‘เฉลิมชัย’มอบ‘นิพนธ์’เดินหน้า‘โคบาลชายแดนใต้’ สู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718078

‘เฉลิมชัย’มอบ‘นิพนธ์’เดินหน้า‘โคบาลชายแดนใต้’ สู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร

‘เฉลิมชัย’มอบ‘นิพนธ์’เดินหน้า‘โคบาลชายแดนใต้’ สู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.16 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 นายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการการสร้างการรับรู้โคบาลชายแดนใต้ ณ ห้องประขุมโรงแรม ซีเอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์เขต 9 ปศุสัตว์จังหวัดปัตตานี เกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกรในจังหวัดปัตตานีร่วมในการประชุม

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขอชื่นชมกับเกษตรกรที่ให้ความสนใจในโครงการโคบาลชายแดนใต้ โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแนวคิด หลักเกณฑ์ และวิธีดำเนินงานโครงการให้ แก่เกษตรกร ให้เกษตรกรมีความพร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ และให้การขับเคลื่อนโครงการโคบาลชายแดนใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคาดหวังว่า หลังจากผ่านการรับฟังโครงการสร้างการรับรู้โคบาลชายแดนใต้ ในครั้งนี้ ผู้เข้ารับฟังจะมีความเข้าใจ และนำความรู้ หรือแนวคิดดีๆ ที่ได้จากการฝึกอบรมไปใช้ให้เกิดรายได้ต่อตนเองและครอบครัว และเกิดประโยชน์ต่อสังคมในพื้นที่

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวได้มีความคืบหน้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อลังกาสุกะ ได้ร้องขอไปยังกระทรวงเกษตรฯให้มีการช่วยเหลือในเรื่องเงินทุนเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนากลุ่มฯทั้งในเรื่องการขยายผล และการยกระดับคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานตลาดสากล ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมาย นายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ปรึกษาฯมาร่วมประชุมหาแนวทางช่วยเหลือ และได้มีการอนุมัติเงินทุนจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้แก่เกษตรกร 14 กลุ่ม วงเงิน 54 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการโอนเงินงวดแรกให้แก่เกษตรกรแล้ว 20 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ก.พ.66 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้กรมปศุสัตว์ยืมเพื่อใช้ดำเนินโครงการโคบาลชายแดนใต้ วงเงิน 1,566.20 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยกำหนดชำระคืนภายใน 7 ปี ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 มีระยะเวลาโครงการ พ.ศ.2565 – 2572 เพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว นำไปสู่การพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ

“การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งการพัฒนาให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนในพื้นที่มีรายได้ที่มั่นคง มีความถนัดด้านอาชีพตามวิถีชีวิต อย่างการเลี้ยงโค จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ก่อให้เกิดความสันติภาพ นำไปสู่สู่สันติสุขในพื้นที่ได้ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการต่อยอดไปยังการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ การเลี้ยงไก่เนื้อต่อไป โดยการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องครอบคลุมครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการ ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง เพื่อแก้ปัญหาความยากจน และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร”

– 006

‘มนัญญา’สั่งตรวจเข้ม ฤดูทุเรียนคัดคุณภาพส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717869

‘มนัญญา’สั่งตรวจเข้ม ฤดูทุเรียนคัดคุณภาพส่งออก

‘มนัญญา’สั่งตรวจเข้ม ฤดูทุเรียนคัดคุณภาพส่งออก

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตรวจเข้ม : น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามมาตรการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออกไปจีน พร้อมกับมอบนโยบายการกำกับดูแลการส่งออกทุเรียนฤดูกาลผลิตปี 2566 แก่คณะผู้บริหาร นายด่านตรวจพืช และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาตลาดทุเรียนส่งออก โดยให้ตรวจทุกชิพเมนท์

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุม “มาตรการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน” พร้อมมอบนโยบายการกำกับดูแลการส่งออกทุเรียนไปจีนในฤดูกาลผลิตปี 2566 แก่คณะผู้บริหารและนายด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตร ว่าในฤดูกาลผลิตทุเรียนปี 2566 มีนโยบายให้เป็นปีทุเรียนไทยคุณภาพ เพื่อรักษาตลาดส่งออกทุเรียน เนื่องจากขณะนี้ไทยมีคู่แข่งทางการค้ามากขึ้น ดังนั้น การจะรักษาตลาดส่งออกทุเรียนไทย ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพที่ได้มาตรฐานเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มทุเรียนส่งออกไปจีน โดยให้ตรวจทุกชิพเมนท์ทั้งการขนส่งทางบก เรือ และอากาศ หากพบกระทำผิดไม่เป็นไปตามมาตรฐานทุเรียนส่งออกหรือแนวทางปฏิบัติตามพิธีสารไทย-จีน กรมวิชาการเกษตร จะไม่ออกใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อการส่งออกอย่างเด็ดขาด
และสำหรับกรณีทุเรียนแช่แข็งนั้น ให้มีการตรวจการนำเข้าและส่งออกอย่างเข้มงวด แม้ว่าจะเป็นการนำเข้าโดยกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ก็ตาม แต่กรมวิชาการเกษตร มีหน้าที่ต้องตรวจในเรื่องโรคพืช โรคแมลง เพราะหากมีการนำเข้ามาเพื่อส่งออกก็จะต้องใช้ชื่อของประเทศไทย ทั้งที่เป็นทุเรียนจากประเทศอื่นดังนั้น เพื่อรักษาชื่อเสียงและมาตรฐานทุเรียนไทย หากพบความผิดก็ต้องระงับการส่งออก

นอกจากนี้ให้เพิ่มการตรวจติดตามว่าเมื่อนำทุเรียนแช่แข็งเข้ามาแล้ว นำไปใช้ทำอะไร หรือส่งออกไปที่ไหนบ้าง ส่วนในเรื่องของทุเรียนอ่อน ให้กรมวิชาการเกษตร ไปดูว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไร ในกรณีที่ตรวจสอบพบว่ามีการตัดออกมาจำหน่าย ซึ่งก่อนหน้านี้จะใช้วิธีการพ่นสีทุเรียน แต่ยังมีปัญหาว่ามีการนำกลับมาขายข้างทาง ทำให้ผู้บริโภคเสียหาย จึงให้ไปหารือกับทางจังหวัดในการดำเนินการว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้ เช่น การเผาทำลาย หรือนำไปประมูลเพื่อทำทุเรียนแปรรูป เป็นต้น

สำหรับในช่วงฤดูผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกที่จะเริ่มออกสู่ตลาดมาก ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ให้กรมวิชาการเกษตร ไปพิจารณาว่าจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องไม้เครื่องมือ รองรับในการตรวจทุเรียนเพื่อส่งออกอย่างไร เพื่อให้ทันกับการส่งออกและปริมาณผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความเข้มงวดในการตรวจทุกชิพเมนท์ และการตรวจติดตามสวนทุเรียนที่ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP (Good Agricultural Practices) และโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต หรือ GMP (Good Manufacturing Practice)เพื่อรักษามาตรฐานการส่งออกให้เป็นไปตามข้อตกลงของประเทศคู่ค้า เพราะไทยได้ทำข้อตกลงเรื่องมาตรฐานการส่งออกกับประเทศปลายทางจึงยิ่งต้องทำให้ไทยกลับมาเข้มงวดภายในประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษามาตรฐานและความเชื่อถือระหว่างประเทศคู่ค้า

ครบรอบ 17 ปี’กรมการข้าว’ มุ่งพัฒนา’ชาวนาไทย’ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717801

ครบรอบ 17 ปี'กรมการข้าว' มุ่งพัฒนา'ชาวนาไทย' เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ครบรอบ 17 ปี’กรมการข้าว’ มุ่งพัฒนา’ชาวนาไทย’ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.57 น.

ครบรอบ 17 ปี กรมการข้าว มุ่งพัฒนาชาวนาไทยก้าวข้ามเรื่องผลประโยชน์และการเมือง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ กรมการข้าวถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมภายในงานมีการประกอบพิธีสงฆ์พิธีบวงสรวงแม่โพสพพิธีไหว้ศาลพระภูมิและพิธีไหว้เจ้าที่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและประกาศนียบัตรให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น รางวัลคนดีศรีข้าวศูนย์วิจัยข้าวดีเด่นและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นประจำปี 2565 โดยผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของกรมการข้าวในปีนี้ได้แก่นายนรภัทรศรีษะนอกนักวิชาการเกษตรชำนาญการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมากองเมล็ดพันธุ์ข้าว และ น.ส.เบญจวรรณ พลโคตร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลกกองวิจัยและพัฒนาข้าว

ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ข้าวมีความสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและยังเป็นพื้นฐานของเกษตรกรไทยอีกทั้งยังถือเป็นพืชการเมืองซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้รับการพัฒนาในด้านข้าวอย่างเต็มที่ทั้งในเรื่องบุคลากรที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งการขับเคลื่อนการพัฒนาพันธุ์ข้าวและด้านการตลาดจึงทำให้ยังไม่มีความมั่นคงเท่าที่ควรการดำเนินในปัจจุบันจึงต้องไม่มองแค่ผลประโยชน์และคะแนนเสียงและต้องช่วยกันเปลี่ยนความคิดก้าวข้ามเรื่องผลประโยชน์และการเมืองอย่างไรก็ตามเชื่อว่านักวิชาการและนักวิจัยของกรมการข้าวมีความรู้ความสามารถจึงต้องมาช่วยกันยกระดับและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและองค์กรที่เกี่ยวข้องซึ่งพี่น้องชาวนาเกือบ 5 ล้านครอบครัวหรือ 15 ล้านคนต้องเป็นกลุ่มคนที่เข้มแข็งเพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้าง GDP ของประเทศจึงเน้นย้ำกับกรมการข้าวให้เห็นปัญหาที่แท้จริงจะได้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดถึงแม้จะมีอุปสรรคบ้างแต่ถ้าคิดถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศก็เชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้และไม่เสียดายงบประมาณในการพัฒนาภาคการเกษตรเชื่อว่าถ้าภาคการเกษตรเข้มแข็งประเทศชาติก็จะเข้มแข็งต่อไปด้วย

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารงานของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านตระหนักและเข้าใจในปัญหาที่พี่น้องชาวนาต้องเผชิญอยู่ในสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำส่งออกข้าวไทยลดลงต้นทุนการผลิตข้าวราคาสูงสถานการณ์ภัยธรรมชาติและแมลงศัตรูข้าวประกอบกับประเทศไทยประสบปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆและได้มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวให้มีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูกเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพและได้ปริมาณที่มากขึ้นเกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายให้กรมการข้าวพัฒนาและสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นศูนย์รวมในการบูรณาการงานด้านข้าวของทุกส่วนราชการในพื้นที่โดยเป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ชุมชนได้ใช้อย่างพอเพียงและต่อเนื่องรวมทั้งยกระดับเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวการลดต้นทุนการผลิตข้าวการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวโดยมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

อีกทั้งยังได้มีเป้าหมายที่จะเชิญชวนให้พี่น้องชาวนาร่วมมาเป็นชาวนาอาสาในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศเพื่อเป็นเครือข่ายในการสนับสนุนและทำงานร่วมกันกับกรมการข้าวซึ่งเปรียบเสมือนอาสาสมัครเกษตรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตข้าวและช่วยเหลืองานของกรมการข้าวตลอดจนยังได้จัดให้มีโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model ที่มุ่งเน้นในการผลิตข้าวคุณภาพสูงโดยลดการใช้สารเคมีหันมาใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทนซึ่งจะสามารถลดต้นทุนการผลิตและลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเพื่อทำเกษตรอย่างปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาศึกษาแนวทางในการทำนาเปียกสลับแห้งซึ่งเหมาะสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งและในภาวะฝนทิ้งช่วงในหลายจังหวัดสามารถบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกษตรกรยังสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้

– 006

‘เฉลิมชัย’เปิดตลาดไหม เชื่อมโยงผู้ผลิต-เกษตรกรทอผ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717637

‘เฉลิมชัย’เปิดตลาดไหม  เชื่อมโยงผู้ผลิต-เกษตรกรทอผ้า

‘เฉลิมชัย’เปิดตลาดไหม เชื่อมโยงผู้ผลิต-เกษตรกรทอผ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดตลาด : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเส้นไหม ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมกับเกษตรกรผู้ทอผ้าและร่วมพิธีลงนามข้อตกลงซื้อขายเส้นไหม เพื่อเชื่อมโยงตลาดเส้นไหม สอดคล้องนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรฯ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเส้นไหม ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ทอผ้าไหม และเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงซื้อขายเส้นไหมและผู้ทอผ้าไหม โดยมีนายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงาน รมว.เกษตรฯ นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมรีเจ้นท์ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตเส้นไหมซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผ้าไหม กับกลุ่มผู้ทอผ้าไหม ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานฯ 27 จังหวัด ตั้งแต่ จ.สุพรรณบุรี อุทัยธานี จังหวัดภาคตะวันตกกทม.และปริมณฑล ที่สำคัญคือ 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีกลุ่มทอผ้าและผู้ประกอบการทอผ้าไหมเป็นจำนวนมากกว่า 460 ราย มีความต้องการเส้นไหมปีละกว่า 5–7 ตันต่อปี และเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่า เมื่อนำอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่เป็นอาชีพใหม่ในพื้นที่มาเปรียบเทียบกับอาชีพทางการเกษตรเดิมของพื้นที่ภาคใต้ ทั้งด้านประมง ปศุสัตว์ และพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ทุเรียน ผลไม้อื่นๆ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ที่ทำรายได้ให้กับประชาชนภาคใต้มาอย่างยาวนาน การที่จะขยายพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลิตเส้นไหมในพื้นที่ให้เพียงพอกับความต้องการจึงเป็นข้อจำกัดหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรในการสร้างความร่วมมือและขยายอาชีพหม่อนไหมสู่ชุมชน

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า โครงการสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเส้นไหมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ทอผ้าไหม เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นแนวคิดในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ มีเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอน มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ โดยสั่งการให้หน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค บูรณาการร่วมกัน แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการและภาคเอกชน เพื่อทราบข้อมูลความต้องการของตลาด และจับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร วางแผนการผลิต ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ตามความต้องการของตลาด ซึ่งการจัดงานนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิต ที่ภาครัฐเป็นตัวกลางในการประสานงานจับคู่ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหม และกลุ่มเกษตรกรผู้รับซื้อวัตถุดิบ ที่จะได้เส้นไหมที่มีคุณภาพไปทอผ้าไหมในราคาที่เป็นธรรม

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหม ผู้ประกอบการด้านเส้นไหม และกลุ่มผู้ทอผ้าไหม เข้าร่วม

เกษตรฯเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ-สัตว์น้ำพื้นที่แม่กลอง ต่อยอดอาชีพ-สร้างรายได้ชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717606

เกษตรฯเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ-สัตว์น้ำพื้นที่แม่กลอง ต่อยอดอาชีพ-สร้างรายได้ชาวประมง

เกษตรฯเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ-สัตว์น้ำพื้นที่แม่กลอง ต่อยอดอาชีพ-สร้างรายได้ชาวประมง

วันพุธ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “ต่อยอด และการพัฒนาด้านประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตด้านประมงในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ณ ลานอเนกประสงค์องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมใหญ่ ม.2 ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมงของจังหวัดให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง ด้วยการฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

โดย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมและมีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาด้านการประมงของทะเลฝั่งอ่าวไทยอีกแห่งหนึ่ง แต่จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ ประกอบกับปริมาณสัตว์น้ำในธรรมชาติลดจำนวนลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญหลากหลายชนิด ได้แก่ กุ้งทะเล ปูทะเล และสัตว์น้ำที่จับจากทะเลชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะปลาทูที่มีความนิยมในการบริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สามารถสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนในจังหวัด และสร้างรายได้อย่างมากในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นที่มาของการจัดกิจกรรมในวันนี้เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติด้วยการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล เป็นการขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมงของจังหวัดให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง สนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เกิดการสร้างเครือข่ายและพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรและชาวประมงอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

ด้าน นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืน จึงได้กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง กำหนดจัดงาน “ต่อยอด และการพัฒนาด้านประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม” ขึ้น ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมปล่อยกุ้งกุลาดำจำนวน 1,500,000 ตัว และมอบพันธุ์สัตว์น้ำให้แก่ผู้นำชุมชนทั้งหมด 10 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนตำบลบางจะเกร็ง ตำบลคลองโคน ตำบลบางแก้ว ตำบลลาดใหญ่ ตำบลแหลมใหญ่ ตำบลบางยี่สาร และตำบลแพรกหนามแดงอีก 4 ชุมชน เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนนำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ เป็นการสร้างฐานทรัพยากรเพื่อการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และมีส่วนในการขยายผลและต่อยอดการพัฒนาอาชีพด้านประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม ขณะเดียวกันยังมีการมอบเงินอุดหนุนโครงการให้แก่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแก่ชุมชนกลุ่มตกกุ้งเชิงอนุรักษ์ยายแพงบางคนที และชุมชนกลุ่มอาหารทะเลตากแห้ง จำนวน 200,000 บาท และมอบหนังสือรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP แปลงใหญ่มะพร้าวแก่เกษตรกร จำนวน 5 ราย และมอบพันธุ์พืชแก่ผู้นำชุมชน จำนวน 6 ราย รวมถึงมีการจัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้จากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร

– 006

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716298

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ พิพิธภัณฑ์บ้านอีสานมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นายสถิตย์ เจ๊กมา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำคณาจารย์ บุคลากร นิสิต เข้าร่วมอบรมและฝึกปฏิบัติการการทำดอกโน  การทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด  ซึ่งเป็น 1 ในพิธีฮีต ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ โดยฮีตเดือน 4 คือประเพณีบุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ ซึ่งก็จะมีพิธีกรรม การเตรียมของในงานมากมาย โดยเฉพาะการทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู(ธุงกระดาษ) และการทำดอกโนซึ่งเป็นสิ่งของที่จะต้องมีไว้ประดับในพิธีกรรมบุญผะเหวด โดยเฉพาะการทำดอกโน ที่นับวันจะหาคนสืบสานได้ยาก เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก ต้องใช้แรง และความอดทนในการทำ 

โดยนายภูวดล อยู่ปานนักวิชาการศึกษา สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า บุญผะเหวดบุญพระเวส หรือบุญมหาชาติ เป็นบุญประจำเดือนสี่ตามฮีตสิบสองที่ชาวอีสานยังคงสืบสานเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่น การจัดงานบุญผะเหวด จะนิยมจัดในช่วงเดือน 3-4 หรือราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ใช้เวลาในการจัดงานราว 3 วัน หมู่บ้านหรือชุมชนใดจะจัดงานบุญนี้ ก็จะมีการบอกกล่าวพี่น้อง หรือหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาช่วยและร่วมบุญกัน ทำให้เกิดสายสัมพันธ์และความสามัคคีกัน โดยทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้จัดกิจกรรมอบรมและฝึกปฏิบัติการทำดอกโนธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู หรือธุงกระดาษเพื่อเตรียมไว้ประดับในงานบุญผะเหวดที่มหาวิทยาลัยฯกำลังจะจัดขึ้น มีอาจารย์ บุคลากร และนิสิตที่สนใจอยากจะสืบสานประเพณี และอยากที่จะเรียนรู้การทำดอกโน ทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู มาร่วมอบรม ก่อนจะแยกย้ายไปยังฐานต่างๆ ที่สนใจ เพื่อฝึกปฏิบัติจริง และจากผลงานที่ได้ มาร่วมประดับในงานบุญผะเหวด 

สำหรับการทำดอกโน หรือดอกโสน  สมัยก่อนนิยมเอาลำต้นของต้นดอกโสนมาทำ แต่การอบรมในวันนี้ ทำจากกิ่งต้นหม่อน ซึ่งมีความเหนียว แต่เนื้อไม่แข็ง วิธีการทำคือต้องปอกเปลือกไม้ออกให้เห็นสีขาวๆ ใช้มีดตอก บวกกับแรงมือ กดคมฝานให้เป็นริ้วไล่ระดับให้เป็นวงกลม เป็นชั้นๆพอเป็นดอก ก็ใช้มีดตอกตัดไม้ออกให้เป็นดอก โดนดอกโนใช้ประดับในงาน ตกแต่งธรรมาสน์สำหรับให้พระสงฆ์ขึ้นไปนั่งเทศน์กัณฑ์ต่างๆ ซึ่งนับวันสิ่งเหล่านี้จะเลือนหายไป เนื่องจากวิธีการทำค่อนข้างยาก และไม่ค่อยมีการถ่ายทอดเทคนิคการทำ สำหรับการทำธุงไส้หมู และธงใยแมงมุม จะง่ายกว่า โดยธุงไส้หมูเป็นงานประดิษฐ์ที่เกิดจากการตัดกระดาษแก้วสี ใช้กรรไกรตัดสลับกันเป็นลายฟันปลา แล้วคลี่ออกและจับหงายจะเกิดเป็นพวงกระดาษสวยงาม นำไปผูกติดกับคันไม้ไผ่หรือแขวนในงาน และการอบรมการทำธุงใยแมงมุม เป็นธุงที่ทำจากเส้นด้าย ผูกโยงกันคล้ายใยแมงมุมใช้แขวนโดยรอบในงานพิธีกรรม ซึ่งทั้งธุงใยแมงมุมและธุงไส้หมู จะมีความเชื่อว่าเป็นการดักจับสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในพิธีกรรมบุญผะเหวด ส่วนสีสันต่างไปของธุง ก็เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานเจริญหูเจริญตา มีความตื่นตัว ไม่ง่วงหงาวหาวนอน ระหว่างอยู่ในพิธี 

ด้านนางสาวเพ็ญนภาโรจน์จรรยากิจ นิสิตคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ได้มาร่วมการฝึกอบรมการทำดอกโนในวันนี้ กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการทำต้นดอกโน ในงานบุญผะเหวดที่ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดขึ้น รู้สึกว่ามีขั้นตอนการทำที่ยากและใช้ทักษะความชำนาญเพื่อที่จะทำให้ดอกโนออกมาสวยงามตามที่อาจารย์วิทยากรได้สอน และถ้าไม่ได้มาร่วมงานก็จะไม่รู้เลยว่าใช้วัสดุอะไรทำ ทำอย่างไร และไม่รู้ว่าจะไปหาเรียนเรื่องนี้ได้ที่ไหน จึงถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

ยุทธนา โชติชูตระกูล

รุกฆาตพัฒนาสวนยางทั่วประเทศ20ล้านไร่ สู่มาตรฐานสากลรองรับกระแสรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716279

รุกฆาตพัฒนาสวนยางทั่วประเทศ20ล้านไร่  สู่มาตรฐานสากลรองรับกระแสรักษ์โลก

รุกฆาตพัฒนาสวนยางทั่วประเทศ20ล้านไร่ สู่มาตรฐานสากลรองรับกระแสรักษ์โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.23 น.

กยท.เร่งขับเคลื่อนมาตรฐานสากลการทำสวนยางพาราตามกระแสรักษ์โลก  ยืนยันสวนยางทั้วประเทศ20ล้านไร่ต้องผ่านมาตรฐาน มอก. 14061  การันตีภายในปี 2571 ต้องให้ได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านไร่  เผยเป็นโอกาสทองของประเทศไทยที่มีศักยภาพเหนือเพื่อนบ้านในการพัฒนาก้าวสู่ตลาดยางพรีเมี่ยม  ไร้คู่แข่ง ขายได้ในราคาสูงและมีตลาดรองรับที่แน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย ว่า ในปี 2566นี้ กยท.จะเร่งพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราของไทย   ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี  โดยสวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท.ทั่วประเทศทั้งหมดประมาณ 20 ล้านไร่ จะต้องเป็นสวนยางพาราที่ได้มาตรฐานของประเทศไทย มอก. 14061เพื่อรองรับตลาดยางพาราโลก ที่ได้มีการนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นมาตรฐานในการรับซื้อยางและผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากยางพารา โดยจะมีตรวจสอบแหล่งที่มาแบบย้อนกลับ

“กระแสรักษ์โลก อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการซื้อสินค้าของประเทศผู้นำเข้า  ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางจะต้องตื่นตัวในการปรับปรุงและพัฒนาสวนยางพาราให้ได้มาตรฐาน  ซึ่งจะเป็นโอกาสทองเกษตรกรของที่จะสามารถขายยางที่มาจากสวนยางพาราที่ผ่านมาตรฐาน  ได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป ในเบื้องต้นไม่น่าต่ำกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท  นอกจากนี้ยังมีจะตลาดรับซื้อที่แน่นอนและมีแนวโน้มที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการจะถูกบังคับโดยกฎหมายของประเทศผู้นำเข้าว่า จะต้องเป็นยางหรือผลิตภัณฑ์จากยางที่มาจากสวนยางพาราที่ได้มาตรฐานเท่านั้น” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า  ขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลายรายได้ติดต่อเจรจากับ กยท. เพื่อลงนามบันทึกข้อตกลง(MOU)  ในการจัดหายางที่มาจากสวนยางพาราที่ได้มาตรฐาน  ดังนั้นเพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดยางพาราของไทย รองรับกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กยท.จะเร่งส่งเสริมให้เกษตร กรชาวสวนยางปรับปรุงพัฒนาสวนยางพาราให้ผ่านมาตรฐาน  โดยในระยะแรกตั้งเป้าไว้ภายในปี 2571  สวนยาง พาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. อย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 10 ล้านไร่ จะต้องผ่านมาตรฐาน มอก. 14061ที่เหลือภายใน 20 ปี สวนยางพาราของไทยทั้งหมดจะเป็นสวนยางที่ได้มาตรฐาน

สำหรับมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 นั้น ครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การดูแล   ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว  ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดการเพื่อรักษาและส่งเสริมสภาพความสมบูรณ์ของสวนป่าไม้เศรษฐกิจในระยะยาว การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ   โ ดยมาตรฐานนี้กำหนดให้มีการป้องกันสวนป่าจากการทำผิดกฎหมายต่างๆ เช่น การลักลอบตัดต้นไม้ การเผาป่า การใช้ที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และอำนวยประโยชน์แก่ชุมชนในพื้นที่  ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนสากล    ไม่ว่าจะเป็น   Forest Stewardship Council (FSC)  หรือ  Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC)

“การพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราให้ได้มาตรฐานดังกล่าวนั้น  เกษตรกรจะต้องเข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนา อาจจะยุ่งยากบ้างในช่วงแรก แต่เมื่อทำได้แล้วก็จะเป็นเรื่องปกติในการทำสวนยางพารา และที่สำคัญจะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจะลดลงในระยะยาว นอกจากนี้ยังจะเป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่จะขายยางได้ราคาที่ดี มีตลาดซึ่งเป็นตลาดพรีเมี่ยมรองรับที่แน่นอน รวมทั้งคู่แข่งยังมีน้อย เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐาน และยังไม่มีหน่วยงานที่รับรองอีกด้วย  ในขณะที่ประเทศไทยมีพร้อมในทุกๆด้าน และ กยท.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวย้ำในตอนท้าย

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิต-รักษาคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716177

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิต-รักษาคุณภาพ

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิต-รักษาคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.05 น.

กระทรวงเกษตรฯจัดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มผลผลิตและรักษาคุณภาพพร้อมนำงานวิจัยรวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ดีมาใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิด “งานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริง” ภายใต้โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกิจกรรมหลักสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพร้อมมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกรจำนวน 21 รายสัญญาเช่าที่ดินจำนวน 5 รายสินเชื่อจำนวน 4 รายจุลินทรีย์ปม.1 พันธุ์ปลาสำหรับเกษตรกรจำนวน 10 รายเยี่ยมชมนิทรรศการและพบปะเกษตรกรโดยมีนายธนาชีรวินิจเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายสมเกียรติกอไพศาลประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายประยูรอินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมณองค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษีตำบลบางภาษีอำเภอบางเลนจังหวัดนครปฐม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับนโยบายตลาดนำการผลิตจึงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่เพื่อให้สามารถควบคุมผลผลิตและราคาได้โดยเชื่อมั่นว่าแนวทางของโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่จะสามารถสร้างประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกรเพราะจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้นช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้และวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทานทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยกระดับมาตรฐานผลผลิตซึ่งเกษตรกรสามารถกำหนดชนิดผลผลิตตามความต้องการของตลาดได้และภาครัฐยังสามารถช่วยกำหนดตลาดล่วงหน้าให้ได้ด้วยเพื่อให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกทั้งยังผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงและใช้การตลาดสมัยใหม่เป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อยทั้งด้านการผลิตและการจำหน่ายการรวมกลุ่มกันจะสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรโดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การเอาเปรียบจากคู่ค้าและมีโอกาสในการขยายตลาดไปช่องทางต่างๆได้มากขึ้นรวมถึงตลาดต่างประเทศด้วย

อย่างไรก็ตามข้าวคุณภาพดีส่วนหนึ่งจะต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีมาตรฐานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำนาในขณะที่เราต้องการผลิตข้าวคุณภาพดีให้ได้ปริมาณมากเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศมากเท่าใดเราก็ต้องการปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานปริมาณมากตามด้วยเช่นกันโดยในส่วนของภาครัฐที่ผลิตเมล็ดพันธุ์คือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกรมการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งปีการผลิต 2565/66 มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ประมาณ 95,000 ตันแต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของทั้งประเทศที่อยู่ประมาณ 1.33 ล้านตันและในส่วนของหน่วยงานอื่นที่เข้ามาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรนอกเหนือจากสหกรณ์การเกษตรและภาคเอกชนที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบางส่วนแล้วศูนย์ข้าวชุมชนยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญและใกล้ตัวเกษตรกรที่สุดที่จะมาเติมเต็มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ยังขาดแคลนตามหลักการของศูนย์ข้าวชุมชนที่ “ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเองโดยชุมชนแล้วกระจายไปสู่ชุมชนของตนเองและชุมชนข้างเคียงอย่างมีคุณภาพ”

“การจัดงานครั้งนี้มุ่งหวังว่าจะมีส่วนกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกของกลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมงานได้รับรู้และเข้าใจในการเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสมและการยกระดับมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวรวมไปถึงการสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและเพิ่มมูลค่าทางการค้าจากการผลิตข้าวคุณภาพดีโดยเน้นการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตามนโยบายการตลาดนำการผลิตนำไปสู่การจัดการสินค้าเกษตรสู่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

นอกจากนี้  กระทรวงเกษตรฯยังมุ่งมั่นที่จะเพิ่ม GDP ให้กับภาคการเกษตรนั่นก็คือการเพิ่มรายได้หรือเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับเกษตรกรซึ่งรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนปัจจัยต่างๆเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดได้หากวันนี้ทำให้เงินในกระเป๋าของเกษตรกรเพิ่มขึ้นสามารถสร้างความเข้มแข็งได้ประเทศก็จะเข้มแข็งตามไปด้วยการใช้เทคโนโลยีในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตจึงเป็นคำตอบที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาดีขึ้นได้และมาตรการหลังจากนี้การนำงานวิจัยรวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ดีจะช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนจึงขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงเกษตรฯจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างแน่นอน

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวเพิ่มเติมว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักทั้งในด้านการบริโภคและการส่งออกของประเทศไทยอีกทั้งยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งที่ผ่านมาพื้นที่ทำนาประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งอุทกภัยภัยแล้งฝนทิ้งช่วงและการระบาดของโรคและแมลงทำให้ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมากต้นทุนการผลิตข้าวสูงขึ้นประกอบกับราคาที่เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตข้าวมีความผันผวนดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวการลดต้นทุนการผลิตข้าวการเพิ่มผลผลิตและยกระดับคุณภาพให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพัฒนาการผลิตข้าวให้มีความรู้ความเข้าใจได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสมเพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิตซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐมกล่าวได้ว่าเป็นเมืองอัจฉริยะที่มีอัตลักษณ์ที่รู้จักในด้านการเกษตรแปรรูปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเขตการลงทุนการศึกษาและประตูเศรษฐกิจด้านตะวันตกรวมถึงการท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรมแบ่งเขตการปกครองเป็น 7 อำเภอ 106 ตำบล 930หมู่บ้านมีประชากรราว 922,171 คนและมีพื้นที่ราว 1.3 ล้านไร่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรโดยเป็นพื้นที่ทำนา 2.7 แสนไร่พื้นที่พืชไร่ 5.6 หมื่นไร่และพื้นที่พืชอื่น 3.2 หมื่นไร่มีพื้นที่ชลประทาน 1,036,626 ไร่ (163.079 ของพื้นที่เกษตรกรรม)

‘กรมชลฯ’ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715724

‘กรมชลฯ’ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนฯ

‘กรมชลฯ’ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนฯ

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 17.08 น.

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 10/2566 ผ่านทางระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (7 มี.ค. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 52,455 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 16,246 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุอ่างฯรวมกัน ในขณะที่มีการใช้น้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 16,981 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 6,091 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 67 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกไปแล้ว 9.85 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้ว  6.36 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 94 ของแผนฯ

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและแนวโน้มปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่สำคัญตรวจสอบอาคารชลประทาน ให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังแล้วเสร็จ ขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการทำนาต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนด รวมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอใช้ตลอดทั้งปี

เกษตรกรภาคใต้โวย! เดือดร้อนขาดทุนยับ หลังร่วมโครงการส่งเสริมแปรรูปใช้ยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715590

เกษตรกรภาคใต้โวย! เดือดร้อนขาดทุนยับ หลังร่วมโครงการส่งเสริมแปรรูปใช้ยางพารา

เกษตรกรภาคใต้โวย! เดือดร้อนขาดทุนยับ หลังร่วมโครงการส่งเสริมแปรรูปใช้ยางพารา

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 11.36 น.

สถาบันเกษตรกรภาคใต้โวย ได้รับความเดือนร้อนและประสบปัญหาขาดทุนหลายสิบล้าน หลังเข้าร่วมโครงการส่งเสริมแปรรูปใช้ยางพารา 

7 มี.ค.66 แท่นแม่พิมพ์และเครื่องจักรซึ่งใช้การผลิตแปรรูปยางพารา ที่ถูกติดตั้งในโรงงานแปรรูปยางพารา สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด ภายในนิคมอุสหกรรมฉลุง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ถูกปล่อยทิ้งโดยไม่ได้ใข้งานมากว่า 2 ปี หลังจากทางกระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวง หยุดชะงักการสั่งซื้อแท่งแบริเออร์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ หนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการแปรรูปใช้ยางพาราในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความเดือนร้อน ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทหยุดการสั่งซื้อกว่า 2 ปี 

ที่โรงงานแปรรูปยางพาราสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด นายกิตติธัช ณวาโย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด และประธานเครือข่ายสถาบันแปรรูปยางพาราแห่งประเทศไทย พร้อมเครือข่ายสถาบันเกษตรกรในจังหวัดภาคใต้ ได้ร่วมกันแถลงข่าวหลังได้รับความเดือนร้อนและกำลังประสบกับปัญหาการขาดทุน 

โดยนายกิตติธัช ณวาโย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด กล่าวว่า ความเดือดร้อนของสถาบันเกษตรกรในภาคใต้หลายแห่งเกิดจากความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิจำกัดและเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรในภาคใต้ ได้เข้าร่วมนโยบายส่งเสริมการแปรรูปใช้ยางพาราในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปี 2562 สิ้นสุดในปี 2566

แต่โครงการดังกล่าวดำเนินเพียงปี 2562 และปี 2563 และได้ใช้งบประมาณไปเพียง 1,200 ล้านบาท หลังจากนั้นทางกรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวงก็จะงัดในการสั่งซื้อ ทำให้สถาบันเกษตรกรที่ได้ลงทุนไปแต่ละแห่งเป็นเงินจำนวนหลายสิบล้านบาท กำลังจะประสบปัญหากับการขาดทุน

ซึ่งที่ผ่านมาทางเครือข่ายได้ยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาหรือคำตอบที่ชัดเจน วันนี้ทางเครือข่ายจึงออกมาแถลงข่าวถึงความเดือดร้อนและขอวอนให้นายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยแก้ปัญหาหรือสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการต่อ ซึ่งนอกจากจะมีการเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศไทยแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับชาวสวนยางเพิ่มขึ้น 


 
นายกิตติธัช ณวาโย สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิจำกัด ได้เข้าร่วมโครงการด้วยการผลิตแท่งแบริเออร์เพื่อกั้นเป็นเกาะกลาง ซึ่งตามแผนงบประมาณจะผลิตให้ได้ 12,282 กิโลเมตร แต่มีการสั่งซื้อเพียง 200 กิโลเมตร และโครงการดังกล่าวก็ได้หยุดไปซึ่งตนในฐานะประธานเครือข่ายได้เข้าไปยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่วันนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ว่าจะดำเนินโครงการนี้ต่อไปหรือไม่อย่างไร ทุกหน่วยงานที่ไปติดต่อมีแต่ความเพิกเฉย จึงอยากร้องเรียนไปถึงนายกรัฐมนตรีให้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของสถาบันเกษตรกร ซึ่งมีเกษตรกร ชาวสวนยางเป็นสมาชิก 

นายกิตติธัช ณวาโย ยังกล่าวต่อว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงคมนาคม ได้กรุณาให้สถาบันเกษตรกรได้ผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระการขาดทุนและการสร้างอาชีพของพี่น้องลูกหลานชาวสวนยางสืบไป – 012