การท่องเที่ยวไต้หวันฯ จับมือ สมาคมสวนสนุกฯ เชิญชวนให้คนไทยไปเที่ยวไต้หวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/734917

การท่องเที่ยวไต้หวันฯ จับมือ สมาคมสวนสนุกฯ เชิญชวนให้คนไทยไปเที่ยวไต้หวัน

การท่องเที่ยวไต้หวันฯ จับมือ สมาคมสวนสนุกฯ เชิญชวนให้คนไทยไปเที่ยวไต้หวัน

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.10 น.

สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประจำประเทศไทย ร่วมมือกับ Taiwan Amusement Park Association เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะไปเที่ยวไต้หวัน   เมื่อวันที่ 31 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวไต้หวัน 12 ราย กลุ่มบริษัททัวร์ 5 ราย และสายการบินไต้หวัน 3 แห่งร่วมเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อจัดงาน “Taiwan Paradise Tourism Promotion Conference” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวันในมุมสวนสนุกและความบันเทิงแก่กลุ่มบริษัททัวร์ท้องถิ่นในประเทศไทยและมีบริษัททัวร์ในประเทศไทยมากกว่า 100 แห่ง เข้าร่วมงานในครั้งนี้ รวมถึงสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ยังสนใจเข้าร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย โดยภายในงานผู้ประกอบการท่องเที่ยวในไทยจะได้พบกับข้อมูลด้านการเดินทางท่องเที่ยวไปไต้หวัน ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเดินทางไปเที่ยวแนวสวนสนุกเพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำข้อมูลไปนำเสนอแพ็คเกจแก่นักท่องเที่ยวไทย

Cindy Chen ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า ไต้หวันและประเทศไทยมีการไปมาหาสู่กันโดยตลอด ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วจนกระทั่งมีนาคมปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยไปยังไต้หวันสูงถึง 135,981 คน ในฐานะที่ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชีย อีกทั้งยังเห็นได้ว่าไต้หวันเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนไทย นอกจากอาหารต้นตำรับและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไต้หวันแล้ว การท่องเที่ยวไต้หวันแนวสวนสนุก ค่อยๆ ได้รับความนิยมในตลาดของไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัททัวร์ท้องถิ่นมีการขอข้อมูลมากมายและพวกเขาคาดหวังไว้สูงกับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่หลังจากการแพร่ระบาดโควิด ประกอบกับสำนักงานการท่องเที่ยวได้ส่งเสริมโครงการ “สนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเที่ยวไต้หวันจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวก่อนโควิด ภายในระยะเวลาสองปีนี้

Liao, Chun-Pin ประธาน Taiwan Amusement Park Association ได้กล่าวว่า ประเภทการท่องเที่ยวที่หลากหลายของไต้หวัน พาราไดซ์ มีศักยภาพดึงดูดตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยได้มาก อาทิ เช่น วัฒนธรรมชนเผ่าท้องถิ่นไต้หวัน  น้ำพุร้อน การชมดอกไม้ การช้อปปิ้ง และเครื่องเล่นต่างๆ ของไต้หวัน ล้วนเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวไทย ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาของการแพร่ระบาด ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งหมดกำลังปรับปรุงทั้งทางตรงและทางอ้อมของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างจริงจัง นอกจากการปรับปรุงและส่งเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกะกิจกรรมด้านการแสดงแล้ว ยังปรับปรุงด้านการบริการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ดีขึ้นด้วย ทั้งยังได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องภายใต้คำแนะนำของ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันในประเทศไทย ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวและบันเทิงได้นำเสนอเนื้อหาที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวัน พาราไดซ์ สู่ตลาดต่างประเทศ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่ควรพลาด

การจัดงานโปรโมตครั้งนี้ผู้ประกอบการจากไต้หวันที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ สวนสนุกลีโอฟู  หมู่บ้านวัฒนธรรม 9 ชนเผ่า  สวนสนุกเจี้ยนฝูซานแฟนซีเวิลด์  สวนสนุกวิทยาศาสตร์ทิงเกอร์เบลล์  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเย่หลิวโอเชี่ยนเวิลด์  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแบบพักค้างคืนที่สวนน้ำฟาร์กลอรี่  รีสอร์ทไท่หย่า  พื้นที่นันทนาการป่าซานหลินซี  แชงกรีล่าพาราไดซ์  สวนสนุกชางชุนเวิลด์และสวนสนุก E-DA เวิลด์ เป็นต้น ซึ่งทั้ง 12 แห่งที่กล่าวมานี้ได้รับการสนับสนุนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งมี OhBear และพายสับปะรแบรนด์ Vigorkobo ของฝากรสชาติดีที่ขึ้นชื่อที่สุดในไต้หวันมาร่วมสร้างสีสันภายในงานอีกด้วย 

-(016)

‘เดโก้’สนับสนุน’กฟน.’ขับเคลื่อนโครงการ’MEESOOK LIFE #6’วางเป้าลดภาวะโลกร้อนขานรับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/734880

'เดโก้'สนับสนุน'กฟน.'ขับเคลื่อนโครงการ'MEESOOK LIFE #6'วางเป้าลดภาวะโลกร้อนขานรับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า

‘เดโก้’สนับสนุน’กฟน.’ขับเคลื่อนโครงการ’MEESOOK LIFE #6’วางเป้าลดภาวะโลกร้อนขานรับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.25 น.

บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด ในเครือบริษัท เมททูวิน โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) ร่วมเป็นผู้สนับสนุนในโครงการ “MEESOOK LIFE #6 ”  ซึ่งจัดโดย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อส่งมอบความสุขให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าของ กฟน. ผ่านกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างเช่น การส่งเสริมให้ลูกค้าใช้บริการ MEA e-Bill และ MEA Point ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน โดยครั้งนี้ผู้ที่สมัคร MEA e-Bill ทั้งเก่าและใหม่ จะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมจากเงินอุดหนุนภาครัฐที่แต่เดิมได้รับ 18,000 บาท เมื่อซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า BEV เพิ่มขึ้นในมูลค่า 4,000 บาท รวมแล้วจะได้รับส่วนลดเพิ่มขึ้นถึง 22,000 บาท 

นายกฤตเมธ ตั้งพิชญโพธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด บริษัทในเครือ MTW กล่าวว่า เรามีความยินดีอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ MEESOOK LIFE #6 ที่มุ่งให้คนไทยหันมารับเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ MEA e-Bill มากยิ่งขึ้น สอดรับกับการดำเนินงานของเดโก้ที่ในวันนี้เราเดินหน้าพัฒนาทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคและตรงกับสถานการ์ณปัจจุบันในการให้ความสำคัญด้านพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น การผลิตจักยานยนต์ไฟฟ้า ที่ในวันนี้ เดโก้ ถือเป็นรายแรกในตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เข้าลงนาม MOU ร่วมมาตรการลดภาษีกับกรมสรรพสามิต รับสิทธิเงินอุดหนุนจากภาครัฐ 18,000 บาท/คันสำหรับสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่สมัคร MEA e-Bill หรือรับเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเก่าและใหม่ จะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมจากเงินอุดหนุนภาครัฐมูลค่า 4,000 บาท ซึ่งแต่เดิมเมื่อซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า BEV จะได้รับส่วนลด 18,000 บาท แต่เมื่อสมัครบริการดังกล่าวจะได้ส่วนลดเพิ่มรวมเป็นมูลค่า 22,000 บาท เมื่อซื้อ DECO e-Bike  ที่ตัวแทนจำหน่ายเข้าร่วมโครงการทุกสาขา โดยให้สิทธิ์เดือนละ 999 คัน เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2566 

