แนวหน้าฟู้ดรีวิว : อร่อยหลากหลาย…สไตล์นานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736332

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : อร่อยหลากหลาย...สไตล์นานาชาติ

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : อร่อยหลากหลาย…สไตล์นานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงแรมโซ แบงคอก 

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร และในสัปดาห์นี้มีอาหารเมนูสร้างสรรค์หลากสไตล์หลายชาติที่จะแนะนำ ถึง 9 แห่ง มาเริ่มต้นกันที่

โรงแรมโซ แบงคอก นำเสนออาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม “ราเมง” หลากหลายเมนูราเมงเลิศรส อาทิ ทงคัตสึสูตรต้นตำรับ, โซยุราเมง และราเมงทงคัตสึสูตรพิเศษ ราคาเริ่มต้น 250 บาทถ้วนหรือเลือกอิ่มอร่อยแบบเซตสุดคุ้ม กับ “BuildYour Own Menu” เลือกราเมงอาหารทานเล่นอาหารจานเสริม เครื่องดื่ม และขนมหวาน ในราคา 490บาทถ้วน/เซต มื้อกลางวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 12.00-15.00 น. ที่ ห้องอาหารโซชิ โทร.02-6240000

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น 

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอ“อาหารจีนต้นตำรับ” อาทิ เป็ดปักกิ่ง ติ่มซำ หมูกรอบมิราเคิลกุ้งผัดโหงวก๊วยรังเผือกกุ้งอบพริกเกลือ ปลาเงินทอดพริกเกลือ และรังนกตุ๋นแปะก๊วยมะพร้าวอ่อน ที่ ห้องอาหารจีนดรากอน โทร.02-5755599

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ “วันคู่คุณแม่ทานฟรี วันคี่คุณพ่อทานฟรี” อร่อยกันทั้งครอบครัว กับบุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็น อาทิ ซูชิ ซาชิมิ ติ่มซำเป็ดย่าง หมูแดง ทะเลย่าง และ ซุปมันฝรั่ง ท่านละ690 บาทถ้วน ที่ ห้องอาหารสรัสวดี โทร.02-1595888

ร้านฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน

ร้านฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน นำเสนอ “บ๊ะจ่างกังป๋วยรวมมิตรสไตล์ฮ่องกง” โดยเชฟเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศ อาทิ เนื้อหมู กังป๋วย หอยเชลล์อบแห้งที่นำเข้าจากฮ่องกง กุ้งแห้ง กุนเชียง หมูแดงชั้นดีและเป็ดย่างเนื้อแน่น ราคาลูกละ 380 บาทถึง 22 มิ.ย. ที่ ฟู้ดเอเทรี่ยม อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โทร.02-8334044

ร้านอาหารจีน เฮยยิน

ร้านอาหารจีน เฮยยิน นำเสนอ “บ๊ะจ่างสไตล์ฮ่องกงสุดพรีเมียม” คัดสรรแต่วัตถุดิบชั้นดีการันตีคุณภาพโดยเชฟ ประสบการณ์กว่า 40 ปี มีให้
เลือกทั้งแบบรับประทานที่ร้านราคา 420 บาท++หรือห่อกลับบ้านพร้อมเข่ง ชิ้นละ688 บาท และ 1,288 บาท/2 ชิ้นถึง 22 มิ.ย. ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ โทร.080-9645423

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ฯลาดพร้าว 

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ฯลาดพร้าว นำเสนอ “ขนมจีน 4 สำรับ” พบกับเมนูเด็ดจากแต่ละภาค หลากหลายวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น พร้อมรสชาติคงความเป็นเอกลักษณ์ ขนมจีนน้ำเงี้ยวซี่โครงหมูภาคเหนือ, ขนมจีนซาวน้ำ ภาคกลาง,ขนมจีนน้ำพริก และน้ำยาปูจากภาคใต้ ฯลฯ สำรับละ 690บาท++ ถึง 25 มิ.ย. ที่ ห้องอาหารสวนบัว โทร.02-5411234

โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย

โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย นำเสนอ “อาหารจานเดี่ยว (a la carte menu)” เมนูใหม่ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน อาทิสเต๊กเนื้อซี่โครงแกะออสเตรเลียดรายเอจ, สเต๊กเนื้อเทนเดอร์ลอยน์, คาโกชิม่า วากิว A5 จากประเทศญี่ปุ่น, เนื้อวากิวริบอาย MBS9, ล็อบสเตอร์ย่างราคาเริ่มต้น 450 บาท++ที่ ห้องอาหารบูล แอนด์ แบร์ โทร.02-8468888

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ 

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนออาหารว่างแสนอร่อย อาทิ หอยนางรมสด, เปาะเปี๊ยะเป็ดเสิร์ฟพร้อมซอสฮอยชิน,ไก่โลลิป๊อป, ตับห่านย่างซอสเทอริยากิ, เนื้อย่างเสิร์ฟพร้อมซอสไวน์แดง, ปลาหมึกทอดคาลามารีคั่วเกลือพริกไทย ฯลฯในช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ตั้งแต่ 17.00 น.ที่ ครู แชมเปญบาร์ แอท เรดสกาย ชั้น 59 รูฟท็อปกลางกรุงฯ ที่เอาใจชาวไนท์ไลฟ์ กับวิวแบบพาโนรามา360 องศา ของกรุงเทพฯ โทร.02-1006255

โรงแรมลยานะ รีสอร์ท แอนด์ สปา เกาะลันตา จ.กระบี่

โรงแรมลยานะ รีสอร์ท แอนด์ สปา เกาะลันตา จ.กระบี่ นำเสนอ “BBQ Seafood by Weight Dinner” ซีฟู้ดสดใหม่หลากหลาย อาทิ ปลา กุ้ง ปลาหมึก ฯลฯ (ราคาตามน้ำหนัก) ฟังเพลงจากวงดนตรีเล่นสด และการแสดงโชว์ไฟที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทุกคืนวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 19.00 น. ที่ ห้องอาหารซีสกาย ริมชายหาด โทร.075-607100

มื้อแห่งความสุขกับเมนูอาหารแสนอร่อย
ที่ทุกแห่งสร้างสรรค์ให้ประทับใจ ไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

ดีป้า จับมือเครือข่ายพันธมิตรเปิดตัวโครงการ DIGITAL INFINITY : SMART LIVING

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736308

ดีป้า จับมือเครือข่ายพันธมิตรเปิดตัวโครงการ DIGITAL INFINITY : SMART LIVING

ดีป้า จับมือเครือข่ายพันธมิตรเปิดตัวโครงการ DIGITAL INFINITY : SMART LIVING

วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดีป้า พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรระดับท้องถิ่น เปิดตัวโครงการ DIGITAL INFINITY : SMART LIVING เร่งสร้างเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลใน 11 พื้นที่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ มุ่งตอบโจทย์ตามความต้องการที่แท้จริงของเมืองและประชาชนอย่างตรงจุด ขับเคลื่อน 3 ลักษณะของเมืองอัจฉริยะคือ Smart Economy, Smart Living และ Smart Governance คาดเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ก่อนขยายผลการดำเนินงานสู่พื้นที่ใกล้เคียง และนำไปสู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืนทั่วประเทศต่อไป

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ DIGITAL INFINITY : SMART LIVING สร้างเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีนายกเทศมนตรี คณะผู้บริหาร และผู้แทนเมืองจาก 11 พื้นที่ 10 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการร่วมแถลงข่าวและลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ระดับท้องถิ่น

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย ดีป้า มุ่งส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อสนองตอบบริบทต่างๆ และความต้องการของเมือง รวมถึงประชาชนในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด ดังนั้นโครงการ
DIGITAL INFINITY : SMART LIVING จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนรองรับสังคมสูงวัย อำนวยความสะดวกและลดความเลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ

โครงการ DIGITAL INFINITY : SMART LIVING พร้อมดำเนินงานระยะแรกครอบคลุม 11 พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ใน 10 จังหวัด ประกอบด้วย เทศบาลตำบลแม่ลาวจังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เทศบาลตำบลหัวทะเล และเทศบาลตำบลสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา องค์การบริหารส่วนตำบลนาชุมเห็ด จังหวัดตรัง องค์การบริหารส่วนตำบลหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เทศบาลตำบลบางแพ จังหวัดราชบุรี เทศบาลเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เทศบาลเมืองบางศรีเมือง จังหวัดนนทบุรี และเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โดยจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบในมิติที่แตกต่างกันไปตามบริบทของเมือง ไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ด้านการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) และ ด้านการบริการภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ DIGITAL INFINITY : SMART LIVING จะสร้างพื้นที่ต้นแบบในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระดับท้องถิ่น ก่อนกระจายการพัฒนาสู่พื้นที่ใกล้เคียง และนำไปสู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป โดย ดีป้า พร้อมทำงานเพื่ออนาคตของคนไทย และเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้อยู่ในระดับชั้นนำของโลก ตามวิสัยทัศน์ We work smart every day to build a world-class digital economy and to help people perform better, think faster and live better. ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ผ่านช่องทางการสื่อสารของดีป้า ได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ : http://www.depa.or.th, LINE OA : depaThailand และ Facebook Page : depa Thailand

รากเหง้าและบ้านเมืองของเรา เราต้องร่วมกันรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736326

รากเหง้าและบ้านเมืองของเรา เราต้องร่วมกันรักษา

รากเหง้าและบ้านเมืองของเรา เราต้องร่วมกันรักษา

วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เราต้องภูมิใจในรากเหง้าของเรา เรามีบรรพบุรุษวางรากฐานของสังคมไว้ตั้งแต่โบราณกาล เราเป็นคนที่สืบต่อจากท่าน เราต้องช่วยกันดูแลทำนุบำรุงสิ่งดีงามที่ท่านได้สร้างสมไว้ ไม่มีรากไม่มีเหง้า สังคมเราก็ล่มสลาย 

ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ชวนคุณไปนั่งเรือจากปากน้ำสมุทรปราการไปเที่ยวชมพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง และพูดคุยกับตัวแทนผู้ร่วมทริปที่บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจที่เรามีบรรพบุรุษผู้สร้างสรรค์สิ่งดีงามอันเป็นรากฐานของสังคมไทย

พญ.ศิริวัฒน์ มโนธรรม อดีตผู้บริหารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ กรุงเทพฯ

l เรียนถามครับคุณหมอ เมื่อได้มาพบเห็นโบราณสถาน แม้จะเหลือเพียงรากฐานของพระที่นั่งในเขตพระราชฐานแห่งนี้ คุณหมอมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ 

พญ.ศิริวัฒน์ : อันที่จริงพี่มาชมพระจุฑาธุชราชฐานสองครั้งแล้ว ครั้งก่อนก็มากับอาจารย์เฉลิมชัยนี่แหละ แต่ที่มาอีกครั้งก็เพราะว่าครั้งนี้มาโดยนั่งเรือจากปากน้ำ สมุทรปราการ จึงอยากทราบว่าการเดินทางด้วยเรือมายังพระราชฐานแห่งนี้ต้องใช้เวลานานกี่ชั่วโมง และต้องการนึกย้อนอดีตว่าสมัยโบราณบรรพบุรุษของเราท่านเดินทางด้วยเรือจากปากน้ำไปเกาะสีชัง ท่านต้องผ่านต้องเห็นอะไรบ้าง ก็ได้พบว่าท้องทะเลของเรากว้างใหญ่ไพศาลมาก มีทรัพยากรอันมีค่ามากมายมหาศาล แล้วเมื่อมาถึงเกาะสีชังก็ทำให้จินตนาการว่า ขนาดทุกวันนี้เราเดินทางได้เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เรายังต้องใช้เวลานั่งเรือนานกว่า 3 ชั่วโมง แล้วสมัยก่อนต้องเดินทางโดยใช้เวลานานเป็นวันๆ แต่บรรพบุรุษของเราท่านก็มีความอดทนอย่างมาก ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้บ้านเมืองของเราเจริญรุ่งเรือง ทำให้นึกถึงวันเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมายังสถานที่แห่งนี้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน แล้วทรงพระกรุณาฯ ให้สร้างพระราชฐานขึ้น นั่นย่อมแสดงว่าต้องทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะอย่างมากมาย เพราะสมัยก่อนกว่าจะบรรทุกอิฐ หิน ดิน ทราย ไม้สัก มาเพื่อก่อสร้างพระที่นั่ง ก็ต้องบรรทุกไปทางเรือเพียงอย่างเดียว ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะทรงสร้างพระที่นั่งได้สำเร็จแต่ละองค์ แล้วเมื่อได้รู้ว่าพระที่นั่งวิมานเมฆ ในพระราชวังดุสิต กรุงเทพฯ ถูกชะลอจากพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ จากเกาะสีชังไป ก็ยิ่งตื่นเต้นในความอุตสาหะของบรรพบุรุษของเรา ใครก็ตามที่เคยไปชมพระที่นั่งวิมานเมฆ ก็ต้องสัมผัสได้ถึงความงดงามอลังการของพระที่นั่งไม้สักทองทั้งองค์ได้เป็นอย่างดีบอกได้คำเดียวว่างดงามมากจนเกินบรรยาย แล้วเมื่อทราบว่ารัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างพระราชฐานแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับสำหรับทรงตากอากาศ หลังจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเพิ่งทรงหายจากอาการพระประชวร ก็ยิ่งทำให้มองว่าพระองค์ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ที่แสนยาวไกลมาก เพราะหลังจากนั้นก็พระราชทานพื้นที่ตรงนี้ให้ฝรั่งต่างชาติที่เข้ามาทำงานในสยามใช้เพื่อตากอากาศหลังหายป่วยด้วย แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 เมื่อฝรั่งเศสเข้ามามีปัญหากับสยาม ก็ไม่เสด็จพระราชดำเนินมา ณ พระราชฐานแห่งนี้อีกเลย ทำให้ถูกปล่อยร้างไว้นับร้อยปี จนสุดท้ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับพระราชานุญาตให้เข้ามาดูแล บูรณะซ่อมแซมให้มีสภาพดีดังปัจจุบัน ทั้งหมดนี้คือเครื่องบ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้มีประวัติความเป็นมา และบอกให้เห็นชัดเจนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความอุตสาหะพยายามของบรรพชนของแผ่นดินไทย หากไม่มีบรรพชนก็คงไม่มีแผ่นดินไทย แล้วก็คงไม่มีความเจริญใดๆ หยั่งรากฝังลงบนแผ่นดินไทยของเรา นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราคนไทยรุ่นหลังจำเป็นต้องให้ความเคารพในภูมิปัญญา และความเสียสละของบรรพชนทุกคนของเรา 

l ความแตกต่างของการมาเที่ยวเกาะสีชังโดยครั้งนี้นั่งเรือมาจากปากน้ำ สมุทรปราการ เทียบกับครั้งก่อนที่นั่งเรือจากเกาะลอย ศรีราชา แล้วข้ามมาเกาะสีชัง มีอะไรที่แตกต่างกันบ้างครับ

พญ.ศิริวัฒน์ : ข้อแรกคือการนั่งเรือมาจากปากน้ำ สมุทรปราการ ทำให้ได้เห็นท้องทะเลในอ่าวไทยของเราชัดเจนขึ้น พบว่าปากน้ำมีความสำคัญมาก เพราะเป็นเสมือนประตูที่จะเข้าสู่พระนครของไทย คือกรุงเทพมหานคร ได้พบว่าบริเวณปากอ่าวไทยยังมีความอุดมสมบูรณ์ ยังมีการทำประมง และมีเรือสินค้าขนาดใหญ่มากมายเข้ามาทำมาค้าขายขนส่งสินค้า แล้วก็ทำให้นึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งอดีตที่บริเวณปากน้ำแห่งนี้คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญของแผ่นดินไทย นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่ฝรั่งเศสนำเรือรบมาปิดปากอ่าวไทยเมื่อช่วงเหตุการณ์ ร.ศ. 112 และนึกถึงการกอบกู้สถานการณ์การเมืองของสยามในครั้งนั้นเพื่อให้บ้านเมืองรอดพ้นจากภัยจากลัทธิล่าอาณานิคม ก็บอกได้ว่าการนั่งเรือจากปากน้ำมาเกาะสีชังช่วยทำให้ภาพเก่าๆ ที่เราเคยเรียนประวัติศาสตร์ในยุคล่าอาณานิคมปรากฏชัดขึ้นมาอย่างมาก แล้วก็ได้เห็นเรือประมงขนาดกลางที่ยังออกทะเลจับสัตว์น้ำไปค้าขาย ทำให้เห็นว่าอ่าวไทยยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อีกมาก และในช่วงหนึ่งได้เห็นเรือของกองทัพเรือที่จอดอยู่ปากอ่าวไทย ก็ทำให้เห็นอีกว่าอาณาเขตทางทะเลของเรามีพื้นที่และระยะทางยาวมาก ดังนั้นกองทัพเรือก็จึงต้องทำหน้าที่พิทักษ์รักษาอธิปไตยทางทะเลไว้อย่างเข้มแข็ง ทำให้คิดไปถึงพระปรีชาสามารถของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้ทรงนำเทคโนโลยีทหารเรือสมัยใหม่เข้ามาในสยามเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว จำได้ด้วยว่าในสมัยนั้นรัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระราชบิดา ก็เคยทรงไปศึกษาวิชาการทหารเรือจากต่างประเทศด้วยเช่นกัน ทำให้เห็นว่านี่คือพระราชวิสัยทัศน์ที่ทรงเล็งการณ์ไกลไว้ตั้งแต่อดีตโดยในหลวงรัชกาลที่ 5 ดังนั้นการนั่งเรือมาจากปากน้ำ จึงแตกต่างอย่างมากกับการนั่งเรือระยะทางสั้นๆ จากเกาะลอย ศรีราชาไปยังเกาะสีชัง เพราะใช้เวลาเพียงประมาณ 45-50 นาทีเท่านั้น 

l มีความเห็นอย่างไรกับคำพูดของคนที่บอกว่า ไม่สนใจประวัติศาสตร์ เพราะมันจบไปแล้ว มันตายไปแล้ว มันไม่มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว

พญ.ศิริวัฒน์ : มันก็เป็นความคิดแบบหนึ่งของคนกลุ่มหนึ่ง แต่สำหรับพี่แล้ว พี่มองว่าประวัติศาสตร์คือรากเหง้าของมนุษย์ยุคปัจจุบัน เราทุกคนมีรากเหง้า มีความเป็นมา การที่บ้านเมืองและสังคมของเรามีความเป็นอยู่เช่นที่กำลังเป็นอยู่นั้น มันมีผลส่วนสำคัญมาจากประวัติศาสตร์ของเรา เราควรจะต้องกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของเรา เพื่อให้รู้ว่าเรามีรากเหง้ามาอย่างไร เราไม่ควรทิ้งรากเหง้าของเรา แล้วไปชื่นชมกับสิ่งที่เราอาจมองว่าทันสมัย แต่การที่เรารู้รากเหง้าของเราเป็นอย่างดี จะช่วยให้เราภาคภูมิใจในความเป็นมาของเรา เราอาจจะมองคนอื่นเพื่อเปรียบเทียบกับตัวเราเองได้ แต่เราไม่ควรหลงใหลในเรื่องของคนอื่นแล้วลืมรากเหง้าของเราเอง เราต้องรักษารากเหง้าของเราไว้ เพราะเรามีที่มา เราไม่ใช่คนไร้ราก เรามีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงสร้างบ้านแปงเมืองร่วมกับบรรพชนของเรา เรามีทุกวันนี้ได้เพราะเรามีประวัติศาสตร์ และมีรากเหง้า เราต้องไม่ลืมรากเหง้าของเรา และต้องช่วยกันทำนุบำรุงรักษาไว้ให้สืบต่อไป

คุณอิสรา พงศ์นิธิ นิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

l เรียนถามว่าเคยมาเที่ยวพระจุฑาธุชราชฐานหลายครั้งไหมครับ หากมาหลายครั้ง ขอถามว่าประทับใจอะไรครับ

คุณอิสรา : มาเที่ยวเกาะสีชังหลายครั้งมากค่ะ มาครั้งแรกๆ เมื่อนานมากแล้วกับคุณพ่อ คุณพ่อเป็นคนชอบเที่ยวแหล่งโบราณคดี ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทยมาก นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัวเองชอบเที่ยวแหล่งโบราณคดีต่างๆ ไปโดยปริยาย เมื่อครั้งเรียน
ในคณะอักษรศาสตร์ ก็ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ตัวเองเรียนเอกภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ได้เรียนด้านโบราณคดีมากนัก แต่โดยส่วนตัวชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ทั้งไทยและสากล หากจะให้ตอบว่าประทับใจอะไรกับเกาะสีชัง ก็ตอบได้ว่า ชอบความเป็นชุมชนเก่าของคนบนเกาะ และชอบพระจุฑาธุชราชฐาน เพราะเมื่อเข้าไปชมครั้งแรกเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ก็ประทับใจในความสงบ แม้จะไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ หลงเหลือมากนัก แต่ก็ประทับใจกับสะพานอัษฎางค์ และพระอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร เมื่อก่อนจะมาครั้งล่าสุดนี้ก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับพระราชฐานแห่งนี้ ก็ทำให้ได้ข้อมูลต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะได้ทราบเรื่องความเป็นมาที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างพระที่นั่งต่างๆ ขึ้นบนเกาะสีชัง ได้ทราบชื่อพระที่นั่งต่างๆ ทราบชื่อบ่อน้ำที่มีความไพเราะคล้องจอง เมื่อได้มาพบของจริงก็ประทับใจ
มาก

l แสดงว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้สนใจประวัติศาสตร์ไทยเกิดมาจากการปลูกฝังโดยคุณพ่อ

คุณอิสรา : ใช่ค่ะ เป็นแรงผลักดันอันดับแรกให้กับเราเมื่อเรายังเด็กมากๆ เราเห็นคุณพ่ออ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทย แล้วพาเราไปเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์ต่างๆ เราก็ประทับใจ และสนใจในยามที่เราเติบโตขึ้นคุณพ่อเน้นปลูกฝังให้ลูกเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์มากบอกเล่าให้ลูกเข้าใจถึงความสำคัญของพระมหากษัตริย์ตลอดเวลา บอกว่าทรงเป็นเสาหลักเสาหนึ่งของสังคมไทยเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยมาตั้งแต่อดีต แล้วที่สำคัญคือพ่ออ่านหนังสือประวัติศาสตร์แล้วก็จะวางไว้ให้ลูกๆ ได้เห็นลูกๆ ก็อ่านตามพ่อ จำได้ว่าหนังสือเล่มแรกที่อ่านสมัยเด็กๆ คือ เกิดวังปารุสก์ อ่านแล้วชอบมาก เลยติดใจ ต้องตามหาหนังสือประวัติศาสตร์ของบุคคลต่างๆ มาอ่านอีกแล้วก็อ่านมาเรื่อยๆ แล้วยิ่งได้ไปเห็นสถานที่จริง ก็ยิ่งประทับใจ หลายครั้งเมื่อไปดูของจริงแล้ว ก็ต้องกลับไปอ่านหนังสือเล่มเดิมอีก มันเหมือนช่วยเติมเต็มให้การอ่าน แล้วเมื่ออ่านแล้วไปเจอของจริง ก็ยิ่งประทับใจมาก

l มีคนจำนวนหนึ่งในยุคนี้บอกว่าไม่สนใจประวัติศาสตร์ เพราะมันตายไปแล้ว มันจบไปแล้ว คิดอย่างไรกับคำพูดดังกล่าวครับ

คุณอิสรา : ขอยืนยันว่าคนที่คิดแบบนั้นน่าจะมองจากมุมเดียวคือมองว่าประวัติศาสตร์มันจบไปแล้ว แต่ความจริงประวัติศาสตร์มักจะย้อนกลับมาเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา เคยได้ยินคำว่า history is repeating itself ใช่ไหมค่ะ มันคือความจริงค่ะ มันจะซ้ำตัวมันเองเสมอ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อร้อยหรือหลายร้อยปีมาแล้ว ก็ยังกลับมาเกิดขึ้นอีกเสมอๆ คนที่เรียนประวัติศาสตร์จะทราบเรื่องนี้ดีมาก และได้บทเรียนจากการศึกษาประวัติศาสตร์เสมอ เพราะมนุษย์มักจะทำอะไรไม่ต่างจากเดิมมากนัก สิ่งที่เคยเกิดในอดีตก็จึงกลับมาเกิดได้เสมอ เพราะฉะนั้นคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งจะเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างดี และคาดการณ์อนาคตได้โดยไม่ค่อยพลาดมากนัก 

l ย้อนถามเรื่องการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์แล้วไปชมโบราณสถาน มันมีความเกี่ยวข้องกันหรือช่วยเสริมสร้างเพิ่มพูนความรู้ได้อย่างไรบ้างครับ

คุณอิสรา : เกี่ยวข้องกันเยอะมากค่ะ เพราะอันดับแรก เมื่ออ่านก่อนไปชม ก็จะได้รับความรู้เบื้องต้นแล้วเมื่อไปชมของจริงก็จะสามารถเปรียบเทียบได้ว่าของจริงกับที่กล่าวในหนังสือเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และทราบความเป็นมาอีกด้วย ทราบว่าสร้างโดยใครยุคใด สมัยใด ศิลปะแบบไหน บอกตรงๆ กว่าเกือบทุกครั้งที่จะไปเที่ยวที่ใดก็ตาม ต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ไปก่อนเสมอ ยกเว้นบางแห่งเท่านั้นที่ผ่านไปเจอ ก่อนจะได้อ่านหนังสือ แต่เมื่อไปชมแล้วก็ต้องกลับไปหาหนังสืออ่าน เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้น แล้วก็มักจะกลับไปชมซ้ำ เรียกว่าเที่ยวตามรอยหนังสือ การไปเที่ยวกับวิทยากรแต่ละรายก็จะทำให้ได้ความรู้แตกต่างกันไปด้วย เพราะวิทยากรแต่ละคนก็จะมีความชำนาญในเรื่องราวและแง่มุมต่างๆ กัน แม้จะไปเที่ยวซ้ำที่เดิม แต่ไปกับวิทยากรใหม่ๆ ก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมทุกครั้งค่ะ

คุณปรีชา โพทิพยวงษ์ นักธุรกิจ

l ปกตินั่งเรือไกลไปเที่ยวบ่อยไหมครับ ระหว่างนั่งเรือเที่ยวในแม่น้ำ กับท่องทะเล ไปเที่ยวแบบไหนบ่อยกว่ากันครับ

คุณปรีชา : ทริปนั่งเรือจากปากน้ำ สมุทรปราการมาเที่ยวเกาะสีชัง นับเป็นทริปแรกที่นั่งเรือมาจากสมุทรปราการครับ ปกติผมมาเที่ยวเกาะสีชังบ่อยพอประมาณมาแล้วไม่น้อยกว่า 5-6 ครั้ง มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กๆ แต่ครั้งนี้นั่งเรือนาน 3 ชั่วโมงกว่าเพื่อมาเกาะสีชัง นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากครับ จริงๆ อยากนั่งเรือจากปากน้ำมาเที่ยวสีชังนานมากแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสก็ครั้งนี้แหละครับ ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางจากปากน้ำไปยังเกาะสีชัง อ่านแล้วก็สนใจมาก เพราะอย่างน้อยๆ ก็ทำให้เห็นเส้นทางสัญจรทางน้ำเส้นทางหลักของบ้านเรา ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ เพราะสมัยก่อนการเดินทางด้วยรถยนต์ไปไหนต่อไหนยังไม่แพร่หลายมากนัก บรรพบุรุษของเราใช้การสัญจรคมนาคมทางน้ำเป็นหลัก เช่น ใช้แม่น้ำลำคลอง ใช้ทะเล เพื่อการติดต่อและค้าขายกันมาตั้งแต่โบราณกาล สมัยก่อนการค้าระหว่างประเทศก็ใช้ทะเลเป็นเส้นทางสำคัญ การนั่งเรือจากปากน้ำมาเกาะสีชังในครั้งนี้ ทำให้นึกจินตนาการไปถึงการเดินทางของคนรุ่นเก่ารุ่นก่อนของเราได้ชัดเจนขึ้นครับ ส่วนการนั่งเรือเที่ยวในแม่น้ำลำคลองนั้น ก็ใช้บ้างเป็นบางครั้งโดยเฉพาะแหล่งโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในลำคลอง เช่น คลองบางกอกใหญ่ คลองบางกอกน้อย เป็นต้น 

l ที่บอกว่ามาเที่ยวสีชังหลายครั้ง ติดใจอะไรบนเกาะแห่งนี้ครับ 

คุณปรีชา : อันที่จริงมาเที่ยวสีชังเพราะมีคนรู้จักอยู่ย่านนี้ แล้วสมัยก่อนก็ชอบชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวด้วยกันนำจักรยานไปถีบด้วยกันเป็นกลุ่มๆ เคยนำจักรยานลงเรือข้ามฝากจากเกาะลอยแล้วไปถีบบนเกาะสีชังก็สนุกดีครับ มากันหลายคน สนุกสนานตามประสาวัยรุ่นถามว่าติดใจอะไรบนเกาะสีชัง ตอบว่า สมัยก่อนนั้นไม่ได้รู้อะไรบนเกาะมากนัก แต่เมื่อโตขึ้นก็รู้ว่าบนเกาะมีพระราชฐานที่ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ไม่ได้เข้าไปชมบ่อยนัก จนมาวันนี้ได้เข้าไปเที่ยวกับกลุ่มทัวร์ที่อาจารย์เฉลิมชัยนำมา ก็ได้ทราบประวัติของพระราชฐานบนเกาะสีชังมากขึ้น ได้เดินชมอาคารโบราณ ได้ฟังคำบรรยาย ทำให้ได้ทราบประวัติลึกซึ้งกว่าเดิม เมื่อได้รู้ประวัติศาสตร์ของสถานที่ก็ทำให้ดีใจที่เรามีบรรพบุรุษที่มองการณ์ไกล และสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะไว้มากมาย โดยเฉพาะเมื่อได้ทราบว่าพระราชฐานแห่งนี้ได้รับการสร้างเมื่อครั้งรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเพราะเมื่อย้อนกลับไปในสมัยร้อยกว่าปีก่อน บนเกาะแห่งนี้คงจะร่มรื่นมากกว่านี้ เพราะผู้คนน้อยกว่าปัจจุบัน ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ แล้วเมื่อทราบว่าพระราชฐานแห่งนี้เกี่ยวข้องกับเจ้านายชั้นสูงในพระราชวงศ์จักรี ก็ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น แล้วเมื่อทราบต่อไปว่า รัชกาลที่ 5ไม่เสด็จพระราชฐานแห่งนี้อีกเลยเมื่อเกิดเหตุการณ์ร.ศ. 112 ก็ทำให้เข้าใจได้ว่าบ้านเมืองของเราในยุคนั้นต้องมีปัญหาถูกต่างชาติรุกรานอย่างหนัก แต่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ก็ทรงแก้สถานการณ์ได้ ทำให้บ้านเมืองของเรายังอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงบัดนี้

l ปกติสนใจเที่ยวโบราณสถานมากไหมครับ หากชอบเที่ยวโบราณสถาน ช่วยเล่าให้ฟังว่า ชอบเพราะเหตุใดครับ

คุณปรีชา : ปกติผมก็ไม่ถึงกับเป็นแฟนพันธุ์แท้ของการท่องตามโบราณสถานต่างๆ แต่ทว่าลึกๆ แล้ว ผมชอบสถานที่เก่า ชอบสถานที่ในประวัติศาสตร์ครับ ประการแรกชอบเพราะดูแลขลัง มีความเป็นมา แล้วถ้ายิ่งโบราณสถานเหล่านั้นได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพดี
ตามความเป็นจริง ก็ยิ่งชอบดูครับ ดูแล้วคิดถึงคนโบราณที่สร้างสถานที่เหล่านั้น เห็นได้ถึงความอุตสาหะพยายาม ความตั้งใจจริง เพราะการก่อสร้างสมัยก่อนต้องอาศัยแรงคนเป็นสำคัญ เนื่องจากเครื่องจักรเครื่องกลยังไม่มีมากเหมือนในยุคปัจจุบัน ดังนั้นการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ จึงต้องใช้แรงคน และต้องใช้ความศรัทธาของผู้คนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะศาสนสถานต่างๆ เช่น เจดีย์สูงใหญ่ หรือโบสถ์ วิหารขนาดใหญ่ที่มีความงดงามอ่อนช้อย แต่ดูแล้วอลังการมาก การเข้าไปเที่ยวชมพื้นที่ประวัติศาสตร์ทำให้เราเห็นถึงร่องรอยในอดีตของเรา แล้วหากศึกษาลงไปให้ลึกก็จะทราบถึงความเป็นมาของเรา เข้าใจความเป็นมาของชุมชน และเข้าใจถึงการก่อร่างสร้างเมืองเมื่อครั้งอดีต ทำให้ภูมิใจในความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังของบรรพบุรุษของเรา เรามีปัจจุบันได้ก็เพราะเรามีประวัติศาสตร์ แล้วมีตัวมีตนในวันนี้ได้ เพราะเรามีบรรพบุรุษสร้างบ้านแปงเมืองไว้ให้เรา เราสามารถเชื่อมโยงปัจจุบันกับอดีตได้ด้วยโบราณสถาน และประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้มันสืบสายต่อๆ กันมาโดยไม่ขาดตอน เราเป็นประเทศไทยได้ทุกวันนี้ ก็เพราะเรามีบรรพบุรุษที่ก่อร่างสร้างเมืองไว้ให้เราทุกคน เรามีรากมีเหง้า เรามีภูมิหลัง เราไม่ควรมองข้ามรากเหง้าความเป็นมาของเรา ประวัติศาสตร์ของเรามีคุณค่ามาก เราไม่สามารถมีวันนี้ได้ หากเราไม่มีประวัติศาสตร์ของเราเอง

คุณสามารถรับชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการที่ให้ทั้งสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. ทางโทรทัศน์ NBT ช่องหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 10 มิถุนายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736330

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 10 มิถุนายน 2566

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 10 มิถุนายน 2566

วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โออิชิ อีทโตะ ชวนชิม “เกี๊ยวซ่าไส้แน่น” ทั้ง เนื้อหมู เนื้อไก่ ผักต่างๆ พร้อมน้ำจิ้มเกี๊ยวซ่าสูตรพิเศษ ราคาซองละ 33 บาท ที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขา

ซูกิชิ ชวนชิม “กิมจิผักพื้นบ้าน” และ “กิมจิผลไม้ไทย” หมักแบบธรรมชาติมีโพรไบโอติกส์อร่อยเข้มข้นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ราคา 59 บาท จำหน่ายที่ ร้านซูกิชิ โคเรียน ชาร์โคล กริลล์ ทุกสาขา

อานตี้ แอนส์ ชวนชิม “Holy Cheese White Truffle Pretzel” ชิ้นละ 89 บาท พร้อมโปรโมชั่นเซตสุดคุ้ม ถึง 15 ก.ค. ที่ ร้านอานตี้ แอนส์ ทุกสาขา

ชวนชิม

คริสปี้ ครีม ชวนชิมเครื่องดื่ม Iced Pear Americano และ Pomegranate Orange Fizz ในเมนู “JUST FOR YOU PERFECT TOGETHER”ถึง 16 ก.ค. ที่ ร้านคริสปี้ ครีมทุกสาขา

ชวนชิม Cold Stone Creamery ไอศกรีมมิกซ์-อิน ระดับพรีเมียมจากอเมริกา กับแคมเปญ “The Taste of Pride” 2 รสชาติ ฉลอง Pride Month โคนละ 99 บาท และ 2 โคน ราคาพิเศษ 169 บาท ถึง 30 มิ.ย.

Arigato ชวนชิมเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นเมนูใหม่ “Arigato So Pride : Enjoy the Pride Moment” แก้วละ 55 บาท ถึง 30 มิ.ย. ที่ ร้านอาริกาโตะ ทุกสาขา

ชวนช็อป

เซ็นทาราแกรนด์ฯ หัวหิน ชวนช็อป “สุขเต็ม 100 กับ เซ็นทาราหัวหินแฟลชเซลล์” จองถึง 10 มิ.ย. เข้าพักได้ถึง 30 ก.ย. https://www.centarahotelsresorts.com/centaragrand/th/chbr/centenary-flash-sale

ยูนิโคล่ ชวนช็อปสินค้า “โดราเอมอน โหมดความยั่งยืน” ดีไซน์ล่าสุดของแคมเปญ “JOIN : THE POWER OF CLOTHING” เพื่อร่วมส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับมลพิษในมหาสมุทร

ชวนช็อปงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 27”ในธีม “ศึกเจ้านักช้อป” พร้อมไลฟ์จำหน่ายสินค้าโดยอินฟลูเอนเซอร์ทั้งไทยและต่างประเทศ29 มิ.ย. ถึง 2 ก.ค. ที่ ไบเทค บางนา

ชวนใช้

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต ชวนใช้“โอเชี่ยนไลฟ์ สมาร์ท โพรเทคชั่น 99/21” แบบประกันคุ้มครองตลอดชีพ รายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-2078888

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนโยกสะบัดไปกับครูสอนเต้นสุดแซ่บในงาน “THE DIVA’S PRIDE DANCE CELEBRATION 2023” วันอาทิตย์ที่ 11 มิ.ย. โทร.1285

ชวนตะลุยโอเอซิสกลางทะเลทราย พบสัตว์เลื้อยคลานสุดอัศจรรย์ในงาน “INTO THE WOODS” ถึง 14 มิ.ย. ที่ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์

ชวนชม

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “ธรรมชาติคือชีวิต” ในวันเสาร์ที่ 17 มิ.ย. เวลา 16.15-16.30 น.และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย”ตอน “ตลาดน้อย” ในวันอาทิตย์ที่ 18 มิ.ย. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชมนิทรรศการ “Solutions to Plastic Pollution” ให้ความรู้เรื่องขยะจากทะเล ในคอนเซ็ปต์“Shout Out for Wild Ocean” ถึง 30 มิ.ย. ที่ ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต

โรงแรมโซ แบงคอก ชวนชมโชว์ต่อยมวย 8 คู่ และร่วมงานพูลปาร์ตี้ “EDM Fight Night” บัตรราคา 999 บาทรวมเครื่องดื่ม 1 แก้ว วันเสาร์ที่10 มิ.ย. ที่ เดอะ วอเตอร์ คลับโทร.02-6240000

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

sasiเอาใจวัยรุ่น ท้าความมันดันแคมเปญ #แป้งป๋องศิสู้มันพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ย้ำจุดยืนสินค้าคุณภาพในราคานักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736390

sasiเอาใจวัยรุ่น ท้าความมันดันแคมเปญ #แป้งป๋องศิสู้มันพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ย้ำจุดยืนสินค้าคุณภาพในราคานักศึกษา

sasiเอาใจวัยรุ่น ท้าความมันดันแคมเปญ #แป้งป๋องศิสู้มันพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ย้ำจุดยืนสินค้าคุณภาพในราคานักศึกษา

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 19.38 น.

sasi เอาใจวัยรุ่น จัดงาน #แป้งป๋องศิสู้มัน YOU CHOOSE, YOU CONTROL กลางสยามสแควร์ ชวนวัยรุ่นออกมาทำกิจกรรม ท้าอากาศร้อน สู้ความมัน แต่งานนี้ไม่ว่าจะร้อนแค่ไหน ก็คุมความมันบนใบหน้าได้ เพราะมีแป้งกระป๋อง แบรนด์ sasi ทั้ง 6 สูตร พร้อมดึงตัวแทนคนรุ่นใหม่ ส่งพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจ อย่าง 6 หนุ่ม จากวง PROXIE แสดงมินิคอนเสิร์ต และร่วมพูดคุยกับ เฟย-ภัทร เอกแสงกุล ณ ลานกิจกรรม Lido Connect ใจกลางสยาม สแควร์ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า ย้อนความกลับไปตั้งแต่ช่วงเกือบ 10 ปีก่อน หลังจากศรีจันทร์ได้มีการรีแบรนด์ครั้งใหญ่และเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทางบ.ศรีจันทร์เองก็ได้เห็นถึงช่องว่างของตลาดในกลุ่มเด็กๆวัยรุ่นที่มีความต้องการในการดูแลตัวเองมากขึ้น ซึ่งเรื่องหลัก ๆ ที่เป็นปัญหาคือเรื่องสิว และแน่นอนว่าทุกคนก็อยากที่จะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ราคาเข้าถึงง่าย

บ.ศรีจันทร์ มีความถนัดและเชี่ยวชาญเรื่องแป้งที่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยอยู่แล้ว จึงได้เริ่มพัฒนาแป้งกระป๋องในราคาที่ย่อมเยาว์มากขึ้น และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ sasi ที่เริ่มต้นจากแป้งกระป๋อง ควบคุมความมันและลดการเกิดสิวในราคา 39 บาท หลังจากปล่อยผลิตภัณฑ์ออกมาในปี 2560 แป้งกระป๋องศศิได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากลูกค้า บริษัทต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆจากจุดยืนเดิมของเรา แม้ว่าสถานการณ์เรื่องค่าครองชีพจะเปลี่ยนแปลงไป เรายังคงราคาเดิมอยู่ เพื่อแสดงถึงจุดยืนที่แบรนด์ยังคงมุ่งมั่นให้คนไทยสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดี ในราคาย่อมเยาว์ได้

คุณเกล็ดดาว จิตต์ชื่นโชติ Senior Brand Manager แบรนด์ sasi กล่าวว่า จากสถานการณ์ในช่วง COVID-19 ที่ทำให้คนต้องใส่หน้ากากอนามัยและพบกับอาการแพ้แมสก์และเรื่องของสิวใต้แมสก์มากขึ้นทำให้แบรนด์ศศิเล็งเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาแป้งกระป๋องสูตรใหม่ เพื่อให้ตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จึงเกิดเป็น sasi ACNE Sol Loose Powder ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ทำให้ ศศิกลายเป็น TOP OF MIND ในเรื่องของแป้งฝุ่น Anti-Acne หรือ แป้งกระป๋องสีเขียว ตอกย้ำจุดยืนการเป็น Beauty and Lifestyle brand นอกจากสภาพผิวที่มีความแตกต่างกันแล้ว แบรนด์ sasi ยังคำนึงถึงกิจกรรมหรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละวันอีกด้วย อาทิ วันที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ก็ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับสภาพอากาศที่ร้อนและควบคุมความมันแบบนานพิเศษได้ หรือ สำหรับสาย Photogenic ก็มีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ให้งานผิวหรือผิวเล่นแสงสวย ซึ่งแบรนด์ sasi ก็มีการพัฒนาสูตรมาให้หลากหลายมากขึ้นเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบัน เป็นต้น
 
สำหรับแคมเปญ #แป้งป๋องศิสู้มัน แบรนด์ sasi ต้องการตอกย้ำ และแสดงถึงความมั่นใจว่า สินค้าแป้งกระป๋องของเรา เป็น Must Have Item ของคนรุ่นใหม่ ที่สู้กับความมันบนผิวหน้า ในสภาวะอากาศที่ร้อนของเมืองไทย โดยทุกสูตรช่วยควบคุมความมันได้ถึง 12 ชั่วโมง* และแต่ละสูตร ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไปของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสายกิจกรรม, สาย Outdoor ,สายสวยโชว์งานผิว เป็นต้น #แป้งป๋องศิสู้มัน จึงเป็นแป้ง everyday use สำหรับทุกคน ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่เพียงแค่สินค้าที่ sasi ต้องการพัฒนามาให้ตอบโจทย์ลูกค้า แต่ครั้งนี้ แบรนด์ sasi มาในคอนเซปต์ YOU CHOOSE, YOU CONTROL ศศิเชื่อว่า เราทุกคนมีความหวัง ความฝัน และความสามารถ เลือกที่จะเป็นในสิ่งที่อยากเป็น มีทางเลือกเป็นของตัวเอง โดยที่ไม่เดือดร้อนใคร รวมถึงเข้าใจว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่ ต้องการการเรียนรู้ ได้ลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อค้นหาตัวตน ตามหาความฝันของตัวเอง ในส่วนนี้ sasi จะยังคง Empower และสนับสนุน Talent ของกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นเพื่อนเคียงข้าง คอยให้กำลังใจ และช่วยผลักดันทุกความฝัน ความสามารถของคนรุ่นใหม่ทุกคน และครั้งนี้ เราได้เชิญตัวแทนคนรุ่นใหม่ อย่างวง PROXIE และเฟย-ภัทร มาร่วมพูดคุยและแสดงความสามารถ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ส่งพลังบวก พร้อมทั้งสร้างสีสัน และความบันเทิง ให้แฟนๆและคนรุ่นใหม่ทุกคน

สธ.เตือน! ไข้เลือดออกระบาดหนักสุดในรอบ 3 ปี รณรงค์ ‘ป้องกัน-รู้เท่าทัน’ ต้านเสียชีวิตจากไข้เลือดออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736375

สธ.เตือน! ไข้เลือดออกระบาดหนักสุดในรอบ 3 ปี รณรงค์ 'ป้องกัน-รู้เท่าทัน' ต้านเสียชีวิตจากไข้เลือดออก

สธ.เตือน! ไข้เลือดออกระบาดหนักสุดในรอบ 3 ปี รณรงค์ ‘ป้องกัน-รู้เท่าทัน’ ต้านเสียชีวิตจากไข้เลือดออก

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.52 น.

9 มิถุนายน 2566 ที่เดอะฮอลล์ กรุงเทพฯ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดงานวันไข้เลือดออกอาเซียน ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่สังคมไทย ไม่ป่วยตายด้วยไข้เลือดออก” (Moving Forward to Zero Dengue Death) ร่วมกับกรุงเทพมหานครและ 9 พันธมิตร ได้แก่ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด, สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, บริษัท

ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), กลุ่มบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ Dengue-Zero และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมรณรงค์ป้องกัน-รู้เท่าทัน ต้านการเสียชีวิตจากไข้เลือดออก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะระบาดหนักที่สุดในรอบ 3 ปี พร้อมมอบเงินรางวัลมูลค่ารวม 100,000 บาท แก่ผู้ชนะการประกวดสื่อสร้างสรรค์ “ASEAN Dengue Day Contest 2023” ที่จัดขึ้นเป็นปีแรก เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงภัยใกล้ตัวและความรุนแรงของโรค

นพ.โอภาส กล่าวว่า “โรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทยและอาเซียน โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยถึง 18,173 ราย มากกว่าปีที่แล้วถึง 4.2 เท่า เป็นการระบาดสูงสุดในรอบ 3 ปี และมีผู้เสียชีวิต 15 ราย เฉลี่ยมีผู้ป่วยสัปดาห์ละ 900 ราย เสียชีวิตสัปดาห์ละ 1 ราย พบอัตราป่วยสูงสุด คือ กรุงเทพฯ ภาคใต้ และภาคกลาง โดยนักเรียนอายุ 5-14 ปี ป่วยสูงสุด รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 15-24 ปี กระทรวงสาธารณสุขจึงดำเนินการ 3 กลยุทธ์ คือ 1) Rebrand รณรงค์ป้องกันก่อนเกิดโรค ปรับภาพลักษณ์หน่วยงานรัฐด้วยนโยบายเชิงรุก 2) Rethink เปลี่ยนความคิดคนไทยให้รู้เท่าทันภัยร้ายของไข้เลือดออก เริ่มต้นจากการดูแลตนเอง และ 3) Reconnect ผนึกกำลังภาคีรัฐและเอกชน ชูนวัตกรรมเพื่อสร้างความร่วมมือในการป้องกันการเสียชีวิตจากไข้เลือดออก”

นายสุขสันต์ กิตติศุภกร รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกสูงที่สุด จึงได้ออกนโยบายและดำเนินงานเชิงรุก เน้นการป้องกันและเฝ้าระวังก่อนเกิดโรค โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน โรงเรียน และศาสนสถาน พร้อมร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนสร้างการรับรู้ถึงอันตรายของไข้เลือดออกแก่ประชาชน เพื่อทำให้กรุงเทพฯ ปลอดโรค ปลอดภัย ห่างไกลจากไข้เลือดออก”

นายยูจิ ชิมิซึ ประธานกรรมการ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นในการปกป้องชีวิตผู้คนให้ปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก คาโอได้ให้การสนับสนุนแก่เนคเทค สวทช. และกรมควบคุมโรค ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน “รู้ทัน” แอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยสุขภาพรอบตัว ซึ่งได้เปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านสุขภาพตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา และกำลังร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ผ่านการสร้างแบบพยากรณ์เพื่อคาดการณ์โอกาสในการเกิดโรค การแพร่ระบาด เพื่อหาวิธีป้องกันให้ประชาชนปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออกต่อไป พร้อมสานต่อโครงการ “GUARD OUR FUTURE” โดยเน้นไปที่กลุ่มเด็กนักเรียนเป็นหลัก ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจากการติดเชื้อไข้เลือดออก ผ่านการให้ความรู้และวิธีการป้องกันไข้เลือดออกที่ถูกต้องแก่เด็กนักเรียนและผู้ปกครอง โดยตั้งเป้าจัดกิจกรรมกว่า 160 โรงเรียนทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และได้ร่วมมือกับวง Paper Planes ซึ่งเป็นศิลปินขวัญใจกลุ่มเป้าหมายมาร่วมแต่งเพลงให้ความรู้เรื่องไข้เลือดออก พร้อมทั้งมิวสิควิดีโอเพื่อเตือนถึงอันตรายของไข้เลือดออกแก่เด็กๆ และเยาวชนไทย”

นายปีเตอร์ สไตรเบิล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างภาระให้แก่ประชาชนและระบบสาธารณสุขของไทย ซึ่งนอกจากการสร้างความตระหนักรู้แล้ว การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและครอบครัวจะเป็นอีกหนึ่งวิธีในการพาประเทศไปสู่สังคมห่างไกลไข้เลือดออก ทาเคดาจึงเห็นความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้เลือดออกผ่านนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยการร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจากองค์กรทั้งด้านสาธารณสุขจากภาครัฐและเอกชนเพื่อที่จะสามารถเข้าถึงชุมชนได้อย่างแท้จริง โดยเน้นการป้องกันในโรงเรียนและชุมชน ผ่านการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับไข้เลือดออกในรูปแบบใหม่ๆ อาทิ แคมเปญสร้างความตระหนักรู้ผ่าน อิงมา หรือ Dengue Virtual Human และเว็บไซต์ http://www.knowdengueth.com ที่นำข้อมูลเกี่ยวกับสถิติผู้ป่วย ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก และวิธีการป้องกัน เพิ่มช่องทางให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลของโรคไข้เลือดออกได้อย่างทันท่วงที โดยหวังว่าการสื่อสารนี้จะส่งเสริมการลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้”

-(016)

Hillkoff ผุด ‘Coffogenic Drink’ สุดยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ด้าน Functional foods

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736327

Hillkoff ผุด ‘Coffogenic Drink’ สุดยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ด้าน  Functional foods

Hillkoff ผุด ‘Coffogenic Drink’ สุดยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ด้าน Functional foods

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.55 น.

“Coffee is Super Fruit” เมื่อกาแฟเป็นมากกว่าเครื่องดื่มสีดำในแก้ว  สู่การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ด้าน Functional foods ในงาน Grand opening ผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ Novel Food จากสารสกัดเนื้อผลกาแฟ (Coffogenic drink) เปิดตัวที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นที่แรกในโลก ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยภายในงานมี รศ.ดร. ปีติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวรายงาน รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะพงศ์ เนียมทรัพย์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงาน Grand opening “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดเนื้อผลกาแฟ” (Coffogenic) และ ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ. บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึง ความร่วมมือของนักวิจัย สู่นวัตกรรมทางการแพทย์ด้าน Functional foods ผ่าน หน่วยวิจัยทางคลินิก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน

ซึ่งโครงการนี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ (Hillkoff ) จำกัด และมหาวิทยาลัยร่วมวิจัย ได้แก่ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นเครื่องดื่มที่มีสารออกฤทธิ์ช่วยลดไขมันในเลือดและลดไขมันพอกตับ โดยทีมวิจัยได้ทำจดสิทธิบัตรการวิจัยผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยต่อการบริโภค 100% โดยศูนย์ประเมินความเสี่ยงประเทศไทย  พร้อมขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข  โดยจะเริ่มจัดจำหน่ายในปี 2566 นี้

สถิติองค์กรอนามัยโลกพบว่ามีคนเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรค NCDs มากถึง 74% หรือชั่วโมงละ 37 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยในช่วงวัยทำงาน ที่ใช้ชีวิตไม่ถูกต้อง มีพฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การเกิดโรค จนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อาทิ โรคอ้วนลงพุง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคไขมันพอกตับ โรคเบาหวาน  เป็นต้น

จากผลการวิจัยดังกล่าว กาแฟเป็นตัวช่วยควบคุมระดับไขมัน LDL Cholesterol และ Triglyceride เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพลดทุกขภาวะจากโรค NCDs (Non-communicable Diseases) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรคพฤติกรรม โรคที่คร่าชีวิตคนไทยและผู้คนบนโลกมากที่สุด

Coffogenic Drink จึงถูกพัฒนาจากสารสกัดเนื้อผลกาแฟ เพื่อตอบโจทย์การป้องกันโรค NCDs ในรูปแบบพร้อมดื่ม พัฒนาตำรับจากส่วนผสมจากธรรมชาติ 100 % ไม่มีสารกันเสีย  ผ่านการนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อล็อคสารสำคัญออกฤทธิ์จากเนื้อผลกาแฟให้อยู่ในรูปที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ได้   ซึ่งมีการควบคุมไขมันคอเลสเตรอลเข้าสู่ร่างกาย โดยทำให้ไมเซลล์คอเลสเตอรอลมีขนาดใหญ่จนร่างกายไม่สามารถดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดได้  โดยแนะนำดื่มวัยทำงานวันละ 1- 2 ขวด  ดื่มเป็นเครื่องดื่มทดแทนกาแฟ หรือ ผู้ที่อยู่ระหว่างทานยาลดไขมันก็สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย

บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ซื้อกาแฟจากต้นน้ำและทำการเแปรรูป ในทุกๆปี ฮิลล์คอฟฟ์ จะมีการพัฒนาสินค้านวัตกรรมออกมามากมายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดผู้คนในสังคมและสิ่งแวดล้อม  ปีพ.ศ. 2555 เนื้อผลกาแฟ ถูกนำมาคิดต่อยอดในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน และเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายมาเป็นทรัพยากรใหม่ การค้นพบที่น่าเหลือเชื่อในเนื้อผลเชอรี่ของกาแฟ ทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนงานวิจัยอย่างต่อเนื่องและใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ร่วมกับขอรับทุนสนับสนุนจากภาครัฐ ด้วยการค้นคว้าวิจัยจากทีมคณาจารย์จากหลากสาขาวิชาบูรณาการองค์วามรู้กว่า 9 ปี  ตลอดเส้นทางการวิจัยนั้นได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยบางส่วนในวารสารวิชาการนานาชาติ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าแก่ผู้สนใจนำไปใช้พัฒนาต่อๆไป

“มุมมองต่อการดูแลกาแฟจากต้นน้ำของเราเปลี่ยนแปลงไปเมื่อสิ่งที่เรียกว่าของทิ้ง (Waste) กลายเป็นทรัพยากร (Resource) ที่สำคัญและอาจจะมีมูลค่าคุณค่าที่มากกว่าสินค้าหลัก เราตัดสินใจที่จะนำเอากาแฟ เข้าสู่ตลาดอาหารและสุขภาพ (Health and Wellness) แล้วเช่นเดียวกับการตัดสินใจที่จะกระโดดออกจากถ้วยกาแฟ เพื่อสร้างขยายอุตสาหกรรมใหม่ให้กับทรัพยากรกาแฟรองรับความผันผวนของธุรกิจและการแข่งขัน จากการเปิดเสรีทางการค้า  ฮิลล์คอฟฟ์ ตั้งใจว่า จะปักหลักซื้อกาแฟไทยจากเกษตรกร ด้วยราคาที่ยุติธรรม และสามารถสนับสนุนเกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟไทยในระบบวนเกษตรได้อย่าง ยั่งยืนยาวนาน”  คุณ นฤมล ทักษอุดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด กล่าว

นอกจากนี้ บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด ได้เข้าสู่การประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจกแห่งประเทศไทย และสามารถนำเอากระบวนการจัดการเนื้อผลกาแฟมาลดค่า Carbon Emission ในผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วได้เช่นเดียวกัน นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟคาร์บอนต่ำ สร้างอุตสาหกรรมกาแฟสีเขียวที่ได้ประโยชน์ ทั้งคนดื่มกาแฟ  คนรักสุขภาพ การผลิต การบริโภค ที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน

ทั้งหมดนี้คือการเชื่อมโยงบูรณาการนวัตกรรมของฮิลล์คอฟฟ์เข้ากับงานส่งเสริมการเกษตรที่สูงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์การลดการปลดปล่อยของเสียจากกระบวนการผลิตและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่เหลือทิ้งตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนวัตกรรมของฮิลล์คอฟฟ์ครอบคลุมอุตสาหกรรม เป้าหมายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ และการท่องเที่ยว ทั้งนี้เป้าหมายสูงสุดของฮิลล์คอฟฟ์คือการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ สร้างงานและยกระดับการพัฒนาประเทศโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

ททท.เปิดโครงการ ‘Amazing Thailand Grand Sale 2023’ ชวนนักชอปล่าดีลเด็ด 6 จังหวัดท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736267

ททท.เปิดโครงการ ‘Amazing Thailand Grand Sale 2023’ ชวนนักชอปล่าดีลเด็ด 6 จังหวัดท่องเที่ยว

ททท.เปิดโครงการ ‘Amazing Thailand Grand Sale 2023’ ชวนนักชอปล่าดีลเด็ด 6 จังหวัดท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.53 น.

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานเปิดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2023 ชูคอนเซปต์ “Hunting Season” ตามล่าดีลสุดพิเศษจากพันธมิตรผู้ประกอบการ 6 จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต อุดรธานี ชลบุรี(พัทยา) และสงขลา (หาดใหญ่) เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการชอปปิงระดับโลก คาดปั๊มรายได้หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 75 ล้านบาท พร้อมกันนี้ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.  หน่วยงานภาครัฐ สมาคม พันธมิตรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้เกียรติร่วมงาน ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายยุทธศักดิ์  สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2023 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2566 ภายใต้แนวคิด “Hunting Season” มอบความสุขและสร้างอิสระในการจับจ่ายในยุคหลังโควิดกับกิจกรรมล่าดีลเด็ดกว่า 10,000 รายการ จากผู้ประกอบการและร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 10,000 ร้านค้าจากเมืองท่องเที่ยวหลักทั้ง 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต อุดรธานี ชลบุรี (พัทยา) สงขลา (หาดใหญ่) เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและเป็นโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวในราคาพิเศษ ทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็น 1 ใน 6 จุดหมายปลายทางของการชอปปิง (Shopping Destination) ที่ทั่วโลกอยากมาเยือน โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกลุ่มตลาดระยะใกล้ จากภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย และนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง ชื่นชอบกิจกรรมชอปปิงและชอบสินค้าจากประเทศไทย โดย ททท. มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการนำเส นอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และคุ้มค่า ควบคู่กับการส่งเสริม Soft Power เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว และส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมาย

ททท. เริ่มต้นสร้างบรรยากาศแห่งการใช้จ่ายด้วยกิจกรรม Shopping Challenge โดยเชิญ KOL Influencer จากภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น  ไต้หวัน ทั้งหมด 12 ทีม ร่วมแข่งขันชอปปิงตามโจทย์ในห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่บริเวณแนวรถไฟฟ้า จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, ศูนย์การค้า Siam Discovery, ศูนย์การค้า Gaysorn Village , ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ , ห้างสรรพสินค้า The EmQuartier และ ศูนย์การค้า Terminal 21 โดยผู้ชนะเลิศ รับเงินรางวัล 20,000 บาท และ Voucher ที่พักมูลค่า 40,000 บาท อันดับที่2 รับเงินรางวัล 10,000 บาท และ Voucher ที่พักมูลค่า 20,000 บาท และ อันดับ 3 เงินรางวัล 5,000 บาท และ SPA Package มูลค่า 5,000 บาท รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 100,000 บาท

และ กิจกรรมล่าดีลเด็ด พบส่วนลดสูงสุด 80% จากร้านค้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ สายการบิน โรงแรม สปา และชอปปิงแพลตฟอร์ม พร้อมลุ้นรับสิทธิประโยชน์อื่นๆ จากแคมเปญ 3 Get  กล่าวคือ

“Get ที่ 1 Get สมบัติ” เมื่อซื้อสินค้าและบริการ ณ ร้านค้าที่ร่วมโครงการฯ ครบทุก 500 บาท ต่อ 1 สิทธิ์ ลุ้นรับรางวัลใหญ่แพ็กเกจที่พักโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน 3 วัน 2 คืน,ทองรูปพรรณ ,โทรศัพท์ iPhone 14 (ความจุ 128G) ,บัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ เส้นทางในประเทศ ฯลฯ รวม 200 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 2.5 ล้านบาท  โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมสนุกและลุ้นรับรางวัลได้ทุกสัปดาห์ผ่านช่องทาง Line official @thailandgrandsale โดยจะประกาศผลรางวัลทุกวันศุกร์

“Get ที่ 2 Get คราฟต์ไทย” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย ททท. ร่วมกับ Vat Refund แจกของที่ระลึกจาก 5 ชุมชน จำนวน 20,000 ชิ้น ซึ่งเป็นงานคราฟต์จาก 5 ชุมชน เช่น Griptok รูปเเบบถาดอาหารไทยโบราณ ผ้าโพกผมมัดย้อมจากเปลือกโกโก้ไทยแห่งลุ่มน้ำปัว จ.น่าน พัดสานบ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา กระเป๋าย่ามช้างผ้าทอ สินค้าจากชุมชนแม่คำมี จ.แพร่ และกระเป๋ากระจูดย้อมสี จาก จ.พัทลุง เมื่อนักท่องเที่ยวซื้อสินค้าและบริการในร้านค้าที่รับ Vat Refund ณ ศูนย์การค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 6 จังหวัด ครบ 5,000 บาท และนำหลักฐานใบเสร็จเพื่อรับของที่ระลึกได้ที่เคาน์เตอร์ Vat Refund ณ ท่าอากาศยาน ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่

และ “Getที่ 3 Get อิ่มใจ” โดย ททท. ร่วมกับ Artstory By AutisticThai ธุรกิจเพื่อสังคมของกลุ่มเด็กพิเศษและบุคคลออทิสติก ร่วมกันรังสรรค์พรสวรรค์และจินตนาการผ่านภาพลายเส้น จัดทำกระเป๋าชอปปิงลายหน้าเพื่อน (ลาย Signature) จำนวน 10,000 ใบ (มูลค่าใบละ 450 บาท) สำหรับแจกนักท่องเที่ยว เมื่อซื้อสินค้าและบริการครบ 3,000 บาท สามารถแลกรับกระเป๋าได้ที่จุดบริการลูกค้าภายในห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับพันธมิตรอื่น ๆ เช่น กิจกรรม TikTok Creators Challenge กิจกรรม See Post Get Code ผู้ที่เห็นรีวิวสินค้าภายใต้โครงการฯ จะได้รับโค้ดส่วนลดทันที กิจกรรม LIVE Flash Sale ไลฟ์นำเสนอสินค้าในราคาส่วนลด 80% ขึ้นไป ในวัน Pay Day (8.8) ผ่านแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ และกิจกรรม Troop ที่จะเดินทางไปสร้างความสุข สนุก เล่นเกมแจกของรางวัลทั้ง 6 พื้นที่เป้าหมาย

สำหรับในปีนี้ ททท. ร่วมกับพันธมิตร ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย โดยมีพันธมิตรหลักที่สนับสนุนโครงการ ประกอบด้วย กรมสรรพกร (VAT Refund) กลุ่มพันธมิตรด้านการชอปปิง Asset World Corporation, Big C,  Central Group, Diana หาดใหญ่, Gaysorn Villege, Jungcylon ภูเก็ต, King Power, Lotus’s, Maya เชียงใหม่, MBK Group, Siam Piwat, Terminal 21, The Mall Group, UD town อุดรธานี และ Odean หาดใหญ่ กลุ่มพันธมิตรด้านการเดินทาง Thai Airasia, Bangkok Airways, Thai Smile, Thai Vietjet, Biz Car Rent, Chic Car Rent, Thairoute กลุ่มพันธมิตร e-commerce Lazada, Shopee กลุ่มพันธมิตร OTA/super app/application agoda, airasia super app, Traveloka, utu application, YAKS application กลุ่มพันธมิตรด้านที่พัก Cape&Kantary Hotels, Centara Hotels & Resorts, Cross Hotels & Resorts, Dusit Hotels & Resorts, Hotel MOCO, Tolani Hotels และโรงแรมกลุ่ม Asset world  กลุ่มพันธมิตรด้านสุขภาพและความงาม DERMASTER, Let’s Relax, PAN Clinic และ PRIVÉ by DR.TOY กลุ่ม Member Club บัตรเครดิต KTC, UnionPay และ VISA กลุ่มพันธมิตรด้านบริการอื่นๆ Blu-O Rhythm & Bowl, FIT Auto, FIXX-Care for Car, Major Cineplex, Otteri, Siam Niramit และ Sub-Zero Iceskate

ททท. เชื่อมั่นว่า โครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2023 จะเป็นโครงการทางการตลาดที่สำคัญในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและเพิ่มค่าใช้จ่ายในช่วง Green Season ได้เป็นอย่างดี คาดว่าจะผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 200,000 คน สร้างรายได้รวมให้กับพันธมิตรไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท กระจายรายได้หมุนเวียนให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไม่น้อยกว่า 75 ล้านบาท ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลและโปรโมชันดี ๆ ได้ที่ Facebook : Amazing Thailand Grand Sale หรือ LINE OA : Amazing Thailand Grand Sale หรือศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่ http://www.amazingthailandgrandsale.com 

-(016)

NSM ประกาศผลรางวัลการแข่งขัน ‘NSM Junior Science Influencers 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736263

NSM ประกาศผลรางวัลการแข่งขัน ‘NSM Junior Science Influencers 2023’

NSM ประกาศผลรางวัลการแข่งขัน ‘NSM Junior Science Influencers 2023’

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.42 น.

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เผยผลแข่งขันรอบชิง “NSM Junior Science Influencers 2023” ระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้น เตรียมปั้นผู้ชนะเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชนอย่างมืออาชีพ

9 มิถุนายน 2566 ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.NSM กล่าวว่า โครงการ NSM Junior Science Influencers เป็นกิจกรรมการแข่งขันที่ NSM จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “แนะนำเรื่องราววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจในพิพิธภัณฑ์” ของ NSM โดยเลือกเรื่องราววิทยาศาสตร์ที่สนใจ เพียง 1 เรื่อง จาก 4 พิพิธภัณฑ์ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ และพิพิธภัณฑ์พระรามเก้าที่ชื่นชอบมากที่สุดมานำเสนอในฐานะ NSM Junior Science Influencer ในเวลา 3 นาที โดยเวทีนี้จะช่วยสร้างโอกาสและแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในการถ่ายทอดเรื่องราววิทยาศาสตร์สู่สาธารณชนได้อย่างมืออาชีพ พร้อมยังส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเยาวชนนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ

ผอ.อพวช.กล่าวต่อว่า ในปีนี้มีเยาวชนที่สนใจสมัครมาเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้สามารถผ่านรอบคัดเลือกมาได้ จำนวน 24 คน เพื่อมาเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งผลปรากฏว่า ผู้คว้ารางวัลนำเสนอยอดเยี่ยมในระดับประถมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ ด.ช.วิวัฒน์เดช เลาหวิศิษฏ์ และ ด.ช.วรอัศว์ เต็มบุญศรัณย์ ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ ด.ญ.บุญญิศา ศิริใจสมบุญ และด.ช.อภิชพัฒน์ เต็มบุญศรัณย์ ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลชมเชย ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ ด.ญ.เพลินทิพย์ ลิ่มพงศธร และด.ญ.ชณิสรา ตรังค์เอื้อสันติ ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

และรางวัลชมเชย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ ด.ช.กษพล วรรัตน์โภคิน และด.ญ.พัชรธร ลิมโปดม ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

ทั้งนี้ เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกในรอบชิงชนะเลิศและได้รับรางวัลจะได้มีโอกาสร่วมงานกับ NSM ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ในกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับ รางวัล“NSM Junior Science Influencers Popular Vote 2023 for The Best Performance” กับ รางวัล “NSM Junior Science Influencers Popular Vote 2023” ผู้สนใจสามารถเข้าไปร่วมโหวตกดไลค์คลิปวีดีโอที่ถูกใจที่ได้ที่ YouTube: NSM Thailand โดยจะประกาศผลในวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ผ่านช่องทาง: Facebook: NSM Thailand และwww.nsm.or.th ต่อไป

-(016)

สันติบุรี เกาะสมุย สร้างแรงบันดาลใจในวันสุขภาพโลก รังสรรค์วันพักผ่อนเพื่อสุขภาพครบวงจร ภายใต้ธีม #DanceMagenta

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736258

สันติบุรี เกาะสมุย สร้างแรงบันดาลใจในวันสุขภาพโลก รังสรรค์วันพักผ่อนเพื่อสุขภาพครบวงจร ภายใต้ธีม #DanceMagenta

สันติบุรี เกาะสมุย สร้างแรงบันดาลใจในวันสุขภาพโลก รังสรรค์วันพักผ่อนเพื่อสุขภาพครบวงจร ภายใต้ธีม #DanceMagenta

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.28 น.

สันติบุรี เกาะสมุย  (Santiburi Koh Samui)  รีสอร์ตสุดหรูแห่งเกาะสมุย ในเครือของ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) (S Hotels and Resorts Public Company Limited: SHR) เตรียมฉลองวันสุขภาพโลก (Global Wellness Day) ในวันที่ 10 มิถุนายน 2566 นี้ ด้วยกิจกรรมที่อัดแน่นเพื่อเสริมสร้างสุขภาพทั้งกายและใจให้แข็งแรง รวมถึงกิจกรรม #DanceMagenta โปรแกรมการเต้นที่จะสร้างสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับทุกคน

วันสุขภาพโลก (Global Wellness Day) มีขึ้นครั้งแรกในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2555 เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองไปทั่วทุกหนแห่ง และมีผู้คนกว่าห้าพันล้านคนเข้าร่วมทั่วโลก นับเป็นปรากฏการณ์อันทรงพลังสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนได้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนเอง โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม #DanceMagenta ที่เน้นเรื่องเสรีภาพและจิตวิญญาณแห่งการเต้น จุดมุ่งหมายคือการช่วยให้ผู้คนมารวมตัวกันและค้นพบความสุขของการเต้นรำใน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ 1) ออกกำลังกายไปกับ “การเต้นรำที่สนุกสุดเหวี่ยง” (Dance with your Body) 2) ฝึกสมาธิกับ “การเต้นรำกับจิตวิญญาณของคุณ” (Dance with your Mind) และ 3) ปรับการเต้นรำเข้ากับทุกมิติของกิจวัตรประวันจำ “เต้นรำในทุก ๆ วันของชีวิต” (Dance with Life) 

สันติบุรี เกาะสมุย มุ่งมั่นที่จะสร้างวิถีแห่งสุขภาพแบบองค์รวมเสมอมา ด้วยแนวคิด Lèn Be Well ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ แขกสามารถปรับแต่งกิจกรรมการเข้าพักของตนเอง กับตัวเลือกของโปรแกรมทุกครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ การผจญภัย กิจกรรมครอบครัว การพักผ่อน ความโรแมนติก และวัฒนธรรม เพื่อช่วยให้ได้ค้นพบเส้นทางส่วนตัวสู่ความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี แต่ละโปรแกรมจะผสมผสาน 3องค์ประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่ สปาทรีตเมนต์ กิจกรรม และอาหาร เพื่อสร้างตารางเวลาประจำวันตามความต้องการ และเพื่อเป็นการฉลองวันสุขภาพโลก รีสอร์ตจะรวมองค์ประกอบที่หลากหลายเหล่านี้เข้ากับวันแห่งการค้นพบที่น่าดื่มด่ำอย่างแท้จริง

กิจกรรมพิเศษในวันที่ 10 มิถุนายน เริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นด้วยคลาส “Dance with your Body” สุดกระปรี้กระเปร่าบนสนามหญ้าชายหาด ตามมาด้วย “Family Mini Olympics” เพื่อแนะนำเด็ก ๆ ให้รู้จักกับประโยชน์ของสุขภาพด้วยวิธีที่สนุกสนาน ต่อด้วยการทำอาหารเรียนรู้วิธีทำ Lèn Wellness Shots และ Healthy Acai Bowls นำโดย Executive Chef ของรีสอร์ต

ในช่วงบ่ายผู้เชี่ยวชาญที่ Lèn Spa จะจัดงาน “Trigger Point & Musculoskeletal Techniques Workshops” ซึ่งจะแนะนำศาสตร์เบื้องหลังการนวดและจุดกดตามธรรมชาติของร่างกาย และออกกำลังเรียกเหงื่อกับคลาส “มวยไทยแบบดั้งเดิม” ปิดท้ายวันที่ดีในช่วงพระอาทิตย์ตกดินกับกิจกรรม “เต้นรำกับความคิด” (Dance with Thoughts) และ “การทำสมาธิใต้แสงเทียน” (Candlelight Meditation)

เด็กๆ ยังสามารถเข้าร่วม Global Wellness Day กับกิจกรรมสนุก ๆ ที่ “ปัญญา แอนด์ ยิ้ม จูเนียร์ แคมป์” (Panya & Yim’s Junior Camp) ตั้งแต่กิจกรรมเดินชมธรรมชาติ เพ้นท์หิน รำไทย โยคะเด็ก และอื่นๆ อีกมากมาย!

ชนาภัทร์ ขำเครือ ผู้จัดการคลัสเตอร์สุขภาพองค์รวมและสันทนาการS Hotels & Resorts (Ms. Chanapach Khumkhur, Cluster Wellness Manager of S Hotels & Resorts) ซึ่งได้รับตำแหน่ง Global Wellness Day Key Supporter อย่างเป็นทางการ กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมกับผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกในการเฉลิมฉลอง Global Wellness Day ในวันที่ 10 มิถุนายน ด้วยแนวคิด Lèn Be Well ที่ริเริ่มขึ้น สันติบุรี เกาะสมุย มุ่งมั่นที่จะช่วยให้ผู้มาเยือนทั่วโลกรู้สึกถึงประโยชน์มากมายของการมีสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะผ่านการเล่นกีฬา ฟิตเนส โภชนาการ การมีสติ หรือด้านอื่น ๆ ของการดูแลตนเอง ซึ่งเราภูมิใจที่ได้ร่วมกับผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกในการเฉลิมฉลองวันสุขภาพโลก และกิจกรรม #DanceMagenta อย่างเต็มรูปแบบในปีนี้”

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Global Wellness Day และ #DanceMagenta ได้ที่ http://www.globalwellnessday.orgสำหรับราคาที่พัก สันติบุรี เกาะสมุย เริ่มต้นเพียง 6,750++ บาทต่อคืน ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองที่พักสำหรับทริปวันสุขภาพโลกในเดือนมิถุนายนนี้ ได้ที่ santiburisamui.com

-(016)