ไบเดนจี้คองเกรส ผ่าน ก.ม.แบนไรเฟิลจู่โจมตี หลังเหตุกราดยิงแนชวิลล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665376

ไบเดนจี้คองเกรส ผ่าน ก.ม.แบนไรเฟิลจู่โจมตี หลังเหตุกราดยิงแนชวิลล์

28 มี.ค. 2566 04:12 น.

ไบเดนจี้คองเกรส ผ่าน ก.ม.แบนไรเฟิลจู่โจมตี หลังเหตุกราดยิงแนชวิลล์

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายแบนปืนไรเฟิลจู่โจม หลังคนร้ายใช้อาวุธชนิดนี้ก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถมในเมืองแนชวิลส์

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. 2566 ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดธุรกิจสตรี ของสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดเล็ก (SBA) ที่ทำเนียบขาว โดยเขาใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายแบนอาวุธจู่โจม (assault weapon) หลังเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถมในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี จนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

ไบเดนกล่าวว่า เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นซึ่งมีเด็กเสียชีวิตด้วย 3 ศพนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ใจสลาย และเป็นฝันร้ายที่สุดของครอบครัวใดๆ และว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อหยุดเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืน “เราต้องทำมากกว่านี้เพื่อปกป้องโรงเรียนของเรา” และ “มันถึงเวลาที่เราจะต้องเริ่มก้าวไปข้างหน้าบ้างแล้ว”

เหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงเรียนประถม ‘Covenant School’ ซึ่งสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถม 6 โดยคนร้ายเป็นหญิงชาวเมืองแนชวิลล์อายุ 28 ปี บุกเข้าไปในโรงเรียนพร้อมปืนไรเฟิลจู่โจม 2 กระบอกกับปืนพกอีก 1 กระบอก ก่อนที่เธอจะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมใน 14 นาทีต่อมา

ก่อนหน้านี้นางคารีน ฌอง-ปิแอร์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบข่าว ก็ออกมาเรียกร้องให้เหล่าสมาชิกสภา รวมถึงพรรครีพับลิกัน ผ่านร่างกฎหมายความปลอดภัยอาวุธปืน โดยเธอยกคำพูดของนายไบเดนที่กล่าวในพิธีแถลงนโยบายเมื่อเดือนก่อน ขอให้สภาคองเกรสแก้ปัญหาความรุนแรง

“ต้องมีเด็กถูกฆาตกรรมอีกกี่คนก่อนที่รีพับลิกันในคองเกรสจะก้าวขึ้นมาและผ่านกฎหมายแบนอาวุธจู่โจม เพื่อปิดช่องโหว่ในระบบการตรวจสอบภูมิหลังของเรา หรือกำหนดให้ต้องเก็บปืนอย่างปลอดภัย? เราต้องทำอะไรสักอย่าง” นางฌอง-ปิแอร์กล่าว

ด้านนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครต กล่าวในวุฒิสภา แสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถมในแนชวิลล์ และขอบคุณผู้ที่เข้าไประงับเหตุเป็นกลุ่มแรก อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เอ่ยถึงเลยว่า สภาจะมีความเคลื่อนไหวใดๆ เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมปืนหรือไม่

ที่มา : cnn

ช็อก มือปืนหญิงกราดยิงโรงเรียนประถมแนชวิลล์ ดับ 6 ศพ คนร้ายไม่รอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665371

ช็อก มือปืนหญิงกราดยิงโรงเรียนประถมแนชวิลล์ ดับ 6 ศพ คนร้ายไม่รอด

28 มี.ค. 2566 02:26 น.

ช็อก มือปืนหญิงกราดยิงโรงเรียนประถมแนชวิลล์ ดับ 6 ศพ คนร้ายไม่รอด

เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต 3 ศพ ผู้ใหญ่อีก 3 ศพ ขณะที่มือปืนซึ่งเป็นผู้หญิงถูกวิสามัญฆาตกรรม

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. 2566 คนร้ายเพศหญิงพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปในโรงเรียนประถม ‘Covenant School’ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนคริสเตียนในเมืองแนชวิลล์ แล้วก่อเหตุกราดยิงทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ เป็นเด็ก 3 รายกับผู้ใหญ่อีก 3 ราย ก่อนที่เธอจะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม

เจ้าหน้าที่ ดอน แอรอน โฆษกตำรวจเมืองแนชวิลล์ เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุครั้งแรกในเวลาประมาณ 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยคนร้ายเพศหญิง เข้าไปในโรงเรียนจากประตูด้านข้างพร้อมอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจมอย่างน้อย 3 กระบอก กับปืนพกอีก 1 กระบอก แล้วก่อเหตุกราดยิงที่ชั้น 1 และ 2 ของอาคาร ก่อนถูกตำรวจยิงเสียชีวิตบนชั้น 2 ในเวลา 10.27 น.

นายแอรอนบอกด้วยว่า ตำรวจที่ไประงับเหตุถูกมือปืนรายนี้ยิงได้รับบาดเจ็บด้วย 1 นาย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรายอื่นๆ ส่วนคนร้าย ตำรวจรายงานในเบื้องต้นว่าเป็นหญิงวัยรุ่น ก่อนจะยืนยันในเวลาต่อมาว่า เป็นหญิงชาวเมืองแนชวิลล์ อายุ 28 ปี โดยยังไม่เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

ด้านนางเคนดรา โลนีย์ โฆษกสำนักงานดับเพลิงเมืองแนชวิลล์ เผยว่า เจ้าหน้าที่พยายามช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บที่ยังคงมีสัญญาณชีพ โดยขนส่งเด็ก 3 คนกับผู้ใหญ่อีก 2 คนจากที่เกิดเหตุไปยังโรงพยาบาล แต่น่าเศร้าที่พวกเขาไม่รอดชีวิต

อนึ่ง นี่นับเป็นเหตุยิงกันในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ ครั้งที่ 19 ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ในปีนี้ หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน เกิดเหตุนักเรียนยิงผู้คนที่โรงเรียนมัธยมในเมืองเดนเวอร์ ทำให้พนักงานของโรงเรียนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ก่อนที่คนร้ายจะจบชีวิตตัวเอง

ที่มา : cnn

ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาลั่น ปราบฝ่ายต่อต้านเสร็จก่อนค่อยจัดเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665366

ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาลั่น ปราบฝ่ายต่อต้านเสร็จก่อนค่อยจัดเลือกตั้ง

28 มี.ค. 2566 01:15 น.

ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาลั่น ปราบฝ่ายต่อต้านเสร็จก่อนค่อยจัดเลือกตั้ง

ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมายืนยัน ต้องปราบฝ่ายต่อต้านให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะสามารถจัดการเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเสรีได้ 2 ปีหลังก่อรัฐประหารยึดอำนาจ

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. 2566 กองทัพเมียนมาจัดขบวนสวนสนามเนื่องในวันกองทัพครั้งที่ 78 ปี ที่กรุงเนปิดอว์ โดยภายในงาน พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประกาศว่า รัฐบาลจะปราบปรามฝ่ายต่อต้านต่อไป พร้อมยืนยันว่า กองทัพจะจัดการเลือกตั้งตามที่สัญญาไว้แน่นอน เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากออกมาพูดว่า รัฐบาลยังครอบครองดินแดนไม่พอจัดการโหวต

มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวต่อหน้าทหารกว่า 8,000 นายที่มาร่วมงานขณะที่รายล้อมด้วยรถถังและเครื่องยิงมิสไซล์ว่า กองทัพจะใช้มาตรการเด็ดขาดในการจัดการฝ่ายต่อต้านและกลุ่มกบฏที่ให้การสนับสนุนพวกเขา

“พฤติการณ์ก่อการร้ายของกลุ่ม ‘NUG’ และข้ารับใช้ของพวกเขาที่เรียกว่า PDF จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างถาวร” มิน อ่อง หล่ายกล่าว สื่อถึง รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ซึ่งเป็นคณะของอดีตสมาชิกสภาผู้ถูกโค่นอำนาจที่มารวมตัวกันเพื่อย้อนคืนการรัฐประหาร กับกลุ่มติดอาวุธ กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านกองทัพ

มิน อ่อง หล่าย กล่าวต่อว่า หลังจากปราบฝ่ายต่อต้านเสร็จแล้ว กองทัพจึงจะสามารถจัดการเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเสรี พร้อมกับยุติคำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉินได้

เมื่อเดือนก่อน กองทัพเมียนมาเพิ่งประกาศขยายระยะเวลาของคำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งบังคับใช้มานานร่วม 2 ปี และเลื่อนการจัดเลือกตั้ง ที่เดิมกำหนดไว้ในเดือนสิงหาคมปีนี้ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างเหตุผลว่า กองทัพยังควบคุมดินแดนของประเทศได้ไม่พอจัดการโหวต

ที่มา : cna

รถถังเลพเพิร์ด 2 ของเยอรมนี 18 คัน ส่งถึงยูเครนแล้ว จ่อใช้รับมือรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2665365

รถถังเลพเพิร์ด 2 ของเยอรมนี 18 คัน ส่งถึงยูเครนแล้ว จ่อใช้รับมือรัสเซีย

28 มี.ค. 2566 00:43 น.

รถถังเลพเพิร์ด 2 ของเยอรมนี 18 คัน ส่งถึงยูเครนแล้ว จ่อใช้รับมือรัสเซีย

สื่อเยอรมนีอ้าง รถถังเลพเพิร์ด 2 บางส่วนส่งถึงยูเครนแล้ว พร้อมกับยุทโธปกรณ์อื่นๆ สำหรับช่วยรัฐบาลเคียฟต้านทานการโจมตีของกองทัพรัสเซีย

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. 2566 นิตยสาร แดร์ ชปีเกล ของเยอรมนี รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวความมั่นคงรายหนึ่งว่า รถถังเลพเพิร์ด 2 จำนวน 18 คันที่เยอรมนีรับปากว่าจะมอบให้รัฐบาลเคียฟ เพื่อใช้รับมือการรุกรานจากกองทัพรัสเซียนั้น ถูกส่งถึงดินแดนยูเครนแล้ว

เยอรมนีตกลงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่าจะส่งรถถังประจัญบานดังกล่าว ซึ่งถูกยกเป็นหนึ่งในอาวุธที่ดีที่สุดของชาติตะวันตกให้แก่ยูเครน เพื่อคลายความแคลงใจเรื่องความมุ่งมั่นของชาติตะวันตกในการช่วยเหลือยูเครน ขณะที่รัสเซียประณามว่าเป็นการยั่วยุที่อันตรายมาก

นอกจากรถถังทั้ง 18 คันแล้ว แหล่งข่าวระบุอีกว่า ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ ‘มาร์แดร์’ (Marder) ของเยอรมนี 40 คัน และรถถังกู้ซ่อม (armoured recovery vehicles) อีก 2 คัน ก็ส่งถึงยูเครนแล้วเช่นกัน ขณะที่รถถังเลพเพิร์ด 2 จำนวน 3 คันที่บริจาคโดยโปรตุเกส ก็เดินทางถึงยูเครนแล้ว

อนึ่ง ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพเยอรมนีช่วยฝึกฝนพลขับรถถังของยูเครนรวมถึงทหาร เรื่องการใช้งานรถหุ้มเกราะ มาร์แดร์ ที่ศูนย์ฝึกในเมืองมันสแตอร์ และเบอร์เกน ทางตอนเหนือของประเทศ

ที่มา : cna

ชาวฟิลาเดลเฟียแห่ตุนน้ำดื่ม หลังรัฐเตือนอย่าเพิ่งดื่มน้ำประปา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2664906

ชาวฟิลาเดลเฟียแห่ตุนน้ำดื่ม หลังรัฐเตือนอย่าเพิ่งดื่มน้ำประปา

27 มี.ค. 2566 15:28 น.

ชาวฟิลาเดลเฟียแห่ตุนน้ำดื่ม หลังรัฐเตือนอย่าเพิ่งดื่มน้ำประปา

ชาวเมืองฟิลาเดลเฟียของสหรัฐฯ แห่เข้าคิวซื้อน้ำขวดตามห้างร้านต่างๆ หลังทางการประกาศเตือนอย่าเพิ่งดื่มกินน้ำประปา จากเหตุสารเคมีปนเปื้อนในแม่น้ำเดลาแวร์

หลังจากที่ทางการเมืองฟิลาเดลเฟียได้ส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือของพลเมือง ให้ประชาชนงดดื่มน้ำประปา และดื่มน้ำจากน้ำดื่มบรรจุขวดไปก่อน เพื่อความปลอดภัย หลังเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลลงสู่แม่น้ำเดลาแวร์จากระบบของโรงงานที่ขัดข้อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต่างแห่ออกไปซื้อน้ำบรรจุขวดกักตุนไว้ดื่ม จนแทบจะเกลี้ยงชั้นวาง ซึ่งแม้ทางการเมืองฟิลาเดลเฟียจะยืนยันในภายหลังว่าจากการตรวจคุณภาพน้ำประปา พบว่าน้ำประปายังคงปลอดภัยและสามารถดื่มได้ แต่ประชาชนก็ยังคงไม่ไว้วางใจ

นายไมค์ แคร์รอล รองผู้อำนวยการฝ่ายการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืนของเมือง แถลงข่าวระบุว่า ยังไม่พบการปนเปื้อนของสารเคมีในระบบน้ำประปาของฟิลาเดลเฟีย และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของโรงเรียน หรือหน่วยงานบริการอื่นๆ ของเมือง พร้อมยืนยันว่าตอนนี้ยังคงมีปริมาณน้ำประปาที่ปลอดภัยต่อการนำไปดื่ม ปรุงอาหาร ไปจนถึงอย่างน้อย เที่ยงคืนของวันจันทร์ตามเวลาในท้องถิ่นนี้ ซึ่งหากเลยเวลาดังกล่าวและยังตรวจไม่พบการปนเปื้อน ก็น่าจะสามารถคลายกังวลลงได้

โดยขณะนี้ ตำรวจฟิลาเดลเฟีย และหน่วยงานปกป้องสิ่งแวดล้อมได้มีการสำรวจทางอากาศเพื่อตรวจสอบดูแม่น้ำเดลาแวร์ตลอดทั้งสาย แต่ก็ยังไม่พบว่ามีการปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำแต่อย่างใด โดยหากมีการปนเปื้อนของ latex polymer ที่รั่วไหล จะต้องเห็นร่องรอยสีขาวอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ยังไม่พบการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดังกล่าว และยังไม่พบว่ามีสัตว์น้ำลอยตายจากเหตุการณ์ครั้งนี้แต่อย่างใด.

ที่มา : CNN

มาเหนือเมฆ ผู้อพยพคิวบาลักลอบเข้าสหรัฐฯ ด้วยเครื่องร่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2664873

มาเหนือเมฆ ผู้อพยพคิวบาลักลอบเข้าสหรัฐฯ ด้วยเครื่องร่อน

27 มี.ค. 2566 14:30 น.

มาเหนือเมฆ ผู้อพยพคิวบาลักลอบเข้าสหรัฐฯ ด้วยเครื่องร่อน

ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ รวบตัวผู้อพยพชาวคิวบา 2 ราย หลังจากใช้เครื่องร่อนบินมาลงที่สนามบินคีย์ เวสต์ หวังลักลอบเข้าประเทศ

สหรัฐฯ ยังต้องรับมือกับผู้อพยพชาวคิวบาที่พยายามจะลักลอบเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีผู้อพยพชาวคิวบา 2 คน ที่ใช้เครื่องร่อนมอเตอร์ ลักลอบเข้ามายังสหรัฐฯ เมื่อเวลาราว 10.30 น. ตามเวลาในท้องถิ่น และพยายามนำเครื่องร่อนลงจอดที่สนามบิน คีย์ เวสต์ โดยทันทีที่ทั้ง 2 ลงจอดก็ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ เพื่อนำตัวไปสอบสวน เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ทั้งนี้ โฆษกของกรมศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ได้มีการแชร์ภาพของเครื่องร่อนมอเตอร์ดังกล่าว พร้อมข้อความระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงต้องรับมือกับผู้อพยพชาวคิวบาที่ลักลอบเข้ามาตามช่องทางต่างๆ โดยส่วนใหญ่มักจะใช้เรือที่ต่อขึ้นมาเอง โดยมาทางน้ำ แต่ก็มีบางครั้งที่แอบลักลอบเข้ามาในช่องทางอื่นๆ ซึ่งแม้ว่าจะไม่พบบ่อยนักที่จะมาทางเครื่องร่อนแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย ซึ่งเจ้าหน้าท่ีก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.

ที่มา : เอบีซี

ส่องคดี “กวินเน็ธ พัลโทรว์” โดนฟ้องเล่นสกีชนแล้วหนี กลายเป็นคดีที่ผู้คนติดตาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2663928

ส่องคดี "กวินเน็ธ พัลโทรว์" โดนฟ้องเล่นสกีชนแล้วหนี กลายเป็นคดีที่ผู้คนติดตาม

27 มี.ค. 2566 13:49 น.

ส่องคดี “กวินเน็ธ พัลโทรว์” โดนฟ้องเล่นสกีชนแล้วหนี กลายเป็นคดีที่ผู้คนติดตาม

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา กวินเน็ธ พัลโทรว์ ต้องขึ้นศาลหลายนัดเพื่อแก้ต่างในคดีที่เธอถูกกล่าวหาว่าเล่นสกีลงเนินพุ่งไปชนอดีตนายแพทย์ วัย76 ปี ล้มบาดเจ็บสาหัส เมื่อปี 2559 และหลังเกิดเหตุดาราสาวกลับเดินหนีหายไปไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ 
  • พัลโทรว์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าเธอไม่ได้เป็นฝ่ายชน แต่ที่แล้วเธอกลับเป็นฝ่ายถูกชน พร้อมยื่นฟ้องกลับนายแซนเดอร์สัน เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ดอลลาร์ หรือประมาณ 34 บาท ขณะที่ศาลยังคงพิจารณาว่าใครกันแน่ที่พูดจริงและใครพูดโกหก 
  • สื่อหลายสำนักให้ความสนใจรายงานข่าว และไลฟ์สดการพิจารณาคดีตลอดทั้งสัปดาห์ ผู้คนต่างสงสัยว่า ใครกันแน่ที่พูดโกหก และคดีนี้จะจบลงอย่างไร ขณะที่ทนายฝ่ายโจทก์ก็หาประเด็นมาซักถามดาราสาวแบบสุดแปลกจนกลายเป็นไวรัล

“กวินเน็ธ พัลโทรว์” ขึ้นศาลเมืองพาร์คซิตี้ รัฐยูทาห์ ในการพิจารณาคดีแพ่งที่เธอถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.3 ล้านบาท หลังจากนายเทอร์รี่ แซนเดอร์สัน วัย 76 ปี อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการตรวจวัดสายตาและสุขภาพตา อ้างว่าระหว่างที่เขากำลังเล่นสกี อยู่ที่รีสอร์ตเล่นสกีเดียร์ วัลเลย์ ในสหรัฐฯ เขาถูกดาราดังเล่นสกีชนจนล้มบาดเจ็บสาหัส โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2016 หรือเมื่อ 7 ปีก่อน ในขณะที่ตอนนั้นดาราสาวกลับชนแล้วหนี เดินหายไปไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ส่วนเขา มีอาการบาดเจ็บที่สมอง ซี่โครงหัก 4 ซี่ และบาดเจ็บอีกหลายจุด

มูลเหตุการฟ้องร้อง

กวินเน็ธ พัลโทรว์ วัย 50 ปี นักแสดงชื่อดังและนักธุรกิจเจ้าของ “Goop” บริษัทด้านไลฟ์สไตล์ แฟชั่นและสุขภาพความงาม ตกเป็นจำเลยในคดีแพ่ง เมื่อปี 2019 ที่นายเทอร์รี่ แซนเดอร์สัน วัย 76 ปี อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการตรวจวัดสายตาและสุขภาพตา ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 3 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 100 ล้านบาท แต่ต่อมาตัวเลขที่สูงเกินไปนี้ได้ถูกปรับลดลงมาเหลือ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.3 ล้านบาท  

โดยเนื้อหาในเอกสารฟ้องร้องระบุว่า พัลโทรว์ อินฟลูเอนเซอร์ด้านไลฟ์สไตล์เล่นสกีลงจากเนินมาชนเขา ระหว่างที่เขากำลังเล่นสกีอยู่ในโซนลาดชันสำหรับผู้เริ่มต้น ในรีสอร์ตเล่นสกีเดียร์ วัลเลย์ ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2016 ซึ่งช่วงนั้นทางรีสอร์ตกำลังต้อนรับเหล่าคนดังที่เข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์  

ลอว์เรนส์ บูห์เลอร์ หนึ่งในทนายของนายแซนเดอร์สัน กล่าวว่า ในตอนนั้นพัลโทรว์เล่นสกีลงจากเนินเขา จุดที่เธออยู่นั้น เป็นตำแหน่งด้านหลังของแซนเดอร์สัน ซึ่งหมายความว่าแซนเดอร์สันอยู่ถูกที่ถูกตำแหน่งและกำลังไปตามเส้นทางของเขา แต่จู่ๆ พัลโทรว์ก็หันไปดูลูกสาวด้านหลัง จังหวะที่เธอหันหลังไปก็ได้มีเสียงเธอกรีดร้องเสียงดัง แล้วพุ่งมาชนด้านหลังจากแซนเดอร์สัน 

โดยแรงชนอย่างจังทำให้แซนเดอร์สันอยู่ในสภาพล้มคว่ำหน้ากระแทกหิมะ หมดสติ ซึ่งในตอนนั้นพัลโทรว์ได้ทำท่าจะเล่นสกีลงจากเนินเขาไป ในขณะที่แซนเดอร์สันพยายามบอกว่าเขาเจ็บที่ซี่โครง และต่อมาแซนเดอร์สันถูกส่งตัวไปที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการบาดเจ็บที่สมอง ซี่โครงหัก 4 ซี่ และบาดเจ็บอีกหลายจุด 

ทนายของแซนเดอร์สันกล่าวว่า ขณะเกิดเหตุมีเพียงบุคคลเดียวที่เห็นเหตุการณ์นั่นคือนายเคร็ก รามอน เพื่อนที่เล่นสกีอยู่กับแซนเดอร์สัน เขาได้ไปให้การต่อศาลว่า ตอนนั้นเขาอยู่ใกล้ๆ และเห็นพัลโทรว์พุ่งไปชนแซนเดอร์สัน ทำให้เขาล้มลงไป เขาบอกว่าได้ยินเสียงกรีดร้อง แล้วเห็นนักเล่นสกีคนหนึ่งพุ่งชนแซนเดอร์สันจากด้านหลัง ซึ่งเป็นการชนอย่างแรง  

นายแซนเดอร์สันระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ ส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของเขา ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลายปัจจัย ตั้งแต่การที่ดาราดังไม่มีความใส่ใจ และทำเพิกเฉยต่อผู้อื่น การตัดสินใจผิดพลาด และความไม่เคารพคนอื่นที่ร่วมเล่นสกีบนภูเขาในวันนั้น ทำให้เขาต้องรับเคราะห์เป็นอันตรายเกือบถึงชีวิต 

ทนายระบุว่า ก่อนเกิดอุบัติเหตุลูกความของเขาเป็นคนสดใส ร่าเริง มีเสน่ห์ และชอบเข้าสังคม แต่หลังเกิดเหตุเขาก็ไม่มีเสน่ห์แบบนั้นอีกแล้ว

กวินเน็ธ พัลโทรว์ แก้ข้อกล่าวหาอย่างไร

กวินเน็ธ นักแสดงชื่อดังยอมรับว่ามีเหตุการณ์ชนกันเกิดขึ้นจริงระหว่างที่เธอไปเล่นสกี เมื่อ 7 ปีก่อน แต่ทั้งหมดเป็นความผิดของแซนเดอร์สัน เพราะเขาต่างหากที่มาชนเธอ ทำให้รู้สึกได้ว่ามีร่างของคนมาชนโดนตัวเธอ ซึ่งทำให้เธอตกใจและสับสนอย่างมาก และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

พัลโทรว์บอกว่าในตอนแรกเธอคิดว่าอาจกำลังถูกแกล้ง หรืออาจถูกคุกคาม เพราะหลังจากถูกชนเธอได้ยินเสียงเป็นผู้ชายร้องคราง และคิดว่าเป็นเรื่องแปลกไม่น่าไว้ใจ เธอยังผลักร่างของผู้ชายออกไป เธอบอกว่าในตอนนั้นได้ต่อว่าคู่กรณีว่ามาชนด้านหลังเธอ ก่อนที่ชายคนนั้นจะกล่าวขอโทษ ทำให้เธอตัดสินใจเดินหนีไป 

สตีเฟน โอเวน ทนายของพัลโทรว์กล่าวว่า ในตอนนั้นแซนเดอร์สันกล่าวขอโทษลูกความของเขา หลังจากที่เธอบอกว่าถูกเขาชน ขณะที่เพื่อนๆ กลุ่มเล่นสกีของพัลโทรว์ต่างเข้าไปช่วยกันดู และสอบถามอาการของแซนเดอร์สัน ซึ่งในตอนนั้นเขาบอกว่าโอเค ส่วนพัลโทรว์เดินจากไปหลังจากรับทราบว่าแซนเดอร์สันไม่เป็นอะไรและทางเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนที่เข้ามาดูได้เดินออกไปแล้ว ขณะที่คำให้การของคนเดียวที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ก็เป็นเรื่องราวที่แตกต่างและบิดเบี้ยวจากความเป็นจริง 

ทนายกล่าวว่า การฟ้องร้องในครั้งนี้มีความน่าเคลือบแคลงเกี่ยวกับเจตนา เนื่องจากนายแซนเดอร์สันมีความหลงใหลหมายมั่นเกี่ยวกับคดีนี้อย่างมากว่าจะทำให้เขาเป็นคนดัง ขณะที่ก่อนเกิดอุบัติเหตุเขามีอาการป่วยที่มีบันทึกทางการแพทย์ 15 รายการด้วยกัน

นักแสดงชื่อดังเจ้าของรางวัลออสการ์ จากภาพยนตร์เรื่อง Shakespeare in Love เปิดเผยว่า เธอตัดสินใจยื่นฟ้องกลับนายแซนเดอร์สัน เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ดอลลาร์ หรือประมาณ 34 บาท เพื่อเป็นสัญลักษณ์แม้ว่าสำหรับเธอความเสียหายจริงจากคดีนี้อาจจะมากกว่านั้นก็ตาม เนื่องจากแซนเดอร์สันเป็นฝ่ายชนเธอ แถมยังสร้างเรื่องบาดเจ็บเกินจริง เป็นความพยายามทำลายชื่อเสียง และความร่ำรวยของเธอ

ขณะที่นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว พัลโทรว์ได้ก่อตั้งบริษัท Goop ขึ้นมาเมื่อปี 2008 และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จากผลิตภัณฑ์สุขภาพสุดแปลกอย่างเทียนหอมกลิ่นโยนี และหินหยกรูปไข่สำหรับเหน็บช่องคลอด ตลอดจนน้ำมันสกัดจากดอกไม้ ช่วยต่อต้านอาการซึมเศร้า ซึ่งเป็นสินค้าขายดีของแบรนด์ ขณะเดียวกันหลายคนก็ห่วงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเธอที่ดื่มแต่กาแฟ และน้ำต้มกระดูก 

เหตุสื่อให้ความสนใจ และเป็นไวรัล

บรรดาสื่อต่างๆ ให้ความสนใจเกาะติดรายงานข่าวคดีนี้อย่างมาก หลายสำนักนำเสนอแบบไลฟ์ระหว่างการพิจารณาคดี แทบจะได้รับความสนใจพอๆ กับคดีของจอห์นนี เดปป์ พระเอกชื่อดังของฮอลลีวูดที่ถูกอดีตภรรยาฟ้องร้อง เนื่องจากพัลโทรว์ เป็นดาราผู้มีชื่อเสียง และในการพิจารณาคดีทั้งสองฝ่ายให้การแตกต่างกันราวกับหนังคนละม้วน ทำให้ประชาชนอยากรู้ว่าใครเป็นฝ่ายพูดความจริงและใครเป็นฝ่ายโกหก

ก่อนหน้านี้ทนายของพัลโทรว์ร้องเรียนต่อศาลว่า สื่อหลายสำนักในห้องพิจารณาคดีใช้กล้องถ่ายที่ใบหน้าของพัลโทรว์มากเกินไป และยังมีการตามไปยืนรอเกะกะที่หน้ารถ ตอนดาราดังเดินออกจากศาล ทำให้ศาลต้องกล่าวตักเตือนไม่ให้เกิดการฝ่าฝืนกฎความเรียบร้อยของการทำข่าวภายในห้องพิจารณาคดี

ขณะที่โลกโซเชียลพากันแชร์คลิปวิดีโอพัลโทรว์โดนคริสติน แวนออร์แมน ทนายหญิงฝ่ายโจทก์ซักถาม ด้วยคำถามสุดแปลกอย่างเช่นว่า การตัดสินใจฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายเพียง 1 ดอลลาร์นั้น มาจากความสนิทสนมเป็นพิเศษระหว่างจำเลย กับเทเลอร์ สวิฟท์ นักร้องสาวชื่อดังที่เคยฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1 ดอลลาร์เหมือนกันหรือไม่ ซึ่งทำให้หลายคนที่ได้ฟังการพิจารณาคดีต่างพากันงง นอกจากนี้ทนายฝ่ายโจทก์ยังซักถาม และชวนจำเลยพูดคุยราวกับเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งที่หลายเรื่องอาจไม่เกี่ยวข้องกับคดีเท่าไร บางคนมองว่าไม่เหมาะสม แต่บางคนถึงกับไปค้นหาประวัติว่าทนายสาวคนนี้เป็นใครมาจากไหน 

คดีจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ 

ศาลเมืองพาร์คซิตี้ รัฐยูทาห์ เริ่มเปิดการพิจารณาไต่สวนคดีนี้เมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา โดยวันแรกใช้เวลานานประมาณ 2 ชั่วโมง ต่อมาการพิจารณาคดีดำเนินไปแบบเต็มวัน โจทก์และจำเลยเข้ารับฟัง และมีพยานอย่างนักรังสีวิทยามาให้การกรณีนายแซนเดอร์สันอ้างว่า สุขภาพของเขาแย่ลงหลังจากถูกชนในครั้งนั้น 

โดยคาดว่าการพิจารณาคดีจะใช้เวลา 8 วัน และน่าจะเสร็จสิ้นในวันที่ 28 มีนาคม ระหว่างนี้คาดว่านายแบรด ฟอลชัค สามีของพัลโทรว์ ตลอดจนแอปเปิล กับโมเสส ลูกสาวและลูกชาย จะไปขึ้นศาลเป็นพยานด้วย.   

ผู้เขียน : เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

ข้อมูล : Washington Post BBC

เจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน จะมาหรือไม่มา? ทำไมคิดหนักร่วมพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2660995

เจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน จะมาหรือไม่มา? ทำไมคิดหนักร่วมพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

27 มี.ค. 2566 12:27 น.

เจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน จะมาหรือไม่มา? ทำไมคิดหนักร่วมพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

  • ชาวอังกฤษและสื่ออังกฤษกำลังจับจ้องและวิเคราะห์กันว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะตัดสินใจมาร่วมในพิธีราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในวันที่ 6 พ.ค. 2566 หรือไม่
  • ทำไมเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จึงยังไม่ยืนยันตอบรับคำเชิญ และดูเหมือนคิดใคร่ครวญอย่างหนักที่จะมาร่วมในพิธีสำคัญครั้งนี้ของพระราชบิดา หลังจากเพิ่งออกมายืนยันเมื่อต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาว่า ทั้งคู่ได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการแล้ว
  • สื่อแนวสีสันในอังกฤษถึงกับจัดทำโพลถามความเห็นของชาวอังกฤษว่าสนับสนุนหรือคัดค้าน ว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนควรมาร่วมในพิธีราชาภิเษกหรือไม่ ซึ่งผลโพลที่ออกมา ส่วนมากยังอยากให้เจ้าชายแฮร์รี่มาร่วมในพิธีอยู่ แม้พระองค์จะเขย่าราชวงศ์อังกฤษอย่างหนัก จากการออกหนังสือ Spare แต่สำหรับเมแกนแล้ว ไม่ต้องเฉลย คงพอรู้คำตอบว่าชาวอังกฤษส่วนใหญ่คิดกับเธออย่างไร

พิธีราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระประมุของค์ใหม่แห่งสหราชอาณาจักร ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2566…ใกล้จะมาถึง

แต่ดูเหมือนเรื่องที่ชาวอังกฤษและแฟนๆ ราชวงศ์กำลังเฝ้าติดตามอยู่ในขณะนี้ คงเป็นประเด็นที่ว่า เจ้าชายแฮร์รี่ และชายาเมแกน จะเสด็จฯ จากสหรัฐอเมริกามาร่วมในพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 พระราชบิดาหรือไม่?

เพราะเวลาล่วงเลยเข้าสู่ปลายเดือนมีนาคม ปรากฏว่ายังไม่มีสัญญาณตอบรับอย่างชัดเจนจากเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนเลย ว่าจะมาร่วมในพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่จะทรงขึ้นครองราชบัลลังก์ หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตเมื่อ 8 กันยายน 2565 หรือไม่

ถึงแม้โฆษกของทั้งคู่ได้ออกมายืนยันตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนได้รับเชิญอย่างเป็นทางการจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ให้มาร่วมในพิธีสำคัญครั้งนี้แล้ว

ทำไมเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จึงดูเหมือนจะใช้เวลาใคร่ครวญนานมากในการตัดสินใจ ว่าจะมาร่วมในพิธีราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ดีหรือไม่ดี? จนทำให้กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนและสื่อในอังกฤษพากันวิเคราะห์ เฟ้นหาเหตุผลกันอย่างจริงจังหนักมากทีเดียว

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชโอรสองค์เล็ก
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชโอรสองค์เล็ก

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน ถอนตัวจากสมาชิกชั้นสูงราชวงศ์อังกฤษไปแล้ว

เราทราบกันดีว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ไม่ได้ถูกนับเป็นสมาชิกชั้นสูงราชวงศ์อังกฤษอีกแล้ว หลังจากทั้งสองขอถอนตัวจากการเป็นสมาชิกชั้นสูงราชวงศ์อังกฤษ พร้อมกับประกาศว่า จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะสมาชิกชั้นสูงราชวงศ์อังกฤษอีกต่อไป ถึงแม้เจ้าชายแฮร์รี่ยังดำรงพระยศเป็น ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และเมแกนยังมียศดัชเชสแห่งซัสเซกซ์อยู่ก็ตาม

‘พวกเราตั้งใจจะถอนตัวในฐานะสมาชิกชั้นสูงของราชวงศ์ และทำงานกันเองเพื่อมีอิสระทางการเงิน ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนสมเด็จพระราชินีนาถอย่างเต็มที่ต่อไป (ขณะนั้นสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ยังไม่สวรรคต)’ แถลงการณ์ของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน

เจ้าชายแฮร์รี่ออกหนังสือบันทึกความทรงจำ Spare เมื่อต้นเดือนมกราคม 2566 เขย่าราชวงศ์อังกฤษ
เจ้าชายแฮร์รี่ออกหนังสือบันทึกความทรงจำ Spare เมื่อต้นเดือนมกราคม 2566 เขย่าราชวงศ์อังกฤษ

เจ้าชายแฮร์รี่เพิ่งออกหนังสือ Spare เขย่าราชวงศ์อังกฤษอย่างหนัก

การออกหนังสือบันทึกความทรงจำ Spare ของเจ้าชายแฮร์รี่ เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2566 ต่อจากสารคดีที่เพิ่งฉายทาง Netflix (เน็ตฟลิกซ์)ในชื่อ Harry & Meghan ซึ่งสั่นสะเทือนราชวงศ์อังกฤษอย่างหนัก ทำให้ความบาดหมางระหว่างทั้งคู่กับเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษ โดยเฉพาะกับเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ที่ทรงผิดหวังในเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชา (น้อง) ต้องเลวร้ายหนัก จนยากจะเยียวยาให้กลับมาดีดังเดิม

มีการตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างที่เจ้าชายแฮร์รี่ให้สัมภาษณ์ทางทีวี เพื่อโปรโมตหนังสือ Spare (ตัวสำรอง) นั้น เจ้าชายแฮร์รี่ปฏิเสธที่จะยืนยันอย่างชัดเจนว่า พระองค์และเมแกนจะมาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 หรือไม่?

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ทำสารคดีฉายทางเน็ตฟลิกซ์ ในชื่อเรื่อง Harry & Meghan สั่นสะเทือนราชวงศ์อังกฤษอย่างหนัก
เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ทำสารคดีฉายทางเน็ตฟลิกซ์ ในชื่อเรื่อง Harry & Meghan สั่นสะเทือนราชวงศ์อังกฤษอย่างหนัก

กระทั่ง เจ้าชายแฮร์รี่เพิ่งออกมายืนยันเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า ทั้งคู่ได้รับเชิญให้มาร่วมในพิธิราชาภิเษกแล้ว หลังจากออกมาแย้มว่าโอรสและธิดาของทั้งคู่ได้รับพระยศเป็น เจ้าชายอาร์ชี และเจ้าหญิงลิลิเบตแล้ว ในฐานะเป็นพระราชนัดดา(หลาน) ในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก่อนสำนักพระราชวังบักกิงแฮมจะออกแถลงการณ์ยืนยัน

แต่แน่นอนว่า ถ้าเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ตัดสินใจมาร่วมในพิธีสำคัญครั้งนี้ ทั้งคู่ก็ได้ยินคำเตือนมาตลอดที่คาดกันว่า จะเผชิญกับการต้อนรับอย่างเย็นชาจากบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษ ซึ่งไม่พอพระทัยกันอย่างมากต่อการกระทำของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ที่นำเรื่องราวในครอบครัวและในราชวงศ์อังกฤษมาตีแผ่และเผยแพร่ต่อสาธารณชนให้คนภายนอกได้รับรู้

เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่
เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่

ไม่ได้ถูกนับรวมเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่จะได้เข้าร่วมพิธีการสำคัญต่างๆ

นิตยสารไทม์อ้างข่าววงในสำนักพระราชวังอังกฤษ เปิดเผยว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะไม่ได้ถูกนับรวมให้เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่จะได้เข้าร่วมในพิธีการต่างๆ ในพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 หรือประมาณว่า ทั้งคู่จะเป็นเพียงแค่ ‘คนวงนอก’ ที่มีสิทธิเพียงแค่ชื่นชมพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ของพระราชบิดาเท่านั้น

แน่นอนว่า ความน้อยใจแบบนี้ เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน เคยประสบพบเจอมาแล้ว จากการที่ทั้งคู่มีสิทธิเพียงแค่ยืนเมียงมองผ่านทางช่องหน้าต่าง ไม่ได้มีโอกาสร่วมประทับยืนบนสีหบัญชรของพระราชวังบักกิงแฮม ในพระราชพิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ 70 ปี หรือ ‘แพลทินัม จูบิลี’ ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งทรงนับเป็นกษัตริย์ที่ครองราชบัลลังก์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ เมื่อ 2-5 มิถุนายน 2565

เจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกชั้นสูงราชวงศ์อังกฤษตั้งแต่ต้นปี 2563
เจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกชั้นสูงราชวงศ์อังกฤษตั้งแต่ต้นปี 2563

แล้วชาวอังกฤษอยากให้เจ้าชายแฮร์รี่มาหรือไม่?

เมลออนไลน์ MailOnline และมิเรอร์ สื่อแนวสีสันชื่อดังในอังกฤษ รวมทั้งสื่อหลายแห่งและสำนักจัดทำโพลในอังกฤษ ได้มีการจัดทำโพลสำรวจความเห็นของชาวอังกฤษว่า ต้องการให้เจ้าชายแฮร์รี่มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 หรือไม่กันเลยทีเดียว

เดลี่เมลรายงานผลโพลเมื่อ 23 มีนาคม ที่ผ่านมาว่า มีผู้สนับสนุนให้เจ้าชายแฮร์รี่มาร่วมในพิธิราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 อยู่ที่ 47% และมีคนคัดค้าน เห็นว่าไม่ควรมา 36%

ในขณะที่ผลโพลสำรวจโดย The Redfield & Wilton Strategies ออกมาว่า มีผู้สนับสนุนให้เจ้าชายแฮร์รี่มาร่วมในพิธีราชาภิเษก 38% และไม่ควรมา 36%

ส่วน เมแกน ผลโพลออกมาว่ามีผู้คัดค้าน เห็นว่าเธอไม่ควรมาร่วมในพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ถึง 43% และอยากให้เมแกนมาร่วมในพิธีแค่เพียง 33 %เท่านั้น

เรียกว่าภาพของผลโพลที่ออกมาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าชาวอังกฤษยังสนับสนุนให้เจ้าชายแฮร์รี่มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 มากกว่าเมแกน ชายา

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนจะตัดสินใจมาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 หรือไม่.

ผู้เขียน : อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : MirrorDailymail

กรุงเทพฯ ร่วมกับ’สปสช.’ หาสถานพยาบาลให้ ‘บัตรทอง’ ตกค้าง 1.9 แสนรายแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545699

28 มี.ค. 2566

กรุงเทพฯ ร่วมกับ'สปสช.' หาสถานพยาบาลให้ 'บัตรทอง' ตกค้าง 1.9 แสนรายแล้ว

‘สปสช.’ ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร หาสถานพยาบาลใกล้บ้านให้ผู้ถือ ‘บัตรทอง’ เกือบสองแสนราย ที่ยังไม่มีสถานพยาบาลประจำได้แล้ว

จำนวนสถานพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. มีจำนวนมากขึ้น สามารถรองรับประชาชนสิทธิบัตรทองที่ยังไม่มีสถานพยาบาลประจำได้แล้ว โดยกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สปสช.ได้ดำเนินการในรูปแบบหรือโมเดล 5 ที่มีศูนย์บริการสาธารณสุข 56 แห่ง เป็น Efficient Area Manager หรือผู้จัดการระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่อย่างมีศักยภาพ

ทำหน้าที่ให้เหมือนโรงพยาบาลประจำเขต ในการดูแลประชาชนในพื้นที่ของตน ร่วมกับคลินิกชุมชนอบอุ่น 113 แห่ง และเครือข่ายโรงพยาบาลรับส่งต่อทั่วทั้ง กทม.

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าว การลงทะเบียนประชาชนสิทธิบัตรทองที่ยังไม่มีสถานพยาบาลประจำแบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล กับ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระดับเขตพื้นที่ เขต 13 กรุงเทพมหานคร  ร่วมด้วย

เพื่อให้ประชาชนสิทธิบัตรทองที่ยังไม่มีสถานพยาบาลประจำที่เหลืออยู่จำนวน 195,158 ราย ได้มีสถานพยาบาลประจำตัว

สปสช.ได้ดำเนินการลงทะเบียนและจัดสรรหน่วยบริการแบบอัตโนมัติโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยระบบจะพิจารณาจากข้อมูลที่อยู่ตามทะเบียนบ้านหรือที่พักอาศัย ในกรณีที่พื้นที่นั้นมีหน่วยบริการหลายแห่ง ระบบจะจัดสรรให้หน่วยบริการที่อยู่ในเครือข่ายหน่วยบริการที่ใกล้ที่สุด จำนวน 8,000 – 10,000 คน/หน่วยบริการ ซึ่งผู้มีสิทธิบัตรทองที่พักอาศัยในบ้านหรือครัวเรือนเดียวกันก็จะให้ลงทะเบียนไปที่หน่วยบริการเดียวกัน โดยประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิและหน่วยบริการได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1330

การจัดสรรหน่วยบริการประจำแก่ผู้มีสถานะสิทธิว่าง ไม่ใช่แค่การใส่ชื่อผู้มีสิทธิเข้าไปอยู่กับหน่วยบริการปฐมภูมิเท่านั้น แต่ระบบจะพิจารณาจากปัจจัยรอบด้านเพื่อให้หน่วยบริการที่เลือกให้นั้นเหมาะกับผู้มีสิทธิมากที่สุด และให้สอดคล้องกับระบบบริการแบบใหม่ที่ในแต่ละพื้นที่จะมีหน่วยบริการปฐมภูมิหลายแห่งทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายโดยมีศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. เป็นแม่ข่าย (โมเดล 5)  

ทำหน้าที่ให้เหมือนโรงพยาบาลประจำเขตในการดูแลประชาชนในพื้นที่ของตน เช่นการเพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง รวมทั้งการลงทะเบียนประชาชนต่างจังหวัดที่อาศัยใน กทม. ให้มีสถานพยาบาลประจำอยู่ใน กทม. เพื่อให้ได้รับบริการสาธารณสุขที่สถานพยาบาลใกล้ที่พักอาศัยในปัจจุบัน

ว่าที่ผู้สมัครกทม.เพื่อไทยเยือนเนชั่น มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545692

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

28 มี.ค. 2566

ว่าที่ผู้สมัครกทม.เพื่อไทยเยือนเนชั่น มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้

พรรคเพื่อไทย นำว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. 33 คน พบสื่อ 10 เครือเนชั่น เปิดตัวหน้าใหม่ เปิดยุทธศาสตร์ มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้


พรรคเพื่อไทย ยกพลทีมผู้บริหารพรรค นำโดย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำ “ว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย” ในพื้นที่กทม. ทั้ง 33 คนใน 33 เขตเลือกตั้ง  เยือนทาวฮอลล์ตึกเนชั่นย่านบางนา เพื่อพบปะกับผู้บริหารสื่อเครือเนชั่นทั้ง 10 สื่อ โดยมี นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป นำทีมให้การต้อนรับในครั้งนี้

ว่าที่ผู้สมัครกทม.เพื่อไทยเยือนเนชั่น มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้

ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะโดนใจคนทุกวัยในกทม. โดยตั้งเป้าว่าจะได้สส.กทม.เกิน 20 ที่นั่ง เพราะจากการลงพื้นที่เห็นว่าคนกำลังกลับใจมาเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะเรามีนโยบายที่จับต้องได้จริง เขารู้ว่าเราสร้างงานสร้างอาชีพ

ว่าที่ผู้สมัครกทม.เพื่อไทยเยือนเนชั่น มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้

“เราลงพื้นที่เราได้เสียงตอบรับว่ากทม.และประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง เพราะเราเป็นพรรคเดียวที่ทำได้จริง”

ว่าที่ผู้สมัครกทม.เพื่อไทยเยือนเนชั่น มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้

นายดนุพร ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมการ ทำงานด้านการพัฒนาเมืองมหานคร และประธานรณรงค์หาเสียงกทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า มั่นใจว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.ของพรรคทั้ง 33 คนว่ามีคุณภาพ เพราะเรามีทั้งอดีตส.ส.ที่มีประสบการณ์และ New Gen คนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ากทม.เป็นพื้นที่ที่การแข่งขันสูง แต่เราชนะการเลือกตั้ง สก. 20 คน จาก 50 เขต ในปี 62 ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการต่อยอด

ว่าที่ผู้สมัครกทม.เพื่อไทยเยือนเนชั่น มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้

“ตัวเลขส.ส.กทม.ที่คาดหวังคิดว่าน่าจะทำได้เกิน 20 เขต เพราะจุดขายของพรรคเพื่อไทยคือนโยบาย ที่มีประสบการณ์มาตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน จนมาถึงไทยรักไทย เราสามารถนำนโยบายมาปฏิบัติทำได้และทำได้จริง” นายดนุพร กล่าว

ว่าที่ผู้สมัครกทม.เพื่อไทยเยือนเนชั่น มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้
ว่าที่ผู้สมัครกทม.เพื่อไทยเยือนเนชั่น มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 20 เก้าอี้

ด้าน นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป กล่าวยินดีต้อนรับคณะพรรคเพื่อไทยในฐานะที่เครือเนชั่นเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นกลาง ซึ่งเนชั่นยินดีเปิดพื้นที่ให้กับทุกพรรคเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย พร้อมกันนี้ยังได้ฝากอนาคตของประเทศให้กับว่าที่ผู้สมัครหลายท่านที่อาจจะได้เป็นส.ส. ทำงานในสภาผู้แทนราษฎร