ยกระดับแรงงาน-พัฒนาประเทศ 3ทักษะสำคัญรับโลกยุคใหม่ต้องมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706375

ยกระดับแรงงาน-พัฒนาประเทศ  3ทักษะสำคัญรับโลกยุคใหม่ต้องมี

ยกระดับแรงงาน-พัฒนาประเทศ 3ทักษะสำคัญรับโลกยุคใหม่ต้องมี

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับ “เวทีนโยบายการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานสู่ความพร้อมรับมือตลาดแรงงานยุคใหม่” ซึ่งจัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เพื่อวางเป้าหมายพัฒนาทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ รวมถึงปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษา

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุน กสศ. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ที่หากไม่แก้ไขจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) ซึ่งหมายถึงประชากรวัย 15-24 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาการจ้างงาน หรือการฝึกอบรมพัฒนาใดถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องค้นหาและพาเด็กเยาวชนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่การพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในหรือนอกระบบการทำงาน หรือการพัฒนาตนเองตามแนวทางที่เหมาะสม

“ผลสำรวจระบุว่าปี 2562 ประเทศไทยมี NEET มากถึง 1.3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นราว 10% ของประชากรฐานภาษี และคิดเป็น 14% ของเยาวชนไทย นอกจากนี้กลุ่ม NEET ยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 1% ซึ่งสวนทางกับอัตราลดลงของเยาวชนไทยเฉลี่ย 1.2% ในทศวรรษที่ผ่านมา โดยร้อยละ 65 ของกลุ่ม NEET เป็นเพศหญิง มีปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียนเป็นสาเหตุสำคัญ จากสถิติพบว่าร้อยละ 8 ของกลุ่ม NEET คือเพศหญิงทำงานบ้าน กว่าครึ่งมีสถานภาพสมรสและสำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยม” ดร.ไกรยส ระบุ

โคจิ มิยาโมโตะ (Koji Miyamoto) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสฝ่ายปฏิบัติการระดับโลก ธนาคารโลกกล่าวถึงทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ (Foundational Skill) ว่า แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.RiteracySkill (ความสามารถอ่านเขียน) เริ่มจากทักษะการอ่านออกเขียนได้ซึ่งเป็นขั้นแรก ไปสู่กลไกความก้าวหน้าขั้นต่อๆ ไป 2.Digital Skill (ความสามารถในการเข้าใจและจัดการข้อมูล ICT หรือดิจิทัล) คือการต่อยอดความอยากรู้ ความเข้าใจข้อมูลข่าวสารต่างๆ สามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ต่อยอดพัฒนาชีวิตตนเองให้ดียิ่งขึ้น

เพิ่มศักยภาพในการทำงานจนเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานผลักดันตนเองไปสู่การจ้างงานที่มีรายได้สูงขึ้น หรือในภาคของผู้ประกอบการก็สามารถเพิ่มผลผลิตและนวัตกรรมได้มากขึ้น และ 3.Socio-Emotional Skill (ทักษะทางอารมณ์สังคม) คือความสามารถในการทำความเข้าใจและอยู่ร่วมกับผู้อื่น เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ นอกจากนี้ยังส่งผลด้านการดูแลตนเองในวิถีชีวิตและพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ลดภาระบุคลากรและงบประมาณการดูแลของภาครัฐ รวมถึงเป็นพลเมืองที่ไม่ก่อปัญหาให้สังคม

“เมื่อคนซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศมีงานทำ มีสุขภาพดี ดูแลตนเองได้ เขาจะพร้อมดำรงชีวิตบนความเปลี่ยนแปลง สามารถพาตัวไปหาโอกาส บริหารจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อคนคนหนึ่งหรือครอบครัวเท่านั้น หากยังสะท้อนไปถึงตลาดแรงงานของประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติ” นักเศรษฐศาสตร์ของ World Bank กล่าว

ดร.สมชัย จิตสุชน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ. และ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวเสริมว่า Socio-Emotional Skill หรือทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ เป็นเรื่องที่คนในสังคมยังพูดถึงค่อนข้างน้อย ทั้งที่ความสามารถในการปรับตัวมีความสำคัญมาก

“ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้นเราต้องทำให้แรงงานมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว สิ่งที่ในขั้นนโยบายควรตั้งเป้าคือ คนไทยทุกคนไม่ว่าอายุเท่าไหร่ มีระดับการศึกษาแค่ไหน หรืออยู่ในสถานะสังคมเศรษฐกิจใดก็ตาม ทุกคนต้องมีโอกาสพัฒนาความสามารถ และเข้าถึงช่องทางการเพิ่มความรู้ให้กับตนเอง คืออาจไม่จำเป็นต้องเป็นที่โรงเรียน แต่เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ และเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ” ดร.สมชัย กล่าว

ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ทักษะพื้นฐานของแรงงานจะยังไม่อยู่ในมาตรฐานที่คาดหวัง ส่วนการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแรงงานไม่ได้เติมเต็มทักษะพื้นฐานเท่าที่ควร หลักสูตรการพัฒนาอาชีพจึงต้องให้ความสำคัญกับทักษะขั้นพื้นฐาน หมายถึงการที่ประเทศจะลงทุนกับอะไรก็ตาม ต้องเริ่มที่ทักษะพื้นฐานเป็นจุดเริ่มต้น เพราะการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา

“แม้ว่าลงทุนกับทักษะอาชีพเป็นมูลค่าสูง แต่ถ้าทักษะพื้นฐานยังไม่ได้รับการเติมเต็ม การลงทุนนั้นก็อาจยังไม่ได้ผลลัพธ์กลับมาที่คุ้มค่าเท่าที่ควร หรือได้ผลน้อยกว่าที่คาดไว้ทักษะขั้นพื้นฐานไม่ได้สำคัญกับการจ้างงานเฉพาะสายอาชีพ แต่งานทุกรูปแบบจำเป็นต้องใช้ เพราะฉะนั้นในขั้นนโยบายจึงต้องให้ความสำคัญกับทักษะพื้นฐานตั้งแต่ขั้นปฐมวัยอย่างครอบคลุม เป็น Learning for All และทำโดยเร็ว เพราะว่าทักษะพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสะสมและมีความเฉพาะตัว ยิ่งเริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ก็จะมีมากขึ้น” ผศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า วันนี้อาชีวศึกษาจัดการศึกษาแบบเดิมไม่ได้แล้ว แต่ต้องมองตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศ และอาชีพต่างๆ ที่เปลี่ยนไปทุกวัน เพราะฉะนั้นสถาบันอาชีวะในฐานะต้นทางผลิตกำลังคนของประเทศ ต้องมาทบทวนเรื่อง Future Skill ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า โดยเฉพาะการ Upskill Reskill รับมือการก้าวเข้ามามีบทบาทของ AI แรงงานต้องปรับสภาพการทำงานให้เข้ากับโลกยุคใหม่ ไม่งั้นคนจะตกงานจำนวนมาก อาชีวะต้องผลิตคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาอาชีวศึกษา

สรรชัย ชอบพิมาย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า แนวคิดสำคัญคือก่อนที่เยาวชนและประชากรวัยแรงงานจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน เขาจำเป็นต้องได้เรียนรู้หลักสูตรเตรียมทำงานฝึกวินัยและทักษะอาชีพ แล้วนอกจากฝึกในสถาบันหลักสูตรยังต้องกำหนดให้ได้ฝึกฝีมือในสถานประกอบการ ซึ่งมีความต้องการแรงงานตามทักษะเฉพาะทาง ซึ่งเมื่อฝึกเสร็จแล้ว กลุ่มเป้าหมายจะได้เข้าสู่สถานประกอบการ พร้อมการันตีค่าแรงตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน แล้วเมื่อทักษะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้ค่าแรงเท่าไหร่ ก็จะทำให้เด็กมีแรงบันดาลใจ
ที่จะพัฒนาฝีมือของตนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ปลดล็อกทรงผม! ไว้สั้นหรือยาวก็ได้ นักเรียนชาย-หญิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706454

ปลดล็อกทรงผม!  ไว้สั้นหรือยาวก็ได้  นักเรียนชาย-หญิง

ปลดล็อกทรงผม! ไว้สั้นหรือยาวก็ได้ นักเรียนชาย-หญิง

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปลดล็อกทรงผม! ไว้สั้นหรือยาวก็ได้ นักเรียนชาย-หญิง รมว.ศึกษาไฟเขียว

กระทรวงศึกษาธิการปลดล็อก ทรงผมนักเรียน“ตรีนุช”ไฟเขียวให้ นร.ทั้งชาย-หญิง ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ แต่ต้องเหมาะสม ให้อำนาจสถานศึกษาต้นสังกัด พิจารณา อนุญาตขั้นตอนสุดท้าย แจ้งทุกฝ่ายรับทราบ

เมื่อวันที่ 24 มกราคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตามที่มีเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการลงโทษเรื่องทรงผมได้ส่งผลถึงร่างกายและจิตใจของนักเรียน ศธ.จึงมีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) ได้ให้ความเห็นว่า รมว.ศธ.ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดอาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 ประกอบกับมาตรา 39 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดนำไปปฏิบัติได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ดังนั้นเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ตนจึงลงนามในระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 และเสนอสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วออกเป็นหนังสือสั่งการหรือหนังสือเวียน กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนหรือนักศึกษาไว้อย่างกว้างๆ เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดที่เป็นผู้กำกับดูแลสถานศึกษา กำหนดให้สถานศึกษาแต่ละแห่งนำหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวไปกำหนดเป็นระเบียบหรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ศธ.ได้ยกร่างแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษา ไว้ดังนี้ 1.การไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัด ศธ.และสถานศึกษาในกำกับดูแลของ ศธ.จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ โดยสถานศึกษาอาจกำหนดลักษณะทรงผมตามพันธกิจ บริบท และความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษาและ2.สถานศึกษาในสังกัด ศธ.และสถานศึกษาในกำกับดูแลของ ศธ.อาจกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับไว้ทรงผมของนักเรียนได้ โดยการวางระเบียบหรือข้อบังคับของสถานศึกษา และควรระบุบทอาศัยอำนาจของกฎหมายเฉพาะมาตรา 39 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ได้เสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนแล้วแต่กรณี ก่อนการประกาศใช้และควรเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนไว้ในระบบสารสนเทศ หรือบริเวณของสถานศึกษา และแจ้งให้นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสถานศึกษาทราบเป็นการทั่วไป เพื่อให้การปฏิบัติตนของนักเรียนมีความถูกต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดความชัดเจนในการดำเนินการของสถานศึกษา

“ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีข้อต้องปฏิบัติตนเกี่ยวกับการไว้ทรงผมว่านักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย และมีข้อต้องห้ามปฏิบัติตน ดังนี้ ดัดผม ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม ไว้หนวดหรือเครา การกระทำอื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น การตัดแต่งทรงผมเป็นรูปทรงสัญลักษณ์หรือเป็นลวดลาย แต่ต่อไปหลังจากมีการประกาศยกเลิกในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนทั้งหมดจะอยู่ที่สถานศึกษา ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ประชาชนจากทั่วสารทิศพร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706382

ประชาชนจากทั่วสารทิศพร้อมใจลงนามถวายพระพร 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

ประชาชนจากทั่วสารทิศพร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.13 น.

สำหรับบรรยากาศการลงนามถวายพระพร เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษาพร้อมใจนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงยิ่งๆขึ้น อาทิ  ชมรมกำลังพลสำรองพิทักมาตุภูมิ, นางสาคร วงศ์สุวรรณ ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดิน หมู่ 5 อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พร้อมสมาชิกกองทุนฯ, ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, คณะครู นักเรียน โรงเรียนศรีวิทยาปากน้ำ จ.สมุทรปราการ, คณะนักศึกษาวิชาทหารวิทยาลัยพาณิชยการบางนา และวิทยาลัยกาญนาภิเษกช่างทองหลวง ลงนามถวายพระพรก่อนร่วมเป็นจิตอาสาอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาลงนามถวายพระพร

หม่อมราชวงศ์ สุชาติจันทร์ ประวิตร ผู้แทนราชสกุลประวิตร,  นางธนิฏฐา เศวตศิลา  มณีโชติ ตัวแทนราชสกุลเศวตศิลา,  สมาคมพยาบาลอาชีวอนามัย แห่งประเทศไทย, นายอภิชาติ เชิงสะอาด ข้าราชการบำนาญ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม, ครอบครัวพลพิริยะวัฒน์, สภาคณาจารย์ และข้าราชการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, พล.อ.ต.ไพฑูรย์ เหลืองตระกูล ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศ กองทัพอากาศ,  องค์การบริหารส่วนตำบลในคลองบางปลากด จ.สมุทรปราการ,  มูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา, สภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย สาขาสระบุรี,  สมาคมสตรีมุสลิมเพื่อการพัฒนาและสันติสุข, โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ, ว่าที่ ร.อ.อาศิส เชยกลิ่น ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาท้องฟ้าจำลองรังสิต พร้อมคณะ,  นางสาวเกษแก้ว วงศ์ภักดี ประธานจิตอาสา และสมาชิกสตรีจิตอาสา เทศบาลเมืองเชียงใหม่, ดร.สุรชัย สุทธิวรชัย ประธานมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา องค์การสาธารณกุศลที่ 801,  นายนพลิศ เสริมศักดิ์ศศิธร นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหมอนนาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี พร้อมคณะ, ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน, สภาสโมสรส่งเสริมแม่แห่งประเทศไทย, นพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ ประธานกรรมการบริหาร และCEO นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCM พร้อมคณะ เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้  ซึ่งประชาชนสามารถลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน