‘ปลัด มท.’บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726971

'ปลัด มท.'บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

‘ปลัด มท.’บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.00 น.

“ความอยู่รอดของสังคมไทยเรามีพระ มีวัดเป็นหลักชัย” “ปลัดมหาดไทย”บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีและภาคีเครือข่าย เน้นย้ำกลไก“1 พระสังฆาธิการ 1 ภาคราชการ” ขอพระสงฆ์เมตตานำภาคราชการลงพื้นที่ไปสงเคราะห์ดูแลประชาชนให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

วันนี้ (26 เม.ย. 66) เวลา 13.00 น.ที่ห้องประชุมดำรงธรรม อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นวิทยากรถวายความรู้พระสังฆาธิการ เรื่อง ข้อตกลงความร่วมมือวัดชุมชนสร้างสุขให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ผ่านระบบ Video Conference โดยได้รับเมตตาจาก พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี พระราชวัชรบัณฑิต ผู้อำนวยการสถาบันโพธิยาลัย พระบุรเขตธรรมคณี เจ้าคณะจังหวัดตราด พระมหาชนก เขมะกาโม รองเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี และคณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมรับฟังกว่า 300 รูป ณ วิทยาลัยมหาดไทย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายเปลี่ยน แก้วฤทธิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟัง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า “สังคมไทยเป็นสังคมที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันยึดโยงกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน โดยจะเห็นได้ว่าสังคมไทยมีความสุขความร่มเย็นอยู่ได้เพราะมีคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาช่วยเป็นหลักชัยในการช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลเพื่อให้ผู้คนในสังคมอยู่กันด้วยความสุข จนเรียกได้ว่า “วัดและพระสงฆ์ เป็น ครู คลัง ช่าง หมอ” โดยความเป็น “ครู” เมื่อลูกผู้ชายเติบโตเข้าสู่วัยที่บวชเรียน ก็มีพระสงฆ์เป็นพระอุปัชฌาย์ เทศนาสอนให้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รวมถึงเป็นผู้อบรมสั่งสอนญาติโยมศิษยานุศิษย์ของวัดให้มีคุณธรรมจริยธรรม และในปัจจุบันยังช่วยเหลือเจือจานดูแลคนในสังคม ดูแลนักเรียน ด้วยการนำข้าวสารอาหารแห้ง กับข้าวกับปลาจากบาตรมอบให้กับโรงเรียน มอบให้กับคนยากไร้ ความเป็น “คลัง” คือ ในยามที่ชาวบ้านมีงานกิจกรรมที่บ้านเรือนหรือที่วัดก็ดี ก็จะมีวัดเป็นเหมือนคลังข้าวของเครื่องใช้ที่สามารถติดต่อหลวงพ่อเพื่อหยิบยืมไปใช้ในกิจกรรมงานการต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินทอง ความเป็น “ช่าง” ที่พระสงฆ์จะเป็นผู้มีความสามารถในงานช่างอย่างหลากหลาย ทั้งช่างปูน ช่างปั้น ช่างแกะสลัก จนสามารถก่อร่างสร้างวัดวาอารามได้สวยงามวิจิตรบรรจง และความเป็น “หมอ” ที่เด่นชัด เพราะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พระสงฆ์คือผู้ทรงคุณวุฒิในด้านตำรับตำราแพทย์แผนไทย ยากวาด ยาสมุนไพร หรือแม้แต่เทคนิคการนวดแผนไทยก็ก่อเกิดกำเนิดจากวัด คือ วัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ที่สืบทอดสืบสานสืบต่อกันมาจวบจนถึงวันนี้ จนกล่าวได้ว่า “ความอยู่รอดของสังคมไทยเรามีพระสงฆ์ เรามีวัด เป็นหลัก”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีภารกิจหลักในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป็นผู้นำการบูรณาการข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของทุกกระทรวง ทุกกรมในพื้นที่จังหวัด ซึ่งในการบูรณาการดังกล่าวมี “คณะสงฆ์” เป็นภาคีเครือข่ายผู้นำศาสนาที่มีความสำคัญต่อการหนุนเสริมบทบาทของคนมหาดไทย จึงเป็นที่มาของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืนกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อให้พระสงฆ์ได้ช่วยกระตุ้นปลุกเร้าข้าราชการได้ลงไปร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมปรึกษาหารือ ร่วมทำ ร่วมพัฒนา ร่วมทำกิจกรรมงานใดใดในพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชน และทำให้ได้รับประโยชน์จากการสงเคราะห์ อันได้แก่ 1) เชิงนามธรรม คือ ญาติโยมทุกครัวเรือนจะมีจิตใจอ่อนโยนโน้มหาพระคุณเจ้า เข้าหาพระศาสนาเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนได้ยึดมั่นในประเพณีวัฒนธรรมปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรม ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นทำให้ลูกหลานมีความคุ้นชินกับศาสนกิจต่างๆ มีจิตใจโน้มหาความดี ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และ 2) เชิงรูปธรรม สามารถจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 มิติยาฝรั่ง ด้วยการสงเคราะห์ช่วยเหลือบำรุงจิตใจผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนที่ยากไร้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้ประทังชีวิตบรรเทาความทุกข์ในระดับหนึ่ง และลักษณะที่ 2 คือ มิติยาไทย เป็นการดำเนินการไปสู่ความยั่งยืน โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำข้าราชการลงไปในพื้นที่ ไปกระตุ้นปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมาน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและพระราชดำริต่างๆ เพื่อทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยไม่รีรอให้คนช่วยอย่างเดียว ทำให้คนเป็นบัวพ้นน้ำ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ช่วยกันดูแลครอบครัว ขยายผลไปดูแลชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ได้แก่ 1) ทุกครอบครัวมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แข็งแรง ถูกสุขลักษณะ

2) ทุกครัวเรือนสามารถพึ่งพาตนเอง น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง และ “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรเต็มพื้นที่บ้าน พื้นที่วัด รวมไปถึงสองฝั่งถนนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ เช่น ป่าชุมชน ทุ่งเลี้ยงสัตว์ หนอง คลอง บึง ลำห้วย ที่โรงเรียน ที่วัด ที่อนามัย ซึ่งถ้าที่บ้าน รอบบ้าน เต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ริมถนน ริมคลอง ในวัด ในโรงเรียน มีแปลงผัก แปลงไม้ยืนต้น ขนุน น้อยหน่า มะม่วง มะพร้าว กล้วย อ้อย บอระเพ็ด ก็มีนัยว่า สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่ก็จะมีขึ้น 3) ทุกครัวเรือนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อโลกของเรา ด้วยการช่วยเหลือกันดูแลบริหารจัดการขยะ ไม่ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ช่วยกันคัดแยกขยะ และนำขยะเปียกไปใส่ถังขยะเปียกลดโลกร้อนเพื่อเป็นปุ๋ยหมัก และทำให้ขยะที่เก็บไว้บ้านไม่ได้ ให้ อปท. เก็บไป ไม่ส่งกลิ่นเหม็น 4) พี่น้องประชาชนรวมตัวกันในการช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ที่เราเรียกว่า การสงเคราะห์ หรือจิตอาสา ช่วยสงเคราะห์เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่อ่อนแอ และ 5) ลูกหลานเหลนโหลนได้รับการศึกษา มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความร่าเริง มีความแข็งแรง และได้เห็นตัวอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ เช่น เห็นผู้ใหญ่ทำบุญใส่บาตร เห็นการแบ่งปันอาหารการกินกับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ช่วยเหลือกันทำรั้วบ้าน ขุดดิน ทำหลุมถังขยะเปียกลดโลกร้อน โดยเมื่อเด็กเห็นเหล่านี้จากการถ่ายทอด อบรม กล่อมเกลา (Socialization) ให้รุ่นต่อรุ่นมีการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม ไม่มีใครยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความรักสามัคคี” ยึดถือการปฏิบัติตามประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา  และไม่ลืมรากเหง้าสิ่งที่ดีงามของคนไทย คือ เรื่องจิตใจเสียสละ ยึดสิ่งที่ดีงาม การทำบุญใส่บาตร การบวชเรียน พบปะพูดคุย มีการลงแขก เอามื้อสามัคคี ทำงานส่วนรวม ซึ่งในท้ายที่สุด ประโยชน์ที่เราทำเพื่อส่วนร่วมมันก็จะตกเป็นของทุกคนที่ช่วยกันทำ ซึ่งความสำเร็จของทุกเรื่องจะแนบแน่นได้ ก็โดยพระคุณเจ้าทุกรูปต้องเมตตาเป็นผู้กระตุ้นนำข้าราชการทำงานเชิงคุณภาพในพื้นที่ให้มากขึ้น

“เฉกเช่นที่จังหวัดจันทบุรี มีคณะสงฆ์ภายใต้การนำของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการทำให้พี่น้องคนจันทบุรีได้มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนผ่านความสำเร็จของ “กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์” อันเป็นแนวทางว่า พระสามารถทำให้โยมเป็นคนดี คือ มีสัจจะ รู้จักการบริหารชีวิต ทำงาน หารายได้ จัดสรรรายได้ที่ได้สำหรับสะสมหรือออมทรัพย์ไว้บางส่วน และหาแนวทางในการที่จะทำให้เงินที่สะสมนั้นไปเป็นต้นทุนสำหรับเอาไปใช้ในการลงทุน อันเป็น “ความเมตตาของพระ” ที่เกิดจากการพูดคุยให้สมาชิกกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดี ที่ถูกต้อง และมีระบบระเบียบในการบริหารจัดการกลุ่มที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ต้นแบบความสำเร็จนี้เกิดความยั่งยืน คือ การขยายผลความสำเร็จไปสู่การขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียน ทำให้วัดเป็นศูนย์กลางการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาดำเนินการให้เข้ากับหลักภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ ด้วย “ทีมอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน” ที่มีนายอำเภอทุกอำเภอเป็นผู้นำในการบูรณาการระดับอำเภอ และปลัดอำเภอเป็นผู้นำการบูรณาการระดับตำบล ด้วยแนวทาง 3 ประการ คือ 1. ต้องมี “ทีมพระ” ลุกขึ้นมายืนเคียงข้าง “1 พระสังฆาธิการ 1 ภาคราชการประจำตำบล ทุกตำบล” และให้ทุกอำเภอจัดทำบัญชีรายชื่อพระสงฆ์พร้อมข้อมูลเพื่อจัดทำฐานข้อมูลภาคีเครือข่าย 2. ต้องมีการ “พูดคุย-วางแผน” ร่วมกันของพระสงฆ์ ข้าราชการ และภาคีเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ และ 3. ต้องลงพื้นที่จริงร่วมกันอย่างน้อย 1 พื้นที่/เดือน เพื่อทำให้มีบรรยากาศของการที่ชาวบ้านได้ร่วมกันพบปะ พูดคุย ปรึกษาหารือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์เกิดขึ้นเต็มผืนแผ่นดินไทย สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ได้ลงนาม MOU ร่วมกับ UN ประจำประเทศไทย ประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (Statement of Commitment to Sustainable Thailand) “76จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา” เพื่อแสดงความมุ่งมั่นทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (UN SDGs) ทั้ง 17 ข้อ โดยเฉพาะข้อที่ 17 การเป็นหุ้นส่วน Partnership มีความช่วยเหลือร่วมมือกันโดยมีพระสงฆ์เป็นหลักชัย อันจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีงาม ผู้คนมีความสุขทั้งกาย และใจ มีความปลอดภัย มั่นคงทางร่างกายและจิตใจ เป็นสังคมแห่งการให้ เป็นสังคมแห่งความรัก ความเมตตา เพราะมีคณะสงฆ์เป็นที่พึ่งหลัก มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ทำให้สิ่งที่ดีงามได้กระจายความหวังของกระทรวงมหาดไทยที่อยากเห็นประชาชนทุกคนในประเทศไทยของเราได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ปลัด มท.กล่าวในช่วงท้าย

พระราชธรรมเมธี กล่าวว่า คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีได้ร่วมกับส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ขับเคลื่อนความร่วมมือตาม MOU ด้วยกลไก 5 กลไก 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดความทุกข์ บำรุงความสุขให้กับญาติโยม โดยคณะสงฆ์ร่วมกับส่วนราชการในจังหวัดจันทบุรี โดยได้ดำเนินกิจกรรม 3 โครงการด้วยกัน คือ 1) โครงการกองบุญพระภิกษุอาพาธจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมตั้งกองบุญดูแลพระภิกษุอาพาธเป็นจังหวัดแรก และเป็นจังหวัดนำร่องในการตั้งกองทุนนี้เพื่อดูแลสุขภาพให้พระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรี 2) กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ทำให้ชุมชนตำบลหมู่บ้านมีความเข้มแข็งเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ได้ช่วยเหลือสมาชิกไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ มีสมาชิก 110,110 คน กองทุนรวม 3.3 พันล้าน และ 3) กองทุนสังฆประชานุเคราะห์ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล วัด โดยมีกองทุนการศึกษาสงเคราะห์สะสม 12,731,375 บาท เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ จิตอาสาของคณะสงฆ์ ที่ไม่งอมืองอเท้า เราเห็นชาวบ้านประสบภัย เดือดร้อน เราก็มีน้ำจิตน้ำใจ เพราะชาวบ้านทุกคนคือผู้อุปการะพระสงฆ์ทุกรูป ดังนั้นเวลาที่ญาติโยมเดือดร้อน มีความทุกข์ พระจะนิ่งดูดายไม่เข้าไปช่วยเหลือแบ่งเบาความทุกข์ไม่ได้ ด้วยพรหมวิหารธรรม พระสงฆ์จึงเป็นจิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งวัตถุสิ่งของและการเยียวยาด้านจิตใจ รวมทั้งการบำรุงสุขที่ยั่งยืนร่วมกับภาคราชการโดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยบูรณาการขับเคลื่อนหลักตามเจตนารมณ์ของ MOU ที่ได้ร่วมลงนามกับมหาเถรสมาคม จึงขออนุโมทนา

– 006

‘สกสว.-สภาพัฒน์’ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726865

'สกสว.-สภาพัฒน์'ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

‘สกสว.-สภาพัฒน์’ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.12 น.

สกสว.- สภาพัฒน์ ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. ยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวย สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมกับ นายบุญชัย ฉัตรประเทืองกุล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อหารือ ถึงแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยจะส่งผลให้เกิดฐานการผลิตและบริการโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่พื้นที่อื่น ตามที่ สกสว. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเฉพาะในมิติการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ภาคการผลิต/บริการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคีการพัฒนา ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวย สกสว. กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กระทรวง อว. ตามพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พร้อมประสานความร่วมมือ และ ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในส่วนของ การยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการผลิต/บริการของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือที่ใกล้ชิดในด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาคีการพัฒนา ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ชุมชน และเอกชนในพื้นที่เพิ่มศักยภาพสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ให้มีบทบาทนำและเชื่อมโยงภาคีการพัฒนาต่าง ๆ ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระเบียงฯ ในแต่ละภาคตามแนวทาง BCG โดยเน้นการลงทุนในกิจการที่ใช้วัตถุดิบและจ้างแรงงานในพื้นที่ และการใช้เทคโนโลยีสีเขียว สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ต่อยอดการวิจัยและพัฒนาให้เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ จัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการดึงดูดบุคลากรในด้านการวิจัยและพัฒนา

รวมถึง การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนข้อมูล/องค์ความรู้ ระหว่างภาครัฐ-ภาคเอกชน-สถาบันการศึกษา-ชุมชน โดยเฉพาะการถ่ายทอดฯ ให้แก่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs/MicroSMEs) และวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสตาร์ทอัพ เพื่อเพิ่มโอกาส ให้แก่ภาคเอกชนที่กำลังเติบโตและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ให้สามารถเชื่อมโยงและได้ประโยชน์จากการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของระเบียงฯ ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน ตามความต้องการ และแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจแต่ละภาค อาทิ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC – Creative LANNA) ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง โดยมุ่งเน้นการ พัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลักของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติ พัฒนา Creative Ecosystem ให้เอื้อต่อการเป็นเมืองสร้างสรรค์ พัฒนาสินค้าและบริการสร้างสรรค์  สร้างแบรนด์และส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ พัฒนาด้านการศึกษาและวิจัย และบุคลากรด้านสร้างสรรค์ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC – Bioeconomy) ประกอบด้วย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งใหม่ของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต ในมิติของ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพให้หลากหลาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลอดภัย การส่งเสริมการลงทุนด้านเกษตร/อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาบุคลากรด้านเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ

ท้ายสุดนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การหารือร่วมกันครั้งนี้ จะนำไปสู่การกำหนดแนวทาง และ ทิศทางการทำงานร่วมกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726862

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

กระทรวงศึกษาธิการกางแผนช่วยเหลือ นักศึกษาไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในสาธารณรัฐซูดาน จากการปะทะกันระหว่างกองทัพซูดานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ Rapid Support Forces (RSF) ในกรุงคาร์ทูม เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา  ซึ่งขณะนี้มีคนไทยอาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าวประมาณ 220 คน สถานการณ์ปัจจุบัน คนไทยทั้งหมด ได้เดินทางออกจากเมืองคาร์ทูม ประเทศซูดาน ไปลงเรือของทางการซาอุดีอาระเบียต่อไปยังเมืองเจดดาห์ เพื่อรอการอพยพกลับประเทศไทยโดยกองทัพอากาศ   ซึ่งจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 27 เมษายน  เวลาประมาณ 22.00 น. จำนวน 1 เที่ยวบิน และวันที่ 28 เมษายน เวลาประมาณ 09.00 น. จำนวน 2 เที่ยวบิน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกรับนักศึกษาไทยในประเทศซูดาน อยู่ในขั้นตอนของการเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ซึ่ง  ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ประสานการเตรียมความพร้อมจากรัฐบาลในการเตรียมการอพยพนักศึกษา และประชาชนจากชูดานเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศอ.บต.ซึ่งได้มีการประชุมอย่างต่อเนื่องและจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงาน นักเรียน นักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ (ศป.นศ.จชต.) ภายใน ศอ.บต. ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานทั้งในส่วนกลางกับกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ส่งข้อมูลประสานการติดต่อผ่านญาติและผู้ปกครองของนักศึกษา ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมการประสานที่พักใกล้ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย จะมีการรับนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ สนามบินบ่อทอง ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และอำนวยความสะดวกส่งนักศึกษาถึงบ้านอย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด

“การดำเนินการภายหลังจากนักศึกษาเดินทางมาถึงภูมิลำเนา มีการวางแผนสำหรับการศึกษาต่อในประเทศ สำหรับนักศึกษาที่ประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาในประเทศไทย จะต้องดำเนินการในส่วนของการเทียบโอนรายวิชา โดยจะประสานไปยังมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดชายแนภาคใต้ โดยขณะนี้ ศอ.บต.กำลังเร่งดำเนินการสำรวจนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดานเพิ่มเติมจากระบบข้อมูล โดยให้บัณฑิตอาสาฯ ลงพื้นที่สำรวจตัวเลขที่ชัดเจน เมื่อนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งเบื้องต้นข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศมีคนไทยประมาณ 220 คน เป็นนักศึกษาไทย 150 คน อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ 100 คน เนื่องจากเมื่อช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา มีนักศึกษาเดินทางกลับมาบางส่วนแล้ว จากข้อมูลของนักศึกษาที่ไปเรียนต่อในประเทศซูดานพบว่า ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อในสาขาแพทย์ กฎหมายอิสลาม และทางศาสนา” นายอรรถพล กล่าว

ปลัด ศธ.​กล่าวต่อว่า การวางแผนเตรียมการในส่วนของศธ. โดย ศค.จชต. ร่วมกับ ศอ.บต. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัฒกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ได้เตรียมการ ในการรองรับกรณีนักศึกษาที่เดินทางกลับมาจากประเทศซูดาน และมีความประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาต่อในประเทศ ดังนี้ 1.จัดเตรียมสถานศึกษารองรับกรณีนักศึกษาไทยที่ไม่กลับไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดาน และประสงค์ศึกษาต่อในประเทศไทย โดยจะประสานกับทางมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหา วิทยาลัยนราธิวาสราชนรินทร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ในการเทียบโอนรายวิชา เพื่อรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาประสงค์ที่จะกลับมาเข้าเรียน และ 2. อำนวยความสะดวกในการเทียบคุณวุฒิการศึกษาจากประเทศ สำหรับนักศึกษาซูดานที่สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว

“ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศค.จชต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ ของนักเรียนนักศึกษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ในการเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศให้ กับนักเรียนและนักศึกษาที่จะไปศึกษาต่อ ซึ่งได้ประสานเกี่ยวกับการติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาไทยที่เดินทางกลับจากประเทศซูดาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ ศอ.บต. อย่างใกล้ชิด” นายอรรถพล กล่าว 

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726805

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.14 น.

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ พร้อมกำชับโรงเรียนสื่อสาร นร.-ผู้ปกครอง ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัดให้มีการตรวจสอบ-ป้องกัน 

วันที่ 26 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึฏษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายเตรียมพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ให้กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สทพ.) และผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ว่า เมื่อปีที่ผ่านมาเราได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่ออาคารสถานที่ รวมทั้งอินเตอร์เน็ต และสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆจึงอยากให้เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนนำสิ่งเหล่านี้มาทบทวนว่าปีที่ผ่านมามีอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตหรือตัวผู้เรียนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และถ้าเราจะจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิม ในภาคเรียนที่ 1/2566 จะเตรียมการอย่างไร เพื่อทันการเปิดเทอม วันที่ 15 พฤษาคม นี้ 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ อยากให้เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียน 4 ประเด็น คือ 1.ทำให้โรงเรียนมีความปลอดภัย และมีความสุขทั้งครูและนักเรียน โดยให้ไปตรวจสอบและประเมินว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้นักเรียนและครู ไม่ปลอดภัย และจะมีวิธีร่วมมือกับหน่วยงานต่าๆอย่างไร เพื่อจะทำให้โรงเรียนมีความปลอดภัย  2.การสร้างโอกาสทางการศึกษา แม้ขณะนี้เราผ่านพ้นช่วงเวลาการรับนักเรียนมาแล้ว แต่ทุกโรงเรียนจะต้องสามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่า มีนักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการมาเข้าเรียนในโรงเรียนจำนวนเท่าไหร่  ไปเรียนที่อื่นเท่าไหร่  และการรับนักเรียนของตนลดหรือเพิ่มขึ้น หากวิเคราะห์ได้แล้วจะสามารถวางทิศทางอนาคตในการให้โอกาสทางการศึกษากับนักเรียนได้ โดยมีเป้าหมายว่าเด็กจะต้องได้เรียนทุกคน อีกทั้ง ปัจจุบันพบข่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อาจจะกลับมาแพร่ระบาดอีก จึงอยากให้โรงเรียนสื่อสารกับนักเรียน ผู้ปกครองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.)ให้มีการตรวจสอบและป้องกัน เพื่อไม่ให้โรงเรียนเป็นศูนย์รวมของการระบาดเหมือนปีที่ผ่านมา

“3.เตรียมความพร้อมเรื่องการจัดการเรียนรู้ โดยวางแผนเรื่องการจัดทำหลักสูตร และวางแผนจัดครูเข้าชั้นเรียนอย่างไร ให้นักเรียนได้รับคุณภาพการศึกษาที่มากขึ้น อีกทั้ง ช่วงนี้เป็นฤดูโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนั้น เขตพื้นที่ฯต้องวิเคราะห์ว่ามีการย้ายเข้า-ย้ายออก เท่าไหร่ โรงเรียนจะมีผู้บริหารและครูครบหรือไม่ การเปิดภาคเรียนที่ 1/2566 นี้ จะเกิดวิกฤตอะไรบ้าง โดยเขตพื้นที่ฯ จะต้องเตรียมการให้เข้ากับสภาพปัญหาและบริบทที่มีอยู่  และ 4.การเตรียมความพร้อมอาคารสถานที่ และการจัดการเรียนการสอน โดยเขตพื้นที่ฯ จะต้องสำรวจว่าแต่ละโรงเรียนต้องการความช่วยเหลือด้านใดบ้าง และเขตพื้นที่ฯ จะแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้มาช่วยเหลือแต่ละโรงเรียนอย่างไร“ นายอัมพร กล่าว 

นายอัมพร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ประจำเขตพื้นที่การศึกษา มีเวลาพิจารณาโยกย้ายครูถึงวันที่ 30 เมษายน นี้เท่านั้น หากเกินวันที่ 30 เมษายนแล้ว อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะไม่สามารถพิจารณาย้ายได้แล้วเนื่องจากขัดกับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)กำหนด  อีกทั้ง เมื่อเร็วๆนี้  ที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือ กำหนดระยะเวลาสอบภาค ค ไม่เกิน 20 นาที ต่อผู้สมัครหนึ่งราย และให้อำนาจ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับการจัดสอบ สอบ ภาค ก และ ภาค ข ซึ่ง สพฐ.คาดว่าจะจัดสอบเป็นคลัสเตอร์ตามภูมิภาค  โดยจ้างสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญมาออกข้อสอบ  ดังนั้น เมื่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการย้ายครูถึงวันที่ 30 เมษายน ครบถ้วนแล้ว สพฐ.จะมีหนังสือสำรวจไปยังเขตพื้นที่ฯ ว่าแต่ละเขตพื้นที่ฯ​ ต้องการสอบครูจำนวนเท่าไหร่ และต้องการวิชาเอกอะไรบ้าง เพื่อให้ สพฐ.วางแผนจัดสรรงบประมาณไปให้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่อง ‘ดวงชะตา’ 3 ‘แคนดิเดตนายกฯ’ จาก พรรคเพื่อไทย ใครมีแววเป็นนายกฯ คนที่ 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547678

27 เม.ย. 2566

ส่อง 'ดวงชะตา' 3 'แคนดิเดตนายกฯ' จาก พรรคเพื่อไทย ใครมีแววเป็นนายกฯ คนที่ 30

2 นักพยากรณ์ชื่อดัง พาส่อง ‘ดวงชะตา’ 3 ‘แคนดิเดตนายกฯ’ จากพรรคเพื่อไทย แพทองธาร ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน และชัยเกษม นิติสิริ ใครจะมีแววได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ใกล้โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งเข้าไปทุกขณะ และอีกไม่นานคนไทยจะได้รู้กันแล้วว่าใครจะได้เข้ามาเป็นทีมบริหารประเทศ และใครจะได้เป็น นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งวันนี้ คมชัดลึกจะพาไปส่องดวงชะตา 3 แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย โดย 2 นักพยากรณ์ชื่อดัง “ฟ่านอาย มือสัมผัสจิต” และ”กวนซือ (แนน) หูทิพย์จิตสัมผัส”

สำหรับ 3 แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ได้แก่ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร, นายเศรษฐา ทวีสิน และนายชัยเกษม นิติสิริ

1. น.ส. แพทองธาร ชินวัตร

ในหน้าที่มีความโดดเด่น แต่จะยังโยงกับสิ่งที่เขาต้องการให้เป็น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายและความมุ่งมั่นในแผนการปฏิบัติ เพราะฉะนั้น หากแนวคิดที่โลดแล่น ยึดในความถูกต้อง ค่อนข้างจะได้ความนิยมมาก แต่ถ้า ทำให้ผู้คนเห็นถึงประโยชน์ไม่ได้ โอกาสมองเห็นตำแหน่งได้ช้า ก็จะทำให้เขา อาจจะเป็นสองรองคนอื่นได้ ดวงปีนี้ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ยังมีความแกว่งในดวงชะตา การขอขมาต่อบรรพบุรุษทำให้มีผลต่อดวงชะตาให้ดีขึ้น จะช่วยทำให้ดวงเต็มขึ้น

2. นายเศรษฐา ทวีสิน

ดวงยักษ์ แต่ยังมีคนขวางอยู่พอสมควร ดวงชะตาช่วงปลายปี 2566 ดวงของนายเศรษฐา ทวีสิน ค่อนข้างจะรุ่งโรจน์ แต่ต้องผ่านมรสุมไปให้ได้ก่อน เป็นคนคิดอะไรเร็ว กล้าที่จะทำอะไรแบบชัดเจน ฉะนั้นถ้าเขาได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างจะไปในแผนเศรษฐกิจที่เป็นบวก แต่ให้ดำรงในการยึดถือความเป็นเอกราชจะดี เขาก็จะสมบูรณ์ด้วยวาจาและทรัพย์

3. นายชัยเกษม นิติสิริ

แนวคิดค่อนข้างจะดีและรัดกุม ไม่ได้เป็นคนที่มองตนว่าดีว่าเด่น จึงรับฟังผู้อื่นได้มากพอสมควร ดวงชะตายังต้องทำงานเพื่อสังคม แต่อาจจะยังไม่ถึงขั้นเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะเขาเองมีความน้อมตนพอสมควร แต่ดวงชะตาประมาณปี 2569 เขาจะดีขึ้น คนจะเห็นหน้าที่และข้อดีของเขาเยอะพอสมควร

ชูอุโมงค์รถไฟทางคู่ ‘เด่นชัย-เชียงของ’ ผลงานลุงตู่พัฒนาภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547702

26 เม.ย. 2566

ชูอุโมงค์รถไฟทางคู่ 'เด่นชัย-เชียงของ' ผลงานลุงตู่พัฒนาภาคเหนือ

‘เพจลุงตู่ตูน’ มาอีกแล้ว ทำคลิป โปรโมทโครงการอุโมงค์รถไฟทางคู่ ‘เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ’ ชี้ ผลงาน ‘ประยุทธ์’ พัฒนาภาคเหนือ คนพื้นที่ประสานเสียงโครงการมีประโยชน์ สร้างความเจริญ ลดต้นทุนเกษตรกร ขยายเศรษฐกิจไปถึง สปป.ลาว-จีน

แฟนเพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ซึ่งเป็นเพจสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์คลิปวิดีโอถึงโครงการอุโมงค์รถไฟทางคู่ “เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ” ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง

พร้อมระบุข้อความด้วยว่า “นายกฯลุงตู่” พัฒนาภาคเหนือ ลุยสร้างอุโมงค์รถไฟทางคู่ “เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ” ยาวที่สุดในไทย 6.2 กิโลเมตร พาไทยเชื่อมโลก รองรับการขนส่งสินค้าจากประเทศจีน

ฟังเสียง “คนเหนือ” ขอบคุณ “นายกฯลุงตู่” ทำเพื่ออนาคตลูกหลานชาวเหนือ ให้พัฒนาทันนานาประเทศ วางรากฐานให้มั่นคง”

คลิปวิดีโอได้เผยความเห็นของประชาชนชาวภาคเหนือถึงอุโมงค์รถไฟทางคู่ “เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ”  โดยต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเชื่อมต่อเส้นทางทางรางจากเด่นชัยไปถึงเชียงแสน และเชียงของ ที่เชื่อมกับ สปป.ลาว และประเทศจีน เอื้อต่อการเดินทาง และการขนส่งสินค้าระหว่างกันเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของภาคเหนือขยายตัวไม่รู้อีกกี่เท่าตัว ก็อยากให้โครงการนี้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“การเดินทางและขนส่งทางราง ช่วยในเรื่องการลดต้นทุนการขนส่ง เกษตรกรก็สามารถรายได้ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษ ลดความแออัดในการเดินทางทางถนน ก็อยากให้รถไฟรางคู่นี้เสร็จไวๆ เพื่อนำความเจริญ และเศรษฐกิจมาสู่ภาคเหนือของเรา” ประชาขนในพื้นที่ระบุ.

‘รวมไทยสร้างชาติ’ จ่อตรวจสอบงบฯป้ายหาเสียง หลังพบติดน้อยผิดปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547701

26 เม.ย. 2566

'รวมไทยสร้างชาติ' จ่อตรวจสอบงบฯป้ายหาเสียง หลังพบติดน้อยผิดปกติ

แกนนำรวมไทยสร้างชาติ เผย FC ร้องเรียนป้ายหาเสียงน้อยจนผิดสังเกต โดยเฉพาะภาคอีสาน-เหนือ ทั้งๆที่แกนนำสั่งติดตั้งปูพรมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สั่งเร่งเสริมช่วงโค้งท้าย พร้อมสอบเบิกจ่ายแต่ละพื้นที่

รายงานข่าวจากพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) แจ้งว่า ช่วงที่ผ่านมามีกลุ่มประชาชนผู้สนับสนุนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับป้ายหาเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งใช้ประชาสัมพันธ์ตัวผู้สมัคร ส.ส., แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนโยบายหาเสียงพรรค

โดยส่วนใหญ่เห็นว่าจำนวนป้ายหาเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติมีน้อยกว่าพรรคการเมืองอื่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือ พร้อมทั้งเสนอให้ทางพรรคเร่งทำ และติดตั้งป้ายหาเสียงเพื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ได้มีการรายงานปัญหาเรื่องจำนวนป้ายหาเสียงถึงผู้บริหารพรรคแล้ว และจากตรวจสอบเบื้องต้นก็ได้มีการอนุมัติการผลิตตามจำนวนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดในแทบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จึงไม่น่าเกิดปัญหาตามที่มีการสอบถามเข้ามา

ทางผู้บริหารพรรคจึงได้สั่งการให้มีการลงพื้นที่สำรวจและแก้ไขโดยด่วน ในส่วนของป้ายหาเสียงทั้งของผู้สมัคร และของส่วนกลาง พร้อมทั้งให้ตรวจสอบการเบิกจ่ายป้ายหาเสียง และงบประมาณเกี่ยวกับป้ายหาเสียงในแต่ละพื้นที่ด้วย

ตามรอยก้าวไกล เพื่อไทยเน้นทำความเข้าใจนโยบายผ่านโซเชียลมีเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547662

26 เม.ย. 2566

ตามรอยก้าวไกล เพื่อไทยเน้นทำความเข้าใจนโยบายผ่านโซเชียลมีเดีย

ประเดิมแนวรบโซเชียลมีเดีย โค้งสุดท้าย เลือกตั้ง66 เพื่อไทย ปลอบผู้สมัครฯ ไม่ต้องตกใจ ประชาสัมพันธ์ นโยบายจาก ก- ฮ

พรรคเพื่อไทย จัดอบรมผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ เพื่อปรับกลยุทธ์การหาเสียง นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย (ผ่านระบบออนไลน์) และแกนนำ เน้นย้ำ ไม่ต้องกลัวคู่แข่ง ช่วงโค้งสุดท้าย ขอให้ผู้สมัครฯใช้โซเชียลมีเดีย  ทำความเข้าใจนโยบายของพรรคให้มากที่สุด

ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยกันสอดส่อง การทุจริตเลือกตั้ง และแจ้งเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการต่อไป

พรรคเพื่อไทยประชุมรับมือโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง66พรรคเพื่อไทยประชุมรับมือโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง66

น.ส.แพทองธาร ระบุว่า แม้โพลของพรรคเพื่อไทย ดีมาก ทำให้ทุกคนมีกำลังใจ แต่ก็ไม่อยากให้ประมาท เพราะเหลือเวลาอีกกว่า 20 วัน ทุกคนต้องเร่งลงพื้นที่นำเสนอนโยบายกับพี่น้องประชาชน ไม่ต้องกังวลพรรคคู่แข่งที่เล่นแต่ในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากเขาไม่มีศักยภาพเหมือนเรา  ทำให้โพลบางสำนักขยับขึ้น

แต่ในช่วงใกล้โค้งสุดท้าย ผู้สมัครทุกคน ต้องเน้นใช้โซเชียลมีเดีย สื่อสารกับพี่น้องประชาชนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อทำให้ทุกคนรู้ว่า พรรคเพื่อไทย มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงคนทั้งประเทศได้

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย มั่นว่า  พรรคเพื่อไทย มียุทธศาสตร์ที่ชนะได้คือ พื้นที่ เนื่องจากเราแข็งในพื้นที่กว่ามาก จึงขอให้ผู้สมัครทุกคนไม่ต้องกังวล แต่ก็ขอให้เพิ่มพื้นที่ในโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น เพื่อสื่อสารนโยบายของพรรคกับพี่น้องประชาชน

พร้อมเน้นย้ำ ให้ผู้สมัครทุกคนช่วยสังเกตุการณ์การทุจริตเลือกตั้งด้วย เช่น การเก็บบัตรประชาชน รวมถึงการปลอมบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหากพบเห็น ขอให้แจ้งมาที่ส่วนกลางของพรรคอย่างเร่งด่วน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค มั่นใจว่า จากการลงพื้นที่กับนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ทั่วทุกภาค พบว่า เสียงตอบรับเรื่องนโยบายดีเกินคาด เพราะคิดว่า พี่น้องประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผู้สมัครทุกคน ก็ต้องเร่งลงพื้นที่ให้สม่ำเสมอ โดยลงให้หนักเป็น 2 เท่า เพราะเราจะประมาทไม่ได้ เนื่องจากคู่แข่งของเรามีปัจจัยอื่นช่วยจำนวนมาก เราจึงต้องสู้ด้วยนโยบาย

ส่วนขณะนี้ แม้โพลสำนักต่างๆ บางพรรคการเมืองมาแรงขึ้น แต่จากข้อมูลของเรา พรรคเพื่อไทย ชนะได้ตามเป้า เกิน 250 เสียงแล้ว และจะไปถึงเป้าหมาย 310 เสียง ซึ่งถึงแม้บางพรรคมาแรงในโซเชียลมีเดียก็อย่าไปตกใจ เพราะส.ส.แบบแบ่งเขต ยังมาในลำดับที่ 2 โดยพรรคเพื่อไทย ยังชนะอยู่

ความคืบหน้าล่าสุด พรรคเพื่อไทย ประเดิมรุกโซเชียลมีเดีย ด้วยการประชาสัมพันธ์ นโยบาย ก – ฮ

นโยบายพรรคเพื่อไทย จาก ก - ฮ นโยบายพรรคเพื่อไทย จาก ก – ฮ

8 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์นโยบายตปท. ไทยต้องกระชับสัมพันธ์กับทุกชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547693

26 เม.ย. 2566

8 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์นโยบายตปท. ไทยต้องกระชับสัมพันธ์กับทุกชาติ

8 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์นโยบายต่างประเทศ ชี้ไทยต้องกระชับสัมพันธ์กับทุกชาติ มีเกียรติศักดิ์ศรี ยึดประโยชน์ชาติเป็นหลัก เห็นตรงกันไม่หนุนสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่รัฐบาลกลับมีจุดยืนสลับไปมา ทั้งที่ควรประณามความรุนแรง-ผนวกดินแดน

เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย โดย เนชั่นกรุ๊ป  จัดเสวนา “ตัวแทนพรรคการเมืองถกวิสัยทัศน์นโยบายต่างประเทศ“รัฐบาลใหม่ไทยอยู่จุดไหนบนเวทีโลก” ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมี 8 ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมงาน

นายปิติพงษ์ เต็มเจริญ จากพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า ปัญหาการต่างประเทศที่ประเทศไทยต้องเผชิญ มีทั้งสงครามยูเครน-รัสเซีย ไต้หวัน-จีน คาบสมุทรเกาหลี และความท้าทายของอาเซียนในบริบทต่างๆ ที่เข้าสู่การแข่งขัน นโยบายต่างประเทศของพรรคอยู่ที่คำว่า speed (หมดเวลา อธิบายไม่ครบ)

นายวรวีร์ มะกูดี รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ถ้าเราได้ร่วมรัฐบาล เราจะใช้นโยบายการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะถ้ามีปัญหากับเพื่อนบ้าน ความสงบในบ้านเราจะไม่เกิดเช่น และเพื่อนบ้านจะช่วยเราได้หลายอย่างรวมไปถึงเศรษฐกิจด้วย พร้อมย้ำไทยต้องเป็นกลาง ไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง ต้องวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนในการวางบทบาทของประเทศ อีกเรื่องที่ควรทำคือ ธุรกิจฮาลาลไทยสู่ฮาลาลโลก จะทำให้เศรษฐกิจขยับขึ้นได้ทันทีหลังจากที่ซบเซาในช่วงโควิดมา และอยากให้มีการประชาสัมพันธ์ประเทศไทย เหมือนที่เคยทำมาในช่วง Amazing Thailand

นายวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้า พรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่าประเทศไทยต้องมีเรื่องของสิทธิมนุษยชน เพราะถ้ายังมีไม่พอแล้วจะไปมีบทบาทในเวทีโลกได้อย่างไร คำตอบคือต้องมีผู้บริหารประเทศกลุ่มใหม่ ส่วนเรื่องซอฟพาวเวอร์ ไม่ใช่ข้าวเหนียวมะม่วง หรือมวยไทย แต่คือกระบวนการ ระหว่างประเทศที่เราจะส่งออกวัฒนธรรมที่เป็น pop culture แล้วต่อยอดมาถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่คนไทยยังไม่เข้าใจดีพอ เพราะฉะนั้นเราต้องมีผู้นำคนใหม่

8 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์นโยบายตปท. ไทยต้องกระชับสัมพันธ์กับทุกชาติ

น.ส.พลอยนภัส โจววณิชย์ ตัวแทนพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า พรรคเพื่อชาติจะยกระดับความสำคัญของคนไทย คนไทยต้องไม่ถูกดูถูก ที่ผ่านมาประเทศไทยเหมือนโลกสองใบ นโยบายในประเทศไม่สอดคล้องกับการทำงานด้านต่างประเทศ จึงต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกัน

นายเกียรติ สิทธีอมร คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การต่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนคือ อยู่ในโลกนี้ต้องมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ต้องมีการต่างประเทศที่ทันโลกทันเกมนานาชาติและมหาอำนาจ โดยเราต้องสร้างเงิน โดยใช้ FTA ลดอุปสรรคทางการค้า ใช้การเจรจาระหว่างประเทศ , สร้างคน ด้วยhealth education , สร้างชาติ ต้องมีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขชัดเจน ไม่มีวิถีอื่น แล้วต้องเป็นรูปแบบที่สังคมโลกยอมรับ และอยู่ในโลกนี้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี เป็นที่น่าเชื่อถือในเวทีโลก

นายนพดล ปัทมะ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายต่างประเทศพรรคเพื่อไทยอยู่บนพื้นฐานหลักคิด 5 ข้อ คือ 1.นโยบายต่างประเทศเชิงรุก 2.เพิ่มพูนบทบาทของไทยในเวทีโลก 3.กอบกู้ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทยกลับคืนมา 4.นโยบายต่างประเทศที่กินได้ ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ 5.นโยบายที่ยึดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก // โดยทั้งหมดนี้จะเริ่มทำการฟื้นฟูบทบาทของไทยในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน อาเซียน หรือมหาอำนาจ บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฏบัตรสหประชาชาติ อีกทั้งจะวางบทบาทให้ไทยเป็นผู้ส่งเสริมสันติภาพ ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรืองในเวทีโลกเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย ปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย แรงงานไทย ธุรกิจไทยในต่างประเทศอย่างเข้มแข็งทำให้หนังสือเดินทางของไทยมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมากขึ้น เจรจาลดประเทศที่ต้องขอวีซ่าเพิ่มให้น้อยลง พร้อมเปิดด่านเสรี เปิดการค้าชายแดนให้มากขึ้น และแสวงหาความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาพลังงานในขณะนี้