“เดโก้ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจนอกจากจะเข้าร่วมแคมเป็น Green Lucky Drew เพื่อส่งต่อความสุขให้กับคนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงรถมอไซค์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นจากที่เรามีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศมากกว่า200 สาขา ล่าสุดยังได้เซ๊นต์ MOU เพื่อเป็นผู้ผลิต ( OEM)ให้กับบริษัท ไนท์ โกลเบิล จำกัด เพื่อเป็นตัวตัวแทนจำหน่ายไปยังต่างประเทศในอาเซี่ยนเช่น สปป.ลาว, เวียตนาม, กัมพูชา,เมียนมาร์, ฟิลิบปินส์,และอินโดนีเซีย เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังจากโรงงานแห่งใหม่สร้างเสรฺจและเริ่มการผลิตได้มากกว่า 4,000 คันต่อเดือนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้และพร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีส่วนช่วยสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การใช้รถ EV ให้ได้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579” นายกฤตเมธ กล่าวทิ้งท้าย

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรม ‘ขอบคุณที่ทิ้งกัน’ รณรงค์ลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/734862

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรม ‘ขอบคุณที่ทิ้งกัน’ รณรงค์ลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรม ‘ขอบคุณที่ทิ้งกัน’ รณรงค์ลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.44 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ 4 หน่วยงานพันธมิตรในพื้นที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จัดกิจกรรม “ขอบคุณที่ทิ้งกัน” ภายใต้โครงการรณรงค์ลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก “คุณทำได้ เลิกใช้พลาสติก” ส่งต่อขยะพลาสติกจำนวน 4,386.31 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 582.23 ต้น มอบให้องค์กรจัดการขยะพลาสติก นำไปสร้างมูลค่าใหม่ด้วยการ Upcycling เป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย และนำส่วนที่แปรรูปไม่ได้ไปเป็นพลังงานของโรงไฟฟ้า ซึ่งมีส่วนช่วยลดมลภาวะและลดปริมาณขยะให้กับประเทศไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ของรัฐบาล  และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของราชวิทยาลัย  จุฬาภรณ์ ที่รับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และสนองนโยบายรัฐบาลในการจัดการขยะพลาสติกที่จะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

ปัญหาขยะพลาสติกยังคงเป็นปัญหาที่คุกคามสิ่งแวดล้อมโลกมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะพลาสติกประเภทที่ใช้ครั้งเดียวหรือ Single Use ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในฐานะสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์ที่ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้เนื่องจากส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน จึงริเริ่มกิจกรรม “ขอบคุณที่ทิ้งกัน” ภายใต้โครงการรณรงค์ลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก “คุณทำได้ เลิกใช้พลาสติก” โดยมีจุดมุ่งหมายในการปลูกจิตสำนึก รณรงค์ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนในองค์กร ให้ลดการใช้พลาสติกและสามารถแยกประเภทของขยะพลาสติกก่อนส่งต่อไปยังองค์กรจัดการขยะพลาสติกได้อย่างถูกต้องมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร 4 แห่ง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการจัดบูธกิจกรรม จำนวน 58 ครั้ง มีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คน นำขยะพลาสติกจำนวน  4,386.31 กิโลกรัมมาทิ้งกับกิจกรรม

ขยะพลาสติกเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังองค์กรปลายทาง เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งการแปรรูปขยะพลาสติกให้มีมูลค่าใหม่ โดยองค์กร 3 แห่ง ได้แก่ โพธิ์สิกขา ศูนย์การเรียนรู้สิ่งแวดล้อมของวัดจากแดง, Zero Waste YOLO, และ Precious Plastic Bangkok และนำไปเป็นพลังงานให้กับโรงไฟฟ้า คือ N15 เทคโนโลยี โดยทาง Zero Waste YOLO นำขยะพลาสติกมาแปรรูปเป็นสินค้า ได้แก่ พลาสติกประเภท PET, HDPE, LDPE, PP, PS และพลาสติกทั่วไปที่มีเลข 7 บนสัญลักษณ์รีไซเคิล รวมถึงขยะพลาสติกที่ไม่มีสัญลักษณ์ใดเลย ซึ่งสินค้าที่จัดทำ ได้แก่ ที่รองแก้ว กระถางต้นไม้ และต่อยอดไปยังสินค้ามูลค่าสูงประเภทแฟชั่น ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า และเครื่องประดับร่วมกับแบรนด์ไทย “ภิพัชรา” ที่วางจำหน่ายในศูนย์การค้าชั้นนำและเคยนำไปแสดงในงานปารีสแฟชั่นวีคมาแล้ว

เกศทิพย์ หาญณรงค์ ผู้ก่อตั้ง กล่าวว่า “นโยบายเรื่องการลดใช้พลาสติกนี้ จริง ๆ มันมีคำว่าสมัครใจซึ่งหลายองค์กรจะไม่ทำก็ได้ แต่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทำและทำอย่างยั่งยืน กิจกรรมดีมากเพราะอย่างน้อยเราดึงพลาสติกที่เป็นขยะแฝงในขยะทั่วไปออกมา ช่วยลดขยะที่ไปสู่หลุมเทกองได้ส่วนหนึ่ง แค่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทางโครงการส่งต่อขยะพลาสติกมาให้หลายร้อยกิโลกรัมแล้ว ถ้าทำต่อไปเรื่อย ๆ แล้วขยายออกไปยังชุมชนได้ ก็จะส่งผลต่อสังคมได้” ส่วน Precious Plastic Bangkok ที่นำขยะพลาสติกไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ชิ้นเล็ก เช่น เก้าอี้ ที่วางมือถือ ที่วางโน้ตบุ๊ค เป็นต้น คุณสุประดิษฐ์ พึ่งผล เจ้าหน้าที่ประสานงานกิจกรรมโครงการ กล่าวว่า “เรานำขยะพลาสติกที่คนทั่วไปมองว่ามีราคาถูก มาเพิ่มมูลค่าด้วยการมาแปรรูปเป็นสินค้าใหม่ และต่อยอดไปยังชุมชนเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนนั้น ๆ ด้วย”

ขณะที่พระราชวัชรบัณฑิต (ประนอม ธัมมาลังกาโร) เจ้าอาวาสวัดจากแดง ซึ่งดูแลศูนย์การเรียนรู้สิ่งแวดล้อม โพธิ์สิกขา ที่รับพลาสติกประเภท PET จากโครงการนี้เป็นปีที่สองแล้ว มองว่า “การแยกขยะไม่ได้แค่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพโดยรวม กิจกรรมนี้ไม่ได้แค่สอนให้คนรู้จักการคัดแยกขยะ แต่กำลังสอนให้คนรู้จักการนำเอาขยะมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือมองขยะเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหรือสิ่งของต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนของไร้ค่าให้มีคุณค่าขึ้นมา” ส่วนขยะพลาสติกที่ไม่สามารถแปรรูปได้ คุณสมบูรณ์ กิตติอนงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท N15 เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ขยะที่ได้รับจากโครงการฯ นำไปหลอมเป็นพลังงานเชื้อเพลิงโดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม”

จากกิจกรรมเล็ก ๆ เริ่มต้นจากความร่วมมือกันภายในราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ “ขอบคุณที่ทิ้งกัน” ขยายออกสู่ภายนอกโดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรทั้ง ๔ หน่วยงานในพื้นที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ผลลัพธ์จากกิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่การลดปริมาณขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งร่วมกับขยะทั่วไปตามบ้าน แต่ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังนิสัยของการแยกขยะให้ถูกต้องตามประเภท ช่วยลดการเผาหรือการฝังกลบจึงช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ และส่งผลให้ลด Carbon Footprint เท่ากับเราปลูกต้นไม้ไปแล้วประมาณ ๕๘๒.๒๓ ต้น  นอกจากนั้นยังเป็นจุดเริ่มต้นของการช่วยโลกใบนี้อย่างยั่งยืน ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ของรัฐบาล ซึ่งพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมกัน 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ส่งผลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน

-(016)

‘วิศิษฐ์’ ตรวจเยี่ยมสมาชิกสหกรณ์ฯ รวมตัวทำนาแบบประณีต สร้างความพอเพียงในพื้นที่ คทช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/734834

‘วิศิษฐ์’ ตรวจเยี่ยมสมาชิกสหกรณ์ฯ รวมตัวทำนาแบบประณีต สร้างความพอเพียงในพื้นที่ คทช.

‘วิศิษฐ์’ ตรวจเยี่ยมสมาชิกสหกรณ์ฯ รวมตัวทำนาแบบประณีต สร้างความพอเพียงในพื้นที่ คทช.

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.16 น.

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่อุดรธานีตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินพื้นที่ คทช. พร้อมชมการลงแขกดำนาปลูกข้าวแบบประณีต ปรับเปลี่ยนการทำนาลดต้นทุนการผลิต หากสำเร็จพร้อมขยายผลพื้นที่อื่นด้วย

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี สุระศักดิ์ บุญชาญ สหกรณ์จังหวัดอุดรธานี และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรผสมผสานของ นายไชยยา อินทรถ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโคกไผทป่าไม้งาม จำกัด และได้เข้าร่วมโครงการการขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรพื้นที่โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (คทช.) จังหวัดอุดรธานี ณ บ้านหว้าน ตำบลดอนกลอย อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมี นายไชยยา อินทรถ และสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ อธิบดีฯ ได้ให้กำลังใจและชื่นชมสมาชิกสหกรณ์ที่มีแนวความคิดในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการประกอบอาชีพโดยเน้นการพึ่งพาตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยการทำนาแบบประณีต และอยากเน้นย้ำให้สมาชิกรักษาและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งนี้ อธิบดีฯ ได้มอบปัจจัยการผลิต ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เมล็ดพันธุ์ผัก รวมถึงสมุดบันทึกบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุน ให้กับตัวแทนสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ

จากนั้น อธิบดีฯ และคณะ ตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรของนายไชยยา อินทรถ มีพื้นที่ทำการเกษตร 20 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ปลูกไม้ยืนต้น ทำให้มีรายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรปีละ 1 แสนบาท โดยได้กู้ยืมเงินจากสหกรณ์ฯ เพื่อเป็นทุนในการประกอบอาชีพ ปีละ 30,000 บาท ซึ่งสามารถส่งชำระคืนเงินกู้ได้ตามกำหนด

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมแปลงนา และชมกิจกรรมลงแขกดำนา “ปลูกข้าวแบบประณีต ลดการใช้ทรัพยากรเพิ่มผลผลิต มีความพอเพียง เลี้ยงตัวเองได้” ในพื้นที่ คทช. ซึ่งนายไชยยา ได้แบ่งพื้นที่ทำนา จำนวน 3 ไร่ ซึ่งแต่เดิมทำนาแบบนาหว่าน ซึ่งต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงเฉลี่ยไร่ละ 2,500 – 3,000 บาท จึงมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบดั้งเดิม หรือนาหว่านมาทำนาแบบประณีต เพื่อลดต้นการผลิต ได้ชักชวนเพื่อนสมาชิกที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยมีเงื่อนไข ดังนี้ จะต้องมีการทำนาทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประณีต เพื่อเปรียบเทียบ ผลผลิต รายได้ ค่าใช้จ่าย มีการบันทึกบัญชีฟาร์ม เน้นการปักดำโดยการใช้ต้นกล้ากอเดียว งดการใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน มีกิจกรรมลงแขก ประชุมกลุ่มหมุนเวียนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มีการปลูกพืชหลังนาเพื่อบำรุงดิน ปลูกแหนแดง มีการเลี้ยงปลาในนาข้าว  มีการปลูกพืชผักสวนครัวตามคันนา ซึ่งมีสมาชิกสมัครใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 5 ราย มีเนื้อที่ทำนาร่วมกัน 29 ไร่ โดยจะแบ่งพื้นที่ทำนาแบบประณีต คนละอย่างน้อย 1 – 3  ไร่ รวมเป็นพื้นที่ทำนาแบบประณีต 7 ไร่ โดยตั้งเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการทำนาลงให้ได้ไร่ละ 1,500 – 2,000 บาท/ไร่ ผลผลิตข้าวได้รับการรับรอง GAP มุ่งสู่ข้าวอินทรีย์ 1 ไร่/ราย

“ในพื้นที่อำเภอพิบูลย์รักษ์ เป็นพื้นที่ คทช. ที่รัฐบาลจัดสรรพื้นที่ให้กับพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน ได้ทำกินในพื้นที่ ซึ่งมีหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เข้ามาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่สมาชิก โดยใช้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขับเคลื่อนในพื้นที่ โดยให้เกษตรกรปลูกพืชแบบหลากหลาย ใช้แนวทางของเกษตรอินทรีย์มาทำในพื้นที่ เช่นวันนี้ที่ได้ลงพื้นที่ของสมาชิกซึ่งได้ทำการเกษตรที่หลากหลาย มีแหล่งน้ำต้นทุนใช้ในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการทำประมงในพื้นที่ วัตถุประสงค์หลักคือให้เกษตรกรมีอาหารรับประทานครบทุกมื้อ ถ้ามีเหลือก็นำไปขาย และเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อที่จะขยายผลให้กับสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ คทช. ในส่วนการทำนาแบบประณีต มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดร่วมกับกรมการข้าว สำนักงานเกษตรจังหวัด ได้เข้ามาแนะนำให้สมาชิกทำนาแบบประณีต       ใช้ต้นกล้าจำนวนน้อย ซึ่งแตกต่างจากการทำนาแบบหว่านที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ค่อนข้างมาก การทำนาแบบประณีตจะลดต้นทุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ลง และลดค่าใช้จ่ายโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยหมักที่ได้ทำเอง รวมถึงการเลี้ยงแหนแดงในนาเพื่อให้เป็นแหล่งสร้างปุ๋ยในนา นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงปลาในนา ซึ่งสำนักงานประมงจังหวัดเข้ามาร่วมส่งเสริมทำให้ได้ผลผลิตทั้งข้าวและปลา ซึ่งผลผลิตสองชนิดนี้มากกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียว รายได้ของสมาชิกเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายลดลง” นายวิศิษฐ์ กล่าว     

นายวิศิษฐ์ ยังกล่าวต่อว่า ในภาพรวมการใช้พื้นที่ คทช. ในจังหวัดอุดรธานี มีทั้งหมด 6 แปลง จัดตั้งเป็นสหกรณ์แล้ว 1 แปลง มีสมาชิกประมาณ200 กว่าราย ถ้าการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ คทช. แปลงนี้เห็นผล จะขยายไปพื้นที่อื่นด้วย เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมอาชีพแก่สมาชิก ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่ม ให้องค์ความรู้ เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้สมาชิกใช้พื้นที่ที่รัฐบาลมอบให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ให้คนอยู่กับพื้นที่ป่าได้ แล้วสร้างรายได้ ลดค่าใช้จ่ายและไม่รุกที่พื้นที่อื่นเพิ่ม     เป็นการจัดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนได้ทำกินตรงในพื้นที่ที่เคยอยู่อาศัย โดยต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่ เข้าไปสนับสนุนความรู้ด้านการผลิต ส่งเสริมด้านการตลาด จะช่วยให้สมาชิกมีรายได้ที่ดีขึ้น

สหกรณ์การเกษตรโคกไผทป่าไม้งาม จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ปัจจุบันมีสมาชิก 289 คน ธุรกิจหลักของสหกรณ์ คือ ธุรกิจสินเชื่อ มีทุนดำเนินงาน 864,362 บาท สหกรณ์แห่งนี้เป็นสหกรณ์ระดับอำเภอ และเป็นสหกรณ์ที่อยู่ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ทั้งนี้ สหกรณ์มีแผนงานและโครงการพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ในการดำเนินธุรกิจวางแผนระบบการผลิต การตลาด และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ส่งเสริมการรวมกลุ่มในพื้นที่จัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบสหกรณ์ ส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดในรูปแบบเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงปลาตะเพียน เพื่อส่งเป็นวัตถุดิบผลิตปลาส้มออกจำหน่าย โดยสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จัก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความอยู่ดี กินดี มีสันติสุข และสร้างความเข้มแข็งในชุมชนต่อไป 

-(016)

สวทช. เตือนภัย ‘เห็ดพิษอันตราย’ ภัยร้ายฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/734817

สวทช. เตือนภัย ‘เห็ดพิษอันตราย’ ภัยร้ายฤดูฝน

สวทช. เตือนภัย ‘เห็ดพิษอันตราย’ ภัยร้ายฤดูฝน

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.56 น.

ทีมวิจัยธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand: NBT) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. นำโดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ นางสาวธิติยา บุญประเทือง หัวหน้ากลุ่มวิจัยเห็ด ธนาคารจุลินทรีย์ (NBMB) ภายใต้ธนาคาร ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) เปิดให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อมวลชนในกิจกรรม NSTDA Meets the Press เรื่อง “รู้ทันเห็ดพิษ ภัยร้ายฤดูฝน” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงพิษภัยของเห็ดพิษให้แก่ประชาชน ภายหลังพบข่าวชาวบ้านใน ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย จำนวน 9 คน เก็บเห็ดระงากหรือระโงกหินที่มีพิษนำไปทำอาหารบริโภค จนเกิดอาการท้องร่วง และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 2 คน

ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า ฤดูฝนคือฤดูกาลของการเก็บเห็ดป่าในธรรมชาติ ซึ่งต้องยอมรับว่าเห็ดป่ามีความสำคัญ ทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชุมชน แต่ด้วยเห็ดมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีทั้งเห็ดกินได้และเห็ดมีพิษ เห็ดพิษบางชนิดมีรูปร่างคล้ายกับเห็ดกินได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็ดอ่อนในระยะดอกตูม จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเป็นสาเหตุให้ประชาชนเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษจำนวนมากทุกปี

“ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ  โดยทีมนักวิจัยพิพิธภัณฑ์เห็ดราของธนาคารจุลินทรีย์ มีความเชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานเห็ดราและดำเนินการสำรวจเก็บตัวอย่าง เพื่อจัดทำลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเห็ดราในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน มีตัวอย่างเห็ดที่พบในประเทศไทยและเก็บเป็นหลักฐานในพิพิธภัณฑ์ฯ ประมาณ 49,635 ตัวอย่าง จำนวน 2,600 ชนิด และที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับศูนย์พิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในการตรวจวินิจฉัยชนิดของเห็ดป่าที่มีพิษตั้งแต่ปี 2551 ทำหน้าที่ช่วยจำแนกชนิดเห็ดพิษเมื่อมีกรณีผู้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากการบริโภคเห็ดพิษ ขณะเดียวกันยังลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเห็ดพิษ พร้อมทั้งศึกษาวิจัยรวบรวมข้อมูลการจัดจำแนกเห็ดพิษเบื้องต้น และจัดทำเป็นองค์ความรู้ในการสังเกตเห็ดพิษสำหรับอบรมถ่ายทอดให้แก่ชุมชน รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ เพื่อลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการบริโภคเห็ดพิษ”

สำรวจ “เห็ดพิษ” ติดอันดับคร่าชีวิตคนไทย

นางสาวธิติยา บุญประเทือง หัวหน้ากลุ่มวิจัยเห็ด ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการบริโภคเห็ดพิษส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากผู้ที่ไม่ชำนาญในการเก็บเห็ด หลายกรณีเป็นลูกหลานที่กลับบ้านหลังจากทำงานในเมือง พอเห็นเห็ดอยากเก็บมารับประทาน และคิดว่าเป็นเห็ดชนิดเดียวกับที่พ่อแม่เคยทำอาหารให้ แต่ไม่รู้ว่ามีกลุ่มเห็ดพิษที่รูปร่างคล้ายกัน จึงทำให้เกิดอันตราย สะท้อนให้เห็นการขาดช่วงการสืบทอดความรู้ในการจำแนกเห็ดป่าจากปู่ย่าตายายจากพ่อแม่สู่ลูกหลาน อีกกรณีหนึ่งคือป่าบ้านตนเองแทบไม่เหลือเห็ดแล้ว จึงย้ายไปเก็บเห็ดในป่าพื้นที่อื่น ทำให้ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ และเก็บเห็ดพิษมาบริโภค นอกจากนี้อาจมาจากการที่ชาวบ้านเก็บเห็ดทุกชนิดใส่ตะกร้ารวมกัน ซึ่งเห็ดพิษหนึ่งดอกมีพิษในแทบทุกส่วน ตั้งแต่สปอร์ หมวก ครีบ ก้าน ทำให้พิษหล่นไปปนเปื้อนกับเห็ดชนิดอื่น ๆ การล้างทำความสะอาดอาจไม่ช่วยให้ส่วนพิษของเห็ดที่ปนมาในตระกร้าเดียวกันหมดไป ย่อมมีโอกาสได้รับพิษ ที่สำคัญสารพิษจากเห็ดบางชนิดมีความเป็นพิษรุนแรงมาก โดยสารพิษเพียงระดับไมโครกรัมก็เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

“ตัวอย่างเห็ดพิษที่พบบ่อยในประเทศไทยและเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในแต่ละปี เช่น เห็ดในกลุ่มเห็ดระโงกพิษ อย่างเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งมีพิษร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต เห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือเห็ดไข่ห่านที่รับประทานได้ หากสังเกตเบื้องต้นจะพบว่าเห็ดระโงกหินมีเกล็ดขาวขนาดเล็ก ฝุ่นผงสีขาวปกคลุมบนหมวกดอก และก้านกลวง ขณะที่เห็ดระโงกขาวหมวกเรียบมัน กลางหมวกดอกอมเหลืองเล็กน้อย และก้านตันเนื้อแน่น แต่ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่นิยมบริโภคเห็ดระโงกขาวในช่วงดอกเห็ดบานแล้ว แต่จะนิยมเก็บช่วงเห็ดอ่อน ซึ่งมีลักษณะดอกเห็ดตูมคล้ายไข่ กลมรี จึงยากต่อการจำแนก ต่อมาคือเห็ดถ่านครีบเทียน มักสับสนกับเห็ดถ่านและเห็ดนกเอี้ยง โดยเห็ดถ่านครีบเทียนมีสารพิษกลุ่มมัสคาริน (Muscarin) ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ความดันโลหิตสูง ปากชา มีอาการขาดน้ำ หัวใจล้มเหลวถึงขั้นเสียชีวิต

เห็ดถ่านเลือด มีลักษณะคล้ายกับเห็ดถ่านใหญ่ ซึ่งเห็ดถ่านเลือดหากมีรอยโดนสัมผัสหรือโดนใบมีด จะมีสีแดงติดบริเวณเนื้อเห็ด หากรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดสภาวะกล้ามเนื้อสลาย จนกระทั่งเกิดอาการตับและไตวายและเสียชีวิต เห็ดระโงกพิษสีน้ำตาล คล้ายกับเห็ดระโงกยูคาจนไม่สามารถจำแนกด้วยตาเปล่า มีพิษรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตและเป็นชนิดใหม่ที่พบในประเทศไทย กลุ่มเห็ดคล้ายกับเห็ดโคน เป็นเห็ดอีกชนิดที่มีพิษรุนแรงถึงชีวิต พบระบาดได้มากเพราะมีลักษณะเหมือนกับเห็ดโคนที่ได้รับความนิยมมาก  นอกจากนี้ยังมีเห็ดพิษที่มีการเก็บผิดเป็นประจำทุกปี ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย แต่ไม่อันตรายถึงชีวิต คือ เห็ดหัวกรวดครีบเขียว มีความคล้ายคลึงกับเห็ดนกยูง และเห็ดกระโดงที่รับประทานได้ โดยในช่วงที่เป็นดอกอ่อนจะคล้ายกันมาก เมื่อเห็ดเริ่มแก่สปอร์ของเห็ดหัวกรวดครีบเขียวจะเปลี่ยนสีและทำให้ครีบใต้ดอกมีสีเขียวปนเทา ส่วนเห็ดนกยูงสปอร์จะเป็นสีขาวไม่เปลี่ยนสี เมื่อแก่ครีบใต้ดอกจะมีสีขาว สำหรับอาการที่เกิดจากการบริโภคเห็ดชนิดนี้ไม่ถึงกับเสียชีวิต แต่จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียภายใน 5 นาที ถึง 1 ชั่วโมง”

สร้างคลังข้อมูลคัดแยก ‘เห็ดพิษ’ ด้วยลายพิมพ์เพปไทด์

นางสาวธิติยา กล่าวว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยพิพิธภัณฑ์เห็ดราทำงานสนับสนุนศูนย์พิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ในการตรวจวินิจฉัยชนิดของเห็ดป่าที่มีพิษ โดยเมื่อมีเคสผู้ป่วยหรือเสียชีวิตจากการบริโภคเห็ดพิษ ทีมสืบสวนเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่จะส่งตัวอย่างให้ศูนย์พิษวิทยาดำเนินการตรวจสารพิษ พร้อมทั้งส่งตัวอย่างบางส่วนให้ทีมวิจัยจำแนกชนิดเห็ด เพื่อยืนยันร่วมกันว่าเป็นเห็ดพิษจริงหรือไม่ ปัญหาที่ผ่านมาคือ หากชาวบ้านนำเห็ดพิษมาทำอาหาร ตัวอย่างเห็ดที่ได้จะเป็นชิ้นส่วนที่มีลักษณะรูปร่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งยากต่อการจำแนกชนิดเห็ด หรือในกรณีไม่เหลือตัวอย่างให้ตรวจ ก็จะใช้วิธีบอกตำแหน่งที่เก็บเห็ดเพื่อให้ทีมสอบสวนไปเก็บตัวอย่าง แต่ด้วยเห็ดมีวงจรชีวิตสั้น บางชนิดขึ้นมาเพียง 2-3 วันก็หายไปจากพื้นที่แล้ว ทำให้ไม่พบเห็ดพิษ หรือตัวอย่างเห็ดที่เก็บมาก็อาจไม่ใช่เห็ดพิษ

“เพื่อให้การจัดจำแนกเห็ดพิษทำได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น ทีมวิจัยพัฒนา “คลังข้อมูลเห็ดกินได้และเห็ดพิษในประเทศไทย” จากการวิเคราะห์ “ลายพิมพ์เพปไทด์” (กรดอะมิโนสายสั้น ๆ ที่เป็นส่วนสร้างสารพิษของเห็ด) ในตัวอย่างเห็ด ด้วยเครื่องวัดมวล MALDI-TOF (Matrix-Assisted Laser Desorption/Ionization-Time of Flight) ทำให้ได้ลายพิมพ์มวลเพปไทด์ของเห็ดแต่ละชนิดที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสายพันธุ์ และรวบรวมเป็นคลังข้อมูลสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการจัดจำแนกชนิดเห็ดและความเป็นพิษ ซึ่งปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เห็ดรามีการจัดทำลายพิมพ์มวลเพปไทด์ของเห็ดในประเทศไทยแล้วมากกว่า 200 ตัวอย่าง

ข้อดีของการพัฒนาวิธีจำแนกชนิดเห็ดด้วยการวิเคราะห์ลายพิมพ์เพปไทด์ คือใช้ตัวอย่างปริมาณน้อย และแม้สภาพตัวอย่างเห็ดจะเหลือเป็นเพียงเศษซากหรือแย่แค่ไหนก็ยังใช้ตรวจวิเคราะห์ได้ ที่สำคัญต้นทุนการตรวจวิเคราะห์ต่อครั้งมีราคาถูก ทราบผลภายในไม่เกิน 30 นาที  และมีความแม่นยำ ดังนั้นหากมีเคสผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ โดยตัวอย่างเห็ดที่ได้มาจะไม่สมบูรณ์ ก็สามารถนำเข้าเครื่องวิเคราะห์ลายพิมพ์มวลเพปไทด์ และนำผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับคลังข้อมูลที่จัดทำไว้ จะทราบทันทีว่าเป็นเห็ดพิษชนิดใด ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลกับแพทย์รักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งยังแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ทราบถึงชนิดเห็ดพิษที่ต้องระวังได้ทันการณ์ ลดอัตราการเสียชีวิตจากการบริโภคเห็ดพิษได้มากขึ้น

นางสาวธิติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคลังข้อมูลเห็ดกินได้และเห็ดพิษในประเทศไทย ไม่เพียงเป็นประโยชน์ช่วยสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการตรวจยืนยันชนิดเห็ดพิษที่มีการระบาดได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทีมวิจัยยังลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเห็ดพิษที่มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่สมบูรณ์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ ถ่ายภาพ และรวบรวมข้อมูลลักษณะสำคัญต่าง ๆ สำหรับพัฒนาคลังข้อมูลเห็ดให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เหมาะต่อการนำไปใช้สื่อสารให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจและเก็บเห็ดป่ามาเป็นแหล่งอาหารและรายได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์ลายพิมพ์มวลเพปไทด์ยังใช้ตรวจจำแนกชนิดเห็ดกินได้ หากมีความต้องการยืนยันสายพันธุ์เห็ดก่อนนำไปเพาะปลูก อีกทั้งในอนาคตทีมวิจัยมีแผนขยายผลไปสู่การจัดทำคลังข้อมูลสัตว์มีพิษที่เป็นกลุ่มพิษที่วิเคราะห์จากเพปไทด์ได้เช่นเดียวกันกับเห็ดพิษ

“สำหรับข้อควรระวังในการรับประทานเห็ดช่วงนี้ แนะนำว่าถ้าไม่มีความชำนาญในการแยกชนิดของเห็ด ไม่ควรเก็บเห็ดป่ามาบริโภคเด็ดขาด เพราะการจำแนกเห็ดจะดูเพียงหมวกหรือสีแต่ลำพังไม่ได้ ต้องดูเห็ดครบทุกลักษณะทั้งดอก ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญยืนยัน จึงอยากให้ผู้ที่บริโภคเห็ดและชาวบ้านที่เก็บเห็ด ยึดหลัก 3 ช. เพื่อความปลอดภัยจากเห็ดพิษ ได้แก่ 1.ไม่ชัวร์  คือ ทั้งคนกินและคนเก็บเห็ด หากไม่แน่ใจว่ารู้จักเห็ดชนิดนั้น ๆ ก็ไม่ควรเก็บ-ไม่ควรกิน 2.ไม่เชี่ยวชาญ คือ ถ้าไม่รู้ว่าเห็ดชนิดนั้น อันตรายหรือไม่ ให้สอบถามได้ที่สายด่วน 1422 กรมควบคุมโรค และ 3.ไม่ชิม คือ ไม่ควรกิน หรือชิมเห็ดที่ไม่คุ้นเคยเพื่อลดความเสี่ยงและปลอดภัยจากเห็ดพิษ นอกจากนี้ควรเลี่ยงการเก็บเห็ดที่โดนฝนชะโดยตรงซึ่งอาจชะเอาสีดอกและเกล็ดบนหมวกของเห็ดให้หลุดไปหรือทำให้ลักษณะบางอย่างของเห็ดเปลี่ยนไปได้ ที่สำคัญก่อนเก็บเห็ดหรือก่อนปรุงอาหารต้องพิจารณาเห็ดทุกดอกอย่างรอบคอบ เพราะเห็ดที่มีพิษเพียงดอกเดียวก็เสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ ส่วนประชาชนทั่วไปควรเลือกซื้อเห็ดกับร้านค้าที่เชื่อถือได้ เลือกเห็ดที่สด และควรบริโภคทันที ไม่ควรเก็บเห็ดไว้นานเพราะอาจมีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย” นางสาวธิติยา กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจศึกษาข้อมูลเห็ดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Microfungi of Thailand (เห็ดราไลเคน จากป่าของไทย) https://m.facebook.com/groups/730883133682369/ และ เว็บไซต์ : https://oer.learn.in.th/nbt

-(016)

‘อาหมู สมภพ’เปิดสาเหตุ ทำไมไม่ยอมเปิดตัวภรรยา ทั้งที่ใช้ชีวิตคู่มานานกว่า 55 ปี!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/734996

'อาหมู สมภพ'เปิดสาเหตุ ทำไมไม่ยอมเปิดตัวภรรยา ทั้งที่ใช้ชีวิตคู่มานานกว่า 55 ปี!

‘อาหมู สมภพ’เปิดสาเหตุ ทำไมไม่ยอมเปิดตัวภรรยา ทั้งที่ใช้ชีวิตคู่มานานกว่า 55 ปี!

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 07.56 น.

นักแสดงรุ่นใหญ่มากความสามารถ อาหมู สมภพ ที่วันนี้จะมาเปิดใจเคลียร์ข่าวลือ เสียชีวิตแล้ว พร้อมเผยเส้นทางความรักกับภรรยากว่า 55 ปีที่ไม่เคยเปิดตัวออกสื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องOne31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และเบนซ์ พรชิตา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

มีข่าวว่าอาหมูเสียชีวิตแล้ว?

อาหมู : งงมากๆ เลย ตอนแรกก็ไม่รู้เรื่องหรอก เพื่อนได้ข่าวมายังไงไม่รู้ โทรมาบอกว่ามีข่าวลือว่าเราตายแล้ว ก็บอกไปว่าน่าจะจำคนผิดมากกว่า 

หนังด้วย ละครด้วย เขาบอกเกือบเป็นตำรวจ และเกือบเป็นนักฟุตบอลทีมชาติด้วย?

อาหมู : ช่วงนั้นพอเรียนจบ ผมเล่นกีฬาฟุตบอลมาตลอด บังเอิญไปเจอหม่อมราชวงศ์เจตจันทร์ ประวิตร ท่านเป็นผู้การทางหลวงอยู่ ท่านให้คนมาติดต่อมาเล่น สุดท้ายที่มาเล่นกับท่านได้ ถ้วย ก.ราชประชานุเคราะห์ ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นพรีเมียร์ลีก แล้วช่วงหลังไปประสบอุบัติเหตุไปกับเพื่อน โดนรถเมล์ชน ขาหัก กระเด็นข้ามไปฝั่งโน่น ถ้าเป็นสมัยนี้ตายไปแล้วรถเยอะ สมัยนั้นรถน้อยอยู่ คนมาช่วยไปโรงพยาบาลตำรวจ

แสดงว่าอนาคตการเป็นนักฟุตบอลอาชีพมันหยุดตอนที่รถเมล์ชน?

อาหมู : อีกครั้งพอหายแล้วมาบาดเจ็บในสนาม พอรักษาหาย เล่นแล้วไม่เหมือนเดิม บังเอิญไปเจอท่านมุ้ย ตอนนั้นพี่ชายเป็นช่างกล้องอยู่กับท่าน แล้วท่านไปงานบวช บอกว่าไปเล่นหนังกันไหม ผมก็ดฉยๆ เพราะตั้งเป้าอยากเป็นนักฟุตบอลแล้วจะเป็นตำรวจ หลังจากนั้น 3 เดือนพี่ชายสึก บอกว่าไปพบท่าน หลังจากนั้นก็เริ่มงานนี่มาตลอด 

อาหมูมีภรรยาใช่ไหม?

อาหมู : มีครับ แล้วมีก่อนที่จะเข้าวงการ 1 ปี เจอผู้หญิงคนนี้เจอด้วยความบังเอิญ ไม่ได้เป็นคนรูปร่างสวยเท่าไหร่ ผมเห็นเขาเป็นคนทำงาน เขาดูแลครอบครัว ดูแลพ่อแม่ พี่น้อง แสดงว่าคนนี้เป็นคนกตัญญู

ตอนเข้าไปคุย เขาคุยด้วยเลยไหม?

อาหมู : คุยด้วย เขาทำงานบริษัทเกี่ยวกับประชาสัมพันธ์ เขาคงคุยเก่งอยู่แล้ว เราก็เขินๆ หน่อย แต่พอเจอกันบ่อยๆ ก็เลยคุยกันรู้เรื่อง

สมัยก่อนเขาไม่เปิดตัวแฟน?

อาหมู : อาจจะมีส่วนนะ แล้วอาจจะเป็นนิสัยของเขาด้วย ผมเคยพาไปกองถ่ายนะ เขาไปนั่งแล้วไม่มีความสุข เพราะต้องรอนาน แล้วยังไม่รู้เวลาเลยว่าจะได้กลับเมื่อไหร่ เขากลับมาคิดแล้วคุยกันที่บ้าน เขาบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ ต่างคนต่าฃทำงาน แต่เขาสนะบสนุนนะ คอยเป็นกำลังใจให้ คอยช่วยเหลือตลอดเวลา ผมอาจจะโชคดีตรงที่เขาเข้าใจ แล้วเขาบอกว่าเดี๋ยวมันจะวุ่นวายแล้วเราทำงานไม่สะดวก

ถ้าภรรยาไม่อยากเปิดตัว ลึกๆ ตอนนั้นอาหมูอยากเปิดไหม?

อาหมู : ถ้าเขามาถามโดยเจอกันตรงๆ ผมก็เปิด ทีนี้ผมเป็นคนไม่ค่อนยุ่งเกี่ยวเรื่องสื่อ เรื่องอะไร เลยไม่ค่อยได้เจอกัน

สมัยก่อนศิลปินดารา มันเปิดตัวความรักๆม่ได้อาเชื่อไหม?

อาหมู : ที่รู้มา 1 เจ้าของหนังที่เขาสร้างมา เขาสร้างมาเขาก็ต้องการให้ พระเอก นางเอกของเขาสด พอเปิดตัวมีภรรยาแล้ว ค่านิยมมันอาจจะน้อยลงไป กลายเป็นทุกคนตเองปิดบัง

อาทำไมแค่รูปถึงดูไม่ได้?

อาหมู : เขาบอกว่าอย่าให้เขาเข้ามายุ่งเลย เขาพูดกับผมเอง ไม่ใช่ผมกันนะ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เขาไม่อยากให้บางครั้งมีนักข่าวหนือมีอะไรไปขอสัมภาษณ์ที่บ้าน

อยากจะบอกอะไรกับภรรยา?

อาหมู : ก็รับทราบไว้ว่าทำตามที่ขอร้องไว้แล้วนะ มันเกินที่จะบอกรักแล้ว สมัยนี้มันอยู่ด้วยความเห็นอกเห็นใจ

เมื่อปี 64 เกิดอะไรขึ้นกับภรรยา?

อาหมู : ปลายปี64 มีอยู่วันหนึ่งผมต้องไปถ่ายละครเรื่องเมียหลวง ตอนตี4 ได้ยินเสียงเปิดประตูออกไปเข้าห้องน้ำพอ7โมงเช้าเขาต้องตื่นทุกวัน ก็ไปปลุก เขาบอกลุกไม่ไหว ข้างซ้ายไม่มีแรง อยากเข้าห้องน้ำ พอดีที่บ้านมีเก้าอี้ที่มีล้ออยู่ก็เอาไปเทียบเตียงแล้วค่อยพาไปเข้าห้องน้ำ แต่ทุลักทุเลมาก เพราะอยู่กันแค่ 2 คน ลูกจะมาเฉพาะวันอาทิตย์ เลยตัดสินใจโทรบอกคนที่เคยมาดูแลรับส่งอาหาร แล้วพอถึงเวลาผมก็ไปทำงาน เขาจัดการเสร็จเอารถมารุ่งขึ้นพ่ไปโรงพยาบาล

หมอว่ายังไง?

อาหมู : ทีแรกหมอไม่บอก บอกว่าเส้นโลหิตปริ ให้อยู่โรงพยาบาล 5 วัน หมอบอกว่าออกไปแล้วใครดูแล พอดีน้องสาวเขาเคยเป็นพยาบาล ก็ไปอยู่บ้านเขาประมาณเดือนครึ่งแล้วไปหาหมอใหม่ หมอสารภาพให้ฟังว่า จริงๆ แล้วเส้นโลหิตในสมองมันแตก ข้างขวามันลงไปข้างซ้าย ถ้าข้างซ้ายมันลงไปข้างขวา มันควบคุมอยู่ตรงนี้ คือมันเพิ่งแตกวันที่เป็นนั้นแหละ แต่ว่ามันปริมาตั้งแต่เมื่อไหร่เราไม่รู้ แล้วถามว่าเขาล้ม เขาอะไรไหม เขาก็นึกไม่ออก จริงๆ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้มันจะเป็นอาการของคนที่จะเป็นอัมพฤกษ์ แต่เขาไม่เป็น ผมกลับมาตอนที่เขาไปอยู่บ้านน้องสาว มานั่งคิดเผื่อเขาต้องนอนติดเตียง แล้วเราจะทำยังไง เราต้องไปทำงาน เดี๋ยวนี้จ้างคนที่มาดูแล เรื่องแพงเราพอไหวอยู่ แต่ที่เขาจะดูแลเราไม่ไว้ใจ

ตอนนี้อาการเป็นยังไง มีผลข้างเคียงอะไรไหม?

อาหมู : ปกติ เป็น สว. คนสูงวัย ปากยังไวเหมือนเดิม ก็พูดกับเขาอยู่ทุกวัน ดีใจด้วย ถ้าเกิดผใได้เงินหรือถูกลอตเตอรี่หรือได้เงินที่เป็นโชค ผมก็ยังไม่ดีใจเท่าได้ชีวิตเขามา ตอนนี้เย็นๆ กับข้าวมาส่ง เขาขอไปอุ่นกับข้าว ไปทำเองอะไรเองก็ช่วยกันดูแล ตอนนี้มันข้ามความรักมาแล้ว มันอยู่กันด้วยความเข้าใจ ความเห็นอก เห็นใจ

อาหมูมีลูก 2 คน คนโตคือผู้หญิง คนเล็กคือผู้ชาย คนเล็กประสบอุบัติเหตุตอนนั้นกี่ปีมาแล้ว?

อาหมู : เท่ากับตอนนี้ก็ 5 ปีแล้ว เขาประสบอุบัติเหตุเดือนธันวาคม 60 เขาเรียนจบแล้ว เขาสอบสถาปนิคได้แล้ว ไปทำงาน ช่วงหลังเขาย้ายที่ทำงานไปอยู่ตึกดุสิตธานี ทำมา 3 ปี ก็ให้รถเขาตั้งแต่เขาเรียนหนังสือ ออกจากบ้านเช้าแต่ก็ไปสาย กว่าจะหาที่จอดกว่าจะอะไร เขาก็ขอมอเตอร์ไซค์มาเป็นปี ผมไม่ยอมให้ เพราะเราเห็นมอเตอร์ไซค์มีแต่อุบัติเหตุ แม่ก็บอกว่าลูกต้องไปทำงาน ก็ต้องระวังแล้วกัน แม่เขาก็ไปออกให้ ใช้มา 3 ปี วันนั้นเขาจะไปทำประกันสังคมใหม่เขาไม่ต้องไปทำงาน ออกไปหาเพื่อน บ้านอยู่ใกล้ๆ พอ 5 โมงเย็นมีคนขับมอเตอร์ไซค์มาบอก ลูกชายชื่อช้าง บอกว่าประสบอุบัติเหตุ เราก็รีบแต่งตัวออกไป แต่ยังไม่ทันออกรถเลย มูลนิธิโทรมาไม่ต้องไปที่เกิดเหตุแล้วนะ ไปที่ สน.แล้วกัน พอบอกไป สน.ผมใจหายวูบเลย เพราะต้องเสียชีวิตแน่ เพราะถ้ายังไม่เสียชีวิตเขาต้องพาไปโรงพยาบาล ไปถึงเสียชีวิตแล้ว คนจากมูลนิธิบอกลูกพ่อไม่ผิด มอเตอร์ไซค์มาทางตรง รถปิ๊กอัพเลี้ยวเข้าซอย ผมไม่อยากบอกใครเลยถ้าเกิดบอกว่าขี่มอเตอร์ไซค์ประสบอุบัติเหตุ ทุกคนก็บอกว่ามันซิ่ง ตั้งแต่วันนั้นถึง 3 เดือน ผมพูดไม่ได้ พูดไปแล้วมันตันที่คอ ก็ต้องรีบทำ เพราะเดี๋ยวมันจะมาชนวันที่ 5 ธันวาคม บอกที่วัดสวดวันละ 2 รอบ วันที่4 ไปลอยอังคารวันที่3 เผา

คุณภรรยาว่ายังไง?

อาหมู : เขาพูดไม่ได้ หนักกว่าผมอีก แล้วที่เขาเสียใจมากๆ คือ เขาตกลงกันไว้แล้ว ลูกเขาได้ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์แล้วเขาคุยว่าเขาจะเอาแม่ไปด้วย เขามาถามว่าพ่ออยู่ได้ไหม ไม่มีปัญหาหรอก วันที่เผาเขา ผมพูดคนสุดท้าย ผมพูดไม่จบ มันพูดไม่ได้

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชิน•มาสค์ไรเดอร์ (Shin KamenRider)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/734910

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชิน•มาสค์ไรเดอร์  (Shin KamenRider)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ชิน•มาสค์ไรเดอร์ (Shin KamenRider)

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คาเมนไรเดอร์ ฮีโร่ในวัยเด็กจากหนังหลอกเด็กที่เราเรียกกันจนติดปากว่า ไอ้มดแดงอาละวาด ออกมาสร้างความสุขให้กับเด็กๆ ยุคนั้น จากปี 1971 มาจนถึงปัจจุบันนี้
Shin ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงความใหม่ ชิน•มาสค์ไรเดอร์ (Shin KamenRider) คือ ไอ้มดแดง หรือ คาเมนไรเดอร์ในยุคใหม่ ฮิเดอากิ อันโนะ ผู้กำกับยังคงนำความเป็นไอ้มดแดง ที่คุ้นเคยกันมานำเสนอ กำเนิด ฮอนโก ทาเคชิถูกจับไปดัดแปลง หลบหนีออกมาต่อสู้กับองค์กร ช็อคเกอร์ มาจนกำเนิด ไอ้มดแดง V2 อิจิมอนจิ ฮายาโตะ ที่จากคู่ปรับกันกลายมาเป็นคู่หู ดับเบิ้ลไรเดอร์ ร่วมกันต่อสู้กับ ช็อคเกอร์

รายละเอียดปลีกย่อย ตัวละครมีการเพิ่มเติมตัดออก ช็อคเกอร์ ต้องการสร้างความสุขในความเชื่อของตัวเองให้กับชาวโลก เพิ่มเรื่องความรักของ ทาเคชิ กับ รูริโกะตัวละครหลักๆ มีปมเรื่องครอบครัว ยุวชนไรเดอร์ถูกตัดออกไปเน้นๆ ไปที่ตัวละคร ผู้ใหญ่ไม่เน้น สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ ไรเดอร์หมายเลข 0 เป็นตัวต้นแบบ ไม่เคยมีมาก่อน เก่งดูมีพลังดีไซด์ดูแปลกดี มีความสวยเด่น อีกตัวคือ K มนุษย์ดัดแปลงที่เป็นเหมือนผู้ช่วยผู้ประสานงานของช็อคเกอร์ ดูยังไงๆก็อดนึกถึงยอดนักสืบ K (1973) ฮีโร่ดังๆ อีกคนหนึ่งของค่ายโตเอะ รุ่นเดียวกับไอ้มดแดง

ที่ชอบมากๆ คือ ไซโคลน มอเตอร์ไซค์คู่ใจ ที่ดีไซน์ใหม่ดูทันยุคทันสมัย แม้จะไม่เหมือนตัวต้นแบบที่ชินตา แต่ก็ยังคงความรู้สวยงามแบบเดิมๆ เอาไว้ ที่เพิ่มเติมจากต้นฉบับคือ มันมีความคิดแล่นได้เองตามเจ้าของ รวมไปถึงท่าต่อสู้ท่าไม้ตาย ไรเดอร์คิก หมัดที่เราๆ คุ้นเคยกันมา มาครบในภาพเดิมๆ ดูสวยงาม รุนแรง หนักแน่นจริงจัง เปลี่ยนไปทุกครั้งกับการจัดการมนุษย์ดัดแปลงในแต่ละตัว

แต่ที่โดนใจสุดๆ คือ เพลงประกอบต้นฉบับที่ถูกนำมาใช้มีการดัดแปลงคัฟเวอร์ใหม่ทุกครั้งที่ใส่เข้ามา เสียงลอยเข้ามาบรรยากาศเดิมของไอ้มดแดงผุดขึ้นมาทันที ที่พีคสุดในช่วง เอนเครดิตตอนท้ายเรื่อง ใส่เพลงต้นฉบับทุกเพลงมาให้ฟังกันแบบเต็มๆ พร้อมด้วยคำแปลเพลงที่ช่วยพาย้อนไปหาความสุขในวัยเด็กเพิ่มมากขึ้น

ชิน•มาสค์ไรเดอร์ (Shin KamenRider) คือ หนังไอ้มดแดง ที่มีทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบ แต่ก็เป็นหนังที่ดูสนุกดูได้เพลินๆ มีส่วนที่ชอบมากกว่าไม่ชอบ ถ้าจัดอันดับหนังใหญ่ตระกูลชินที่มาเข้าโรงในบ้านเราทั้งสามเรื่อง ชอบเรื่องนี้มากกว่า อีก 2 เรื่อง Shin อุลตร้าแมน ฉากบู๊ครึ่งแรกดีครึ่งหลังเนือยๆ ไม่สู้กันเลย เอาไปอันดับสอง Shin Godzilla เน้นการเมือง จนกลายเป็นน่าเบื่อ ไม่สนุกเอาซะเลย Go GoLet Go…ไอ้มดแดงได้ใจไปเต็มๆ 8/10 คะแนน ครับสู้ต่อไป ทาเคชิ ไอ้มดแดง

‘คอฟฟี่ ดรีมมี่’ คว้ารางวัลระดับโลก Superior Taste Award

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/734908

‘คอฟฟี่ ดรีมมี่’ คว้ารางวัลระดับโลก Superior Taste Award

‘คอฟฟี่ ดรีมมี่’ คว้ารางวัลระดับโลก Superior Taste Award

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นับเป็นก้าวสำคัญแห่งความสำเร็จของผลิตภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มและเบเกอรี่ “ครีมเทียม Coffee Dreamy (คอฟฟี่ ดรีมมี่)” ล่าสุดตอกย้ำคุณภาพด้วยการคว้ารางวัลระดับโลกมาครอง Superior Taste Award ในประเภท 2 ดาว ระดับ Remarkable จากสถาบัน International Taste Instituteและเพื่อฉลองความสำเร็จจึงได้จัดงาน “ฉลองความสำเร็จ ครีมเทียม คอฟฟี่ ดรีมมี่” พร้อมด้วย 5 อินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่มาร่วมแสดงความยินดีและทำเมนู สุดฮิตท่ามกลางบรรยากาศสุดสบายและร่มรื่น ณ Mellow Garden

โดย นางสาวภาพร มหัทธโนบลผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเซิร์ฟ ฟู้ดสเปเชียลตี้ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “ครีมเทียม Coffee Dreamyได้รับความนิยมและครองใจผู้ประกอบการด้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่มาอย่างยาวนานถึง20 ปี โดยเราเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้รับมาตรฐาน ผลิตด้วยเทคโนโลยี สเปรย์ดรายที่ทันสมัย มีความปลอดภัย ไม่มีไขมันทรานส์และไม่มีโคเลสเตอรอล ซึ่งมอบความห่วงใยทั้งในเรื่องสุขภาพและความอร่อยมาโดยตลอด และนับเป็นครั้งแรกที่ครีมเทียมคอฟฟี่ ดรีมมี่ ได้เข้าร่วมวัดผลและประสบความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัลมาเป็นเครื่องการันตี โดยการได้รับรางวัล SuperiorTaste Award จากสถาบัน International Taste Institute ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจสำหรับ ครีมเทียมคอฟฟี่ ดรีมมี่อย่างมาก และเป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป พร้อมสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคทุกคน”

แซ่บไม่ยั้ง! ‘คารีสา’สลัดผ้าเปลือยอกนุ่งบิกินี่เว้าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/734878

แซ่บไม่ยั้ง! 'คารีสา'สลัดผ้าเปลือยอกนุ่งบิกินี่เว้าสูง

แซ่บไม่ยั้ง! ‘คารีสา’สลัดผ้าเปลือยอกนุ่งบิกินี่เว้าสูง

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.04 น.

2 มิ.ย.66 เป็นอีกหนึ่งนางแบบ-นักแสดงสาวที่มีลุคสุดเซ็กซี่จนหลายคนชื่นชอบ สำหรับ “คารีสา สปริงเก็ตต์” ที่ล่าสุดเจ้าตัวโพสต์ภาพลงอินสตราแกรมส่วนตัว ในชุดบิกินี่เว้าขาสูงเผยสะโพกสวยสุดเซกซี่ และยังเพิ่มดีกรีความฮอตด้วยการสลัดผ้าถอดเสื้อท่อนบนเปลือยอก และโพสท่าเอามือปกปิดความแซ่บหน้าอกหน้าใจเอาไว้เท่านั้น ทำเอาไอจีไฟแทบลุกเลยทีเดียว

MONICA แต่งเพลงใหม่ ‘รักกันนานๆ (นะค่ะ)’ ป่าวสะกดผิด (นะคะ) แค่ตั้งใจประชดแฟนเก่า!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/734869

MONICA แต่งเพลงใหม่ 'รักกันนานๆ (นะค่ะ)' ป่าวสะกดผิด (นะคะ) แค่ตั้งใจประชดแฟนเก่า!

MONICA แต่งเพลงใหม่ ‘รักกันนานๆ (นะค่ะ)’ ป่าวสะกดผิด (นะคะ) แค่ตั้งใจประชดแฟนเก่า!

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.51 น.

หลังจากที่สาวน้อยผมเหลือง“MONICA”(โมนิก้า-วีดา ปุณณะหิตานนท์)จากค่าย White Musicในเครือ GMM GRAMMY เปิดตัวปล่อยเพลงแรก“อยากจะรู้” และ “ฉันคือดวงจันทร์”ก็มีกระแสการตอบรับมาแรงจนเกิดเป็นปรากฏการณ์สาวน้อยจากดวงจันทร์ ดันยอดวิวในยูทูบ, TikTok และทุกๆโซเชียลกว่า 100 ล้านวิว ด้วยน้ำเสียงที่มีเอกลักษณ์และสไตล์ชัดเจน จึงทำให้บ้านไวท์ฯ ไม่รอช้า ส่งเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน กรู๊ฟชวนโยก เพลง “รักกันนานๆ (นะค่ะ)”เพลงเปิดตัวอัลบั้มแรกในชีวิตของMONICA เป็นการประชดประชันในเรื่องของความรัก แบบ…ไปรักกันนะคะ เราMove On แล้วทำใจได้แล้ว ไปรักกันเถอะ ซึ่งเพลงนี้และเพลงต่อๆไปในอัลบั้มMONICA”เป็นคนแต่งเพลงเองทั้งหมด รวมถึงเมโลดี้ โดยมีโปรดิวเซอร์ยอดฝีมืออย่าง “เจน เจนพัฒน์”มาช่วยปรับตกแต่งให้ลงตัวมากขึ้น

สำหรับเนื้อหาเพลง “รักกันนานนาน (นะค่ะ)”MONICAพูดถึงการทำงานว่า…“เพลงนี้โมแต่งจากความรู้สึก เป็นการประชดประชันความรัก ไปเหอะ ชั้นทำใจได้แล้ว รักกันนานๆ นะค่ะ เขียนย้ำเหมือนเป็นการแสดงความยินดีแบบแสบๆ ไปค่ะ ชั้นโอเค(หัวเราะ) ส่วนเรื่องการทำเพลงนี้โมทำเดโมเองทุกอย่างค่ะ แล้วก็ไปปรึกษาพี่เจนพัฒน์ โปรดิวเซอร์ พี่เค้าก็ช่วยปรับตกแต่งจนลงตัว ที่เราได้ฟังกันค่ะโมก็อยากให้ทุกๆคนชอบเพลงนี้ให้คนฟังและแชร์เพลงนี้เยอะๆด้วยค่ะ ฝากเอ็มวีสีสันสดใส เพลง รักกันนานๆ (นะค่ะ) ด้วยนะคะ โมชอบเอ็มวีนี้มากๆ เป็นเพลงแรกในอัลบั้มของโมด้วย ฝากติดตามด้วยค่ะ” (ยิ้ม)

ติดตามฟังเพลงได้ทุกแพลตฟอร์ม และชมMV รักกันนานๆ (นะค่ะ)ได้ที่YouTubeOfficialWhiteMusic : https://youtu.be/NQf_jTQQkZo