ปธน. ยุน ซอก ยอล ของเกาหลีใต้ จะไม่ไปให้ปากคำ

ปธน. ยุน ซอก ยอล ของเกาหลีใต้ จะไม่ไปให้ปากคำ

16 ม.ค. 2568 12:06 น.

ปธน. ยุน ซอก ยอล ของเกาหลีใต้ จะไม่ไปให้ปากคำ

ปธน. ยุน ซอก ยอล จะไม่ไปให้ปากคำในวันนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้เตรียมสอบสวนประธานาธิบดียุน เป็นวันที่สอง

ปธน. ยุน ซอก ยอล จะไม่ไปให้ปากคำในวันนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้เตรียมสอบสวนประธานาธิบดียุน เป็นวันที่สอง ทนายความของประธานาธิบดียุน ระบุว่า ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งถูกจับกุมตัวแล้ว จะไม่เข้าร่วมการสอบสวนเป็นวันที่ 2 ในวันนี้ (16 ม.ค.) ในการสอบสวนทางอาญาที่ระบุว่า ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้ก่อกบฏหรือไม่ เนื่องมาจากการที่เขาพยายามประกาศกฎอัยการศึก

เมื่อเย็นวันพุธ นายยุน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนแรกที่ถูกจับกุมขณะดำรงตำแหน่ง ถูกนำตัวไปที่ศูนย์กักขังกรุงโซล หลังจากปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ โดยคาดว่าเขาจะถูกขังเดี่ยวทั้งคืน เจ้าหน้าที่มีเวลา 48 ชั่วโมงในการสอบสวน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่อาจจะต้องปล่อยตัวเขาไป หรือขอหมายจับเพื่อควบคุมตัวเขาไว้ไม่เกิน 20 วัน

การที่นายยุนปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สอบสวน เกิดขึ้นในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะมีการพิจารณาคดีถอดถอนเขาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่งอย่างถาวร หรือคืนอำนาจให้เขาในฐานะประธานาธิบดีหรือไม่

การจับกุมยูนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ม.ค.) ถือเป็นการยุติการเผชิญหน้ากับทางการที่ดำเนินมายาวนานหลายสัปดาห์ หลังจากตำรวจบุกเข้าไปที่บ้านพักของเขาในกรุงโซลก่อนรุ่งสาง นายยุน กล่าวว่า เขาเข้ามอบตัวเพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบสวนการทุจริตสอบปากคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของ “การนองเลือด” แม้ว่าเขาจะยังคงกล่าวว่านี่เป็นการสอบสวนที่ผิดกฎหมายและหมายจับที่ไม่ถูกต้อง

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนการทุจริตสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูง (ซีไอโอ) ซึ่งเป็นหัวหน้าการสอบสวนคดีอาญา กล่าวเมื่อวันพุธว่า จนถึงขณะนี้ นายยุนปฏิเสธที่จะให้การกับเจ้าหน้าที่สอบสวนที่ได้เตรียมแบบสอบถามที่มีความยาวมากกว่า 200 หน้า โดยนายยุนไม่ได้ตอบคำถามแม้แต่คำเดียว 

ซีไอโอระบุว่า การสอบสวนนายยุนจะเริ่มขึ้นอีกครั้งในวันนี้ เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น อย่างไรก็ตามนายยุน กั๊บ-กึน หนึ่งในทนายความของยุน กล่าวในข้อความถึงนักข่าวว่า นายยุนจะไม่มาสอบปากคำ

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า ทนายความคนเดียวกันอ้างถึงสุขภาพของนายยุนเป็นปัจจัยหนึ่ง และกล่าวว่าการซักถามเพิ่มเติมนั้นไร้ประโยชน์ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ซีไอโอคนดังกล่าวกล่าวว่า เขาเข้าใจว่าเป็นไปได้ที่จะนำนายยุนมาสอบปากคำโดยใช้กำลัง แต่จะทำการตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนเล็กน้อยที่สนับสนุนยุนรวมตัวกันและนั่งอยู่ริมถนนหน้าสำนักงานซีไอโอ โดยกล่าวว่าการจับกุมประธานาธิบดีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้านทนายความของยุนกล่าวว่าหมายจับนั้นผิดกฎหมาย เนื่องจากออกโดยศาลในเขตอำนาจศาลที่ไม่ถูกต้อง และทีมงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนยุนไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะทำเช่นนั้น พวกเขายังขอให้ศาลอีกแห่งทบทวนความถูกต้องตามกฎหมายของการจับกุมครั้งนี้ด้วย

ทีมกฎหมายของยุนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายยุนอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้วางแผนก่อกบฏ ซึ่งเป็นอาชญากรรมในเกาหลีใต้ที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือแม้กระทั่งประหารชีวิต

ซีไอโอระบุว่า ช่วงเวลาการจับกุมนายยุน 48 ชั่วโมง ถูกระงับชั่วคราวระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณาคดีอยู่ นอกจากนี้ หลังจากที่รัฐสภามีมติถอดถอนยูนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึก ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะยืนตามคำกล่าวถอดถอนหรือไม่.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

คาด TikTok เตรียมปิดบริการในสหรัฐฯ 19 ม.ค.

คาด TikTok เตรียมปิดบริการในสหรัฐฯ 19 ม.ค.

16 ม.ค. 2568 11:33 น.

คาด TikTok เตรียมปิดบริการในสหรัฐฯ 19 ม.ค.

แหล่งข่าวเผย TikTok วางแผนที่จะปิดการทำงานของแอปโซเชียลมีเดียที่ชาวอเมริกัน 170 ล้านคนใช้งานในสหรัฐฯ ในวันที่ 19 ม.ค. นี้ หลังคำสั่งห้ามของรัฐบาลกลางจะมีผลบังคับใช้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า TikTok วางแผนที่จะปิดการทำงานของแอปโซเชียลมีเดียที่ชาวอเมริกัน 170 ล้านคนใช้งานในสหรัฐฯ ในวันที่ 19 ม.ค. นี้ หลังคำสั่งห้ามของรัฐบาลกลางจะมีผลบังคับใช้ โดยห้ามการผ่อนผันในนาทีสุดท้าย

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งหลังจากเริ่มการแบนหนึ่งวัน กำลังพิจารณาออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อระงับการบังคับใช้คำสั่งปิดระบบเป็นเวลา 60 ถึง 90 วัน แต่ไม่ได้ระบุว่าทรัมป์จะดำเนินการดังกล่าวได้อย่างไร

กฎหมายที่ลงนามเมื่อเดือนเมษายนกำหนดให้ห้ามดาวน์โหลด TikTok ใหม่บนแอปสโตร์ของแอปเปิลหรือกูเกิล หาก “ไบต์แดนซ์” บริษัทแม่ในจีน ไม่ยอมขายกิจการ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลด TikTok ไปแล้ว จะยังสามารถใช้แอปได้ในทางทฤษฎี ยกเว้นว่ากฎหมายจะห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ให้บริการเพื่อเปิดใช้งานการจัดจำหน่าย บำรุงรักษา หรืออัปเดตแอปฯ ตั้งแต่วันอาทิตย์นี้เป็นต้นไป

ด้านทีมรัฐบาลชุดใหม่ของทรัมป์ยังไม่มีความคิดเห็นใดๆ ในขณะนี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาควรมีเวลาหลังจากเข้ารับตำแหน่งเพื่อดำเนินการ “แก้ไขปัญหาทางการเมือง” ในประเด็นนี้ นายไมค์ วอลทซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ของทรัมป์ กล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันพุธว่า “TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยม เราจะหาวิธีรักษาแพลตฟอร์มนี้ไว้ แต่จะต้องปกป้องข้อมูลของประชาชนด้วย”

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันพุธว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่มีแผนที่จะแทรกแซงเพื่อขัดขวางการแบนในช่วงวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง หากศาลฎีกาไม่ดำเนินการใดๆ และกล่าวเพิ่มเติมว่าไบเดนไม่สามารถแทรกแซงได้ตามกฎหมาย เว้นแต่ไบต์แดนซ์ จะมีแผนที่น่าเชื่อถือในการขายกิจการ TikTok

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. เอ็ด มาร์คีย์ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ได้ขอความยินยอมเป็นเอกฉันท์ในการขยายกำหนดเวลาให้ไบต์แดนซ์ขาย TikTok ออกไปอีก 270 วัน แต่นายทอม คอตตอน วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ได้ขัดขวางข้อเสนอนี้

หาก TikTok ถูกแบน TikTok วางแผนว่าผู้ใช้ที่พยายามเปิดแอปฯ จะเห็นข้อความป๊อปอัปที่นำพวกเขาไปยังเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการแบน โดยขอให้ไม่เปิดเผยตัวตน เนื่องจากเรื่องนี้ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ทนายความของ TikTok กล่าวต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “เราปิดตัวลง โดยพื้นฐานแล้วแพลตฟอร์มจะปิดตัวลง” แหล่งข่าวกล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะให้ผู้ใช้มีตัวเลือกในการดาวน์โหลดข้อมูลทั้งหมดของตน เพื่อที่พวกเขาจะได้บันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 

ขณะนี้ศาลฎีกาของสหรัฐฯ กำลังตัดสินใจว่าจะบังคับใช้กฎหมายและอนุญาตให้ TikTok ถูกแบนในวันอาทิตย์ ยกเลิกกฎหมาย หรือยับยั้งกฎหมายเพื่อให้ศาลมีเวลามากขึ้นในการตัดสินใจ

บริษัทกล่าวในการยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อเดือนที่แล้วว่า การปิด TikTok ในสหรัฐฯ อาจทำให้ผู้ใช้ในประเทศอื่นๆ ไม่สามารถใช้บริการได้ เนื่องจากผู้ให้บริการหลายร้อยรายในสหรัฐฯ ช่วยทำให้แพลตฟอร์มนี้พร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้ TikTok ทั่วโลก และไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไปตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป

TikTok กล่าวในการยื่นฟ้องต่อศาลว่าจำเป็นต้องมีคำสั่งเพื่อ “หลีกเลี่ยงการหยุดชะงักของบริการสำหรับผู้ใช้ TikTok หลายสิบล้านคนนอกสหรัฐฯ” TikTok กล่าวว่าการห้ามดังกล่าวจะทำให้แอปฯ ไม่สามารถใช้งานได้ในที่สุด โดยระบุในเอกสารว่า ศูนย์ข้อมูลจะสรุปได้อย่างแน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถจัดเก็บ โค้ด เนื้อหา หรือข้อมูลของ TikTok ได้อีกต่อไป

แหล่งข่าวระบุว่าการปิดตัวลง มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผู้ให้บริการ TikTok จากความรับผิดทางกฎหมาย และทำให้การกลับมาดำเนินการอีกครั้งง่ายขึ้นหากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะยกเลิกการแบนใดๆ

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า การปิดบริการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีการวางแผนเพิ่มเติม โดยสังเกตว่าการดำเนินการส่วนใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติจนถึงสัปดาห์นี้ หากการแบนถูกยกเลิกในภายหลัง TikTok จะสามารถคืนบริการให้กับผู้ใช้ในสหรัฐฯ ได้ภายในเวลาอันสั้น 

ไบต์แดนซ์ถือหุ้นโดยนักลงทุนสถาบัน เช่น BlackRock และ General Atlantic ประมาณ 60% ในขณะที่ผู้ก่อตั้งและพนักงานถือหุ้นฝ่ายละ 20% บริษัทมีพนักงานมากกว่า 7,000 คนในสหรัฐฯ

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามในกฎหมายที่กำหนดให้ไบต์แดนซ์ ต้องขายทรัพย์สินในสหรัฐฯ ภายในวันที่ 19 มกราคม ไม่เช่นนั้นจะถูกแบนทั่วประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศาลฎีกาดูเหมือนจะโน้มน้าวให้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าว แม้จะมีการเรียกร้องจากทรัมป์และสมาชิกรัฐสภาให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

TikTok และ ByteDance พยายามอย่างน้อยที่สุดให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งพวกเขากล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวละเมิดการคุ้มครองตามบทแก้ไขเพิ่มเติมที่ 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ต่อการลดทอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของรัฐบาล

TikTok กล่าวในการยื่นฟ้องเมื่อเดือนที่แล้วว่า คาดว่าผู้ใช้ชาวอเมริกัน 1 ใน 3 จากทั้งหมด 170 ล้านคนจะหยุดเข้าถึงแพลตฟอร์มนี้ หากการแบนยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลาหนึ่งเดือน.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

“โจ ไบเดน” ปราศรัยครั้งสุดท้ายอำลาทำเนียบขาว ก่อนยุติการทำหน้าที่ปธน.ในอีก 5 วันข้างหน้า

"โจ ไบเดน" ปราศรัยครั้งสุดท้ายอำลาทำเนียบขาว ก่อนยุติการทำหน้าที่ปธน.ในอีก 5 วันข้างหน้า

16 ม.ค. 2568 09:59 น.

“โจ ไบเดน” ปราศรัยครั้งสุดท้ายอำลาทำเนียบขาว ก่อนยุติการทำหน้าที่ปธน.ในอีก 5 วันข้างหน้า

นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ครั้งสุดท้ายอำลาตำแหน่งจากห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาว ก่อนที่นายไบเดนจะต้องยุติการทำหน้าที่ในฐานะประธานาธิบดี ในอีก 5 วันข้างหน้า แล้วจากนั้นนายโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่ง

วันที่ 16 มกราคม 2568 นายโจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์จากห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาวเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะประธานาธิบดี โดยเขากล่าวย้อนถึงวันเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในช่วงที่กำลังเกิดการระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 รวมทั้งเหตุการณ์ผู้สนับสนุนทรัมป์บุกรุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564

พร้อมกันนี้ นายไบเดนกล่าวแสดงความชื่นชมผลงานของรัฐบาลในการเป็นตัวกลางเจรจาให้เกิดการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส พร้อมกล่าวว่าวันนี้ทุกอย่างดีขึ้นแล้วกว่า 4 ปีที่ผ่านมา เขากล่าวว่าได้ช่วยให้รัฐบาลชุดต่อไปของทรัมป์ มีจุดยืนที่แข็งแรง มีพันธมิตรที่เข้มแข็งมากขึ้น ขณะที่ศัตรูอ่อนแอลง และสหรัฐฯได้กลับมาเป็นผู้นำและสร้างเอกภาพแก่ประเทศต่างๆ อีกครั้ง

นับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งที่ 5 ของไบเดนที่ทำเนียบขาวตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยครั้งหลังสุดคือเมื่อ 6 เดือนที่เขากล่าวสุนทรพจน์ประกาศการตัดสินใจไม่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 และสนับสนุนให้รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ลงชิงตำแหน่งแทน

ทั้งนี้ นายไบเดนเลือกที่จะกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสุดท้ายจากห้องทำงานรูปไข่ โดยมีรูปถ่ายของครอบครัวเขาอยู่ด้านหลัง สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของเขา และสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ยืนอยู่ในห้องทำงานด้วย ขณะที่ในอดีต ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เลือกกล่าวสุนทรพจน์อำลาที่บ้านพักของเขาในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ส่วนอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าวสุนทรพจน์จากห้องอีสต์ ในทำเนียบขาว.

หญิงฝรั่งเศส ถูกมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเป็นแบรด พิตต์ หลอกเอาเงินไปกว่า 29 ล้านบาท

หญิงฝรั่งเศส ถูกมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเป็นแบรด พิตต์ หลอกเอาเงินไปกว่า 29 ล้านบาท

16 ม.ค. 2568 08:46 น.

หญิงฝรั่งเศส ถูกมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเป็นแบรด พิตต์ หลอกเอาเงินไปกว่า 29 ล้านบาท

สาวใหญ่ชาวฝรั่งเศสสุดช้ำ โดนมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเป็น “แบรด พิตต์” หลอกให้รัก คุยกันมาปีกว่า ถูกหลอกเอาเงินหลายครั้งรวมกว่า 29 ล้านบาท แถมยังโดนชาวเน็ตรุมประณามซ้ำเติมอีก

“แอนน์” หญิงฝรั่งเศสวัย 53 ปี นักออกแบบภายใน อดีตภรรยาของมหาเศรษฐีนักธุรกิจรายหนึ่ง ต้องสูญเงินกว่า 29 ล้านบาท หลังถูกมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีแอบอ้างเป็น “แบรด พิตต์” นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังหลอกให้รัก เพื่อให้เธอโอนเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินมหาศาล

โดยแอนน์ ได้เปิดเผยเรื่องนี้ ผ่านรายการ Seven to Eight ทางช่อง TF1 ของฝรั่งเศส รายการในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งดึงดูดความสนใจจากคนทั่วประเทศ โดยเธอเล่าว่า จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ “แบรด พิตต์” ตัวปลอม เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 เมื่อเธอเริ่มใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรม

ตอนแรกเธอได้รับการติดต่อมาจากผู้ที่อ้างว่าเป็น “เจน พิตต์” แม่ของ “แบรด พิตต์” ซึ่งบอกกับเธอว่า เธอเหมาะที่จะเป็นคู่รักของลูกชายเธอ หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีอีกบัญชีหนึ่งติดต่อเข้ามาโดยอ้างว่าเขาคือ “แบรด พิตต์” และอ้างว่า แม่ของเขาเล่าเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับแอนน์ให้ฟัง จนเขาสนใจในตัวเธอ

นับตั้งแต่นั้น แอนน์ก็ใช้เวลากว่า 1 ปีครึ่งในการติดต่อสื่อสารกับคนที่เธอคิดว่าเป็น “แบรด พิตต์” โดยเขาส่งทั้งบทกวี เพลง และสำเนาหนังสือเดินทางและภาพถ่ายที่เป็นภาพส่วนตัว โดยเฉพาะภาพของ แบรด พิตต์ ที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ในโรงพยาบาล พร้อมขอให้เธอจ่ายค่ารักษาไต รวมถึงค่ารักษามะเร็งให้ โดยอ้างว่าบัญชีการเงินของเขาถูกระงับระหว่างดำเนินการหย่าร้างกับ “แอนเจนลีนา โจลี” นักแสดงดัง ซึ่ง แอนน์ ก็ได้โอนเงินหลายแสนยูโรสำหรับค่ารักษาพยาบาลนั้น รวมแล้วกว่า 8.3 แสนยูโร หรือกว่า 29.7 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินก้อนที่เธอได้จากการหย่าขาดจากสามีด้วย

แอนน์ กล่าวว่า เธอหลงอยู่กับ “แบรด พิตต์” ตัวปลอมนี้นานกว่า 1 ปี กระทั่งเห็นว่า “แบรด พิตต์” ตัวจริงเปิดตัวอิเนส เดอ ราโมน แฟนสาวคนใหม่ต่อหน้าสื่อ ทำให้เธอตาสว่างและรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อของแก๊งโรแมนซ์สแกมเข้าให้แล้ว และเงินเก็บทั้งชีวิตของเธอสูญไปกับมิจฉาชีพทั้งหมด

ทั้งนี้ หลังจากที่รายการดังกล่าวออกอากาศไปก็กลายเป็นไวรัลไปทั่วประเทศ ทำให้ชาวเน็ตฝรั่งเศสต่างล้อเลียนเธอกันอย่างสนุกปาก จนทำให้เธอเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต เป็นโรคซึมเศร้า พยายามจะจบชีวิตตัวเองถึง 3 ครั้ง จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เมื่อพิธีกรรายการ Seven to Eight ทราบเรื่องจึงตัดสินใจถอดเทปการสัมภาษณ์นี้ออกจากแพลตฟอร์มเพื่อไม่ให้มีการดูซ้ำ

ซึ่งนอกจากชาวเน็ตแล้ว ยังมีบัญชีโซเชียลมีเดียที่ล้อเลียนแอนน์อีกนับร้อย เช่น สโมสรฟุตบอล ตูลุส จากลีกสูงสุดของฝรั่งเศส ที่โพสต์ X ว่า “สวัสดี แอนน์ แบรดบอกเราว่าเขาจะไปเยือนสนามของเราในวันพุธ แล้วคุณล่ะ? ” ก่อนจะลบข้อความออกไป และโพสต์คำขอโทษในภายหลัง รวมถึง Netflix France ก็ได้ โพสต์บน x เพื่อโปรโมต “ภาพยนตร์ 4 เรื่องกับแบรด พิตต์ (ตัวจริง) ” ซึ่งล่าสุดได้ลบโพสต์นี้ไปแล้วเช่นกัน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แบรด พิตต์

ไฟป่า LA คร่าแล้ว 25 ศพ จนท.ไล่จับมือเพลิงหวั่นจุดไฟป่าแห่งใหม่

ไฟป่า LA คร่าแล้ว 25 ศพ จนท.ไล่จับมือเพลิงหวั่นจุดไฟป่าแห่งใหม่

16 ม.ค. 2568 07:04 น.

ไฟป่า LA คร่าแล้ว 25 ศพ จนท.ไล่จับมือเพลิงหวั่นจุดไฟป่าแห่งใหม่

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในลอสแอนเจลิส ควบคุมไฟป่าขนาดใหญ่ที่กำลังลุกไหม้อยู่ได้มากขึ้นแล้ว ขณะที่ตำรวจจับกุมมือวางเพลิงซึ่งจุดไฟเผาต้นไม้-พุ่มไม้ได้หลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักดับเพลิงสามารถควบคุมไฟป่าขนาดใหญ่ที่สุด 2 แห่ง ที่กำลังลุกไหม้รอบนครลอสแอนเจลิส ได้มากขึ้นในวันพุธที่ 15 ม.ค. 2568 รวมถึงดับไฟป่าขนาดเล็กที่ถูกจุดโดยมือเพลิงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้แล้วจุด

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังรับมือกับไฟป่า 3 จุดใกล้ลอสแอนเจลิส ได้แก่ ไฟป่าแพลลิเสด (Palisades Fire) ซึ่งมีขนาด 59,970 ไร่ โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้มากขึ้นเป็น 19% ส่วนไฟป่าใหญ่อันดับ 2 อย่าง ไฟป่าอีตัน (Eaton Fire) ยังคงมีขนาด 35,701 ไร่ ถูกควบคุมได้แล้ว 45% ขณะที่ไฟป่าเฮิร์สต์ (Hurst Fire) ถูกควบคุมได้แล้ว 97%

นอกจากนั้น ยังเกิดไฟป่าแห่งใหม่ขึ้นที่เวนทูราเคาน์ตี ชื่อว่า ไฟป่าออโต้ (Auto Fire) เผาพื้นที่ไปแล้ว 154 ไร่ แต่ถูกควบคุมได้แล้ว 50% และไฟป่าที่เพลิงลุกไหม้ล่าสุดในวันพุธคือ ไฟป่าลิตเติล เมาเทน (Little Mountain Fire) อยู่ที่เขต ซาน เบอร์นาร์ดิโน เคาน์ตี ลุกลามแล้ว 75 ไร่ ยังควบคุมเพลิงไม่ได้

กระแสลมที่เริ่มกลับมารุนแรงอีกครั้งทำให้เจ้าหน้าที่และชาวเมืองลอสแอนเจลิสยังต้องอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง เผื่อเกิดไฟป่าแห่งใหม่ปะทุขึ้นมา หลังจากไฟป่าที่กำลังลุกไหม้อยู่นี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 25 ศพ และเผาผลาญบ้านเรือนไปมากกว่า 1,000 หลัง แต่เจ้าหน้าที่คาดว่า สถานการณ์จะดีขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นักดับเพลิงและตำรวจต้องเผชิญความท้าทายใหม่ โดยนับตั้งแต่ไฟป่าแพลลิเสดปะทุขึ้นเป็นแห่งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมมือวางเพลิงได้แล้วอย่างน้อย 6 ราย โดยพวกเขาถูกกล่าวหาว่า จุดไฟแห่งใหม่ ซึ่งมีขนาดเล็ก และถูกเจ้าหน้าที่สกัดได้อย่างรวดเร็ว

นายจิม แมกดอนเนลล์ หัวหน้าตำรวจนครลอสแอนเจลิสเปิดเผยในวันพุธ (15 ม.ค.) ว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยยอมรับว่า เขาจุดไฟเผาต้นไม้ต้นหนึ้ง เพราะเขา “ชอบกลิ่นใบไม้ลุกไหม้” ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีกคนเป็นผู้หญิง สารภาพว่าเธอสนุกกับการสร้างความวุ่นวายและการทำลายล้าง

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ที่กำลังลุกไหม้อยู่ตอนนี้ โดยไฟป่าแพลลิเสด และไฟป่าอีตัน กลายเป็นไฟป่ารุนแรงที่สุดอันดับที่ 1 และ 2 ที่ลุกไหม้ในภาคใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว

บ้านหรูริมหาดเมืองมาลิบู ถูกไฟป่าเผาทำลายย่อยยับ

ขณะเดียวกัน ทางการลอสแอนเจลิส ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนักอย่างแล้วจากกรณีหัวจ่ายน้ำดับเพลิงน้ำไม่ไหล ถูกตั้งคำถามเพิ่มอีก หลังมีการเปิดเผยว่า สำนักงานดับเพลิงตัดสินใจไม่เพิ่มเจ้าหน้าที่เป็นเท่าตัวเพื่อรับมือไฟป่าเมื่อวันอังคารที่ 7 ม.ค. ในขณะที่ลมแรงขึ้น และมีรถน้ำถูกส่งไปรับมือสถานการณ์เพียง 5 คันจาก 40 คันเท่านั้น

นอกจากนี้ สำนักงานดับเพลิงยังไม่ได้เรียกตัวเจ้าหน้าที่นอกเวลางานมาร่วมปฏิบัติการจนกระทั่งไฟป่าแพลลิเสดปะทุขึ้นมา

น.ส.คริสติน ครอว์ลีย์ หัวหน้าสำนักงานดับเพลิงลอสแอนเจลิส ยืนยันว่า พวกเธอทำทุกอย่างสุดความสามารถที่ทำได้แล้ว และว่าถึงแม้ภายในหน่วยงานจะมีขีดความสามารถจำกัด แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถลงมือตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ และขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงนอกเวลางาน

ทั้งนี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเฉพาะแถบนครลอสแอนเจลิสเผชิญไฟป่ามากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เกิดหลายปี 1 ครั้ง กลายเป็นปีต่อปี โดยสาเหตุคาดว่าเป็นเพราะภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้ฝนไม่ตกติดต่อกันนานถึง 8 เดือนแล้ว ส่งผลให้พุ่มไม้ต่างๆ ที่เติบโตขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แห้งเหี่ยวกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้ไฟป่า

นายโรเบิร์ต ลูนา นายอำเภอเขต ลอสแอนเจลิส เคาน์ตี เปิดเผยด้วยว่า มีประชาชนเกือบ 30 คนที่ยังหาตัวไม่พบ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังค้นหาตามบ้านเรือนมากกว่า 5,500 หลังที่ถูกไฟป่าอีตันเผาทำลาย และหวังว่าจะตรวจสอบพื้นที่ได้แล้วเสร็จภายในวันพฤหัสบดีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ชาวกาซานับพันแห่ฉลอง อิสราเอล-ฮามาส บรรลุข้อตกลงหยุดยิง

ชาวกาซานับพันแห่ฉลอง อิสราเอล-ฮามาส บรรลุข้อตกลงหยุดยิง

16 ม.ค. 2568 04:28 น.

ชาวกาซานับพันแห่ฉลอง อิสราเอล-ฮามาส บรรลุข้อตกลงหยุดยิง

ชาวกาซาจำนวนหลายพันคนออกมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลอง ที่ทางการอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันเฟสแรกแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาจำนวนหลายพันคนออกมารวมตัวกันตามท้องถนนในคืนวันที่ 15 ม.ค. 2568 เพื่อเฉลิมฉลอง หลังทราบข่าวว่าผู้แทนของอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส บรรลุข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ในการเจรจาที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ หลังจากทั้งสองฝ่ายทำสงครามกันมานาน 15 เดือน

ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล ทานี นายกรัฐมนตรีของประเทศกาตาร์ กับประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ยืนยันในวันพุธว่า อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันแล้ว โดยจะเริ่มหยุดยิงเฟสที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 19 ม.ค.นี้ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ และจะมีการปล่อยตัวประกันกลุ่มแรกจำนวน 33 คน

ด้านอิสราเอลออกมาระบุว่า ยังมีข้อขัดแย้งอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และพวกเขาหวังว่าจะแก้ไขมันได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การเฉลิมฉลองได้เริ่มขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา โดยชาวปาเลสไตน์สวมกอดกันด้วยความยินดี และถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก

“ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าฝันร้ายที่ยาวนานกว่า 1 ปีนี้ในที่สุดก็มาถึงจุดจบเสียที เราสูญเสียคนไปมากมาย เราสูญเสียทุกอย่าง” แรนดา ซามีห์ ชาวปาเลสไตน์วัย 45 ปี ซึ่งกลายเป็นผู้พลัดถิ่นเพราะสงคราม และพักอาศัยอยู่ที่ค่ายผู้อพยพนูเซรัต ตอนกลางของฉนวนกาซา

“เราต้องการการพักผ่อนอย่างมากมาย ทันทีที่การหยุดยิงเริ่มขึ้น ฉันจะไปที่สุสานเพื่อเยี่ยมพี่ชายและสมาชิกครอบครัว เราฝังพวกเขาไว้ที่สุสาน เดียร์ อัล-บาลาห์ โดยไม่มีหลุมศพอย่างเหมาะสม เราจะฝังพวกเขาในสุสานใหม่ และเขียนป้ายหลุมศพให้พวกเขา”

ที่หน้าโรงพยาบาล อัล-อักซา ในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ซึ่งมีบาดเจ็บและเสียชีวิตจากสงครามจำนวนมากถูกส่งไปที่นั่น มีชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคนรวมตัวร้องเพลงและโบกธงชาติปาเลสไตน์เพื่อเฉลิมฉลอง โดยที่ยังมีรถพยาบาลพยายามวิ่งผ่านฝูงชนเข้าไปในโรงพยาบาล

เด็กๆ หลายคนที่ดูจะสับสนกับการเฉลิมฉลองที่เกิดขึ้น ก็มารวมตัวกันที่หน้าโรงพยาบาลเช่นกัน

ส่วนที่กาซา ซิตี้ นายอับดุล คาริม วัย 27 ปี กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีมากแม้เราจะสูญเสียไปมากมาย” “ผมไม่อยากเชื่อว่าในที่สุดผมจะได้เห็นหน้าภรรยากับลูกอีก 2 คนอีกครั้ง พวกเขาลงใต้ไปตั้งแต่เมื่อเกือบ 1 ปีก่อน ผมหวังว่าพวกเขาจะยอมให้ผู้พลัดถิ่นกลับมาโดยเร็ว”

ผู้คนจำนวนมากยังออกมารวมตัวกันที่เมืองข่านยูนิส ทางใต้ของกาซา มีการร้องรำทำเพลง และส่งเสียงเชียร์ด้วยความดีใจ

ทั้งนี้ สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 หลังจากกลุ่มฮามาสส่งนักรบข้ามชายแดนกาซาเข้าสู่อิสราเอล และโจมตีเข่นฆ่าผู้คน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 1,210 ศพ และส่วนใหญ่ในนี้เป็นเพียงพลเรือน ฮามาสยังจับตัวประกันกลับไปด้วย 251 คน แต่ตอนนี้เชื่อว่ามีตัวประกันอยู่ในมือกลุ่มฮามาสอีก 94 คน

ปฏิบัติการโจมตีล้างแค้นของอิสราเอลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ดำเนินมานานถึง 15 เดือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 46,707 ศพ ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน จนเกิดเป็นแรงกดดันจากนานาประเทศให้ทั้ง 2 ฝ่ายทำข้อตกลงหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอล-ฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันแล้ว

อิสราเอล-ฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันแล้ว

16 ม.ค. 2568 02:33 น.

อิสราเอล-ฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันแล้ว

อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันแล้ว จ่อยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 15 เดือน และปล่อยตัวประกันที่ยังเหลืออยู่กลับบ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล ทานี นายกรัฐมนตรีของประเทศกาตาร์ ยืนยันในวันพุธที่ 15 ม.ค. 2568 ว่า อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันแล้ว โดยการหยุดยิงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันอาทิตย์ที่ 19 ม.ค.นี้

นายอัล ทานี บอกอีกว่า กาตาร์จะร่วมมือกับอียิปต์ และสหรัฐฯ เพื่อรับประกันว่าทุกฝ่ายจะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ และเขาหวังว่านี่จะเป็นหน้าสุดท้ายของสงครามในกาซาแล้ว

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงยืนยันเรื่องอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ในวันที่ 15 ม.ค. 2568

ด้านประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า อิสราเอลกับกลุ่มฮามาส บรรลุข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันแล้ว โดยมีอียิปต์กับกาตาร์เป็นตัวกลาง ซึ่งข้อตกลงนี้จะหยุดการต่อสู้ในกาซา เปิดทางส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ชาวปาเลสไตน์ และนำตัวประกันกลับมาหาครอบครัวอีกครั้ง หลังจากถูกจับไป 15 เดือน

ไบเดนบอกด้วยว่า ในช่วงเฟสที่ 1 ของการหยุดยิง ชาวปาเลสไตน์จะสามารถกลับไปสู่บ้านของพวกเขาได้ และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซาจะเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนั้น อิสราเอลกับฮามาสจะเจรจากันเรื่องการจัดการที่จำเป็นในการหยุดยิงเฟสที่ 2 ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติสงครามอย่างถาวร แต่หากการเจรจาใช้เวลานานกว่า 6 สัปดาห์ การหยุดยิงเฟสที่ 2 จะขยายออกไป

ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยอีกว่า ส่วนการหยุดยิงเฟสที่ 3 ตัวประกันกลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่จะได้กลับไปหาครอบครัว และแผนการสร้างฉนวนกาซาขึ้นมาใหม่จะเริ่มต้นขึ้น

สงครามตลอด 15 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้นำระดับสูงของฮามาสมากมายเสียชีวิต นักรบหลายพันคนก็เสียชีวิต และตอนนี้พวกเขาก็อ่อนแอลงในเชิงปฏิบัติ และพวกเขาก็เห็นชอบข้อตกลงนี้

ไบเดนบอกอีกว่า เขาพอใจมากที่วันนี้มาถึง ทั้งเพื่อชาวอิสราเอลที่บุคคลอันเป็นที่รักยังถูกจับตัวเอาไว้ และเพื่อช่วยกาซาที่ต้องทนทุกข์อย่างไม่อาจจินตนาการ สงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตมากเกินไปแล้ว ด้วยข้อตกลงนี้ ชาวปาเลสไตน์จะสามารถสร้างกาซาขึ้นมาใหม่ โดยไม่มีฮามาส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อเหล้าเถื่อนในอิสตันบูลพุ่ง 19 ศพ ใน 48 ชม. ป่วยอีกหลายสิบคน

เหยื่อเหล้าเถื่อนในอิสตันบูลพุ่ง 19 ศพ ใน 48 ชม. ป่วยอีกหลายสิบคน

16 ม.ค. 2568 00:29 น.

เหยื่อเหล้าเถื่อนในอิสตันบูลพุ่ง 19 ศพ ใน 48 ชม. ป่วยอีกหลายสิบคน

ผู้เสียชีวิตจากการดื่มสุราเถื่อนในนครอิสตันบูล ของตุรกี เพิ่มขึ้นเป็น 19 ศพแล้วภายในเวลา 48 ชั่วโมง ขณะที่มีผู้ล้มป่วยอีกหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันพุธที่ 15 ม.ค. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการดื่มเหล้าเถื่อนในนครอิสตันบูล ของตุรกี เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 19 ศพแล้ว ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยยังมีอีกหลายสิบคนที่ล้มป่วยจากอาการเป็นพิษอีก 65 คน โดย 43 คนในจำนวนนี้ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล

ตามรายงานของสำนักข่าว อนาโดลู ของตุรกี ในบรรดาผู้ได้รับทั้งหมด มี 26 คนเป็นชาวต่างชาติ แต่ไม่ระบุว่า เป็นผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บกี่ราย

นายดาวุต กุล ผู้ว่าราชการนครอิสตันบูล กล่าวเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมาว่า จำนวนผู้เสียชีวิตกำลังเพิ่มสูงขึ้น และว่ารัฐบาลได้ถอนใบอนุญาตประกอบการของธุรกิจที่ขายเหล้าเถื่อนไปแล้ว 63 แห่ง

ขณะที่ NTV สถานีโทรทัศน์เอกชนของตุรกี รายงานว่า หนึ่งในธุรกิจที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เปิดเป็นร้านอาหารและขายสุราเถื่อนโดยบรรจุในขวดน้ำ ในราคาขวดละ 30 ลิรา (ราว 29 บาท)

เมื่อปี 2567 ก็เคยเกิดเหตุผู้คนล้มป่วยหลังดื่มสุราเถื่อนถึง 110 ราย ในอิสตันบูล โดยในจำนวนนี้เสียชีวิต 48 ศพ

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเมทานอลที่มักผสมอยู่ในเหล้าเถื่อนคือต้นเหตุทำให้มีผู้ล้มป่วยและเสียชีวิตดังกล่าว โดยเมทานอลเป็นสารพิษที่สามารถทำให้เกิดอาการตาบอด สร้างความเสียหายแก่ตับ หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้

ทั้งนี้ การล้มป่วยเพราะบริโภคสุราเถื่อนในตุรกีเริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากภาคเอกชนหันมาต้มสุรากันเอง หลังรัฐบาลขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนั้นยังมีการทำสุราปลอมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ “รากี” (raki) ซึ่งของจริงมีราคาถึง 1,300 ลิราต่อลิตร (ราว 1,270 บาท)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปธน.เกาหลีใต้ถูกนำตัวเข้าเรือนจำ หลังสอบปากคำมาราธอน 10 ชั่วโมง

ปธน.เกาหลีใต้ถูกนำตัวเข้าเรือนจำ หลังสอบปากคำมาราธอน 10 ชั่วโมง

15 ม.ค. 2568 22:44 น.

ปธน.เกาหลีใต้ถูกนำตัวเข้าเรือนจำ หลังสอบปากคำมาราธอน 10 ชั่วโมง

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ถูกนำตัวไปฝากขังในเรือนจำกรุงโซลแล้ว หลังถูกควบคุมตัวและสอบปากคำต่อเนื่องถึง 10 ชั่วโมง กรณีการประกาศกฎอัยการศึกโดยมิชอบ

สำนักข่าว ยอนฮัป รายงานว่า ประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล แห่งเกาหลีใต้ ถูกนำตัวไปฝากขังที่ทัณฑสถานกรุงโซล ในเมืองอึยวัง ทางตอนใต้ของกรุงโซลแล้ว เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ม.ค. 2568 หลังถูกสอบปากคำนานกว่า 10 ชั่วโมง ที่สำนักงานสืบสวนคดีคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ระดับสูง (CIO) ใกล้เมืองกวาชอน

ตามการเปิดเผยของ CIO การสอบปากคำนายยุนจบลงในเวลา 21.40 น. โดยเขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องที่เขาประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 อย่างไรก็ตาม นายยุนจะถูกฝากขังที่ทัณฑสถานกรุงโซลเป็นเวลา 1 คืน ก่อนจะรับการสอบปากคำเพิ่มเติมในวันพฤหัสบดี จากนั้นเจ้าหน้าที่จะขอหมายจับ เพื่อจับกุมเขาอย่างเป็นทางการ

นายยุน ซอกยอล กลายเป็นประธานาธิบดีในตำแหน่งคนแรกของเกาหลีใต้ที่ถูกจับกุม โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนเข้าควบคุมตัวเขาที่ทำเนียบประธานาธิบดีใจกลางกรุงโซล เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 15 ม.ค. หลังความพยายามครั้งแรกเมื่อช่วงต้นเดือนประสบความล้มเหลว เนื่องจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีขัดขวางไม่ให้เข้าไป

การสอบปากคำนายยุนเกิดขึ้นภายในห้องสอบสวนที่สำนักงานใหญ่ของ CIO และนำโดยนาย อี แจ-ซอง รองผู้อำนวยการของ CIO โดยมีทนายความของนายยุน 1 คนเข้าร่วมด้วย แต่ไม่มีการบันทึกวิดีโอการสอบปากคำแต่อย่างใด เนื่องจากฝ่ายนายยุนคัดค้าน

การประกาศกฎอัยการศึกของนายยุน ทำให้เขาถูกสภาสมัชชาแห่งชาติลงมติถอดถอน ทำให้เขาถูกพักการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะถอดถอนเขาหรือไม่ ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาหลายเดือน นอกจากนั้นเขายังถูกตั้งข้อหาก่อกบฏและใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ จนถูกออกหมายจับด้วย

ทั้งนี่เนื่องจาก นายยุนถูกกล่าวหาว่า ส่งทหารไปยังอาคารสภาสมัชชาแห่งชาติหลังประกาศกฎอัยการศึก เพื่อขัดขวางไม่ให้สมาชิกสภามารวมตัวกันเพื่อลงมติยกเลิกกฎอัยการศึกดังกล่าว ซึ่งสุดท้ายการขัดขวางก็ไม่ประสบความสำเร็จ

หลังนายยุนถูกจับกุม ทีมงานของเขาก็เผยแพร่วิดีโอข้อความที่บันทึกไว้ล่วงหน้า ซึ่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้พยายามปกป้องการตัดสินประกาศกฎอัยการศึกของเขาว่าเป็น “กระบวนการปกครอง” (act of governance) เพื่อเตือนพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายค้านหลัก ที่นายยุนกล่าวหาว่า ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติโดยมิชอบ

อนึ่ง ฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา และขัดขวางการออกกฎหมายของรัฐบาลนายยุน และพยายามบีบให้ฝ่ายรัฐบาลยอมรับร่างกฎหมายงบประมาณที่ถูกตัดการใช้จ่ายให้น้อยลง ก่อนที่นายยุนจะประกาศกฎอัยการศึก

นายยุนยังปฏิเสธความชอบด้วยกฎหมายของการสืบสวนของ CIO โดยระบุว่า “ถึงแม้นี่จะเป็นการสืบสวนอย่างผิดกฎหมาย แต่ผมตัดสินใจเดินทางไปยัง CIO ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุนองเลือด”

ด้านนาย ซ็อก ดง-ฮยอน ทนายความและเพื่อนสนิทของนายยุน กล่าวว่า ประธานาธิบดีมีแผนจะไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้การแก้ต่างในคดีถอดถอน แต่เขาอาจไม่ได้เข้าร่วมการไต่สวนนัดที่ 2 ในวันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากการสอบปากคำของ CIO น่าจะดำเนินไปตลอดทั้งวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhub

กกล. BGF-DKBA เมียนมา ประชุมด่วนกลุ่มทุนจีน แก้ปัญหาหลอกลวง

กกล. BGF-DKBA เมียนมา ประชุมด่วนกลุ่มทุนจีน แก้ปัญหาหลอกลวง

15 ม.ค. 2568 21:51 น.

กกล. BGF-DKBA เมียนมา ประชุมด่วนกลุ่มทุนจีน แก้ปัญหาหลอกลวง

กลุ่มผู้นำกองกำลัง BGF และ DKBA เรียกประชุมด่วน ผู้ประกอบธุรกิจชาวจีน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวง และการค้ามนุษย์ ในพื้นที่ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2568 รายงานข่าวจากกองกำลังรามนูนเปิดเผยว่า พ.อ.หม่องชิดตู่ ได้มีการนัดพบและประชุมกลุ่มผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) , กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) และผู้ประกอบการกลุ่มทุนจีน ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในพื้นที่ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ที่ห้องประชุม กองบังคับการควบคุม BGF จ.เมียวดี เพื่อขอความร่วมมือ และกำหนดมาตรการการปฏิบัติในพื้นที่เรื่อง การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวง และการค้ามนุษย์ ประกอบด้วย

1. ให้นักธุรกิจและหุ้นส่วนธุรกิจทุกคนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในเขต จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง จะต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และจะต้องเคารพและปฏิบัติตามมาตรการ ดังต่อไปนี้

1.1 ขอความร่วมมือติดตามข่าวสาร กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์, กลุ่มสแกมเมอร์, กลุ่มทุนจีนสีเทา และกลุ่มกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ
1.2 ห้ามมีการกระทำการบังคับ ขู่เข็ญ การทำร้ายร่างกาย และการทรมานอย่างไร้มนุษยธรรม
1.3 ห้ามใช้แรงงานเด็ก ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
1.4 ห้ามมีการเรียกรับเงิน จากการค้ามนุษย์
1.5 ห้ามดำเนินกิจการสแกมเมอร์ และการหลอกลวง หากผู้ประกอบการรายใดกระทำความผิดตามมาตรการดังกล่าว จะถูกดำเนินการให้เลิกกิจการ และให้ออกนอกพื้นที่

โดยการประชุมครั้งนี้มีรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมประกอบไปด้วย

1 พ.อ.หม่องชิดตู่ เลขาธิการกองกำลัง BGF ประธานการประชุม
2 พ.ท.หม่องวิน ผบ.บก.ควบคุมพื้นที่ 3 กองกำลัง BGF
3 พ.ท.เมาะโต่ง ผบ.บก.ควบคุมพื้นที่ 4 กองกำลัง BGF
4 พ.ต.เต่งวิน ผบ.บก.ควบคุมพื้นที่ 2 กองกำลัง BGF
5 พล.ต.หม่องส่วยวะ รอง ผบ.กองกำลัง DKBA
6 พล.จ.ซานอ่อง เสนาธิการกองกำลัง DKBA
7 พล.จ.ไซจ่อละ (โกไซ) ผบ.พล.น.1 กองกำลัง DKBA
8 กลุ่มผู้บริหารงาน และผู้ประกอบการชาวจีน จำนวน ประมาณ 60 คน