น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ฐานคิด bamboo diplomacy ทางพรรคก้าวไกลคิดว่าการโอนอ่อนไปตามอำนาจ ตามกระแสลม จะไม่ทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีระหว่างประเทศ แต่เราต้องยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของฝั่งประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมมองว่าการต่างประเทศของไทยทั้งทศวรรษที่ผ่านมา เป็นการต่างประเทศที่สูญหาย เสียเวลากับการเข้าผิดคลับ คือเมื่อประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ผู้นำไม่อยู่ในสถานะที่จะอยู่ในคลับของฝั่งประชาธิปไตยหรือโลกที่เป็นอารยะได้ ก็จำเป็นต้องเข้าหาคลับฝั่งที่มีอุดมการณ์คล้ายกันคือฝักใฝ่เผด็จการ ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมเราเห็นการต่างประเทศของไทยสูญเสียบาลานซ์ไปอยู่ในฝั่ง ที่ใกล้ชิดกับประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างจีน ซาอุดิอาระเบีย มากจนเกินไป กลายเป็นการตั้งคลับใหม่ ที่มีจีน ซาอุดิอาระเบียและไทย และไม่สามารถเจรจาต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล กับอีกฝั่งนึงได้ ก็ต้องกลับมารีบาลานซ์ เพื่อสร้างการต่อรอง

นายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ประเทศไทยต้องไม่ส่งเสริมสองขั้วของโลกที่นำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ต้องมุ่งเน้นสันติภาพ การเจรจา การไม่เอาเปรียบ ทั้งหมดนี้ต้องทำอย่างจริงจัง ต้องยึดในกติการะหว่างประเทศที่เรายอมรับและผูกพัน ต้องเน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์ เอื้ออาทรแบ่งปันมนุษย์โลก ปกป้องโลกจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด โลกร้อน และเน้นการพัฒนาสีเขียว ค้าขายกับทุกกลุ่มประเทศ

ทุกเศรษฐกิจ อะไรก็ตามที่ทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ และคู่ค้าก็ได้ประโยชน์ ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน และไทยต้องเป็นหลักของอาเซียน เพราะถ้าเราไม่ยืนตรงนี้ให้ชัดเจน ประเทศเหล่านั้นอาจจะเล็กเกินกว่าที่จะมีอำนาจต่อรองในด้านต่างๆ ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยมองว่าเราต้องเป็นฮับของอาหารของโลกให้ได้ ฮับสุขภาพ ฮับท่องเที่ยว และการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและโลก ในการคมนาคมและโลจิสติกส์ นอกจากนี้ไทยต้องมีเขตเศรษฐกิจพิเศษฮาลาลโดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สงขลา ภูเก็ต รวมไปถึงการค้าชายแดนทั้งหมด ถ้าทำเช่นนี้ได้เชื่อว่าประเทศไทยจะอยู่โดดเด่นในสายตาของชาวโลก อย่างอื่นก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าพยายามไปต่อรองเข้าขั้วนั้นขั้วนี้ ไทยจะไม่มีศักดิ์ศรี

จากนั้นเป็นการให้แสดงความเห็นถึงจุดยืนเกี่ยวกับสงครามยูเครน-รัสเซีย และเรื่องนี้มีความสำคัญกับคนไทยอย่างไร 

โดย น.ส.พรรณิการ์ บอกว่า ไทยเป็นประเทศไม่กี่ประเทศในโลกที่งดออกเสียงประณามรัสเซีย ที่มีการผนวกรวมดินแดน แต่หลังจากนั้นก็กลับมาประณาม เพราะตอนนั้นต้องการล็อบบี้ให้รัสเซียมาประชุมที่ประเทศไทย ซึ่งก็ไม่มีใครยืนยันเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร แต่สุดท้ายรัสเซียก็ไม่ได้มาร่วมประชุม เรื่องนี้ทำให้ไทยเสียศักยภาพในการต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่ประเทศไทยควรยืนยันในหลักการว่า ไม่ควรมีชาติใดไปใช้กำลังและผนวกรวมดินแดนของชาติอื่นได้ ก็จะทำให้ไทยมีศักยภาพในการต่อรองได้

น.ส. พลอยนภัส กล่าวว่า พรรคเพื่อชาติไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะในสังคมครอบครัวที่เล็กที่สุดไปจนถึงระดับประเทศหรือนานาชาติ จุดยืนของเราต้องการให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาสงครามเกิดขึ้นจากผลประโยชน์ไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายก็ต้องกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน พรรคเพื่อชาติขอยึดตามกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วยการไม่แทรกแซงของประเทศใดให้เกิดความรุนแรง ประเทศไทยก็ควรสร้างสันติภาพให้กับโลกใบนี้ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีท่าทีสะเปะสะปะมาก ไม่มีศักดิ์ศรี ถ้าไม่รู้จะไปทางไหนก็ควรก็มีจุดยืนของตัวเอง ที่สำคัญทั่วโลกยืนยันไปแล้วว่าไม่ต้องการสงคราม แต่ต้องการสันติภาพ

นายวรนัย กล่าวว่า ประเทศไทยควรยึดหลักสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ ก็คือควรเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจายุติการยิงสงบศึก เพื่อให้มีสันติภาพ ไม่ใช่ให้รัสเซียได้มีดินแดนในยูเครน แต่ให้รัสเซียเคารพชายแดนที่มีก่อนสงครามเกิดขึ้น

นายเกียรติ กล่าวว่า การใช้กำลังทหารรุกรานประเทศอื่น ประเทศไทยไม่ควรยอมรับ และเราต้องกล้าพูด โดยใช้หลายเวทีที่เหมาะสม และตนก็ได้พูดถึงสหรัฐฯ ด้วยว่ามีส่วนทำให้สถานการณ์บานปลายไปสู่สงคราม แต่วันนี้ไม่มีใครพูดถึงชาวยูเครนที่ได้รับผลกระทบ มีแต่พูดว่าใครถูกใครผิด เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของประชาคมทั้งโลกไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยองค์กรระหว่างประเทศ อย่างสหประชาชาติ หรือ UN ก็ควรเข้ามาช่วยแก้ไข และประเทศไทยก็ต้องผลักดันและสนับสนุนให้มีการเจรจา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรไทย ได้ทำหนังสือ 2 ฉบับไปถึงเลขาธิการ UN ว่าเข้าไปช่วยแก้ไข ปัญหานี้ด้วยสันติวิธี

นายวรวีร์ กล่าวว่า นโยบายพรรคประชาชาติ สนับสนุนการพูดคุยอย่างสันติ และอยากให้เกิดเรื่องนี้ให้ได้

นายนพดล กล่าวว่า การลงมติสงครามรัสเซีย-ยูเครน 4-5 ครั้ง ที่ผ่านมา สลับไปสลับมา ไม่คงเส้นคงวา ซึ่งนโยบายประเทศไทยถูกบันทึกไว้แล้ว ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จะทำอะไรต่อไป ตนคิดว่า ต้องยึดหลักให้แม่นคือกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน เพื่อเป็นหลังพิงฝาให้ประเทศไทย เราต้องสนับสนุนให้มีการเจรจา สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ส่วนการช่วยเหลือมนุษยธรรม เราต้องทำต่อ เพื่อสร้างบทบาทให้โดดเด่น

นายโภคิน กล่าวว่า บทบาทประเทศไทยที่น่าสงสัยคือ การลงมติ 3 ครั้ง ทั้งคัดค้าน งดออกเสียง และเห็นด้วย จึงตั้งข้อสังเกตว่าตอนที่มีการผนวกดินแดนทำไมจึงงดออกเสียง ทั้งที่หลักการทั้งหมดขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะอย่างไรเราต้องประณามทั้ง 3 กรณี ทั้งการบุกรุก การรวมดินแดน และการให้ถอนทหาร ตนมองว่าบางคนก็เชียร์โดยไม่ได้นึกถึงความรู้สึกทุกข์ยากของชาวยูเครน เราต้องประณามในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่หาประโยชน์จากความขัดแย้ง เพราะถ้าไทยทำจะไม่มีศักดิ์ศรี แล้วต้องยึดมั่นในการเจรจาเพื่อสันติภาพ ให้ความช่วยเหลือในแง่มนุษยธรรมคัดค้านการข่มขู่คุกคามทุกรูปแบบ ไม่ให้สงครามขยายวง โดยเฉพาะการใช้อาวุธนิวเคลียร์

นายกัณวีร์ สืบแสง จากพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า จุดยืนทางการทูตไทยยังยึดมั่นอยู่ในระบบทวิภาคีอนุรักษ์นิยม นี่คือปัญหาหลักของไทย ทั้งที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจุดยืนทางการทูต สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม ไทยต้องแสวงหาการเป็นผู้นำ ก็จะตอบโจทย์บทบาทของประเทศไทยเกี่ยวกับสงคราม ส่วนบทบาทของไทยที่จะไปต่อ มองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราแสวงหาการเป็นผู้นำในกรอบทวิภาคี ก็ต้องเรียนรู้การบริหารจัดการเรื่องพวกนี้ ต้องถอดบทเรียนสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น ออกมาเป็นนโยบายด้านการต่างประเทศของไทย ในเรื่องสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม

8 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์นโยบายตปท. ไทยต้องกระชับสัมพันธ์กับทุกชาติ
8 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์นโยบายตปท. ไทยต้องกระชับสัมพันธ์กับทุกชาติ
8 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์นโยบายตปท. ไทยต้องกระชับสัมพันธ์กับทุกชาติ
8 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์นโยบายตปท. ไทยต้องกระชับสัมพันธ์กับทุกชาติ

‘ปชป.’ เบอร์26 สู้นโยบาย สี่ทำ สามไม่ เดินหน้า ‘ประชาธิปไตยไม่โกง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547692

26 เม.ย. 2566

'ปชป.' เบอร์26  สู้นโยบาย สี่ทำ สามไม่ เดินหน้า 'ประชาธิปไตยไม่โกง'

26 เมษา ‘จุรินทร์’ นำทัพ ‘ประชาธิปัตย์ เบอร์ 26’ สู้นโยบาย สี่ทำ สามไม่ เดินหน้า ‘ประชาธิปไตยไม่โกง’ พร้อมเปิดไทม์ไลน์ปราศรัยใหญ่ 5 จุดกระจายทั่วประเทศ

พรรคประชาธิปัตย์ จัดกิจกรรม “ประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตย” นำโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ตลอดจนนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย น.ส.รัศมี ทองสิริไพรศรี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อจำนวนมาก เดินทางมารวมพลังที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกรุงเทพมหานคร(กทม.)

นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้คือวันที่ 26 พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกคน ร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวทาง “4 ทำ 3 ไม่” ด้วย “ประชาธิปไตยไม่โกง”ของ พรรคประชาธิปัตย์

“4 ทำ” คือ 

  1. จะทำประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เข้มแข็งและยั่งยืนสืบไป 
  2. ทำประชาธิปไตยสุจริต 
  3. ทำประชาธิปไตยท้องอิ่ม ตามแนวทาง”สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ”และนโยบายทุกข้อของประชาธิปัตย์ และ 
  4. จะขจัดยาเสพติดให้หมดไปด้วยแนวทางตาต่อตาฟันต่อฟัน สนับสนุนกัญชาทางการแพทย์แต่ไม่เอากัญชาเสรี

“3 ไม่” คือ 

  1. ไม่เลิก มาตรา 112 
  2. ไม่เอายาเสพติด และ 
  3. ไม่เอาทุจริตคอรัปชั่น

ทั้งหมดจะสำเร็จได้ด้วย วิถีประชาธิปไตย-ไม่โกง ของประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ จัดกิจกรรม ประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ จัดกิจกรรม ประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตย

พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์26 จัดกิจกรรม ประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์26 จัดกิจกรรม ประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตย

สำหรับยุทธศาสตร์โค้งสุดท้ายของการหาเสียงนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เน้นยุทธศาสตร์หาเสียงแบบดาวกระจาย 3 ทัพ และมีทัพเสริม ด้วยทีมเศรษฐกิจของพรรค โดยทั้งหมดจะทำผสมกัน ทั้งรูปแบบการปราศรัยใหญ่ ปราศรัยย่อย และการลงพื้นที่หาเสียงให้ผู้สมัคร สส. แต่ละเขต จนกระทั่งถึงเวลา 18.00 น. วันที่ 13 พ.ค. 2566

ไทม์ไลน์ปราศรัยใหญ่ 5 จุด

นอกจากนี้ตนมีกำหนดการปราศรัยใหญ่ 29 เม.ย. ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 30 เม.ย. จังหวัดพังงา ที่ อ.เมือง และอ.ท้ายเหมือง 5 พค. ที่จังหวัดกระบี่ 6 พ.ค. ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 8 พค. จังหวัดสงขลา เป็นต้น และยังมีอีกหลายพื้นที่ทุกภาค ซึ่งจะมีที่จังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ซึ่งจะได้ทราบอีกครั้ง

จากนั้นคณะของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันเดินหาเสียงที่บางลำภู โดยมีนางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้สมัคร สส. ระบบเขต นำทางเพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ขณะที่คาราวาน “ประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตย” ได้ร่วมกันตะโกน “ประชาธิปัตย์ เบอร์ 26” “จุรินทร์ นายก” ทำให้พี่น้องประชาชนในบริเวณบางลำภูให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

มีวินมอเตอร์ไซค์ เข้ามาทักนายจุรินทร์ว่า “ท่านนายกฯ คนใหม่” พร้อมขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก นอกจากนี้มีแฟนคลับจำนวนมากแสดงความดีใจที่ได้พบกับนายจุรินทร์ ออกมาทักทายแกนนำของพรรคทุกคนด้วยความคุ้นเคยยินดีพร้อมกับให้กำลังใจ และให้ความมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะกาเลือก พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26

พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 เดินหน้าประชาธิปไตยไม่โกงพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 เดินหน้าประชาธิปไตยไม่โกง

ปชป.เบอร์ 26 เดินหน้าประชาธิปไตยไม่โกงปชป.เบอร์ 26 เดินหน้าประชาธิปไตยไม่โกง

พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 เดินหน้าประชาธิปไตยไม่โกงพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 เดินหน้าประชาธิปไตยไม่โกง

พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26