SPU จัดแข่งขันไอเดียสินค้านวัตกรรม ระดับมัธยม อาชีวะ และมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740346

SPU จัดแข่งขันไอเดียสินค้านวัตกรรม  ระดับมัธยม อาชีวะ และมหาวิทยาลัย

SPU จัดแข่งขันไอเดียสินค้านวัตกรรม ระดับมัธยม อาชีวะ และมหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะสหวิทยาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดอบรมค่ายปลุกพลังสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือ SPU Sustainability Hackfest 2023 เปิดโอกาสให้นักเรียน-นักศึกษา เข้าร่วมแข่งขันเสนอไอเดียสินค้านวัตกรรม พร้อมดึงวิทยากรจากบริษัท อาทิ UNDP Thailand, Ernst & Young, Line Thailand และ New Energy Nexus Thailand มาร่วมอบรมให้ความรู้เพิ่มทักษะการปฏิบัติในการเริ่มต้นธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรม

ทั้งนี้ มีนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษา และนักศึกษาระดับอุดมศึกษา เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยการแข่งขันระดับมัธยมศึกษา ทีมตู้เย็นเคลื่อนที่พลังงานไฟฟ้าจากท่อไอเสีย โรงเรียนเทพศิรินทร์ คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Oxyhex โรงเรียนเทพศิรินทร์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คือ ทีม Syneven จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย และ โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร

สำหรับระดับอุดมศึกษา นักศึกษาที่คว้ารางวัลชนะเลิศ คือ ทีมสิงโตซุ่มลุ่มพระนคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ SPU Lawtech มหาวิทยาลัยศรีปทุม และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คือ ทีมเอ็บอี๋ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ม.เกษตรฯ และกลุ่มมิตรผล ร่วมมือ พัฒนาหลักสูตรผู้ผลิตอ้อยสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740349

ม.เกษตรฯ และกลุ่มมิตรผล ร่วมมือ  พัฒนาหลักสูตรผู้ผลิตอ้อยสมัยใหม่

ม.เกษตรฯ และกลุ่มมิตรผล ร่วมมือ พัฒนาหลักสูตรผู้ผลิตอ้อยสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดี และ ผศ.ดร.นรุณ วรามิตร คณบดีวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือเพื่อยกระดับการพัฒนาและรับรองหลักสูตรชุดวิชา “ผู้ผลิตอ้อยสมัยใหม่แบบครบวงจร หรือ Mitr Phol ModernFarm” กับกลุ่มมิตรผล นำโดย นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัท และประธานคณะกรรมการบริหาร และนายไพฑูรย์ ประภาถะโร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารและสนับสนุน กลุ่มงานอ้อย ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ชุดวิชาดังกล่าวเป็นการจัดการเรียนการสอนประเภทประกาศนียบัตรชุดวิชา Non-Degree ที่ผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตเข้า Credit Bank ได้ถึง 14 หน่วยกิตซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดยสถาบันมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม (MITR PHOL MODERNFARM ACADEMY : MFA) สถานที่เรียนรู้และฝึกอบรมการทำไร่อ้อยสมัยใหม่และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ถูกต้อง พร้อมนำแนวคิด Design Thinking เข้ามาพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดการภาคเกษตรสมัยใหม่ให้กับบุคลากรภายในองค์กร และเกษตรกรชาวไร่อ้อยของกลุ่มมิตรผล ให้สามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาการจัดการไร่อ้อยได้อย่างครบวงจร

เนื้อหาหลักสูตร ครอบคลุมทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อเสริมประสบการณ์ทำงานจริง ให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ พร้อมปรับตัวให้เท่าทันโลกการเกษตรยุคใหม่ ด้วยวิถีการทำเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่นับเป็นความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรในยุคปัจจุบัน โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกลุ่มมิตรผลมีมุ่งหวังว่าความร่วมมือกันในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่ภาคเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ต่อไป

สกสว.จับมือ’องค์กรวิทย์โลก’ ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740426

สกสว.จับมือ'องค์กรวิทย์โลก' ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาเซียน

สกสว.จับมือ’องค์กรวิทย์โลก’ ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาเซียน

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.46 น.

“สกสว.” จับมือ “องค์กรวิทย์โลก” ปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาเซียนส่งเสริมการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) เชื่อมโยงนักนโยบาย-วิจัย พัฒนาชาติ

สกสว. ร่วมอบรม “AAAS-TWAS Course on Science Diplomacy ครั้งที่ 10” ณ ประเทศอิตาลี ยกระดับนักวิทยาศาสตร์ไทยสู่นักการทูตวิทย์ หวังเชื่อมโยงนักนโยบายและนักวิจัยเป็นหนึ่งเดียว เพื่อยกระดับวิทยาศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจับมือ “AAAS-TWAS” องค์กรวิทยาศาสตร์ระดับโลกเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในภูมิภาคอาเซียน ส่งเสริมการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) พัฒนาชาติ ในปี 2567

รองศาสตราจารย์ ดร. พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมคณะเข้าร่วมอบรม “AAAS-TWAS Course on Science Diplomacy ครั้งที่ 10”ระหว่างวันที่ 19 – 23 มิถุนายน 2566 ณ เมือง ตรีเยสเต ประเทศอิตาลี จัดโดย สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (The American Association for the Advancement of Science : AAAS) วอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา และสถาบันวิทยาศาสตร์โลกเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในประเทศกำลังพัฒนา (The World Academy of Sciences for the advancement of science in developing countries : TWAS) ตรีเยสเต ประเทศอิตาลี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย นักการทูต และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ได้ทราบถึงแนวคิดของการทูตวิทยาศาสตร์ และสามารถนำประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับนโยบายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มาสร้างชุดทักษะและประยุกต์ใช้ในการทำงานเชิงนโยบายได้ ซึ่งการอบรมครั้งนี้มีนักนโยบายและนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมการประชุมจาก 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนตินา บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา เอสโตเนีย เอธิโอเปีย มอลโดวา ปานามา เซอร์เบีย แทนซาเนีย และยูเครน การอบรมดังกล่าวถือได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายด้าน ววน. ของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านการทูตวิทยาศาสตร์ และการนำวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางการทูต เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงระหว่างนักนโยบายและนักวิจัย ซึ่งจะทำให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์มีความสอดคล้องกัน และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดแม่นยำ นอกจากนี้ สกสว. ยังได้ร่วมกับ AAAS และTWAS ที่จะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในภูมิภาคอาเซียนในปี 2567 ด้วย

‘กสว.-สกสว.’แนะใช้วิจัยและนวัตกรรมยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740366

'กสว.-สกสว.'แนะใช้วิจัยและนวัตกรรมยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย

‘กสว.-สกสว.’แนะใช้วิจัยและนวัตกรรมยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.34 น.

กสว. และ สกสว. แนะใช้วิจัยและนวัตกรรมยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ประธาน กสว. และ สกสว. ร่วมบรรยายพิเศษ พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ก่อนการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนการนำผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้เชี่ยวชาญ สกสว. บรรยายพิเศษ “พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ผลการวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 (TRIUP Act)” ก่อนการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อแนะนำระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมฯ แผนและงบประมาณด้าน ววน. และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ผลการวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 (TRIUP Act) และ การจัดงาน TRIUP Fair 2023 โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ และคณะกรรมการ พร้อมด้วยสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยน

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2562 เป็นต้นมาเกิดการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมครั้งสำคัญ โดยมีสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) ทำหน้าที่ในการเสนอนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านการ อววน. ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนอื่น รวมทั้งนโยบายของรัฐบาล ต่อคณะรัฐมนตรี และพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณประจำปีด้าน อววน. ของประเทศ ก่อนกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติและการขับเคลื่อนนโยบายและการจัดสรรงบประมาณ ให้แก่หน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้สามารถแข่งขันได้ นอกจากการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้ว ยังมีการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564 ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นหนึ่งในกฎหมายเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ที่ช่วยปลดล็อกความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม เร่งส่งเสริมการใช้นวัตกรรมของประเทศ โดยคาดหวังให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญ และช่วยกันขับเคลื่อน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและยกระดับการพัฒนาและการผลิต ให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตและประชากรมีรายได้สูงขึ้น

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี กล่าวว่า สกสว.มีภารกิจในการจัดทำแผนด้าน ววน. เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดเป้าหมายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนา ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม

นอกจากการจัดทำแผนฯ สกสว.ยังมีหน้าที่ในการบริหารและจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. รวมถึงการพัฒนากองทุนววน. ซึ่งปัจจุบันมีความร่วมมือ และ ดำเนินการแล้วทั้งหมด 3 แห่ง คือ 1.มูลนิธิกสิกรไทย 2.กองทุนพัฒนาไฟฟ้า และ 3.มูลนิธิกองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่เพิ่งลงนามร่วมกันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นภาคเอกชนรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 1 พันล้านบาทจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของ สกสว. ในการดำเนินโครงการ ‘กองทุนอินโนเวชั่นวัน’ ภายในกรอบระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ และมีฝีมือด้านเทคโนโลยีให้เติบโตได้ภายในประเทศ และสามารถก้าวไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัครวิทย์ กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 ได้มีประกาศในราชกิจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมีกฎหมายลำดับรอง รวมทั้งหมด 14 ฉบับ ที่ทุกภาคส่วนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ทั้งในส่วนขอการให้ผู้รับทุนหรือนักวิจัยสามารถเป็นเจ้าของผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐ การกำหนดหลักเกณฑ์ในการโอนผลงานวิจัยและนวัตกรรมของผู้เป็นเจ้าของผลงานให้แก่บุคคลอื่น และหน้าที่ของผู้รับโอนผลงาน การให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากทุนของรัฐในกรณีฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤต และ การให้ผู้ที่ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในผลงานวิจัยและนวัตกรรม สามารถขออนุญาตใช้ประโยชน์ได้โดยเสนอเงื่อนไขและค่าตอบแทน เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและรับรู้ถึงความสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าว สกสว.จึงร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ และภาคีเครือข่ายจัดงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566     (TRIUP FAIR 2023) ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2566 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และการจัดงาน TRIUP Fair ถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดระบบการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ โดยกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ประโยชน์สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรม และเจ้าของผลงานวิจัยได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเป็นกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อน พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 ให้บรรลุเจตนารมณ์

‘ประธาน กกต.’ เผยเชิญ ‘พิธา’ แจงปมถือหุ้นสื่อ เป็นอำนาจคกก.ไต่สวนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552300

28 มิ.ย. 2566

‘ประธาน กกต.’ เผยเชิญ ‘พิธา’ แจงปมถือหุ้นสื่อ เป็นอำนาจคกก.ไต่สวนฯ

ประธาน กกต. เผยมอบ แสวง บุญมี เลขาฯกกต. ทำตามอำนาจหน้าที่ หลังหารือคณะ สว. บอกจะเชิญ ‘พิธา’ ชี้แจงหรือไม่ เป็นอำนาจของคณะกรรมการไต่สวนฯ

ความคืบหน้าหลัง กกต.มีมติตั้งคณะกรรมการไต่สวนสืบสวน ขึ้นมาตรวจสอบกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้ว่าไม่มีสิทธิแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 42(3) และ มาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.หรือไม่

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่คณะกรรมการไต่สวนฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่ามีมูลตามความที่ปรากฎออกมาหรือไม่ 

โดยนอกจากพยานเอกสารที่เป็นบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) คลิปเสียงบันทึกการประชุม บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นแจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลักฐานการถือครองหุ้นต่างๆ แล้ว 

สิ่งสำคัญคือ การเชิญ นายพิธา ในฐานะผู้ถูกร้องมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม รวมทั้งอาจจะมีการขอเรียกพยานหลักฐานเพิ่ม ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ 

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงการหารือร่วมกับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง วุฒิสภา และคณะ พร้อมรับมอบหลักฐานการถือครองหุ้นสื่อ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่า จะมอบให้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามหลักการปฏิบัติงาน

ส่วนกระแสข่าวว่าได้ส่งหนังสือเชิญให้นายพิธาเข้ามาชี้แจงนั้น นายอิทธิพร บอกว่า ถ้าจะมีหนังสือเชิญน่าจะเป็นหนังสือเชิญที่ออกโดยคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนฯ ที่ตั้งขึ้นตามมติที่ประชุม กกต. เมื่อ 9 มิถุนายน 2566

“เพราะขณะนี้เรื่องปมถือหุ้นสื่อ อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการไต่สวนชุดดังกล่าว ซึ่งจะมีอำนาจและหน้าที่ในการเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสาร” ประธาน กกต. กล่าว

‘ธรรมนัส’ ดับฝัน ปารีณา โยงเสนอชื่อ สุชาติ ตันเจริญ นั่ง ‘ประธานสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552299

28 มิ.ย. 2566

'ธรรมนัส' ดับฝัน ปารีณา   โยงเสนอชื่อ สุชาติ ตันเจริญ นั่ง 'ประธานสภา'

ผู้กองธรรมนัส สส.พะเยา แห่งพลังประชารัฐ ออกมาเคลื่อนไหว หลังอดีตสส. ปารีณา ไกรคุปต์ พาดพิงว่า จะเป็นผู้เสนอชื่อ ” สุชาติ ตันเจริญ” จาก เพื่อไทย เป็น “ประธานสภา” ระบุชัดไม่ขอไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ปล่อยให้พรรตที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการจัดตั้งรัฐบาลจัดการกันเอง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร( สส.) พะเยา เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)   เปิดเผยว่า  การแสดงทัศนะของ  น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พลังประชารัฐ  ประเด็น ” ประธานสภา” ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ “เก้าอี้ประธานสภา สุดท้ายจะเป็นของท่านสุชาติ (พ่อมดดำ)โดยมีท่านธรรมนัส เป็นผู้เสนอชื่อ”   ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน เพราะแม้ตนเองจะรู้จักและเคารพนับถือ นายสุชาติ  ตันเจริญ  สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เป็นการส่วนตัว  เพราะเคยร่วมงานการเมืองในพรรคเดียวกันมาก่อน แต่เมื่อนายสุชาติ ได้ตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยว หรือพูดคุยในในประเด็นดังกล่าว เพราะถือเป็นเรื่องภายในพรรคเพื่อไทย ที่จะดำเนินการร่วมกับพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล ต้องยึดมั่นในมารยาททางการเมืองที่จะต้องให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่
ที่สุดดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล  ที่ผ่านมาตนเองไม่เคยได้พบปะกับน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี  เป็นเวลานานกว่า 1 ปีแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใด มาสร้างกระแสข่าวที่ไม่เป็นความจริงเช่นนี้
ด้วยการเชื่อมโยงว่าตนรู้เห็น  หรือเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการเสนอชื่อ  “ประธานสภา”   ยืนยันว่าไม่มีแนวคิดที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง

‘อดิศร’ ฉะ ‘ก้าวไกล’ ลักไก่ เสนอชื่อ ‘หมออ๋อง’ นั่ง ประธานสภา มารยาทมีไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552290

28 มิ.ย. 2566

‘อดิศร’ ฉะ ‘ก้าวไกล’ ลักไก่ เสนอชื่อ 'หมออ๋อง' นั่ง ประธานสภา มารยาทมีไหม

‘อดิศร’ ฉะ ‘ก้าวไกล’ ลักไก่เสนอชื่อ ‘หมออ๋อง’ แคนดิเดตประธานสภาฯ ถามแรง มารยาทมีไหม ลั่น ถ้าตกลงไม่ได้ ก็ให้ฟรีโหวตอาจสะเทือนเก้าอี้นายกฯ

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคก้าวไกลเสนอชื่อ สส.พิษณุโลก “หมออ๋อง” นายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นแคนดิเดตประธานสภาฯ ว่า เป็นการลักไก่ของพรรคก้าวไกล ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาตำแหน่งประธานสภาฯ จะเป็นของพรรคใด แต่จู่ๆมาเสนอชื่อ นายปดิพัทธ์ เป็นประธานสภาฯ ถือว่าออฟไซด์ 

ต้องถามว่ามีมารยาทและจิตสำนึกหรือไม่ เพราะยังไม่มีข้อตกลงใดๆ ว่าตำแหน่งนี้จะเป็นของพรรคใด ยิ่งการเลื่อนวงเจรจาออกไปไม่มีกำหนด จะให้พรรคเพื่อไทยเตรียมตัวอย่างไร จะไปเจรจากับใคร

ส่วนข้อเสนอการเกลี่ยตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มให้พรรคก้าวไกลเป็น 15+1 แลกกับตำแหน่งประธานสภาฯนั้น อย่าไปยุ่งกับตำแหน่งฝ่ายบริหาร เพราะคุยกันลงตัวแล้ว ถ้าจะไปปรับอะไรอีก ต้องมาคุยกับ สส.ก่อน เดี๋ยวจะมีปัญหาอีก 

ยังหวังว่าระยะเวลาที่เหลืออยู่ทั้ง 2 พรรคจะตกลงทำความเข้าใจกันได้ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้จริงๆ ก็ต้องปล่อยฟรีโหวตเลือกประธานสภาฯในวันที่ 4 ก.ค. 2566 เราก็จะเสนอชื่อคนของเราเองเป็นประธานสภาฯ ไม่ต้องไปยืมมือพรรคใด แต่พรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อใครนั้น ต้องรอให้ตกลงกันก่อนว่าตำแหน่งดังกล่าวจะเป็นของพรรคใด 

“ยอมรับว่าเป็นห่วงเช่นกัน หากมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการเลือกประธานสภาฯ ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล อาจมีปัญหาสะเทือนถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เป็นการตีหัวปลา สะเทือนหัวนาค”นายอดิศร กล่าว

อดีตประธานสภา เตือนสติ 2 พรรค ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ ยึดตามอำเภอใจ ปัญหาไม่จบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552280

28 มิ.ย. 2566

อดีตประธานสภา เตือนสติ 2 พรรค 'ก้าวไกล-เพื่อไทย' ยึดตามอำเภอใจ ปัญหาไม่จบ

อดีตประธานสภาเตือนสติ ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ปมขัดแย้งชิง ‘ประธานสภา’ หากเอาทุกอย่างตามอำเภอใจปัญหาไม่จบ แนะ 2 พรรค หารือกันใกล้ชิด เข้าใจบทบาท หน้าที่ เชื่อหากพลาดตำแหน่ง ประธานสภาฯไม่ใช่พลาดนายกฯ เหตุไม่เกี่ยวข้องกัน

นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ผ่านทีวีรัฐสภา ในรายการ 91 ปี ก้าวแห่งความมั่นคงรัฐสภาไทย เนื่องในวันสถาปนารัฐสภา วันที่ 28 มิ.ย.2566 ว่า ตำแหน่งประมุขของสภานิติบัญญัติมีความสำคัญ เพราะเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย ซึ่งตำแหน่งประธานสภาฯ นั้นสภาฯ จะเป็นผู้เลือก โดยยึดดุลยพินิจของสส.

ที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่ ประธานสภาฯ ไม่ได้มาจากพรรคอันดับหนึ่ง เพราะเป็นข้อตกลงของพรรคร่วม บางครั้งที่ผลเลือกตั้งออกมา พบว่าพรรคการเมืองมีคะแนนเสียงใกล้เคียงกัน สามารถตกลงกันได้ว่าใครจะเป็นนายกฯ หรือ ประธานสภา 

แต่ที่ผ่านมา พบว่าพรรคการเมืองที่ได้เสียงใกล้เคียงกัน จะไม่ร่วมเป็นรัฐบาลเพราะจะทะเลาะกันเหมือนปัจจุบัน ทั้งนี้ใครที่ได้เสียงข้างมากชัดเจน สามารถตกลงได้ว่าได้เป็นนายกฯและประธานสภาฯ

เมื่อถามว่าขณะนี้เสียงของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยที่ใกล้เคียงกันทำให้เกิดความไม่ชัดเจน นายชวน กล่าวว่า ถือเป็นประสบการณ์ตั้งรัฐบาล ในฐานะที่ตนเคยเป็นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านมาหลายสมัย ปกติการตกลงร่วมกันจะใช้ตำแหน่งนายกฯ เป็นสำคัญ เพราะจะง่ายต่อการแบ่งปันตำแหน่ง 

ทั้งนี้การตั้งรัฐบาลในปัจจุบันตนมองว่าง่ายกว่าในอดีต เพราะมีเพียง 8 พรรคการเมือง ขณะเดียวกันมีเพียง 2 พรรคเท่านั้นที่รวมเสียงได้เกินครึ่ง แต่เที่ยวนี้ดูแล้วมีปัญหา เพราะมีประเด็นความต้องการประธานสภาฯ และ ตำแหน่งนายกฯ ซึ่งเขามีเหตุผลและเป็นปกติที่เป็นไปได้ แต่หากเอาทุกอย่างปัญหาไม่จบ

ต่อข้อถามว่าพรรคก้าวไกล กังวลว่าหากไม่ได้ประธานสภาฯ จะผลักดันกฎหมายของตนเองไม่ได้ นายชวน กล่าวว่า ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะประธานสภาฯ ไม่สามารถทำตามอำเภอใจ หรือทำสิ่งที่ขัดกับข้อบังคับการประชุมได้ ส่วนที่ระบุว่าหากไม่ได้ประธานสภาฯ จะไม่ได้ตำแหน่งนายกฯนั้นก็ไม่จริง

เพราะการเลือกนายกฯ ต้องลงมติจากสมาชิก ซึ่งประธานสภาฯ ต้องดำเนินการตามมติของสภาฯ ไม่สามารถเปลี่ยนคนได้ ประธานสภาฯจะเกี่ยง ถ่วง หรือเสนอชื่อคนอื่นไม่ได้ ดังนั้นหากไม่ได้ตำแหน่งประธานสภาฯ ตำแหน่งนายกฯ จะมีปัญหา นั้นไม่เกี่ยวกัน อีกทั้งการผลักดันกฎหมาย ประธานสภาฯ ไม่สามารถทำตามอำเภอใจว่าจะเอากฎหมายของใครขึ้นมาพิจารณาก่อนได้ ต้องเป็นไปตามลำดับการเสนอจากสมาชิก หากจะเปลี่ยนวาระต้องขอมติจากที่ประชุม ไม่ใช่อำนาจของประธานสภาฯ

“ฝ่ายที่ตั้งรัฐบาล ไม่ใช่เอาทุกอย่างเป็นของตนเอง ต้องต่อรอง เพราะนอกจากเรื่องนี้ยังมีการต่อรองอื่นๆ เช่นกระทรวง ผมมองว่าหากเขาสามารถพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด และเข้าใจภาระกิจบทบาทหน้าที่ การแบ่งอำนาจ จะทำให้เกิดความขัดแย้งน้อยลง แต่ที่มีความขัดแย้งมาก เพราะไม่เข้าใจหลายเรื่อง” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวอีกว่าพรรคที่ต้องการเสนอร่างกฎหมาย 100 ฉบับ เขาสามารถผลักดันได้ โดยใช้ช่องเป็นกฎหมายของรัฐบาล เพราะตามข้อบังคับกฎหมายของรัฐบาลจะบรรจุเป็นเรื่องด่วน โดยสมัยสภาฯ ที่ผ่านมา พบว่ารางกฎหมายที่รัฐบาลเสนอไม่มีค้าง แต่กฎหมายของฝ่ายค้านค้างจำนวนมาก ซึ่งเป็นปกติของการปกครอง หากเสนอร่างกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ และงบประมาณ

“สำหรับปัญหาของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ผมมองว่าหากเข้าใจบทบาทสภาฯ จะทำให้มีข้อยุติง่าย แต่หากไม่เข้าใจและมองว่าประธานสภาฯบันดาลให้ใครเป็นนายกฯ ก็ได้ แบบนี้หารือกันยาก หากไม่แน่ใจว่า การตั้งนายกฯ จะผ่านหรือไม่ หากไม่ผ่านเขาไม่ได้ทั้งนายกฯ และประธานสภาฯจนกลายเป็นความวิตก ผมมองว่าหาก 2 ฝ่ายหารือกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้คุยกันได้ง่าย ดังนั้นปัญหาของประธานสภาฯ ควรยุติด้วยการศึกษา เข้าใจ ในบทบาท อำนาจ หน้าที่ ทุกฝ่ายไม่สามารถเอาอะไรได้ตามมอำเภอใจทุกอย่าง ซึ่งที่ผ่านมาการตั้งประธานสภาฯ ไม่มีปัญหา แต่สมัยนี้มีปัญหา” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวถึงสเปคบุคคลที่จะเป็นประธานสภาฯ ว่า ไม่ว่าจะเป็นใครต้องเตรียมตัว ศึกษากฎเกณฑ์ ข้อบังคับและระเบียบ คนที่ได้เป็นประธานสภาฯ ต้องลาออกจากตำแหน่งในพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้เกี่ยวข้องกับพรรคตัวเอง หากพรรคเลือกคนของตัวเองเข้ามาเพื่อให้เลือกปฏิบัติก็ไม่สามารถทำได้

“พรรคที่เลือกตัวแทนเข้ามา ต้องเลือกคนที่เป็นหน้าตาให้พรรค เพราะเลือกคนที่จะมาเป็นหัวหน้าของ 500 คนในสภาฯ ดังนั้นพฤติกรรม นิสัยใจคอ ต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคการเมืองต้องเลือกคนที่เข้ามาเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รวมถึงต้องคำนึงด้วยว่าจะทำให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปในทิศทางบวกหรือลบ” นายชวน กล่าว

2 ก.ค. คาดประชุม 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปมตำแหน่งประธานสภา เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พรรคก้าวไกลแจ้ง 7 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลใหม่ ขอเลื่อนการประชุมจัดตั้งรัฐบาลออกไปก่อน ล่าสุดรายงานข่าวแจ้งว่า 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล นัดประชุมวันอาทิตย์ที่ 2 ก.ค. 2566 

วงใน ‘เพื่อไทย’ เปิดสูตรใหม่ 15+1 / 13+1 ยุติเก้าอี้ ‘ประธานสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552277

28 มิ.ย. 2566

วงใน 'เพื่อไทย' เปิดสูตรใหม่ 15+1  / 13+1  ยุติเก้าอี้  'ประธานสภา'

วงในพรรค “เพื่อไทย” เปิดโมเดลใหม่ ยุติปัญหาตำแหน่ง “ประธานสภา” โดยฝั่งพรรคเสียงเป็นอันดับ 2 จะเสนอ สูตรใหม่ ขอ 13 รัฐมนตรี บวก 1 ประธานสภา และให้โควตากับพรรคก้าวไกล 15 รัฐมนตรี และ 1 นายกรัฐมนตรี เชื่อหากเป็นสูตรนี้ ไม่มีฝ่ายใดเสียหน้า

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ปัญหาในตำแหน่ง  ประธานสภาผู้แทนราษฎร “ประธานสภา”   แม้แกนนำพรรคเพื่อไทย จะเคยประกาศว่า  ต้องฟังท่าทีจากพรรคเสียงข้างมาก ( พรรคก้าวไกล) แต่เมื่อฟังเสียงและความเห็นจากสส. ภายในพรรคเพื่อไทย  ต่างยืนยันว่าตำแหน่งประธานสภา จะต้องเป็นของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคจะต้องฟังเสียงจากคนในพรรค รวมถึงยึดหลักการเดิมที่ได้เสนอไปกับพรรคก้าวไกล คือ สูตร 14+1   คือ  พรรคก้าวไกล ได้รัฐมนตรี 14 ตำแหน่ง   1 ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทย รัฐมนตรี 14 ตำแหน่ง  และ 1 ตำแหน่งคือ  ประธานสภา

อย่างไรก็ดี  เนื่องจากท่าทีระหว่างทั้งสองฝ่าย ภายใต้การจัดสรรตำแหน่งยังไม่ลงตัว ดังนั้นมีความเป็นไปได้ ที่พรรคเพื่อไทย  จะเสนอสูตรใหม่ เพื่อให้ตำแหน่ง “ประธานสภา”  เป็นของพรรคเพื่อไทย นั่นคือ การใช้สูตร 15+1  กล่าวคือ  ก้าวไกล ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 15 และ 1 นายกรัฐมนตรี ส่วน เพื่อไทย จะปรับสูตรคงเหลือ  13 +1  คือ 13  รัฐมนตรี และ 1  ประธานสภา   กรณีของพรรคเพื่อไทย  ถือเป็นการเสียเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง เพื่อแลกกับเก้าอี้ประธานสภา 1 ตำแหน่ง 

 “หากเป็นสูตรปรับตำแหน่ง 15 +1 ก้าวไกล และ 13+1   เพื่อไทย นั้น ส่วนตัวมองว่าจะทำให้ทั้งสองพรรคไม่เสียหน้า หากยังตกลงกันไม่ได้และ สส. เพื่อไทยยังยืนกรานที่จะขอตำแหน่งประธานสภา  ไว้ให้ได้ ก็อาจจะต้องปล่อยฟรีโหวต ซึ่งไม่อยากให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น เพราะไม่เป็นผลดีต่อสองพรรคใหญ่”  แหล่งข่าว  ระบุ

‘ธนพร’ ฟันธง ‘เพื่อไทย’ ฉีก MOU จับขั้วรัฐบาลเก่า เปิดทาง ‘ทักษิณ’ กลับไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552269

28 มิ.ย. 2566

‘ธนพร’ ฟันธง ‘เพื่อไทย’ ฉีก MOU จับขั้วรัฐบาลเก่า เปิดทาง ‘ทักษิณ’ กลับไทย

ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ฟันธง ‘เพื่อไทย’ ฉีก MOU จับขั้วรัฐบาลเก่า เปิดทางนำ ‘ทักษิณ’ กลับไทย ชี้ ‘ก้าวไกล’ ชัดในแนวทาง ไม่กลัวเกมพลิกขั้ว รอดูสังคมตัดสิน จี้เพื่อไทยประกาศชัดให้ประชาชนรู้ก่อน 4 ก.ค.นี้

ที่พรรคก้าวไกล รศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการย่อยชุดแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นประชุมถึงกรณีที่การเลื่อนเจรจาตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลและเพื่อไทย ว่า วันนี้จุดยืนพรรคก้าวไกลชัดเจน ตนขอใช้คำแค่ 3 คำคือ “กูไม่กลัวมึง” “มีอะไรเปล่า” พร้อมระบุว่าตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล แต่ตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พรรคก้าวไกลกำลังจะบอกว่า “กูไม่กลัวมึง”

“เพราะฉะนั้นแล้ว การที่พรรคก้าวไกลประกาศตัวแคนดิเดตประธานสภาฯ หมายความว่าพรรคก้าวไกลกำลังจะโยนโจทย์เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนแค่ 500 คน แต่เป็นเรื่องคนไทย 70 ล้านคน ว่าคนไทยจะเอาไหมว่าประธานสภาแบบนี้” รศ.ธนพร กล่าว

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเรื่องการต่อรอง พรรคเพื่อไทยมีมติ 14 + 1 ก็เป็นการยื่นข้อเสนอ ซึ่งพรรคก้าวไกลใช้วิธีตอบกลับโดยการขอเวลา ซึ่งภาพรวมอยู่ระหว่างการต่อรอง

ก้าวไกล มีความชอบธรรม

เมื่อถามว่าตอนนี้บูมเมอแรงไปตกที่ฝั่งไหน รศ.ธนพร กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ที่พรรคเพื่อไทย ตนพูดตรงๆว่า พรรคก้าวไกลมีความชอบธรรมโดยการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น หากพรรคเพื่อไทย หากจะฉีกสัตยาบรรณที่ทำร่วมกัน ต้องประกาศให้ชัดว่าจะฉีก MOU

รศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบายรศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย

“พรรคก้าวไกลเขาบอกว่าเขาก็ทำหน้าที่ของเขา ไปประชุมมา ก็ทำหน้าที่กันตามปกติ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะฉีก MOU พรรคเพื่อไทยก็ประกาศ ภาระไม่ได้อยู่ที่พรรคก้าวไกล เพราะเกมนี้ ถูกจุดโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อวานนี้ พรรคเพื่อไทยก็ต้องเลือกเอา ถ้าจะเดินไปให้สุดว่าจะฉีก MOU พรรคเพื่อไทยก็ประกาศ แต่ถ้าให้ดี พรรคเพื่อไทยก็ประกาศก่อนวันที่ 4 ก.ค.ชาวบ้านจะได้รับรู้” รศ.ธนพร กล่าว

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยมีการปรับสูตรจาก 14+1 เป็น 13+1 มองว่าอย่างไร รศ.ธนพร กล่าวว่า ไม่มี ตนมองว่าหากพรรคเพื่อไทยปรับสูตร คงไม่เสนอ 14+1 เมื่อวานก็เสนออย่างเปิดเผย มีการแถลงเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนตัวในภาพรวมถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะก่อนหน้าปี 2566 เราไม่เคยเห็นการเจรจาทางการเมืองแบบเปิดเผยมาก่อน ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน

พท.เดินตามหลังก้าวไกล

รศ.ธนพร ระบุต่อว่า วันนี้พรรคก้าวไกลชัดเจน เพราะมีการเปิดตัวแคนดิเดตประธานสภาแล้วทำให้ชัดเจนว่าเขาไม่เปลี่ยนแปลงแน่ เพราะการเปิดตัวคือพันธสัญญาที่มีต่อสังคม จะมายกเลิกไม่ได้ ตนถึงบอกว่าพรรคเพื่อไทยตามหลังพรรคก้าวไกล

“เดิมผมเคยคิดว่าพรรคเพื่อไทยเดินตามหลังพรรคก้าวไกลสักก้าวหนึ่ง แต่ตอนนี้กำลังจะตามหลายช่วงตัว ถ้าเราดูฉาบฉวย เราจะเหมือนกับผู้ใหญ่กำลังไล่ตบกบาลเด็ก แต่ถ้ามองให้ลึก วันนี้ผมยังไม่เห็นรีแอคชันอะไรจากพรรคก้าวไกลเลย นอกจากบอกว่าขอเลื่อนการประชุมไปก่อน พอดีเลย์ มันก็จะกลับไปที่พรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นว่ากูไม่กลัวมึง และมึงมีอะไรจะออกของ ก็ออกมา พร้อมทุกเงื่อนไข” รศ.ธนพร กล่าว

เมื่อถามว่าจะเข้าทางที่ทำให้พรรคเพื่อไทย เสนอพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกรัฐมนตรี และทำให้พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า เกมนี้เข้าเงื่อนไขหมด แต่จะไม่ใช่ปัญหาของพรรคก้าวไกล วันนี้พรรคก้าวไกลโยนโจทย์ไปให้เป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นโจทย์ที่พรรคเพื่อไทยผูกพรรคเพื่อไทยก็ต้องไปแก้ เพราะพระก้าวไกลชัดเจนคือประกาศแคนดิเดตไปแล้ว และเขาไม่ได้ประกาศในที่ประชุมที่ไหน เขาประกาศให้คนประชาชนรู้ด้วย ถ้าไม่เหมาะสมก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะได้แสดงความคิดเห็น

รศ.ธนพร ระบุว่า พรรคก้าวไกลยกระดับเรื่องนี้ตั้งแต่เรื่องตัวแทนตามแบบการเมืองเก่า ให้กลายเป็นเรื่องประชาธิปไตยเป็นของทุกคน ซึ่งจะได้ผลหรือไม่ได้ผล ตนก็ไม่ทราบ แต่อธิบายในฐานะการวิเคราะห์ทางการเมือง โจทย์โมเมนตัมจะไปพรรคเพื่อไทยก็ต้องตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน

ความต้องการของ ‘ทักษิณ’ อยู่เหนือความต้องการของคนที่เลือกพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่ามองว่าพรรคเพื่อไทยจะยอมถอยหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าหากพรรคเพื่อไทยฟันธงไปแล้วถ้านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะกลับบ้าน พรรคเพื่อไทยก็ต้องเดินแบบนี้

“เพราะความต้องการของนายทักษิณเหนือกว่าความต้องการของคนเลือกพรรคเพื่อไทย เนื่องจากนายทักษิณเป็นเจ้าของพรรค ผมยืนยันคำนี้มาโดยตลอด ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ผิดที่จะต้องดูแลเจ้าของพรรค”

ส่วนพรรคก้าวไกลจะใช้มวลชนกดดันหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ก็เล่นเกมทั้งนั้น ระบบการเมืองก็แบบนี้ พรรคเพื่อไทยไม่เล่นเกมหรือไม่ ทุกพรรคก็เล่นเกมหมด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็เล่น พล.อ.ประวิตร ก็เล่น พรรคประชาธิปัตย์ก็เล่น ไม่เห็นมีใครไม่เล่น

ฟันธงเพื่อไทยฉีกMOU

ส่วนจะทำให้ดีลล่มหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ถ้าถึงวันนี้ คาดว่าคงพยายามเจรจากันอยู่ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยเปิดเกมนี้ ก็คงจะถอยลำบาก เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะได้เห็นพรรคเพื่อไทยฉีกสัตยาบัน ฉีก MOU สูง เพราะพรรคก้าวไกลไม่ได้ทำอะไร เพราะเขาว่าตาม MOU ตามแบบแผน ตามวิธีปฏิบัติที่ควรจะเป็น และประกาศชื่อประธานสภาต่อสาธารณชน เพราะฉะนั้น เกมต่อไปนี้ถ้าจะเปลี่ยนก็อยู่ที่พรรคเพื่อไทย มองว่าควรประกาศวันนี้ไปเลยก็ได้ ว่าจะฉีก MOU ชาวบ้านก็จะได้รู้

รศ.ธนพร ย้ำว่า เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยจะต้องอธิบายหลังจากนี้ เพราะอย่าลืมว่าสังคมจับตามอง พรรคเพื่อไทยตัดสินใจแบบนี้ ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย แต่ส่วนตัววิเคราะห์ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจแบบนี้ภาระในการอธิบายก็เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทยที่ต้องอธิบายกับสังคม

ตระกูลชินวัตรเลิกเล่นการเมือง?

เมื่อถามว่าเป็นไปได้ที่หากนายทักษิณกลับประเทศไทย โดยการเล่นเกมสั้นและจะทิ้งพรรคเพื่อไทยหรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ถ้านายทักษิณกลับ สิ่งที่นายทักษิณต้องทำคือต้องเลิกเล่นการเมือง คำว่าเลิกเล่นการเมืองไม่ใช่นายทักษิณคนเดียว แต่หมายถึงตระกูลชินวัตรทั้งหมดด้วย

“หมายถึงว่าพรรคเพื่อไทยก็ต้องได้รับผลกระทบ เพราะก็ถือว่าเป็นเครือข่ายครอบครัว ในเมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ตัดสินใจแบบนั้น ฉะนั้นผลกระทบของพรรคก็ต้องมีการเตรียมการรองรับ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็น่าจะมีแผนรองรับ” รศ.ธนพร กล่าว

รศ.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า บรรยากาศการคุยคณะทำงานชุดย่อยไม่ได้มีผลอะไร จากที่คุยกับพรรคเพื่อไทยก็เห็นตรงกันหลายเรื่อง เวทีที่ตนอยู่เป็นการแก้ไขปัญหา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเวทีเจรจา