นักขุดทองสมัครเล่นออสเตรเลียเจอก้อนทองคำยักษ์มูลค่า 5.5 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665848

นักขุดทองสมัครเล่นออสเตรเลียเจอก้อนทองคำยักษ์มูลค่า 5.5 ล้าน

28 มี.ค. 2566 14:30 น.

นักขุดทองสมัครเล่นออสเตรเลียเจอก้อนทองคำยักษ์มูลค่า 5.5 ล้าน

ชายชาวออสเตรเลียกลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน หลังใช้เครื่องตรวจจับโลหะราคาประหยัด ค้นพบก้อนหินหนัก 4.6 กก. ซึ่งภายในมีทองคำมูลค่า 240,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 5.52 ล้านบาท

ชายผู้ไม่ประสงค์จะออกนามได้ค้นพบก้อนทองคำดังกล่าวในแหล่งขุดทองในรัฐวิกตอเรีย ซึ่งนับว่ามีสำคัญอย่างยิ่งในยุคตื่นทองของออสเตรเลียในช่วงทศวรรษ 1800 ชายคนนี้ใช้เครื่องตรวจจับโลหะ “ไมน์แล็บ อีควิน็อกซ์ 800 (Minelab Equinox 800)” ซึ่งเป็นเครื่องตรวจจับโลหะรุ่นราคาประหยัดที่จำหน่ายในราคาประมาณ 1,200 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 27,600 บาท 

ด้านนายดาร์เรน แคมป์ ผู้ประเมินราคาและรับซื้อทองคำ กล่าวว่า นี่ถือเป็นทองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เขาเคยพบในอาชีพการทำงาน 43 ปีของเขา โดยระบุว่าเป็นการค้นพบครั้งหนึ่งในชีวิต

นายแคมป์กล่าวว่า เขาไม่ได้สนใจอะไรมากนักเมื่อชายคนหนึ่งสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่เดินเข้าไปในร้านค้าสำรวจแร่ของเขา ในเมืองจีลอง ห่างจากนครเมลเบิร์นไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากโดยปกติแล้วผู้คนมักจะนำทองปลอม หรือหินอื่นๆ ที่ดูเหมือนทองคำเข้ามาด้วย

“แต่ทันทีที่เขาดึงก้อนหินนี้ออกมา แล้ววางบนมือผมแล้วถามว่า “คิดว่ามันมีราคาสัก 10,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (228,000 บาท) ไหม” แคมป์มองไปที่เขาแล้วตอบว่า “ราคาสัก 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียมากกว่า”

ชายคนนั้นเลยบอกกับแคมป์ว่า หินก้อนนั้นเป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของหินที่เขาค้นพบ โดยเมื่อรวมหิน 2 ก้อน น้ำหนัก 4.6 กิโลกรัม จึงพบว่า ภายในก้อนหินมีทองคำอยู่ 83 ออนซ์ หรือราว 2.6 กิโลกรัม ซึ่งหลังประเมินราคาแล้ว แคมป์จึงซื้อก้อนหินต่อจากชายผู้นี้

แคมป์ เล่าต่อว่า ชายคนดังกล่าวบอกกับเขาว่า จะนำเงินที่ได้ไปดูแลครอบครัว และพูดอีกว่า “ภรรยาผมต้องดีใจแน่ๆ”

แม้การค้นพบทองคำลักษณะนี้จะหาได้ยาก แต่มีการประเมินว่า ออสเตรเลียเป็นแหล่งทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และก้อนทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลกหลายก้อน ก็ล้วนแต่พบในออสเตรเลีย โดยหินก้อนดังกล่าวถูกค้นพบในพื้นที่ที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมทองคำ” ของรัฐวิกตอเรีย ตั้งแต่เมืองบัลลารัต ข้ามไปยังเมืองเบนดิโก และจนถึงเมืองเซนต์อาร์นอด

สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของรัฐวิกตอเรียประเมินว่า อาจมีทองคำมากถึง 75 ล้านออนซ์ในพื้นที่ตอนกลางและตอนเหนือของทุ่งทองคำในรัฐวิกตอเรีย ซึ่งเปรียบเทียบกับทองคำ 80 ล้านออนซ์ที่ขุดได้จากพื้นที่นี้เมื่อประมาณ 170 ปีที่แล้วในยุคตื่นทอง.

นศ.ญี่ปุ่นแต่งตัวเป็น “ปธน.เซเลนสกี” ร่วมพิธีรับปริญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665701

นศ.ญี่ปุ่นแต่งตัวเป็น "ปธน.เซเลนสกี" ร่วมพิธีรับปริญญา

28 มี.ค. 2566 13:29 น.

นศ.ญี่ปุ่นแต่งตัวเป็น “ปธน.เซเลนสกี” ร่วมพิธีรับปริญญา

นักศึกษาชาวญี่ปุ่นปรากฏตัวในพิธีรับปริญญา ด้วยการแต่งกายที่ดูคล้ายกับนายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ด้วยการสวมเสื้อยืดสีเขียวมะกอกและกางเกงสีกากีอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เพื่อแสดงการสนับสนุนการต่อสู้ของยูเครนกับรัสเซีย

ทั้งนี้ พิธีสำเร็จการศึกษาในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะให้ผู้สำเร็จการศึกษาสวมชุดสูท หรือชุดที่เป็นทางการ แต่มหาวิทยาลัยศิลปะเกียวโตมีประเพณีของตนเองที่นักศึกษาจะเลือกแต่งกายที่แตกต่างออกไปในวันพิเศษของตน

นักศึกษาชายรายดังกล่าว ซึ่งระบุชื่อเพียงว่า “อามิกิ” ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า “ผมคือประธานาธิบดี เซเลนสกี” เขาบอกว่าต้องใช้เวลาสามเดือนในการไว้หนวดเครา เขาตัดสินใจแต่งตัวให้เหมือนเขาในพิธีจบการศึกษาเมื่อวันศุกร์ “เพราะตั้งแต่เดือนธันวาคม ตอนที่ผมไว้เครา มีคนบอกว่าผมดูเหมือนประธานาธิบดีเซเลนสกี”

การแสดงออกของเขาไม่ใช่แค่การแต่งคอสเพลย์ที่สร้างความตลกขบขัน นายอามิกิยังเคยโพสต์รูปลงในทวิตเตอร์ที่เป็นภาพของตนเองที่กำลังถือป้ายข้อความแสดงการสนับสนุนยูเครน พร้อมกับข้อความจากสุนทรพจน์ของนายเซเลนสกี ที่กล่าวระหว่างการเยือนสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ ทีวี โอซากา นายอามิกิยังกล่าวว่าเขาเคารพนายเซเลนสกีในฐานะ “คนจริงในหมู่มนุษย์” เขายังเคยทวีตว่า “เรายืนหยัดเพื่อยูเครน ความยุติธรรมจะมีชัยในท้ายที่สุด ฉันหวังเช่นนั้น เพื่อความรุ่งโรจน์ของยูเครน”

นายอามิกิยังถือพายข้าวที่ทำจากไม้ หรือ “ชาโมจิ” ซึ่งเป็นช้อนสำหรับเสิร์ฟข้าว เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฟูมิโอะ คิชิดะ มอบให้นายเซเลนสกีเป็นของขวัญในระหว่างการเดินทางไปยูเครนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยไม้พายดังกล่าวเป็นของที่ระลึกขึ้นชื่อของจังหวัดฮิโรชิมา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายคิชิดะ และใช้สำหรับสวดมนต์เพื่อชัยชนะ แต่ถูกวิจารณ์จาก ส.ส. พรรคฝ่ายค้านว่าเป็น “เรื่องไร้สาระ”

เขากล่าวว่า การให้ช้อนตักข้าวแก่ผู้นำประเทศในภาวะสงครามอาจดูไม่เหมาะสมนัก “อย่างไรก็ตาม ผมมีความสุขหากชาวยูเครนพอใจ และคำอธิษฐานดังกล่าวสัมฤทธิผล”

ด้านนายเซอร์เก กอร์ซันสกี เอกอัครราชทูตยูเครนประจำญี่ปุ่น รีทวีตฉากหนึ่งจากวิดีโอที่ภาพของนายอามิกิที่แต่งกายคล้ายผู้นำยูเครน รวมถึงทวีตของเขาที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสำหรับยูเครน

เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็น “ดาบสองคม” ของการประท้วงในเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665060

เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็น “ดาบสองคม” ของการประท้วงในเอเชีย

28 มี.ค. 2566 12:07 น.

เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็น “ดาบสองคม” ของการประท้วงในเอเชีย

  • แม้การประท้วงต่อต้านรัฐบาลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2022 อย่างไรก็ตามปีที่แล้วก็เป็นปีที่การประท้วงประสบความสำเร็จน้อยที่สุด โดยมีเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือผู้นำ ในทันทีที่ต่ำที่สุด 
  • แม้การเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดียจะประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลเผด็จการในหลายประเทศก็สามารถใช้มันเพื่อเซนเซอร์และใช้เทคนิคในการสอดแนมเพื่อทำลายการประท้วง ในฐานะ “เผด็จการทางดิจิทัล”
  • นักวิชาการชี้ว่า แม้การประท้วงที่ล้มเหลว แต่ก็สามารถวางรากฐานสำหรับการประท้วงในอนาคตได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ปลูกฝังแนวคิดที่ว่าพลังคนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยังสามารถฝึกฝนให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ชาวจีนจำนวนมากต่างรู้สึกสะเทือนใจต่อข่าวไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ที่มีผู้เสียชีวิต หลังจากมาตรการปิดเมืองเกือบ 3 ปี ที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 เหตุการณ์ดังกล่าวก็สร้างความเดือดดาลอย่างมากเช่นกัน

เสียงเรียกร้องให้จัดกิจกรรมการจุดเทียนไว้อาลัย เริ่มแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วทั้งสื่อโซเชียลมีเดียและแอปรับส่งข้อความของจีน  ประชาชนจำนวนมากตอบรับการเข้าร่วมกิจกรรม ทุกคนชูกระดาษเปล่า ตะโกนคำขวัญประณามผู้นำ และเปลี่ยนการไว้อาลัยให้เป็นการประท้วงครั้งใหญ่

“การประท้วงกระดาษขาว” ของจีน ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นศรีลังกา หรือไทย โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอเชียได้เกิดการประท้วงที่ปะทุขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ บางส่วนก็เริ่มอ่อนกำลังเมื่อสูญเสียแรงกระตุ้น ส่วนในบางที่ก็เงียบลงหลังจากการปราบปรามอย่างรวดเร็ว ส่วนในเมียนมาการต่อต้านยังคงดำเนินต่อไปแม้จะเข้าสู่สงครามกลางเมือง

นักวิชาการชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ใหญ่ขึ้นทั่วโลก เมื่อการประท้วงจำนวนมากกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการประท้วงก็มีแนวโน้มที่จะล้มเหลวด้วย และยิ่งไปกว่านั้นเครื่องมือที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการประท้วงเหล่านี้ ซึ่งก็คือเทคโนโลยี ก็ถือเป็นอุปสรรคสำคัญเช่นกัน

ข้อมูลที่รวบรวมโดยสถาบัน Carnegie Endowment for International Peace ตั้งแต่ปี 2017 แสดงให้เห็นว่าการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยถึงจุดสูงสุดในปี 2022 อย่างไรก็ตาม สถาบันฯ ระบุว่า ปีที่แล้วก็เป็นปีที่การประท้วงประสบความสำเร็จน้อยที่สุด โดยมีเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวที่ต่ำที่สุด ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือผู้นำในทันที

ด้านนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ติดตามการเดินขบวนและการต่อต้านของพลเรือนมาตั้งแต่ปี 2443 ซึ่งนับรวมถึงการเคลื่อนไหวในระดับสูงสุด ที่ไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ขับไล่รัฐบาลทหารที่ยึดครองประเทศ หรือกดดันให้ออกจากตำแหน่ง โดยพบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็มีอัตราความสำเร็จลดลงพร้อมกันด้วย

ทฤษฎีหนึ่งที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นคือการเพิ่มขึ้นของโซเชียลมีเดียและแอปส่งข้อความ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ในอดีต การประท้วงจะจัดผ่านเครือข่ายชุมชนที่สร้างขึ้นจากการเคลื่อนไหวมานานหลายปี ซึ่งทำให้ยากที่จะกำจัดออกไป แต่ด้วยการเชื่อมต่อที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้การระดมคนอย่างเป็นธรรมชาติเป็นไปอย่างง่ายดาย และยังสามารถติดตามคนเหล่านี้ได้อีกด้วย

Ho-fung Hung ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองและการประท้วง กล่าวว่า “ปัจเจกชนจำเป็นต้องเข้าใจว่าความคับข้องใจของพวกเขานั้นไม่ใช่เรื่องของปัจเจกชน แต่เป็นการที่คนอื่นแบ่งปันความรู้สึกของพวกเขาและมีความรู้สึกของความเป็นชุมชน ดังนั้นพวกเขาจึงระดมกำลัง แต่ถ้าคุณพึ่งพาสื่อสังคมออนไลน์มากเกินไปในการจัดระเบียบ ระบอบเผด็จการก็สามารถใช้มันเพื่อเซนเซอร์และใช้เทคนิคในการสอดแนม ทำให้เรื่องทั้งหมดสามารถปิดลงได้ค่อนข้างง่าย”

รัฐบาลกำลังพึ่งพามากเทคโนโลยีมากขึ้น เช่นเดียวกับสิ่งที่ศาสตราจารย์เอริกา ชิโนเวธ หนึ่งในนักวิชาการที่อยู่เบื้องหลังการศึกษาของฮาร์วาร์ด เรียกว่า “เผด็จการทางดิจิทัล” และเป็นมากกว่าแค่การเฝ้าระวัง

โดยระหว่างการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาในปี 2564 ทางการปิดอินเทอร์เน็ตทั้งหมดเพื่อตัดไม่ให้ผู้ชุมนุมสื่อสารกัน

ส่วนในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ตำรวจพยายามติดตามผู้ประท้วงด้วยการค้นหาโทรศัพท์และแอปส่งข้อความที่เข้ารหัส เมื่อเร็วๆ นี้นักเคลื่อนไหวชาวจีนกล่าวว่าพวกเขาได้รับการติดต่อจากผู้ใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมที่สวมรอยเป็นนักข่าว สร้างความหวาดกลัวว่านี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทางการจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขา

อีกกลยุทธ์หนึ่งคือการตอบโต้การโจมตีของผู้ประท้วงเพื่อดิสเครดิตพวกเขา และความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของพวกเขา สิ่งนี้มักปรากฏบนโซเชียลมีเดียซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนโดยแคมเปญหลอกลวงและการป้ายสีที่ประสานงานกันเป็นอย่างดี

การกล่าวโทษ “กองกำลังต่างชาติ” ที่ปลุกระดมผู้ประท้วงก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งเห็นได้จากการตอบโต้ของทางการอินเดียต่อการเดินขบวนของชาวนาในปี 2563 และการละเว้นการนำเสนอข่าวในสื่อของรัฐบาลจีน ที่บล็อกเกอร์กลุ่มชาตินิยมสะท้อนให้เห็นในโลกออนไลน์

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า อำนาจนิยมทางดิจิทัลก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ วิธีที่รัฐบาลใช้ในการยุติการเคลื่อนไหวประท้วง ส่วนวิธีการอื่นๆ ได้แก่ การลอบเร้นหรือการปราบปรามล่วงหน้า การสร้างการสนับสนุนภายใน เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ที่ไม่พอใจ ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้น เข้าร่วมกับผู้ประท้วง และใช้อำนาจฉุกเฉินช่วงโควิดระบาดในการปราบปรามผู้เห็นต่าง

ด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ถูกลดความสำคัญลง โดยเฉพาะในเอเชีย รัฐบาลเผด็จการสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ได้มากขึ้น แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ ศ.ฮุง กล่าวว่า “ตอนนี้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของระบอบเผด็จการ พวกเขาสนับสนุนซึ่งกันและกัน พวกเขาปราบปรามอย่างหนัก และเมื่อมีการลงโทษระหว่างประเทศกับพวกเขา พวกเขาก็สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้” 

บ่มเพาะมรดก


แต่จะเป็นอย่างไรหากมีวิธีคิดมากกว่าหนึ่งวิธีเกี่ยวกับความสำเร็จของการประท้วง

ไดอานา ฟู รองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต กล่าวว่า การพาผู้คนจำนวนมากออกมาตามท้องถนนถือเป็นความสำเร็จอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเผด็จการที่ประชาชนเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ตัวอย่างเช่น การประท้วงกระดาษสีขาว ถือเป็นการตื่นตัวทางการเมือง “เท่าที่ประชาชนชาวจีนจำนวนมากกล้าที่จะพูดว่า ‘ไม่’ กับรัฐบาลของพวกเขาเป็นครั้งแรกในชีวิต การประท้วงถือเป็นจุดเปลี่ยนจากการปฏิบัติตามไปสู่การไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนรุ่นใหม่” พร้อมเสริมว่าการประท้วงดังกล่าวกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ยกเลิกข้อจำกัดโควิด

ด้วยเหตุนี้นักเคลื่อนไหวชาวจีนบางคนจึงมองว่าการประท้วงจะประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด แม้ว่าจะมีการปราบปรามก็ตาม

โฆษกของกลุ่ม CitizensDailyCN กล่าวว่า “พวกเราไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าในปัจจุบันจะมีการต่อต้านเช่นนี้ในจีน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประท้วงทำให้กบฏที่ “ปิดตัว” หลายคนตระหนักว่ามีคนจำนวนมากที่เดินทางในเส้นทางเดียวกัน และพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง”

พวกเขายังชี้ให้เห็นถึงการประท้วงอื่นๆ ที่ปะทุขึ้นในจีนตั้งแต่การประท้วงกระดาษขาว โดยกล่าวว่า “หากการประท้วงกระดาษสีขาวไม่เกิดขึ้นก่อน การประท้วงอื่นๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น หรือจะไม่ดึงดูดความสนใจในระดับเดียวกัน”

บางคนแย้งว่าความสำเร็จของการประท้วงไม่ได้วัดเพียงแค่ว่าบรรลุเป้าหมายในทันทีหรือไม่ แต่ยังวัดผลกระทบในระยะยาวด้วย

การประท้วงแม้จะเรียกว่าการประท้วงที่ล้มเหลว แต่ก็สามารถวางรากฐานสำหรับการประท้วงในอนาคตได้ พวกเขาไม่เพียงแต่ปลูกฝังแนวคิดที่ว่าพลังคนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยังสามารถฝึกฝนให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

เจฟฟ์ วาสเซอร์สตรอม ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ กล่าวว่า “เมื่อคุณมีนักดนตรีที่เคยเล่นด้วยกัน ครั้งต่อไปที่พวกเขารวมตัวกัน พวกเขาสามารถเล่นด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมส่วนใหญ่ “ได้รับความสนใจเพียงเล็กน้อย” ก่อนที่มันจะมอดดับไป “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเหลือให้ผู้คนสร้างต่อ แม้แต่การเคลื่อนไหวที่ล้มเหลวก็สามารถมีมรดกตกทอดในแง่ของการสร้างต้นแบบและแนวทาง”

กลุ่มพันธมิตรชานม ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมที่มีการรวมตัวหลวมๆ ของผู้ประท้วงเพื่อประชาธิปไตยทั่วเอเชีย ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

กลวิธีบางอย่างของผู้ประท้วงฮ่องกงในปี 2562 เช่น สัญญาณมือ แฟลชม็อบ การใช้ร่มและกรวยจราจรเพื่อต่อสู้กับแก๊สน้ำตา ถูกนำมาใช้ในภายหลังโดยผู้ประท้วงในไทยและศรีลังกา มันแสดงให้เห็นว่าในขณะที่ระบอบเผด็จการสร้างพันธมิตรได้อย่างไร ผู้ประท้วงจากประเทศต่างๆ และขบวนการทางสังคมก็สามารถประสานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้

ศ.วาสเซอร์สตรอม ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้คำขวัญต่อต้านรัฐบาลและต่อต้าน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเกิดขึ้นจากกรณีการที่ชายคนหนึ่งติดป้ายข้อความขนาดใหญ่เพื่อประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีสี และนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของรัฐบาลจีน บนสะพานซื่อทงในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว ได้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในการประท้วงกระดาษสีขาวในหลายสัปดาห์ต่อมา คำขวัญและแนวคิดเหล่านี้จำนวนมาก “คงอยู่” โดยชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งยังคงใช้คำขวัญและแนวคิดเหล่านี้ซ้ำทางออนไลน์และในการประท้วงในต่างประเทศ

กลุ่ม CitizensDailyCN มีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ โดยการใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมออนไลน์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลโดยเผยแพร่รายละเอียดการประท้วงและมีมทางการเมือง จนกลายเป็นผู้เล่นหลักในการแสดงความต่างต่อรัฐบาลจีนทางออนไลน์

ตัวแทนของกลุ่ม ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเพื่อความปลอดภัย กล่าวว่า “ขบวนการกระดาษสีขาวได้ยุติลงแล้ว แต่การต่อต้านยังไม่สิ้นสุด”

“สถานการณ์ในอุดมคติคือ เสียงแห่งกบฏยังคงดังสะท้อนภายในประเทศ เป็นผู้นำการต่อต้าน และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในต่างประเทศยังคงรักษาความกระตือรือร้นไว้ แต่ในขั้นตอนนี้ เราได้แต่รอโอกาสต่อไปเท่านั้น เราคิดว่าจะมีโอกาสในครั้งต่อไป”

“การก่อจลาจลครั้งต่อไปอาจไม่เรียกว่า “ชายบนสะพาน” หรือ “การประท้วงกระดาษขาว” แต่จะมีสัญลักษณ์ใหม่”.

ตร.สหรัฐฯ เผยมือปืนคร่า 6 ศพกราดยิง ร.ร.ประถมแนชวิลล์ เตรียมตัวอย่างดีก่อนลงมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665595

ตร.สหรัฐฯ เผยมือปืนคร่า 6 ศพกราดยิง ร.ร.ประถมแนชวิลล์ เตรียมตัวอย่างดีก่อนลงมือ

28 มี.ค. 2566 10:38 น.

ตร.สหรัฐฯ เผยมือปืนคร่า 6 ศพกราดยิง ร.ร.ประถมแนชวิลล์ เตรียมตัวอย่างดีก่อนลงมือ

ตำรวจสหรัฐฯ เผยรายละเอียดของมือปืนกราดยิงสะเทือนขวัญคร่า 6 ศพ ที่โรงเรียนประถมเมืองแนชวิลล์ ชี้คนร้ายเป็นคนข้ามเพศ เตรียมแผนการสังหารมาอย่างดีก่อนลงมือก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2566 เว็บไซต์ข่าว CNN รายงานว่า จากเหตุโศกนาฏกรรมมือปืนบุกเข้าไปกราดยิงภายในโรงเรียนประถม Covenant ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนคริสเตียน ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ ขณะที่คนมือปืนถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ซึ่งล่าสุดตำรวจเปิดเผยรายละเอียดว่า ผู้ก่อเหตุเป็นคนข้ามเพศ (Transgender) โดยเป็นผู้หญิงที่แต่งกายในลักษณะเป็นชาย ชื่อว่า ออเดรย์ เฮล อายุ 28 ปี ซึ่งเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ตำรวจคาดว่า มูลเหตุจูงใจอาจเกิดจากความโกรธแค้น หรือคับข้องใจอะไรบางอย่าง ซึ่งตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัดและอยู่ระหว่างสืบสวนลงรายละเอียด

เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้มีเหยื่อผู้เสียชีวิตรวม 6 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนวัย 9 ปี จำนวน 3 ศพ และเป็นผู้ใหญ่อีก 3 ศพ โดยโฆษกตำรวจเมืองแนชวิลล์ เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุครั้งแรกในเวลาประมาณ 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น พยานเล่าว่า คนร้ายเข้าไปในโรงเรียนจากประตูด้านข้างพร้อมอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจมอย่างน้อย 3 กระบอก กับปืนพกอีก 1 กระบอก แล้วก่อเหตุกราดยิงที่ชั้น 1 และ 2 ของอาคาร ก่อนถูกตำรวจยิงเสียชีวิตบนชั้น 2 

ด้านจอห์น เดรก หัวหน้าสำนักงานตำรวจเมืองแนชวิลล์ กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุได้เขียนแถลงการณ์ที่บ่งชี้ถึงความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ในใจ จากการถูกส่งไปโรงเรียนคริสเตียน นอกจากนี้เชื่อว่า เธอได้มีการวางแผนมาอย่างดีที่จะก่อเหตุนองเลือดในลักษณะนี้ จากการที่ตำรวจพบแผนที่ที่เขียนรายละเอียดของแผนกราดยิง ตลอดจนระบุประตูทางเข้าและตำแหน่งกล้องวงจรปิด อย่างไรก็ตามเชื่อว่า เหยื่อผู้เสียชีวิตแต่ละคนอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกันเนื่องจากเชื่อว่ามือปืนเลือกยิงเหยื่อแบบสุ่ม ไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษ

หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวเรียกร้องให้สภาคองเกรส ผ่านกฎหมายแบนอาวุธจู่โจม โดยระบุว่านับเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ใจสลาย และเป็นฝันร้ายที่สุดของครอบครัวผู้สูญเสีย และระบุว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ เพื่อหยุดเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืน.

เหตุสลด รถบัสผู้แสวงบุญซาอุฯ เบรกแตกชนพลิกคว่ำ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665498

เหตุสลด รถบัสผู้แสวงบุญซาอุฯ เบรกแตกชนพลิกคว่ำ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

28 มี.ค. 2566 09:36 น.

เหตุสลด รถบัสผู้แสวงบุญซาอุฯ เบรกแตกชนพลิกคว่ำ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

เกิดเหตุสะเทือนขวัญ รถบัสบรรทุกคณะผู้แสวงบุญกำลังจะไปเข้าร่วมพิธีอุมเราะห์ แต่ดันเบรกแตกชนสนั่นไฟลุกท่วมคัน ดับอย่างน้อย 20 ศพ บาดเจ็บ 29 ราย

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2566 เว็บไซต์ข่าวคาลีจ ไทมส์ รายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถบัสคณะผู้แสวงบุญประสบเหตุชนสะพานพลิกคว่ำ แล้วเกิดไฟลุกไหม้ บนถนนในจังหวัดอะเซอร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้รถทั้งคันไหม้ ได้รับความเสียหาย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ บาดเจ็บอีก 29 ราย

ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะที่รถบัสคันนี้กำลังแล่นมา ได้เกิดเบรกขัดข้อง ทำให้ควบคุมรถไม่อยู่เลยชนเข้ากับสะพานที่อยู่บริเวณนั้นอย่างแรง หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่จากสภากาชาดซาอุดีอาระเบียได้เข้าช่วยเหลือ นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ขณะที่ภาพข่าวจากสถานีโทรทัศน์อัล อัคบาริยา แสดงให้เห็นซากรถบัสถูกไฟไหม้ดำเป็นตอตะโก

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รถบัสคันนี้บรรทุกคณะผู้แสวงบุญไปร่วมพิธีอุมเราะห์ ที่นครเมกกะ และยังเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนรอมฎอน หรือเทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม.

ภาพจาก : @AlArabiya

“นาโต” แถลงตอบโต้ “รัสเซีย” รายวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665463

"นาโต" แถลงตอบโต้ "รัสเซีย" รายวัน

28 มี.ค. 2566 08:58 น.

“นาโต” แถลงตอบโต้ “รัสเซีย” รายวัน

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. โฆษกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ออกแถลงโจมตีนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จากกรณีประกาศแผนการนำหัวรบนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี เข้าประจำการในประเทศเบลารุส ทางภาคเหนือของยูเครนว่า เป็นวาทกรรมที่อันตรายและขาดความรับผิดชอบ

ขณะที่นายนิโคไล ปาตรูเชฟ เลขาธิการสภาความมั่นคงรัสเซีย กล่าวโจมตีชาติตะวันตกว่า แม้จะปฏิเสธเช่นไร แต่นาโตก็มีส่วนร่วมกับสงครามยูเครน-รัสเซีย แปรสภาพยูเครนให้เป็นค่ายทหารขนาดใหญ่ พร้อมวิจารณ์รัฐบาลสหรัฐฯว่า เป็นเผด็จการที่ใหญ่ที่สุดในโลก ละเมิดอธิปไตยชาติอื่น แต่แอบอ้างว่าเป็นผู้ปกป้องกฎหมายสากล ทุกคนต้องทำตามกฎของสหรัฐฯ.

“อิสราเอล” พักกฎหมายลดอำนาจศาลฎีกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665466

"อิสราเอล" พักกฎหมายลดอำนาจศาลฎีกา

28 มี.ค. 2566 08:55 น.

“อิสราเอล” พักกฎหมายลดอำนาจศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. สื่อท้องถิ่นอิสราเอล รายงานอ้างแหล่งข่าวในพรรคลิคุด พรรคแกนนำรัฐบาลอิสราเอลว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยอมที่จะสั่งระงับร่างกฎหมายฉบับใหม่ ตามข้อเรียกร้องของประชาชนที่จัดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมการประท้วงสูงถึง 600,000-700,000 คน เนื่องด้วยร่างกฎหมายดังกล่าว จะให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎรในการยกเลิกคำพิพากษาศาลฎีกา ด้วยการโหวตเสียงข้างมาก 61 เสียงจาก 120 เสียง

ร่างกฎหมายฉบับนี้ จะยังให้อำนาจรัฐบาลในการแต่งตั้งคณะตุลาการทั่วประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งสื่อท้องถิ่นอิสราเอลรายงานด้วยว่า ตัวตั้งตัวตีในการผลักดันร่างกฎหมาย ไม่ใช่นายเนทันยาฮู แต่เป็นนายยาริฟ เลวิน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียุติธรรมจากพรรคลิคุด และนายซิมชา รอธแมน ส.ส.พรรคศาสนาไซออนนิสต์ และคณะกรรมาธิการยุติธรรม ที่ทราบกันดีว่า ทั้งสองคนมีความไม่พอใจมานานต่อศาลฎีกาที่มาขัดขวางแผนขยายดินแดน อีกทั้งการให้อำนาจสภาสามารถยกเลิกคำสั่งศาลฎีกาได้ ยังมองได้ว่าเป็นช่องทางให้นายเนทันยาฮู รอดพ้นจากคดีคอร์รัปชันปี 2562 จากการถูกกล่าวหาว่า เอื้อประโยชน์แก่บริษัทสื่อ-เทเลคอม แลกกับการผลิตคอนเทนต์แง่บวก.

ระบบขนส่งเยอรมนีอ่วม นัดหยุดงานประท้วงใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665470

ระบบขนส่งเยอรมนีอ่วม นัดหยุดงานประท้วงใหญ่

28 มี.ค. 2566 08:52 น.

ระบบขนส่งเยอรมนีอ่วม นัดหยุดงานประท้วงใหญ่

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.พนักงานในเครือข่ายขนส่งสาธารณะของเยอรมนี ทั้งรถไฟ รถราง รถโดยสารประจำทาง และพนักงานภาคพื้นดินที่สนามบินต่างๆ จากสหภาพแรงงานใหญ่สุด 2 แห่งของประเทศนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเรียกร้องเพิ่มค่าจ้าง 10.5%-12% หรือเป็นเงินอย่างน้อย 500-650 ยูโรต่อเดือน หรือราว 18,000-24,000 บาท เป็นการหยุดงานครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี

ทำให้การเดินทางสาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นอัมพาต สถานีรถไฟและสนามบินอยู่ในสภาพเกือบร้าง เที่ยวบินทั้งหมดที่สนามบินใหญ่ที่สุดอย่างที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตและนครมิวนิกถูกยกเลิกทั้งหมด ยังกระทบการขนส่งผู้โดยสารและขนส่งเชิงพาณิชย์ที่ท่าเรือสำคัญหลายแห่งเช่นกัน ขณะที่ตัวแทนสหภาพแรงงานระบุว่ายังไม่ได้รับข้อเสนอขึ้นค่าจ้างที่พอใจและประกาศเตือนว่าอาจมีการนัดหยุดงานเกิดขึ้นอีกเร็วๆนี้ อาจรวมถึงในช่วงวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ด้วย.

ตร.สหรัฐฯ เผยชื่อมือปืนกราดยิงโรงเรียนแนชวิลล์ พบวางแผนไว้ล่วงหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665408

ตร.สหรัฐฯ เผยชื่อมือปืนกราดยิงโรงเรียนแนชวิลล์ พบวางแผนไว้ล่วงหน้า

28 มี.ค. 2566 07:10 น.

ตร.สหรัฐฯ เผยชื่อมือปืนกราดยิงโรงเรียนแนชวิลล์ พบวางแผนไว้ล่วงหน้า

ตำรวจสหรัฐฯ รู้ชื่อมือปืนหญิงผู้ก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนประถมที่เมืองแนชวิลล์ จนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพแล้ว และยังพบหลักฐานว่า เธอวางแผนก่อเหตุเอาไว้ล่วงหน้าด้วย

ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ ดอน แอรอน โฆษกสำนักงานตำรวจเทศบาลเมืองแนชวิลล์ เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. 2566 ตำรวจได้รับแจ้งเหตุกราดยิงครั้งแรกในเวลาประมาณ 10.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่นานในการเดินทางถึงโรงเรียนประถมเอกชน ‘Covenant School’ และเข้าตรวจสอบชั้นแรกของอาคารเรียน

จากนั้นตำรวจก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นบนชั้น 2 เจ้าหน้าที่จึงขึ้นไปและเผชิญหน้ากับคนร้ายและยิงเธอเสียชีวิตในเวลา 10.27 น. มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 6 ศพไม่รวมคนร้าย และมีตำรวจถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 นาย

ต่อมาตำรวจแนชวิลล์ยืนยันว่า เด็กนักเรียน 3 คน ที่เสียชีวิตมีอายุเพียง 9 ขวบทั้งหมด ได้แก่ ด.ญ.อีฟลีน ดีคเฮาส์, ด.ญ.ฮอลลี สกรักส์ และ ด.ช.วิลเลียม คินนีย์ ขณะที่ผู้ใหญ่ที่เสียชีวิต 3 คน ได้แก่ ซีนเธีย พีค อายุ 61 ปี, แคเธอรีน คูนซ์ อายุ 60 ปี และ ไมค์ ฮิล อายุ 61 ปี

ตำรวจยังเปิดเผยชื่อคนร้ายด้วยว่าคือ น.ส.ออเดรย์ เฮล ชาวเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี อายุ 28 ปี เข้าไปก่อเหตุพร้อมอาวุธปืน AR รูปแบบปืนไรเฟิล จำนวน 1 กระบอก และปืน AR รูปแบบปืนเล็กสั้น อีก 1 กระบอก โดยนายจอห์น เดรก ผู้กำกับการตำรวจเมืองแนชวิลล์ระบุว่า ปืนทั้งสองกระบอกอาจได้มาอย่างถูกกฎหมายในเมืองแนชวิลล์นี้เอง

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบอีกว่า คนร้ายเคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนประถมแห่งนี้มาก่อน โดยเธออาจมีความแค้นกับโรงเรียนนี้ ตำรวจยังพบว่าเธอวาดแผนที่อย่างละเอียดของโรงเรียน Covenant School ทั้งทางเข้าอาคาร และรายละเอียดว่าการยิงจะเกิดขึ้นที่ไหน แต่ยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดว่าทำไมเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่เดรกยืนยันด้วยว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นเป้าหมายการโจมตีเดียวจอง น.ส.เฮล ตำรวจยังพบประกาศเจตนารมณ์ของเธอด้วย แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการทบทวน

ด้านเจ้าหน้าที่แอรอนระบุว่า หลังจากนี้ตำรวจจะใช้เวลาตลอด 2 วัน ข้างหน้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุกราดยิง โดยตำรวจจะเปิดเผยคลิปวิดีโอในเร็วๆ นี้ พวกเขารู้ที่อยู่ของผู้ก่อเหตุแล้ว และสอบปากคำบิดาของเธอแล้ว

ที่มา : cnn

ฮือฮา เจ้าชายแฮร์รี่โผล่ศาลลอนดอน ฟังไต่สวนคดีฟ้องร้องสื่อยักษ์ใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665380

ฮือฮา เจ้าชายแฮร์รี่โผล่ศาลลอนดอน ฟังไต่สวนคดีฟ้องร้องสื่อยักษ์ใหญ่

28 มี.ค. 2566 04:55 น.

ฮือฮา เจ้าชายแฮร์รี่โผล่ศาลลอนดอน ฟังไต่สวนคดีฟ้องร้องสื่อยักษ์ใหญ่

เจ้าชายแฮร์รี่เสร็จมายังศาลสูงกรุงลอนดอน เพื่อร่วมรับฟังการไต่สวนคดีที่พระองค์กับคนดังอีกจำนวนมาก ฟ้องร้องบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ ข้อหารวบรวมข้อมูลผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. 2566 เจ้าชายแฮร์รี่ เสร็จมายังศาลสูงกรุงลอนดอนด้วยพระองค์เองอย่างเหนือความคาดหมาย เพื่อร่วมฟังการไต่สวนของศาลในคดีที่พระองค์กับดาราคนดังมากมาย ร่วมกันยื่นฟ้องร้องบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ แอสโซซิเอเต็ด นิวส์เปเปอร์ จำกัด (ANL) ข้อหารวบรวมข้อมูลด้วยวิธีผิดกฎหมาย

การมาศาลของเจ้าชายแฮร์รี่สืบเนื่องจากเมื่อปีก่อน พระองค์กับบุคคลผู้มีชื่อเสียงอีกมากมายรวมถึง เอลตัน จอห์น, เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์, เซดี ฟรอสต์, เดวิด เฟอร์นิช และ ดอรีน ลอวเรนซ์ ยื่นฟ้องร้องบริษัท ANL ซึ่งเป็นผู้ตีพิมพ์และเผยแพร่หนังสือพิมพ์และแท็บลอยด์ยอดนิยมอย่าง เดลีเมล, เมลออนซันเดย์ และเมลออนไลน์

พวกเขากล่าวหา ANL ว่าจ้างนักสืบเอกชนสืบใช้วิธีผิดกฎหมายมากมายในการรวบรวมข้อมูล เช่น ติดอุปกรณ์ดักฟังไว้ตามบ้าน หรือรถยนต์ และบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนบุคคลด้วย นอกจากนั้น ANL ยังจ่ายเงินให้ตำรวจทุจริตเพื่อขอข้อมูลวงใน, ปลอมตัวและหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเวชระเบียน และใช้วิธีผิดกฎหมายเจาะเข้าไปดูบัญชีธนาคาร และการทำธุรกรรมทางการเงิน

หลังจากถูกฟ้องร้องเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ANL ก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทันที โดยระบุว่านี่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีที่ไร้สาระที่สุด และว่าเป็นการฟ้องร้องที่มีการวางแผนและจัดแจงเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อลากชื่อของ เดอะ เมล เข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการแฮกโทรศัพท์ พวกเขาโต้อีกว่า นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์และหมิ่นประมาทอย่างยิ่ง โดยไม่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆ เลย

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์เป็นวันแรกของการพิจารณาคดีเบื้องต้น 4 วัน ที่ศาลยุติธรรมกรุงลอนดอน โดยนายเดวิด เชอร์บอร์น ทนายความฝ่ายโจทก์ระบุข้อกล่าวหาต่างๆ ที่พวกเขามีต่อ ANL ในคำฟ้องที่ยื่นต่อศาล รวมถึงการเข้าไปในทรัพย์สินส่วนบุคคลอย่างผิดกฎหมาย, ดักจับข้อความเสียงอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย, ดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ และเข้าถึงข้อมูลเวชระเบียน ระหว่างปี 2536-2554 โดยบางเรื่องทำมาจนถึงปี 2561

ด้านทนายความของ ANL โต้ว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องร้องต่อศาลช้าเกินไป และศาลควรยกฟ้องคดีนี้โดยไม่ต้องมีการไต่สวนเพิ่มเติมอีก

ที่มา : cnn