‘ประชาธิปัตย์’ ประกาศจุดยืน ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ ย้ำ 4 ประเด็นหลักไม่แตะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562294

30 ต.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' ประกาศจุดยืน 'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม' ย้ำ 4 ประเด็นหลักไม่แตะ

จุรินทร์ เผย มอบ สส.ปชป.ยื่นกฎหมายเข้าสภารวดเดียว 5 ฉบับ หวังพิจารณาสมัยประชุมหน้า พร้อมย้ำจุดยืน ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ 4 ประเด็นหลักไม่แตะ ตรวจสอบรายละเอียดที่นี่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส. บัญชีรายชื่อ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้ สส.ของพรรคยกร่างและเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภารวดเดียว 5 ฉบับ ตามที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ในช่วงตอนหาเสียง ประกอบด้วย 

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

  1. พ.ร.บ. ประมง โดยนายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราชและคณะเป็นผู้เสนอ
  2. พ.ร.บ.ปาล์มยั่งยืน โดยนายยุทธการ รัตนมาศและคณะเป็นผู้เสนอ 
  3. พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยนายร่มธรรม ขำนุรักษ์และคณะเป็นผู้เสนอ
  4. พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ โดยนายร่มธรรม ขำนุรักษ์และคณะเป็นผู้เสนอ
  5. พ.ร.บ.ทุเรียนไทยยั่งยืน เพื่อให้มี กฎหมายที่จะเข้าไปช่วยกำกับ ดูแลและส่งเสริมทุเรียนไทยครบวงจร ตั้งแต่ภาคการผลิต การเก็บเกี่ยว การควบคุมคุณภาพ การแปรรูปไปจนกระทั่งถึง การตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ก่อนเสนอเป็นกฎหมาย โดยนายสรรเพชญ บุญญามณีและคณะเป็นผู้เสนอ ซึ่งทั้งหมดนี้คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ในสมัยประชุมหน้า

ปชป.ประกาศจุดยืนนิรโทษกรรม

ทั้งนี้สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่าพรรคมีจุดยืน ไม่สนับสนุนการนิรโทษกรรมใน 4 ประเด็นคือ

  1. การนิรโทษกรรมแบบสุดซอย เพราะเคยสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างประมาณค่าไม่ได้มาแล้ว จนกลายเป็นของแสลงสำหรับสังคมไทย
  2. คดีทุจริต
  3. คดีอาญาร้ายแรง
  4. คดีกระทำความผิดตามมาตรา 112

องอาจ จี้ ‘เศรษฐา’ ทำความจริงให้ปรากฏ ‘เงินดิจิทัล’ จะเอาเงินที่ไหนมาแจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562252

30 ต.ค. 2566

องอาจ จี้ 'เศรษฐา' ทำความจริงให้ปรากฏ 'เงินดิจิทัล' จะเอาเงินที่ไหนมาแจก

องอาจ จี้ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี ควรเร่งทำความจริงให้ปรากฎว่าจะเอาเงินที่ไหนมาแจก ‘เงินดิจิทัล’ ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย จนยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้ อย่าปล่อยให้อยู่ในสภาพ “วันพันหลัก” ทั้งๆ ที่ควรรู้ ตั้งแต่วันประกาศนโยบายหาเสียงเมื่อ 6-7 เดือน

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2566 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ที่เพจ “องอาจ คล้ามไพบูลย์” ระบุว่าปรากฏการณ์นโยบายดิจิทัล วอลเล็ต แจกเงิน 10,000 บาทให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคนที่พรรคเพื่อไทยจัดอีเวนต์ปราศรัยหาเสียงไว้อย่างยิ่งใหญ่เมื่อ 6-7 เดือนก่อน จนถึงขณะนี้เป็นแกนนำรัฐบาลมาแล้วกว่า 2 เดือน ก็ยังไม่สามารถเริ่มลงมือทำตามที่หาเสียงไว้ได้

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เพราะติดขัดตรงที่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาแจกให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป 56 ล้านคน ซึ่งใช้เงินสูงถึง 5 แสน 6 หมื่นล้านบาท

ทั้งๆ ที่ ทันทีที่ประกาศหาเสียง ควรจะรู้แล้วว่าถ้าทำนโยบายนี้จะเอาเงินจากแหล่งไหนมาแจก แสดงว่าคิดนโยบายนี้ออกมาเพื่อให้ได้คะแนนเสียงแล้วไปเสี่ยงเอาข้างหน้า เป็นการทำนโยบายที่ไม่ได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเพียงพอ

มาถึงขณะนี้จึงคิดจะไปเอาเงินจากธนาคารออมสิน ก็ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย ทำไม่ได้ จะกู้เงินมาแจก หรือออก พ.ร.ก.เงินกู้ ช่วงปิดสมัยประชุมสภา ก็ไม่มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นเพียงพอที่จะทำได้ ตอนนี้ก็เลยคิดจะใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ปี2567 ก็มีเงินตัดจากโครงการอื่นๆ มาได้แค่ 1 แสนล้านบาท ก็ยังไม่พออาจต้องทำงบผูกพันอีกหลายปี 

สุดท้ายก็คิดจะลดจำนวนคนได้รับแจก 10,000 บาทลงมา นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต จึงอยู่ในสภาพวัวพันหลัก ชักเข้าชักออก แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะเอาเงินมาจากแหล่งใด

นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จึงควรเร่งทำความจริงให้ปรากฎ ว่าจะเอาเงินที่ไหนมาแจก ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย จนยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้

‘จเด็จ อินสว่าง’ ข้องใจ ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562250

30 ต.ค. 2566

‘จเด็จ อินสว่าง’ ข้องใจ ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร

‘จเด็จ อินสว่าง’ ลุกถามกลางที่ประชุมสภา ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร มองแค่ “แก้เอามัน” และยิ่งสร้างความแตกแยก บอก สว.ค่อนสภาไม่เอาแก้รธน.ทั้งฉบับแน่

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ที่อาคารรัฐสภา นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ขอรับฟังความเห็นของวุฒิสภาเพื่อ นำไปสู่การยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่า คำถามหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดกันให้ประชาชนทราบคือ จะแก้ไข รัฐธรรมนูญไปทำไมประชาชนได้ประโยชน์อะไร ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่อยากให้ช่วยไตร่ตรองให้ดีว่าอะไรที่ทำแล้วเพื่อประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติก็ควรทำ 

แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่า แก้แล้วจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นยุทธศาสตร์ของชาติดีขึ้น แต่เป็นการแก้ “เอามัน”เท่านั้น ไม่ใช่แก้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่ควรต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญและหากกังวลเรื่องของอำนาจ สว. ชุดนี้ บทเฉพาะการก็จะหมดในเดือนพฤษภาคม ปีหน้าแล้ว ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน จึงไม่ต้องกังวล และมองว่าในทางตรงกันข้าม การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์และแสดงความเห็นต่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีและก่อให้เกิดความขัดแย้งกับคนในชาติ

“ที่สำคัญอยากให้วกกลับไปอีกทีว่าประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันหลักของชาติ ชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อะไรขึ้นมาซึ่งขณะนี้เราอยู่อย่างมีความสุขและมีความมั่นคงแล้ว”นายจเด็จ กล่าว

นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภานายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา

สำหรับกรณีที่พรรคการเมืองประกาศไว้ในนโยบาย และจะให้มีสสร.มายกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะทำอย่างไรนั้น นายจเด็จ กล่าวว่า ตั้งแต่ที่พรรคการเมืองประกาศแล้ว ตอนนั้นลืมประกาศว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์อะไร ประชาชนได้อะไร และยิ่งต้องไปทำประชามติ จะยิ่งทำให้สิ้นเปลืองเงินทอง ดังนั้นจึงอยากให้คิดดูให้ดี ดังนั้นทางออกตรงนี้คือควรต้องพูดคุยและหามุมมองกันไป เพราะเชื่อว่าในที่สุดแล้วคงไม่ไปถึงขั้นได้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะยิ่งทำอย่างนั้น จะยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้ง เป็นเรื่องที่พูดจากันมานานแล้ว

ส่วนที่มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี2560 มาจากการทำรัฐประหารจึงต้องให้มีการยกร่างใหม่นั้น เป็นการพูดวนอยู่อย่างนี้ และมองว่าแม้มาจากการทำรัฐประหารแต่รัฐธรรมนูญปี2560 ก็มาจากการทำประชามติเช่นกัน และมาจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการพูดวนกันไปกันมา แต่ประชาชนนั่งมองอยู่ว่า เมื่อไหร่เศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น คนทำงานจะเป็นอย่างไร เมื่อไหร่ค่ารถไฟฟ้าค่าน้ำมันจะลดลง เมื่อไหร่ที่ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ในหลายๆด้าน ควรมาพูดกันตรงนี้ดีกว่า

เมื่อถามว่าหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกร่างใหม่เข้าสภาจะเห็นชอบหรือไม่ นายจเด็จกล่าวว่า ต้องรอดูว่าจะแก้ทั้งฉบับหรือไม่ หรือจะแก้รายมาตรา หรือจะแก้หมวดไหน ตนก็จะอภิปรายว่าหมวดไหนที่จะแก้ อะไรเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่ แต่ถ้าแก้ทั้งฉบับตนไม่เอาด้วยอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามีสว.ที่คิดแบบนี้จำนวนเท่าไหร่นั้นนายจเด็จ กล่าวว่าค่อนสภา แต่อย่าให้ตนต้องตอบตรงๆว่าในนามของสว.คิดอย่างไร ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะบอกว่าไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ก็จะยังไม่เห็นด้วยหรือไม่ นายจเด็จกล่าว ว่าก็ต้องดู ความจริงแล้วถ้าพูดถึงหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มีกว่า 38 มาตรา หลีกเลี่ยงยากเพราะฉะนั้นมีหลายอย่างที่ควรต้องคำนึงให้เยอะๆ และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนจะได้อะไรขึ้นมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

‘เศรษฐา’ หารือนายกฯ สปป.ลาว ย้ำไทยสนใจซื้อพลังงานสะอาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562240

30 ต.ค. 2566

‘เศรษฐา’ หารือนายกฯ สปป.ลาว ย้ำไทยสนใจซื้อพลังงานสะอาด

‘เศรษฐา หารือ นายกฯ สปป. ลาว เน้นย้ำการซื้อขายพลังงานสะอาด การขนส่งทางบก ลดอุปสรรค และการอำนวยความสะดวก พร้อมลงนามส่งมอบโครงการสำคัญต่างๆ

วันที่ 30 ต.ค.เวลา 08.35 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเท่ากับประเทศไทย) ณ สำนักงานนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และการหารือเต็มคณะระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป. ลาว โดยภายหลังเสร็จสิ้น นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว ต่างแสดงความยินดีที่ได้พบกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดกัน 

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

การค้า นายกรัฐมนตรีพร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจระหว่าง สปป. ลาว กับ ภาคอีสานของไทย ให้เป็น Growth Area ที่เกื้อกูลกัน พร้อมเห็นควรร่วมกันหาแนวทางลดอุปสรรคและเร่งอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการค้าที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568 ทั้งนี้ ฝ่ายไทยพร้อมจัดการประชุมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว ครั้งต่อไป เพื่อกำหนดแนวทางในการเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันต่อไป

โครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมโยง นายกรัฐมนตรีย้ำการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล สปป. ลาว ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศจาก Land-locked เป็น Land-linked และพร้อมสานต่อการทำงานร่วมกับฝ่าย สปป. ลาว ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ

สำหรับความเชื่อมโยงทางระบบราง นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการหารือรายละเอียดเพื่อเริ่มก่อสร้างสะพานสำหรับรถไฟข้ามแม่น้ำโขง (หนองคาย-เวียงจันทน์) โดยไทยพร้อมสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการจัดทำกรอบความตกลง (Technical Arrangement) เพื่อเริ่มเดินรถไฟระหว่างสถานีท่านาแล้งมาถึงสถานีรถไฟเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ได้ในต้นปีหน้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างกัน

สำหรับความเชื่อมโยงทางถนนและสะพาน นายกรัฐมนตรียินดีที่หลายโครงการมีความคืบหน้า ทั้งโครงการสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ซึ่งก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์ โครงการสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี-สาละวัน) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในหลักการแล้ว รวมถึงโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 12 (นครพนม/ท่าแขก แขวงคำม่วน – นาเพ้า แขวงบอลิคำไซ/ จาลอ จังหวัดกว่างบิงห์ เวียดนาม) เพื่อช่วยส่งเสริมการขนส่งระหว่างไทย – สปป. ลาว – เวียดนาม – จีน ให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามแนวเส้นทางนี้ด้วย

การขนส่งและโลจิสติกส์ ในด้านราง นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่ง ทั้งนี้ ฝ่ายลาวรับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาร่วมกัน โดยขอให้มีการกำหนดอัตราค่าบริการ (handling charge) ที่ชัดเจน และแน่นอนในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่เวียงจันทน์ (Vientiane Logistic Park -VLP) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนได้ล่วงหน้า การค้าขายทางระบบรางจะเพิ่มขึ้น ในด้านถนน นายกรัฐมนตรีขอให้ฝ่ายลาวพิจารณาให้รถบรรทุกหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ของไทยขนส่งสินค้าเข้าไปใน สปป. ลาว ได้เหมือนช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ด้านพิธีการศุลกากร นายกรัฐนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการจัดตั้ง Common Control Area (CCA) ที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย

ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และเห็นพ้องเร่งรัดการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ระหว่าง 3 ประเทศ (ไทย สปป. ลาว และเมียนมา) ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ ไทยมีแผนสนับสนุน สปป. ลาว ในการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่า (Fire Risk Map) และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน่วยงานของทั้งสองฝ่ายจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

พลังงานสะอาด นายกรัฐมนตรีสนใจซื้อพลังงานสะอาดจากลาวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ขยายตัว

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารสำคัญ และส่งมอบโครงการต่าง ๆ ดังนี้

1) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กับกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สปป. ลาว

2) พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือสำหรับการให้ความร่วมมือทางวิชาการในรูปแบบการเสริมสร้างขีดความสามารถสำหรับการฝึกพนักงานขับรถไฟและพนักงานจำหน่ายตั๋ว และการจัดทำแผนธุรกิจให้กับรถไฟแห่งชาติลาว (Record of Discussions between NEDA and Lao National Railway for the Technical Assistance for the Capacity Building for Locomotive Driving and Ticketing System and Development of a Business Model for the Lao National Railway)

3) พิธีส่งมอบสวนรุกชชาติมิตรภาพเพื่อฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตราชอาณาจักรไทย – สปป. ลาว

4) พิธีส่งมอบศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่โรงเรียนเทคนิควิชาชีพแบบผสม แขวงอัตตะปือ

51ปีกรมวิชาการฯมุ่งสร้างนวัตกรรมฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765913

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานวันสถาปนากรมวิชาการเกษตรครบรอบ 51 ปี โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และคณะ เข้าร่วม ว่ามุ่งเน้นการบริหารจัดการภาคเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้าน ตั้งแต่ดิน น้ำ พันธุ์พืช นวัตกรรม ด้วยการสนับสนุนให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ พัฒนาพันธุ์พืชที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร การใช้สารชีวภัณฑ์ลดใช้สารเคมี ประกาศสงครามกับปุ๋ยและเคมีเกษตรปลอม ตลอดจนทำสงครามกับศัตรูพืช

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า ในโอกาสที่กรมวิชาการเกษตรก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 ต้องมีอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย สามารถให้บริการตรวจสอบรับรองที่ฉับไว ห้องปฏิบัติการแห่งอนาคต “DOA Future Lab”จึงเป็นการยกระดับเทคโนโลยีนวัตกรรม ห้องปฏิบัติการที่ล้ำสมัย เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ลดปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศด้วยการยกระดับห้องปฏิบัติการส่วนภูมิภาคให้ได้มาตรฐานระดับสากล ที่อ้างอิงได้ในระดับประเทศและระดับนานาชาติ รวมทั้งพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง สร้างคุณค่าให้กับองค์กรให้เติบโต เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ให้กับการพัฒนาการเกษตรของประเทศอย่างมีนัยสำคัญและยั่งยืน

สำหรับแนวทางในการดำเนินงานมีโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่ การประกาศสงครามกับศัตรูพืช เข้มงวดการตรวจสินค้านำเข้าเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เร่งการวิจัยพัฒนาพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเพื่อยกระดับสินค้าเกษตร และเสริมศักยภาพเกษตรกร Plant Base Food ส่งเสริมการจัดการ Carbon Credit ในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร การแก้ปัญหาฝุ่น ควัน PM2.5 ภาคการเกษตร และการเตรียมการเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหา Climate Change

เกษตรฯเปิดบ้านรับเอกชน หารือส่งออกสินค้าสัตว์ปีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765914

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ เพื่อหารือกับบริษัทไทสัน ฟู้ดส์ ประเทศไทย (Tyson Foods Thailand) ตามที่บริษัทฯ ได้ขออนุญาตเข้าพบ โดยมีนายทอดด์เมนโนติ (Mr.Todd Meotti) ผอ.อาวุโสฝ่ายประสานงานภาครัฐระดับนานาชาติ พร้อมคณะ เข้าร่วมโดยทางบริษัทฯ ขอติดตามความคืบหน้าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกของบริษัท ไทสัน ฟู้ดส์ ประเทศไทย ใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.การขอขึ้นทะเบียนสถานประกอบการแปรรูปเนื้อไก่ เนื้อไก่แปรรูป/ปรุงสุก ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย และ 2.การส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไปยังไต้หวัน ซึ่งประเทศไทยได้ขอเปิดตลาดเนื้อสัตว์ปีก เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกไทยให้มากขึ้น

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ อยู่ระหว่างการประสานนำส่งข้อมูลให้ฝ่ายซาอุดีอาระเบียและไต้หวัน ซึ่งจะเร่งรัดให้สำเร็จโดยเร็วและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะได้รับการตอบรับในเชิงบวก ส่วนในด้านของบริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการเสริมสร้างความยั่งยืนด้านการผลิตอาหารสัตว์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการผลักดันการส่งออกสัตว์ปีกไทยในอนาคตที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน

‘ธรรมนัส’รุดพบปะ เครือข่ายสลัม4ภาค เสนอตั้งคณะทำงาน แก้ปัญหาสหกรณ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765909

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมรับฟังปัญหาของกลุ่มเครือข่ายสลัม 4 ภาค นำโดย น.ส.กรรณิการ์ ปู่จินะ และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายธิติ โลหะปิยะพรรณผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายมงคล สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ เครือข่ายสลัม 4 ภาคได้ติดตามความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการดำเนินงานสหกรณ์เพื่อบริหารที่ดินและดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ตามที่เคยได้ยื่นหนังสือต่อ รมว.เกษตรฯ เพื่อขอให้แก้ปัญหาการดำเนินการสหกรณ์ ให้สมาชิกกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ได้ นำไปสู่การเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินได้ โดย รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการตามที่เครือข่ายได้เสนอ เพื่อช่วยเหลือในเรื่องที่ดินทำกิน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม อย่างไรก็ดี เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด และดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการกฎหมาย ด้วยความบริสุทธิ์เป็นธรรม และให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งหากตั้งคณะทำงานแล้วเสร็จจะเร่งประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนระเบียบ หรือเงื่อนไขที่ยังทำให้ติดขัด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น

กรมวิชาการฯขยายผล งานวิจัยใช้พืชพันธุ์ดี-เทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765912

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้ขยายผลงานวิจัยพร้อมใช้ประโยชน์ด้านพืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีการผลิตพืชสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งปัจจุบันโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ ก็ยังคงได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอด จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ก่อให้เกิดโครงการตามแนวพระราชดำริ มากกว่า 100 โครงการ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 หน่วยงานในพื้นที่ของกรมวิชาการเกษตรที่ได้ร่วมบูรณาการและสนองแนวพระราชดำริผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ ตัวอย่างหนึ่งของการดำเนินการขับเคลื่อนงานวิจัย คือการขยายผลการผลิตพืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของเกษตรในพื้นที่ อ.ท่ายาง และ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยดำเนินงานภายใต้โครงการตามแนวพระราชดำริ 3 โครงการ

นายระพีภัทร์กล่าวต่อว่า พืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีการผลิตพืชนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร โดยพืชพันธุ์ดีที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรีได้กระจายพันธุ์ดีสู่เกษตรกรโดยมีโครงการตามแนวพระราชดำริเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้ ได้แก่ สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตต่อไร่ สูงกว่า 5.3 ตัน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเนื้อกรอบ สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตาออกจากกันง่าย และอ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตน้ำอ้อยต่อไร่สูง รสชาติดี มีกลิ่นหอม น้ำอ้อยมีสีสวยไว้ตอได้ดีไม่ต้องปลูกใหม่

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ได้ขยายผลการผลิตสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีพร้อมเทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตร คือการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในสับปะรด ตามคำแนะนำจะมีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 7.7 ตัน ซึ่งหากมีการปลูกสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีทดแทนพันธุ์ปัตตาเวีย จะส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 10,674บาทต่อไร่ เมื่อคำนวณพื้นที่เพาะปลูกของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวมกับ จ.เพชรบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 194,000 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2,071 ล้านบาท

สำหรับอ้อย ได้ดำเนินการขยายผลการผลิตอ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 โดยใช้เทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์แมลงหางหนีบขาวงแหวนในการควบคุมแมลงศัตรูพืช และการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันกำจัดโรคใบขาวอ้อย ซึ่งการปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวจะมีผลผลิตน้ำอ้อยต่อไร่สูงถึง 5,960 ลิตร ส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 7,420 บาทต่อไร่ เมื่อคำนวณพื้นที่เพาะปลูกของ จ.เพชรบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 33,300 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 247 ล้านบาท ปัจจุบันมีเกษตรกรที่สามารถจัดทำแปลงขยายผลเทคโนโลยีได้ 17 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรด 12 ราย และเกษตรกรผู้ผลิตอ้อยคั้นน้ำ 5 ราย

‘ไชยา’เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765916

'ไชยา'เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

‘ไชยา’เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.48 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2566 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วม ณ บ้านโคกใหญ่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู

โดยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้นำหน่วยงานภายในสังกัดมาร่วมกันตรวจราชการในพื้นที่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่ สำหรับการวางแผนการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด รวมถึงเป็นการให้กำลังใจพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ โดยได้มอบถุงยังชีพจำนวน 104 ชุด และหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 7 หมู่บ้าน พร้อมทั้งมอบแนวคิดเกษตรเพิ่มมูลค่า สร้าง Storytelling ให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ ข้าวฮาง ผ้าทอมือท้องถิ่น เป็นต้น ตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใต้ โดย การจัดงานมหกรรมควายไทยในครั้งนี้เป็นการพัฒนามูลค่าสายพันธุ์ทางปศุสัตว์ที่สำคัญ รวมถึงเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ในสังคมได้เห็นคุณค่าของสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ตามวิถีชีวิตเกษตรกรไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และเป็นการแสดงศักยภาพควายไทย ที่มีความโดดเด่นทางด้านสายพันธุ์และเอกลักษณ์ให้ต่างชาติเห็นว่าควายไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งปัจจุบันควายเป็นสัตว์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อตัวสูงกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ได้มอบหมาย กรมปศุสัตว์ ในการพัฒนาสายพันธุ์ควายไทย ให้มีความมั่นคง มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ และเป็นสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

– 006

‘เกษตรฯ’เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765850

'เกษตรฯ'เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

‘เกษตรฯ’เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.35 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ (ปศุสัตว์ พืช ประมง) พร้อมมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และพบปะเกษตรกรในพื้นที่ ณ ด่านศุลกากรสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยกล่าวว่าจังหวัดกาญจนบุรีมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระยะทาง 371 กิโลเมตร ประกอบด้วย ช่องทางเข้าออกตามธรรมชาติ 43 ช่องทาง และมีด่านชายแดนที่สำคัญ 2 ด่าน ได้แก่ จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมืองกาญจนบุรี และจุดผ่อนปรนทางการค้า ด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) อำเภอสังขละบุรี มีพื้นที่ทำการเกษตร 12,179,968 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 3,030,598 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ พืชสวน และพืชอื่นๆ มีสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ไก่เนื้อ โคเนื้อ สุกร โคนม และแพะ มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ปลานิล ปลาทับทิม กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม

ส่วนพื้นที่ปลูกยางพาราของจังหวัดกาญจนบุรี มีจำนวน 103,705.86 ไร่ มีปริมาณผลผลิตเนื้อยางแห้งรวมทั้งจังหวัด 24,313.27 ตัน/ปี เป็นยางแผ่นดิบ 13,894.41 ตัน/ปี โดยใน อ.สังขละบุรี มีพื้นที่ปลูกยางพารา 22,858.68 ไร่ มีปริมาณผลผลิตเนื้อยางแห้ง 5,506.53 ตัน/ปี เป็นยางแผ่นดิบ 4,065.93 ตัน/ปี

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการตรวจสอบปริมาณผลผลิตยางในพื้นที่และสินค้ายางนำเข้า เพื่อควบคุมการนำเข้าให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน กยท.จังหวัด และ กยท.สาขา ที่อยู่ในพื้นที่เขตพรมแดนจะวางแผนสำรวจการผลิตยางธรรมชาติของเกษตรกรทั้งรูปแบบของผลผลิตยางที่ขาย จำแนกเป็นน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย ยางแผ่นดิบ ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าปริมาณยางที่ขายในพื้นที่นั้นๆ มียางเถื่อนปนอยู่ด้วยหรือไม่ และกำหนดเป้าหมายสำรวจข้อมูลดังกล่าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ กยท.ดำเนินมาตรการคู่ขนาน เพื่อขับเคลื่อนตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายเข้าสู่ไทย โดยให้จัดตั้งทีมสายลับยางเพื่อทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เฝ้าระวังและสอดส่องการกระทำผิดกฎหมาย หากพบเบาะแสจะแจ้งแก่หน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการจับกุมต่อไป อย่างไรก็ตาม กยท.พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และจะชี้แจงให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทราบถึงโทษการรับซื้อสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงภาษี และกำกับควบคุมสถาบันเกษตรกรฯ ไม่ให้รับซื้อยางที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ กยท.จะขยายผลดำเนินการไปยังพื้นที่รอยต่อระหว่างพรมแดนอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ระนอง ตาก และเชียงราย ด้วย

รมว.กษ. บอกด้วยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มีมาตรการในการพัฒนาคุณชีวิตของเกษตรกร จึงได้ขับเคลื่อนมาตรการในการตรวจจับการลักลอบการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศอย่างเข้มข้น โดยในส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับรายงานว่าเป็นจุดที่มีการลักลอบนำเข้าสินค้ายางพาราจากประเทศเพื่อนบ้าน กระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ และการยางแห่งประเทศไทย ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ เพื่อเป็นจุดสกัดและคัดกรองสินค้าที่นำเข้าสินค้าภาคการเกษตร ซึ่งในส่วนของการลักลอบนำยางพาราเข้ามาในราชอาญาจักร ประเทศไทยเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าภาคการเกษตรทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ที่ผ่านมามีการจับกุม ตรวจสอบและอายัติสินค้าได้หลายร้อยตัน และสำหรับมาตรการในเรื่องของยางพารา กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนในเรื่องราคายาง โดยมาตรการตอนนี้คือต้องการระบายยางพาราออกนอกประเทศ สนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ และที่สำคัญคือการจัดโซนนิ่งการกรีดยาง เพื่อป้องกันไม่ให้ยางล้นตลาด จึงเชื่อมั่นว่าจะทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

– 006