หนุ่ม กรรชัย รถยางแตกบนทางด่วน แต่เจอแฟนๆ คอมเมนต์ถามเลขทะเบียน

หนุ่ม กรรชัย รถยางแตกบนทางด่วน แต่เจอแฟนๆ คอมเมนต์ถามเลขทะเบียน

29 ม.ค. 2568 11:01 น.

หนุ่ม กรรชัย รถยางแตกบนทางด่วน แต่เจอแฟนๆ คอมเมนต์ถามเลขทะเบียน

หัวจะปวดเลยทีเดียว สำหรับพิธีกรดัง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ที่ล่าสุดขับรถอยู่ดีๆ ก็เกิดเหตุการณ์ยางแตกบนทางด่วน ต้องลงมาขอความช่วยเหลือจากวินมอเตอร์ไซค์ แถมยังเจอคุณยายไล่ไปตัดผมเพราะผมยาวแล้วไม่หล่อ

หนุ่ม กรรชัย รถยางแตกบนทางด่วน แต่เจอแฟนๆ คอมเมนต์ถามเลขทะเบียน

ซึ่งในแฟนเพจ หนุ่ม กรรชัย ได้โพสต์ภาพรถหรูที่ยางแตก เขียนข้อความว่า “ยางแตกบนทางด่วน ลงมาขอความช่วยเหลือจากพี่วิน ชีวิตแต่ละมื้อแต่ละเดย์ ของหน่วง” ก่อนจะโพสต์คลิปตอนที่นั่งรอแก้ไขปัญหาเรื่องยางแตกที่วินมอเตอร์ไซค์ แต่คุณยายไล่ให้ไปตัดผม เขียนข้อความว่า “ระหว่างรอช่าง เจอยายที่วิน แกไล่ไปตัดผมอีก ” และใส่อีโมจิขำน้ำตาไหล

หนุ่ม กรรชัย รถยางแตกบนทางด่วน แต่เจอแฟนๆ คอมเมนต์ถามเลขทะเบียน

ไม่จบแค่นั้น หนุ่ม กรรชัย มีกุมขมับหนักกว่าเดิม เมื่อคอมเมนต์แฟนๆ ต่างมาขอเลขทะเบียนรถกันเป็นแถว ทำเอาเจ้าตัวคอมเมนต์เพิ่มเติมว่า “อ่านคอมเมนต์แล้ว จิตใจทำด้วยอะไร ไม่มีห่วงกูสักคำ ถามแต่ทะเบียนรถ” ทำเอาแฟนๆ แห่กดขำหนักมาก แต่ก็ยังคงถามเลขทะเบียนเหมือนเคย แม้แต่นักแสดงสาวจิตอาสา ต่าย สายธาร นิยมการณ์ ยังคอมเมนต์ถาม “ปลอดภัยก็ดีแล้วค่ะพี่หนุ่ม ว่าแต่ทะเบียนรถเลขอะไรคะ”

หนุ่ม กรรชัย รถยางแตกบนทางด่วน แต่เจอแฟนๆ คอมเมนต์ถามเลขทะเบียน

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

“คิมเบอร์ลี่” เผยแพลนมีเบบี๋รออีก 2 ปี อยากท้องพร้อม “ญาญ่า” หมาก ซ้อมอุ้มหลานแล้ว

“คิมเบอร์ลี่” เผยแพลนมีเบบี๋รออีก 2 ปี อยากท้องพร้อม "ญาญ่า" หมาก ซ้อมอุ้มหลานแล้ว

29 ม.ค. 2568 08:09 น.

“คิมเบอร์ลี่” เผยแพลนมีเบบี๋รออีก 2 ปี อยากท้องพร้อม “ญาญ่า” หมาก ซ้อมอุ้มหลานแล้ว

ไม่ได้จัดงานมานานแถมอายุครบ 33 ปี สาว “คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทลมัส” เลยขอจัดปาร์ตี้วันเกิดอลังการโดยมีเพื่อนๆสนิท รวมทั้ง หมาก-ปริญ สามี เคียงข้างไม่ห่าง เผยช็อตเดินเข้ามาในงานพร้อมกัน และตัดเค้กด้วยกันเลยถูกแซวกลายเป็นเหมือนงานฉลองวันแต่งงาน เจอ “คิม” งานเปิดตัว ยูเซอริน ไฮยาลูรอน-ฟิลเลอร์ อีพิเซลีน เซรั่ม เลยถามถึง

วันเกิดที่ผ่านมาเป็นไงบ้าง?คิมเบอร์ลี่

“ปีนี้จัดค่อนข้างใหญ่นิดนึง เพราะว่าอายุ 33 ขวบแล้วค่ะ (หัวเราะ)”

เป็นแบบที่เราต้องการเลยมั้ย?

“ยิ่งกว่าที่ต้องการค่ะ ได้คนที่มาดีไซน์งานให้ที่เก่งมาก ถูกใจมาก เราบอกเค้านิดเดียวเอง ครีเอตงานมาปังมาก”

สปอนเซอร์คือใคร คุณสามีหรือเปล่า?

“ตัวเองนี่แหละค่ะ สามีจ่ายให้บ้าง รู้สึกว่าไม่ได้ฉลองนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนโควิดเลยมั้ง มาดูรูปที่เราเคยจัดงานตั้งแต่สมัย 10 ปีที่แล้ว เป็นเมมโมรีที่ดีมากเลย มันจะมีเรื่องเล่าทุกงานในปาร์ตี้ แล้วก็ได้มาถ่ายรูปกับเพื่อนๆ แล้วก็อายุ 33 พอดีด้วย”

เชิญเพื่อนไปกี่คน?

“ประมาณ 70 ได้ ไม่คิดว่าจะมาทุกคนด้วย แต่ว่ามาหมด”

ธีมอะไร?

“ธีมทอง-ดำค่ะ คิมบอกว่าอยากได้ธีมเหมือนปาร์ตี้อยู่ที่ปารีส (หัวเราะ)”

ระหว่างคิดธีมกับชวนเพื่อนอะไรยากกว่ากัน?

“จริงๆ หาสถานที่ก็ยาก หาให้ตรงกับธีม ถือว่าได้ตรงตามที่คิดไว้”

เรียกว่าฉลองวันเกิดจริงจังมาก?

“จริงจังมากค่ะ”

คิดว่าฉลองครบรอบแต่งงาน?

“คิมก็งงเหมือนกัน ตอนเดินเข้าไปในงานก็เดินไปพร้อมกัน จริงๆคิมต้องเดินคนเดียว (หัวเราะ) โดนแซวว่าเหมือนงานแต่ง เพราะตอนเป่าเค้กก็อยู่ด้วยกัน”

ทำไมไม่ไล่หมาก บอกอยากอยู่คนเดียว ได้ของขวัญมั้ย?

“ไม่ได้ของขวัญเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ตอนเช้ามีสั่งคาเวียร์มาให้กิน มีสั่งลูกโป่งมาให้ แล้วก็สปอยล์ขั้นสุด”

นึกว่าจะเพิ่มเพชรที่อยู่ในมือ?

“พอแล้ว หนัก”

รูปที่เราลงถ้าไม่อ่านป้ายคิดว่าฉลองท้อง 3 เดือน?

“ปีนี้ยังค่ะ”

แสดงว่าตามที่หมอดูบอกไว้ว่า 2 ปี?

“อีกประมาณ 2 ปี คิดว่านะ”

ดูคิมเชื่อหมอดูมาก?

“ถ้าพูดถึงปีนี้ก็ยังไม่พร้อมด้วย ด้วยงานที่อยากทำอยู่ มันหลายอย่างเลย ยังรู้สึกไม่ลงตัว”

ญาญ่าเคยบอกว่าอยากท้องพร้อมกัน?

“ก็ดีค่ะ คงจะมันดีนะ”

มีเคยคุยกันมั้ย?

“เพิ่งคุยกันเลยค่ะ เหมือนเค้าก็มีวางแผนอะไรของเค้า เราเลยบอกท้องพร้อมกันเลยสิ มีเพื่อนอีกคนนึงกำลังอยากมีลูกคนที่ 2 ก็ดีเหมือนกัน”

จับคู่ลูกเลยมั้ย?

“คงไม่ค่ะ สงสารลูก (หัวเราะ) ต้องมาเจอพ่อแม่แบบนี้”

อยากได้แฝดมั้ย?

“ไม่ ไม่อยากได้แฝดเลย เราอยากเลี้ยงคนเดียว”

ผู้ชายหรือผู้หญิงก่อน?

“อะไรก็ได้ค่ะ เค้าเพิ่งมีหลานเหมือนเค้าจะสนใจหลานชายมากกว่า เค้าอุ้มหลานไปแล้ว เค้าอุ้มแล้วเงียบ แต่คิมอุ้มแล้วร้อง อุ้มไม่ได้เลย”

รู้เลยมีลูกใครจะเลี้ยง?

“คิมเชื่อว่าพี่หมากจะต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม ล้างขวดนม”

แม่ทำอะไร แม่ดูทีวี ปั๊มนมอย่างเดียว?

“ใช่ (หัวเราะ) คือเค้าชอบทำงานบ้านอยู่แล้ว ขนาดแค่มีสุนัข แฮร์รี่ เค้าก็ทำเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเช็ดเท้า ปั่นหู เราไม่ได้เป็นคนทำเลย”.

ส่องความเห็นผู้เชี่ยวชาญ DeepSeek แชตบอท AI จากจีนต่างจากคู่แข่งอย่างไร

ส่องความเห็นผู้เชี่ยวชาญ DeepSeek แชตบอท AI จากจีนต่างจากคู่แข่งอย่างไร

29 ม.ค. 2568 16:01 น.

ส่องความเห็นผู้เชี่ยวชาญ DeepSeek แชตบอท AI จากจีนต่างจากคู่แข่งอย่างไร

  • DeepSeek แชตบอท AI จากจีนที่เพิ่งเปิดตัวสร้างความฮือฮาในตลาดหุ้นและวงการเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก จนนักวิเคราะห์ต้องจับตาว่า แชตบอทตัวนี้มีความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร
  • แม้ DeepSeek จะเป็นของบริษัทสตาร์ทอัพในจีนที่เพิ่งก่อตั้งขั้นเมื่อปี 2023 แต่ก็สร้างเซอร์ไพรส์หลายด้าน โดยเฉพาะโมเดลใหม่ที่บริษัทอ้างว่า มีศักยภาพเทียบเท่ากับโมเดลของบริษัทสหรัฐฯอย่างOpenAI แถมยังมีประสิทธิภาพสูง ทั้งๆ ที่ลงทุนในมูลค่าที่ต่ำกว่ามาก
  • อย่างไรก็ตาม จากการทดลองใช้ของชาวเน็ต ต่างยอมรับว่าแชตบอทจากจีนตัวนี้ยังคงมีข้อจำกัดเกี่ยวกับข้อมูลที่อ่อนไหวบางส่วน โดยมีการเซ็นเซอร์ตัวเองจากการตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นอ่อนไหวในจีน ซึ่งอาจจะเป็นจุดอ่อนที่เห็นชัดเจนในเวลานี้

แชตบอทปัญญาประดิษฐ์ของ DeepSeek สตาร์ทอัพเทคโนโลยีจากจีน กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก และกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ และจีน ในการพัฒนาเทคโนโลยี AI แต่แชตบอตตัวนี้จะมาแทนที่แชตบอทยอดนิยมอื่นๆได้หรือไม่

DeepSeek คืออะไร และมีอะไรที่แตกต่างจากคู่แข่ง?

แชตบอทของ DeepSeek กลายเป็น แอปพลิเคชันฟรีที่มียอดดาวน์โหลดอันดับ 1 บน Apple App Store สำหรับไอโฟน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้คนต่างอยากรู้ว่ามันจะสามารถแข่งขันกับ ChatGPT ได้หรือไม่

สิ่งที่ทำให้วงการเทคโนโลยีของสหรัฐฯกังวลคือ DeepSeek สามารถไล่ตามบริษัทอเมริกันที่เป็นผู้นำด้าน AI ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ต้นทุนต่ำกว่ามาก จนเกิดคำถามว่า เหตุใดบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ จึงต้องทุ่มงบมหาศาลไปกับการสร้างศูนย์ข้อมูลและซื้อชิปคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนา AI ในอนาคต

ส่องความเห็นผู้เชี่ยวชาญ DeepSeek แชตบอท AI จากจีนต่างจากคู่แข่งอย่างไร

DeepSeek ก่อตั้งเมื่อไหร่?

บริษัท DeepSeek ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน และเปิดตัวโมเดล AI ขนาดใหญ่ตัวแรกในปีเดียวกัน

DeepSeek เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในอุตสาหกรรม AI เมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากเปิดตัวโมเดลใหม่ที่บริษัทอ้างว่า มีศักยภาพเทียบเท่ากับโมเดลของบริษัทสหรัฐฯ เช่น OpenAI ซึ่งเป็นผู้สร้าง ChatGPT และยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าในการใช้ชิป Nvidia ที่มีราคาแพง ในการฝึกระบบ AI บนฐานข้อมูลขนาดใหญ่

ผลกระทบต่อตลาดหุ้น

หุ้นของ Nvidia ร่วงลง 17% ในวันจันทร์ แต่ทาง Nvidia ก็ออกแถลงการณ์ชื่นชม DeepSeek ว่าเป็นความก้าวหน้าที่ยอดเยี่ยมของ AI โดยงานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ DeepSeek R1 ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่ฉลาดขึ้นและต้นทุนต่ำกว่า โดยมีทักษะการให้เหตุผลขั้นสูง เช่น การปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ในการแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์ และยังมีราคาถูกกว่าโมเดล o1 ของ OpenAI อย่างมาก

สิ่งที่ทำให้ DeepSeek แตกต่างจากคู่แข่งอย่าง OpenAI คือ โมเดลของบริษัทเป็นระบบ “Open Source” หรือ เปิดให้สาธารณะเข้าถึงและแก้ไขได้ฟรี อย่างไรก็ตาม DeepSeek ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่ใช้ในการฝึกโมเดล

อีกเรื่องที่ทำให้ DeepSeek R1 ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ความสามารถในการใช้เทคนิค “Test Time Scaling” ซึ่ง Nvidia อธิบายว่า เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการพัฒนา AI ที่สามารถ แสดงกระบวนการคิดของตัวเองและนำไปใช้ฝึกฝนเพิ่มเติม โดยไม่ต้องป้อนข้อมูลใหม่

DeepSeek จึงไม่เพียงแค่เป็นคู่แข่งของ ChatGPT แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนสมดุลการแข่งขันระหว่าง จีนและสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรม AI อีกด้วย

ส่องความเห็นผู้เชี่ยวชาญ DeepSeek แชตบอท AI จากจีนต่างจากคู่แข่งอย่างไร

ความเห็นของนักวิชาการ

แฮริน เซลลาเฮวา คณบดีคณะคอมพิวเตอร์ กฎหมาย และจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยบัคกิ้งแฮม อธิบายว่า แนวคิดในการใช้งานแชตบอตเอไอก็คือ การกำหนดคำสั่งหรือคำถามมุ่งไปยังส่วนเฉพาะของโมเดลภาษาของ AI แทนที่จะส่งคำถามไปยังโมเดลทั้งหมด ซึ่งช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในความเป็นจริง จำนวนพารามิเตอร์ที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI นั้นมีขนาดใหญ่มาก นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบที่เรียกว่า โทเคน ซึ่งก็มีจำนวนมากเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบกับโมเดล AI อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณต้องการวิธีแก้ปัญหา คุณจะถามเฉพาะส่วนของโมเดล AI ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น เปรียบเทียบได้กับ การใช้สมองของมนุษย์ คุณไม่ได้ใช้สมองทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาหนึ่งอย่าง แต่คุณใช้ เฉพาะส่วนของสมองที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหานั้น

และแม้ว่าโมเดลนี้จะใช้ ปริมาณข้อมูลมหาศาล แต่ DeepSeek มีข้อได้เปรียบตรงที่ สามารถต่อยอดจากงานของ ChatGPT และโมเดลอื่นๆ ได้ เนื่องจากพวกเขาได้พัฒนาโมเดลเหล่านี้มาหลายปีแล้ว โดยใช้ทรัพยากรจำกัด ซึ่งเป็นจุดแตกต่างที่สำคัญ

นอกจากนี้ DeepSeek เป็นโอเพ่นซอร์ส ซึ่งหมายความว่า นักพัฒนาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยอาศัย DeepSeek ซึ่งแตกต่างจาก ChatGPT ที่มีข้อจำกัดบางอย่างที่อาจจะไม่สามารถนำไปต่อยอดได้

ขณะที่เคย์ลา บลอมควิสต์ นักวิจัยจากสถาบันอินเทอร์เน็ตออกซ์ฟอร์ด ระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยที่อยู่เบื้องหลังโมเดลนี้ เช่น น้ำหนักของโมเดล โครงสร้างของโมเดล กระบวนการที่ใช้พัฒนา รวมถึงโค้ดที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดเพื่อนำไปปรับแต่งและดำเนินการเองได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นในโมเดลคู่แข่งอย่าง ChatGPT มาก่อน โมเดลนี้จึงเปลี่ยนเกมไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีกลุ่มผู้ใช้งานที่กว้างขึ้น ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ และสิ่งนี้ยังส่งผลกระทบต่อแผนการสร้างรายได้ของบริษัท AI ตะวันตกหลายแห่งที่กำลังพัฒนาโมเดลในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม จากการทดลองใช้งาน Deepseek แชตบอตปัญญาประดิษฐ์น้องใหม่จากจีน พบว่า DeepSeek จะมีการเซ็นเซอร์ตัวเองหรือเลี่ยงที่จะตอบคำถามในประเด็นที่อ่อนไหวในจีน ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง จตุรัสเทียนอันเหมือน คำถามเกี่ยวกับสีจิ้นผิง หรือ Winnie the Pooh เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติเช่นเดียวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนที่จะไม่สามารถเสิร์ทค้นข้อมูลในประเด็นอ่อนไหวต่างๆได้เช่นกัน ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดอ่อนสำคัญของแชตบอตตัวนี้ที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีของโลกได้อย่างสมบรูณ์.

ผู้เรียบเรียง : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : AP , NDTV

อ่านข่าวเกี่ยวกับ รายงานพิเศษ

“โมนา ลิซา” จ่อถูกย้าย ฝรั่งเศสเตรียมยกเครื่องพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ครั้งใหญ่

"โมนา ลิซา" จ่อถูกย้าย ฝรั่งเศสเตรียมยกเครื่องพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ครั้งใหญ่

29 ม.ค. 2568 12:17 น.

“โมนา ลิซา” จ่อถูกย้าย ฝรั่งเศสเตรียมยกเครื่องพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ครั้งใหญ่

ภาพวาดโมนาลิซา จะถูกย้ายไปยังพื้นที่จัดแสดงแห่งใหม่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงครั้งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก

ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ยืนอยู่ด้านหน้าผลงานชิ้นเอกของเลโอนาร์โด ดา วินชี ขณะประกาศว่าภาพวาดโมนาลิซา จะถูกย้ายไปยังพื้นที่จัดแสดงแห่งใหม่ในพิพิธภัณฑ์ ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับในปี 2031 และผู้เข้าชมจะต้องเสียค่าเข้าชมแยกต่างหาก

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเผยโครงการ New Renaissance ซึ่งจะรวมถึงการแข่งขันระดับนานาชาติเพื่อออกแบบทางเข้าแห่งที่สองเพื่อบรรเทาความแออัดที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้เข้าชมใต้พีระมิดกระจกอันโด่งดัง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเข้าชมจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า ทำให้ผู้อยู่อาศัยนอกสหภาพยุโรป รวมถึงนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักร ต้องจ่ายเงินตั๋วเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ นายมาครงประกาศแผนดังกล่าว ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อคำเตือนของนางลอว์เรนซ์ เดส์ การ์ส ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ซึ่งระบุว่าพิพิธภัณฑ์กำลังประสบปัญหาใหญ่จากความแออัดและโครงสร้างพื้นฐานที่ล้มเหลว

ในจดหมายถึงรัฐบาลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อต้นเดือนนี้ นางเดส์ คาร์ส กล่าวว่า พีระมิดกระจก ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา ถูกใช้เป็นจุดเข้าถึงเฉพาะของห้องจัดแสดงนั้น “ไม่สามารถรองรับ” จำนวนผู้เข้าชมที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9 ล้านคนต่อปีได้เนื่องจากปัญหาทางโครงสร้าง เธอยังกล่าวอีกว่า “ในมุมมองของทุกคน การจัดแสดงโมนาลิซ่าเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา”

จากผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ 30,000 คนต่อวัน ราวสามในสี่คนไปชมภาพวาดของเลโอนาร์โด ดา วินชี แต่ประสบการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นการทดสอบความอดทน โดยมีฝูงชนจำนวนมากถูกบีบให้เดินผ่านห้องโถง Salle des Etats และมีเวลาเฉลี่ย 50 วินาทีในการชมภาพวาดและถ่ายรูป นางเดส์ คาร์สกล่าวในจดหมายว่า “สาธารณชนไม่มีทางเข้าใจผลงานของศิลปินได้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับภารกิจทั้งหมดของเราในการให้บริการสาธารณะ” 

ภายใต้โครงการของนายมาครง ด้านหน้าทางทิศตะวันออกของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยเสาหินแบบคลาสสิก ด้านหน้ามีคูน้ำเทียม และลานกลางแจ้งที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน จะได้รับการออกแบบใหม่ ทางเข้าแห่งใหม่จะทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการใต้ดินแห่งใหม่ใต้ลาน Cour Carré ได้ทันที ซึ่งจะเชื่อมต่อกับพื้นที่ใต้พิรามิด

นายมาครงกล่าวว่า พื้นที่ด้านหน้าแห่งใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่โครงการ “กรอง ลูฟร์” (Grand Louvre) ของประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ มิตแตร์รอง เมื่อ 40 ปีที่แล้ว จะเชื่อมโยงกับแผนของกรุงปารีสในการสร้างโซนสีเขียว ที่เต็มไปด้วยต้นไม้บนลานกลางแจ้ง เขากล่าวว่าจะช่วยบูรณาการพิพิธภัณฑ์เข้ากับเมืองและ “คืนให้ชาวปารีส”

เขายังกล่าวอีกว่า การนำเอาภาพโมนาลิซาออกจากตำแหน่งปัจจุบัน จะช่วยให้พิพิธภัณฑ์สามารถจัดแสดงได้อย่างเหมาะสม และทำให้ชมผลงานชิ้นเอกอื่นๆ ที่ “มักถูกมองข้าม” ซึ่งจัดแสดงอยู่ใน Salle des Etats ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ งานปรับปรุงครั้งใหญ่ยังจะดำเนินการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย รวมถึงห้องน้ำ ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับพักผ่อน โดยใช้งบประมาณรวมอยู่ที่ประมาณหลายร้อยล้านยูโร

มาครงกล่าวว่าโครงการนี้จะไม่กระทบต่อผู้เสียภาษี เนื่องจากจะได้รับเงินทุนจากการขายตั๋ว การบริจาค และข้อตกลงสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ลูฟร์อาบูดาบี.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สิงคโปร์เตรียมทดลอง ระบบรถเมล์อัตโนมัติแบบไร้คนขับ เริ่มกลางปี 2569

สิงคโปร์เตรียมทดลอง ระบบรถเมล์อัตโนมัติแบบไร้คนขับ เริ่มกลางปี 2569

29 ม.ค. 2568 12:02 น.

สิงคโปร์เตรียมทดลอง ระบบรถเมล์อัตโนมัติแบบไร้คนขับ เริ่มกลางปี 2569

สิงคโปร์เตรียมทดลองเดินรถเมล์ระบบอัตโนมัติแบบไร้คนขับ โดยมีเป้าหมายเริ่มทดลองระยะ 3 ปี บนเส้นทางที่กำหนด 2 เส้นทาง ซึ่งจะเริ่มช่วงกลางปี 2569 เพื่อให้บริการที่สะดวกและปลอดภัย

วันที่ 29 มกราคม 2568 สำนักงานการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ ประกาศเตรียมการทดลองให้บริการรถโดยสารประจำทางระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เริ่มต้นด้วยรถเมล์จำนวน 6 คัน แต่ละคันมีที่นั่งอย่างน้อย 16 ที่นั่ง และเลือกใช้งานเส้นทางที่มีระยะสั้นและสัญจรง่าย

โดยในระยะแรกจะมีพนักงานขับรถประจำอยู่บนรถเมล์อัตโนมัติเพื่อดูแลการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย อาทิ การรับและส่งผู้โดยสารอย่างปลอดภัยตามจุดจอดที่กำหนด โดยผู้โดยสารจะต้องนั่งอยู่กับที่และคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง และอาจมีเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าประจำอยู่ด้วยเพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือ

เมื่อระบบแสดงให้เห็นว่าสามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติและมีการควบคุมจากระยะไกลที่น่าเชื่อถือได้แล้ว เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยจากระยะไกลจะมาดำเนินงานแทนพนักงานขับรถ ขณะที่สำนักงานฯ จะติดตามการทำงานของรถโดยสารแบบเรียลไทม์ตลอดช่วงการทดลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความสอดคล้องกับข้อกำหนดต่างๆ

ทางการระบุว่า โครงการนำร่องนี้มีเป้าหมายประเมินความเป็นไปได้ทางเทคนิค และศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการดำเนินงานของยานยนต์ประเภทนี้ทั้งในระดับให้บริการเป็นรายคันและระดับกองยานยนต์ พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมร่วมส่งข้อเสนอสำหรับโครงการนำร่องเพื่อทดสอบรถโดยสารประจำทางอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายเริ่มทดลองให้บริการรถเมล์อัตโนมัติ ระยะ 3 ปี บนเส้นทางที่กำหนด 2 เส้นทาง ซึ่งจะเริ่มช่วงกลางปี 2569

ทั้งนี้ หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จอาจมีการจัดซื้อรถเมล์อัตโนมัติเพิ่มสูงสุด 14 คัน และเพิ่มเส้นทางทดลองอีก 2 เส้นทาง โดยคาดว่าจะมีการมอบสัญญาโครงการนำร่องภายในปลายปี 2568

นาฬิกาวันสิ้นโลกขยับเข็มมาอยู่ใกล้เที่ยงคืน

นาฬิกาวันสิ้นโลกขยับเข็มมาอยู่ใกล้เที่ยงคืน

29 ม.ค. 2568 11:50 น.

นาฬิกาวันสิ้นโลกขยับเข็มมาอยู่ใกล้เที่ยงคืน

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ตัดสินใจขยับเข็ม “นาฬิกาวันสิ้นโลก” อยู่ห่างจากเที่ยงคืน หรือ หายนะ ที่ 89 วินาที เนื่องจากมองเห็นปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงเข้าใกล้หายนะ โดยเวลาที่ถูกปรับลดลงเป็นการสะท้อนถึงสถานการณ์โลกที่เลวร้ายลง


วันที่ 29 มกราคม 2568 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากองค์การจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู (The Bulletin of the Atomic Scientists-BAS) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ประกาศว่า เข็มของ “ดูมส์เดย์ คล็อก” (Doomsday Clock) หรือ “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ปี 2567 ได้ถูกขยับมาอยู่ที่ 89 วินาทีก่อนถึงหายนะ จากเดิมอยู่ที่ 90 วินาทีก่อนหายนะตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

นายแดเนียล โฮลซ์ ประธานองค์การ BAS ให้เหตุผลในการขยับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกมาอยู่ที่ 89 วินาทีก่อนถึงเที่ยงคืนว่า เป็นเพราะในปีที่ผ่านมาไม่เห็นความคืบหน้าที่เพียงพอ หรือความคืบหน้าเชิงบวกสำหรับความท้าทายระดับโลกที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยคุกคามทางชีวภาพ และความก้าวหน้าในเทคโนโลยีที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ส่วนเหตุผลอื่นๆ ไดแก่ สงครามในยูเครนซึ่งอาจทำให้สถานการณ์บานปลายไปถึงขั้นสงครามนิวเคลียร์ การขาดการลงมือทำเพื่อแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพใหม่

ทั้งนี้ BAS ใช้นาฬิกาวันสิ้นโลกเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นไปได้และความเป็นไปได้ที่ผู้คนจะทำบางอย่างเพื่อยุติมนุษยชาติ ตั้งแต่ปี 1947 โดยจะพิจารณาเรื่องการปรับเข็มนาฬิกาเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ว่า โลกเสี่ยงเข้าใกล้หายนะวันสิ้นโลกมาเพียงใด โดยเวลาที่ลดลงจะสะท้อนถึงสถานการณ์โลกที่เลวร้ายลง.

ทำเนียบขาวเสนอแผนลาออกโดยสมัครใจ จูงใจข้าราชการ 2 ล้านคน

ทำเนียบขาวเสนอแผนลาออกโดยสมัครใจ จูงใจข้าราชการ 2 ล้านคน

29 ม.ค. 2568 11:29 น.

ทำเนียบขาวเสนอแผนลาออกโดยสมัครใจ จูงใจข้าราชการ 2 ล้านคน

รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้เสนอแผนจูงใจทางการเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกว่า 2 ล้านคนให้ลาออกโดยสมัครใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดขนาดของรัฐบาลสหรัฐฯ ลง

รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้เสนอแผนจูงใจทางการเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกว่า 2 ล้านคนให้ลาออกโดยสมัครใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดขนาดของรัฐบาลสหรัฐฯ ลง

โดยอีเมลที่ส่งถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาล ระบุว่า “โครงการลาออกโดยสมัครใจ” จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังคงรับเงินเดือนได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน แต่ไม่ต้องทำงานในสถานที่จริง และอาจถูกลดหรือยกเลิกหน้าที่ในระหว่างนี้ 

อีเมลดังกล่าวให้เวลาพนักงานรัฐบาลจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ในการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่ โดยได้แนะนำให้พนักงานที่สนใจตอบกลับอีเมลจากบัญชีของรัฐบาลและพิมพ์คำว่า “ลาออก” ข้อเสนอนี้ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน ยกเว้นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคนเข้าเมืองและความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงผู้ที่ทำงานให้กับไปรษณีย์สหรัฐฯ อีเมลดังกล่าวยังระบุว่า ฝ่ายบริหารคาดว่าจะเห็น “กำลังคนที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากขึ้น”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มประกาศแผนการยุบ ยกเลิก และปรับโครงสร้างรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เพื่อให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญทางการเมืองของเขา ขณะที่มีเจ้าหน้าที่พลเรือนในสหรัฐฯ ประมาณ 2.3 ล้านคน ไม่รวมหน่วยงานไปรษณีย์ โดยเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง คิดเป็นส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง แต่มีคนหลายแสนคนที่ทำงานทั่วประเทศในหน้าที่ดูแลการดูแลสุขภาพทหารผ่านศึก การเกษตร และชำระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล รวมถึงตำแหน่งงานอื่นๆ

อีเมลดังกล่าวระบุว่า แม้ว่ากองทัพและหน่วยงานบางแห่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ แต่หน่วยงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะลดขนาดลงผ่านการปรับโครงสร้างและเลิกจ้าง และเตือนว่าไม่สามารถรับประกันงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางได้ “ในขณะนี้ เราไม่สามารถให้คำมั่นสัญญากับคุณได้อย่างเต็มที่เกี่ยวกับความแน่นอนของตำแหน่งหรือหน่วยงานของคุณ แต่หากตำแหน่งของคุณถูกยกเลิก คุณจะได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี การปฏิรูปกำลังคนของรัฐบาลกลางจะมีความสำคัญมาก”

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจำนวนมากมีสหภาพแรงงานเป็นตัวแทนและได้รับการคุ้มครองการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ บันทึกดังกล่าวระบุว่ารัฐบาลกลางมีแผนที่จะใช้การพักงานชั่วคราวและจัดประเภทเจ้าหน้าที่จำนวนมากใหม่เป็น “สถานะตามต้องการ” ซึ่งอนุญาตให้ผู้จ้างงานลดจำนวนเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหรือให้เหตุผล ทั้งนี้ เงินชดเชยจากรัฐบาลกลางโดยทั่วไปมีวงเงินสูงสุดที่ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ

บันทึกที่ไม่ได้มีการลงนาม ส่งจากที่อยู่อีเมลใหม่ hr@opm.gov ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาโดยรัฐบาลทรัมป์ มีหัวข้อว่า “ทางแยก”

สหภาพพนักงานกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประมาณ 150,000 คน เตือนสมาชิกว่า “อีเมลนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อล่อใจหรือขู่ให้คุณลาออก” และกล่าวว่า “เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณอย่าลาออกเพื่อตอบโต้”

ในอีเมลแยกถึงหน่วยงานต่างๆ สำนักงานบริหารงานบุคคลทำเนียบขาวได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางที่เข้าร่วมโครงการ “ควรได้รับการมอบหมายหน้าที่ใหม่หรือปลดออกจากงานโดยเร็ว และให้ลาพักงานโดยรับเงินเดือนจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาลาออกที่เลื่อนออกไป”

เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางสามารถรับงานอื่นได้ และจะยังคงได้รับผลประโยชน์จากการเกษียณอายุจนถึงวันที่ 30 กันยายน หน่วยงานต่างๆ สามารถยกเว้นตำแหน่งบางตำแหน่งจากข้อเสนอได้

หัวหน้าหน่วยงานของรัฐบาลกลางถูกขอให้ระบุเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในช่วงทดลองงานหรือมีอายุงานไม่ถึง 2 ปี เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะถูกปลดได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ ทรัมป์ยังออกคำสั่งระงับการจ้างงานของรัฐบาลกลาง ยกเว้นงานในกองทหาร กองกำลังตรวจคนเข้าเมือง ความมั่นคงแห่งชาติ และความปลอดภัยสาธารณะ.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

หลายประเทศทั่วโลกจัดงานฉลองตรุษจีนคึกคัก

หลายประเทศทั่วโลกจัดงานฉลองตรุษจีนคึกคัก

29 ม.ค. 2568 11:22 น.

หลายประเทศทั่วโลกจัดงานฉลองตรุษจีนคึกคัก

จีนจัดงานกาลาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อฉลองการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ขณะที่ชุมชนชาวจีนในหลายประเทศทั่วโลกต่างจัดกิจกรรมฉลองเนื่องในวันตรุษจีนกันอย่างยิ่งใหญ่ทั้งที่ รัสเซีย อาร์เจนตินา เวียดนาม ฮ่องกง รวมทั้งเมียนมา

ที่ประเทศจีน ทุกๆ มณฑลต่างมีการจัดงานเฉลิมฉลองตุรษจีนอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการจัดงานกาลาสุดอลังการโดยไชนามีเดียกรุ๊ปเป็นเจ้าภาพ ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ซึ่งจะมีเวทีใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง และมีเวทีย่อยของเมืองใหญ่ทั้ง ฉงชิ่ง ลาซา อู่ฮั่น และอู่สี ซึ่งต่างจัดเต็มการแสดงโชว์ทั้งร้องเพลงเต้นรำ และโชว์วัฒนธรรมพื้นเมืองต่างๆของประเทศจีนด้วย

นครฉงชิ่ง จัดแสดงโคมไฟฉลองตรุษจีน
นครฉงชิ่ง จัดแสดงโคมไฟฉลองตรุษจีน

ส่วนที่ฮ่องกง ผู้คนหลายร้อยคน ต่างเข้าแถวรอตั้งแต่ช่วงเย็นของวันอังคาร ก่อนถึงเที่ยงคืนในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับตรุษจีน ที่วัดหว่องไท่ซิน อันเลื่องชื่อของฮ่องกง ซึ่งเป็นวัดลัทธิเต๋า เพื่อขอพรและโชคลาภ โดยเชื่อว่ายิ่งพวกเขามาขอพรในช่วงข้ามคืนก่อนคนอื่นๆ ก็จะมีโอกาสสมหวังมากขึ้น

ที่เวียดนาม มีการแสดงพลุสว่างไสวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน โดยนอกจากจะมีการจุดพลุแล้ว ยังมีการเดินขบวนพาเหรด และไหว้เจ้า เพื่อขจัดโชคร้ายและต้อนรับความมั่งคั่งเข้าสู่ปีใหม่

กรุงมอสโก ฉลองตรุษจีนสุดอลังการ
กรุงมอสโก ฉลองตรุษจีนสุดอลังการ

ส่วนที่กรุงมอสโกของรัสเซีย ก็มีการจัดงานฉลองตรุษจีน ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีน โดยมีการจัดขบวนพาเหรดสุดตระการตาที่มีทั้งนักตีกลอง นักเต้น การเชิดมังกรเคลื่อนผ่านถนนสายหลักที่ประดับประดาไฟอย่างสวยงาม ซึ่งงานเฉลิมฉลองจะดำเนินต่อไปเป็นเวลา 10 วันในสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง โดยจะมีนิทรรศการกลางแจ้ง ตลาดอาหาร การแสดงศิลปะพื้นบ้านจีนและของที่ระลึกให้ผู้คนได้จับจ่ายกันอย่างเพลิดเพลิน

ย่านไชน่าทาวน์ของอาร์เจนตินาในกรุงบัวโนสไอเรส มีประชาชนหลายพันคนและสมาชิกชุมชนชาวจีนในท้องถิ่นมารวมตัวกัน เพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของปีมะเส็ง ด้วยการเชิดมังกร และเชิดสิงโต มีการแสดงดนตรี พร้อมออกร้านขายอาหารกันอย่างคึกคัก โดยไชน่าทาวน์ในกรุงบัวโนสไอเรสเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว และในแต่ละปี งานเฉลิมฉลองตรุษจีนก็ดึงดูดฝูงชนได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีจำนวนประชากรชาวจีนและลูกหลานชาวจีนในอาร์เจนตินาประมาณ 150,000 คน

เชิดสิงโตในนครย่างกุ้ง
เชิดสิงโตในนครย่างกุ้ง
บรรยากาศฉลองตรุษจีนในเมียนมา
บรรยากาศฉลองตรุษจีนในเมียนมา

ส่วนที่เมียนมา ที่มีการเฉลิมฉลองตรุษจีนเช่นเดียวกัน โดยมีการเชิดสิงโตไปตามท้องถนนในย่างกุ้ง ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมหลายพันคน นอกจากการเฉลิมฉลองตามประเพณีแล้ว ยังมีกิจกรรมแสดงดนตรีและละครเวที รวมถึงตลาดที่จำหน่ายสินค้าจีนแบบดั้งเดิมและอาหารพื้นเมืองด้วย โดยเทศกาลตรุษจีนปีนี้มาถึงท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายในเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสงครามกลางเมือง โดยกองกำลังกองโจรและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ต่อต้านการรัฐประหารสามารถยึดพื้นที่จากกองทัพเมียนมาได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง.

ที่มา : เอพี

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตรุษจีน

ชุลมุนเหยียบกันในงานกุมภเมลาของอินเดีย ดับ 15 ศพ เจ็บเพียบ (คลิป)

ชุลมุนเหยียบกันในงานกุมภเมลาของอินเดีย ดับ 15 ศพ เจ็บเพียบ (คลิป)

29 ม.ค. 2568 10:14 น.

ชุลมุนเหยียบกันในงานกุมภเมลาของอินเดีย ดับ 15 ศพ เจ็บเพียบ (คลิป)

เกิดเหตุชุลมุนเหยียบกันในงานประเพณีทางศาสนามหากุมภเมลาที่อินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 ศพ ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย ขณะที่ผู้คนหลายหมื่นคนไปเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาในเทศกาลมหากุมภเมลาอันยิ่งใหญ่ในประเทศอินเดีย โดยฝูงชนต่างพากันกรูกันไปอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในเมืองพระยาคฤห ทางตอนเหนือของประเทศ จนเกิดเหตุเบียดเสียดกัน ตามมาด้วยความโกลาหลมีคนล้มและเหยียบกันเมื่อช่วงเช้าวันพุธ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ และได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น

ชุลมุนเหยียบกันในงานกุมภเมลาของอินเดีย ดับ 15 ศพ เจ็บเพียบ (คลิป)

ล่าสุด ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของความตื่นตระหนก โดยมีรายงานเพียงว่า ผู้บาดเจ็บจำนวนมากถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดเพราะมีผู้คนที่ประสบเหตุจำนวนมาก

ทั้งนี้ เทศกาลมหากุมภเมลา เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม โดยทางการคาดการณ์ว่าภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์ของเทศกาลนี้ จะมีผู้เข้างานร่วมมากกว่า 400 ล้านคน โดยผู้ศรัทธาจากทั่วอินเดียจะมารวมตัวกันเพื่ออาบน้ำ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา และแม่น้ำสรัสวดีในตำนาน โดยเหตุการณ์เหยียบกันตายเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในงานเทศกาลทางศาสนาในอินเดีย เนื่องจากมีฝูงชนจำนวนมากรวมตัวกันในพื้นที่จำกัดซึ่งมักมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ดีและมาตรการความปลอดภัยไม่เพียงพอ

ชุลมุนเหยียบกันในงานกุมภเมลาของอินเดีย ดับ 15 ศพ เจ็บเพียบ (คลิป)
ชุลมุนเหยียบกันในงานกุมภเมลาของอินเดีย ดับ 15 ศพ เจ็บเพียบ (คลิป)

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินเดีย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ เบรกทรัมป์ สั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ เบรกทรัมป์ สั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง

29 ม.ค. 2568 06:37 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ เบรกทรัมป์ สั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง

ผู้พิพากษาศาลสหรับฯ ออกโรงระงับคำสั่งของทำเนียบขาว ที่ให้แช่แข็งเงินช่วยเหลือและเงินกู้จากรัฐบาลกลางทั้งหมด หวั่นเกิดความโกลาหล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานจัดการบริหารและงบประมาณของทำเนียบขาวสหรัฐฯ (OMB) มีคำสั่งระงับการให้เงินช่วยเหลือ, เงินกู้ หรือความช่วยเหลืออื่นๆ จากรัฐบาลกลางทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. วันอังคารที่ 28 ม.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

คำสั่งดังกล่าวได้รับการเปิดเผยผ่านจดหมายเหตุของ OMB ที่รั่วไหลออกมา ทำให้เกิดความปั่นป่วนและความสับสนไปทั่วว่า โครงการใดที่จะได้รับผลกระทบ ขณะที่นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำ สว.เดโมแครต ออกมาเตือนว่า การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดการจ่ายค่าแรงหรือค่าเช่าไม่ตรงเวลา และทำให้เกิดความโกลาหล

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่นาทีก่อนที่คำสั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลางจะเริ่มบังคับใช้ น.ส.ลอเรน อาลิคัน ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็เข้าแทรกแซง โดยมีคำตัดสินว่า รัฐบาลทรัมป์จะไม่สามารถระงับการให้งบประมาณแก่โครงการที่มีอยู่แล้วได้จนถึงเวลา 17.00 น. วันจันทร์ที่ 3 ก.พ.เป็นอย่างน้อย

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าโครงการใดจะได้รับผลกระทบจากการระงับเงินช่วยเหลือบ้าง เพราะทุนจากรัฐบาลถูกมอบให้ตั้งแต่ โครงการสแตมป์อาหาร, ประกันสุขภาพ, โครงการการศึกษาปฐมวัย, เงินอุดหนุนทำการเกษตร, เงินช่วยเหลือต่างประเทศ, เงินประกันสังคม, เงินกู้การศึกษา และอื่นๆ อีกหลายร้อยโครงการ

น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวบอกกับผู้สื่อข่าวก่อนหน้านี้ว่า เงินช่วยเหลือที่ถูกมอบให้แก่บุคคลโดยตรงจะไม่ถูกรวมในการระงับเงินช่วยเหลือนี้ แต่เธอไม่ระบุอย่างเจาะจงว่า โครงการใดจะได้รับผลกระทบบ้าง หรือ การหยุดให้เงินช่วยเหลือจะกระทบต่อผู้ที่ต้องพึ่งพามันอย่างไร

แต่ น.ส.ลีวิตต์ระบุว่า มาตรการนี้ ไม่ใช่การระงับการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลกลางแบบปูพรมอย่างที่เข้าใจกัน แต่จะมุ่งเน้นไปที่โครงการของเดโมแครตเป็นหลัก และทุกหน่วยงานสามารถยื่นเรื่องมายังรัฐบาลเพื่อขอให้เงินสนับสนุนของพวกเขาดำเนินต่อไปได้

“หากพวกเขารู้สึกว่า เป็นโครงการที่จำเป็นและสอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดี สำนักงานจัดการบริหารและงบประมาณ จะทบทวนนโยบายเหล่านั้น” น.ส.ลีวิตต์กล่าว

ขณะที่ตารางการทำงานที่สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ได้รับมาระบุว่า มีโครงการและหน่วยงานมากกว่า 2,000 รายการที่ต้องส่งข้อมูลให้แก่ OMB ว่ามีโครงการใดที่ได้รับงบประมาณที่เกี่ยวกับ ผู้อพยพผิดกฎหมาย, โลกร้อน, ความหลากหลาย (DEI) หรือการทำแท้งหรือไม่ ภายในเวลา 2 สัปดาห์

เอกสารแสดงให้เห็นด้วยว่า โครงการของรัฐบาลหลายร้อยโครงการกำลังอยู่ระหว่างการทบทวน รวมถึงโครงการจัดหาสถานที่เก็บธัญพืชสำหรับชาวไร่, โครงการการศึกษาก่อนวัยเรียน หรือ Head Start, เงินช่วยเหลือศูนย์มะเร็ง หรือกระทั่งโครงการจัดหาโลงศพสำหรับทหารผ่านศึกผู้วายชนม์โดยไม่มีญาติใกล้ชิด