อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย จ.ตาก เสร็จสมบูรณ์ เดินหน้ากักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715572

อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย จ.ตาก เสร็จสมบูรณ์ เดินหน้ากักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ

อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย จ.ตาก เสร็จสมบูรณ์ เดินหน้ากักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.54 น.

อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย จ.ตาก เสร็จสมบูรณ์ เดินหน้ากักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ 

กรมชลประทาน ก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อยพร้อมระบบส่งน้ำ เสร็จ เป็นที่เรียบร้อย สนับสนุนน้ำให้กับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ พร้อมทั้งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนช่วยเหลือ ประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก .

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ  ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อยพร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำให้กับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก 

นาย ประพิศ ระบุว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการพัฒนาอ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อยพร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในการปลูกป่า และกิจกรรมอื่นๆของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จังหวัดตาก พร้อมทั้งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค และการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ชาวตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว สามารถเริ่มเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้แล้ว 

สำหรับอ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อย มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำสันทำนบดิน กว้าง 8 เมตร ยาว 123 เมตร สูง 23 เมตร มีความจุเก็บกัก 196,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมอาคารระบายน้ำล้นชนิด CHUTE SPILLWAY และอาคารท่อส่งน้ำลงลำน้ำเดิม ตั้งอยู่ที่ หมู่10 บ้านห้วยโป่ง ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในฤดูฝนกว่า 500 ไร่ และฤดูแล้งกว่า 100 ไร่ ช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกร รวมถึงเพิ่มความมั่นคงทางด้านน้ำ พัฒนาเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อีกด้วย

‘มนัญญา’เปิดงาน’เทศกาลควายไทยอุทัยธานี’ครั้งที่ 11

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715367

'มนัญญา'เปิดงาน'เทศกาลควายไทยอุทัยธานี'ครั้งที่ 11

‘มนัญญา’เปิดงาน’เทศกาลควายไทยอุทัยธานี’ครั้งที่ 11

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.49 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2566 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศกาลควายไทย อุทัยธานี” ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 5 มีนาคม 2566 ณ บริเวณเขื่อนวังร่มเกล้า จังหวัดอุทัยธานี เพื่อให้เกษตรกรได้พบปะ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเกษตรกรด้วยกัน ปราชญ์ด้านกระบือ และผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนเพื่อการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ พัฒนาปรับปรุงพันธุ์กระบือของชาวอุทัยธานีให้ดียิ่งขึ้นไป รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบือสวยงาม ช่วยกระตุ้นการซื้อขายกระบือในจังหวัดอุทัยธานี ให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาสนใจในการประกอบอาชีพการเลี้ยงกระบือ อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากกระบือมากขึ้น

ทั้งนี้ นส.มนัญญา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับภาคปศุสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงกระบือ ทั้งกระบือสวยงามและกระบือทั่วไป เนื่องจากเกษตรกรโดยส่วนใหญ่ในจังหวัดอุทัยธานีมีอาชีพทำนา อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาชีพการเลี้ยงกระบือเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญ 1 ใน 3 ของจังหวัดอุทัยธานี และยังเป็นอาชีพที่น่าสนใจ เพราะสามารถใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นแหล่งอาหารได้ โดยกรมปศุสัตว์ได้เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงกระบือควบคู่ไปกับการทำแปลงพืชอาหารสัตว์พันธุ์ดี โดยเฉพาะหญ้าแพงโกลา และหญ้าอื่น ๆ ที่มีความเหมาะสมในสภาพพื้นที่ลุ่มนาข้าว เป็นการสร้างรายได้ในอาชีพนี้ได้เป็นอย่างดีโดยปีที่ผ่านมาพบว่าสามารถช่วยกระตุ้นให้การซื้อขายกระบือสวยงามและกระบือทั่วไปในจังหวัดอุทัยธานีมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธ์ุกระบือ ทำให้ลูกกระบือที่เกิดมามีมูลค่าสูง โดยในปี 2565 พบว่า จังหวัดอุทัยธานีมีเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ จำนวน 2,833 ราย จำนวนกระบือ 31,349 ตัว ปริมาณผลผลิตรวม 10,414 ตัว (กระบือสวยงาม 851 ตัว กระบือทั่วไป 9,427 ตัว) มูลค่ารวม 415.05 ล้านบาท (กระบือสวยงาม 85.1 ตัว กระบือทั่วไป 329.95 ตัว)

สำหรับภายในงานจัดให้มีการประกวดกระบือ ประกอบด้วย การประกวดกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง (เฉพาะกระบือในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี) จำนวน 20 รุ่น การประกวดกระบือทั่วไป จำนวน 20 รุ่น และการประกวดกระบือแกรนด์แชมป์ (Grand Champion) ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 4 ถ้วย ประกอบด้วย กระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง เพศผู้ เพศเมีย และกระบือทั่วไป เพศผู้ เพศเมีย ตามลำดับ นอกจากนั้นภายในงานยังจัดให้มีการแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับกระบือ การจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ และสินค้า OTOP อีกด้วย

– 006

กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงเปิดจุดจำหน่ายมะนาวราคาส่ง จ.ลพบุรี กระแสตอบรับคึกคัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715225

กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงเปิดจุดจำหน่ายมะนาวราคาส่ง จ.ลพบุรี กระแสตอบรับคึกคัก

กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงเปิดจุดจำหน่ายมะนาวราคาส่ง จ.ลพบุรี กระแสตอบรับคึกคัก

วันเสาร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.53 น.

กรมการค้าภายในเดินหน้าช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและร้านอาหาร ในการบริโภคมะนาว เชื่อมโยงมะนาวจากแหล่งผลิต เปิดจุดจำหน่ายราคาส่ง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรีในงาน พาณิชย์ลดราคา ออนทัวร์ ทั่วไทย ประชาชนและร้านอาหารตอบรับเข้ามาซื้อกันคึกคัก 

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี ดำเนินการเชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากตลาดศรีเมือง จังหวัดราชบุรี เปิดจุดจำหน่ายขายปลีกในราคาส่ง ในงานพาณิชย์ลดราคา ออนทัวร์ ทั่วไทย @ลพบุรี ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2566 ณ สนามกีฬาเทศบาลเมืองบ้านหมี่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุร โดยได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะมะนาวราคาถูกจริง และมีมะนาวให้เลือกซื้อได้ตามต้องการ ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนในการประกอบอาหารลงได้มาก 

“กรมฯ จะประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอย่างใกล้ชิด หากพื้นที่ใด จังหวัดใด มีปัญหาขาดแคลน และราคาสูงขึ้น ก็จะเชื่อมโยงมะนาวจากแหล่งผลิตทั้งในจังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดพิจิตร ไปเปิดจุดจำหน่ายทันที โดยจังหวัดที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ประกอบด้วย ประจวบคีรีขันธ์ พังงา และ ลพบุรี ซึ่งจากการติดตาม ประชาชนและร้านอาหาร ได้เดินทางมาซื้อมะนาวกันอย่างคึกคัก และขอบคุณและชื่นชมการแก้ไขปัญหาของกรมฯ ที่ทำได้รวดเร็ว”

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ กรมฯ ได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน หากตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาจะมีโทษ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากมีการค้ากำไรเกินควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ จากสถานการณ์ราคาสินค้ามะนาว มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศแปรปวนในเดือนที่ผ่านมา โดยภาพอากาศที่หนาวและฝนตกชุก ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของมะนาว ต้นมะนาวไม่ติดดอก ผลผลิตมะนาวในแหล่งผลิตสำคัญเสียหายออกสู่ตลาดน้อย โดยราคามะนาวล่าสุดในกรุงเทพฯ ราคาเบอร์ 1-2 เฉลี่ยราคา 5-7 บาท เพิ่มจากเดือนก่อนราคา 3.9-4.50 บาท นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความเป็นห่วงเป็นใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน ผนึกกำลังกับสมาคมตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ประกอบด้วย ตลาดศรีเมือง ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง เชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากตลาดกลาง ออกจำหน่ายผ่านรถโมบายพาณิชย์ กว่า 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ในราคาขายส่งตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา

จากนั้น เมื่อวันที่  25 ก.พ.2566 กรมฯ ได้ลงพื้นที่แหล่งผลิตมะนาวของกลุ่มเกษตรกร ตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ผลผลิต ปริมาณผลผลิต และเชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากสวนออกจำหน่ายผ่านรถโมบายพาณิชย์ในราคาขายส่ง รวมถึงเชื่อมโยงไปจำหน่ายในจังหวัดต่าง ๆ ที่พบว่าสถานการณ์ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และผลจากการลงพื้นที่ ยังพบว่า มะนาวติดดอกมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศไม่แปรปวน คาดผลผลิตใหม่จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อไป และจะออกผลในปริมาณมากในช่วงเดือนพฤษภาคม

วช. หนุนนวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลาย-แบบเม็ด ช่วยแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715106

วช. หนุนนวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลาย-แบบเม็ด ช่วยแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา

วช. หนุนนวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลาย-แบบเม็ด ช่วยแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา

วันเสาร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2566, 08.04 น.

วช. นำนวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลายและแบบเม็ด ผลผลิตจากงานวิจัย ช่วยแก้ปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราพืชเศรษฐกิจหลักภาคใต้

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ ที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ได้มอบหมายให้ นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม พร้อม ด้วยนายสุพจน์  อาวาส ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และ สื่อมวลชน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลง และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา นายสุรชัย บุญวรรโณ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง นายรัตนะ สวามีชัย เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ นางสาวขวัญจิต เคียงตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาเศรษฐกิจ กองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายอับดุลฮาฟิซ สะตีมือมะ เกษตรอำเภอกรงปินัง นายกอเซ็ง ยูโซ๊ะ กำนัน ตำบลสะเอะ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ผู้นำชุมชน  และชาวบ้านให้การต้อนรับ ณ บ้านแปแจง อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา 

นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า 
วช. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารทุนวิจัย และนวัตกรรมของประเทศโดยมุ่งเน้นผลสำเร็จจากการวิจัย ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ และเพื่อใช้เป็นกลไกในการพัฒนาและแก้ปัญหาเร่งด่วนสำคัญของประเทศ วช. เห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดจากโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลง มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เพื่อดำเนินการพัฒนานวัตกรรมชีวภัณฑ์แบบสารละลายและแบบเม็ดเพื่อแก้ไขปัญหาโรคอุบัติใหม่ที่ทำให้ใบยางพาราร่วง เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับไปกรีดยางและช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพน้ำยางและถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ โดยใช้พื้นที่โครงการวิจัย คือ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งเกิดผลผลิตที่เป็นองค์ความรู้ทั้งด้านการเกษตร นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์ในรูปแบบสารละลายและแบบเม็ดเพื่อการใช้งานในแปลงยางที่เกิดปัญหาโรคใบร่วง เป็นการยกระดับรายได้ครัวเรือนจากผลผลิตยางพารา ของเกษตรกรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลง กล่าวว่า โรคใบร่วงชนิดใหม่ของยางพารา เป็นโรคที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกยางพาราในภาคใต้ ปัจจุบันการเกิดโรคในพื้นที่อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา มีการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ สาเหตุของโรคมาจากเชื้อราที่เข้าทำลายใบยางแก่ และใบยางอ่อน ซึ่งอาการจะเป็นจุดแผลบนใบ ใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด ทำให้ผลิตน้ำยางได้ลดลง จากปัญหาดังกล่าวคณะผู้วิจัยจึงลงพื้นที่สำรวจพื้นที่แปลงยางเพื่อทำการวิจัย และเก็บข้อมูล เบื้องต้นพบว่า โรคใบร่วงชนิดใหม่ ทำให้ผลผลิตของยางพาราลดลง 30 – 50% หรือขาดรายได้ 4,000 บาทต่อไรต่อปี คิดเป็น 9.6 หมื่นล้านบาทต่อปีของผลผลิตทั้งประเทศ ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงยาง เบื้องต้น เกษตรกรได้ฉีดพ่นยาด้วยสารเคมีจากเรือนยอดด้วยโดรน ทำให้เกิดการแพร่กระจายในอากาศและสิ่งแวดล้อม จุดนี้คณะวิจัยจึงเริ่มคิดกรรมวิธีการควบคุมโรคใบร่วงด้วย สารชีวภัณฑ์ในรูปแบบสารละลายและแบบเม็ด ที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้เอง ซึ่งสารชีวภัณฑ์ที่เกษตรกรใช้ต้องมีคุณสมบัติสามารถควบคุมเชื้อด้วยวิธีการเคลื่อนที่ของสารธรรมชาติอนุภาคเล็กสู่ลำต้นและกระจายทุกส่วนของต้นยางเพื่อกำจัดต้นตอและควบคุมเชื้อโรคได้อย่างเบ็ดเสร็จ อีกทั้ง สารชีวภัณฑ์นี้ยังสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ต้นยางเพื่อต้านเชื้อได้อีกด้วย 

การถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ การใช้นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์ในรูปแบบสารละลายและในรูปแบบเม็ดต่อการแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ คณะผู้วิจัยเลือกพื้นที่แปลงยางพาราบ้านแปแจง อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ศึกษาชีววิทยา และฟีโนโลยีต่อการอุบัติของโรคใบร่วงชนิดใหม่ของยางพาราในรอบปี รวมถึงพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพนวัตกรรมสารชีวภัณฑ์ในรูปแบบสารละลายและในรูปแบบเม็ดต่อการแก้ปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ และนำนวัตกรรมสารชีวภัณฑ์ไปทดสอบประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ในสภาพแปลงจริงของยางพารา ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ผลการทดสอบเบื้องต้นด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ทั้งในห้องปฏิบัติการและแปลงตัวอย่างมีผลในทางที่ดี คือเชื้อราลดลงและใบแตกยอดใหม่เร็วขึ้น และสามารถเปิดกรีดยางได้ มีผลผลิตน้ำยาง เปลือกยางนิ่ม กรีดง่าย และมีผลิตยางเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน

จากความก้าวหน้าของโครงการ “การประยุกต์ใช้นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดในยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้” ณ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา พร้อมกับการทำงานร่วมกับชุมชนภาคการเกษตรของพื้นที่ ได้เริ่มเห็นผลที่เป็นรูปธรรม ในการสร้างชุมชนพึ่งพาตนเองได้โดยใช้งานวิจัยและนวัตกรรมในการสนับสนุนและส่งเสริมเพื่อความเข้มแข็งและยั่งยืน

‘เฉลิมชัย’รุดมอบส.ป.ก. ทำประโยชน์ที่ดิน-ลดเหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714809

‘เฉลิมชัย’รุดมอบส.ป.ก.  ทำประโยชน์ที่ดิน-ลดเหลื่อมล้ำ

‘เฉลิมชัย’รุดมอบส.ป.ก. ทำประโยชน์ที่ดิน-ลดเหลื่อมล้ำ

วันศุกร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะเกษตรกรในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ชุมพร และมอบปัจจัยการผลิตต่างๆ พร้อมทั้งมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) หนังสือสัญญาเช่าที่ดินสำหรับสถาบันเกษตรกร โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่แปลงหมายเลข 83 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะจ.ชุมพร โดยมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ เข้าถึงระดับรากหญ้า

ทั้งนี้ จ.ชุมพร มีพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมครอบคลุม 8 อำเภอ พื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 570,620 ไร่จัดที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์แล้ว 33,583 ราย เนื้อที่ประมาณ 502,064 ไร่ตามโครงการจัดที่ดินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินของ จ.ชุมพร รวม 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 7,235 ไร่ แบ่งเป็น 1.แปลงหมายเลข No.83 เนื้อที่ประมาณ 6,281 ไร่ โดยเกษตรกรได้จัดตั้งสถาบันเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ ชื่อสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด ขอใช้ประโยชน์ที่ดินจาก ส.ป.ก.ชุมพร เนื้อที่ประมาณ 2,197 ไร่ เกษตรกรได้รับการจัดที่ดินแล้ว 420 ราย พื้นที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอีกประมาณ 1,595 ไร่ สามารถรองรับเกษตรกรได้อีก 234 ราย ซึ่งจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2566 นี้ และ 2.แปลงเนื้อที่ประมาณ 954 ไร่ อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำบัญชีคัดเลือกเกษตรกรเพื่อรองรับให้สถาบันเกษตรกรเข้ามาขอใช้ประโยชน์ คาดว่าสามารถรองรับเกษตรกรได้ 97 ราย

“นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ จ.ชุมพร และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน โดยมีการแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นำมาจัดสรรให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาลภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ซึ่งจะจัดสรรในรูปแบบสหกรณ์การเกษตร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แลพัฒนาศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ดร.เฉลิมชัยกล่าวและว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกร โดยสนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยขอความร่วมมือในการรักษาคุณภาพ ลดการใช้สารเคมีและสารปนเปื้อน

‘บิ๊กป้อม’ไม่ประมาท ถอดบทเรียนฯใช้12มาตรการ เตรียมรับมือฤดูฝนปี66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714698

'บิ๊กป้อม'ไม่ประมาท ถอดบทเรียนฯใช้12มาตรการ เตรียมรับมือฤดูฝนปี66

‘บิ๊กป้อม’ไม่ประมาท ถอดบทเรียนฯใช้12มาตรการ เตรียมรับมือฤดูฝนปี66

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.12 น.

พล.อ.ประวิตร ไม่ประมาท เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำรอยปี 65 สั่งถอดบทเรียนฯ ใช้ 12 มาตรการ เตรียมรับมือฤดูฝนปี 66  กำชับทุกหน่วย ร่วมแก้ปัญหาน้ำทุกมิติ มุ่งลดผลกระทบ ปชช.

2 มี.ค.2566 ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยที่ประชุมได้รับทราบ ผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ระยะเร่งด่วนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่  จากเหตุการณ์อุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี65 ส่งผลให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย ราว 2.8 ล้านไร่ ใน 16 จังหวัด ภาคกลาง ซึ่ง สทนช.ได้เสนอโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ระยะเร่งด่วนในพื้นที่เจ้าพระยาใหญ่ และขอรับการสนุนงบประมาณประจำปี66 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณ ก่อนเสนอ ครม. ต่อไป

จากนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง)มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 โดย สทนช. ได้นำผลการถอดบทเรียนฯมาปรับปรุงเป็น 12 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงช่วงฝนทิ้งช่วง ,มาตรการที่ 2 การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก ,มาตรการที่ 3 ทบทวนปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ /เขื่อนระบายน้ำและจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเชิงบูรณาการ ,มาตรการที่ 4 เตรียมความพร้อมซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร ให้พร้อมใช้งานและปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ,มาตรการที่ 5 เตรียมพร้อม /วางแผนเครื่องจักร เครื่องมือบุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และพื้นที่เสี่ยงในช่วงฝนทิ้งช่วง ,มาตรการที่ 6 ตรวจความมั่นคงปลอดภัยคัน ทำนบ พนังกั้นน้ำ ,มาตรการที่ 7 ขุดลอกคู คลอง และกำจัดผักตบชวา ,มาตรการที่ 8 ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตั้งศูนย์ส่วนหน้า ก่อนเกิดภัยและฟื้นฟูสภาพให้กลับสู่สภาพปกติ ,มาตรการที่ 9 เร่งเก็บกักน้ำแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน ,มาตรการที่ 10 สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชนในการให้ข้อมูลสถานการณ์ ,มาตรการที่ 11 การสร้างการรับรู้/ประชาสัมพันธ์ และ มาตรการที่ 12 ติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย และได้เห็นชอบ แผนป้องกัน และแก้ไขภาวะน้ำท่วมปี 2566 ของลุ่มน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อม ไว้ด้วยต่อไป

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านน้ำ ในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านน้ำ  ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งไดักำชับให้ สทนช.เตรียมการวางแผนการกักเก็บน้ำในฤดูฝน ให้มากที่สุด เพื่อไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ด้วย และให้สร้างการรับรู้ และการแจ้งเตือนภัยสถานการณ์น้ำให้ ประชาชนทราบ อย่างทั่วถึง ทันเวลาและต่อเนื่อง นอกจากนั้น พล.อ.ประวิตร ยังได้ขอบคุณ สทนช. และหน่วยงานที่รับผิดชอบ 10 มาตรการฤดูแล้ง ที่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชน ทั่วประเทศ ได้ผลเป็นอย่างดี ที่ผ่านมา

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรอีสานใต้ ให้ความรู้-ผลักดันเกษตรเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714434

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรอีสานใต้  ให้ความรู้-ผลักดันเกษตรเข้มแข็ง

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรอีสานใต้ ให้ความรู้-ผลักดันเกษตรเข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดงาน : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดงานเกษตรอีสานใต้ ปี 2566 มุ่งแสดงความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการเกษตร ฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปพัฒนาในเรื่องการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพสินค้าเกษตร

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานเกษตรอีสานใต้ ประจำปี 2566 ซึ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ สถาบันการศึกษา กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “โคก หนอง นา : ศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาเกษตรที่ยั่งยืน” ที่ลานกิจกรรมคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการเกษตร การแปรรูปสร้างมูลค่า และการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีด้วยสินค้าเกษตรปลอดภัย อีกทั้งสร้างอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ หรือ start up ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งภายในงานกำหนดให้มีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร การผลิตพืชและสัตว์เศรษฐกิจจากภาครัฐและเอกชน เครื่องจักรกลการเกษตร การให้ความรู้ด้านพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานให้แก่เกษตรกร การประกวดพืช สัตว์ การแปรรูปอาหาร การเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์ และสุขภาวะที่ดี อันมีรากฐานจากภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนการจำหน่ายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับจากกลุ่มเกษตรกรกลุ่มต่างๆ จำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการ“สุดยอด นิทรรศการเกษตรมีชีวิต” ที่ใหญ่ที่สุดในอีสานใต้ โคก หนอง นา สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์เลี้ยงสวยงาม ทุ่งทานตะวัน สวนดอกไม้หลากสี อุโมงค์พืชผัก ระบบเพาะปลูกพืชไฮโดรโปนิค การผลิตมะเขือเทศในโรงเรือน นวัตกรรม ผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ ผลผลิตจากการเรียนการสอน การให้คำปรึกษาจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การแสดงสินค้าและการออกร้านจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร เครื่องจักรกล อุปกรณ์ต่อพ่วง และเทคโนโลยีทางการเกษตร พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์เลี้ยง สินค้ากลุ่มชุมชนและเกษตรกร การเสวนาวิชาการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การอบรมเชิงปฏิบัติการ การแสดงศิลปวัฒนธรรมนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และศิลปินมากมาย ตลอดจนการประกวดร้องเพลงการประกวดวงดนตรี และการประกวดธิดาสวนยาง เป็นต้น

“การจัดงานวันเกษตรอีสานใต้ในครั้งนี้มีความสำคัญกับภาคเกษตรเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการบูรณาการร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชน และเกษตรกรซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรแล้ว ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปพัฒนาในเรื่องการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาคการเกษตรจะเปลี่ยนแปลงได้ต้องใช้คนรุ่นใหม่ โดยกระทรวงเกษตรฯ มี Smart Farmer และ Young Smart Farmer ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรของประเทศ โดยการใช้เทคโนโลยี การทำการตลาดด้วยตัวเอง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่จะเป็นการยกระดับ พัฒนาคุณภาพชีวิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร มั่นใจว่าถ้าเราช่วยกันสนับสนุนและผลักดันให้พี่น้องเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ประเทศก็จะเข้มแข็ง และสามารถเป็นมหาอำนาจทางด้านอาหารได้” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘กรมการค้าภายใน’เดินหน้าช่วยเกษตรกร เชื่อมโยงผู้ประกอบการซื้อหอมหัวใหญ่-กระเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714353

'กรมการค้าภายใน'เดินหน้าช่วยเกษตรกร เชื่อมโยงผู้ประกอบการซื้อหอมหัวใหญ่-กระเทียม

‘กรมการค้าภายใน’เดินหน้าช่วยเกษตรกร เชื่อมโยงผู้ประกอบการซื้อหอมหัวใหญ่-กระเทียม

วันพุธ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566, 12.01 น.

กรมการค้าภายในลงพื้นที่ อ.ฝาง เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ารับซื้อพืช 3 หัวจากเกษตรกร หลังผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด พร้อม kick off ปล่อยคาราวานหอมหัวใหญ่และกระเทียมกระจายไปยังตลาดปลายทางในภูมิภาคต่างๆ เพื่อเร่งระบายผลผลิต เผยหลังดำเนินโครงการ “อมก๋อย โมเดล” ตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิต ดันราคาขยับขึ้นทุกชนิด หอมหัวใหญ่ เพิ่ม 30% หอมแดง เพิ่ม 37% และกระเทียม เพิ่ม 50%

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ (28 ก.พ.) กรมฯ ได้ลงพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการรับซื้อพืช 3 หัว (หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม) ภายใต้โครงการ “อมก๋อยโมเดล” ณ สหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ฝาง จำกัด อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกแหล่งผลิตสำคัญและเป็นแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ และได้จัดกิจกรรม kick off ปล่อยคาราวานหอมหัวใหญ่และกระเทียมของอำเภอฝาง ที่ผู้ประกอบการเข้ารับซื้อเพื่อกระจายไปยังตลาดปลายทางในภูมิภาคต่างๆ ด้วย เพื่อช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรและผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“กรมฯ ได้ดำเนินการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเร่งรับซื้อผลผลิตพืช 3 หัว ในอำเภอแม่วางมาตั้งแต่เดือน ม.ค.2566 และวันนี้ เป็นกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอฝาง ซึ่งเป็นอีกแหล่งผลิตสำคัญ ที่ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดถัดจากอำเภอแม่วาง โดยกรมฯ ได้เร่งให้ผู้ประกอบการที่ทำสัญญาข้อตกลงเข้ามารับซื้อผลผลิตในพื้นที่ทันที เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าราคาพืช 3 หัว ภาพรวมในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนืออยู่ในเกณฑ์ดีตลอดฤดูกาล” นายวัฒนศักย์ กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการต่าง ๆ รองรับผลผลิต ควบคู่กับมาตรการดูดซับผลผลิตพืช 3 หัว ออกจากแหล่งผลิต อาทิ โครงการบริหารจัดการตลาดพืชหัว ปี 2566 การสนับสนุนค่าบริหารจัดการคุณภาพและเชื่อมโยงกระจายผลผลิต การสนับสนุนค่าบริหารจัดการซื้อและรวบรวม การแปรรูปผลผลิตพืช 3 หัว เพื่อกระจายเข้าสู่ร้านอาหารและร้านค้าธงฟ้า รวมทั้งการกำกับดูแลการขนย้ายและการนำเข้า

ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในกรณีพบปัญหาผลผลิตมีราคาสูง หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ กรมฯ จะเร่งดำเนินการเชื่อมโยงผลผลิตออกสู่ตลาดปลายทางอย่างรวดเร็วและให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภคต่อไป

ก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้ขับเคลื่อนมาตรการ “อมก๋อยโมเดล” ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายภาคเอกชน 16 ราย ประกอบด้วย ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก ตลาดกลาง อาทิ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และตลาดล้านเมือง ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี เดอะมอลล์ และท็อปส์ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ พีที พีทีที สเตชัน บางจาก และเชลล์ เข้ารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร ในราคานำตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิต

จากนั้น วันที่ 27 ม.ค.2566 ได้จัดให้มีพิธีลงนามสัญญาข้อตกลงมาตรฐาน และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การรับซื้อพืช 3 หัว (หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม) เพื่อเป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าตลอดฤดูกาล ภายใต้โครงการ “ขับเคลื่อนการบริหารจัดการพืช 3 หัว อมก๋อยโมเดล @เชียงใหม่” ณ สหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่บ้านกาดพัฒนา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ รับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร จำนวน 23 กลุ่ม 4 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และศรีสะเกษ ปริมาณรับซื้อรวม 22,800 ตัน หอมหัวใหญ่ 7,300 ตัน หอมแดง 7,500 ตัน กระเทียม 8,000 ตัน

โดยผลจากการรับซื้อผลผลิตภายใต้โครงการอมก๋อยโมเดล ส่งผลให้ปัจจุบันราคาซื้อขายพืช 3 หัว ในตลาดอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก โดยราคาแบบสด หอมหัวใหญ่ ปีนี้อยู่ที่ 16 บาท/กิโลกรัม (กก.) สูงกว่าปีที่แล้วที่ 12 บาท/กก. เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 หอมแดง ปีนี้อยู่ที่ 13 บาท/กก. สูงกว่าปีที่แล้วที่ 9.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 และกระเทียม ปีนี้อยู่ที่ 21 บาท/กก. สูงกว่าปีที่แล้วที่ 14 บาท/กก. เพิ่มขึ้นร้อยละ 50

– 006

‘กรมประมง’ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน’IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714352

'กรมประมง'ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน'IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia'

‘กรมประมง’ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน’IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia’

วันพุธ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566, 11.57 น.

กรมประมงร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia พร้อมประกาศความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการประมงพื้นบ้าน และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย

เมื่อที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ร่วมกับ TBTI และ INFOFISH เป็นเจ้าภาพจัดพิธีปิดงานเฉลิมฉลองปีสากลแห่งการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ปี พ.ศ. 2565 แห่งภูมิภาคเอเชีย (IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia) ภายใต้ธีม “ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยการสนับสนุนการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย” (Towards a new era of support for small-scale fisheries and aquaculture in Asia) เพื่อประกาศความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ รวมกว่า 380 คน

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำหรับงาน IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia ในครั้งนี้  กรมประมงได้ร่วมกับ Too Big To Ignore Global Partnership for Small-scale Fisheries Research (TBTI) และ INFOFISH พร้อมด้วยการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จัดกิจกรรมพิธีปิดงาน เฉลิมฉลองปีสากลแห่งการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ปี พ.ศ. 2565 แห่งภูมิภาคเอเชีย (IYAFA 2022 Closing Ceremony for Asia) ภายใต้ธีม “ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยการสนับสนุนการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย” (Towards a new era of support for small-scale fisheries and aquaculture in Asia and the Pacific) โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วม

ภายในงานมีการนำเสนอวิดีโอความสำเร็จของ IYAFA 2022 และยังมีเวทีให้องค์กรและประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียได้ประกาศความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ และทบทวนกิจกรรมที่ประเทศต่าง ๆ ได้ดำเนินการในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนที่จะดำเนินการในอนาคต โดยมีวิทยากรจากประเทศไทย โดยกรมประมง ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) องค์การข่ายงาน ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียและแปซิฟิก (NACA) International Collective in Support of Fish workers (ICFS) The Sri Lanka Forum for Small -Scale Fisheries (SLFSSF) ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา INFOFISH Too Big To Ignore (TBTI) จากประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ China Blue Sustainability Institute และ Food and Agriculture Organization – Regional Office for Asia and the Pacific (FAO – RAP)

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นผลสะท้อนความสำเร็จของการเฉลิมฉลองปีสากลแห่งการทำประมงพื้นบ้านและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ปี พ.ศ. 2565 ที่ได้เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อบทบาทของชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อยต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในบริบทของความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการเพื่อขจัด ความยากจนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมบทบาทและความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการร่วมพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาสังคมและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อยอีกด้วย

ครม. ผ่านฉลุย’เฉลิมชัย’ดันสร้างอ่างฯ แม่ตาช้าง แหล่งน้ำเพื่อชาวแม่สรวย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714279

ครม. ผ่านฉลุย'เฉลิมชัย'ดันสร้างอ่างฯ แม่ตาช้าง แหล่งน้ำเพื่อชาวแม่สรวย

ครม. ผ่านฉลุย’เฉลิมชัย’ดันสร้างอ่างฯ แม่ตาช้าง แหล่งน้ำเพื่อชาวแม่สรวย

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 19.38 น.

ชาวแม่สรวยปลื้ม หลัง ครม. มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง หวังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนแห่งใหม่ช่วยบรรเทาปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม 

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จังหวัดเชียงราย กรอบวงเงินงบประมาณ 1,325 ล้านบาท มีแผนระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2567-2569 เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย รวมทั้งบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลากได้อีกด้วย

ด้าน นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่และผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว มีลักษณะเป็นเขื่อนดิน สามารถเก็บกักน้ำได้ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร หากดำเนินการแล้วเสร็จตามแผน จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับช่วยเหลือด้านการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ตำบลป่าแดดและพื้นที่ใกล้เคียง กว่า 4,775 ครัวเรือน ส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 17,200 ไร่ ตลอดจนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถสร้างรายได้ ขยายอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยรักษาสภาพต้นน้ำลำธารเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดิน ฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ จะเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อให้พี่น้องชาวอำเภอแม่สรวย ได้ใช้ประโยชน์โดยเร็วต่อไป

สำหรับโครงการดังกล่าว กรมชลประทาน ได้รับรางวัลเลิศรัฐ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประจำปี 2565 สาขารางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม จากผลงาน “การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำด้วย ชลประทานเพื่อท้องถิ่น” อ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานและทีมงานชลประทานเพื่อท้องถิ่นอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง