‘เบสท์ คำสิงห์’ปล่อยเพลงรัก กับเพลง ‘คนโปรดของฉันเป็นเธอเสมอ’

‘เบสท์ คำสิงห์’ปล่อยเพลงรัก กับเพลง ‘คนโปรดของฉันเป็นเธอเสมอ’

‘เบสท์ คำสิงห์’ปล่อยเพลงรัก กับเพลง ‘คนโปรดของฉันเป็นเธอเสมอ’

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เบสท์ คำสิงห์ หรือ รักษ์วนีย์ คำสิงห์ และเป็นลูกสาวของ สมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย โดยเริ่มจากถ่ายมิวสิกวีดีโอและเคยเข้าประกวดในเวทีมิสทีนไทยแลนด์ ปี 2016 โดยเข้ารอบ 50 คนสุดท้าย ปัจจุบันเธอเป็นสาวสวยที่มากความสามารถ เจ้าของช่อง Kamsing Family ที่มีผู้ติดตามมาถึง 5.42 ล้านคน โดยคอนเทนต์ของช่องเป็นการถ่ายทอด เรื่องราวของครอบครัว และล่าสุด BEST KAMSING (เบสท์ คำสิงห์) จะมาร่วมทำเพลงกับ marr team ซึ่งมีชื่อเพลงว่า “คนโปรดของฉันเป็นเธอเสมอ”

“คนโปรดของฉันเป็นเธอเสมอ” Single ที่ 13 จาก marr team ซึ่งเพลงนี้ได้ “BEST KAMSING (เบสท์ คำสิงห์)” มาร่วมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเพลงนี้ยังแต่งมาจาก Concept ที่ว่า “เธอจะเป็นคนโปรดของฉันเสมอ” โดยเนื้อหาในเพลงนี้ ยังมีการกล่าวถึง คนโปรดของฉันเป็นเธอเสมอ และจะเป็นเธอตลอดไป ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ตัวฉันเองก็มั่นใจอยู่เสมอว่า คนโปรดของฉันยังไงต้องเป็นเธอเท่านั้น อย่างกับท่อนที่ว่า “คนโปรดของฉันเป็นเธอเสมอ (คือเธอตลอดไป) คนโปรดของฉัน เป็นเธอคนเดียวคนนี้ (คนเดียวของใจ)ไม่ว่าจะร้ายหรือดี ก็รู้ว่ามีเธอที่อยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน” อีกทั้งเพลงนี้ ถูกแต่งโดย marr music team บวกเสียงร้องของ BEST KAMSING (เบสท์ คำสิงห์) ยิ่งทำให้คนที่ได้ฟังเพลงนี้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ จึงทำให้เพลงนี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างลงตัวอีกด้วย

‘ตะวันอาบดาว-รักแท้แซ่บหลาย’ คืนจอ ช่วงละครดังที่คิดถึง และละครรีรันบ่าย

‘ตะวันอาบดาว-รักแท้แซ่บหลาย’ คืนจอ ช่วงละครดังที่คิดถึง และละครรีรันบ่าย

‘ตะวันอาบดาว-รักแท้แซ่บหลาย’ คืนจอ ช่วงละครดังที่คิดถึง และละครรีรันบ่าย

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่อง 7HD พร้อมส่งความสุขใน ช่วง “ละครดังที่คิดถึง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์เวลา 09.15 น. พบกับละครแนวดราม่า เข้มข้น “ตะวันอาบดาว” นำแสดงโดย ยุ้ย จีรนันท์, เข้ม หัสวีร์, ฐิสา วริฏฐิสา,เกรท สพล, เกรซ พัชร์สิตา,ณัฐนันท์ คุณวัฒน์, พล พูลภัทร พร้อมนักแสดงอีกคับคั่ง เมื่อ ศิวัช (หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล) น้องชายฝาแฝดถูกฆาตกรรมอย่างมีเงื่อนงำ ศิวกร (หัสวีร์ภัคพงษ์ไพศาล) หนุ่มนักข่าวต่างประเทศจึงสวมรอยเพื่อสืบหาความจริงขณะเดียวกัน ดาวประดับ (วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร) หลานสาวของ ช่อแพร (จีรนันท์ มะโนแจ่ม) ไฮโซนักธุรกิจหญิง ก็พยายามกีดกันเขาออกจากชีวิตของน้าสาว เพราะคิดว่าเขาคือ น้องชายฝาแฝดที่มีข่าวลือว่ามีความสัมพันธ์พิเศษกับน้าสาวของเธอ ความใกล้ชิดก่อเกิดเป็นความรัก แต่อันตรายกลับยิ่งทวีคูณ เมื่อพวกเขาเข้าใกล้ความจริง กลับมาสนุกไปกับเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง ในวันพุธที่22 มกราคมนี้

มาต่อกันในช่วง “ละครรีรันบ่าย”ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.05 น. สนุกกับละครโรแมนติกคอเมดี้ “รักแท้แซ่บหลาย” นำแสดงโดย ชอน ชวิศการ, เกรซพัชร์สิตา, พอล เดอบ๊อด และ นิต้า นิคิต้า เพราะคำขอของ เมทินี (นิคิต้า กรรณเกตุ) น้องสาวสุดที่รัก ที่ไม่อยากให้นิค (พอล เดอบ๊อด) แฟนหนุ่มรู้ว่าชมจันทร์ (พัชร์สิตา อธิอนันตศักดิ์) พี่สาวของเธอเป็นเพียง “แม่ค้าปลาร้าสู้ชีวิต” ทำให้ชมจันทร์ต้องปกปิดตัวตน แต่งานนี้กลับมี โภคิน (ชอน ชวิศการ) นักธุรกิจหนุ่มสุดเนี้ยบ อาของนิคซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญของชมจันทร์ เข้ามาเป็นตัวแปร มาติดตามเรื่องราวสนุกทั้งแสบ แซ่บ และเสียน้ำตาจนหยุดไม่อยู่ เริ่มวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคมนี้ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD เว็บไซต์ : www.ch7.com

‘องซองอู’ แฟนหนุ่มแห่งชาติ บินลัดฟ้าพบ WELO ไทยสุดฟิน

‘องซองอู’ แฟนหนุ่มแห่งชาติ บินลัดฟ้าพบ WELO ไทยสุดฟิน

‘องซองอู’ แฟนหนุ่มแห่งชาติ บินลัดฟ้าพบ WELO ไทยสุดฟิน

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อตอบแทนการสนับสนุนจากแฟนๆ อย่างเสมอมา “SOLE U ENTERTAIN (โซลยูว์ เอ็นเตอร์เทน)” ขอมอบของขวัญต้อนรับปีด้วยการประเดิมจัดงานแฟนมีตติ้งของ “องซองอู”แฟนหนุ่มแห่งชาติ ที่เตรียมมาพบ WELO ชาวไทยอีกครั้งในงาน “ONG SEONG-WU FANMEETING “COMEONG” IN BANGKOK” โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 18.00 น. ณ Idea Live, Bravo BKK 

โดยแฟนมีตติ้งครั้งนี้ของ องซองอูผู้ได้ฝากผลงานทั้งด้านเพลงและซีรี่ส์ชื่อดังข้ามเอเชีย เรียกว่าตั้งแต่ประกาศจัดงานแฟนมีตติ้ง แฟนๆ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศต่างให้ความสนใจและตั้งตารอกันอย่างคึกคัก เพราะงานนี้จะเป็นงานแฟนมีตติ้งหลังจากที่เขาเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติเป็นที่เรียบร้อย เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งงานแฟนมีตติ้งแห่งปี ที่แฟนๆ จะไม่ผิดหวังและไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สามารถซื้อบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ https://www.theconcert.com/concerts/ong-seong-wu-comeong-in-bangkok หรือผ่านทางแอปพลิเคชั่น The Concert เท่านั้น พิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อบัตร Zone A จะได้รับสิทธิ์ All Hi-Touch ทุกที่นั่ง สำหรับผู้ที่ซื้อบัตร Zone B, C และ D จะได้รับสิทธิ์ All Hi-Bye ทุกที่นั่ง อีกทั้งพร้อมลุ้นสิทธิ์เป็นผู้โชคดี เพียงซื้อบัตรตั้งแต่วันนี้- 2 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 23.59 น. เท่านั้น “SOLE U ENTERTAIN (โซลยูว์ เอ็นเตอร์เทน)” ผู้จัดมากประสบการณ์ชั้นนำของประเทศไทย ได้มอบความสุขและสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดงานแฟนมีตติ้งสุดยิ่งใหญ่ และคว้านักแสดง ศิลปินระดับเอเชียบินลัดฟ้ามาพบปะกับแฟนๆ ชาวไทยสุดใกล้ชิดอย่างบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ยุน ซอบิน ไอดอล นักร้อง นักแสดงหนุ่มเกาหลีสุดฮอตกับงาน “Yoon Seobin 1st Fan Meeting In Thailand”, ซออินกุก” นักแสดง-นักร้องชื่อดังจากเกาหลีกับงาน “FALLEN FOR SEO IN GUK 1st FAN MEETING in BANGKOK”, “ฮวังอินยอบ” นักแสดงชื่อดังจากเกาหลี กับงาน “HWANG IN YOUP FANMEETING TOUR [IN LOVE] in BANGKOK”

‘ช่อง 3’ ถือฤกษ์ดี! ตักบาตรปีใหม่ เปิดละครใหม่ 3 เรื่อง ทัพนักแสดงร่วมทำบุญกันพร้อมหน้า

‘ช่อง 3’ ถือฤกษ์ดี! ตักบาตรปีใหม่ เปิดละครใหม่ 3 เรื่อง ทัพนักแสดงร่วมทำบุญกันพร้อมหน้า

‘ช่อง 3’ ถือฤกษ์ดี! ตักบาตรปีใหม่ เปิดละครใหม่ 3 เรื่อง ทัพนักแสดงร่วมทำบุญกันพร้อมหน้า

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่อง 3 ถือฤกษ์ดีวันอังคารที่ 14 มกราคม 2568 จัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับศักราชใหม่ โดยมีคณะผู้บริหาร ผู้จัดละคร นักแสดง พนักงานแฟนละครร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้ศาลพระภูมิ และทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์และสามเณรจำนวน 56 รูปจากวัดธรรมมงคล พร้อมถวายภัตตาหารเพล ณ ลานด้านหน้าอาคารมาลีนนท์

งานนี้ ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์ ควงคู่ มาวิน ทวีผล พร้อมด้วย สมรักษ์ ณรงค์วิชัย และคณะผู้บริหารช่อง 3รวมถึงผู้จัดละคร ป้าแจ๋ว-ยุทธนา นำทีมนักแสดงจากละครใหม่ 3 เรื่อง “แม่เลี้ยง” นำโดย อุ้ม อิษยา, แอน สิเรียม,ลีน่า ลลินา, เข็ม ลภัสรดา และ ซีน ภัสธรากรณ์เรื่อง “คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์” นำโดย โบว์ เมลดา, ภณ ณวัสน์, ป๊อบ ธัชทร, เรนเดียร์ ปฤสยา,น้ำหนึ่ง สุทธิเดชานัย, แน๊ตตี้ นาตาชา, มุก สิริรัตน์, จีน่า อภัสสรา, โบ๊ท ธารา, วุตม์ สุรินทร เรื่อง “เพลงพยัคฆ์” นำโดย เด่นคุณ งามเนตร, ยิหวา ปรียากานต์,นิ้ง ศรัณยา, แซ็ค ชุมแพ, ฮาย ชุติมา และ เพ้นท์ กฤตกานต์ ร่วมด้วยนักแสดงสังกัดช่อง 3 อย่าง เกรท วรินทร, จีน่า ญีนา, พริกขิง สุรีย์ญะเรศ, นีญ่ามากีลา, เอมี่ อุทานพร ให้เกียรติมาร่วมในพิธี ทั้งนี้เพื่อเสริมสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจให้ทีมงานช่อง 3 ในการสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณภาพออกสู่สังคมไทยต่อไป “ดูทีวีกด 33 ดูมือถือกด 3Plus”

ปูเสื่อรอ!! ‘แสตมป์ อภิวัชร์’เตรียมพร้อม ขอเคลียร์เรื่องดราม่าด้วยตัวเอง

ปูเสื่อรอ!! 'แสตมป์ อภิวัชร์'เตรียมพร้อม ขอเคลียร์เรื่องดราม่าด้วยตัวเอง

ปูเสื่อรอ!! ‘แสตมป์ อภิวัชร์’เตรียมพร้อม ขอเคลียร์เรื่องดราม่าด้วยตัวเอง

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.14 น.

เรียกว่าติดตามกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเด็นร้อนของศิลปินหนุ่มผู้อบอุ่น ‘แสตมป์ อภิวัชร์’ หลังจากที่ออกมาประกาศว่าสาเหตุที่หายหน้าไปจากการร้องเพลงเพราะภรรยาถูกคุกคาม จนกลายเป็นเรื่องราวมหากาพย์ใหญ่โตบนโลกออนไลน์ 

ล่าสุด ทนายนิด้า ศรันยา หวังสุขเจริญ  ทนายความของแสตมป์ โพสต์ข้อความชี้แจงว่า “นิด้าไม่สะดวกจะให้สัมภาษณ์นักข่าวนะคะ พี่แสตมป์บอกจะพูดเรื่องนี้ด้วยตนเอง รอติดตามค่ะ”

‘เพื่อน’เปิดแชท’แสตมป์’ขอสารภาพบาป พูดไม่หมด โกหกอะไรไว้บ้าง!

'เพื่อน'เปิดแชท'แสตมป์'ขอสารภาพบาป พูดไม่หมด โกหกอะไรไว้บ้าง!

‘เพื่อน’เปิดแชท’แสตมป์’ขอสารภาพบาป พูดไม่หมด โกหกอะไรไว้บ้าง!

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

เพื่อนเปิดแชท แสตมป์ อภิวัชร์ ขอสารภาพบาป พูดไม่หมดบนเวที โกหกอะไรไว้บ้าง! 

เริ่มกลายเป็นมหากาพย์ ทำเอารถทัวร์คว่ำกันระเนระนาด จากกรณีที่ว่า แสตมป์ อภิวัชร์ และ ภรรยาถูกคุกคามนั้นดูว่าจะเริ่มมีตัวละครโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก “โตแล้วจะไปญี่ปุ่นกี่ครั้งก็ได้” ระบุว่า ตนเป็นเพื่อนกับ แสตมป์  อภิวัชร์  ออกมาเปิดแชทที่เคยสนทนากับแสตมป์ โดยมีข้อความดังนี้  

สวัสดีครับ

ผมชื่อ ป้อง เป็นเพื่อนกับแสตมป์ ผมคือหนึ่งในพยานให้นิว คดีชู้สาว (แต่ไม่ถึงปากที่ให้ไปขึ้นศาล) ผมไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับคู่กรณีทั้งแจมและแก๊ป

แต่ผมเป็นคนกลางติดต่อแจมให้แสตมป์ในช่วงเวลาที่เขาติดต่อกันเองไม่ได้ ผมรู้เรื่องราวเกือบทั้งหมดของปัญหานี้ แบบมีหลักฐานเป็นแชททุกช่องทางกับแสตมป์ (แต่ไม่รู้ว่าเป็นคำโกหกของเพื่อนผมหรือไม่)

แม้ผมจะเป็นเพื่อนแสตมป์ แต่ผมรู้สึกไม่โอเคกับการเล่าบนเวทีเพราะแสตมป์เล่าไม่หมด จึงเกิดความวุ่นวายในสังคม ศิลปินและบุคคลหลายคนได้รับผลกระทบทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาของ 4 คนนี้เลย

ผมได้คุยไลน์กับแสตมป์ครั้งสุดท้ายหลัง 30 พฤษภาคม 2566 ไม่กี่วัน (ซึ่งตอนแรกผมต้องไปเป็นพยาน) โดยให้ผมเช็ค IG แจมว่าลบรูปบางอย่างไปหรือยัง ผมตอบไปแล้วหลังจากนั้นผมไม่ได้คุยกับเพื่อนผมอีกเลย จนเกิดเหตุพูดบนเวที ผมทักไลน์ไปว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมยังมีปัญหาอีก เห็นว่าจบ แยกย้ายต่างคนก็ใช้ชีวิตกันไปแล้ว

กลายเป็นนิวตอบไลน์มาว่า “ไม่ต้องห่วง ไว้ว่ากันกำลังมีคนโพสด่าอยู่พอดี” แล้วไม่ตอบอะไรผมอีกเลย

ผมรอให้คู่กรณีคือแก๊ปได้โพสก่อน เพื่อจะได้อธิบายว่าเป็นคดีชู้สาว ไม่ใช่เป็นเรื่องการคุกคามแบบซาแซงที่แสตมป์เล่าบนเวที

ถ้าบนเวทีแสตมป์เริ่มต้นว่า

ทุกคนครับ ผมนอกใจเมียผมเป็นเวลา 2 ปีก่อนที่เมียผมจะจับได้ แล้วหลังจากนั้นจึงเกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นครับ (อย่างที่พูดบนเวที) สารที่ประชาชนรับรู้ จะต่างไปจากตอนนี้ ไม่มากไม่น้อยอย่างแน่นอน

อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์ทัวร์ไปลงผิด ศิลปินหลายคนก็ไม่ต้องกี่ยวข้องเลยแบบนี้

ความจริงผมก็ไม่เกี่ยวข้องเลย แต่ยอมที่จะแลกเพราะ ทำไมเรื่องความรักที่ไม่ปกติของ 4 คน ต้องมีผู้ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบแบบนี้ สังคมวุ่นวายไปหมด แฟนเพลงของแต่ละคนต้องมาปะทะกันเอง

อย่างที่ผมเคยทวีตไปว่า ไม่สงสัยเลยหรอว่าศิลปินเกือบทั้งวงการทราบเรื่อง แต่ทำไมไม่มีใครอยากยุ่ง เพราะ

1. ทุกคนอาจมีแผล หากเข้ามายุ่งเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจถูกขุดแบบมั่วๆ ก็ได้ จึงเลือกที่จะเงียบเสียดีกว่า

2. ถ้าออกมาเทคแอคชั่นแล้ว แฟนเพลงฝ่ายนั้นไม่เชื่ออีก ก็กลายเป็นทำให้แฟนเพลงปะทะกันเองแบบที่เกิดขึ้นตอนนี้

3. ถ้าประชาชนรู้ว่าแสตมป์นอกใจเมีย คนที่พังคือตัวแสตมป์เอง

ในเมื่อไม่มีใครเล่าอะไรให้ชัดเจน (แบบไม่โกหก)

ผมขอใช้พื้นที่เพจ โตแล้วจะไปญี่ปุ่นกี่ครั้งก็ได้ โพสแบบยาวๆ เพื่อที่จะให้ทุกคนทราบ พฤติกรรมความไม่ปกติหลายๆ อย่างจากทั้งแสตมป์และนิว
ผมไม่กลัวว่าจะถูกฟ้องกลับจากฝ่ายใดเลย หากผมยึดหลักพูดความจริงจากหลักฐานแชททั้งหมด หากถูกฟ้องจะต้องมีการพิสูจน์ก่อนว่าผมพูดเท็จ แม้แชทจะเป็นเรื่องโกหกที่แสตมป์เล่ากับผมก็ตาม

ตัวอย่างแรก แสตมป์เคยบอกผมว่า เขาไม่ได้เงินใช้เลยเงินอยู่ที่นิวทั้งหมด เขาอยากสร้างบ้านใหม่ให้แม่ นิวก็ไม่ให้เงิน เรื่องนี้แสตมป์บอกผมปี 64 เลยทำให้ผมไม่ชอบนิว

แต่พอต้องขึ้นศาล ผมไปเล่าให้ทนายฟังแบบนี้ มีการบันทึกเทปไปให้นิวกับแสตมป์ฟังว่าผมพูดอะไรบ้าง วันต่อมา แสตมป์มาขอโทษผมว่าเรื่องทั้งหมด เขาโกหกผมมาตลอด หากแสตมป์โกหกผมแบบนี้ แสตมป์ก็สามารถโกหกให้นิว แจม และทุกคนเข้าใจผิดได้เช่นครับ

ขอจบเรื่องแรกเท่านี้ก่อนครับ ไว้จะมาอธิบายความประหลาดอื่นๆ อีก

หมายเหตุ:

1. ก่อนโพสนี้ผมได้คุยกับ โอม Cocktail และวง Tillybird แล้วด้วย เพื่อเช็ความข้อมูลฝ่ายเขา ตรงกับผมที่ได้รับจากแสตมป์ไหม ปรากฎว่า ไม่ตรงกันหลายเรื่อง (ตอนนี้ทั้งหมดบินไปอเมริกาเมื่อคืนนี้)

2. ขอบคุณคุณ Art Eakarat ที่ให้คำปรึกษาด้วยครับ
ปล. ถ้าหลายจากนี้มีชื่อ ผัก อยู่
ผักคือ aka ที่แสตมป์ใช้เรียก แจม ครับ

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “โตแล้วจะไปญี่ปุ่นกี่ครั้งก็ได้”

‘แสตมป์’โดนขู่จริง! ‘ทนายนิด้า’เตือนแฟนคู่กรณี ไม่มีสิทธิแพร่ข้อมูลสำนวนคดี

‘แสตมป์’โดนขู่จริง! ‘ทนายนิด้า’เตือนแฟนคู่กรณี ไม่มีสิทธิแพร่ข้อมูลสำนวนคดี

‘แสตมป์’โดนขู่จริง! ‘ทนายนิด้า’เตือนแฟนคู่กรณี ไม่มีสิทธิแพร่ข้อมูลสำนวนคดี

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.22 น.

‘แสตมป์’โดนขู่จริง! ‘ทนายนิด้า’เตือนแฟนคู่กรณี ไม่มีสิทธิแพร่ข้อมูลสำนวนคดี

19 มกราคม 2568 หลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์กรณี แสตมป์ อภิวัชร์ และภรรยา ถูกคุกคามจากบุคคลหนึ่งมาตลอดระยะเวลา 10 ปี จนกระทั่งเรื่องถึงศาล ถูกพ่อคู่กรณีที่มียศ ‘นายพล’ ขู่ให้ถอนฟ้อง จะถูกยัดคดีทางการเมือง กระทั่งแฟนหนุ่มคู่กรณีของ “แสตมป์” ออกมาโต้กลับและชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และต่อมายังโพสต์ชี้แจงต่อเรื่องดังกล่าวอีกรอบผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยระบุข้อความว่าในโพสต์นี้จะมีภาพหลักฐานที่ถูกอีกฝ่ายบิดเบือนนั้น

ล่าสุด “ทนายนิด้า” ศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายความชื่อดัง โพสต์ข้อความต่อเนื่องผ่านเฟซบุ๊ก “ทนายนิด้า” ระบุว่า…

เรื่องฟ้องร้องคดีอะไรกัน นิด้าไม่สามารถพูดได้ถ้าลูกความไม่ได้อนุญาต แต่เรื่องข่มขู่เป็นเรื่องจริง คดีจบ แต่คนไม่จบเป็นเรื่องจริง เรื่องพ่อใช้ยศในทางไม่เหมาะสมคือเรื่องจริง

คนที่จะมีสิทธิอ้างว่าปกป้องส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนได้ โดยเฉพาะเอาข้อมูลในสำนวนคดีมาเผยแพร่ จะต้องเป็นเจ้าของเรื่องเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิเลยค่ะ เป็นแค่แฟนก็ไม่มีสิทธิ ใจเย็นๆนะคะ ถ้าเย็นไม่ได้จะบวกก็ระมัดระวังหน่อยค่า

เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.45 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ร่วมกับแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) เครือข่ายคนไทยไร้พุง เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานและเครือข่ายเด็กไทยแก้มใส จัดงาน มหกรรมรู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันสุขภาพ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็มเพิ่มผัก และผลไม้)” เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า ไทยมีเด็กที่เป็นโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซีย และบรูไน จากข้อมูลการเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนในเด็ก (Health Data Center) ปี 2566 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบเด็กอายุ 0-5 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 9.13% เด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 13.4% เด็กวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 13.2%

สาเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารที่เน้นหวาน มัน เค็ม และขาดการออกกิจกรรมทางกาย นำไปสู่การเสี่ยงป่วยโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs สอดคล้องกับสถานการณ์การบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และความรอบรู้ด้านอาหารของประชากรไทย ปี 2567 โดย สสส. และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี กินขนมรสเค็มมากที่สุด 84.1% กินเฉลี่ย 1.35 ซองต่อวัน รองลงมาเป็นกลุ่มเด็กเล็ก อายุ 1-5 ปี กินขนมรสเค็ม 76.5% กินเฉลี่ย 1.23 ซองต่อวัน

จากการคาดการณ์ของสหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) ในปี 2573 จะมีเด็กอ้วนทั่วโลกเพิ่มสูงถึง 50% ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว สสส. จึงสานพลังภาคี ขับเคลื่อนโครงการสื่อสร้างสรรค์ฯ ภายใต้หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก และผลไม้)” เพื่อสร้างค่านิยมเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องโภชนาการ ผ่านกระบวนการออกแบบสื่อสร้างสรรค์และนวัตกรรมต้นแบบลดอ้วนในเด็ก เน้นสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ครู ชุมชน ครอบครัว และนักเรียนแกนนำ

ส่งเสริมการนำบริบทชุมชนมาออกแบบสร้างอัตลักษณ์และสอดแทรกองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้าไปในกระบวนการ ตอบโจทย์เป้าหมายในเรื่องของการมีสุขภาวะดีทั้ง 4 มิติ ทั้งนี้ สำหรับผลงานสื่อสร้างสรรค์และนวัตกรรมต้นแบบที่ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลพิเศษ WOW Awards จะถูกนำไปใช้ขยายผลในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารรณรงค์ให้เด็กไทยมีสุขภาพดีต่อไป

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า โครงการสื่อสร้างสรรค์ฯ ภายใต้หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” ขับเคลื่อนเข้าสู่ปีที่ 5 ที่ผ่านมามีการนำกระบวนการทำงานสร้างนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เข้าไปบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มของสถานศึกษา ซึ่งสิ่งที่เรียกว่านวัตกรรม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.นวัตกรรมกระบวนการการทำงานอย่างมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู ผู้บริหารได้สื่อสารนวัตกรรมสื่อรณรงค์ให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกัน

2.นวัตกรรมของสื่อ ต้องเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เช่น ท่าออกกำลังกายนวัตกรรมเมนูอาหารสุขภาพที่ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักและผลไม้ 3.นวัตกรรมการยกระดับและการขยายผล โดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการออกแบบโภชนาการและกิจกรรมที่เหมาะสม ทำให้เด็กไม่เนือยนิ่ง และไม่บริโภคอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ส่งผลให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง มีสติปัญญา พร้อมเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติในอนาคต ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจรับชมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมด สามารถติดตามได้ที่ http://www.artculture4health.com

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การดำเนินโครงการในระยะเวลา 3-5 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมที่จับต้องได้ คือ 1.สื่อสร้างสรรค์ที่โดนใจเด็ก ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อน เด็กสามารถนำความรู้ไปใช้เป็นแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง และลดความอ้วนได้

2.กระบวนการโน้มน้าวปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกายของเด็ก โดยให้เด็กได้สร้างสรรค์และใช้สื่อนั้นด้วยตัวเอง นำไปใช้กับเพื่อน และพ่อแม่ เกิดเป็นความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชน ตอบโจทย์ขับเคลื่อนงานแบบบูรณาการและการสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม ช่วยให้เด็กไทยเติบโตมีสุขภาพดีสมวัย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี  ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย ทพญ.ปาริชาติ ลุนทา ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช. เขต 1 เชียงใหม่ และนายถนอมศักดิ์ ชัยมินทร์ สาธารณสุขอำเภอแม่ฟ้าหลวง (สสอ.แม่ฟ้าหลวง) ลงพื้นที่ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเยี่ยมชมการจัดโครงการคัดกรองความผิดปกติทางสายตาและแก้ไขปัญหาการมองเห็นไม่ชัดในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองใน (อบต.แม่สลองใน) บูรณาการร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเล่าลิ่ว (รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว) และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.)

นายปิยะเดช เชิงพิทักษ์สกุล นายก อบต.แม่สลองใน กล่าวว่า ด้วยพื้นที่ ต.แม่สลองใน เป็นพื้นที่สูง และเต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน ทำให้การเดินทางค่อนข้างมีความยากลำบาก ส่งผลให้ประชากรในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุอาจเข้าไม่ถึงจุดบริการตัดแว่นสายตาที่มักอยู่ในตัวเมือง อีกทั้งแม้จะสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อเช่าเหมารถในราคาประมาณ 1,000 บาท ในการไปเข้าในตัวเมืองได้ แต่ก็อาจติดอุปสรรคในเรื่องการสื่อสาร

เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น อาข่า ล่าหู่ จีน ไทใหญ่ ฯลฯ ไม่รวมค่าบริการตัดแว่นที่ต้องจ่ายเอง ดังนั้น อบต.แม่สะลองใน จึงได้ร่วมกับ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ฯลฯ จัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ได้เข้าถึงบริการตรวจคัดกรองความผิดปกติสายตา และแก้ไขปัญหาการมองเห็นไม่ชัด โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ จากการคัดกรองในพื้นที่ความดูแลของ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว จำนวน 5 หมู่บ้าน พบผู้สูงอายุที่มีปัญหาความผิดปกติด้านสายตาสั้นหรือสายตายาว 127 คน ซึ่งในกลุ่มนี้จะได้รับแว่นสายตาที่ตัดตามค่าสายตา นอกจากนี้ ยังพบผู้สูงอายุที่สงสัยเป็นโรคต้อกระจก และได้มีการส่งต่อเพื่อพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง เพื่อการวินิจฉัย 14 คนผู้สูงอายุที่เป็นต้อเนื้อ 1 คน และผู้สูงอายุที่มีสายตายาวหรือสั้น และมีปัญหาสายตาเอียงร่วมด้วย 1 คน อย่างไรก็ดีในจำนวนนี้เป็นเพียงผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนหนึ่งในพื้นที่ ต.แม่สะลอง ที่อยู่ในการดูแลของ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว

ซึ่งครอบคลุม 5 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 28 หมู่บ้านเท่านั้น โดยยังมีผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์อีกประมาณ 1,200 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 2 หมื่นคน ฉะนั้นหลังจากนี้ทาง อบต.แม่สะลองใน จึงจะมีการร่วมกับ รพ.สต. พื้นที่อื่นๆ ใน ต.แม่สะลองใน เพื่อจัดโครงการนี้ ผ่าน กปท. ให้ประชาชนได้รับบริการอย่างทั่วถึงต่อไป การจัดโครงการคัดกรองสายตาและตัดแว่นนี้ถือเป็นครั้งแรกของใน จ.เชียงราย ที่มีการทำโครงการในลักษณะนี้ ซึ่งจะมีการจัดต่อๆ ไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่แน่นอน เพราะจากวันนี้ที่เห็นผลตอบรับค่อนข้างดี

ด้าน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีในการนำบริการมาหาประชาชนให้ได้รับบริการอย่างทั่วถึง เพราะลักษณะพื้นที่ ต.แม่สะลองใน คือเป็นพื้นที่สูง การจะไปรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดคือ โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะเดียวกันผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก็จะมีปัญหาเรื่องสายตา ไม่ว่าจะสายตาสั้น หรือสายตายาว ซึ่งเป็นความเสื่อมของอวัยวะตามวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำนวนหนึ่งก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางสายตาด้วย โดยหากไม่ได้รับการรักษาก็จะกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน และประกอบอาชีพอย่างมาก เช่น ใน ต.แม่สะลองในที่ประชากรส่วนหนึ่งจะประกอบอาชีพในการทำงานฝีมือขาย และหากสายตาไม่ดีผลผลิตก็อาจจะทำได้ไม่มาก ขณะที่โรคต่างๆ เกี่ยวกับสายตาสามารถรักษาได้ไม่ยาก

ซึ่งการนำบริการมาถึงที่นี่จึงทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง ที่สำคัญยังเป็นความคิดริเริ่มผู้นำท้องถิ่น ภายใต้การใช้งบ กปท. ที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เป็นสำคัญ โดยนำปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง และสามารถทำต่อเนื่องได้ทุกปี ซึ่งการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางสายตา และการตัดแว่นไม่ได้จำกัดแค่ผู้สูงอายุ แต่ในเด็กที่มีปัญหาทางสายตาก็สามารถทำโครงการลักษณะนี้ใช้ได้เหมือนกัน เพราะสายตาของเด็กมีความสำคัญต่อพัฒนาการ และการเรียนรู้มาก

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’ Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’  Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’ Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภูมิทัศน์สื่อไทยในปี 2568 เป็นปีที่มาพร้อมกับโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะการเติบโตของคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะทาง (Niche Content and Influencer) ท่ามกลางการแข่งขันคึกคักของวงการสตรีมมิ่งที่ผู้ให้บริการจากต่างประเทศเข้ามานำเสนอคอนเทนต์ระดับโลกและผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยที่ก้าวข้ามขนบการนำเสนอแบบเดิมๆ สวนทางกับสื่อทีวีที่แม้ว่าจะใช้ความพยายามปรับตัวเพียงใดก็ตาม แต่งบโฆษณาและผู้ชมต่างก็หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผู้ให้บริการด้านมีเดียอินเทลลิเจนซ์ ได้เผยแพร่รายงานภูมิทัศน์สื่อไทยปี 2567-2568 (Thailand Media Landscape 2024-2025) ซึ่งชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการสื่อ จากมุมมองเชิงลึกของผู้เชี่ยวชาญในด้านวิชาการ โซเชียลมีเดีย สื่อมวลชน ธุรกิจ พอดคาสต์และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งความนิยมในคอนเทนต์เฉพาะทางเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์กลุ่มนี้สามารถต่อยอดผลงานในโลกออนไลน์ไปสู่กิจกรรมออฟไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากฐานผู้ติดตามคอนเทนต์ประเภทนี้เป็นกลุ่ม Niche ที่มีจำนวนไม่นิด และยังมีความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับอินฟลูเอนเซอร์ ความ Niche ที่ได้รับความนิยมมีทั้งคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ครอบครัว ประวัติศาสตร์ การเงิน การพัฒนาตนเอง และข่าว โดยเฉพาะคอนเทนต์สายข่าว News Creator ได้กลายเป็นความท้าทายของสื่อมืออาชีพ เนื่องจากมีผู้ติดตามไม่น้อยไปกว่ากัน อย่างไรก็ดี จรรยาบรรณและการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังคงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์กลุ่มนี้

ส่วนโซเชียลมีเดียนั้นได้กลายเป็นขุมทรัพย์ในการสร้างรายได้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะติ๊กต็อก (TikTok) ที่ก้าวเข้าสู่โลกอี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว พร้อมกับข้อได้เปรียบในฐานะที่บนแพลตฟอร์มมีคอนเทนต์ที่คนดูชื่นชอบและยังเป็น Marketplace ที่สามารถซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย นับว่าถูกกับจริตผู้บริโภคคนไทยที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากสถิติของ Priceza.com ที่ระบุว่า ติ๊กต็อกก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซอันดับ 3 ของไทย โดย 71% ของผู้ใช้ซื้อสินค้าทันทีขณะรับชมคอนเทนต์

สำหรับสื่อม้ามืดที่น่าจับตา ได้แก่ พอดคาสต์และวีดีโอพอดคาสต์ โดยข้อมูลเดือนสิงหาคม 2567 ของแอปสตรีมมิ่งเพลงยอดนิยมอย่างสปอติฟาย (Spotify) พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2567 จำนวนการผลิตรายการพอดคาสต์ในประเทศไทยเติบโตขึ้นถึง 81% สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างมากจากทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์และผู้ฟัง เนื่องจากเป็นสื่อต้นทุนต่ำ ผลิตได้ง่ายและเร็ว อีกทั้งยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่เลือกฟังรายการที่ตนเองชื่นชอบไปพร้อมกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ได้

ในทางกลับกัน สื่อที่ต้องติดตามกันต่อไปคือทีวี ว่าจะฝ่าความท้าทายจากสื่อข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดได้อย่างไร หลังจากที่เรตติ้งการรับชมทีวีผ่านสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 54% แซงหน้าการรับชมผ่านทีวีที่ลดลงเหลือ 46% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี จากปี 2566-2567 ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาทีวีช่วงมกราคม-กรกฎาคม 2567 มีมูลค่า 33,875 ล้านบาท ซึ่งแม้จะยังครองสัดส่วนสูงสุดที่ 50.13% ของงบโฆษณาสื่อทั้งหมด แต่ก็หดตัวลง 2%

ท้ายที่สุดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ผลสำรวจโดย Vero ชี้ว่า นักข่าวไทย 95% มีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ AI ในวงการสื่อในขณะที่สำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งผู้ประกาศข่าว AI และระบบ Text-to-Speech ซึ่งปี 2568 จะเป็นอีกปีที่สื่อดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ส่วนผู้ที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของผู้บริโภคจะมีโอกาสเติบโตสูง

อ่านภาพรวมภูมิทัศน์สื่อไทยได้ที่ https://www.dataxet.co/media-landscape/2025-th และแนวโน้มสื่อไทยปี 2568 สามารถอ่านได้ที่ https://www.dataxet.co/media-landscape/2025-th/thai-media-trends