‘นฤมล’SetZeroสารปนเปื้อน ยกระดับผัก-ผลไม้ไทยให้ปลอดภัย

‘นฤมล’SetZeroสารปนเปื้อน  ยกระดับผัก-ผลไม้ไทยให้ปลอดภัย

‘นฤมล’SetZeroสารปนเปื้อน ยกระดับผัก-ผลไม้ไทยให้ปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง และกรุงโตเกียวเข้าร่วม ว่าตามที่ได้ปรากฏในข่าวสาธารณรัฐประชาชนจีนระงับการนำเข้าทุเรียนของไทย ภายหลังตรวจพบการใช้สาร Basic Yellow 2 ในทุเรียนนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจเรื่องดังกล่าว ได้ประชุมพิจารณาวาระเร่งด่วนเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาอุปสรรคการค้าผักผลไม้ไทย ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบเพิ่มมาตรการตรวจเข้มข้นโดยตรวจทุกตู้ที่มีการส่งออก 100% รวมไปถึงการตรวจสารแคดเมียม หนอนทุเรียน และสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยด้วย หากตรวจพบจะดำเนินการตามบทลงโทษ ตามประกาศกรมวิชาการเกษตร

“ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจตามล้งต่างๆ แล้ว โดยพื้นที่ภาคใต้ ที่ จ.ชุมพร และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ซึ่งต้องดำเนินการก่อน เนื่องจากผลผลิตทุเรียนกำลังจะทยอยออกสู่ตลาด ขณะเดียวกัน ได้ให้ความมั่นใจกับพี่น้องเกษตรกร ว่ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมวางมาตรการใหม่ภายใน 10 วัน และดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับคุณภาพและความเชื่อมั่นในทุเรียนไทย อย่างไรก็ตาม ได้ประสานกับกรมการค้าภายใน ช่วยดูแลเรื่องราคาทุเรียน ขอความร่วมมือผู้รับซื้อทุเรียน ไม่ให้มีการกดราคา” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ช่วงวันที่ 5–7กุมภาพันธ์นี้ จะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมกับนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ และจะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับทางสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of the People’s Republic China) GACC ถึงการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในสินค้าผักผลไม้ของไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งออกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เนื่องจากสินค้าผักผลไม้ของไทยที่ส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2567 ไทยส่งออกผลไม้สด 1.817 ล้านตัน มูลค่า 177,131 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรมวิชาเกษตร ได้ออกประกาศ เรื่อง มาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ.2568 โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 10 มกราคม 2568 ดังนี้ 1.กรณีที่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ต้องใช้ทั้งชนิดและปริมาณที่ถูกต้อง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 หรือข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า 2.กรณีตรวจพบโรงคัดบรรจุใช้สารห้ามใช้หรือมีสารห้ามใช้ไว้ในครอบครอง จะถูกระงับการส่งออกและนำไปสู่การยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชก็ได้ และ 3.กรณีเจ้าหน้าที่สงสัยว่าทุเรียนมีการใช้สารห้ามใช้ ให้มีอำนาจสั่งให้โรงคัดบรรจุนำผลทุเรียนนั้นไปตรวจวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกใบรับรองสุขอนามัยพืช

รมว.เกษตรฯเปิดคูหา งานแสดงสินค้าไทย ชู‘ผำ’เมนูบะหมี่กึ่งฯ หนุนซูเปอร์ฟู้ดโลก

รมว.เกษตรฯเปิดคูหา  งานแสดงสินค้าไทย  ชู‘ผำ’เมนูบะหมี่กึ่งฯ  หนุนซูเปอร์ฟู้ดโลก

รมว.เกษตรฯเปิดคูหา งานแสดงสินค้าไทย ชู‘ผำ’เมนูบะหมี่กึ่งฯ หนุนซูเปอร์ฟู้ดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดคูหาไทย ภายในงาน International Green Week 2025 จัดขึ้นภายใต้ธีม “Agri-future: From Tradition to Sustainability”โดยมีนายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่าการจัดงานครั้งนี้ เพื่อนำเสนอการปรับตัวของไทยให้เข้ากับตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลง และนำเสนอวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทย ที่มุ่งเน้นการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ตลอดจนแสดงความเป็นเลิศของสินค้าเกษตรไทย เช่น ผลไม้สด ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และอาหารไทยดั้งเดิมที่ประยุกต์ในรูปแบบใหม่

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการจัดแสดงสินค้าโดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมหม่อนไหม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชนกว่า 10 ราย เข้าร่วม

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมกิจกรรมการสาธิตทำอาหาร ภายในบูธของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรอาหารแห่งชาติ โดยเป็นการปรุงอาหารเมนูที่ใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มี “ผำ” เป็นวัตถุดิบ เพื่อนำเสนอการส่งเสริม Super food ของไทยในตลาดสากล

‘นฤมล’เปิดโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว-ข้าวคุณภาพดีของกลุ่มนาแปลงใหญ่

'นฤมล'เปิดโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว-ข้าวคุณภาพดีของกลุ่มนาแปลงใหญ่

‘นฤมล’เปิดโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว-ข้าวคุณภาพดีของกลุ่มนาแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

‘นฤมล’เปิดโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว-ข้าวคุณภาพดีของกลุ่มนาแปลงใหญ่ มุ่งเสริมความรู้ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร สู่การแข่งขันในตลาดโลก
 
เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 ณ หอประชุมโรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีของกลุ่มนาแปลงใหญ่ว่า การจัดงานในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดี โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมองค์ความรู้การผลิตเมล็ดข้าวอย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีการผลิตต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวคุณภาพในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และยกระดับคุณภาพข้าวไทยในเวทีการแข่งขันทางการตลาดโลกแล้วนั้น กระทรวงเกษตรฯยังให้ความสำคัญ ในการเพิ่มรายได้เกษตรกร ตลอดจนการสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร ตามนโยบายภาคการเกษตร “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ทั้งนี้ นางนฤมล ได้มอบปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน  2,000 ตัน โดรนสำรวจพื้นที่ จำนวน 100 ลำ และเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 10 เครื่อง ให้แก่ตัวแทนเกษตรกรด้วย 

สำหรับ “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2568” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมการข้าวได้จัดงานดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรกรด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนยกระดับคุณภาพข้าวไทยในการแข่งขันทางการตลาดระดับโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 64.08 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 43.38 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด โดยจังหวัดหนองบัวลำภูมีพื้นที่ทำนาประมาณ 740,000 ไร่ หรือร้อยละ 48 ของพื้นที่ใช้ประโยขน์ทางการเกษตรรวมทั้งจังหวัด

นวัตกรรม เลเซอร์ไฟเบอร์แบบเย็น Cold Ablative Fiber Laser แบบใหม่ของโลก

นวัตกรรม เลเซอร์ไฟเบอร์แบบเย็น Cold Ablative Fiber Laser แบบใหม่ของโลก

นวัตกรรม เลเซอร์ไฟเบอร์แบบเย็น Cold Ablative Fiber Laser แบบใหม่ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

TRP Longevity  Center  บริการด้านผิวพรรณความงามและปลูกผมโดย ธีรพรคลินิก  มุ่งเน้นให้บริการดูแลสุขภาพและความงามแบบองค์รวม ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย  ควบคู่การบริการเสริมความงามด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า เพราะความอ่อนเยาว์ เราสร้างเองได้….Stay young and beyond beauty with TRP   

ผศ. (พิเศษ) ดร.พญ.สุนิสา ไทยจินดา   กล่าวว่า  “เทรนด์การดูแลสุขภาพคนรุ่นใหม่ เป็นการดูแลสุขภาพแบบป้องกัน ทำให้มีสุขภาพดีมีความแข็งแรงแล้ว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้รูปร่างหน้าตาสดใส ดูอ่อนเยาว์ และดูดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ TRP Longevity  ในการให้บริการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพอารมณ์ สุขภาพสังคม และสุขภาพทางปัญญาสำหรับทุกเพศ ทุกวัยเพื่อการมีสุขภาพแบบ Longevity “ 

สำหรับ Ultra Clear เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการมีผิวพรรณและผิวหน้าที่สดใส สวยงาม นอกจากนี้ยังช่วย Maintain หลังจากทำศัลยกรรมเพื่อให้ผิวหน้าสวยสมบูรณ์และอยู่คงทนมากขึ้น  โดย Ultra Clear  เป็นนวัตกรรม Laser แบบใหม่ของโลก ด้วยความยาวคลื่นที่สร้างมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะบุคคล พร้อมกับสามารถปรับความลึกที่เหมาะสมได้ ลดความเจ็บระหว่างทำ ลดปัญหารอยดำหลังเลเซอร์ (Postinflammatory Hyperpigmentation) เมื่อเทียบกับเครื่อง Laser ในอดีต  พร้อมด้วย 3 Mode ยอดนิยม

1. Clear Mode : ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก ทำให้หน้าเนียนใส ผิวกระจก เหมาะสำหรับวัยรุ่น วัยทำงาน ชอบและถูกใจแน่นอน ไม่ต้องพักหน้า แต่งหน้าได้เลยในวันถัดไป

2. Ultra Mode : รักษาในชั้นที่ลึกขึ้นคือชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้าง Collagen ใต้ผิวหนัง สามารถแก้ปัญหาหลุมสิว,ริ้วรอยตื้นๆ และริ้วรอยฝั่งลึก , แผลเป็นต่างๆ

3. Coring Mode : จัดการปัญหาในระดับลึกที่สุด เทียบได้กับการผ่าตัด ยกกระชับผิวและริ้วรอยในระดับลึกได้ เน้นประโยชน์ในบริเวณคอ กรอบหน้า หางตา และใต้ตาที่ยังคงมีหนังส่วนเกิน  

ผู้สนใจนัดประเมินก่อนทำ พร้อมการดูแลหลังผ่าตัดแบบส่วนตัวด้วยทีมงานมืออาชีพจาก  TRP Longevity  Center  บริการด้านผิวพรรณและสุขภาพครบวงจร โดย ธีรพร คลินิก โทร. 02-026-3265  และ LINE ID : @teerapornclinic สำหรับวันเปิดตัว  Ultra Clear  ที่  TRP Longevity  Center  เมื่อเร็วๆ นี้  ได้รับความสนใจจากดารา และนักแสดงเข้ารับคำปรึกษาเกี่ยวกับผิวพรรณพร้อมประเมินก่อนทำ อาทิ แพนเค้ก -เขมนิจ จามิกรณ์,ต่าย-สายธาร นิยมการณ์  ,เปิ้ล- หัทยา วงศ์กระจ่าง และ ไก่-นิภาวรรณ  ฯลฯ 

มูลนิธิเอสซีจี เปิดแนวคิด Learn to Earn เรียนรู้ เพื่ออยู่รอด

มูลนิธิเอสซีจี เปิดแนวคิด Learn to Earn เรียนรู้ เพื่ออยู่รอด

มูลนิธิเอสซีจี เปิดแนวคิด Learn to Earn เรียนรู้ เพื่ออยู่รอด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.29 น.

จากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขและสภาการพยาบาลได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการผลิตบุคลากร “ผู้ช่วยพยาบาล” เข้ามาช่วยและแบ่งเบางานของพยาบาล แต่ปัญหานี้ก็ยังไม่คลี่คลายลงมากนัก เพราะอัตราส่วนพยาบาลต่อจำนวนประชากร ยังคงเป็น 1 ต่อ 250 และตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2577 จะต้องผลิตบุคลากรเพิ่มให้มากขึ้นเพื่อให้อัตราส่วนพยาบาลต่อประชากรเป็น 1 ต่อ 200 ก็ตาม

โรงพยาบาลศิริราช ในฐานะโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ นอกจากการผลิตแพทย์และพยาบาลให้กับวงการแพทย์แล้ว ยังได้เปิดหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลขึ้น เพื่อผลิตบุคลากรมาช่วยในส่วนงานของโรงพยาบาลศิริราชและสถานพยาบาลในเครือข่ายเอง โดยเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนภายใต้การบริหารจัดการของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และจากความต้องการผู้ช่วยพยาบาล ทำให้เกิดเป็นความร่วมมือกับมูลนิธิเอสซีจี ในการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในหลักสูตรนี้มาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมามูลนิธิเอสซีจี สนับสนุนทุนการศึกษาให้เด็กและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการให้ทุนในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศตามแนวคิด Learn to Earn เรียนรู้ เพื่ออยู่รอด ส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ได้มีการพัฒนทักษะและประสบการณ์ในสายอาชีพ ทั้งทักษะวิชาชีพและทักษะชีวิตอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในโลกยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง เช่นการสนับสนุนทุนการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร “ผู้ช่วยพยาบาล” กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 179 ทุน เป็นงบประมาณกว่า 4 ล้านบาท

รศ.นพ.ตรีภพ เลิศบรรณพงษ์ รองคณบดีฝ่ายการศึกษาก่อนปริญญา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิท ยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังขาดแคลนบุคลากรอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีแผนเพิ่มอัตราการผลิตบุคลากรให้มากขึ้น แต่สถาบันที่ผลิตบุคลากรนั้นยังมีจำกัด และแต่ละแห่งยังมีข้อจำกัดในขีดความสามารถในการผลิตบุคลากรในจำนวนที่จำกัดด้วย ในส่วนของศิริราชเองสามารถผลิตผู้ช่วยพยาบาลได้ปีละประมาณ 200 คน ซึ่งก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งของภายในโรงพยาบาลและในตลาดแรงงาน ทำให้พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลในปัจจุบันต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักและทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวั

“เมื่อก่อนเรามุ่งผลิตพยาบาลเป็นหลัก แต่กว่าจะได้พยาบาล 1 คน ต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี ทั้งที่งานของพยาบาลหลายส่วนที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก สามารถโอนให้ผู้ช่วยพยาบาลรับผิดชอบได้ ซึ่งผู้ช่วยพยาบาลใช้เวลาในการเรียนเพียง 1 ปี หากเราผลิตผู้ช่วยพยาบาลได้ เหมือนเราได้พยาบาลเพิ่มมาอีก 4 เท่า นอกจากนี้อาชีพผู้ช่วยพยาบาลยังเป็นอาชีพที่มีโอกาสเติบโตได้ทั้งในสายอาชีพและการเรียนต่อ ทำให้หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลได้รับความนิยมและได้รับความสนใจจากเยาวชนเพิ่มมากขึ้น”

รัชนีพร ภัทรปกรณ์ หัวหน้าโรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล กล่าวเสริมว่า โรงเรียนผู้ช่วยพยาบาลมุ่งสร้างผู้ช่วยพยาบาลที่มีความรู้ความสามารถ มีเจตคติที่ดีในการประกอบอาชีพ ผ่านการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตามหลักสูตรและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาตนเองและทักษะที่จำเป็น เช่นทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะด้านภาษา และทักษะเรื่องการทำงานเป็นทีมเพราะในการทำงานจริง ผู้ช่วยพยาบาลจะต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ต้องใช้ภาษาได้ดี และสื่อสารได้ดี เพื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวผู้ป่วย เมื่อเข้ามาเรียนแล้วนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลจะได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาการที่จำเป็นและฝึกปฏิบัติในห้องผู้ป่วยจำลองโดยฝึกกับหุ่นและเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ก่อนจะฝึกปฏิบัติกับคนไข้จริง โดยหมุนเวียนไปฝึกกับผู้ป่วยในหลายแผนก เพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย เพราะการดูแลผู้ป่วยแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป โดยผู้ช่วยพยาบาลใช้เวลาเรียนเค่ 1 ปี จบมามีงานรองรับทันที

“ผู้ช่วยพยาบาลจะได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วยที่มีอาการไม่ซับซ้อนมาก อยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลและอาจารย์อย่างใกล้ชิด งานที่ผู้ช่วยพยาบาลต้องดูแลรับผิดชอบจะเป็นงานในส่วนของการดูแลความสุขสบาย และกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย เช่น เช็ดตัว ดูแลความสะอาดปากและฟัน ดูแลเรื่องการรับประทานอาหาร ทั้งผู้ป่วยที่รับประทานอาหารได้เอง และผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารผ่านทางท่อสายยาง การวัดสัญญาณชีพ การช่วยฟื้นคืนชีพในลักษณะของ basic life support รวมถึงอาจมีการช่วยคุณหมอทำหัตถการบางอย่าง ช่วยจดบันทึกข้อมูล หากพบความผิดปกติจะต้องรายงานแพทย์หรืออาจารย์พยาบาล เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยในเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที”

ด้าน สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า จากปัญหาการตกงานของนักเรียนทุนรวมถึงปัญหาการ mismatch ทำให้ทางมูลนิธิฯ ต้องปรับวิธีการให้ทุนการศึกษาใหม่ โดยหันมาเน้นให้ทุนการศึกษาในหลักสูตรที่จบเร็ว ทำงานได้เร็ว และมุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในส่วนของอาชีพผู้ช่วยพยาบาลที่ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานค่อนข้างสูง ทั้งจากปัญหาการขาดแคลนพยาบาล และความต้องการผู้ช่วยพยาบาลมาดูแลผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย การเรียนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลจึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มูลนิธิฯเน้นให้การสนับสนุนและส่งเสริม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด ที่มุ่งเน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะให้สามา รถอยู่รอดได้ในโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้เริ่มสนับสนุนทุนการศึกษาในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลกับทางศิริราชมาตั้งแต่ปี 2563 เริ่มจาก 23 คน จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 179 ทุนด้วยกัน และทุกคนมีงานทำ 100%

น้องน้ำผึ้ง ภัชราภรณ์ กาลเขว้า นักเรียนทุนมูลนิธิฯ (รุ่นปัจจุบัน) หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล กล่าวว่า ก่อนมาเรียนคิดว่าอาชีพผู้ช่วยพยาบาลไม่ได้มีความยุ่งยาก ไม่มีความซับซ้อน อาชีพนี้มีความลึกซึ้งมากกว่าที่มองจากภายนอก ทุกสิ่งที่เรียนมาในภาคทฤษฎีและการฝึกในหอผู้ป่วยจำลอง นำมาใช้งานได้ทั้งหมดที่ฝึกมา เช่น การวัดค่าความดันก็ต้องรู้ว่าค่าปกติอยู่ที่เท่าไร หากค่าสูงเท่าไรจะต้องรีบรายงานพี่พยาบาล หรือการเช็ดตัวให้ผู้ป่วยที่เป็นการเช็ดเพื่อทำความสะอาดกับการเช็ดตัวเพื่อลดไข้ จะมีวิธีการเช็ดที่แตกต่างกัน การแปรงฟันให้กับผู้ป่วย การจัดท่านอนให้กับผู้ป่วยพักฟื้นจากการผ่าตัดที่จะต้องนอนในท่าไหนจึงจะไม่เจ็บแผล ฯลฯ นอกจากนี้ทุกทักษะยังมีความจำเป็นสำหรับการทำงานในอาชีพนี้อีกด้วย

น้องยุ้ย เบญจมาศ ไชยศร ศิษย์เก่าผู้ช่วยพยาบาลที่เคยได้รับทุน กล่าวว่า ตัดสินใจมาเรียนเพราะประทับใจการทำงานของพยาบาล คิดว่าเป็นอาชีพที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ได้ แต่ฐานะที่บ้านไม่ได้ดีพอที่จะเรียนพยาบาลได้เลยเลือกเรียนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลก่อน เพราะเรียนระยะสั้น จบมาก็สามารถทำงานได้เลย โดยทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพนี้ มองว่าคือเรื่องของการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร เพราะไม่ได้มีแต่เพียงผู้ป่วยที่เราพูดคุยด้วย แต่ยังต้องประสานงานกับคนอื่นๆ ในการทำงานอยู่ตลอดเวลา อาชีพนี้สามารถต่อยอดได้ ตอนนี้ได้ไปเรียนต่อหลักสูตรพยาบาลที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและตั้งเป้าว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะมุ่งมั่นทำงานในสายงานนี้ซึ่งเป็นสายงานที่ชอบและมีใจรักอย่างจริงจังต่อไป

หลังจบการเสวนาพิเศษแล้ว หัวหน้าโรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล พร้อมด้วยทีมคณาจารย์ยังได้จัดสาธิตการทำงานของผู้ช่วยพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นถึงลักษณะงานของผู้ช่วยพยาบาลมากขึ้น จัดสาธิตการปฏิบัติงาน 3 ลักษณะงานที่หอผู้ป่วยจำลอง คือการอาบน้ำทารกแรกเกิด การให้อาหารผู้ป่วยทางสายยางและการดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ซึ่งแม้ว่างานที่ผู้ช่วยพยาบาลดูแลรับผิดชอบจะไม่ใช่งานที่ซับซ้อนมากนัก แต่ก็ต้องใช้ทักษะ ประสบการณ์ และความรู้ความสามารถ เพราะเป็นการดูแลให้ความสะดวกสบายและเกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยตลอดเวลาที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะความรู้และทักษะหลายอย่างในอดีตนั้นอาจไม่สามารถทำให้อยู่รอดได้ในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างถาวร แนวคิด Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนต้องไขว่คว้าหาความรู้ใหม่ๆ ทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา รูปแบบของการเรียนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน การเรียนหลักสูตรระยะสั้นที่เรียนเร็ว จบเร็ว มีงานทำเร็ว จะเป็นทางเลือกให้อยู่รอดได้ เมื่อทำงานแล้วก็กลับมาพัฒนาทักษะ ความรู้ หรือต่อยอดการเรียน เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพต่อไป

040

‘แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์’เผยวิธี ‘อวดผิวสวยสะอาดกระจ่างใสอย่างมีสุขภาพดีในทุกสัมผัส’

'แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์'เผยวิธี 'อวดผิวสวยสะอาดกระจ่างใสอย่างมีสุขภาพดีในทุกสัมผัส'

‘แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์’เผยวิธี ‘อวดผิวสวยสะอาดกระจ่างใสอย่างมีสุขภาพดีในทุกสัมผัส’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

การอาบน้ำทำความสะอาดผิวกาย อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่าแค่เพียงเปลี่ยนวิธีการอาบน้ำเพียงเล็กน้อยก็อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ผิวของคุณให้สวยอย่างมีสุขภาพดีได้ การอาบน้ำจึงไม่ใช่แค่เพียงการล้างตัว แต่ยังเป็นช่วงเวลาเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับรับการบำรุง การฟื้นฟู และการปกป้องผิวต่อไป เพื่อให้ผิวสวยสุขภาพดีในระยะยาว การอาบน้ำอย่างถูกวิธีจึงเป็นหัวใจสำคัญของผิวสวยสุขภาพดีในทุกๆ วัน แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและความงาม ‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล เผยวิธี “อวดผิวสวยสะอาดกระจ่างใสอย่างมีสุขภาพดีในทุกสัมผัส” ด้วย Micellar technology ที่มีในผลิตภัณฑ์ Earl Grey Infusion Aromatherapy Shower Gel พร้อมเชิญเหล่าเซเลบริตี้สาวคนรักผิวเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ คุณนันทนัท ฐกัดกุล, คุณนัดดาภรณ์ นิวาตวงศ์ และคุณบุญญาภา ศรีอรทัยกุล

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล แนะนำวิธีการดูแลทำความสะอาดผิวกายอย่างล้ำลึก พร้อมอวดผิวสวยสะอาดกระจ่างใสอย่างมีสุขภาพดีในทุกสัมผัสว่า “ผิวของเราต้องเผชิญกับมลภาวะ ฝุ่นควัน ความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกต่างๆ เป็นประจำ การอาบน้ำจึงเป็นการทำความสะอาดผิวเพื่อขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ  ออกจากผิว ทำให้รูขุมขนไม่อุดตัน ลดโอกาสการเกิดสิวหรือการระคายเคืองผิวของเราได้ การอาบน้ำนั้นเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงและปกป้องผิว โดยช่วยขจัดสิ่งสกปรก น้ำมันส่วนเกิน และเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวสะอาดพร้อมดูดซึมผลิตภัณฑ์บำรุงได้ดีขึ้น หากเราไม่อาบน้ำหรือทำความสะอาดผิวกายไม่ดีพอ ย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ ตามมา อาทิ สิว ผื่นแพ้ที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน ผิวหนังติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือเชื้อรา กลิ่นตัวจากการย่อยเหงื่อและน้ำมันที่สะสมอยู่บนผิวของแบคทีเรีย  รวมถึงการสะสมของสารเคมีหรือมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ที่สามารถซึมผ่านเข้าสู่ผิวส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้ด้วย

การอาบน้ำอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากผิวของเราแล้ว ยังสามารถคงความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้โดยไม่ก่อให้เกิดการแห้งตึงหลังอาบ สามารถทำได้โดย

  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสูตรอ่อนโยนต่อผิว โดยมีค่า pH ใกล้เคียงกับผิว (pH 5.5) หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารเคมีรุนแรง
  • เลือกอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสม ไม่ร้อนจนเกินไป เพราะน้ำร้อนจะไปชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติของผิวออกไป ทำให้ผิวแห้ง และล้างตัวด้วยน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในช่วงสุดท้าย เพื่อเป็นการกระชับรูขุมขน และล็อคความชุ่มชื้นไว้ผิว
  • นวดผิวระหว่างอาบน้ำ โดยใช้ฝ่ามือหรือฟองน้ำ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เน้นบริเวณที่ผิวแห้งหรือหยาบกร้าน เช่น ข้อศอก และส้นเท้า
  •  ระยะเวลาในการอาบน้ำไม่ควรเกิน 10-15 นาที เพื่อป้องกันผิวสูญเสียความชุ่มชื้น
  •  สครับผิวสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  • ทาครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวทันทีหลังการอาบน้ำ เพื่อเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้น แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ เช่น เชียบัตเตอร์ วิตามินอี หรือเซราไมด์
  • ทาครีมกันแดดหลังขั้นตอนการบำรุงผิว เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีในแสงแดด

สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีที่ช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกและคงความอ่อนโยนมาใช้เพื่อขจัดสิ่งสกปรกตกค้างและความมันส่วนเกินอย่าง Micellar technology โดยการนำไมเซลล์ (Micelles) ซึ่งเป็นโครงสร้างระดับนาโนที่เกิดจากการรวมตัวกันของโมเลกุลที่มีคุณสมบัติเป็นทั้ง Hydrophilic (ชอบน้ำ) และ Hydrophobic (ไม่ชอบน้ำ) โดยมีลักษณะการทำงานคือ

  • ส่วนหัวที่ชอบน้ำ (Hydrophilic Head) มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี (Water-soluble) ได้ดี โดยจะหันออกด้านนอกสัมผัสกับน้ำ เพื่อช่วยจับน้ำมันหรือไขมันไว้ในโครงสร้างไมเซลล์
  • ส่วนหางที่ชอบน้ำมัน (Hydrophobic Tail) มีความสามารถในการดึงดูดหรือรวมตัวกับสิ่งสกปรกที่เป็นน้ำมันหรือไขมันได้ดี

เมื่อไมเซลล์สัมผัสกับผิวหนัง ส่วนหางที่ชอบน้ำมันจะเข้าจับตัวกับคราบน้ำมันและสิ่งสกปรก ในขณะที่ส่วนหัวที่ชอบน้ำจะช่วยพาสิ่งเหล่านี้หลุดออกจากผิวไปพร้อมกับน้ำ การทำความสะอาดด้วย Micellar technology จึงมีความอ่อนโยน เนื่องจากไม่รบกวนชั้นไขมันตามธรรมชาติของผิว ลดความแห้งกร้านและระคายเคือง เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย และมีประสิทธิภาพในการขจัดมลภาวะที่ติดอยู่บนผิวหนังได้ดีอีกด้วย”

“ธัญ” (THANN) ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ผสานคุณค่าแห่งพืชพรรณและเทคโนโลยีอันทันสมัย ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา THANN มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ธรรมชาติผ่านการทดสอบจากสถาบันวิจัยในระดับสากลอย่าง Spincontrol Asia Co.,Ltd. (France), Skinnova Lab Co.,Ltd. และ Dermscan Asia โดยปัจจุบันมีจำหน่ายกว่า 81 สาขาใน 16 ประเทศ รวมถึงสปาอีก 19 แห่งใน 3 ทวีป ได้แก่ เอเชีย อเมริกา และยุโรป ขอแนะนำกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวที่อุดมด้วยคุณประโยชน์ของสารสกัดธรรมชาติจาก “น้ำมันรำข้าว” (Rice Bran Oil) สิ่งมหัศจรรย์ใกล้ตัวที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งด้านโภชนเภสัช อาหาร หรืออุตสาหกรรมความงาม อุดมด้วยวิตามินอีในกลุ่มโทโคไตรอีนอล (Tocotreienol) และโทโคฟีรอล (Tocopherol) รวมถึงสารแกมม่า-ออริซานอล (Gamma-Oryzanol) ซึ่งพบเฉพาะในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น โดยมีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ (Anti-oxidant) ได้ดีกว่าวิตามินอีทั่วไปถึง 6 เท่า รวมถึงปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกแสงแดดทำลาย ช่วยฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้น ซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่อุดตันรูขุมขน

ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว Earl Grey Infusion Aromatherapy Shower Gel (ขนาด 320 ml. ราคา 720 บาท) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวสูตรอ่อนโยน โดยไม่ทำให้เสียสมดุลความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิว มาพร้อมเทคโนโลยี Micellar ที่ทำให้โมเลกุลของน้ำมันยึดเกาะกับสิ่งสกปรกและหลุดออกจากผิวได้ง่ายโดยไม่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ผิวไม่แห้งตึงหลังการอาบ พร้อมฟื้นฟูและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้แข็งแรง อุดมคุณค่าการบำรุงจากน้ำมันและสารสกัดธรรมชาตินานาชนิด อาทิ Rice bran oil, Organic avocado oil, Organic sea buckthorn oil และ Macadamia seed oil ผสานกลิ่นหอมที่สร้างความสดใสมีชีวิตชีวา และเติมพลังบวกให้เเก่จิตวิญญาณด้วยส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติจาก Lavender, Bergamot, Clary sage และ Cardamom

อวดผิวสวยสะอาดกระจ่างใสอย่างมีสุขภาพดีในทุกสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ Earl Grey Infusion Aromatherapy Shower Gel ได้แล้ววันนี้ที่ออนไลน์ สโตร์  www.thann.co.th (ส่งฟรีทั่วประเทศ) และร้าน ‘ธัญ’ (THANN) ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ อาทิ ชั้น 2 โซน The Storeys, ONE Bangkok, สาขาสุขุมวิท 47, ชั้น 5 (Tower 2) โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ, ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษร, ชั้น 5 ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม, ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 4 ไอคอน สยาม, สาขาถนนพระปกเกล้า (ตรงข้ามวัดเจดีย์หลวง) จังหวัดเชียงใหม่, ชั้น G (The Jungle Zone และ The Botanica Zone) ศูนย์การค้าจังซีลอน จังหวัดภูเก็ต และ ธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ส.ป.ก. ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2568

ส.ป.ก. ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2568

ส.ป.ก. ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

ส.ป.ก. ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2568

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “โคนมไทย พิชิตเป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ณ อาคารอเนกประสงค์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และเสด็จฯ ทอดพระเนตรการจัดนิทรรศการและผลงานต่าง ๆ ภายในบริเวณงาน โดยมี นายอิทธิ  ศิริลัทธยากร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และประชาชน ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ โอกาสนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยนายเศรษฐเกียรติ  กระจ่างวงษ์  เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้มอบหมายให้ นายคมกฤษ  แป้นโพธิ์กลาง  ผู้ตรวจราชการกรม ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ    

สำหรับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี มีนายกิติวุฒิ  ศัพทเสวี  ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย รักษาราชการแทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ ในครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ได้กำหนดจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2568  เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พระองค์ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมนมแก่พสกนิกรชาวไทย โดยร่วมกับพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ซึ่งถือเป็นฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศไทย อันเป็นต้นแบบในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมอย่างเป็นระบบ เกษตรกรสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงเป็นการส่งเสริมการบริโภคนมเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อ.ส.ค. จึงจัดกิจกรรมอันเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ที่จะให้มีการจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” เป็นประจำทุกปี ซึ่งในปีนี้เป็นวาระครบรอบปีที่ 63 แห่งการก่อตั้งฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จึงขอเชิญชวนประชาชนและเกษตรกรผู้สนใจ เที่ยวงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2568 ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ทั้งนี้เพื่อสัมผัสการเรียนรู้และประสบการณ์ของวงการโคนมไทย และร่วมกิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

-(016)

ไอคอนคราฟต์ ชวนต้อนรับปีมะเส็ง ส่งความสุข ด้วยงานคราฟต์สุดสร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทย เป็นของขวัญให้ตัวเองและคนที่รัก

ไอคอนคราฟต์ ชวนต้อนรับปีมะเส็ง ส่งความสุข ด้วยงานคราฟต์สุดสร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทย เป็นของขวัญให้ตัวเองและคนที่รัก

ไอคอนคราฟต์ ชวนต้อนรับปีมะเส็ง ส่งความสุข ด้วยงานคราฟต์สุดสร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทย เป็นของขวัญให้ตัวเองและคนที่รัก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

ไอคอนคราฟต์ ชวนต้อนรับปีมะเส็ง ส่งความสุข ด้วยงานคราฟต์สุดสร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทย เป็นของขวัญให้ตัวเองและคนที่รัก

เข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุขและความมงคล ต้อนรับปีใหม่ “ตรุษจีน 2568” ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่ที่รวบรวมงานคราฟต์ดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากช่างฝีมือคนไทยทั่วทั้งประเทศ ชวนทุกคนมาเติมความสุข เพิ่มรอยยิ้มรับปีงูทอง กับแคมเปญ “In The Mood of CRAFT Love”

ยกขบวนงานคราฟต์ดีไซน์สวย ใช้งานได้จริง มาให้เลือกซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองและคนที่รัก พร้อมโปรโมชันพิเศษให้ช็อปเพลิน เกินคุ้ม ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม

งานนี้ไอคอนคราฟต์ รวบรวมแบรนด์คราฟต์ไทยชั้นนำมาให้เลือกช้อปแบบจัดเต็มกว่า 40 แบรนด์ ครบทั้งงานผ้า แฟชั่น เครื่องประดับ เครื่องหอม สมุนไพร อาหารการกิน ขนม และอีกมากมาย เพื่อให้ทุกคนได้เลือกช้อปกันอย่างจุใจ อาทิ

ผ้าไทยและแฟชั่น:

พบกับผ้าไทยหลากสไตล์จากแบรนด์ชั้นนำ เช่น CHANSOMA กับผ้าทอยกทองลายโบราณจากสุรินทร์ที่ถักทออย่างประณีต, JIDAPA THAICRAFT รวมผ้าทอมือจากทั่วประเทศที่ผสานดีไซน์ร่วมสมัย, Nitda นำเสนอผ้าไหมแต้มหมี่สีสันโดดเด่นจากขอนแก่น, Khwanta ที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับแฟชั่นร่วมสมัย และ WISHULADA กับสินค้าสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เครื่องประดับงานคราฟต์:

เลือกเครื่องประดับดีไซน์ไทยร่วมสมัย เช่น SRITAVIE และ V by Sritavie ที่ตีความใหม่ให้ดูหรูหรา, FLOW กับคอลเลกชันแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ, HATSAYA ที่ผสานงานเบญจรงค์กับจิวเวลรี่, La Orr นำผ้าไหมไทยมาดีไซน์ให้มีชีวิตชีวา, PUNNASARUN กับเครื่องประดับที่สื่อเอกลักษณ์ไทย และ กรุช่าง ทองโบราณ งานช่างทองหัตถศิลป์ชั้นสูง

ของแต่งบ้านสุดคราฟต์:

หลากหลายแบรนด์ที่โดดเด่น เช่น THAI ELITE กับเครื่องเบญจรงค์ร่วมสมัย, Yothaka เฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติ, SCULPTURE กับเก้าอี้ดีไซน์ระดับโลก, Paya Shop รวมงานฝีมือทั่วไทย, THORR’s ของแต่งบ้านจากงานทอมือ และ SUMPHAT Gallery ของแต่งบ้านสุดอาร์ต รวมถึง AYODHYA, AWA DECOR, และ CHOB HANDICRAFTS ที่เน้นงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย

เครื่องหอมและสมุนไพร:

สัมผัสกลิ่นหอมและความผ่อนคลายจากแบรนด์ไทย เช่น THANIYA, ANONA Thailand, FEELFIN, KAAJORN, INH, Butterfly Thai Perfume, RATI, SUKONTA, และ WAT ABOUT SIAM

ความอร่อย:

เพลิดเพลินกับผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตและชา เช่น SIAMAYA CHOCOLATE, COFFEE BEAN CHOCOLATE, CHAR FLOWER TEA, AKHA AMA COFFEE, ROAST8RY, และสินค้าคุณภาพจากโครงการหลวงแบรนด์ DOI TUNG

มาช้อปสินค้ากับโปรโมชั่นสุดคุ้มที่ไอคอนคราฟต์ ในแคมเปญ In The Mood of Craft Love ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568 พิเศษ! สำหรับสมาชิก ONESIAM เมื่อซื้อสินค้า 3,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับทันทีถุงส้มมงคล และระหว่างวันที่ 27-29 มกราคม 2568 เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับฟรีอักษรพู่กันจีนป้ายมงคล พร้อมเสี่ยงเซี่ยมซีทำนายดวง เสริมโชคลาภ  แถมยิ่งช้อป ยิ่งคุ้ม กับโครงการ E-Receipt 2.0 รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท พร้อมรับ SIAM GIFT CARD มูลค่าสูงสุด 1,800 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

#ICONCRAFT #ICONCRAFTatICONSIAM

-(016)

ออนิกซ์ฯ ขยายการเติบโตแบรนด์ ‘อมารี’ รุกเปิดตัวโรงแรมใหม่ ทั้งในศรีลังกา ลาว และไทย

ออนิกซ์ฯ ขยายการเติบโตแบรนด์ ‘อมารี’ รุกเปิดตัวโรงแรมใหม่ ทั้งในศรีลังกา ลาว และไทย

ออนิกซ์ฯ ขยายการเติบโตแบรนด์ ‘อมารี’ รุกเปิดตัวโรงแรมใหม่ ทั้งในศรีลังกา ลาว และไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทบริหารจัดการโรงแรมและที่พักชั้นนำของประเทศไทย เปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ล่าสุด พร้อมเผยแผนการขยายธุรกิจแบรนด์อมารี (Amari) ในปี 2568 โดยโรงแรมแห่งใหม่ภายใต้แบรนด์อมารีที่พร้อมเปิดให้บริการครอบคลุมทั้งในประเทศศรีลังกา ลาว และไทย ซึ่งการเปิดตัวอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่นักเดินทาง ผ่านแบรนด์อมารีที่โดดเด่นด้วยประสบการณ์และการบริการชั้นเลิศ ที่สอดประสานไปกับวัฒนธรรมและเรื่องราวท้องถิ่น รวมถึงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์สง่างามร่วมสมัย

อมารี นับเป็นแบรนด์โรงแรมที่มีชื่อเสียงในด้านการต้อนรับที่อบอุ่นมีชีวิตชีวาซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรากฐานของความเป็นไทย ที่ผสานเข้ากับความสง่างามร่วมสมัย และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมในแต่ละทำเลที่แท้จริง

อมารี โคลัมโบ” ประตูสู่วัฒนธรรมอันหลากหลายและภูมิทัศน์อันงดงามของศรีลังกา เปิดให้บริการแล้ว

“อมารี โคลัมโบ” (Amari Colombo) เปรียบได้กับประตูต้อนรับนักเดินทางสู่ใจกลางเมืองหลวงของศรีลังกา ที่ซึ่งผสมผสานความสะดวกสบายสมัยใหม่เข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของศรีลังกาได้อย่างลงตัว 

ด้วยห้องพักที่กว้างขวางจำนวน 167 ห้อง ที่ตอบสนองความต้องการของนักเดินทางทั้งเพื่อการพักผ่อนและติดต่อธุรกิจ เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทิวทัศน์ที่เป็นมนต์เสน่ห์อันน่าค้นหาดั่งเพชรเม็ดงามของศรีลังกา 

จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของอมารี โคลัมโบประกอบด้วย สระว่ายน้ำบนดาดฟ้าที่มอบมุมมองแบบพาโนรามาฉายภาพเมืองที่มีชีวิตชีวาและทิวทัศน์ที่สวยงาม อีกทั้งพรั่งพร้อมด้วยร้านอาหารที่หลากหลาย อาทิ Ahāra ที่จะมอบประสบการณ์รสชาติอาหารที่อร่อยล้ำจากการปรุงอย่างสร้างสรรค์ด้วยอาหารทะเลที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน และ Prego ร้านอาหารอิตาเลียนโฮมเมดชื่อดังที่ได้มาเปิดตัวครั้งแรกในศรีลังกา นอกจากนี้ ยังมีเลานจ์และบาร์ระดับพรีเมียม เช่น The Chancellor ที่เลื่องลือในฝีมือการผสมเครื่องดื่มชั้นยอด และ Club Pahana เอ็กเซ็กคิวทีฟ เลานจ์ ที่รังสรรค์ประสบการณ์อันโดดเด่นของอาหารและเครื่องดื่ม

อมารี โคลัมโบ ตั้งอยู่ในทำเลที่ยอดเยี่ยม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของศรีลังกา โรงแรมแห่งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สะดวกสบายในการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ ของโคลัมโบได้อย่างง่ายดาย อาทิ วัดคงการามที่งดงามและสวนวิคตอเรียที่มีชีวิตชีวา ทำเลทองแห่งนี้เสริมสร้างความอบอุ่นและการต้อนรับอันเป็นเอกลักษณ์ของอมารีได้อย่างลงตัว จึงทำให้ อมารี โคลัมโบ เป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มด่ำกับบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของเมือง ขณะเดียวกันก็รังสรรค์ช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่ไม่อาจจะลืมเลือนได้ไปพร้อมกัน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.amari.com/colombo  

“อมารี เวียงจันทน์” โรงแรมระดับ Upper Upscale ที่พร้อมมอบบริการเต็มรูปแบบ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงประเทศลาว พร้อมเปิดให้บริการเดือนมีนาคม 2568

“อมารี เวียงจันทน์” (Amari Vientiane) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงอันอันแสนสงบและสวยงาม เป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น เหมาะสำหรับนักเดินทางที่มองหาความหรูหราไปพร้อมกับการดื่มด่ำวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีมนต์เสนห์ 

โรงแรมแห่งนี้ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีทจำนวน 248 ห้อง ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานความงดงามของศิลปะแบบลาวและไทยและความร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทุกห้องมอบทิวทัศน์อันน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความสงบของแม่น้ำโขง หรือทิวทัศน์ที่มีชีวิตชีวาของตัวเมือง ทำให้ทุกการเข้าพักเป็นการผสมผสานระหว่างความผ่อนคลายเพื่อการพักผ่อนและการค้นพบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำในเมืองอันงดงามแห่งนี้  

อมารี เวียงจันทน์ ตั้งอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไตเพียง 4.8 กิโลเมตร ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้า  Breeze Spa สปาที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ รวมถึงเอ็กเซ็กคิวทีฟ คลับเลานจ์ ที่สูงที่สุดในเมืองหลวง พร้อมดื่มด่ำไปกับวิวพาโนรามาอันแสนงดงามหาที่ใดเหมือน 

โรงแรมแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับการค้นพบมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเมือง เที่ยวชมตลาดที่คึกคักและมีชีวิตชีวา หรือค้นหาแหล่งท่องเที่ยวอันงดงามที่ซุกซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเดินเล่นตามริมฝั่งแม่น้ำโขงหรือออกสำรวจสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมของเวียงจันทน์ อมารี เวียงจันทน์นับได้เป็นทำเลที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเดินทางที่น่าจดจำ ณ ประเทศลาว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม: Amari Vientiane Laos

“อมารี เดอะ ไทด์ บางแสน” ที่พักริมชายหาดในมุมมองน่าตื่นตาตื่นใจของไทย ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 1 ชั่วโมง  พร้อมเปิดให้บริการเดือนพฤษภาคม 2568

“อมารี เดอะ ไทด์ บางแสน” (Amari The Tide Bangsaen) เป็นการปรับโฉมครั้งสำคัญจากเดอะ ไทด์ รีสอร์ท (The Tide Resort) สู่สถานที่พักผ่อนริมชายหาดบางแสนอันเงียบสงบในจังหวัดชลบุรี ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับชายหาดบางแสน ที่ซึ่งผสมผสานความสงบและความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างดีเยี่ยม  ด้วยทำเลที่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 1 ชั่วโมง และจากพัทยาเพียง 45 นาที โรงแรมแห่งนี้ยังสะดวกในการเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า และร้านอาหารท้องถิ่น ทำให้ อมารี เดอะ ไทด์ บางแสน เป็นสถานที่พักผ่อนที่สมบูรณ์แบบสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ

อมารี เดอะ ไทด์ บางแสน ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีทที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ จำนวน 154 ห้อง รองรับทุกความต้องการของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพักแบบครอบครัว คู่รัก หรือผู้ที่เดินทางคนเดียว ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลายทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติที่ห้องอาหาร Amaya หรือผ่อนคลายไปกับบรรยากาศสบาย ๆ ริมชายหาดที่ Aloha Beach Café ที่ที่จะมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารท่ามกลางวิวทะเลที่งดงาม

โรงแรมแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อการพักผ่อนและการทำกิจกรรมอย่างครบครัน โดยมีสปา ฟิตเนส เซ็นเตอร์ สระว่ายน้ำ และคิดส์ คลับ รองรับผู้เข้าพัก นอกจากนี้ ยังมีห้องประชุมที่รองรับผู้เข้าร่วมงานได้ถึง 900 คนสำหรับนักเดินทางเพื่อธุรกิจหรือการจัดอิเวนต์ 

ชายหาดบางแสนเป็นที่พักผ่อนริมทะเลอันเงียบสงบและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ มอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายด้วยหาดทรายสีทองทอดยาวและน้ำทะเลใส เหมาะกับการอาบแดดและเดินเล่นสบาย ๆ ริมชายหาดที่เรียงรายด้วยต้นมะพร้าวร่มรื่น แขกผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับอาหารทะเลสดใหม่และการพักผ่อนในคาเฟและร้านอาหารท้องถิ่นที่อยู่ใกล้เคียง ด้วยทำเลที่ตั้งอันเยี่ยมยอด สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และการให้บริการที่อบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ อมารี เดอะ ไทด์ บางแสน จึงพร้อมมอบประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนให้แก่ผู้เข้าพักทุกท่าน

อัปเดตโรงแรมในเครือ – “อมารี เกาะสมุย” มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การเข้าพักให้เหนือระดับด้วยการเปิดสระว่ายน้ำใหม่ในส่วน Garden Wing และหมวดห้องพักใหม่

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ยังคงมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพักโดยการปรับปรุงโรงแรมในเครือ ควบคู่ไปกับการเปิดโรงแรมใหม่และโครงการที่กำลังจะมาถึง ล่าสุด “อมารี เกาะสมุย” (Amari Koh Samui) ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากนักท่องเที่ยวในหลากหลายประเทศ ได้เปิดตัวสระว่ายน้ำใหม่อันสวยงามในส่วน Garden Wing ของรีสอร์ต ซึ่งได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนถึงความสง่างามและความสงบเงียบท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น ซึ่งการเพิ่มเติมสระว่ายน้ำใหม่ครั้งนี้ มุ่งเน้นในการตอบโจทย์นักเดินทางที่มาเป็นครอบครัว พร้อมทั้งยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเลิศและประสบการณ์การเข้าพักที่น่าประทับใจ สระว่ายน้ำแห่งนี้เป็นสระว่ายน้ำแห่งที่สามของรีสอร์ต ซึ่งแต่ละสระได้รับการออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ เสริมสร้างชื่อเสียงของ อมารี เกาะสมุย ในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการพักผ่อนและการสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจไม่อาจลืมเลือน การพัฒนาสระว่ายน้ำแห่งใหม่จะยังคงดำเนินต่อไป โดยจะมีการเพิ่มเครื่องเล่นสำหรับเด็กที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สนุกสนานอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ อมารี เกาะสมุย ยังยกระดับบริการด้วยการเปิดหมวดห้องพักใหม่ในส่วน Garden Wing โดยมีประเภทห้องให้เลือกหลากหลายประเภท ได้แก่ Superior Pool Side, Superior Pool View, และ Superior Garden View ซึ่งห้องพักแต่ละประเภทจะมอบวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแตกต่างกันออกไป และการเชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำใหม่และสวนสีเขียวอันร่มรื่นก็สามารถทำได้อย่างสะดวกมากขึ้น เพื่อให้การเข้าพักที่ได้ถูกเติมเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและราบรื่นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2568 จะมีการเปิดตัวห้องพัก Tropical Pool Side Connecting Rooms ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความเป็นส่วนตัวและการได้พักรวมกันของสมาชิกในครอบครัวและกลุ่มเพื่อน โดยมีประตูเชื่อมต่อที่ช่วยให้เดินหากันได้อย่างง่ายดาย พร้อมระเบียงที่เห็นวิวสระว่ายน้ำและสวน เพลินใจไปกับเสียงน้ำไหลที่ช่วยสร้างบรรยากาศสงบและผ่อนคลายและการใช้เวลาร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยการเปิดตัวโรงแรมใหม่และการปรับปรุงที่พักของโรงแรมในเครือของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป นับเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ อมารี ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทบริหารจัดการโรงแรมขนาดกลางที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กรุณาเข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.onyx-hospitality.com  

-(016)

นิตยสาร HELLO! จัดงาน ‘HELLO! Taste Awards 2025’ งานประกาศรางวัลสุดยอดร้านอาหารและบาร์แห่งปี

นิตยสาร HELLO! จัดงาน 'HELLO! Taste Awards 2025' งานประกาศรางวัลสุดยอดร้านอาหารและบาร์แห่งปี

นิตยสาร HELLO! จัดงาน ‘HELLO! Taste Awards 2025’ งานประกาศรางวัลสุดยอดร้านอาหารและบาร์แห่งปี

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

HELLO! Taste Awards 2025 งานประกาศรางวัลสุดยอดร้านอาหารและบาร์แห่งปี ที่คัดสรรโดยกองบรรณาธิการนิตยสาร HELLO! นักชิมแถวหน้า และเหล่าเซเลบริตี้ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารเมืองไทย

นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ร่วมกับ Scarlet M Card Platinum M card และ บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa, นมตรามะลิ, , เมกาเชฟ และ Mont Fleur น้ำแร่ 100% จากธรรมชาติ เอาใจคนรักความอร่อย จัดงานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ HELLO! Taste Awards 2025 มอบรางวัลแก่ 32 ร้านอาหารและบาร์ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างเข้มข้นโดยกองบรรณาธิการ HELLO! และเหล่ากรรมการ เซเลบริตี้ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหาร พร้อมเปิดตัวหนังสือ HELLO! Taste Guide 2025 ที่จับมือร่วมกับบัตร Scarlet M Card, Platinum M Card, บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa และนมตรามะลิ รวบรวมสุดยอดร้านอาหารในหลากหลายหมวดหมู่มากกว่า 270 ร้าน มาไว้ในเล่มเดียว ณ Camellia Ballroom โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา

งานนี้ไม่เพียงได้รับเกียรติจากบรรดาเชฟและเจ้าของร้านอาหาร ยังมีเหล่าเซเลบริตี้มาร่วมเป็นสักขีพยานความอร่อยอย่างคับคั่ง โดยมี คุณเกษสุดา มาระวิชัย บรรณาธิการบริหารนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ให้การต้อนรับ พร้อมกล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า  “นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ตั้งใจจัดทำ HELLO! Taste Guide ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี  2020 เพื่อให้เป็นคัมภีร์ความอร่อยสำหรับเหล่านักชิมทั้งหลายที่ชื่นชอบการสรรหาร้านอาหารใหม่ ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทย โดยได้รวบรวมสุดยอดร้านอาหารในหลากหลายหมวดหมู่เข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ Fine Dining ไปจนถึง Street Food ทั้งร้านระดับตำนานจนถึงร้านใหม่ล่าสุดที่น่าลิ้มลอง ซึ่งมาถึงปีนี้ HELLO! Taste Guide 2025 รวมร้านอาหารให้ทุกคนได้ตามไปชิมมากกว่า 270 ร้าน โดยหวังว่าจะเป็นไกด์ที่นำพาเหล่านักชิมไปพบเจอกับประสบการณ์ด้านรสชาติที่แตกต่างและน่าประทับใจ ไม่ว่าจะมองหาร้านอาหารแนวไหน สำหรับโอกาสอะไร เราเชื่อว่า HELLO! Taste Guide 2025 จะเป็นผู้ช่วยในการแนะนำร้านอาหารที่ดีและเหมาะกับทุกโอกาสให้กับทุกคนได้ และเพื่อต่อยอดจาก HELLO! Taste Guide 2025 นิตยสาร HELLO! ประเทศไทยยังร่วมกับ Celebrity Judges ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหาร คัดสรรที่สุดของร้านอาหารและบาร์แห่งปี เพื่อมอบรางวัล HELLO! Taste Awards เพื่อยกย่องและยกระดับวงการอาหารของไทยให้พัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วย”

ด้าน คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะ มอลล์ กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในคณะกรรมผู้ทรงคุณวุฒิ และพันธมิตรคนสำคัญ กล่าวว่า “เดอะมอลล์ให้ความสำคัญกับลูกค้านักช้อปสายกินมาตลอด  โดยพยายามแสวงหาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารรวมถึงร้านอาหารที่น่าสนใจมานำเสนอใน Destination ต่าง ๆ รวมถึงตั้งใจแนะนำจุดหมายความอร่อยที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราอยู่เสมอ เป็นเหตุผลที่ทำให้เดอะมอลล์ร่วมสนับสนุน  HELLO! Taste Guide มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยหวังว่า ไกด์บุ๊กเล่มนี้จะตอบโจทย์ลูกค้าของเรา ให้เลือกสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยได้ตรงความต้องการ และมีความสุขในการลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ มากขึ้น และต้องขอแสดงความยินดีกับทุกร้านที่ได้รับรางวัล

HELLO! Taste Awards ในครั้งนี้ ทุกร้านเหมาะสมอย่างยิ่งกับรับรางวัล และหวังว่ารางวัลนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาใหม่ ๆ ในแวดวงอาหารบ้านเรามากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป”

สำหรับรางวัล HELLO! Taste Awards 2025 มอบให้กับร้านอาหารและบาร์จำนวน 32 รางวัล แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มรางวัล ได้แก่ กลุ่มรางวัล Editors’ Choices ที่คัดเลือกโดยกองบรรณาธิการนิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ซึ่งปีนี้ มีร้านที่ได้รับรางวัลรวม 18 ร้าน และ กลุ่มรางวัล Celebrities’ Choices ที่ได้รับการโหวตจากเหล่าเซเลบริตี้ผ่านการสำรวจและลงคะแนนให้กับร้านอาหารที่ชื่นชอบในสาขาต่าง ๆ ซึ่งมีร้านที่ได้รับรางวัลรวม 14 ร้าน

HELLO! Taste Awards 2025 กลุ่มรางวัล Editors’ Choices จำนวน 18 ร้าน ได้แก่

–               หมวดอาหาร EUROPEAN – BODEGAS WINE 

–               หมวดอาหาร EUROPEAN – WOLF 984

–               หมวด MEAT FEAST – BULL & BEAR โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

–               หมวด MEAT FEAST – MADISON STEAK AVENUE โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

–               หมวด DESTINATION ภาคกลาง – DIWA ROOFTOP BAR & RESTAURANT

–               หมวด DESTINATION ภาคใต้ – FISHHOUSE RESTAURANT & BAR

–               หมวด ร้านอาหารจีน – HEI YIN (เหยหยิ่น)

–               หมวด ร้านอาหารจีน – MEI JIANG (เหม่ยเจียง) โรงแรม เดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพฯ

–               หมวด ร้านอาหารจีน – SHANG PALACE CHINESE RESTAURANT โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

–               หมวดอาหารญี่ปุ่น – YUZU SUKI

–               หมวดอาหารโอมากาเสะ – YUZU OMAKASE

–               หมวดอาหารไทยต้นตำรับ – ห้องอาหารนาวา โรงแรมเดอะสลิล ริเวอร์ไซด์

–               หมวดอาหารไทยสมัยใหม่ – ห้องอาหารนิมิตร โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพฯ

–               หมวด FINE DINING – R-HAAN (อาหาร)

–               หมวด FINE DINING – LØYROM (ลอยรอม)

–               หมวด COFFEE & TEA – BUTTERBEAR

–               หมวด COFFEE & TEA – GÂTEAU-LIEN

–               หมวด COFFEE & TEA – LITTLE HIDEOUT PÂTISSERIE

HELLO! Taste Awards 2025 กลุ่มรางวัล Celebrities’ Choices จำนวน 14 ร้าน ได้แก่

–               หมวดอาหาร ITALIAN – BIANCA

–               หมวดอาหาร ITALIAN – EMILIA RISTORANTE ITALIANO

–               หมวดอาหารเกาหลี – BORNGA

–               หมวดอาหารฝรั่งเศส – ELEMENTS, INSPIRED BY CIEL BLEU โรงแรม ดิโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพ

–               หมวดอาหารจีน – K BY VICKY CHENG

–               หมวดอาหารจีน – WAH LOK (วาล็อค) โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท

–               หมวดอาหารไทยต้นตำรับ – แก่นกรุ่ง

–               หมวดอาหารไทยต้นตำรับ – แสงท่าเตียน

–               หมวดอาหารไทยสมัยใหม่ – SAVA 

–               หมวด FINE DINING – RESTAURANT ÎNT

–               หมวด FIND DINING – ศรณ์

–               หมวดโอมากาเสะ – SUSHI MASATO 

–               หมวด WORLD CUISINE – YUÈNÁN (เยี่ยหนาน)

–               หมวด WORLD CUISINE – MS. MARIA & MR. SINGH

และนอกจากร่วมยินดีกับรางวัลต่าง ๆ บรรดาแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ยังได้ลิ้มลองซิกเนเจอร์เมนูของร้านอาหารที่ได้รับรางวัล HELLO! Taste Awards 2025 เพื่อร่วมพิสูจน์ความยอดเยี่ยมผ่าน Restaurant Showcase อาทิ ร้าน BODEGAS WINE, ร้าน BORNGA, ร้าน BULL & BEAR, ร้าน DIWA ROOFTOP BAR & RESTAURANT, ร้าน FISHHOUSE RESTAURANT & BAR, ร้าน GÂTEAU-LIEN, ร้าน HEI YIN, ร้าน K BY VICKY CHENG, ร้านแก่นกรุง, ร้าน LITTLE HIDEOUT PÂTISSERIE, ร้าน MADISON STEAK AVENUE, ห้องอาหารนาวา, ห้องอาหารนิมิต, ร้าน R-HAAN, ร้าน SAVA และร้าน WOLF 984 นอกจากนี้ยังมี Showcase จากเมกาเชฟพาร์ทเนอร์ผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน รวมถึงเพลิดเพลินกับความอร่อยจากนมตรามะลิที่รังสรรค์เมนูของว่างยามบ่ายใน Afternoon Treat Station

เหล่านักชิมและคนรักความอร่อย ห้ามพลาด ติดตามสุดยอดร้านอร่อยกว่า 270 ร้านได้ในหนังสือ HELLO! Taste Guide 2025 วางจำหน่ายแล้วในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

-(016)