้นให้คงอยู่ยาวนานเป็นพิเศษมากขึ้น

4.ทาโลชั่นทันทีหลังอาบน้ำเสร็จ

หลังจากชโลมผิวด้วยเบบี้ออยล์เสร็จแล้ว ให้ซับผิวพอหมาดแล้วรีบทาโลชั่นที่มีส่วนผสมจากมอยส์เจอไรเซอร์ทันทีทั้งผิวหน้าและผิวกายค่ะ ผิวจะได้เนียนนุ่มและคงความชุ่มชื้นตลอดทั้งวัน

5.นวดตัวด้วยน้ำมันมะพร้าว

หาเวลาว่างมานวดตัวด้วยน้ำมันมะพร้าวบ้างก็ดีไม่น้อย ยิ่งหากคุณมีสภาพผิวที่แห้งแตกสุดๆ แนะนำเลยค่ะเพียงหยดน้ำมันมะพร้าวแล้วนวดเบาๆ ให้ซึมซาบสู่ผิวเน้นเฉพาะบริเวณที่แห้งกร้านเป็นพิเศษ วิธีนี้สามารถใช้แทนโลชั่นก็ยังได้ด้วยนะ

6.ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

แสงแดดนอกจากทำให้ผิวคล้ำเสียได้ง่ายแล้ว แสงแดดในหน้าหนาวยิ่งเป็นตัวการทำลายความชุ่มชื้นผิวให้ยิ่งแห้งกร้านมากขึ้นเป็นสองเท่าเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมทาครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF 15-30 กันด้วยนะคะ จะได้ช่วยคงความชุ่มชื้นไว้กับผิวอย่างยาวนานตลอดวันนั่นเอง

สุดท้ายนี้เพื่อผลลัพธ์การมีผิวสวยในหน้าหนาวอย่างมีสุขภาพดีและนุ่มชุ่มชื้นทุกครั้งที่สัมผัส อย่าลืมใส่ใจการกินอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะผักผลไม้ที่ให้วิตามินสูง พร้อมกับดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว อย่างเพียงพอ อาหารเพื่อผิวสวยเหล่านี้จะได้ช่วยปรนนิบัติและช่วยบำรุงผิวไม่ให้แห้งเสีย มีริ้วรอยก่อนวัยในหน้าหนาวแบบไม่ต้องหวั่นว่าผิวจะเสียอีกต่อไป

ทุกพื้นที่จะมีแต่ความมินิมัล! MUJI ฉลองเปิดสาขาใหม่ เชื่อมโยงผู้คนในพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702164

ทุกพื้นที่จะมีแต่ความมินิมัล! MUJI ฉลองเปิดสาขาใหม่ เชื่อมโยงผู้คนในพื้นที่

ทุกพื้นที่จะมีแต่ความมินิมัล! MUJI ฉลองเปิดสาขาใหม่ เชื่อมโยงผู้คนในพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อกิฮิโร่ คาโมการิ

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ มูจิ ประเทศไทย (MUJI) ฉลองเปิดตัวสาขาใหม่ โรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ มอบประสบการณ์และวีถีความเรียบง่ายในสไตล์ญี่ปุ่นในแบบฉบับ MUJI ให้เข้าถึงทุกคนได้ง่ายยิ่งกว่า และครอบคลุมทุกมิติของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังสร้างความแปลกใหม่และมีสีสันมากยิ่งกว่า ด้วยการเนรมิตร้านขนาดใหญ่เป็นสโตร์สองชั้น ในรูปแบบโร้ดไซด์ ซึ่งนับว่าเป็นสาขาแรกในประเทศไทย พร้อมเซอร์ไพรส์เหล่ามูจิเลิฟเวอร์ ด้วยไฮไลท์และความพิเศษที่จะนำมาให้สัมผัสเป็นครั้งแรก ท่ามกลางย่านพักอาศัย และเป็นจุดเชื่อมต่อของหลายพื้นที่เขตปริมณฑล สะท้อนการเดินทางของ MUJI จากแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของทุกคน สู่การเป็นคอมมูนิตี้ศูนย์กลางที่สนับสนุนการเชื่อมโยงผู้คนในพื้นที่

นายอกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ร้านมูจิ โรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ (MUJI Robinson Lifestyle Ratchaphruek) เป็นอีกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมูจิ ประเทศไทย (MUJI) เนื่องจากเป็นร้านโมเดลโร้ดไซด์ หรือ ร้านรูปแบบริมถนน สาขาแรกที่เปิดกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ติดถนนอย่างศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ ออกแบบร้านให้เป็น 2 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว่า 1,700 ตารางเมตร เพื่อต้องการมอบประสบการณ์และวิถีความเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นในแบบฉบับ MUJI ให้เข้าถึงทุกคนในย่านทำเลที่อยู่อาศัย โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่พื้นที่ใจกลางเมืองย่านธุรกิจ ก็สามารถช้อปปิ้ง แฮงเอาท์ นัดพบปะสังสรรค์ และสัมผัสกับไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับ MUJI ได้ในพื้นที่ใกล้ย่านที่อยู่อาศัยของตนเอง แต่ยังคงได้รับประสบการณ์ คุณภาพของสินค้า และการบริการในมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่และมีความแตกต่างจากสาขาอื่นๆ ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และรูปแบบของสโตร์สองชั้น เพื่อให้เข้ากับวิถีการบริโภคและไลฟ์สไตล์ของผู้คนในท้องพื้นที่ย่านที่อยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น

ไฮไลท์ของร้าน MUJI Robinson Lifestyle Ratchaphruek เปิดตัวด้วย โซนสินค้าราคาดี ต่ำกว่า 300 บาท ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยรวบรวมสินค้าคุณภาพที่เป็นที่นิยมในหลากหลายหมวดหมู่ ที่มีราคาต่ำกว่า 100 บาท, 200 บาท และ 300 บาท ตามมาด้วยโซนซิกเนเจอร์ MUJI CoffeeCorner ที่มาพร้อมกับไฮไลท์เมนูใหม่ เบเกอรี่สไตล์ตะวันตกแบบ Hot Menu ในราคาที่คุ้มค่า อาทิครัวซองท์แซนด์วิช 4 รสชาติ ได้แก่ ไส้ไข่และไส้กรอก,ไส้แฮมและไข่, ไส้แฮมและเห็ด, ทูน่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบครอบครัวและการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการความรวดเร็ว รับประทานง่าย รสชาติอร่อยและอยู่ท้อง โดยสามารถเสิร์ฟแบบเป็นเมนูทานภายในร้าน หรือจะรับแบบ Take home ใส่กล่องหิ้วพร้อมทาน พร้อมต่อการไปทำกิจกรรมอื่นๆ ทันที โดยเป็นเมนูเอ็กซ์คลูซีฟที่จำหน่ายเฉพาะสาขานี้อีกทั้ง ยังมีเมนูเค้กและขนมสไตล์ญี่ปุ่นอีกมากมาย

ไฮไลท์ถัดมา คือ Exclusive Early Launch Products ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์และดูแลเส้นผม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มกลิ่นหอมเข้าไป อย่างกลิ่นส้ม กลิ่นฟลอรัล และกลิ่นเลม่อน โดยราคาปรับลงแต่คงคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมจากสารสกัดธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ประกอบด้วยแชมพู ครีมนวดผม สบู่ปรนบัติผิวกาย โฟมล้างหน้า สบู่ล้างมือ (Hand Soap) และโลชั่นบำรุงผิวกาย จากนั้นคือผลิตภัณฑ์ MUJI CURRY แกงกะหรี่ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่น จำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดดเด่นด้วยคุณสมบัติทางกลิ่นและรสชาติของวัตถุดิบคุณภาพที่มีความหอมและกลมกล่อม ไม่มีการแต่งกลิ่น สีและรสชาติ โดยมี 5 รสชาติ ได้แก่ “BUTTER CHICKEN CURRY, DHAL CURRY, CHICKEN RENDANG, CHICKEN MASAK LEMAK และ CHICKEN KEEMACURRY โดยเปิดตัวและวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน MUJI RobinsonLifestyle Ratchaphruek เป็นแห่งแรกก่อนสาขาอื่นๆ

ร่วมฉลองเปิดร้าน MUJI Robinson Lifestyle Ratchaphruek สาขาใหม่ ครั้งแรกกับไอศกรีม MUJI Soft Serveมี 2 รสชาติ คือ Hokkaido Milk และ Green Tea จะจำหน่ายเพียง 3 เดือนเท่านั้น ตามมาด้วย Exclusive Photobooth ครั้งแรกของตู้ถ่ายรูปจากร้าน MUJI สาขากรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้เก็บทุกโมเม้นท์ความประทับใจด้วยเฟรมภาพสุดคิ้วท์แบบสนุกสนานและมีสีสันมากยิ่งขึ้น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook :MUJI Thailand และ Instagram : MUJI_Thailand

สธ. รณรงค์ฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ลดการเสียชีวิตจากโควิด-19ในกลุ่มเป้าหมายเสี่ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702157

สธ. รณรงค์ฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ลดการเสียชีวิตจากโควิด-19ในกลุ่มเป้าหมายเสี่ยง

สธ. รณรงค์ฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ลดการเสียชีวิตจากโควิด-19ในกลุ่มเป้าหมายเสี่ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์ฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Long Acting Antibody หรือ LAAB) ในกลุ่มเป้าหมายเสี่ยง ณ รพ.ราชวิถีและรพ.ในสังกัดกรมการแพทย์ 35 แห่ง โดยมี นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วย นายแพทย์อภิชาตวชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี และผู้บริหารโรงพยาบาลราชวิถีเข้าร่วมงาน

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ เป็นหน่วยงานซึ่งมีภารกิจและพันธกิจ ในด้านการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรอย่างไร้รอยต่อ และการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบบูรณาการ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้บุคคลทั่วไป รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีน LAAB ให้กับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงซึ่งอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ สำหรับข้อบ่งใช้ของ LAAB นั้น ช่วงระยะแรกเน้นกลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จากนั้นได้มีการทบทวนให้ขยายไปใช้กลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งกลุ่มที่ได้รับยารักษาที่กดภูมิคุ้มกัน เช่น มะเร็ง HIV เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยามากขึ้น รวมถึงผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนนานเกิน 6 เดือน โดยวันนี้โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ 35 แห่ง ได้มีการรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามารับบริการ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบผู้สนใจสามารถสอบถามแพทย์ประจำตัว หรือลงทะเบียนผ่าน โรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อเข้ารับการบริการ

นายแพทย์อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเสริมว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบเริ่มชะลอตัวลง ยังจะพบการระบาดในลักษณะSmall Wave โดยกลุ่มที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 สูงสุดเป็นกลุ่ม 608 (ร้อยละ 95) ทั้งหมดเป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนเลย หรือไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือได้รับเข็มกระตุ้นนานเกิน3 เดือน ดังนั้นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มเปราะบางจึงมีความสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้จะตอบสนองต่อวัคซีนได้น้อยกว่าคนทั่วไป การฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือ LAAB จะทำให้ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโควิด-19 ได้สูงทันทีภายหลังฉีด ทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากในการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยนี้ ในกลุ่มที่ฉีดไปแล้วพบผลข้างเคียงน้อยมาก แต่ประสิทธิภาพพบสามารถป้องกันโควิด-19 ได้ถึง 80% ในระยะ 6 เดือน ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้จัดเตรียม LAAB ไว้เพียงพอสำหรับให้บริการกลุ่มเป้าหมาย

ด้าน นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า โรงพยาบาลราชวิถีได้ให้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยหนักและเสียชีวิตหากติดเชื้อโควิด-19 วันนี้จึงได้มีการรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวให้เข้ามารับบริการการฉีด LAAB โดยได้มีกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายโดยผู้เชี่ยวชาญ เร่งสื่อสารให้แพทย์ที่รักษาผู้ป่วยช่วยประชาสัมพันธ์ให้รับรู้ และใช้กลยุทธ์เชิงรุกเชิญชวนในกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคไต โรคมะเร็ง โรคปอด โรคหัวใจ หรือกินยากดภูมิต้านทาน ที่อยู่ระหว่างรอรับบริการรักษาตามหอผู้ป่วยต่างๆ ให้เข้ารับการฉีด LAAB เพื่อช่วยลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

กรุงไทย จับมือ UNDP Thailand จัดค่ายเยาวชน สร้างนักอนุรักษ์รุ่นเยาว์บ้านเกาะเต่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702136

กรุงไทย จับมือ UNDP Thailand จัดค่ายเยาวชน  สร้างนักอนุรักษ์รุ่นเยาว์บ้านเกาะเต่า

กรุงไทย จับมือ UNDP Thailand จัดค่ายเยาวชน สร้างนักอนุรักษ์รุ่นเยาว์บ้านเกาะเต่า

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธนาคารกรุงไทย จับมือ UNDP Thailand โดยโครงการ BIOFIN ร่วมสนับสนุนค่ายเยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ BANN KOH TAO KIDSCAMP สร้างความรู้นอกห้องเรียนให้กับนักเรียนจากโรงเรียนบ้านเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 30 คน ระหว่างวันที่9-11 ธันวาคม และวันที่ 24-25 ธันวาคม 2565มุ่งเน้นการปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติพร้อมอนุรักษ์วิถีชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (BIOFIN) โดยมี นท พนายางกูรYouth Representative โครงการUNDP BIOFIN ประจำเกาะเต่า แพรว-กวิตาวัฒนะชยังกูร ศิลปินร่วมสมัยระดับนานาชาติเอริก โตบัว Prop Designer แห่งวงการ Upcycling และ สมบูรณ์ เกรียงไกร Stylistและ Prop Designer ร่วมแชร์ประสบการณ์และเป็นที่ปรึกษาให้กับเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ

ค่ายเยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม BANN KOH TAO KIDS CAMP มุ่งเน้นการเสริมสร้างบทบาทเยาวชนนักอนุรักษ์ด้วยการสร้างความผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติรอบเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความสามารถของชุมชนในการฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านกิจกรรมให้ความรู้เยาวชนในรูปแบบค่ายปฏิบัติการนอกเวลาเรียน โดยใช้สื่อศิลปะและดนตรีในการสอนเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้เยาวชนสนุกกับการเรียนรู้เน้นการทำงานเป็นทีม และสนับสนุนแนวความคิด Zero Waste สอนการแยกขยะและการนำ Food Waste มาหมักเป็นปุ๋ยโดยปราชญ์ชาวบ้าน และกิจกรรมพิเศษ การลดขยะให้เป็นศูนย์แบบเป็นมิตรกับธรรมชาติด้วยการUpcycling เปิดโอกาสให้เยาวชนแสดงความคิดสร้างสรรค์ นำขยะมาออกแบบภายใต้แนวคิด ECO Christmas และนำเสนอผลงานภายในงาน KOH TAO Christmas ECOMarket เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมาซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบ Green Event โดยใช้วัสดุจากผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ (Reuse) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ธนาคารตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาโครงการต่างๆ ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ #UNDP กรุงไทยรักเกาะเต่าที่ธนาคารร่วมกับ UNDP Thailand โดยโครงการBIOFIN และมูลนิธิรักษ์ไทย จัดขึ้นเมื่อปี 2563โดยระดมทุนกว่า 2.7 ล้านบาท ด้วยการรับบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของธนาคาร เพื่อสร้างอาชีพให้กับคนขับเรือท่องเที่ยวขนาดเล็กและช่วยเหลือคนในชุมชน เกาะเต่าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และเงินบริจาคส่วนที่เหลือ นำไปดำเนินโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกาะเต่ามาอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอดโครงการพัฒนาเกาะเต่าด้วยการปลูกฝังแนวคิดการอนุรักษ์ให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ UNDP BIOFIN โดยสร้างความผูกพันและความตื่นตัวในการอนุรักษ์ธรรมชาติในพื้นที่ ให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม ให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ซึ่งสอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

12 ดีไซเนอร์แบรนด์ไทยออกแบบของที่ระลึกการกุศล ชวนคนไทยส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุดกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702140

12 ดีไซเนอร์แบรนด์ไทยออกแบบของที่ระลึกการกุศล ชวนคนไทยส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุดกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ

12 ดีไซเนอร์แบรนด์ไทยออกแบบของที่ระลึกการกุศล ชวนคนไทยส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุดกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดีไซเนอร์จาก 12 แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ ร่วมสร้างสรรค์ของที่ระลึกสุดพิเศษ ชวนคนไทยส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุดกับมูลนิธิรามาธิบดีฯผ่านโครงการ Power of Giving (พาวเวอร์ ออฟ กิฟวิ่ง) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ปีนี้ชูคอนเซ็ปต์ “Made With Love…ทำด้วยรัก” เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ และจัดซื้อเครื่องมือแพทย์

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า “ของที่ระลึกการกุศลเปรียบเสมือนสื่อกลางส่งความสุข เพราะมูลนิธิอยากให้ทุกคนที่ได้รับของที่ระลึกการกุศลมีความสุขที่ได้ร่วมทำบุญและได้ของใช้สวยงาม ยิ่งไปกว่านั้นความสุขนี้ยังส่งต่อเป็นของขวัญให้แก่คนรอบข้างได้ในทุกโอกาสพิเศษ กลุ่มดีไซเนอร์จิตอาสาเป็นพลังสำคัญมากที่ช่วยเติมเต็มความสวยงามให้แก่ของที่ระลึก ทำให้ผู้คนในสังคมเข้าถึงได้ในวงกว้างมากขึ้นทุกปี ขอขอบคุณดีไซเนอร์ไทย ทั้ง 12 แบรนด์ ที่ร่วมโครงการ Power of Giving มาอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละแบรนด์ได้ตีความและถ่ายทอดเป็นลวดลายที่สวยงามและมีความหมายแตกต่างกันไปหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยจะมีความสุขกับของที่ระลึกปีนี้ที่มาจากแนวคิด Made With Love…ทำด้วยรัก”

ของที่ระลึก Power of Giving (พาวเวอร์ ออฟ กิฟวิ่ง) ปีที่ 8 นี้ ประกอบด้วย กระเป๋าเดินทาง ใบใหญ่ และกระเป๋าอเนกประสงค์ ใบเล็กราคาชุดละ 999 บาท แบรนด์ที่เข้าร่วมในปีนี้ ได้แก่ ASAVA (อาซาว่า),DISAYA (ดิษยา), Greyhound Original (เกรฮาวด์ ออริจินัล), ISSUE (อิชชู่), Janesuda (เจนสุดา), Kloset & Etcetera (โคลเซ็ท แอน เอ็ทเซ็ททรา), Milin (มิลิน), PAINKILLER Atelier (เพนคิลเลอร์ อาเตอลิเยร์), PATINYA (ปฏิญญา), Rotsaniyom (รสนิยม), SMILEYHOUND (สไมลี่ฮาวด์) และ Vickteerut (วิคธีร์รัฐ)

ASAVA (อาซาว่า) ตีความคอนเซ็ปต์ Made With Love…ทำด้วยรักด้วยการออกแบบลายผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสตมป์ประทับตราบนซองจดหมาย ที่สื่อถึงการส่งต่อการให้ ความรัก และความห่วงใยสู่ผู้รับ โดยเลือกใช้คู่สีที่มีความสดใส ให้ความรู้สึกสนุกและสดชื่น แต่ยังคงความเป็นแฟชั่นและมีความทันสมัยอย่างสีแซลมอนและสีเขียวมินท์ ผ่านการออกแบบลายผ้าที่สามารถเข้าถึงได้ทุกช่วงวัย พร้อมข้อความ “ASAVA WITH LOVE” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมส่งต่อความสุข และถ่ายทอดความหมายดีๆ

DISAYA (ดิษยา) ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตสีชมพู” ซึ่งหมายถึง ความรักที่ไม่มีสิ้นสุด ความหมายดีๆ ที่สื่อถึงความรักจากใจถึงใจ โดยลายบนผ้าผืนนี้เป็นภาพวาดสีไม้ที่แบรนด์ดิษยาตั้งใจจะมอบให้แก่ผู้ที่ได้รับกระเป๋าใบนี้ และเป็นที่มาของลวดลายของ “Forget Me Not”

Greyhound Original (เกรฮาวด์ ออริจินัล) หยิบเอา Street Culture ของการแต่งตัวที่เห็นมาตั้งแต่ช่วงยุค 60 จนถึงปัจจุบัน อย่างการใช้เข็มกลัดเป็นเครื่องประดับในการแต่งกาย โดยนำเทคนิคพิมพ์ลวงตา Optical illusion ที่แบรนด์เกรฮาวด์ ออริจินัลใช้สร้างรอยยิ้มมาโดยตลอด เพื่อส่งต่อความรู้สึกดีๆ ที่ใครเห็นเป็นต้องอมยิ้ม

ISSUE (อิชชู่) แรงบันดาลใจของการออกแบบลวดลาย ยังคงเสน่ห์และตัวตนของ “ISSUE” ด้วยอัตลักษณ์ของลวดลาย โดยผสมผสานการเลือกใช้สีพร้อมสื่อสารผ่านรูป “หัวใจ”ได้อย่างลงตัว เป็นการเน้นย้ำถึงปณิธานของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในฐานะสื่อกลางสำหรับผู้มีจิตศรัทธาได้ “ให้” สิ่งที่ดีที่สุด คือ “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด”

Janesuda (เจนสุดา) หยิบความสดใสของโทนสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่ทำให้รู้สึกสดชื่น และนำมาใส่ในดอกไม้ เพื่อเติมสีสันให้แก่ชีวิต และส่งต่อความชื่นบานแก่ผู้ที่ใช้กระเป๋าในคอลเลคชั่นนี้

Kloset & Etcetera (โคลเซ็ท แอน เอ็ทเซ็ททรา) นำสัญลักษณ์มือที่สื่อถึงการให้กำลังใจเพื่อส่งมอบพลังบวกให้แก่ผู้ที่ได้รับ และดอกไม้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบความรักความคิดถึงจึงนำสองสิ่งมาผสมผสานเพื่อสื่อให้เห็นถึงพลังบวกและส่งมอบความรักให้แก่ผู้ให้และผู้รับ

Milin (มิลิน) ได้รับแรงบันดาลใจจาก “โซ่” ทุกเส้นที่แข็งแกร่ง ล้วนเกิดจากการคล้องต่อเนื่องกันของลูกโซ่ เปรียบเสมือนความรักและความสัมพันธ์ของคนทุกคนที่จะแข็งแรง ก็ต้องค่อยๆ ใช้ความความเข้าใจ ความผูกพัน ถักทอร้อยเรียงอย่างเอาใจใส่และพิถีพิถันจึงจะกลายเป็นโซ่คล้องใจที่ยากจะมีสิ่งใดมาทำให้ขาดได้

PAINKILLER Atelier (เพนคิลเลอร์ อาเตอลิเยร์) นำหัวใจ Infinity Heart ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ มาดัดแปลงเป็นโซ่หัวใจที่เรียงร้อยต่อกัน ในรูปแบบลายโมโนแกรมที่ดูแข็งแรง เพื่อสานต่อความรักที่เข้มแข็ง และคำว่า “ให้” อย่างไม่สิ้นสุด

PATINYA (ปฏิญญา) ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการครบรอบ 12 ปีของแบรนด์ โดยคำและตัวอักษรทั้งหมด มาจากชื่อของคอลเลคชั่นของปฏิญญา ตั้งแต่คอลเลคชั่นแรกถึงปัจจุบัน ซึ่งล้วนมีความหมายเกี่ยวข้องกับ ความรัก หัวใจ กำลังใจ และพลังงาน ทั้งสิ้น

Rotsaniyom (รสนิยม) สร้างสรรค์ผลงานภายใต้แนวคิด MAN MADE หรือการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กัน การประคับประคองดูแลซึ่งกันและกัน การปกป้องดูแลโลกของเรา ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยมือของเราทุกคนที่ทำด้วยความรัก และความใส่ใจ

SMILEYHOUND (สไมลี่ฮาวด์) ตีความคอนเซ็ปต์ “Made with Love” ผ่านสัญลักษณ์รูปหัวใจที่ถูกออกเเบบผสานเข้ากับโลโก้สไมลี่ฮาวด์ แสดงออกถึงการร่วมกันส่งต่อความรัก แบ่งปันสิ่งดีๆ เพราะเราเชื่อว่าการให้ความรักเเก่กันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ที่ไม่สิ้นสุด

Vickteerut (วิคธีร์รัฐ) นำเสนอความรักที่มีอยู่หลากหลายในสังคม ผ่านรูปทรงหัวใจสีขาวบริสุทธิ์ บนพื้นผิวการไล่เฉดสีแบบสเปกตรัม (Spectrum) ให้ผสมกลมกลืนอย่างลงตัว ทั้งโทนร้อนและเย็น สื่อถึงความรักที่สามารถผสมผสานคนทุกรูปแบบในสังคมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้และส่งต่อความสุขด้วยการสนับสนุนของที่ระลึกการกุศล Power of Giving ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ(โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ)หรือสั่งออนไลน์ที่ www.ramafoundation.or.th, LINE @RAMAFOUNDATION, LINE SHOPPING และ Robinhood สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-2012222 ในวันและเวลาราชการ ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB•IG•LINE @RAMAFOUNDATION

เผยโปสเตอร์หลัก‘ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์’ เตรียมโลดแล่น ปลุกความศรัทธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/702219

เผยโปสเตอร์หลัก‘ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์’ เตรียมโลดแล่น ปลุกความศรัทธา

เผยโปสเตอร์หลัก‘ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์’ เตรียมโลดแล่น ปลุกความศรัทธา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เอาใจผู้ที่ศรัทธาเทพแห่งเมืองนครศรีธรรมราช “ไอ้ไข่” ไปอีกขั้น เมื่อ ดร.ประพล มิลินทจินดา ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ และ บริษัท ไอยาราฅแอนนิเมชั่น แอนด์ สตูดิโอ จำกัด เปิดภาพโปสเตอร์หลัก 3 ตัวละครหลักที่ผนึกกำลังปกป้องสมบัติวัดเจดีย์จากเหล่าคนอธรรมในภาพยนตร์แฟนตาซี “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ฝีมือผู้กำกับ เอก-ธีรธร เชาวนโยธิน เอาไว้ในเฟรมเดียวกัน ได้แก่ น้องโกฮัง-ด.ช.ณัฐวรรธ สุ่มพลอย, ต้น-ศักราช ศรีวังพล และ น้องโอโบ-ธีรยา เชาวนโยธิน เรียกได้ว่าผู้เลื่อมใสไอ้ไข่และคอหนังแฟนตาซีต้องถูกใจอย่างแน่นอน

เริ่มกันที่ น้องโกฮัง-ด.ช.ณัฐวรรธ รับบทเป็น “ไอ้ไข่” คาแร็กเตอร์เป็นเด็กชอบสนุก ชอบตีไก่ แต่ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่เฝ้าสมบัติ ซึ่งไอ้ไข่ทำตามหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ และเพราะไอ้ไข่ต้องใช้อิทธิฤทธิ์ต่างๆ ในการปกป้องสมบัติของวัด นักแสดงเด็กที่จะมารับบทนี้นอกจากจะต้องมีฝีมือทางการแสดงแล้ว สิ่งสำคัญยังต้องมีทักษะด้านแอ๊กชั่นเป็นอย่างดีซึ่งน้องโกฮังถูกเลือกเพราะตอบโจทย์ผู้กำกับเอก-ธีรธร ทุกด้าน เพราะเรียนสตั๊นท์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จนปัจจุบันนี้เรียนขั้นสูงระดับเดียวกับผู้ใหญ่กับครูสอนสตั๊นท์แมนระดับฮอลลีวู้ด

ด้าน ต้น-ศักราช แสดงเป็น “เก่ง” ชายหนุ่มสู้ชีวิตจากเมืองพระนครที่เดินทางไปยังแดนใต้เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีให้กับชีวิต เป็นคนอารมณ์ดี  มีอาชีพตีไก่เพื่อเลี้ยงน้องสาว “เปี๊ยก” รักน้องสาวมาก เก่งเป็นตัวละครที่ผู้กำกับ เอก-ธีรธร สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของคนธรรมดาทั่วไปที่เวลามีปัญหาในเรื่องต่างๆ ก็มักเอาภาระเหล่านี้ไปขอความช่วยเหลือจากไอ้ไข่

ปิดท้ายด้วย น้องโอโบ-ธีรยา รับบทเป็น “เปี๊ยก” เด็กผู้หญิงที่ต้องปลอมตัวเป็นผู้ชาย เพราะต้องคอยเดินทางติดตามพี่ชายอย่าง “เก่ง” ไปสถานที่ต่างๆ ทางภาคใต้ด้วยความที่พี่ชายเลี้ยงให้เป็นผู้ชาย จึงมีความดื้อ ซน ไม่กลัวใคร และกล้าได้กล้าเสียเตรียมพบกับภาพยนตร์ตำนานแห่งพลังศรัทธาและปาฏิหาริย์ “ขอได้ ไหว้รับ” อย่าง “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์” ที่จะแผ่บารมีให้คนไทยได้ชมกันทั้งประเทศในวันพฤหัสบดีที่19 มกราคม 2566 ทางโรงภาพยนตร์