กยท.เร่งหารือจ่ายเงินประกันรายได้ 7,600 ล้าน ถึงมือชาวสวนยางทันที เมื่อผ่านมติบอร์ด ธ.ก.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720327

กยท.เร่งหารือจ่ายเงินประกันรายได้ 7,600 ล้าน ถึงมือชาวสวนยางทันที เมื่อผ่านมติบอร์ด ธ.ก.ส.

กยท.เร่งหารือจ่ายเงินประกันรายได้ 7,600 ล้าน ถึงมือชาวสวนยางทันที เมื่อผ่านมติบอร์ด ธ.ก.ส.

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 10.01 น.

กยท. เผย เงินประกันรายได้ เฟส 4 กว่า 7,600 ล้านบาท จะถึงมือชาวสวนยางได้ทันที เมื่อบอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียวอนุมัติจ่ายเงินฯ มั่นใจ ได้เป็นของขวัญปีใหม่ไทย ก่อนสงกรานต์แน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ กยท. ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับ กยท. ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 รวมกว่าประมาณ 1.6 ล้านราย ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ไว้ ซึ่งมีสิทธิ์รับเงินในโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4  รวมวงเงินประมาณ 7,600 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้เร่งประสานความร่วมมือและหารือ ธ.ก.ส. เรื่องการจ่ายเงินประกันให้กับชาวสวนยาง โดยทันทีที่คณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติอนุมัติจ่ายเงินโครงการดังกล่าว  เงินจะเข้าสู่บัญชีของเกษตรกรชาวสวนยาง เชื่อว่าก่อนเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน 2566 นี้อย่างแน่นอน

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4   คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 มีระยะเวลาดำเนินโครงการจนถึงกันยายน 2566  โดยได้กำหนดระยะเวลาประกันรายได้รวม 2 เดือน คือ  ตุลาคม – พฤศจิกายน 2565  โดยจะต้องเป็นสวนยางที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปและเปิดกรีดแล้ว  รายละไม่เกิน 25 ไร่  โดยกำหนดราคาประกันผลผลิตยางแต่ละชนิด ดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม แบ่งสัดส่วนให้เจ้าของสวน ร้อยละ 60 และคนกรีด ร้อยละ 40 ของรายได้ทั้งหมด

ทั้งนี้โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง  ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 ระยะ ตั้งแต่ตุลาคม 2562 วงเงินรวมทั้งสิ้น 46,682.88 ล้านบาท  ถือเป็นมาตรการหนึ่งของรัฐบาลที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ลดความเสี่ยงเรื่องรายได้  สร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง

ผู้ว่าการ กยท.ยังกล่าวถึงสถานการณ์ราคายางว่า  สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Change)  ทำให้ราคายางไม่เป็นไปตามทฤษฎี ฤดูร้อนฝนก็ยังตก ผลผลิตยางจึงไม่แน่นอน ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้  ผนวกกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางลดลงไปด้วย  ราคายางจึงผันผวน แกว่งตัว อย่างไรก็ตาม ราคายางก้อนถ้วย ซึ่งเป็นยางที่มีการซื้อขายมากที่สุดคือประมาณร้อยละ  60 ของยางทั้งหมด มีราคาค่อนข้างนิ่งประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม (DRC100%)    แต่คาดว่าแนวโน้มในอนาคตราคาน่าจะดีขึ้น เนื่องจากปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดยังมีไม่มาก

อย่างไรก็ตามในอนาคตหากเกษตรกรต้องการขายยางได้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป และมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน เกษตรกรชาวสวนยางจะต้องตื่นตัวในการปรับปรุงและพัฒนาสวนยางพาราให้ได้มาตรฐานสากล  เนื่องจากประเทศผู้นำเข้ายางในหลายประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรปได้นำมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรับซื้อ โดยจะรับยางหรือผลิตภัณฑ์จากยางที่มาจากสวนยางพาราที่ได้มาตรฐาน สามารถแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิตได้ เท่านั้น

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720233

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน  หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสุพร ตรีนรินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน  กปร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ พร้อมคณะอนุกรรมการ ได้เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสีราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านกูแบสีราอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี  

ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริไว้เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และทรงเยี่ยมราษฎร รับทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นเวลานาน รวมถึงยังขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภคในช่วงหน้าแล้ง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ดำเนินการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ เมื่อศึกษาภาพรวมทั้งระบบได้แล้ว ให้ดูว่าส่วนใดควรแก้ไขอย่างไร โดยขอให้ดำเนินการแก้ไขไปทีละส่วนเป็นขั้นตอน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ และทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นางดวง  ช่วยเมือง  ราษฎรบ้านกูแบสีรา และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำหมู่ที่ 4 ตำบลกอลำ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี หนึ่งในราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการบอกถึงการดำรงชีพภายหลังจากมีการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่แบบครบวงจร  ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำการพัฒนาดิน ตลอดถึงอาชีพเสริม การศึกษา สาธารณสุข และการคมนาคมในหมู่บ้านว่าจากที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อการทำกินได้ เปลี่ยนแปลงมาเป็นความสมบูรณ์ประกอบอาชีพได้ ได้รับผลผลิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ที่บ้านทำนา ทำสวน ส่วนข้างบ้านปลูกพืชผักในกระสอบเพราะพื้นที่มีน้อย ปลูกพริก 50 ต้น เก็บขายได้ 3,000 กว่าบาทต่อรอบการปลูก ปลูกแบบปลอดสารพิษไม่ใช้ปุ๋ยเคมี  ใช้ปุ๋ยหมัก โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาอบรมให้ความรู้โดยใช้ทะลายปาล์มกับสารเร่ง พด. และใช้มูลไก่ ทำให้ประหยัดต้นทุนในการเพาะปลูกได้มาก รายได้ก็เพิ่มขึ้น” นางดวง ช่วยเมือง กล่าว ขณะที่นายมะยะโก๊ะ บือแน อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กอลำ  เปิดเผยว่าบ้านกูแบสีราเดิมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากร 370 คน 78 ครัวเรือน เป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในจังหวัดปัตตานี มีผ่านเกณฑ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เพียง 3 ครัวเรือน นอกนั้นตกเกณฑ์หมดหลังจากได้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงมาสำรวจสภาพพื้นที่ จากนั้นมีการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างระบบน้ำแบบคลองไส้ไก่ส่งน้ำไปยังแปลงเพาะปลูกของราษฎรได้อย่างทั่วถึง และช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง  นอกจากนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และคมนาคม ทำให้ชาวบ้านตำบลกูแบสีรา ได้รับการพัฒนานาอย่างครบวงจร 

“ที่นี่พื้นที่เหมือนกับแอ่งกระทะ เป็นที่ลุ่มทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่เมื่อมีระบบการระบายน้ำที่ดี ก็มีการทำการเกษตร ปลูกพืชผัก ปลูกผลไม้ ปลูกยางพาราได้ เมื่อก่อนการคมนาคมลำบากถนนเดิมเป็นลูกรังแต่ปัจจุบันมีถนนลาดยางหมดแล้ว ซึ่งในอดีตประชากรส่วนใหญ่จะจบแค่ประถมการศึกษาที่ 4 ก็จะออกไปหางานทำนอกหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ทุกคนได้เรียนต่อจนจบภาคบังคับแล้ว บางรายก็เรียนต่อจนจบปริญญาตรีก็มีถึง 11 คน และได้ทำงานเป็นบุคลากรทางการศึกษา  เป็นเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล  เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุโรงพยาบาลในอำเภอยะรัง อีกส่วนก็เป็นบัณฑิตอาสามาช่วยทำงานด้านต่างๆ ในหมู่บ้าน เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก จากที่ทั้งหมู่บ้านผ่าน จปฐ. เพียง 3 ครัวเรือน ปัจจุบันผ่านเกณฑ์หมดทั้งหมู่บ้าน เมื่อมีการศึกษา มีความรู้เรื่องการประกอบอาชีพ ทำให้มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 40,000 บาทต่อปี”นายมะยะโก๊ะ บือแน กล่าว

ด้านนางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ ประธานกลุ่มพัฒนาบ้านกูแบสีรา ตำบลคลองลำ  อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เผยว่าปัจจุบันสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง จนเหลือบริโภคภายในครัวเรือน จึงนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 25 บาท หากขายเป็นข้าวเปลือกจะได้เพียงกิโลกรัมละ 12 บาท ขณะเดียวกัน ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพฝึกอบรมการถนอมอาหาร และแปรรูปอาหารชนิดต่างๆ ให้ทั้งเพื่อบริโภคและจำหน่าย อาทิ การทำข้าวยำ ทำน้ำบูดู แกงขี้เหล็ก และซุปไก่ เป็นต้น “รู้สึกดีใจมากที่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกพืชผักได้อย่างสมบูรณ์ทำให้ไม่ลำบาก ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน มีความสุขมากในตอนนี้”นางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2545 ประกอบด้วยด้านการจัดสรรที่ดินด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ด้านการพัฒนาการเกษตรและส่งเสริมอาชีพ เช่นส่งเสริมเกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปผลผลิต รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มทำขนม กลุ่มปักผ้าคลุมผม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมศึกษาดูงานตามโครงการต่างๆ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ในการทำเกษตร ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของราษฎร จัดทำโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับและประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาราษฎรโดยมุ่งเน้นวิถีชีวิตบนพื้นฐานความพอเพียงส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่นซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน สามารถสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

เกษตรกรลั่น! เก็บไว้ให้ลูกหลานกินดีกว่า หลังโดนกดราคามะยงชิดเหลือโลละ15บ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720123

เกษตรกรลั่น! เก็บไว้ให้ลูกหลานกินดีกว่า หลังโดนกดราคามะยงชิดเหลือโลละ15บ.

เกษตรกรลั่น! เก็บไว้ให้ลูกหลานกินดีกว่า หลังโดนกดราคามะยงชิดเหลือโลละ15บ.

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566, 11.16 น.

ช่วงนี้นาทีทอง! “ลุงจรัญ” เกษตรกรชาวสุโขทัย เปิดสวนมะยงชิดหวานฉ่ำ ผลใหญ่กว่าไข่ไก่ ให้ประชาชนแวะซื้อกินได้ในราคาถูก แค่กิโลกรัมละ 20-50 บาท แล้วแต่ขนาดผลเล็ก ผลใหญ่ โดยสามารถเดินเด็ดในสวน หรือจะปีนต้นเก็บ ใช้ไม้สอยเองก็ได้ตามสะดวก หลังถูกพ่อค้ากดราคารับซื้อแค่กิโลกรัมละ 15 บาทเท่านั้น

27 มี.ค.66 นายจรัญ เวฬุมาศ เกษตรกรหมู่ที่ 2 ต.ย่านยาว อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย บอกว่า หลังชาวสวนมะยงชิดได้รับผลกระทบกันทั่วหน้าจากปัญหาราคาตกต่ำ เพราะผลผลิตปีนี้ล้นตลาด ทำให้เกษตรกรบางรายจำใจขายในราคาถูกๆและบ้างก็ปรับตัวสู้หาวิธีแปรรูปเพิ่มมูลค่า แต่ที่สวนของตนซึ่งมีพ่อค้ามารับซื้อเช่นกัน ทว่าถูกกดราคาเหลือแค่กิโลกรัมละ 15 บาท จึงตัดสินใจที่จะไม่ขายส่งให้ พร้อมตอบพ่อค้ากลับไปว่า “เอาไว้ให้ลูกหลานกินดีกว่า”

ลุงจรัญ บอกอีกว่า ในสวนหลังบ้านมีมะยงชิดปลูกไว้ทั้งหมด 40 ต้น ปลูกมานาน 7 ปีแล้ว เดิมเคยขายหน้าสวนได้ราคากิโลละ 120 บาท แล้วก็ลดลงมา 80 บาท แต่ปีนี้เหลือแค่กิโลละ 15 บาท จึงไม่ขายให้พ่อค้า แต่จะขายให้ชาวบ้านแทน โดยวางขายที่หน้าบ้าน พร้อมส่งตามออเดอร์ ราคากิโลละ 20-50 บาท แล้วแต่ไซส์เล็ก หรือไซส์ใหญ่ พร้อมทั้งเปิดสวนให้คนมาเดินเก็บเองได้ตามใจชอบ ผลตอบรับดีมาก ลูกค้าชอบเดินเด็ดในสวน ใครที่สนใจติดต่อได้ที่เบอร์ 089-5330268 และ 087-6952946    -009

กรมชลฯ จับมือ UNDP ลงนาม MOU เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719176

กรมชลฯ จับมือ UNDP ลงนาม MOU เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

กรมชลฯ จับมือ UNDP ลงนาม MOU เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566, 17.02 น.

22 มีนาคม 2566  ที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย Mr.Renaud Meyer ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในครั้งนี้  

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรมชลประทานได้เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน กับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว ที่มีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานประสานหลัก ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวฯ จะช่วยสนับสนุนกระบวนการบริหารจัดการน้ำโดยคำนึงถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการสร้างความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ และใช้มาตรการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมข้าว’ชวนขาย’คาร์บอนเครดิต’ เพิ่มช่องทางรายได้ให้ชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719169

'อธิบดีกรมข้าว'ชวนขาย'คาร์บอนเครดิต' เพิ่มช่องทางรายได้ให้ชาวนา

‘อธิบดีกรมข้าว’ชวนขาย’คาร์บอนเครดิต’ เพิ่มช่องทางรายได้ให้ชาวนา

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.50 น.

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ให้การต้อนรับ นายนพดล ประเสริฐสุโข ประธานบริษัท โกลบอลเบสท์ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการรับซื้อคาร์บอนเครดิตในนาข้าว เพื่อเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางในการยกระดับรายได้ให้กับชาวนา ซึ่งทางบริษัทมีเป้าหมายในการส่งเสริมการรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากเกษตรกร โดยจะนำร่องรับซื้อในเขตนาชลประทานบนพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ในปีนี้

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว ได้รับนโยบายจากท่าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการกำกับดูแลงานด้านข้าว ที่ถือเป็นสินค้าภาคการเกษตรที่สำคัญ โดยให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งกรมการข้าวได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิตที่พี่น้องชาวนาจะได้รับ จึงได้มีการเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวนา เพื่อทำความเข้าใจถึงคำว่าคาร์บอนเครดิต และสร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับหากมีการทำคาร์บอนเครดิตขึ้น โดยขณะนี้กรมการข้าวได้มีการนำร่องพื้นที่ในการสร้างรายได้จากการทำคาร์บอนเครดิตให้ชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นที่แรก

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า กรมการข้าว โดยสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามาส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับชาวนาในอำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งถือเป็นอำเภอนำร่องที่จะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต โดยได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา โดยเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ นอกจากนั้นหลังการเก็บเกี่ยวกรมการข้าวยังตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว 
ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริมได้

นอกจากนี้ กรมการข้าวจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อบันทึกข้อมูลการทำนาแบบลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของชาวนา ให้สอดรับกับการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาสนใจในการขายคาร์บอนเครดิต อีกทั้งจะมีการจัดฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตให้กับศูนย์ข้าวชุมชนและชาวนาอาสาในเขตจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่อไปในอนาคตอีกด้วย

สำหรับชาวนาท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมถึงการขายคาร์บอนเครดิตได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เว็บไซต์กรมการข้าว และ Facebook Fanpage Rice News Channel

– 006

เช็คสถานการณ์‘ข้าว’ เดือน ม.ค.66 ส่งออกแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75.20%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719059

เช็คสถานการณ์‘ข้าว’ เดือน ม.ค.66 ส่งออกแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75.20%

เช็คสถานการณ์‘ข้าว’ เดือน ม.ค.66 ส่งออกแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75.20%

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566, 08.17 น.

เช็คสถานการณ์‘ข้าว’ เดือน ม.ค.66 ส่งออกแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75.20%

22 มีนาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานสถานการณ์ข้าวโลกข้าวไทย ปี 2565/66 และการคาดการณ์ปริมาณการส่งออกข้าวไทย ปี 2566 อยู่ที่ 8 ล้านตัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และปริมาณผลผลิตข้าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณผลผลิตข้าวโลกมีแนวโน้มลดลง

นายอนุชากล่าวถึงสถานการณ์ข้าวโลก ปี 2565/66 ตามที่กระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) คาดการณ์ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2566 การผลิตข้าวโลก ประมาณ 502.98 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 11.82 ล้านตันข้าวสาร (-2%) จากปีการผลิต 2564/65 ที่มีปริมาณ 514.80 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากผลผลิตข้าวในประเทศ ของผู้ผลิตสำคัญมีแนวโน้มลดลง การบริโภคข้าวโลก ประมาณ 517.18 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 2.71 ล้านตันข้าวสาร (-1%) จากปี 2564/65 ที่มีปริมาณ 519.90 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากการบริโภคข้าวมีแนวโน้มลดลง การค้าข้าวโลก ประมาณ 54.17 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 2.12 ล้านตันข้าวสาร (-4%) จากปี 2564/65 ที่มีปริมาณ 56.28 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกมีแนวโน้มส่งออกลดลง ประกอบกับประเทศผู้นำเข้ามีแนวโน้มนำเข้าลดลงด้วย ขณะที่สต็อกข้าวโลก ปลายปี 2565/66 ประมาณ 169.13 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 14.21 ล้านตันข้าวสาร (-8%) จากปี 2564/65 ที่มีปริมาณ 183.34 ล้านตันข้าวสาร โดยจีนมีสต็อกข้าวมากที่สุด 107.00 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา คือ อินเดีย 29.00 ล้านตันข้าวสาร ฟิลิปปินส์ 4.76 ล้านตันข้าวสาร อินโดนีเซีย 2.96 ล้านตันข้าวสาร และไทย 2.65 ล้านตันข้าวสาร

สำหรับการส่งออกข้าวโลก ณ วันที่ 1 มกราคม-24 กุมภาพันธ์ 2566 อินเดีย ส่งออกข้าวได้มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ประมาณ 1.69 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา ได้แก่ ไทย 1.39 ล้านตันข้าวสาร เวียดนาม 0.92 ล้านตันข้าวสาร ปากีสถาน 0.63 ล้านตันข้าวสาร และสหรัฐฯ 0.19 ล้านตันข้าวสาร สำหรับราคาส่งออกข้าวสารของ The Rice Trader เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ไทย ราคาข้าวทุกชนิดปรับตัวลดลง เวียดนาม ราคาข้าว Jasmine ปรับตัวสูงขึ้น ราคาข้าวขาวปรับตัวลดลง อินเดีย ราคาข้าวทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น ปากีสถาน ราคาข้าวทุกชนิดปรับตัวลดลง และสหรัฐฯ ราคาข้าวขาวปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ การส่งออกข้าวของไทย ปี 2565 – 2566 ไทยส่งออกข้าวขาวเป็นอันดับหนึ่งคิดเป็น 52% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ข้าวนึ่ง (24%) ข้าวหอมมะลิไทย (17%) ข้าวหอมไทย (4%) ข้าวเหนียว (2%) และข้าวกล้อง (1%) โดยตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยอันดับหนึ่ง คือ ภูมิภาคเอเชีย คิดเป็น 52% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ภูมิภาคแอฟริกา (22%) ตะวันออกกลาง (12%) อเมริกา (9%) ยุโรป (4%) และโอเชียเนีย (1%)

ด้านแนวโน้มสถานการณ์การส่งออกข้าวไทย ปี 2566 กรมการค้าต่างประเทศและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ร่วมกันคาดการณ์ปริมาณการส่งออกข้าวไทยอยู่ที่ 8 ล้านตัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และปริมาณผลผลิตข้าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณผลผลิตข้าวโลกมีแนวโน้มลดลง เพราะพื้นที่เพาะปลูกข้าวของประเทศผู้ผลิตสำคัญเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิกาศ ซึ่งอาจส่งผลให้ข้าวไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตามปริมาณธัญพืชในตลาดโลกมีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศลดปริมาณการนำเข้าข้าวลงและนำเข้าข้าวสาลีเพิ่มขึ้น และจากปัจจัยค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นและมีความผันผวน จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของข้าวไทยลดลง รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอาจมีกำลังซื้อลดลงจากปัญหาเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ข้อมูลกรมศุลกากร เดือนมกราคม 2566 ไทยส่งออกข้าวแล้ว 0.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 75.20% โดยไทยส่งออกข้าวไปทุกภูมิภาคได้เพิ่มขึ้น ยกเว้นภูมิภาคโอเชียเนีย นับว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับการส่งออกข้าวไทยในปี 2566

นายอนุชากล่าวถึงสถานการณ์ข้าวไทย ปี 2565/66 ว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ ปี 2565/66 รอบที่ 1 (นาปี) มีพื้นที่ปลูกข้าว 62.92 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน 0.09 ล้านไร่ (-0.1%) พื้นที่เก็บเกี่ยว 60.06 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน 0.20 ล้านไร่ (-0.3%) และผลผลิต 26.70 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีก่อน 0.11 ล้านตันข้าวเปลือก (-0.4%) รอบที่ 2 (นาปรัง) มีพื้นที่ปลูกข้าว 11.34 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.79 ล้านไร่ (+19%) พื้นที่เก็บเกี่ยว 11.31 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.79 ล้านไร่ (+19%) และผลผลิต 7.35 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.18 ล้านตันข้าวเปลือก (+19%) ด้านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 (ณ วันที่ 12 มีนาคม 2566) รอบที่ 1 (นาปี) เกษตรกรขึ้นทะเบียนเพาะปลูกข้าว ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 ตุลาคม 2565 มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 4.655 ล้านครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 62.30 ล้านไร่ และรอบที่ 2 (นาปรัง) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 – 30 เมษายน 2566 มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 0.289 ล้านครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 4.72 ล้านไร่

สถานการณ์ด้านราคา ณ วันที่ 16 มีนาคม 2566 เทียบกับปีก่อน ราคาข้าวเปลือกทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเพิ่มขึ้น 16% ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาเพิ่มขึ้น 20% ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาเพิ่มขึ้น 23% ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเพิ่มขึ้น 17% และข้าวเปลือกปทุมธานี ราคาเพิ่มขึ้น 7% แนวโน้มสถานการณ์ราคาข้าว ปัจจัยบวก ได้แก่ ความต้องการใช้ข้าวในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัว นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาท่องเที่ยวในไทย และการส่งออกข้าวไทยมีทิศทางเป็นบวก เนื่องจากค่าเงินบาทที่อยู่ในระดับ 34 -35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก ค่าขนส่งและค่าตู้คอนเทนเนอร์ปรับตัวลดลง ตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น และผลผลิตของประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินเดีย มีปริมาณจำกัด และปัจจัยลบ ได้แก่ ค่าเงินบาทไทยที่ค่อนข้างผันผวน ซึ่งหากค่าเงินบาทแข็งค่าอาจกระทบต่อราคาและการส่งออกข้าวไทย

เปิดต้องการใช้‘ข้าว’ปีการผลิต66/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น6%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718816

เปิดต้องการใช้‘ข้าว’ปีการผลิต66/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น6%

เปิดต้องการใช้‘ข้าว’ปีการผลิต66/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น6%

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 08.13 น.

เปิดต้องการใช้‘ข้าว’ปีการผลิต66/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น6%

21 มีนาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 66 ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประธาน นบข. และคณะกรรมการ นบข. รับทราบการกำหนดความต้องการใช้ข้าว ปีการผลิต 2566/67 ตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 6% พร้อมรับทราบความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2565/66 รอบที่ 1 ณ 15 มี.ค. 66 ธ.ก.ส. โอนเงินชดเชยให้เกษตรกรแล้ว 2.622 ล้านครัวเรือน รวม 7,858.91 ล้านบาท คิดเป็น 42% ของวงเงินงบประมาณที่ ครม. อนุมัติ

นายอนุชา กล่าวถึงการกำหนดความต้องการใช้ข้าว ปีการผลิต 2566/67 ตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ว่า ผลการประชุมหารือโดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 กำหนดความต้องการใช้ข้าว (Demand) ปีการผลิต 2566/67 ปริมาณรวม 29.296 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 6% ที่มีปริมาณ 27.646 ล้านตันข้าวเปลือก ดังนี้ (1) เพื่อการบริโภคภายในประเทศ ปริมาณรวม 15.577 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 10.125 ล้านตันข้าวสาร ประกอบด้วย บริโภคทั่วไป ปริมาณรวม 5.717 ล้านตันข้าวสาร และใช้ในอุตสาหกรรม ปริมาณรวม 4.408 ล้านตันข้าวสาร (2) เพื่อการส่งออก ปริมาณรวม 12.308 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 8 ล้านตันข้าวสาร (3) เพื่อทำเมล็ดพันธุ์ ปริมาณรวม 1.411 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมาตรการคู่ขนาน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 ณ วันที่ 15 มีนาคม 2566 มีดังนี้

1. โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2565/66 รอบที่ 1 คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงฯ ได้กำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาแล้ว 23 งวด จาก 33 งวด ผลการดำเนินการ ธ.ก.ส. โอนเงินชดเชยให้เกษตรกรแล้ว 2.622 ล้านครัวเรือน จำนวน 7,858.91 ล้านบาท คิดเป็น 42% ของวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ (18,700.13 ล้านบาท)

2. มาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 สามารถดึงอุปทานข้าวเปลือกได้รวม 5.140 ล้านตันข้าวเปลือก (69%) เป้าหมาย 7.50 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินงบประมาณ 8,022.69 ล้านบาท ดังนี้

2.1 โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2565/66 ปริมาณข้าวเปลือก เข้าร่วมโครงการฯ 2.225 ล้านตันข้าวเปลือก (89%) เป้าหมาย 2.50 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินงบประมาณ 7,107.69 ล้านบาท

2.2 โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2565/66 ปริมาณข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการฯ 0.400 ล้านตันข้าวเปลือก (40%) เป้าหมาย 1.00 ล้านตันข้าวเปลือก) วงเงินงบประมาณ 375.00 ล้านบาท

2.3 โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2565/66 ปริมาณข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการฯ 2.515 ล้านตันข้าวเปลือก (63%) เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินงบประมาณ 540 ล้านบาท

3. โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 โดยสนับสนุนเงินช่วยเหลือให้เกษตรกร ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ธ.ก.ส. โอนเงินให้เกษตรกรแล้ว 4.640 ล้านครัวเรือน จำนวน 53,990.75 ล้านบาท (98%) วงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ 55,083.09 ล้านบาท เกษตรกรเป้าหมาย 4.678 ล้านครัวเรือน

นายอนุชากล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 – 2567 ว่า ความคืบหน้าการดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 – 2567 ตามข้อสั่งการประธาน นบข. (นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธาน นบข.) ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 มีบัญชาว่า “ให้ขับเคลื่อนการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ข้าวไทยที่สำคัญเป็นรูปธรรม” โดยกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการ นบข. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญเป็นรูปธรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ ข้าวไทย ปี 63-67 มีความคืบหน้าที่สามารถลดต้นทุนการผลิต/เพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ โดยลดต้นทุนการผลิต ปี 2565 ต้นทุน 3,433 บาทต่อไร่ (5,787 บาทต่อตัน) เป้าหมายปี 2567 ต้นทุนไม่เกิน 3,000 บาทต่อไร่ (ไม่เกิน 6,000 บาทต่อตัน) เพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ปี 2565 ผลผลิตเฉลี่ย 593 กิโลกรัมต่อไร่ เป้าหมายปี 2567 ผลผลิตเฉลี่ย 600 กิโลกรัมต่อไร่

รวมทั้งตอบสนองความหลากหลายของตลาดข้าว โดย 1. ปรับปรุงข้าวพันธุ์ใหม่ ไม่น้อยกว่า 12 พันธุ์ ลักษณะสั้นเตี้ยดกดี ปี 2563 – 2565 รับรองพันธุ์แล้ว 12 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม 3 พันธุ์ ได้แก่พันธุ์ กข87 กข89  กข97 ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 7 พันธุ์ ได้แก่พันธุ์ กข85 มะจานู69 อัลฮัมดุลิลาฮ์4 กข91 กข93 กข95 และ กข101ข้าวหอมไทย 1 พันธุ์ ได้แก่พันธุ์ ขาวเจ๊กชัยนาท4 ข้าวโภชนาการสูง 1 พันธุ์ ได้แก่พันธุ์ ขาหนี่ 117 ทั้งนี้ กรมการข้าวมีแผนรับรองพันธุ์ข้าวเหนียวเพิ่มเติมอีก 2 พันธุ์ (รับรองพันธุ์แล้ว 1 พันธุ์) รวมเป็น 14 พันธุ์ และ 2. ประกวดข้าวพันธุ์ใหม่ เพื่อการพาณิชย์ เป้าหมายจัดงานปีละ 1 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 มีการมอบรางวัลให้ข้าว 3 ชนิด 6 สายพันธุ์ รับรองพันธุ์แล้ว 2 พันธุ์  ได้แก่ ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ได้แก่ พันธุ์ RJ44 (RJ44 ขึ้นทะเบียนพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร) และ CNT15171ข้าวเจ้าพื้นแข็ง ได้แก่ พันธุ์ PSL16348 และ CNT07001 (CNT07001 รับรองพันธุ์โดยกรมการข้าว) ข้าวหอมไทย ได้แก่ พันธุ์ PTT13030 และ BioH95-CNT

กยท. นำหลัก’เชื้อรากำจัดเชื้อรา’ แก้ปัญหาโรคใบร่วงยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718656

กยท. นำหลัก'เชื้อรากำจัดเชื้อรา' แก้ปัญหาโรคใบร่วงยางพารา

กยท. นำหลัก’เชื้อรากำจัดเชื้อรา’ แก้ปัญหาโรคใบร่วงยางพารา

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.29 น.

กยท.น้อมนำพระราชดำริ ใช้หลักการธรรมชาติบำบัดใช้ “เชื้อรากำจัดเชื้อรา” แก้ปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ สวนยางของเกษตรกรสามารถกลับมากรีดได้ตามปกติ มั่นใจจะทำให้การระบาดลดลงอย่างแน่นอน พร้อมเดินหน้าจับมือเกษตรกรจัดทำแปลงสาธิตในทุกจังหวัด เพื่อขยายผลสู่สวนยางของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละพื้นที่ 

                นายขจรจักษณ์  นวลพรหมสกุล   รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)  เปิดเผยว่า  กยท.ได้น้อมนำพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัช กาลที่ 9  และพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว   มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราจนประสบผลสำเร็จ สามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพจากที่เคยระบาดสูงสุดถึงประมาณ 1 ล้านไร่ ขณะนี้สามารถควบคุมการระบาดเหลือประมาณ 630,000 ไร่ และมีแนวโน้มการระบาดลดลงอย่างต่อเนื่อง

                สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ในสวนยางพาราประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย พบโรครวมกันมากกว่า 2 ล้านไร่ จากนั้นเริ่มระบาดเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคใต้ตอนล่าง เริ่มจากสวนยางพาราในจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2562 และแพร่กระจายขึ้นมาระบาดในพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง ตอนบน และภาคตะวันออกตามลำดับ การระบาดรุนแรงต่อเนื่องจนถึงปี 2564-2565 มีสวนยางพาราทั่วประเทศได้รับผลกระทบรวมพื้นที่ประมาณ 1,000,000 ไร่ คิดมูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท
                อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี 2565  กยท.ได้นำแนวพระราชดำริมาใช้ดำเนินการแก้ปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ ทำให้การระบาดลดลง  โดยใช้หลักการธรรมชาติบำบัด  ใช้ “เชื้อรากำจัดเชื้อรา”  คือ เชื้อไตรโคเดอร์มา  ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ มาฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคร่วงชนิดใหม่คือ เชื้อรา Colletotrichum sp.  ด้วยการใช้อัตราปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม เชื้อราไตรโคเดอร์สด 1 กิโลกรัม และรำ 4 กิโลกรัม ใช้หว่านในสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วง 1 ไร่ หรือถ้าเกษตรกรต้องการฉีดพ่นให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์สด 1 กิโลกรัมผสมน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 200 ลิตร ฉีดพ่นในสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วง 1 ไร่ โดยหว่านหรือฉีดพ่นให้ครอบคลุมบนใบยางพาราที่ร่วงหล่นทั่วทั้งสวน ทุก 3 เดือน

                “การแก้ปัญหาระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ดังกล่าว  กยท.ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกรมส่งเสริมการ เกษตรในการเพาะเชื้อไตรโคเดอร์มาพร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรเพาะเชื้อใช้เอง โดยไม่ต้องซื้อ  และกรมพัฒนาที่ดิน ในเรื่องสารเร่ง พ.ด. เพื่อทำน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา บวกกับปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพดังกล่าว เป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ทำให้ต้นยางมีความสมบูรณ์ แข็งแรง  โรคต่างๆก็จะเข้าทำลายได้ยาก นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นทุนลดลงอีกด้วย อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าปุ๋ยเคมีไม่ดี  แต่เกษตรกรควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก  ซึ่งจะได้ประโยชน์ถึง 3 อย่าง คือ 1.ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น 2.ต้นยางแข็งแรง และ 3.ลดต้นทุนการผลิตเพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับเชื้อไตรโคเดอร์มาและน้ำหมักชีวภาพ เกษตรกรจะลงทุนแค่ 300 บาทต่อไร่เท่านั้น” นายขจรจักษณ์ กล่าว

                รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า  กยท.ตั้งเป้าว่า จะหยุดการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ให้ได้  ทั้งนี้ล่าสุด กยท. โดยสถาบันวิจัยยาง ได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “โครงการการป้องกันและควบคุมโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา : การขยายผลสู่การปฏิบัติในแปลงเกษตรกร” ใน 4 พื้นที่ คือ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่จังหวัดสงขลา  พื้นที่ภาคใต้ตอนกลางที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  ภาคใต้ตอนบนที่จังหวัดชุมพร  และภาคตะวันออกที่จังหวัดระยอง   เพื่อให้พนักงาน กยท.  เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา  รับทราบพื้นที่การระบาด ผลกระทบจากการระบาดของโรค พร้อมทั้งได้มีการสาธิตการทำปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มา และการนำไปใช้ป้องกันและควบคุมโรคในสวนยาง เพื่อขยายผลไปสู่การปฏิบัติในสวนยางของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย  ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการและบริบทในแต่พื้นที่ยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาความรุนแรงและควบคุมการแพร่ระบาดให้เหลือน้อยลงเป็นโรคยางปกติทั่วไปหรือค่อยๆหมดไปในที่สุด  

                นอกจากนี้ กยท. ยังได้มีการจัดทำแปลงสาธิตในการกำจัดโรคใบร่วงชนิดใหม่ในทุกจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว อย่างน้อยจังหวัดละ 5 แปลง โดยมีศูนย์วิจัยยางเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและการดูแลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อใช้เป็นแปลงตัวอย่างในการขยายผลไปแก้ปัญหาการระบาดในสวนยางอื่นๆ  ซึ่ง กยท. ตั้งเป้าหมายในปีงบประมาณ 2566 มีพื้นที่สวนยางที่จะขยายผลจำนวน 16,200 ไร่ เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถกรีดยางได้ตามปกติ เนื่องจากสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วงชนิดใหม่นั้น จะไม่สามารถกรีดยางได้ ทำให้เกษตรกรไม่มีรายได้ และไม่มีเงินใช้ดำรงชีวิตและดูแลสวนยาง

                “หลังจากที่เกษตรกรนำแนวทางการแก้ปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ดังกล่าว ไปใช้ในแปลงสวนยางสาธิต พบว่า ไม่มีเชื้อรา Colletotrichum ที่เป็นสาเหตุของโรคดังกล่าว เกษตรกรสามารถกลับมากรีดยางได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากเดิมที่กรีดไม่ได้เลย และคาดว่าจะสามารถกรีดได้ตามปกติคือ กรีดยาง 2-3 วัน เว้น 1 วัน ได้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางกลับมามีรายได้เช่นเดิม” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวในตอนท้าย

นายกฯเน้นยุทธศาสตร์ยางพารา หนุนเกษตรกรมีผลผลิตมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718560

นายกฯเน้นยุทธศาสตร์ยางพารา หนุนเกษตรกรมีผลผลิตมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

นายกฯเน้นยุทธศาสตร์ยางพารา หนุนเกษตรกรมีผลผลิตมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.12 น.

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ เน้นย้ำ ยุทธศาสตร์ยางพารา สนับสนุนให้เกษตรกรมีผลผลิตที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี ตามวิสัยทัศน์ “ประเทศผู้ผลิตยางคุณภาพดี เกษตรกรมีรายได้มั่นคง”

20 มีนาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบความก้าวหน้าจากรายงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งได้ดำเนินการผลักดันซื้อขายยางมาตรฐาน และการจัดการป่าไม้ยั่งยืน โดยการซื้อขายล็อตแรกมีจำนวนกว่า 500 ตัน ระหว่างสหกรณ์ชุมชน กับ เอกชน ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินการตามนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี (2560-2579) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตยางของไทยให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และด้านเทคโนโลยี ทำให้อาจมีผลกระทบต่อแนวทางการพัฒนา และการปรับตัวภายใต้การผลิตและการซื้อขายผลิตภัณฑ์ยาง ส่งผลให้การซื้อขายยางในหลายประเทศ เริ่มให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย กยท. จึงจัดระบบ ผลักดันสวนยางไทย ให้เข้าสู่ระบบการรับรองป่าไม้ ตั้งแต่กระบวนการปลูกสร้างสวนยาง เก็บเกี่ยว แปรรูป เพื่อผลักดันให้เกิดการซื้อ – ขายผลิตภัณฑ์จากยางพารา ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ผ่านระบบตลาดยางพาราของ กยท. ซึ่งเป็นแนวทางจากแผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี (2560-2579) ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรฯ และสถาบันเกษตรกรฯ 2.การเพิ่มประสิทธิภาพ และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน  3.การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.การพัฒนาตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย และ 5.การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน 

ทั้งนี้ จากการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา ได้มีการส่งมอบยาง ตามสัญญาการซื้อขายยางก้อนถ้วยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามหลักสากล ระหว่าง สหกรณ์ยางพาราชุมชนตำบลหนองแคน จำกัด และ บริษัท ไทยอิสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดยมีการซื้อขายยางกว่า 500 ตัน และในล็อตแรกได้ส่งมอบยางแล้ว 60 ตัน นับเป็นจุดเริ่มต้นให้เกษตรกรชาวสวนยางเกิดความมั่นใจ มีความมั่นคงในรายได้ จากการทำสวนยางตามมาตรฐานสากล สามารถผลิตยางที่มีคุณภาพ และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น นำไปสู่ความยั่งยืนของอาชีพการทำสวนยาง ถือเป็นการขับเคลื่อนภายใต้แนวทางเพิ่มมูลค่าสินค้าและความยั่งยืนของอาชีพการทำสวนยาง สะท้อนและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเกษตรกร กลุ่มสถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวสำหรับการดำเนินธุรกิจการซื้อขาย

“นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี (2560-2579) ซึ่งจะทำให้สามารถยกระดับมาตรฐานของการผลิตยาง และเพิ่มมูลค่าการซื้อขายได้ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลผ่านการกลั่นกรองจากผู้มีความรู้ความสามารถ เข้าใจปัญหา ซึ่งเชื่อมั่นว่านโยบายที่ผลักดันผ่านยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์ยางพารา ช่วยผลักดันให้เกษตรกร มีผลผลิตที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี ควบคู่ไปกับมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เป็นไปตามวิสัยทัศน์ “ประเทศผู้ผลิตยางคุณภาพดี เกษตรกรมีรายได้มั่นคง” นายอนุชา กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ศวข.ปทุม ติดตามการเตรียมงานวันข้าว 66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718316

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ศวข.ปทุม ติดตามการเตรียมงานวันข้าว 66

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ศวข.ปทุม ติดตามการเตรียมงานวันข้าว 66

วันเสาร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.17 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ พร้อมด้วย นายวีระศักดิ์ หอมสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง นายวิฑูรย์ ไทยถาวร ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์  และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เพื่อจัดเตรียมสถานที่การจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2566 โดยมี นาย มุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เห็นชอบกำหนดให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาโดยตลอด