เช็ก ‘วิธีลงคะแนนเลือกตั้ง 2566’ บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กาอย่างไรให้ถูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548773

12 พ.ค. 2566

เช็ก 'วิธีลงคะแนนเลือกตั้ง 2566' บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กาอย่างไรให้ถูก

เกาะติดเลือกตั้ง : เช็ก ‘วิธีลงคะแนนเลือกตั้ง 2566’ ทุกขั้นตอน แบบละเอียด ‘บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ’ กาอย่างไรให้ถูก ก่อนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.

“เลือกตั้ง 2566” : 4 ปีมีครั้ง ที่ประชาชนคนไทย จะได้ออกไปใช้สิทธิ ลงคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามระบอบประชาธิปไตย ที่หน่วยเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ตนเองมีสิทธิ ในวันที่ 14 พ.ค. 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

“วิธีลงคะแนนเลือกตั้ง 2566” มีขั้นตอนอย่างไร ใบขับขี่ใช้เลือกตั้งได้ไหม บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แยกลงคะแนนอย่างไร เช็กวิธี และการเตรียมตัวก่อนไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยไม่รู้ตัว

วิธีลงคะแนนเลือกตั้ง 2566

เตรียมตัวก่อนไปถึงเขต/สถานที่เลือกตั้ง

1. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช็กสิทธิเลือกตั้ง สถานที่ และหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงลำดับที่ในบัญชีของตนเอง อย่าลืมพกบัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารที่ราชการออกให้และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักไปด้วย เช่น หนังสือเดินทางใบขับขี่ หรือจะโหลดแอป ThaID เพื่อแสดงบัตรประจำตัวประชาชนแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

2. เช็กเบอร์พรรคการเมือง เพื่อเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีเขียว) และเบอร์ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต (บัตรสีม่วง) ของเขตที่เรามีสิทธิเลือกตั้ง

วิธีลงคะแนนเลือกตั้ง 2566

1. ตรวจสอบรายชื่อและลำดับที่ประกาศไว้หน้าที่เลือกตั้ง

2. ยื่นหลักฐานแสดงตน บัตรประชาชน หรือหลักฐานที่ราชการ หรือหน่วยงานรัฐออกไว้ แต่ต้องมีรูปถ่ายและเลขบัตรประชาชน

3. ลงชื่อหรือพิมพ์นิ้วมือในบัญชีรายชื่อ

4. รับบัตรเลือกตั้ง

5. ลงชื่อหรือพิมพ์นิ้วมือบนขั้วบัตรเลือกตั้ง รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ (บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต และบัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ)

6. เข้าคูหา ทำเครื่องหมายกากบาท (X) ในช่องทำเครื่องหมาย

  • เลือก สส. แบบแบ่งเขต ได้ 1 เบอร์
  • เลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ ได้ 1 เบอร์
  • ไม่ต้องการเลือกพรรคการเมืองใด

7. พับบัตรเลือกตั้งใส่ในหีบบัตร

บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

  • บัตรเลือกตั้งสีม่วง คือ บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งมีหมายเลขผู้สมัคร แต่ไม่มีชื่อผู้สมัคร และโลโก้พรรค โดยจะต้องกากบาทในช่องหมายเลขผู้สมัครที่ต้องการเลือกเพียง 1 ช่องเท่านั้น หรือเลือกกากบาทในช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด”
  • บัตรเลือกตั้งสีเขียว คือ บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีสัญลักษณ์/โลโก้ ของพรรคการเมือง และมีชื่อของพรรคการเมือง โดยจะต้องกากบาทในช่องหมายเลขพรรคที่ต้องการเลือกเพียง 1 ช่องเท่านั้น หรือเลือกกากบาทในช่อง “ไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด”

สรุป บัตรเลือกตั้ง 1 ใบ เลือกกากบาทได้เพียง 1 หมายเลข และห้ามใช้เครื่องหมายอื่นที่ไม่ใช่กากบาทในช่องลงคะแนน มิเช่นนั้นจะถือเป็นบัตรเสียทันที

พบ หน่วยเลือกตั้ง กางเต็นท์ขวางถนน ไม่มีสัญญาณส่องสว่างเตือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548772

11 พ.ค. 2566

พบ หน่วยเลือกตั้ง กางเต็นท์ขวางถนน ไม่มีสัญญาณส่องสว่างเตือน

อันตราย พบ หน่วยลงคะแนนเลือกตั้ง ในซอยติวานนท์ 3 กางเต็นท์พื้นที่กินเลนถนน กลางคืนอยู่ในจุดมืด ไม่มีไฟส่องสว่าง ไม่มีป้ายแจ้งเตือน รถยนต์สังเกตไม่เห็นในระยะไกล

การลงคะแนนของการเลือกตั้ง 2566 ที่กำลังจะถึงใน 3 วันข้างหน้า วันที่ 14 พ.ค. การดำเนินการความพร้อมไม่ว่าจะภาคประชาชน ที่ต่างตรวจสอบรายชื่อ หน่วยเลือกตั้งที่ตนจะต้องไปลงคพแนนวนวันอาทิตย์นี้ ฝ่ายพรรคการเมืองต่างๆ ก็เร่งหาเสียงในช่วงเวลาโค้งสุดท้ายกันอย่างเข้มข้น ทั้งการขึ้นเวทีดีเบต การจัดปราศรัยทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวมทั้งฝ่ายจัดการเลือกตั้ง ก็ดำเนินการตั้งหน่วยเลือกตั้ง ในจุดที่มีการกำหนด รวมทั้งวันนี้(11 พ.ค.) กกต.ก็ประชุมบุคลากรที่จะทำหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้ง ในข้อความรู้และการดำเนินการต่างๆ

ตั้งหน่วยลงคะแนน ในจุดอันตรายตั้งหน่วยลงคะแนน ในจุดอันตราย

อย่างไรก็ดี ในการตั้งหน่วยเลือกตั้งนั้น มีบางจุดอยู่ในพื้นที่อันตราย อย่างเช่น หน่วยเลือกตั้งที่ 23 เขตเลือกตั้งที่ 2 ภายในซ.ติวานนท์ 3 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี พบว่า มีการตั้งเต้นท์เป็นพื้นที่ของหน่วยเลือกตั้ง แต่การตั้งนั้น กินพื้นที่ครึ่งเลนถนนภายในซอย โดยซอยดังนั้นมีขนาด 2 เลนขับสวนกัน โดยจุดที่ตั้งอยู่บริเวณปากซอย ติวานนท์ 3-5 ซึ่งการตั้งหน่วยดังกล่าว มีความอันตราย เพราะตั้งเกือบถึงกลางถนน และอยู่ในจุดที่เวลากลางคืน ไม่มีไฟส่องสว่าง รวมทั้งรอบบริเวณหน่วยนั้น ไม่มีการติดตั้งป้ายสัญญาณเตือนแต่อย่างใด 

ตั้งหน่วยลงคะแนน ในจุดอันตรายตั้งหน่วยลงคะแนน ในจุดอันตราย

จากการสังเกตของผู้สื่อข่าว พบว่า รถยนต์ รวมทั้งรถจักรยานยนต์ ที่สัญจรในขาเข้าของซอย ต่างไม่สังเกตเห็นเต้นท์หน่วยเลือกตั้งจุดนี้ โดยสังเกตจากการเหยียบเบรก จะทำการเหยียบเบรกให้รถชะลอในระยะประมาณ 2-3 เมตร ก่อนถึงหน่วยเลือกตั้ง และต้องทำการเบี่ยงหลบ ทำให้รถทั้งขาเข้าและขาออก ต้องชะลอตัว 

ตั้งหน่วยลงคะแนน ในจุดอันตรายตั้งหน่วยลงคะแนน ในจุดอันตราย

‘อดีตนายกฯสมชาย’ นำทัพดาวกระจาย 6 เวทีนครสวรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548768

11 พ.ค. 2566

'อดีตนายกฯสมชาย' นำทัพดาวกระจาย 6 เวทีนครสวรรค์

‘เพื่อไทย’ จัดปราศรัย 6 เวทีนครสวรรค์ ด้าน ‘ณัฐวุฒิ’ ชู ‘สมศักดิ์’ โลโก้รัฐบาล มั่นใจชนะแน่ ยกเลือกตั้งมวยยกสุดท้าย ไม่ชกลุงจนน็อก ลุงมาแน่

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 66 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายดนุพร ปุณณกันต์ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ได้ลงพื้นที่ดาวกระจายปราศรัย 6 เวที ใน 6 เขต ช่วยผู้สมัคร สส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย 
นายกวี อัศวรัตน์ เขต 1 เบอร์ 6 
นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย เขต 2 เบอร์ 5  
นายสัญชัย วงษ์สุนทร เขต 3 เบอร์ 11 
นายนุกูล แสงศิริ เขต 4 เบอร์ 4 
นายวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ เขต 5 เบอร์ 1 
น.ส.ชุติมา เสรีรัฐ เขต 6 เบอร์ 3 

นายสมชาย นำทัพหาเสียงจ.นครสวรรค์นายสมชาย นำทัพหาเสียงจ.นครสวรรค์

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ตนเดินทางไปพบปะกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้ ต่างเชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยทำนโยบายสำเร็จแน่นอน ชื่นชอบทั้งนโยบายใหม่ โดยเฉพาะ เติมเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท และนโยบายเก่าที่พร้อมสานต่อสมัยพรรคไทยรักไทย อีกหลายอย่าง เนื่องจากยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ถึงปัจจุบัน พร้อมขอให้ผู้ที่มาฟังคำปราศรัย กลับไปบอกพ่อแม่พี่น้องเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะเริ่มจากศูนย์ แต่พรรคลุงมีอำนาจ สว.250 เสียงอยู่แล้ว เค้าแค่หาเพิ่มอีกแค่ 126 เสียง ก็ตั้งรัฐบาลได้ 
นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวอย่างดุเดือดว่า พรรคลุงบอกจะทำให้บ้านเมืองสงบ แต่จะทำได้อย่างไร เพราะขนาดในพรรคตัวเอง ยังไม่สามารถทำให้สงบได้เลย ล่าสุดมีผู้สมัครไปยืนทวงเงินอยู่ที่หน้าพรรคจนวุ่นวาย ซึ่งขณะนี้พรรคเพื่อไทย แบกน้ำหนักอยู่จำนวนมาก เนื่องจากพรรคลุง เขามี 250 สว. ส่วนพรรคเพื่อไทยเริ่มจากศูนย์ แต่พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะขณะนี้เรามี “นายสมศักดิ์” มาด้วย ซึ่งถูกยกว่าเป็นโลโก้รัฐบาล หากอยู่ตรงไหน ตรงนั้นเป็นรัฐบาล เนื่องจากเป็นรัฐบาลมาโดยตลอด ดังนั้น รอบนี้ พรรคเพื่อไทย ก็เป็นรัฐบาลแน่นอน

“ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทยไม่ถึงครึ่ง แล้วไปเลือกพรรคอื่น ได้ลุงเป็นนายกฯต่อแน่นอน ดังนั้นการหาเสียงเข้าโค้งสุดท้ายแล้ว ถ้าเปรียบเป็นมวย ก็ยกสุดท้าย พรรคเพื่อไทย ไล่ชกลุง จนหน้าตาบวมไปหมดแล้ว แต่ถ้าไม่น็อก เราจะเจอกรรมการชูมือลุงชนะแน่อน การเลือกตั้งรอบนี้ จะไว้วางใจไม่ได้ ต้องช่วยกันจับตา และยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย ทำงานหนัก จะยกเก้าอี้นายกฯให้คนอื่นได้อย่างไร โดยเฉพาะลุงป้อม ยิ่งยกให้ไม่ได้เลย เพราะขนาดตัวเองยังถูกยกขึ้นเวทีปราศรัยอยู่เลย ดังนั้น พรรคเพื่อไทย ไม่มียกเก้าอี้นายกฯให้ใครอย่างแน่นอน” นายณัฐวุฒิ กล่าว 

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อเพื่อไทยหาเสียงจ.นครสวรรค์เพื่อไทยหาเสียงจ.นครสวรรค์

‘กกต.’ ยังไม่ส่งศาลวินิจฉัย ถือหุ้น ITV ‘พิธา’ คาดไม่ทันก่อน ‘เลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548760

11 พ.ค. 2566

'กกต.' ยังไม่ส่งศาลวินิจฉัย ถือหุ้น ITV 'พิธา' คาดไม่ทันก่อน 'เลือกตั้ง'

‘กกต.’ ยังไม่ส่งศาลวินิจฉัย ถือหุ้น ITV ‘พิธา’ คาดไม่ทันก่อน ‘เลือกตั้ง’ รอรวบรวมหลักฐาน และให้ความเป็นธรรมผู้ถูกร้องชี้แจง

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการร้องเรียนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถือหุ้นสื่อ ITV ว่า ขณะนี้ตนยังไม่เห็นคำร้อง การร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติมี 3 ขั้นตอนตามกฎหมาย คือ ก่อนวันเลือกตั้ง หลังวันเลือกตั้ง และประกาศผลการเลือกตั้ง 
 

ก่อนการเลือกตั้ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 61 ถ้ากกต.ตรวจสอบแล้ว เห็นว่า ไม่มีคุณสมบัติให้ยื่นต่อศาลฎีกาพิจารณา ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาเพียง 2 วัน 
แต่หากดำเนินการไม่ทัน หลังการเลือกตั้ง ก่อนการประกาศผล ถ้าเห็นว่า ผู้นั้นมีลักษณะต้องห้ามในการลงรับสมัครรับเลือกตั้ง กกต.ก็จะมีมติให้ดำเนินคดีอาญามาตรา 151 ฐานรู้อยู่แล้วว่า ไม่มีคุณสมบัติในการสมัคร แต่ก็ยังลงสมัคร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะไม่เป็นเหตุให้นำไปสู่การไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง ดังนั้นก็ต้องประกาศผลให้เป็น สส.ไปก่อน 

หลังการประกาศผล มีรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ซึ่งได้กำหนดช่องทาง ให้ สส. หรือ สว. เข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือ กกต. เป็นผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก้ได้ 

เมื่อถามถึงสาเหตุไม่ดำเนินการก่อนการเลือกตั้ง และหากยื่นหลังการเลือกตั้งจะมีผลกระทบมากกว่านั้นหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ทุกอย่างมีกระบวนการ ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อมีเรื่องร้องเรียน สำนักงานต้องรวบรวมพยานหลักฐาน ให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง ก่อนนำเสนอให้กกต.พิจารณา ซึ่งต้องใช้เวลา 

เช่นวันนี้หน่วยงานที่ กกต. ขอความร่วมมือตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพิ่งส่งข้อมูลล่าสุดมาให้ พบว่า มีผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ คนหนึ่ง ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่ กกต.เห็นว่า จำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมและได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติก่อน จึงให้สำนักงานตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า คำสั่งล้มละลายยังมีผลอยู่หรือไม่ ผู้ถูกกล่าวดำเนินการต่อสู้อย่างไรหรือไม่ กรรมการจึงค่อยพิจารณายื่นต่อศาล ดังนั้น จึงต้องแยกเรื่องกระบวนการให้ความเป็นธรรมกับผลกระทบออกจากกัน

เส้นทางผู้นำ : ไทยสร้างไทย ขอเป็น ‘ยากันลุง’ คนทำรัฐประหารต้องรับโทษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548761

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

11 พ.ค. 2566

เส้นทางผู้นำ : ไทยสร้างไทย ขอเป็น ‘ยากันลุง’ คนทำรัฐประหารต้องรับโทษ

เลือกตั้ง66 : 2 แคนดิเดตนายกฯไทยสร้างไทย ‘สุดารัตน์-ศิธา’ ลั่นขอเป็นยากันลุง ลุยปราบคอร์รัปชัน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เอาผิดคนทำรัฐประหาร 

2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคไทยสร้างไทย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” และ “นต.ศิธา ทิวารี” ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ ‘Road to The Future เส้นทางผู้นำ’ ทางเนชั่นทีวี โดยประกาศชัดเจนว่าขอเป็น “ยากันลุง” พร้อมร่างรัฐธรรมนูญใหม่เอาผิดคนทำรัฐประการ เพราะถือเป็นกบฎ 


คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เรื่องค่าไฟแพง พรรคได้ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน จากสัญญาที่อนุมัติให้เอกชนไปผลิตไฟฟ้า แม้จะยังไม่ผลิตออกมา ประชาชนกลับต้องแบกภาระจ่ายค่าผลิต พรรคได้ฟ้องศาล เอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ค่าไฟแพงไปแล้ว 1 คดี ยังเหลืออีก2 คดี กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อจะเอาผิดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง ข้าราชการ หรือ เอกชน ถ้าพิสูจน์แล้วว่ามีความผิดจริง  

“ถ้าพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล เราไม่เกรงกลัวอะไร พรรคใหญ่ๆประกาศ รื้อโครงสร้างพลังงาน แต่มีพรรคไหนกล้าทำอย่างเราบ้าง ได้นำเรื่องฟ้องศาล เอาผิดคนที่เกี่ยวข้องต้นเหตุทำให้ค่าไฟแพงไปแล้ว1คดี ยังเหลืออีก 2 คดี จะปรับโครงสร้างพลังงานทั้งหมด ยืนยันหากเป็นรัฐบาล ค่าไฟไม่เกิน 3.50บาทต่อหน่วย “

เส้นทางผู้นำ : ไทยสร้างไทย ขอเป็น ‘ยากันลุง’ คนทำรัฐประหารต้องรับโทษ

นต.ศิธากล่าวว่า การผลิตไฟฟ้ามาจากแก๊ส ถ้าจัดสรรให้ดีแก๊สในอ่าวไทย จะมีพอสำหรับคนไทยไปอีกหลายสิบปี แต่ไม่ใช่จัดสรรแก๊สให้เอกชน แต่ประชาชนกลับต้องนำเข้า ซึ่งราคาแพงกว่าถึง 5 เท่า เอาทรัพยากรธรรมชาติไปเผาสร้างเงินให้เอกชน ทำให้ประชาชนรับกรรม ไฟฟ้าคนไทยใช้มากสุด 3 หมื่นเมกกะวัต แต่กลับมีการอนุมัติทั้งหมด 7 หมื่นเมกกะวัต

“รัฐบาล 9 ปี ที่ผ่านมาเน้นความมั่นคงที่เป็นความมั่นคงจริงๆ กับความมั่นคงทางด้านพลังงาน ขอยืนยัน หากไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล จะนำแก๊สในอ่าวไทยมาทำประโยชน์เพื่อคนไทยเท่านั้น” 

การตั้งรัฐบาลพรรคมีเงื่อนไข หรือจะไม่จับมือกับพรรคใดในการร่วมรัฐบาลบ้าง? 

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยไม่สนับสนุนเผด็จการจำแลงแปลงร่าง หรือ ลุงชุบแป้งทอด ที่แม้จะกลับมาตามระบอบประชาธิปไตย แต่เสื้อคลุมยังเป็นเผด็จการ เราไม่เอาเด็ดขาด ในหลักการต้องพอกันที สำหรับการรัฐประหาร ขอเสนอแก้กฎหมาย ให้มีสสร.ร่างรัฐธรรมนูญ ปิดสวิตช์รัฐประหาร ให้ถือว่า รัฐประหารเป็นกบฎ พร้อมจะรณรงค์ให้หน่วยราชการ ศาล ลงสัตยาบัน จะไม่รับอำนาจจากรัฏฐาธิปัตย์เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่พ้นจากวงจรอุบาทว์ เราจะเป็น ยากันลุง ไม่ว่าลุงไหนๆก็จะกลับมาไม่ได้

เส้นทางผู้นำ : ไทยสร้างไทย ขอเป็น ‘ยากันลุง’ คนทำรัฐประหารต้องรับโทษ
เส้นทางผู้นำ : ไทยสร้างไทย ขอเป็น ‘ยากันลุง’ คนทำรัฐประหารต้องรับโทษ

นต.ศิธากล่าวเสริมว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะเสนอธรรมนูญประชาชนพ่วงไปอีก1ข้อให้ระบุว่า หากใครทำรัฐประหาร เมื่อประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง บุคคลเหล่านั้นต้องถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ ในการทำรัฐประหาร เมื่ออ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ ประชาชน คนทำก็ต้องโปร่งใส พร้อมให้ถูกตรวจสอบย้อนหลัง โดยไม่มีอายุความได้ด้วย 

พรรคท่านมีแนวทางการปฏิรูปตำรวจ ที่ถือเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมอย่างไร?

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า หากเราจะไปร่วมรัฐบาลกับใคร มีเงื่อนไขเช่นกัน นอกจากจะต้องปฏิรูปพลังงาน และการขจัดปัญหาคอรัปชั่นแล้ว ยังรวมถึงการปฏิรูปตำรวจ ไม่ใช่เฉพาะองค์กรดังกล่าวอย่างเดียว รวมไปถึงองค์กรอิสระอื่นๆอีกด้วย ต้องทำให้มีความเป็นธรรม ไม่เช่นนั้นประเทศเดินต่อไม่ได้ เกิดปัญหาทุนสีเทา ปัญหาการส่งส่วย อยากให้องค์กรตำรวจ องค์กรอิสระอื่นๆ มีความภาคภูมิใจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ 

นต.ศิธากล่าวว่า ทุกองค์กรมีระเบียบข้อกำหนดที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่คนบางคนในองค์กรไปหาประโยชน์ให้ตัวเอง ทราบมาว่า เฉพาะการพนันออนไลน์ มีรายได้เกินครึ่งล้านล้านบาทต่อปี แต่มีเงินที่ต้องจ่ายส่วยต่างๆ 1-3พันล้านบาทต่อเดือน ถ้ามีการตรวจสอบ ดูแลอย่างจริงจัง เว็บที่ผิดกฎหมายคงเปิดไม่ได้ ทั้งนี้การปฏิรูปไม่ใช่เฉพาะตำรวจ ยังมีกระทรวงต่างๆประมาณ 20 กระทรวง และองค์กรอิสระอื่น เรื่องนี้ฝ่ายค้านเดิม ต้องจับมือกันและร่วมกันทำ 

เส้นทางผู้นำ : ไทยสร้างไทย ขอเป็น ‘ยากันลุง’ คนทำรัฐประหารต้องรับโทษ

พรรคท่านมีนโยบายปราบปรามคอรัปชั่นอย่างไร 

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคได้ศึกษาโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ ฮ่องกง มีระบบอุปถัมภ์ไม่ต่างจากเรา การแก้ปัญหาต้องเริ่มจาก หัวหรือผู้นำ การปราบ ก็ต้องจริงจัง ไม่ใช่แค่ ปราม จับแค่พวกปลาซิว ปลาสร้อย ขอประกาศจะเอานักการเมือง ข้าราชการตัวใหญ่ หากทำผิดต้องนำมาติดคุกให้ได้ เช่นเดียวกันกับ ต้องส่งเสริมให้คนในองค์กร กล้าเปิดเผยข้อมูล โดยได้รับการคุ้มครอง และมีรางวัลให้ด้วย ให้ทุกองค์กรเปิดเผยสัญญาจ้าง การจัดซื้อจัดจ้าง ผู้บริหารก็ต้องเปิดบัญชีทรัพย์สินให้หมด

นต.ศิธา กล่าวว่า รูปแบบการทุจริตคอรัปชั่นเปลี่ยนไปเป็น การทุจริตเชิงนโยบาย จากเมื่อก่อนนายทุน ไปพบ นักการเมืองด้วยความเกรงใจ แต่ในวันนี้ไม่ใช่แล้ว และเงินเหล่านั้นถูกนำมาหมุนไปถึงการเลือกตั้ง ที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อให้ชนะ รูปแบบการประมูล อีออคชั่น คนในแวดวงไอที ต่างรู้กันดีว่า มีช่องให้เข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือรู้กันก่อนได้ ก็ต้องไปแก้ไข

เส้นทางผู้นำ : ไทยสร้างไทย ขอเป็น ‘ยากันลุง’ คนทำรัฐประหารต้องรับโทษ

ทำไมประชาชนต้องเลือกไทยสร้างไทย?

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เหตุที่ต้องเลือกพรรคไทยสร้างไทย เพราะเราจะเป็นทางรอดของประเทศ

1. พรรคไทยสร้างไทยเป็น ยากันลุง หากเลือกพรรคไปทำงาน ลุงคนไหน ก็ไม่ได้กลับมา ไม่เป็นที่เหยียบยืนให้กับเผด็จการ

2.พรรค ไม่สร้างความขัดแย้ง ความวุ่นวาย เปิดโอกาสให้คนดีมาทำรัฐประหาร

3. พรรคพร้อมจะเข้าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผ่านนโยบายแก้หนี้เติมทุน กองทุนเพื่อเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ คนตัวเล็ก โดยเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้ เป็นต้น

4. พรรคส่งเสริมภาคการเกษตร อาหาร การท่องเที่ยว พร้อมผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางทางสุขภาพของโลก

5.พรรคพร้อมดูแลประชาชนทุกคน ตั้งแต่เกิดจนแก่ มีนโยบาย ค่าเลี้ยงลูก3พันบาท เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ลดเวลาเรียนลง ผู้สูงอายุได้บำนาญประชาชน 3พันบาท มีโครงการเก็บเงินออมจากการซื้อหวย พออายุครบ60ปี ได้คืน มุ่งมั่นปราบปรามคอรัปชั่น พร้อมประกาศสงครามกับยาเสพติด 

เส้นทางผู้นำ : ไทยสร้างไทย ขอเป็น ‘ยากันลุง’ คนทำรัฐประหารต้องรับโทษ

นอกจากนี้จะมุ่งสร้างเศรษฐกิจใน 5 ปี นำเงินเข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท ทำให้จีดีพี โตอย่างก้าวกระโดด ทำให้คนพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ประเทศติดกับการเมือง 2 ขั้วมานาน เราจะเป็น ยากันลุง ไม่สร้างเงื่อนไขไปสู่ รัฐประหาร ไม่มีวาระซ่อนเร้น พรรคเราประชาชนคือเจ้านาย ไม่เอาลุง ไม่เอาความขัดแย้ง คำตอบคือ ไทยสร้างไทย ประเทศไทยไปรอดแน่นอน 

นต.ศิธากล่าวว่า ทุกพรรคมีนโยบายประชานิยม ที่ใช้เงินมหาศาล และต้องกู้เงินมา ส่วนตัวเห็นด้วย ไม่เคยโจมตี แต่สำหรับพรรคไทยสร้างไทย เลือกที่จะแก้ไปที่กลุ่มเปราะบาง อย่าง กลุ่มผู้สูงอายุก่อนผ่านนโยบายบำนาญประชาชน 3พันบาทต่อเดือน เมื่อผู้สูงอายุมีรายได้ ทำให้คนหนุ่มสาว ก็กล้าแต่งงาน สร้างครอบครัวมากขึ้น

เพราะเรื่องผู้สูงอายุถูกแบ่งเบาไปแล้ว ในวันเลือกตั้ง 14พ.ค.66 ขอให้พี่น้องประชาชนออกไปใช้สิทธิ์มากๆ หากอยากได้ตนไปทำงานในสภา ขอให้ช่วยลงคะแนนเสียงเลือกพรรคไทยสร้างไทยกันมากๆ เพื่อให้ตนไปทำงานในสภาฯ  


รายละเอียดการสัมภาษณ์ติดตามรับชมได้วันที่ 11พ.ค. ในรายการ เนชั่น อินไซต์ 

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fnationinsight%2Fvideos%2F964673294978636%2F&show_text=true&width=560&t=0

ซ้ำดาบสอง เรืองไกร งัดข้อบังคับพรรค ขู่ก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548758

11 พ.ค. 2566

ซ้ำดาบสอง เรืองไกร งัดข้อบังคับพรรค ขู่ก้าวไกล

ระวังซ้ำรอย อนาคตใหม่ เรืองไกร ยื่นเพิ่มเติม พิธา ถือหุ้นสื่อ งัดข้อบังคับมัด หากผิดจริง ส่งผลกระทบทั้งพรรคแน่

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ  นำข้อบังคับของพรรคก้าวไกลมายื่นเพิ่มเติมต่อ กกต.ในกรณีการถือหุ้นสื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล

นายเรืองไกร ยกข้อบังคับพรรคก้าวไกล ที่มีการแก้ไขลงในราชกิจจานุเบกษา ปี 2563 ข้อ 12 , 21 , 37 ซึ่งในข้อ 12 ระบุว่าสมาชิกพรรคต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) 

ทำให้มีคำถามว่าจะทำให้พ้นสมาชิก และกรรมการบริหารพรรคหรือไม่   หรือต้องขาดจากความเป็นหัวหน้าพรรคเฉพาะตัว และทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ตามข้อบังคับพรรคก้าวไกลข้อที่ 36

หากนายพิธา มีลักษณะต้องห้ามเป็น สส.รวมถึงต้องห้ามเป็นสมาชิกพรรค และหัวหน้าพรรค จากประเด็นการถือหุ้นไอทีวี ย่อมมีผลกับการที่นายพิธา ได้เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครของพรรคการก้าวไกล ทั้งแบบเขตเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อ ทำให้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  
 

นายเรืองไกร อ้างว่านายพิธา รู้เรื่องนี้มานานแล้ว เพราะพรรคเคยมาปรึกษาในสมัยเมื่อครั้งที่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ ขณะที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค ถูกวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามลงสมัคร สส.เพราะถือหุ้นวีลัค มีเดีย แต่ได้เซ็นรับรองส่งผู้สมัครของพรรคไปว่าจะเป็นอย่างไร  ซึ่งได้ให้ความรู้เรื่องกฎหมายไป ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง

เลือกตั้งชัยนาท เขต 2 นอนมา แต่เขต 1 สิน่าจับตา คนเก่าได้เก๋า เจอคนใหม่ได้ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/531995

11 พ.ค. 2566

เลือกตั้งชัยนาท เขต 2 นอนมา แต่เขต 1 สิน่าจับตา คนเก่าได้เก๋า เจอคนใหม่ได้ใจ

จับตาสถานการณ์การเลือกตั้ง ‘จังหวัดชัยนาท’ มี 2 เขตเลือกตั้ง เขต 2 คงไม่ต้องลุ้น แต่เขต 1 กลับเป็นที่หน้าจับตา

สถานการณ์เลือกตั้งชัยนาท ซึ่งมี 2 เขตเลือกตั้ง เขต 2 คงไม่ต้องลุ้น เพราะบ้านใหญ่เขต 2 มณเฑียร สงค์ประชา 
คงเข้าป้ายแบบที่ผู้สมัครคนอื่นไม่ต้องลุ้น แต่เขต 1 กลับเป็นที่หน้าจับตา เพราะ แต่เดิมใครๆ ก็คิดว่า นาย อนุชา นาคาศัย 
ที่ย้ายสังกัด มาอยู่กับ ลุงตู่ ที่มีทั้งกระสุน และบารมี คับชัยนาท มาตลอดสิบกว่าปี น่าจะนอนมาแบบสบายๆ ทุกสมัย

แต่ครั้งนี้ กลับต้องมีการลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เพราะมีหน้าใหม่อย่าง ผู้สมัคร เบอร์ 4 นายโอฬาร ตั้งวงศ์กิจ จากพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นคู่แข่ง เป็นการแข่งกันระหว่าง คนเก่าที่มีความเก๋าในพื้นที่ กับคนใหม่ที่มีความสดอยากเปลี่ยนแปลงจังหวัดชัยนาท

โดยทั้งคู่ต่างมีนโยบายที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ซึ่งทําให้กองเชียร์สามารถเลือกตัดสินใจเลือกได้ไม่ยาก ส่วนผู้สมัครอื่นๆ ในเขต 1 ของชัยนาทถือว่า เป็นเรื่องของการรักษาฐานคะแนนของพรรคตัวเองไว้เสียมากกว่า จากการสอบถามประชาชนในพื้นที่ว่า ทําไม ชัยนาท เขต 1 ถึงเหลือการแข่งขันกันเพียง ระหว่าง นายอนุชา เบอร์ 9 และนายโอฬาร เบอร์ 4 เพียง 2 คนเท่านั้น แหล่งข่าวได้ให้ข้อมูลเปรียบเทียบว่า

นายอนุชาชูนโยบาย โคล้านครอบครัว สนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงโค เพื่อสร้างรายได้ ซึ่งอาจจะไม่ค่อยได้เสียงฮือฮา
ตอบรับสักเท่าไหร่ เนื่องจากนโยบายนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เคยประกาศ มาก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยเมื่อยังอยู่กับบ้านเดิมไทยรักไทย เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

แต่ก็ยังมั่นใจได้ในฐานเสียงนักการเมืองท้องถิ่น และหัวคะแนนของตัวเอง ที่มีมานานแต่ นายโอฬาร เบอร์ 4 ชู นโยบาย ชัยนาทต้องเปลี่ยน เน้นเรื่องพัฒนาจังหวัดชัยนาทในทุกมิติ ทั้งเรื่องการแก้ผังเมือง เพื่อเพิ่มการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน เปลี่ยนชัยนาทเป็นเมืองท่องเที่ยว เพื่อดึงเงินเข้ามาสู่จังหวัดชัยนาท

ซึ่งสร้างความฮือฮากับกองเชียร์ได้เอาเรื่อง เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ สําหรับชาวชัยนาท เนื่องจากที่ผ่านมา ชัยนาทถือว่าไม่เคยมีการพัฒนาในเรื่องเหล่านี้มาก่อนเลย ร่วมสิบกว่าปี จนกลายเป็นจังหวัดติดอันดับ 1 ใน 10 จังหวัดด้อยพัฒนาของประเทศไทย

นายโอฬาร ตั้งวงศ์กิจ จากพรรคชาติพัฒนากล้านายโอฬาร ตั้งวงศ์กิจ จากพรรคชาติพัฒนากล้า

ความได้เปรียบเสียเปรียบ ระหว่างผู้สมัครสองคนนี้ เบอร์ 9 ได้ความเก๋า เป็น ส .ส . หลายสมัย เป็นถึงระดับรัฐมนตรี
อยู่พรรคใหญ่อย่างรวมไทยสร้างชาติของลุงตู่ รวมถึงกระสุนเพียบ และความเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่ฝังตัวมานาน 
มีเครือข่าย นักการเมืองท้องถิ่น ครอบคลุมทุกพื้นที่ ย่อมได้เปรียบ นายโอฬาร เบอร์ 4 ในด้านนี้

ส่วนเบอร์ 4 ค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะความเป็นผู้สมัครพรรคเล็กอย่างชาติพัฒนากล้า ที่ไม่ได้มีเครือข่ายหัวคะแนน และนักกามืองท้องถิ่น แต่มีดีที่นโยบาย ที่ต้องการแก้ปัญหาจังหวัดชัยนาทอย่างจริงจัง และความสดใหม่ แถมได้ลูกขยันลงพื้นที่คลุกคลีกับชาวบ้านมานาน 2 ปีกว่าแล้ว จึงถือได้ว่า นายโอฬาร เป็นที่รู้จักมากกว่า ผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ ที่พึ่งจะมาสมัครเมื่อช่วงก่อนวันรับสมัครเลือกตั้งได้ไม่นาน

จึงทําให้เลือกตั้ง เขต 1 จังหวัดชัยนาทเป็นที่น่าจับตาว่า ครั้งนี้หน้าใหม่อย่าง นายโอฬาร เบอร์ 4 จะสามารถฝ่าแนวกระสุน และกําแพงอิทธิพลทางการเมืองของนายอนุชา บ้านใหญ่แห่งชัยนาทได้หรือเปล่า เพราะถ้าสามารถทําได้ ถือได้ว่าครั้งนี้คนชัยนาท อยากเปลี่ยน เหมือนนโยบาย ชัยนาทต้องเปลี่ยนที่ นายโอฬาร เบอร์ 4 นําเสนอเอาไว้ 14 พฤษภาคม นี้ มาลุ้นกันว่า คนชัยนาทจะเปลี่ยนชัยนาทกันได้จริงไหม

ศาลยกคำร้อง ‘ภูมิใจไทย’ ขอห้าม ‘ชูวิทย์’ ป่วนปราศรัย ชี้จำกัดสิทธิ-ขัด รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548755

11 พ.ค. 2566

ศาลยกคำร้อง 'ภูมิใจไทย' ขอห้าม 'ชูวิทย์' ป่วนปราศรัย ชี้จำกัดสิทธิ-ขัด รธน.

ศาลแพ่งยกคำร้อง “พรรคภูมิใจไทย” ขอคุ้มครองชั่วคราวห้ามไม่ให้ “ชูวิทย์” บุกป่วนเวทีปราศรัยใหญ่ ชี้จำกัดสิทธิขัดรัฐธรรมนูญ

11 พ.ค. 2566 ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก กรณีพรรคภูมิใจไทย โจทก์ยื่นฟ้องนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จำเลย ต่อศาลแพ่งเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย ในคดีหมายเลขดำที่ พ.2376/2566 โดยกล่าวหาว่าจำเลย กระทำการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายแก่เสรีภาพ เสียหายต่อทรัพย์สิน เสียหายแก่สิทธิในชื่อเสียงหรือ เกียรติคุณหรือทางเจริญของโจทก์ เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายและตัดทอนคะแนนนิยมในการหาเสียง โดยชอบด้วยกฎหมาย

และยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณาเป็นกรณีฉุกเฉิน ห้ามมิให้จําเลยเข้าใกล้บริเวณสถานที่หาเสียงปราศรัยของโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยกล่าว แถลงข่าวหรือพูด แสดงความคิดเห็นถึงโจทก์ และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของโจทก์ ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ ในลักษณะ ทํานองเดียวกับที่ถูกฟ้อง และไม่ว่าจะแสดงออกทางภาพ เสียง คลิป ข้อความ ป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อ อิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อโซเชียลใดๆ หรือขึ้นเวทีต่าง ๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะพ้นวันเลือกตั้ง

ศาลแพ่งยกคำร้องภูมิใจไทย ขอห้ามชูวิทย์ป่วนเวทีปราศรัยใหญ่ศาลแพ่งยกคำร้องภูมิใจไทย ขอห้ามชูวิทย์ป่วนเวทีปราศรัยใหญ่

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์คำร้องแล้ว เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 25 บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำการใดๆ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล 

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ยังรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการ เดินทาง และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นและ เดินทางเพื่อเข้าฟังการปราศรัยที่จัดขึ้นเป็นสาธารณะได้ การห้ามมิให้จำเลยเข้าใกล้บริเวณที่หาเสียงปราศรัย ของโจทก์จึงเป็นการจำกัดเสรีภาพของจำเลยเกินสมควร

ทั้งยังไม่แน่ว่าจำเลยจะเข้าไปบริเวณพื้นที่หาเสียง ปราศรัยของโจทก์ในวันที่ 12 พ.ค. 2566 และกระทำการก่อความวุ่นวายหรือไม่ หากจำเลยมีพฤติการณ์ที่จะก่อความวุ่นวายหรือเป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตจนกระทบต่อเสรีภาพหรือความปลอดภัย ของบุคคลอื่น ถึงขั้นที่เป็นการละเมิดกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา และ โจทก์สามารถที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับจำเลยเพื่อระงับความเสียหายได้อยู่แล้ว จึงยังไม่สมควรที่จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้

ในส่วนคำขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยกล่าว แถลงข่าวหรือพูดแสดงความคิดเห็นถึงโจทก์ และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของโจทก์นั้น เป็นคำขอที่มีลักษณะห้ามมิให้จำเลยกล่าวหรือไขข่าวถึง เรื่องตามฟ้องอันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็น การพูดการเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและสื่อความหมายโดยวิธีอื่น อันมีลักษณะเป็นการทั่วไปต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 34

ซึ่งเป็นการไม่แน่นอนว่าจำเลยจะได้กล่าวอ้างหรือพูดแสดง ข้อความอันเป็นเท็จอันเป็นการใส่ความโจทก์หรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง จำเลยย่อมจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ แล้ว อีกทั้งข้อความที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกล่าวหรือไขข่าวตามฟ้องนั้นยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อ โจทก์หรือไม่

ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปย่อมมีวิจารณญาณว่าสมควรเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองโจทก์หรือไม่ การจะสั่งห้ามจําเลยมิให้กระทำการใดในอนาคตที่ยังไม่แน่นอนว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ย่อม เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของจำเลยเกินสมควร กรณียังไม่สมควรที่จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ยกคำร้อง

‘มาดามหยก’ พรรครวมแผ่นดิน อ้อนขอคนไทยเปลี่ยนไปด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547685

11 พ.ค. 2566

'มาดามหยก' พรรครวมแผ่นดิน อ้อนขอคนไทยเปลี่ยนไปด้วยกัน

‘รวมแผ่นดิน’ ตอกเสาเข็มโค้งสุดท้าย ‘มาดามหยก’ นำลูกทีมอ้อนขอคนไทยเปลี่ยนไปด้วยกัน ดันนโยบายเขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษ ตั้งคาสิโน กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ

พล.อ.ชัชชัย ภัทรนาวิก หัวหน้าพรรครวมแผ่นดิน  น.ส.กชพร เวโรจน์ หรือ มาดามหยก ประธานที่ปรึกษาพรรครวมแผ่นดิน และหัวหน้าสาขาภาคเหนือ นายพรชัย จิตรนวเสถียร ประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ พรรครวมแผ่นดิน ผู้สมัครส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยทีม Change Together ร่วมกันแถลงเปิดใจถึงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 

'มาดามหยก' พรรครวมแผ่นดิน อ้อนขอคนไทยเปลี่ยนไปด้วยกัน

โดยน.ส.กชพร กล่าวว่า  สำหรับพรรครวมแผ่นดิน เบอร์ 47 พวกเรามองว่าเพียงพอรึยังกับนโยบายแบบประชานิยม ผลักดันให้ประชาชนรอคอยความช่วยเหลือ โดยสุดท้ายผู้แบกรับภาระหนี้สิน ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น จากการกู้ยืมเงินมาแจก คือประชาชนทุกคนในประเทศ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะหันมาสร้างรายได้เข้าประเทศ หันมามองนโยบายรัฐสวัสดิการ ที่ทำให้คนไทยทุกคนสามารถทำงาน และพึ่งพาตนเอง จนนำพาไปสู่เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และยั่งยืน

พรรครวมแผ่นดินเน้นนโยบายรัฐสวัสดิการมากกว่าแจกแบบประชานิยม  เปรียบเสมือนมอบเบ็ดให้ผู้คนไปหาปลามาทานกันเอง ยั่งยืนมั่นคงกว่าการแบมือขอปลา เท่ากับดูถูกประชาชน  ในความเป็นจริง ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีศักยภาพที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัวและชุมชน 

น.ส.กชพร กล่าวว่า จุดยืนของพรรคคือมีอดีต จึงมีปัจจุบัน มีเรา และอนาคต ดังนั้น อยากเชิญชวนทุกเพศ วัย ทุกสาขาอาชีพเข้ามาช่วยกันสร้างความปรองดอง ยุติความขัดแย้ง จึงเป็นที่มาของพรรครวมแผ่นดิน สุดท้าย การพัฒนาประเทศ การแก้ไขเศรษฐกิจปากท้อง จะทำได้โดยง่าย หากทุกคนเปิดใจ เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความสามัคคี เปลี่ยนช่องว่างระหว่างวัย เป็นการเคารพคนรอบข้างอย่างเข้าใจ

'มาดามหยก' พรรครวมแผ่นดิน อ้อนขอคนไทยเปลี่ยนไปด้วยกัน

ขอให้หันมาเปลี่ยนการขัดขวางมาเป็นความร่วมมือ เปลี่ยนอคติ เป็นสติปัญหา เปลี่ยนความไม่เข้าใจหันหน้ามาปรึกษาเข้าใจกัน ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะมาเปลี่ยน Change Together ไปด้วยกัน  ขอฝากพรรครวมแผ่นดินเบอร์ 47 เป็นพรรคการเมืองยุคใหม่ที่ไร้ความขัดแย้ง มีแต่ความสามัคคี เป็นพรรคเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่มีกลุ่มทุนมาครอบงำ 

'มาดามหยก' พรรครวมแผ่นดิน อ้อนขอคนไทยเปลี่ยนไปด้วยกัน

เมื่อถามถึงยุทธศาสตร์ดึงคะแนนโค้งสุดท้ายจากพลังเงียบ น.ส.กชพร กล่าวว่า พลังเงียบที่ยังหลับใหลอยู่ขอให้ตื่น หรือที่ยังลังเลอาจจะคิดว่าเลือกพรรคใหนก็เหมือนเดิม ขอให้ลองมาเปลี่ยนไปด้วยกันกับพรรครวมแผ่นดิน กลุ่มดาราถือเป็นพลังเงียบ แต่กล้าตบเท้าออกมาเป็นพลังสร้างสรรค์ กล้าออกมาร่วมกับพรรคร่วมแผ่นดิน เราจะไม่ทิ้งให้ท่านโดดเดี่ยว คุณมีพวก มีเพื่อนอยู่ที่นี่ เราขออาสา ขอให้พรรครวมแผ่นดินเบอร์ 47 เป็นโซ่ข้อกลาง คล้องประสานงานระหว่างพรรคเล็ก พรรคใหญ่ หลายฝ่ายเข้าด้วยกัน ขอย้ำจุดยืนพรรคว่าเป็นพรรคที่รวบรวมผู้มีความสามารถจากทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย และเน้นความปรองดอง สามัคคีสมานฉันท์ ไม่ว่าจะสีอะไรก็คนไทยด้วยกัน มอตโต้คือ คบทุกพรรค รักทุกคน 

เมื่อถามถึงความคาดหวังที่จะได้ ส.ส. กี่ที่นั่ง น.ส.กชพร กล่าวว่า อยากได้เยอะที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนชอบนโยบายหรือไม่ คาดหวังว่าจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 ที่นั่ง  ส.ส.เขต 5-6 ที่นั่ง เพื่อเข้าไปผลักดัน เขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษ ผลักดันคาสิโน ถ้าประชาชนเมตตา พรรคใหม่สร้างสรรค์ เปิดกว้าง ขอให้เชิญชวนกา 47 โค้งสุดท้ายก็มีความมั่นใจพอสมควร เชื่อว่าสิ่งที่เราทำไปไม่สูญเปล่า ไม่ว่าจะ 1 เสียง 2 เสียง หมื่นเสียง แสนเสียง ล้านเสียง ต้องขอบคุณล่วงหน้าในการที่จะให้โอกาสพรรคเรามาพัฒนาประเทศ 


เมื่อถามว่าเรื่องคาสิโนพรรครวมแผ่นดินพร้อมผลักดันเลยหรือไม่ น.ส.กชพร กล่าวว่า สามารถเริ่มได้เลย ประเทศเรามีทรัพยากรบุคคลจำนวนมาก มีพื้นที่สำหรับสร้างคาสิโน หรือ เขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษ ยกตัวอย่างทุ่งกุลาร้องไห้บ้านเรา เทียบเคียงกับลาสเวกัส ของสหรัฐอเมริกา ที่พื้นที่ไม่สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตร ก็นำมาทำคาสิโน ซึ่งไทยพร้อมกว่าหลายประเทศ ไม่ว่าด้านการก่อสร้าง การออกแบบ การบริการ สามารถเริ่มได้เลย ในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ เพราะเป็นเซ็นเตอร์ด้านการท่องเที่ยว หากทำ 2 จังหวัดสำเร็จ จะมีจังหวัดอื่นตามมา โดยเฉพาะรอบนอก เพื่อกระจายรายได้ นอกจากคาสิโนแล้วในเขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษยังจะมี โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ชุมชน โรงเรียน ชาวบ้านไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ ก็จะรายได้จากตรงนั้น คาดว่าจะงบประมาณราว 2 หมื่นล้าน แต่สามารถสร้างรายได้กลับมาอีกมหาศาล


ด้านพล.อ.ชัชชัย กล่าวว่า  นโยบายสำคัญของพรรคเราอีกเรื่องคือการปฏิรูปการเกณฑ์หทหาร เราเปิดโอกาสถ้าเรามีโอกาสเข้าไปบริหาร จะใช้คนที่ตั้งใจเป็นอาสาสมัครเข้ามาเป็นทหาร ทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรามีทหารที่เป็นประชาธิปไตยอีกมากที่ต้องการมาพัฒนาประเทศให้เดินหน้าต่อไปให้เกิดความมั่นคง 


นายพรชัย กกล่าวว่า เราจะนำความเห็นต่างมาพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ทุกพรรคมีดี แต่เราไม่เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น พรรคใหญ่มักสร้างความขัดแย้ง เพื่อสร้างกลุ่มก้อนทางการเมือง ชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งและซื้อเสียง ให้ได้มาซึ่ง ส.ส.สุดท้ายประเทศไทยแตกแยก จึงเป็นที่มาของรวมแผ่นดิน  ดังนั้น เราจะเริ่มต้นจากความจริง สร้างเขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษ ทำให้ทุกจังหวัดมีรายได้ ทำธุรกิจต้นทุนต่ำ เราจะทลายข้อกฎหมาย เพื่อนำโอกาสให้คนพื้นถิ่นร่ำรวยมั่งคั่ง รักษาอดีต รักษาปัจจุบัน สร้างอนาคต 

‘แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566’ ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม ยื่นออนไลน์ ที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548753

11 พ.ค. 2566

'แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566' ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม ยื่นออนไลน์ ที่นี่

เช็กขั้นตอน ‘แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566’ สามารถยื่นออนไลน์ หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่นี่ ตรวจสอบยื่นได้ถึงวันที่เท่าไหร่ ก่อนพลาดโดนตัดสิทธิสำคัญ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งรายละเอียดสำหรับประชาชนที่ไม่ไปเลือกตั้ง 2566 ในวันที่ 14 พ.ค. 2566 โดยผู้ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้อง “แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566” เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ 5 ข้อ 

  • สิทธิในการยื่นคําร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น สว.
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกํานันและผู้ใหญ่บ้าน
  • ต้องห้ามดํารงตําแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
  • ต้องห้ามดํารงตําแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยประชาชนสามารถ “แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566” ช่วงก่อนเลือกตั้ง คือวันที่ 7 – 13 พ.ค. 2566 และหลังวันเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 15 – 21 พ.ค. 2566

วิธีแจ้งเหตุไม่ไปเลือกตั้ง สามารถทำได้ดังนี้ 

  • ประชาชนที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้ง “แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566”  โดยทำเป็นหนังสือ พร้อมกับระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้านให้ชัดเจน และจะต้องแจ้งด้วยไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยเหตุใด หลังจากนั้นให้ยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยตนเอง
  • แจ้งด้วยตนเอง หรือมอบหมายผู้อื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 7-13 พ.ค. 2566 และ 15-21 พ.ค. 2566 
  • “แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566” ผ่านออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/ หรือผ่านทางแอปพลิเคชั่น Smart Vote 
  • หรือสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566  คลิกที่นี่

 กกต. แจ้งเหตุผลที่ไปเลือกตั้งไม่ได้ไว้ ดังนี้ 

  • มีธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
  • เจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
  • เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
  • เดินทางออกนอกราชอาณาจักรและไมได้แจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
  • มีที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
  • มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด