โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726644

โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.29 น.

โลกยุค ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ ต้องไม่เชื่อว่า ‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’ มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. เผยปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ‘ทุกช่วงวัย’ – ‘UpskillReskill’เพื่อรองรับงานทักษะใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น แนะรัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดการงบประมาณและเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาให้เท่าทันโลก

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในยุคที่ ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’กล่าวคืออัตราการเกิดน้อย แต่อัตราการตายกลับน้อยยิ่งกว่าทุกวันนี้คนสามารถอายุยืนได้ถึง 100 ปี คำถามคือเราจะเตรียมความพร้อม องค์ความรู้ และทักษะการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร มากไปกว่านั้น การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้งานที่เคยมีอยู่เดิมกว่า 85 ล้านตำแหน่ง หายไปในระยะเวลา 5 ปี และจะเกิดงานรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนอีก 97 ล้านตำแหน่ง ตรงนี้เป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

รศ.ดร.พิภพ กล่าวว่า งานรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจำเป็นต้องอาศัยทักษะใหม่ ปัญหาคือทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะใหม่ๆ นั้นยังขาดแคลน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า double jeopardy หรือ ความอันตรายสองเท่า ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องการ ‘upskill – reskill’ มหาวิทยาลัยจึงไม่ควรเป็นพื้นที่ให้กับแค่เด็กมัธยมที่กำลังจะก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่ควรเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพให้กับ ‘คนทุกช่วงวัย’ ด้วยเช่นกัน

“หลักการสำคัญของการจัดการศึกษาสมัยใหม่ คืออย่าเก็บเด็กไว้ในมหาวิทยาลัยนานจนเกินไป ควรให้เรียนเท่าที่จำเป็นแล้วสนับสนุนให้เขาได้ออกไปเจอโลกภายนอก-โลกของการทำงานให้เร็วที่สุด และเมื่อออกไปเร็วแล้ว ก็ต้องมีระบบให้เขากลับเข้าระบบให้ง่ายที่สุด คือเมื่อออกไปเจอของจริงแล้ว ก็ต้องมีพื้นที่ให้เขากลับมาเติมความรู้ที่ยังขาดด้วย ฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องทลายกำแพงห้องเรียนออก

เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคที่คนสามารถเรียนรู้จากที่ไหนก็ได้ (e-Learning) ความรู้ในมหาวิทยาลัยต้องสามารถเปิดให้คนภายนอกมาเรียนและเลือกเรียนตามความสนใจของตนเองได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงใบปริญญา” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

รศ.ดร.พิภพ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือเรื่องงบประมาณสนับสนุนและเงื่อนไขของการให้งบ รัฐบาลควรทำให้อยู่ในรูปแบบที่เรียบง่าย โดยอาจแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ได้แก่ 1. งบMission Basedได้งบเท่าไหร่คิดจากจำนวนเด็กนักเรียน และ2. งบ Performance Basedถ้ามหาวิทยาลัยทำงานได้ดี มีคุณภาพ บรรลุตามเป้าหมายก็ได้งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มโดยรัฐบาลต้องกำกับให้น้อยที่สุด มีความยืดหยุ่นมากที่สุด และทุกอย่างให้ดูที่ผลลัพธ์ของการทำงาน

นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนอีกก็คือ การเปิดให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องของพาร์ตเนอร์ชิปให้กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เพราะหลายบริษัทมีความเก่งเทคโนโลยีก้าวไกลในเรื่องการวิจัยและพัฒนา สิ่งเหล่านี้ควรจะร่วมมือกันและเอาความรู้ทั้งภาคปฏิบัติกับภาคของการศึกษาผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วเปิดให้คนสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้

“ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดคือการปรับหลักสูตร เด็กไทยขึ้นชื่อว่ามีชั่วโมงเรียนมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแต่คุณภาพกับสวนทาง เพราะหลักสูตรการศึกษาไทยเน้นการเรียนเพื่อจำมากกว่าที่จะเรียนให้คิด ประเทศไทยควรพัฒนาให้นักเรียนเรียนรู้รอบด้านและตั้งคำถามได้ หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการต้องทำให้หลักสูตรมีความสมดุล สิ่งสำคัญคือต้องไม่เชื่อว่ายิ่งเด็กเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการควบรวมโรงเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพราะโดยทิศทางแล้วจะมีการควบรวมมากขึ้น โจทย์คือเมื่อควบรวมแล้ว มีงบประมาณเพิ่มขึ้นแล้ว จะทำอย่างไรให้ทั้งครู วิธีการสอน มีคุณภาพ

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในบรรยากาศการหาเสียง ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างเห็นตรงกันที่จะให้น้ำหนักความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง แต่การแก้ปัญหาระยะยาวได้อย่างยั่งยืนคือการทำให้คนมีความรู้ และทักษะสำคัญที่ทุกคนต้องมีคือ ‘ทักษะการดูแลกาย – ใจ’ เพื่อจะทำให้เขาเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม รวมถึง ‘ทักษะการต่อยอดความรู้’ เพราะ

ความรู้ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มหาวิทยาลัยและพรรคการเมืองควรสนับสนุนคือ การสร้างเครื่องมือกลไกให้คนสามารถที่จะเรียนรู้ต่อยอดไปถึงการมีทักษะสร้างอาชีพได้ด้วยตนเอง เช่น การที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตอยู่ในมือ รัฐบาลก็ควรทำแอปพลิเคชันที่ส่งเสริมความรู้และทักษะใหม่ ตามอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นมาอย่างเช่น influencer, youtuber, tiktoker

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวอีกว่า ขณะนี้ มธ. กลับไปสู่ความเป็นตลาดวิชาที่เปิดให้ทุกคนมาเรียนวิชาที่ตัวเองสนใจ เรียนแค่ไหนก็ได้ จะเรียนเพื่อรับปริญญาหรือไม่ก็ได้ ถ้าเป็นปริญญาตอนนี้มีปริญญาโทออนไลน์ 4 หลักสูตร คือ M.B.A.(Business Innovation), Data Science, Learning Innovation และ Applied AIโดยที่เปิดรับนักศึกษาแล้ว ได้แก่Business Innovation และ Data Science

ดังนั้น มธ. ในปัจจุบัน จึงกลายเป็นตลาดวิชาในยุคดิจิตอล ซึ่งไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลกก็สามารถเข้าถึงความรู้ที่ธรรมศาสตร์สร้างสรรค์ไว้ให้ได้

‘ชนินทร์’ หาเสียงหนักจน ‘ติดโควิด-คิ้วแตก’ ขอ 6 วัน ลุยเลือกตั้งโค้งสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547629

26 เม.ย. 2566

'ชนินทร์' หาเสียงหนักจน 'ติดโควิด-คิ้วแตก' ขอ 6 วัน ลุยเลือกตั้งโค้งสุดท้าย

สะบักสะบอม ‘ชนินทร์’ หาเสียงจน ‘ติดโควิด’ เคราะห์ซ้ำเข้า รพ. เกิดอุบัติเหตุจน ‘คิ้วแตก’ เย็บ 4 เข็ม ‘องอาจ-รัชดา’ ลงพื้นที่แทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปรากฎภาพ นายชนินทร์ รุ่งแสง ผู้สมัคร สส.กทม. เขตบางพลัด-บางกอกน้อย เบอร์ 7 พรรคประชาธิปัตย์ เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการติดโควิด-19 ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงต่อเนื่อง แต่เคราะห์ซ้ำคิ้วแตกต้องเย็บ 4 เข็ม

นายชนินทร์ กล่าวว่า ตนลงพื้นพบปะประชาชนช่วงโค้งสุดท้าย จนไข้สูง 39.5 องศาเซลเซียส พบว่า ติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างที่เข้าโรงพยาบาล เกิดอุบัติเหตุซ้ำโดยประตูเลื่อนห้องฉุกเฉินอัตโนมัติได้เปิดชนเข้ากับศีรษะของตน ทำให้หางคิ้วด้านขวาแตกเป็นแผลลึก แพทย์ห้องศัลยกรรมฉุกเฉินต้องเย็บแผลให้อีก 4 เข็ม ในระหว่างนี้ตนต้องพักรักษาตัว ที่โรงพยาบาลตามมาตรการการรักษาโควิดที่แพร่ระบาดรอบใหม่ 

นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า ระหว่างนี้ตนไม่สามารถลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงในเขตเลือกตั้งได้ แต่จะไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ชนินทร์ รุ่งแสง ปชป.” ขณะเดียวกันนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคภาค กทม. และ ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. กทม. เขตนี้ และทีมงานของตนลงพื้นที่แทน ทั้งการแห่รถและลงพื้นที่เดินเท้าในชุมชนต่างๆ 

“เมื่อผมรักษาตัวหายดีแล้วตามวงรอบของโรคไม่น่าจะเกิน5-6 วัน ผมจะลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวเขตบางพลัดและบางกอกน้อยใหม่ ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนรักษาสุขภาพและหมั่นตรวจเช็คไวรัสโควิดที่กลับมาแพร่ระบาดใหม่อีกรอบ ด้วยความเป็นห่วงทุกคนครับ” นายชนินทร์กล่าว

ตรวจพบ ติดเชื้อโควิด-19ตรวจพบ ติดเชื้อโควิด-19

นายชนินทร์ รุ่งแสง คิ้วแตกนายชนินทร์ รุ่งแสง คิ้วแตก

นายชนินทร์ รุ่งแสง ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์นายชนินทร์ รุ่งแสง ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์

‘กำนันเก่ง’ ล่องเรือหาเสียง ชูนโยบาย ‘รทสช.’ จับต้องได้ ทำได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547624

26 เม.ย. 2566

'กำนันเก่ง' ล่องเรือหาเสียง ชูนโยบาย 'รทสช.' จับต้องได้ ทำได้จริง

‘กำนันเก่ง’ ล่องเรือหาเสียงหลายคลองในนนทบุรี ประกาศหลายนโยบาย ‘รทสช.’ จับต้องได้ ทำได้จริง ให้สัญญาจะพัฒนาพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวาน (25 เม.ย.66) นายณัฐวัฒน์ เอี่ยมแย้ม หรือกำนันเก่ง อดีตกำนันตำบลบางม่วง ผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขต 6 ไทรน้อย บางใหญ่ (เฉพาะตำบลบ้านใหม่) บางบัวทอง เบอร์ 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ใช้เรือหางยาวล่องหาเสียงไปตามคลองบางกอกน้อย , คลองบางม่วง , คลองอ้อมนนท์ และคลองบางใหญ่ ทั้งสองริมฝั่งคลองมีประชากรพักอาศัยอยู่ประมาณ 4 หมื่นคน จากนั้นเดินทางไปที่ ตำบลบางม่วง ตำบลเสาธงหิน ตำบลบางเเม่นาง ตำบลบางใหญ่ และตำบลบางเลน เพื่อพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนพร้อมชูนโยบายหลัก “เพิ่มสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”
 

นายณัฐวัฒน์ กล่าวว่า เป็นการลงพื้นที่มาพบปะพี่น้องประชาชน ถามไถ่ สารทุกข์สุกดิบ พร้อมขอคะเเนนเสียงชาวริมคลองสองฝั่ง ร่วมผลักดันนโยบายของพรรค เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามลำดับ  ซึ่งนโยบายต่างๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ และว่าที่ผู้สมัครแคนดิเดตนายกฯ แถลงไปนั้น เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์และมีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก สามารถจับต้องได้ ทำได้จริง

นายณัฐวัฒน์ เอี่ยมแย้มนายณัฐวัฒน์ เอี่ยมแย้ม

เช่น เพิ่มสิทธิบัตรสวัสดิการพลัสเป็น 1,000 บาทต่อเดือน โดยเริ่มจากกลุ่มรายได้น้อย ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากแบบขั้นบันได เป็นให้เท่ากันทุกช่วงอายุ คนละ 1,000 บาทต่อเดือน , โครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ภาค 2 , แรงงานและข้าราชการยามเดือดร้อน เบิกส่วนประกันตน 30% มาใช้ก่อนได้ , แก้กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทั้งหลาย เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือมีที่ดินทับซ้อนกับที่ดินของรัฐได้มีสิทธิครอบครอง มีสิทธิ์ทำกิน ซึ่งนโยบายทั้งหมดนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่คะเเนนเสียงของทุกคน 


“ขอโอกาสให้ตนเองได้เข้าไปเป็นผู้แทนฯรับใช้พ่อเเม่พี่น้องชาวอำเภอบางใหญ่ ขอสัญญาว่าจะนำความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มี มาพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญรุ่งเรืองและจะไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวังอย่างเด็ดขาด บ้านเกิดเรา เราต้องดูเเล” นายณัฐวัฒน์ กล่าว

กำนันเก่งล่องเรือหาเสียงกำนันเก่งล่องเรือหาเสียงกำนันเก่งล่องเรือหาเสียงกำนันเก่งล่องเรือหาเสียง

มาดามเดียร์ ​ชูไข่ต้มกลางเวทีดีเบต ลั่น ประชาธิปัตย์มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547621

26 เม.ย. 2566

มาดามเดียร์ ​ชูไข่ต้มกลางเวทีดีเบต ลั่น ประชาธิปัตย์มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ

เลือกตั้ง 66 : มาดามเดียร์ หรือ วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ชูไข่ต้ม บนเวทีดีเบต The Standard เลือกตั้ง66 ประกาศประชาธิปัตย์มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ

มาดามเดียร์ หรือ น.ส.วทันยา บุนนาค​ ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนพรรคการเมือง กล่าวในเวที #TheStandardDebate ดีเบตใหญ่เลือกตั้ง 2566 l END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้ l THE STANDARD ว่า ที่อยู่ในมือคือไข่ต้ม เราเห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไข่ต้ม สำหรับใครหลายคนหมายถึงชีวิต ที่ต้องกินเพื่อประทัง เพราะไม่มีทางเลือก

มาดามเดียร์ ​ชูไข่ต้มกลางเวทีดีเบต ลั่น ประชาธิปัตย์มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ

แต่สำหรับบางคนที่มีโอกาสเหลือเฟือ ไข่ต้มเป็นเรื่องโรแมนติก เรื่องสวยงาม สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ กำลังฝังรากลึกในสังคมไทยไปถึงวิธีคิดของผู้นำ ผู้บริหารประเทศ 

ชมคลิปจาก The Standard

ดังนั้น ประชาธิปัตย์ จะเข้าแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในระดับโครงสร้าง พรรคประชาธิปัตย์ต้องการทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า แม้จะเริ่มต้นชีวิตที่ติดลบ จะมีโอกาสสร้างชีวิตที่ดีกว่าได้ 

‘พปชร.’ ชี้ 3 สาเหตุ ‘ค่าไฟแพง’ เสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547609

25 เม.ย. 2566

'พปชร.' ชี้ 3 สาเหตุ 'ค่าไฟแพง' เสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน

เลือกตั้ง66 : “พปชร.” ชี้ 3 เหตุ ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง “ปริมาณสำรองไฟฟ้าสูง-ล้มเหลวบริหารบงกช-เอราวัณ-เอื้อโรงไฟฟ้า LNG” เสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน

พรรคพลังประชารัฐ ชี้ 3 สาเหตุ ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง “ปริมาณสำรองไฟฟ้าสูง-ล้มเหลวบริหารบงกช-เอราวัณ- เอื้อโรงไฟฟ้า LNG พร้อมเสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน 

วันนี้ (25 เม.ย.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมืองพรรค พร้อมด้วยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่ปรึกษากรรมการนโยบายพรรค และ มล. กรกสิวัฒน์      เกษมศรี ทีมนโยบายเศรษฐกิจของพรรค แถลงข่าวประเด็น “ปัญหาไฟฟ้าของประเทศไทย” 
โดย มล.กรกสิวัฒน์ กล่าวสรุปถึงที่มาและปัญหาค่าไฟฟ้าแพงว่า มาจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่        

'พปชร.' ชี้ 3 สาเหตุ 'ค่าไฟแพง' เสนอ 4 แนวทางแก้ไขตอบโจทย์อย่างยั่งยืน

1. การสร้างโรงไฟฟ้าเกินจำเป็น ไฟฟ้าสำรองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โรงไฟฟ้าแม้ไม่ผลิตไฟ ประชาชนก็ต้องจ่ายเงิน เรียกว่า ค่าความพร้อมจ่าย (AP)

2.โรงไฟฟ้าใหม่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง แต่ปัญหาการจัดการแหล่งก๊าซบงกช และเอราวัณในอ่าวไทยของรัฐบาล ทำให้ปริมาณก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าลดลงกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ทำให้ต้องนำเข้า LNG ที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่ามาทดแทน


และ 3. การปิดโรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ เพื่อเปิดทางให้โรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้ LNG มีราคาแพงเข้ามาในระบบ หากเป็นเอกชนก็ต้องจ่ายค่า AP เป็นก้อนใหญ่ชดเชยให้ ทั้งที่บางแห่งผลิตไฟได้ถูกกว่า ทั้งนี้ ตนขอแจกแจงให้เห็นชัดๆ ถึงปัญหาในแต่ละส่วน ดังนี้

1 ปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้าเกินจำเป็น

1.1 ไฟฟ้าสำรองปี 2557 ที่ประยุทธ์ปฏิวัติ 30% ปี 2565 หลังจากประยุทธ์เป็นนายกฯ มาแปดปี ขึ้นเป็น 70%
 

1.2 รัฐทำสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนแบบ  Take or Pay คือ แม้ไม่ใช้ไฟประชาชนก็ต้องจ่าย เรียกว่า       ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าจ้างคน นำมารวมเป็นค่าไฟฐาน รัฐควรจะใช้เงื่อนไขนี้เฉพาะแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เงื่อนไขนี้ผิดพลาดมาหลายรัฐบาล แต่พลเอกประยุทธ์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไม่แก้ไข

2. ปัญหาการจัดการแหล่งก๊าซบงกช และเอราวัณในอ่าวไทย

2.1 การเปลี่ยนสัญญาสัมปทานในแหล่งก๊าซบงกช และเอราวัณเป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิต เกิดความผิดพลาดล่าช้า ทำให้ปริมาณก๊าซจากอ่าวไทยลดลงกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ทำให้ต้องนำเข้า LNG ที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่ามาทดแทน ส่งผลกระทบต่อค่าไฟโดยตรง

2.2 กำหนดเงื่อนให้บริษัทผูกขาดท่อก๊าซกลางอ่าวไทยเป็นผู้ได้สิทธิ์รับซื้อก๊าซของชาติที่ปากหลุมผลิตแต่ผู้เดียวเพื่อบวกกำไรแล้วจึงขายให้ กฟผ ทั้งที่บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทในตลาดหลักทรพย์ที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย ดังนั้น ควรจัดตั้งองค์กรก๊าซแห่งชาติเพื่อเป็นผู้ใช้สิทธิ์รับซื้อก๊าซที่ผลิตจากอ่าวไทยแต่ผู้เดียวเพื่อขายก๊าซถูกให้ กฟผ

3 เลือกซื้อไฟที่ต้นทุนแพงโดยไม่จำเป็น

3.1 กฟผ. เข้าไปรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนที่มีต้นทุนแพงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ กฟผ. อย่างมาก ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น เพราะใกล้เลือกตั้งจึงไม่กล้าขึ้นค่าไฟจึงให้ กฟผ. แบกรับค่าไฟที่สูงขึ้นแทนประชาชนไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากประชาชนผ่านค่า ft ในภายหลัง ขณะนี้ กฟผ. มีหนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดอยู่ในระดับ 150,000 ล้านบาท

3.2 รัฐบาลประยุทธ์ควรจะสั่งให้ กฟผ. เลิกซื้อไฟที่ต้นทุนแพงจากโรงไฟฟ้าเอกชนที่ใช้ก๊าซ LNG เป็นเชื้อเพลิง เปลี่ยนไปรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของประชาชนแทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลงมาก 

ด้าน นายธีระชัย  กล่าวว่า อีกหนึ่งสาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้ค่าไฟฟ้าของประเทศแพง เนื่องจากปัจจุบันการแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงของรัฐบาลไม่ได้แก้แบบบูรณาการ และยังเป็นการแก้ไม่ตรงจุด ขณะที่ แนวทางแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าของนายกฯ ประยุทธ์ในปัจจุบัน เป็นการแก้ไขแบบเอื้อต่อนายทุนมากกว่าการมองผลประโยชน์ของประชาชนอย่างจริงจัง จึงทำให้เกิดเป็นปัญหาสะสมอย่างต่อเนื่องกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ

ซึ่งตนจะขอชี้ให้เห็นปัญหาและความล้มเหลว ดังนี้

1.กำหนดราคาค่าไฟฟ้าให้กับผู้มีรายได้น้อย หรือเกษตรกร เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจไฟฟ้า ดังนั้น การกำหนดเพดานราคาค่าไฟฟ้าให้กับผู้มีรายได้น้อย หรือเกษตรกร ก็ย่อมจะต้องควักกระเป๋าออกมาจากฝ่ายรัฐเท่านั้น จึงเป็นนโยบายที่เน้นการปกป้องผลกำไรของนายทุนพลังงานเป็นหลัก

2.ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านสำหรับผลิตไฟฟ้า และขายเข้าระบบเพื่อสร้างรายได้ ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอย่างแท้จริง เพราะการติดตั้งบังคับให้ต้องขออนุญาตถึงสามหน่วยงาน มีการกำหนดปริมาณที่จะรับซื้อไฟฟ้าแบบนี้ไว้จำกัดมาก และรับซื้อในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่าราคาที่ครัวเรือนซื้อไฟฟ้าจากรัฐบาลมาก 

“รัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้งเปิดให้มีการประมูลไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เอกชนรายใหญ่อีกถึง 3,660 เมกะวัตต์ ทั้งที่ควรรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อลกรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน” นายธีระชัย กล่าว 

นอกจากนี้ นายธีระชัย ยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลกรณีที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการ มีการอนุมัติผลการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวน 175 ราย 5,203 เมกะวัตต์ ในรูปแบบ Feed-in Tariff ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งตนมีข้อสงสัยต่อกรณีดังกล่าว คือ

1. การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลรักษาการพึงกระทำหรือไม่

2. เป็นการประมูลที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบมาไม่ถือเป็นการประมูลแต่เป็นการคัดเลือกจากรายชื่อที่ยื่นเข้ามา

และ3.เป็นการทิ้งทวนเพื่อเอื้อกลุ่มทุนหรือไม่ ซึ่งตนมีความเห็นว่าทั้งพลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการและนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรักษาการจะต้องมีคำตอบให้กับประชาชน
ขณะที่นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้เข้าไปเป็นรัฐบาล พรรคมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงแบบบูรณาการและตอบโจทย์

ซึ่งพรรคมองว่าแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องดำเนินการให้ครอบคลุม 4 แนวทาง เพื่อให้เป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ได้แก่ 

1. ยุติปัญหาโรงไฟฟ้าล้นเกิน 

1.1 ไม่ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ทุกรายจนกว่าไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับ 15%

1.2 ตรวจสอบการประมูลที่ผ่านมาว่า มีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เช่น การล๊อคสเปกในการประมูล เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

2. ลดการใช้ LNG เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า 

2.1 เร่งกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยโดยเฉพาะแหล่งบงกชและเอราวัณ ให้กลับมาเป็นปกติ จะช่วยลดการนำเข้า LNG ได้ 1000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ลดการนำเข้าก๊าซ LNG ได้ 70%

2.2 เจรจาชอยืมก๊าซในแหล่งพัฒนาร่วมไทย มาเลเซีย ที่แบ่งกันคนละครึ่ง ให้ไทยเป็นผู้ใช้ก๊าซเป็นเวลา 1-2 ปี ในช่วงปรับโครงสร้างพลังงานไทยทั้งระบบ ลดการนำเข้าก๊าซ LNG ได้ 20-30%

2.3 ห้ามมิให้ กฟผ. รับซื้อไฟจากเอกชนในราคาสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ กฟผ. บวกอีก 10% โดยโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ LNG เป็นเชื้อเพลิงโดยจะได้รับเพียงเงินค่าความพร้อมจ่ายเท่านั้น โดยให้ กฟผ ซื้อจากแหล่งที่มีราคาถูก เช่น โรงไฟฟ้าจากชุมชนและโซล่าร์ประชาชนที่มีราคาถูกกว่าแทน 

2.4 จัดตั้งองค์กรก๊าซแห่งชาติที่รัฐถือหุ้น 100% ทำหน้าที่จัดการแหล่งก๊าซในอ่าวไทยที่จะทยอยหมดอายุสัมปทาน และต้องตกเป็นของรัฐ โดยให้องค์กรเป็นผู้ทรงสิทธิ์ซื้อก๊าซที่ผลิตจากอ่าวไทยแต่ผู้เดียวและเป็นผู้จัดสรรสิทธิ์การใช้ก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทย

โดยกำหนดราคาขายเป็นขั้นบันได ราคาต่ำสุดจะให้สิทธิ์แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการผลิตก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชน ราคาบันไดขึ้นต่อไปหากมีก๊าซเหลือจึงจะให้สิทธิ์แก่ภาคธุรกิจทั้งปิโตรเคมี และการผลิตไฟฟ้าของเอกชน 

3. เพิ่มไฟฟ้าภาคประชาชนเข้ามาในระบบแทนโรงไฟฟ้าที่ใช้ LNG

3.1 สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอย่างแท้จริง โดยให้ครัวเรือนขายไฟฟ้าได้ในราคาเดียวกันกับราคาที่ซื้อไฟฟ้า ตามหลักของการหักกลบลบหน่วย Net Metering ค่าไฟต่ำสุดเหลือ 0 บาท

3.2 ให้ อบต. และเทศบาล ร่วมกับ กฟผ กฟภ หรือเอกชน ทำโซล่าฟาร์ม โดยผลกำไรส่วนหนึ่งเป็นของ อบต. และอีกไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งจะนำมาเฉลี่ยให้กับครัวเรือนแต่ละหลังเพื่อหักออกจากค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ ช่วยลดผลกระทบจากค่าไฟที่สูงขึ้น

3.3 ให้กระทรวงการคลังประสานกับธนาคารของรัฐเพื่อให้เป็นผู้ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ บนหลังคาบ้านและโครงการโซล่าร์ชุมชน

4. ยุติปัญหาค่า ft แพง 

4.1 การปรับลดค่า ft ให้นำหนี้สินของ กฟผ ที่จะเรียกเก็บผ่านค่า ft มาออกเป็นพันธบัตร “ไฟฟ้าประชารัฐ” อายุ 5-15 ปี จะทำให้ภาระหนี้สินที่ต้องเรียกจากประชาชนลดลงจาก 1.5 แสนล้านบาทเหลือปีละ 1.5 หมื่นล้าน  

โดยค่า ft ในส่วนหนี้สินนี้จะเหลือต่ำกว่า 10 สต โดยรักษาให้ ft รวมอยู่ในระดับ 25 สต.แต่มีเพดาน     ไม่เกิน 50 สต.ในภาวะที่ราคาเขื้อเพลิงผันผวน ซึ่งลดลงจากเป้าหมายที่ กฟผ เสนอค่า ft ในเดือน พ.ค.66         ที่ 293.60 สต.โดยจะต้องทำพร้อมปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าข้างต้นเพื่อไม่ให้หนี้สินกลับมาเป็นภาระอีก

เพื่อไทยจัดทัพหาเสียงภาคใต้ อ้อนคนภูเก็ต ขอโอกาสดันท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547603

25 เม.ย. 2566

เพื่อไทยจัดทัพหาเสียงภาคใต้ อ้อนคนภูเก็ต ขอโอกาสดันท่องเที่ยว

พรรคเพื่อไทย เปิดปราศรัยที่ภูเก็ต ฝันดันท่องเที่ยว 24 ชั่วโมง พร้อมดูแลความปลอดภัย ขอโอกาสคนใต้ ทำตามนโยบายให้สำเร็จ

แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ย้ำนโยบายที่เคยประกาศไว้กับคนภูเก็ต ทำสถานที่ท่องเที่ยวเปิดได้ตลอด 24 ชม. ไม่จำกัดเวลา พร้อมสอดรับกับการจัดสรรงบประมาณให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยดูแลความปลอดภัยตามไปด้วย ขอโอกาสเข้ามาผลักดันนโยบายให้สำเร็จ ประกอบไปด้วย

นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทภายใน 4 ปี – จบปริญญาตรีได้เงินเดือน 25,000 บาท – รายได้ต่อเดือนต่อครัวเรือนอย่างต่ำ 20,000 บาท – กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทให้กับทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป – ปราบปรามยาเสพติดสิ้นซาก

โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร คนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  ได้วิดีโอคอล มายังเวทีปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่อาคารยิมเนเซียม (สะพานหิน) อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยบอกว่าคิดถึงทุกคน วันนี้ไม่สามารถไปหาด้วยตัวเองได้ แต่ฝากทีมงานพรรคเพื่อไทยไปหาก่อน 

แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทยแพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย

ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่ทำเงินเข้าประเทศได้มากแต่ยังคงมีหลายๆอย่างหลายๆ กฎ หลายๆข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถทำมาหากินได้มากกว่านี้ ทำเงินและรายได้ให้ได้มากกว่านี้ พรรคเพื่อไทยทราบถึงปัญหาดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสนามบิน ที่จะทำอย่างไรให้มีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติเข้ามาได้มากขึ้น ต้องมีบริการและ service ต่างๆที่ดี เพื่อให้ชาวต่างชาติมาถึงและประทับใจแล้วอยากมาอีก

เราต้องการเงินตรงนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะทำให้พี่น้องมีรายได้ มีอาชีพมากขึ้น ขณะที่ก่อนโควิดทุกคนก็ยังคงพอที่จะหารายได้ พอเกิดโควิดขึ้นก็ยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่เท่าเดิม เรามีมาตรการหลายข้อที่จะเร่งรัด ให้ทุกคนกลับมามีรายได้มากเท่าเดิม สิ่งที่เราจะทำคือการท่องเที่ยวจะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น 4 เท่า ภายใน 4 ปี ขอพี่น้องชาวภูเก็ตอย่าแบ่งใจ กาพรรคเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ  

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยอีกราย ปราศรัยว่า จังหวัดภูเก็ตถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เก็บภาษีเข้าประเทศได้ปีละกว่าหลายแสนล้านบาทต่อปี ขณะที่การเจริญเติบโตในจังหวัดภูเก็ตกลับยังมีไม่มากเท่าที่ควร ยังสามารถพัฒนาไปได้มากกว่านี้ เช่น สนามบินที่ยังขยายรองรับนักท่องเที่ยวได้อีก – การจราจรบางจุดยังมีความคับแคบ ติดขัด

ทุกเรื่องถือเป็นเรื่องสำคัญที่พรรคเพื่อไทยอยากจะเข้ามาแก้ไขปัญหา พัฒนาให้ดีกว่าเดิม ผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็นสถานที่ระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมา รวมถึงการพัฒนาสาธาณูปโภคพื้นฐานให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีตามไปด้วย ขณะเดียวกันในทางการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่เคยปักธงในภาคใต้ได้เลยถึงเคยมีก็น้อยมาก

วันนี้พรรคเพื่อไทยเราพร้อมใจกันมาพูดคุยกับพี่น้องชาวภูเก็ต เพราะเรามุ่งมั่นที่จะมาขยายนโยบายที่ดี ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน

‘เพจลุงตู่ตูน’ ขุดคลิปทวนความจำ ‘เหตุการณ์ปี53 – พิษจำนำข้าว – รถคันแรก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547602

25 เม.ย. 2566

'เพจลุงตู่ตูน' ขุดคลิปทวนความจำ 'เหตุการณ์ปี53 - พิษจำนำข้าว  - รถคันแรก'

‘แฟนเพจลุงตู่ตูน’ ขุดเหตุการณ์ปี 2553 เผาบ้านเผาเมือง พร้อม 2 นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ‘จำนำข้าว-รถคันแรก’ ปลุกถึงเวลาคนไทยต้องเลือก อย่ายอมให้คนโกงชาติกลับมามีอำนาจ

แฟนเพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ซึ่งเป็นเพจสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์คลิปวิดีโอโดยบรรยายว่า ‘ถึงเวลาที่คนไทยต้องเลือกอีกครั้ง’

โดยเนื้อหาในคลิป ระบุว่า บ้านเมืองเราสุขสงบมาหลายปี เราจะกลับไปสู่วันเศร้า คืนทุกข์ กันอีกไหม เราจะยอมให้เกิดสงครามเสื้อสีอีกหรือไม่ เราจะยอมให้คนโกงชาติกลับมีอำนาจ เพื่อคดโกงอีกหรือไม่

'เพจลุงตู่ตูน' ขุดคลิปทวนความจำ 'เหตุการณ์ปี53 - พิษจำนำข้าว  - รถคันแรก'

ทุกอย่างอยู่ในมือคนไทยทุกคน อย่าให้วันเศร้า คืนทุกข์ กลับมาอีกเลย”

ทั้งนี้คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นการประมวลเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ซึ่งมีการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หรือที่เรียกว่าเหตุการณ์ “เผาบ้านเผาเมือง”ในวันสุดท้ายของการชุมนุม

โดยมีช่วงที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ณ ขณะนั้น ประกาศบนเวทีให้พี่น้องคนเสื้อแดงเตรียมตัวขั้นสูงสุดเพื่อแสดงให้ดูว่าของจริงเป็นอย่างไรด้วย

'เพจลุงตู่ตูน' ขุดคลิปทวนความจำ 'เหตุการณ์ปี53 - พิษจำนำข้าว  - รถคันแรก'

นอกจากนี้ยังได้ประมวลผลพวงจากโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ชาวนาได้รับความเดือดร้อนจนบางรายต้องฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่ได้รับเงินจากโครงการ พร้อมระบุข้อความว่า “ทุจริตจนประเทศทรุด” และ ติดหนี้ 557,157 ล้านบาท

รวมไปถึงโครงการรถยนต์คันแรกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์เช่นกันว่า ทำให้รัฐสูญเงินคืนภาษีจำนวน 9 หมื่นล้านบาท และทำประชาชนติดหนี้

คลิปวิดีโอเดียวกันยังได้ระบุข้อความในช่วงท้ายด้วยว่า “ถึงเวลาคนไทยต้องเลือก เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง หรือเสี่ยงกับนโยบายพิษของบางพรรคการเมือง”.

‘ชาติไทยพัฒนา’ เบอร์ 18 ประกาศ ปักธง เขต1-เขต3 ยโสธร ได้แน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547593

25 เม.ย. 2566

'ชาติไทยพัฒนา' เบอร์ 18  ประกาศ ปักธง เขต1-เขต3 ยโสธร ได้แน่

อุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหาร ‘ชาติไทยพัฒนา’ ประกาศ ปักธง เขต1-เขต3 ยโสธร ได้แน่ มั่นใจ กระแสพรรคเบอร์ 18 จุดติด จะเร่งทำงานให้หนักในจุดที่อ่อน เพื่อทำให้เสียงชนะขาดจากคู่แข่งให้ได้

นายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) ในฐานะกำกับดูแลผู้สมัคร สส.ยโสธรของชทพ.กล่าวถึงการช่วยรณรงค์หาเสียงในพื้นที่จ.ยโสธรในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ ว่า จากการลงช่วยพื้นที่ ยโสธร เขต 1 นายวีระศักดิ์ โคตรสมบัติ เบอร์ 4 และ เขต 3 นายตรงสิทธิ์ ตั้งจตุรวิธ เบอร์ 10 นั้น

“ขณะนี้ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ กระแสตอบรับดีและมีโอกาสค่อนข้างสูง”

ชาติไทยพัฒนา ประกาศ ปักธง สส.ยโสธร

เพียงแต่ตอนนี้เราต้องตรึงและรักษาจุดสำคัญๆ พร้อมกับเสริมสร้างจุดที่เราอ่อนอยู่ไม่กี่จุดว่าทำอย่างไรที่อ่อนอยู่นี้ต้องทำให้แข็งขึ้นมา ตนมั่นใจพื้นที่ยโสธร เขต1 และ เขต3 ดูแล้วเราไม่ผิดหวัง เพราะดูจากการลงพื้นที่และโพลที่ทำเองมั่นใจว่าเรานำขาด

“จุดที่เราว่าอ่อนนั้น คือเราต้องยอมรับความจริงว่า มีบางเบอร์เขาเปิดตัวในพื้นที่มายาวนาน ส่วนของเราเปิดตัวมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 6-7 เดือนเอง เพราะฉะนั้นการที่แกนนำในบางพื้นที่ที่เราไม่สามารถไปดึงกลับมาได้ก็เป็นเรื่องปกติ 

เราก็เน้นเรื่องการเข้าหาพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด โดยเราได้ปราศรัยไปเกือบครบพื้นที่แล้ว ดังนั้นเรามั่นใจว่าผู้สมัครของเรา เป็นคนที่พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่รู้จักเป็นอย่างดีและให้การตอบรับ เพราะตอนนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าได้เป็น สส.แล้ว และในพื้นที่ที่เราคิดว่าอ่อนแอ เราก็จะเร่งทำงานให้หนักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อทำให้เสียงชนะขาดจากคู่แข่งให้ได้”นายอุดม กล่าว

มวลชน พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18มวลชน พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18

นายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนานายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา

‘อุดม โปร่งฟ้า’ เป็นคนในพื้นที่ยโสธรมา 20-30 ปี

นายอุดม กล่าวว่า คิดว่าเวลาที่เหลือยังพอมี เรายังคิดเลยว่าวันที่ 14 พฤษภาคม ที่เป็นวันเลือกตั้ง2566 นั้นเป็นวันที่ยาวไกลเกินไปกับกระแสที่เราได้รับขณะนี้ เพราะถ้าเลือกตั้งวันนี้พรุ่งนี้ มั่นใจเลยว่ายโสธรเราปักธงได้อย่างแน่นอน ตนเองอยู่ในพื้นที่ยโสธรมา 20-30 ปี ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนรู้นิสัยดีว่าตนเป็นคนอย่างไร 

นายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นคนในพื้นที่ยโสธรมา 20-30 ปีนายอุดม โปร่งฟ้า กรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นคนในพื้นที่ยโสธรมา 20-30 ปี

และเมื่อเราเสนอตัวเป็นความหวังใหม่ เป็นที่พึ่ง ที่พี่น้องประชาชนคาดหวังมาตั้งแต่ต้น ก็เหมือนเป็นการกระตุ้นกระแสให้ดีขึ้น ดังนั้นโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะเปลี่ยนใจไปเลือกคนอื่นตนมั่นใจว่าคงยาก เราตรึงกำลังไว้สุดฤทธิ์สุดเดชไม่ให้ใครเข้ามาในกล่องหัวใจของเราอยู่แล้ว

นายอุดม กล่าวว่า ทางด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าชทพ.ก็ไม่ต้องมาเปิดเวทีปราศรัยกันอีกรอบแล้วเพราะตนในฐานะกรรมการบริหารชทพ. และน.ส.สุจิตรา ทรงมัจฉา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคฯ ก็ได้ลงพื้นที่ไปกราบขอคะแนนให้กับชทพ.ไว้เรียบร้อยแล้ว ตนเชื่อมั่นว่าหากตรวจสอบเสียง ก็จะมีกระแสตอบรับชทพ. เบอร์ 18 เกิดขึ้นแล้ว 

นายตรงสิทธิ์ ตั้งจตุรวิธ ผู้สมัคร สส.ยโสธร ขต 3 เบอร์ 10 พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18 นายตรงสิทธิ์ ตั้งจตุรวิธ ผู้สมัคร สส.ยโสธร ขต 3 เบอร์ 10 พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18

อีกทั้งผู้สมัครของพรรคทั้ง 2 เขตก็เป็นบุคคลที่ไม่มีอะไรเสื่อมเสีย ด่างพร้อย เข้าถึงพี่น้องประชาชนได้ทุกส่วน จึงไม่จำเป็นต้องให้หัวหน้าพรรค ลงพื้นที่อีก และตนก็จะเฝ้าอยู่ในพื้นที่ เพราะเรามีโอกาสได้ทั้ง 2 เขต ทั้งเขต1 เขต3 ตนมั่นใจอย่างยิ่งว่าชทพ.จะสามารถปักธง 2 เขตในยโสธรได้อย่างแน่นอน

แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18

อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ร่วมทีมเศรษฐกิจพลังประชารัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547587

25 เม.ย. 2566

อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ร่วมทีมเศรษฐกิจพลังประชารัฐ

พรรคพลังประชารัฐ มอบหมาย อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ในฐานะทีมเศรษฐกิจ ดูแลเขตพัฒนาพิเศษ 14 จังหวัด ชายแดนใต้

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดตัว ดร.คณิศ แสงสุพรรณ อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษชายแดนใต้ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความมั่งคั่ง ให้กับพี่น้องทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา มีประสบการณ์และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน, กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการธนาคารพาณิชย์ และ กรรมการการบินไทย

โดย ดร.คณิศ นั่งเป็นประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เป็นเวลากว่า 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคพลังประชารัฐให้การสนับสนุน

ดร. คณิศ กล่าวว่า หลายเดือนก่อน พล.อ.ประวิตร ได้พบปะกับ นายอันวาร์ อิมราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่กรุงเทพฯ ได้มีการหารือกันเรื่องชายแดนภาคใต้ของไทยและภาคเหนือของมาเลเซีย  เป็นที่มาของโครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ

เป็นเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ เพราะต้องการอาศัยความเป็นผู้นำที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งเรื่องการระหว่างประเทศ สร้างความปรองดอง และความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ และประชาชนในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ให้สำเร็จ

สำหรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้ มุ่งหวังให้เป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศ จะมีการจัดทำแผนเพื่อเชื่อมโยงเขตพิเศษทางเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน ในฝั่งไทย โครงการดังกล่าว จะเชื่อมต่อ 5 จังหวัด คือ สงขลา ยะลา สตูล ปัตตานี นราธิวาส รวมเป็นเขตพัฒนาพิเศษแบบ EEC

โครงการพัฒนาพิเศษภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐโครงการพัฒนาพิเศษภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ

โดยมีอย่างน้อย 6 โครงการเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เช่น ยกระดับรายได้เกษตรกร ด้วยการแปรรูปพืชเกษตรให้มีคุณภาพ อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มุ่งสู่ตลาดโลก   

พัฒนาการท่องเที่ยว ทั้งฝั่งอ่าวไทย ทำตากใบโมเดล ฝั่งอันดามัน ทำสตูลโมเดล ผ่านโครงข่ายเรือและเครื่องบินท่องเที่ยว เพื่อนำรายได้สู่พื้นที่ 

โครงการพัฒนาพิเศษภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐโครงการพัฒนาพิเศษภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ

มีการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น Motorway และ Landbridge เชื่อมทั้ง 2 ฝั่งทะเล

สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดข้างทางของ Motorway เช่นศูนย์กลางอาหารระดับนานาชาติ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ยา โลจิสติกส์

ขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศ และ ใช้ธนาคารอิสลามเป็นธนาคารหลักของเขตพัฒนาพิเศษ

‘ช่อ พรรณิการ์’ ก้าวไกล31 ตอบคำถาม ‘แก้ม.112’ ให้คนโคราชแบบนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547572

25 เม.ย. 2566

'ช่อ พรรณิการ์' ก้าวไกล31 ตอบคำถาม 'แก้ม.112' ให้คนโคราชแบบนี้

‘ช่อ พรรณิการ์’ ก้าวไกล31 ลุยตลาดปักธงชัย เคลียร์คำถามชาวบ้านมารุมล้อมคาใจนโยบาย ‘แก้ม.112’ แจงที่แก้เพื่อไม่ให้ถูกนำมาใช้ละเมิดเสรีภาพประชาชน หรือเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ยืนยันไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ของสถาบัน

น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่หาเสียงกับผู้สมัคร สส.นครราชสีมา 4 เขต เริ่มจากตลาดเช้าปักธงชัย กับ ชรินทร์ ทำดี ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 12 (เบอร์ 7) ต่อด้วยการเดินหาเสียงกับข้าราชการท้องถิ่นสำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา กับฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัคร สส. เขต 1 (เบอร์ 3) ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดี มีข้าราชการมาขอถ่ายรูปด้วยเป็นจำนวนมาก 

โดยพรรณิการ์ ระบุว่านโยบายของพรรคก้าวไกล คือการเพิ่มงบประมาณ และอำนาจให้กับท้องถิ่น เพื่อให้แต่ละพื้นที่ดูแลบำบัดแก้ไขปัญหาของประชาชนได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอราชการส่วนกลาง เทศบาลก็จะสามารถทำงานได้คล่องตัวขึ้น

หลังจากนั้น น.ส.พรรณิการ์ได้เดินตลาดสระครก ตลาดไนท์บ้านเกาะ ตลาด RN yard ต่อด้วยตลาดเซฟวัน กับศุภชาติ รุจิพรวศิน ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 2 (เบอร์ 1) และศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 3 (เบอร์ 11) ซึ่งตลาดเซฟวันเป็นตลาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองโคราช ตลอดการเดินมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปทักทายอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่ระบุว่าพร้อมกาให้ก้าวไกลทั้งบ้าน

‘ช่อ พรรณิการ์’ แจงแก้ม.112 ไม่กระทบสถาบัน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่เดินตลาด มีประชาชนรายหนึ่งเดินเข้ามาสอบถามพรรณิการ์ เรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งพรรณิการ์ยืนยันว่า พรรคก้าวไกลมีนโยบายแก้ไข ม.112 ไม่ให้ถูกนำมาใช้ละเมิดเสรีภาพประชาชน และถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง และการแก้ไข ม.112 จะไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ของสถาบัน 

ช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราชช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราช

ช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราชช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราช

“ประเทศยังมีกฎหมายคุ้มครองประมุข โดยได้รับการปรับปรุงให้มีโทษที่ได้สัดส่วน กำหนดผู้ฟ้องชัดเจน และวางขอบเขตการบังคับใช้ รวมถึงไม่ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างแน่นอน” น.ส.พรรณิการ์ ระบุ 

โดยระหว่างตอบคำถามดังกล่าว ประชาชนที่จับจ่ายในตลาดได้มาร่วมฟังและเชียร์อย่างหนาแน่น และเมื่อ น.ส.พรรณิการ์ตอบคำถามจบ ก็ได้รับเสียงปรบมืออย่างคึกคัก มีประชาชนมาต่อคิวขอถ่ายรูปด้วยเป็นจำนวนมาก

'ช่อ พรรณิการ์' ก้าวไกล31 ตอบคำถาม 'แก้ม.112' ให้คนโคราชแบบนี้

ช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราชช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราช

ช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราชช่่อ พรรณืการ์ ก้าวไกล31 พบปะพูดคุนกับคนโคราช