“2025 Seventeen Pop-up in Bangkok” ป๊อปอัพที่มอบความเอ็กซ์คลูซีฟและประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น

“2025 Seventeen Pop-up in Bangkok” ป๊อปอัพที่มอบความเอ็กซ์คลูซีฟและประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น

27 ม.ค. 2568 19:00 น.

“2025 Seventeen Pop-up in Bangkok” ป๊อปอัพที่มอบความเอ็กซ์คลูซีฟและประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น

สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์ล้ำสมัย เชิญชวนทุกคนมาร่วมค้นหา สร้างสรรค์ และพัฒนาประสบการณ์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ เพื่อเฉลิมฉลองคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ SEVENTEEN [RIGHT HERE] WORLD TOUR อย่างยิ่งใหญ่ พบกับป๊อบอัพ “2025 SEVENTEEN POP-UP in BANGKOK” กลับมาอีกครั้ง ในวันที่ 26 มกราคม – 23 มีนาคม 2025 ณ ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่

SEVENTEEN [RIGHT HERE] WORLD TOUR จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2025 และวันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2025 ณ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน โดยบัตรเข้าชมทั้งสองรอบได้ถูกจำหน่ายหมดแล้ว ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความนิยมอย่างล้นหลามของ SEVENTEEN และฐานแฟนคลับที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ “2025 SEVENTEEN POP-UP in BANGKOK” กลับมาพร้อมมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นสำหรับแฟนๆ

ไฮไลต์พิเศษ ภายในร้านป๊อปอัพ แฟนๆ จะได้พบกับสินค้ามากมาย เช่น MINITEEN ที่น่ารัก สินค้าที่เกี่ยวกับคอนเสิร์ต และอื่นๆ อีกมากมาย ผู้เข้าชมยังจะมีโอกาสพิเศษในการถ่ายภาพกับอุปกรณ์ประกอบฉากจากคอนเสิร์ตล่าสุดของ SEVENTEEN และเลือกซื้อของที่ระลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะในประเทศไทย เช่น พวงกุญแจ BONGBONGEE, magnets, and smartphone grip holders ซึ่งออกแบบมาเพื่อโอกาสพิเศษนี้โดยเฉพาะ

อย่าพลาดประสบการณ์สุดพิเศษที่ “2025 SEVENTEEN POP-UP in BANGKOK” ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม – 23 มีนาคม 2025 ณ ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่

เปิดภาพ น้องณดา ออกงานกับ พ่อบรู๊ค ลุคนี้สวยปังมาก แม่กบ ยังต้องกรี๊ด

เปิดภาพ น้องณดา ออกงานกับ พ่อบรู๊ค ลุคนี้สวยปังมาก แม่กบ ยังต้องกรี๊ด

27 ม.ค. 2568 18:20 น.

เปิดภาพ น้องณดา ออกงานกับ พ่อบรู๊ค ลุคนี้สวยปังมาก แม่กบ ยังต้องกรี๊ด

นับวันยิ่งโตยิ่งสวยจริงๆ สำหรับ น้องณดา ลูกสาวคนสวยของนางเอกสาว กบ สุวนันท์ และสามีหนุ่ม บรู๊ค ดนุพร ปุณณกันต์ ซึ่งตอนนี้ตัวสูงมากๆ แซงหน้าคุณแม่ไปแล้ว ทำเอาแฟนๆ แห่คอมเมนต์ชมว่าลูกสาวบ้านนี้สวยน่ารักจริงๆ

และล่าสุด น้องณดา สามารถไปออกงานกับคุณพ่อแทนคุณแม่แล้วจ้า ซึ่งในอินสตาแกรม @kob_nada_nadol ได้โพสต์ภาพของ น้องณดา ที่ใส่ชุดเดรสสีขาว แต่งหน้าทำผมดูสวยหวานมาก ลุคนี้คุณแม่อย่างกบยังต้องกรี๊ดเลย ซึ่งคุณแม่กบเขียนข้อความบรรยายว่า “ออกงานกับคุณพ่อแทนแม่ได้แล้วว ชุด @lastelle สวยมากก .. แม่กรี๊ดลุคนี้ของสาวน้อยเว่อร์”

ส่องคอมเมนต์ก็มีทั้งคนในวงการบันเทิงรวมถึงเพื่อนๆ แฟนๆ แสดงความคิดเห็น อาทิ เป็นสาวแล้วหลานยาย, พวกเราแก่ขนาดนั้นแล้วเหรอ ไม่จริ้งงงงงงงงงงงงงง ยังเหมือนดูคลิปน้อง “บั๋นตึ่งณดาด้วยนะก๊ะ” อยู่เลย, สวยยยยยยย, เจอที่งานน้องน่ารักมากๆ, มองหานึกว่าคุณแม่จะมาด้วย, เด็กน้อยในวันนั้น โตเป็นสาวแล้วในวันนี้ เราไม่แก่ไงไหว, ลูกเป็นสาวแล้ว แต่แม่ก็ยังสาวเหมือนเดิม ดีงามจริงๆ ค่ะ, สูงเท่าพ่อแล้ว ฯลฯ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ช่อง 3 โพสต์เตือนซาแซงสะกดรอยตาม หลิงหลิง คอง ถ้าไม่หยุดจะดำเนินคดี

ช่อง 3 โพสต์เตือนซาแซงสะกดรอยตาม หลิงหลิง คอง ถ้าไม่หยุดจะดำเนินคดี

27 ม.ค. 2568 17:22 น.

ช่อง 3 โพสต์เตือนซาแซงสะกดรอยตาม หลิงหลิง คอง ถ้าไม่หยุดจะดำเนินคดี

เรียกว่าเป็นประเด็นร้อนมาพักใหญ่ สำหรับกรณีที่นักแสดงสาวชื่อดัง หลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง ถูกบุคคลบางกลุ่มสะกดรอยตามและขับรถตามไปยังสถานที่ต่างๆ ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนทำให้แฟนๆ ต่างเป็นห่วงความปลอดภัยของนักแสดงสาว

ล่าสุดต้นสังกัดอย่างสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โพสต์จดหมายแถลงขอให้บุคคลดังกล่าวหยุดพฤติกรรมหรือการกระทำใดๆ ที่แสดงออกถึงการคุกคามต่อสิทธิของนักแสดง ไม่เช่นนั้นจะรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของนักแสดงสาว

“กรณีนักแสดงในสังกัดสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 คุณหลิงหลิง คอง ถูกบุคคลบางกลุ่มสะกดรอยตามและขับรถตามไปยังสถานที่ต่างๆ อันเป็นพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง สร้างความวิตกกังวลถึงความไม่ปลอดภัย และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อตัวนักแสดงได้

สถานีฯ จึงขอให้ท่านยุติพฤติกรรมดังกล่าว หรือการกระทำใดๆ ที่แสดงออกถึงการคุกคามต่อสิทธิของนักแสดงโดยทันที หากพบว่ายังมีการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิ สถานีฯ จะดำเนินการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของนักแสดงต่อไป 

ทั้งนี้ทางสถานีฯ ขอขอบคุณแฟนคลับทุกท่านที่มอบความรักและให้การสนับสนุนต่อคุณหลิงหลิง คอง และนักแสดงของสถานีฯ มาโดยตลอด ทางสถานีฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะให้ความรักและการสนับสนุนนักแสดงต่อไป ด้วยความเคารพในสิทธิส่วนบุคคล” 

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

แม่ทับทิม อัญรินทร์ ไฟเขียวให้คบ ไทด์ เอกพันธ์ ชมเป็นคนดี มั่นใจดูแลลูกสาวได้

แม่ทับทิม อัญรินทร์ ไฟเขียวให้คบ ไทด์ เอกพันธ์ ชมเป็นคนดี มั่นใจดูแลลูกสาวได้

27 ม.ค. 2568 16:04 น.

แม่ทับทิม อัญรินทร์ ไฟเขียวให้คบ ไทด์ เอกพันธ์ ชมเป็นคนดี มั่นใจดูแลลูกสาวได้

หลังจากที่นักแสดงหนุ่มจิตอาสา ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดใจถึงเรื่องคบหาดูใจนางเอกสาวรุ่นน้อง ทับทิม อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ ซึ่งมีอายุห่างกัน 28 ปี จนกลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ ซึ่งมีแฟนๆ ที่ต่างเข้ามาแสดงความยินดีกับทั้งคู่มากมาย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์สอบถาม คุณแม่เปิ้ล ธัญยธรณ์ ธีราธนันพัฒน์ คุณแม่และผู้จัดการส่วนตัวของทับทิม ว่าหลังมีกระแสข่าวออกมาได้พูดคุยกันในครอบครัวบ้างหรือไม่ ซึ่งคุณแม่กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องปกติ จริงๆ ในครอบครัวทราบมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ในมุมมองของคุณแม่ ความรักครั้งนี้อยู่ในสายตาคุณแม่ตลอด เพราะน้องไปไหนกับแม่ตลอดเหมือนเดิม เรื่องที่มีคนมาดูแล น้องโตแล้ว อยู่ที่น้องตัดสินใจ คิดว่าน้องคงตัดสินใจดีแล้ว จริงๆ คุณแม่เห็นความเคลื่อนไหวตลอด ก็โอเค

ถามว่าตอนเริ่มคุยกัน เขามาปรึกษาคุณแม่ไหม คุณแม่เผยว่า มีตลอด ฝ่ายพี่ไทด์มาบอกคุณแม่เหมือนกันว่าขอคุยกับน้อง รับรู้มาตลอด 2-3 ปี ณ ตอนนี้ก็ไปไหนกับลูกตลอดเหมือนเดิม ถึงคุยกันแม่ก็ยังไปตลอด ถามว่าไฟเขียวไหม พี่ไทด์ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ดูๆ แล้วก็เป็นคนดีคนนึง เป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาน่าจะมีความคิดที่ดี คิดว่าน่าจะดูแลลูกเราได้

ส่วนความประทับใจในตัวไทด์ คุณแม่ตอบว่า จริงๆ คุณแม่รู้จักพี่ไทด์มานานมาก 10 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นน้องทำงานเป็นพิธีกรร่วมกัน แล้วแม่ก็ไปด้วยกันตลอด เห็นความเคลื่อนไหวจนสนิทสนมกัน เรื่องทุกอย่างคุณแม่รู้เพราะสนิทกันมานานแล้ว แต่ที่มาคบกันก็ประมาณ 2-3 ปีนี้เอง จริงๆ ไปไหนด้วยกันตลอด ไม่ได้ปิดหรือเปิดอะไร ใครเห็นก็ไม่ได้ปิดอะไร

ถามว่ามีความกังวลในเรื่องอายุที่ห่างกันไหม คุณแม่บอกว่า จริงๆ คุณแม่ก็พยายามดูอยู่เหมือนกัน คอยสอนน้องในวัยที่ห่างกัน ก็ต้องคอยเรียนรู้ซึ่งกันและกันเหมือนกัน แต่จริงๆ ไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งคู่

เมื่อถามถึงเรื่องการสร้างอนาคตร่วมกัน คุณแม่เผยว่า ตอนนี้ทั้งคู่ก็กำลังดูๆ กันอยู่ ค่อยๆ คิด ค่อยเป็นค่อยไป ก็อยู่ที่อนาคตว่าเขาจะยังไง สุดท้ายอยู่ที่น้อง จริงๆ น้องก็ตามใจฝ่ายคุณพ่อคุณแม่เหมือนกัน ในเมื่อเราไม่มีปัญหาอะไรกันก็โอเค เพราะน้องก็เป็นห่วงคนรอบข้างเหมือนกัน เรื่องแพลนแต่งงานสร้างครอบครัว เขาก็มีวางแผนไว้บ้าง แต่คงยังไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่นอน ตอนนี้ทุกอย่างก็โอเค พี่ไทด์เป็นคนดีคนนึงในสายตาคุณแม่ ตอนนี้ครอบครัวก็ไฟเขียว

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

อ.ยิ่งศักดิ์ รับเจอผลกระทบข่าวยุติพิธีกร ลั่นจะกลับมาทำงานอีก ขอให้รอติดตาม

อ.ยิ่งศักดิ์ รับเจอผลกระทบข่าวยุติพิธีกร ลั่นจะกลับมาทำงานอีก ขอให้รอติดตาม

27 ม.ค. 2568 14:29 น.

อ.ยิ่งศักดิ์ รับเจอผลกระทบข่าวยุติพิธีกร ลั่นจะกลับมาทำงานอีก ขอให้รอติดตาม

เรียกว่าเป็นประเด็นร้อนก่อนหน้านี้ สำหรับการยุติบทบาทพิธีกรรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 ของพิธีกรชื่อดัง อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ โดยทางรายการส่งจดหมายชี้แจงและให้เหตุผลว่า อ.ยิ่งศักดิ์ มีปัญหาด้านสุขภาพ จนหลายคนเข้าใจไปว่าป่วยหนัก ก่อนที่เจ้าตัวจะไลฟ์ชี้แจงว่าไม่ได้ป่วยหนักอะไรขนาดนั้น แต่ที่ผ่านมาก็ขับรถไปมากลับบ้านมืดๆ ค่ำๆ แพ้แรง พร้อมทั้งขอบคุณแฟนๆ ก่อนจะเผยว่าตอนนี้ขอใช้ชีวิตสงบๆ ทำงานในสิ่งที่ตัวเองพอทำได้ และอยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ในต่างจังหวัด

แต่ดูเหมือนว่าชาวเน็ตก็ยังคงคาใจและวิจารณ์เรื่องนี้ไปต่างๆ นานา ล่าสุด อ.ยิ่งศักดิ์ ออกมาไลฟ์ผ่านทาง TikTok @yingsakfood เพื่อชี้แจงเรื่องที่ทุกคนสงสัย ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากข่าว ญาติตกใจว่าตนป่วยอะไร ยอมรับว่าไม่ได้เห็นประกาศก่อนล่วงหน้า และไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบขนาดนี้ ไม่ได้พูดว่าจะไม่ยอม หรือโวยวาย แค่จะบอกให้ฟังว่าการประกาศแบบนี้มีผลกระทบ ส่วนข่าวตนไม่สบาย จริงๆ ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ส่งผลกระทบสินค้าที่เป็นพรีเซนเตอร์เกี่ยวกับสุขภาพ ต้องกราบขออภัยจริงๆ เพราะเขาเริ่มได้รับผลกระทบจากข่าวนี้

อ.ยิ่งศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ ต่อไปนี้จะทำงานเพื่อประโยชน์กับสังคม หากมีช่องไหนรับและให้เกียรติตน ตนจะรีบไปทำ ย้ำว่าตนจะกลับมาทำงาน ตอนนี้มี 3 ช่องให้เลือก 3 รายการ โดยรายการที่ตนจะเลือกทำงานนั้น ต้องเข้าใจตนมากที่สุด ไม่ใช่ช่องไหนจ่ายตนมากที่สุด ย้ำจะทำต่อไป เพื่อประโยชน์กับคนอื่น ตนสู้ตาย จะทำให้สุดความสามารถ จะไม่ออกจากวงการบันเทิง เพราะความเสียหายมันเกิดขึ้นกับคนรอบข้างดิฉันเยอะมาก

ส่วนเรื่องร้านกาแฟที่ต่างจังหวัดที่เคยพูดไว้ อ.ยิ่งศักดิ์ บอกว่าจะพักโครงการไปก่อน และจะกลับมาทำให้สุขภาพแข็งแรง แก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ขอเรียกร้องความเสียหายกับใคร ก่อนจะฝากถึงคนที่คิดอะไรมุมเดียว มีแต่คนถามว่าทำไมไม่ทำรายการ มันก็จำเป็นจะต้องตอบ แต่คิดไหมว่าสิ่งที่ต้องตอบ ผลเสียหายคือต่อชีวิตตนมากมาย

ถัดจากวินาทีนี้ไปจะเดินหน้า สู้เพื่อให้เห็นความสามารถ ไม่คิดจะเอาคืนใคร ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม ที่คุณคิดจะก้าวเดินออกไปข้างหน้า แล้วคุณเหยียบคนอื่นหรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก้าวเดินของคุณเป็นก้าวที่ไม่บริสุทธิ์ ตนต้องการเดินออกไปอย่างสงบ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ตนตั้งใจทำงานจริงๆ และฝากให้ไปคิดว่า จะทำอะไรครั้งต่อไปรอบคอบกว่านี้ แล้วอย่าเอาวิธีการแบบนี้ไปทำกับคนอื่น ไม่น่ารัก ให้เกียรติกันหน่อย ส่วนตนขอทำงานที่รักและอยู่อย่างสงบๆ ขอพักอีกนิดเดียวแล้วจะกลับมา

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ทำความรู้จัก ผจก.กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ผู้ก่อตั้ง DeepSeek แอป AI สะเทือนอเมริกา

ทำความรู้จัก ผจก.กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ผู้ก่อตั้ง DeepSeek แอป AI สะเทือนอเมริกา

28 ม.ค. 2568 16:08 น.

ทำความรู้จัก ผจก.กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ผู้ก่อตั้ง DeepSeek แอป AI สะเทือนอเมริกา

  • แอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ต้นทุนต่ำสัญชาติจีนที่ชื่อ ดีพซีค (DeepSeek) เป็นของบริษัทสตาร์ทอัปในเมืองหางโจวของจีน มียอดดาวน์โหลดสูงในสหรัฐฯ เพราะมีประสิทธิภาพสูงเทียบเคียงกับบริษัทรายใหญ่ในสหรัฐซึ่งเป็นผู้นำด้านเอไอในขณะนี้ แม้ว่าใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและต้นทุนที่ต่ำกว่าเพียง 5.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 220 ล้านบาท บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ มองกันว่า จีนพัฒนาเทคโนโลยีนี้ออกมาได้ดีกว่า รวดเร็วกว่า และต้นทุนต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก
  • “เหลียง เหวินเฟิง” ผู้ก่อตั้ง DeepSeek สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง หลังจากนั้นในปี 2015 เหลียงและเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกสองคนจากมหาวิทยาลัย ได้ก่อตั้งกองทุนป้องกันความเสี่ยงเชิงปริมาณที่ชื่อว่า High-Flyer โดยเว็บไซต์ระบุว่า “กองทุนนี้ใช้คณิตศาสตร์และ AI ในการลงทุนเชิงปริมาณ” ในกลยุทธ์การซื้อขายเพื่อคาดการณ์แนวโน้มของตลาดและช่วยในการตัดสินใจลงทุน
  • เหลียงได้เผยถึงเป้าหมายของ DeepSeek ว่าหลายปีที่ผ่านมา บริษัทจีนมักใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศมาประยุกต์เพื่อสร้างรายได้ แต่นี่ไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน เป้าหมายครั้งนี้คือการขับเคลื่อนขอบเขตเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าเพื่อสร้างการเติบโตของระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่การแสวงหากำไรระยะสั้น

แอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ต้นทุนต่ำสัญชาติจีนที่ชื่อ ดีพซีค (DeepSeek) เป็นของบริษัทสตาร์ทอัปในเมืองหางโจวของจีน มียอดดาวน์โหลดสูงในสหรัฐฯ เพราะมีประสิทธิภาพสูงเทียบเคียงกับบริษัทรายใหญ่ในสหรัฐซึ่งเป็นผู้นำด้านเอไอในขณะนี้ แม้ว่าใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและต้นทุนที่ต่ำกว่าเพียง 5.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 220 ล้านบาท บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ มองกันว่า จีนพัฒนาเทคโนโลยีนี้ออกมาได้ดีกว่า รวดเร็วกว่า และต้นทุนต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก

ขณะที่ “เหลียง เหวินเฟิง” ผู้ก่อตั้ง DeepSeek อาจไม่ตรงกับโปรไฟล์ของบรรดาผู้บุกเบิกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่คนทั่วไปมักจินตนาการกัน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI พูดง่ายๆ ก็คือเขาไม่ใช่ผู้ประกอบการในซิลิคอน วัลเลย์ 

เหลียงเติบโตมาใน “เมืองระดับห้า” ในมณฑลกวางตุ้ง ในช่วงทศวรรษ 1980 เขากล่าวในบทสัมภาษณ์ฉบับแปลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ที่เผยแพร่ในเดือนนี้ ส่วนพ่อของเขาเป็นครูโรงเรียนประถมศึกษา เขาได้รับปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และได้รับการจัดอันดับดีที่สุดของจีน

เหลียงเข้าสู่วงการด้านการเงิน หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ในปี 2015 เหลียงและเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกสองคนจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ได้ก่อตั้งกองทุนป้องกันความเสี่ยงเชิงปริมาณที่ชื่อว่า High-Flyer โดยเว็บไซต์ระบุว่า “กองทุนนี้ใช้คณิตศาสตร์และ AI ในการลงทุนเชิงปริมาณ” ในกลยุทธ์การซื้อขายเพื่อคาดการณ์แนวโน้มของตลาดและช่วยในการตัดสินใจลงทุน

ตามรายงานของไฟแนนเชียล ไทมส์ ขาเริ่มซื้อหน่วยประมวลผลกราฟิกส์ของ Nvidia หลายพันตัวในปี 2021 ก่อนที่ฝ่ายบริหารของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะเริ่มจำกัดการส่งออกชิป AI ของสหรัฐฯ ไปยังจีน โดยเป็นโปรเจ็กต์เสริมด้าน AI ในเวลานั้น โดยคนที่รู้จักเขามองว่าเป็นงานอดิเรกแปลกๆ ที่ดูเหมือนจะไม่ช่วยให้เติบโตใดๆ ได้

หุ้นส่วนทางธุรกิจรายหนึ่งของเหลียง กล่าวกับไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า “เมื่อเราพบเขาครั้งแรก เขาเป็นผู้ชายเนิร์ดที่มีทรงผมแย่มาก ที่พูดถึงการสร้างคลัสเตอร์ 10,000 ชิปเพื่อฝึกโมเดลของเขาเอง เราไม่ได้จริงจังอะไรกับเขามากนัก”  “เขาไม่สามารถแสดงวิสัยทัศน์ของเขาได้นอกจากพูดว่า ‘ผมอยากสร้างสิ่งนี้ และมันจะเปลี่ยนทุกอย่าง’ เราคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นไปได้ เฉพาะจากบริษัทยักษ์ใหญ่เช่น ไบต์แดนซ์ และ อาลีบาบา เท่านั้น”

เหลียง เหวินเฟง (เสื้อสีเทา)

จากนั้นเขาก็เริ่ม DeepSeek ในปี 2023 โดยตั้งเป้าที่จะพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือระดับของ AI ที่เทียบเท่ากับสติปัญญาของมนุษย์

ปัจจุบัน DeepSeek กำลังส่งผลกระทบต่อหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากการพัฒนา AI ล้ำสมัยด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวของต้นทุนที่คู่แข่งอย่าง OpenAI และกูเกิล ใช้จ่ายนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่จัดไว้สำหรับการลงทุนในภาคส่วนนี้และที่อื่นๆ

ในการซื้อขายเมื่อวันที่ 27 ม.ค. หุ้นของ Nvidia ร่วงลง 17% ส่งผลให้เกิดการเทขายหนักจนสูญเสียมูลค่าไปแล้วเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 20 ล้านล้านบาท และหุ้นของบริษัทชั้นนำอื่นๆ รวมถึงเมตา (META) เจ้าของเฟซบุ๊กลดลง ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 3% และ S&P 500 ร่วงลง 1.8% หลังจากที่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เรียกว่า Magnificent Seven ได้ผลักดันให้หุ้นของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากการเปิดตัว ChatGPT ของ OpenAI ในช่วงปลายปี 2022 ที่จุดประกายให้เกิดกระแส AI บูมขึ้น

บริษัทที่อยู่นอกวงการเทคโนโลยีก็เติบโตด้วยเช่นกัน แต่ตอนนี้ก็ต้องเผชิญผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยหุ้นของ Constellation Energy ซึ่งได้รับประโยชน์จากศูนย์ข้อมูล AI ที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล ร่วงลง 20%

“ป้อมปราการของ DeepSeek” ตามคำกล่าวของ Liang

แม้ว่าในตอนแรก DeepSeek จะถูกมองว่าเป็นโปรเจ็กต์เสริม แต่เหลียง วัย 40 ปีกลับมีส่วนร่วมกับบริษัทและการวิจัยด้วยตัวเอง ตามคำกล่าวของไฟแนนเชียล ไทมส์

เขายังทุ่มเทเพื่อทำให้ DeepSeek เป็นผู้นำในท้องถิ่นด้าน AI โดยคัดเลือกบุคลากรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนและจ่ายเงินให้เป็นจำนวนมากในระดับเดียวกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในท้องถิ่น เช่น บริษัทแม่ของ TikTok อย่างไบต์แดนซ์

ในการสัมภาษณ์กับ Waves ในเดือนกรกฎาคม 2024 ซึ่งตีพิมพ์ซ้ำใน China Academy เหลียงได้อธิบายถึงความทะเยอทะยานบางส่วนของเขาสำหรับ DeepSeek และกลยุทธ์ AI โดยรวมของจีน

“เป็นเวลาหลายปีที่บริษัทจีนคุ้นเคยกับการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในที่อื่นและสร้างรายได้จากนวัตกรรมเหล่านั้นผ่านแอปพลิเคชัน” เขากล่าว “แต่สิ่งนี้ไม่ยั่งยืน ในครั้งนี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่ผลกำไรอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการก้าวหน้าในแนวเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของระบบนิเวศ”

เขายอมรับว่านวัตกรรมนี้ต้องการเงินทุนจำนวนมาก และกล่าวว่าก่อนหน้านี้จีนนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา

แต่ตอนนี้ไม่ใช่กรณีนั้น เนื่องจากไบต์แดนซ์ และเท็นเซนต์ ได้กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกและสร้างกำไรมหาศาล

เหลียงกล่าวว่า “สิ่งที่เราขาดไม่ใช่เงินทุน แต่เป็นความมั่นใจและความสามารถในการจัดระเบียบบุคลากรที่มีคุณภาพสูงเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีประสิทธิผล” 

โมเดลโอเพนซอร์สของ DeepSeek มีความแตกต่างจากของ OpenAI แต่เขาไม่ได้ถือว่าการแบ่งปันความก้าวหน้าของบริษัทเป็นข้อเสียเปรียบ
เหลียงกล่าวเสริมว่าการนำแบบจำลองซอร์สปิดมาใช้จะไม่สามารถป้องกันคู่แข่งไม่ให้ตามทันได้ และการเป็นโอเพนซอร์สยังช่วยเพิ่มความได้เปรียบอีกด้วย

“ดังนั้น ป้อมปราการที่แท้จริงของเราจึงอยู่ที่การเติบโตของทีมของเรา นั่นก็คือการสะสมความรู้ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม” เขากล่าวอธิบาย “โอเพ่นซอร์สและการเผยแพร่เอกสารไม่ได้ส่งผลให้เกิดการสูญเสียที่สำคัญ สำหรับนักเทคโนโลยี การได้รับการติดตามถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่า โอเพ่นซอร์สเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่เชิงพาณิชย์ การตอบแทนถือเป็นเกียรติ และยังดึงดูดผู้มีความสามารถอีกด้วย”

นวัตกรรมเป็นเรื่องของความเชื่อ

เหลียงยังได้อธิบาย DeepSeek ว่าเป็นบริษัทที่บริหารจัดการแบบล่างขึ้นบน ซึ่งเกิดการแบ่งงานกันเองโดยไม่มีบทบาทที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือลำดับชั้นที่เข้มงวด ซึ่งช่วยให้ทำงานร่วมกันได้อย่างอิสระ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีแนวคิดที่มีศักยภาพ ฝ่ายบริหารจะจัดสรรทรัพยากรจากบนลงล่าง

นอกจากนี้ DeepSeek ยังไม่กำหนดข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์หรือบุคลากร เขากล่าวเสริมว่าใครก็ตามที่มีแนวคิดดีๆ สามารถใช้ประโยชน์จาก “คลัสเตอร์การฝึกอบรม” ได้ทุกเมื่อ แม้แต่ห้องประชุมก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างบังเอิญระหว่างเพื่อนร่วมงานและการเชื่อมโยงเชิงสร้างสรรค์

“ผมเชื่อว่านวัตกรรมเป็นเรื่องของความเชื่อเป็นอันดับแรก” เขากล่าวต่อว่า “ทำไมซิลิคอนวัลเลย์จึงสร้างสรรค์มากขนาดนั้น เพราะพวกเขากล้าที่จะลอง เมื่อ ChatGPT เปิดตัว จีนขาดความเชื่อมั่นในงานวิจัยแนวหน้า ตั้งแต่ผู้ลงทุนไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หลายคนรู้สึกว่าช่องว่างนั้นกว้างเกินไปและมุ่งเน้นไปที่การใช้งานแทน แต่การสร้างนวัตกรรมต้องการความมั่นใจ และคนรุ่นใหม่มักจะมีความมั่นใจมากกว่า”

ที่มา Fortune Business Insider

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

“ทรัมป์” เผย ไมโครซอฟท์กำลังเจรจาซื้อกิจการ TikTok

"ทรัมป์" เผย ไมโครซอฟท์กำลังเจรจาซื้อกิจการ TikTok

28 ม.ค. 2568 12:37 น.

“ทรัมป์” เผย ไมโครซอฟท์กำลังเจรจาซื้อกิจการ TikTok

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ไมโครซอฟท์กำลังเจรจาเพื่อซื้อกิจการ TikTok และเขาอยากเห็น “สงครามการประมูล” ในการขายแอปโซเชียลมีเดียดังกล่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ไมโครซอฟท์กำลังเจรจาเพื่อซื้อกิจการ TikTok แอปพลิเคฃันวิดีโอสั้นยอดนิยม และเขาอยากเห็น “สงครามการประมูล” ในการขายแอปโซเชียลมีเดียดังกล่าว เมื่อนักข่าวถามว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ กำลังเตรียมยื่นประมูลหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ผมขอตอบว่าใช่” ก่อนจะเสริมว่า “มีบริษัทหลายแห่งให้ความสนใจ TikTok เป็นอย่างมาก”

ทั้งทรัมป์และโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามกดดันให้ไบต์แดนซ์ บริษัทแม่ของ TikTok ในจีน ขายกิจการในสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติมาหลายปีแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกการแบน TikTok ของรัฐบาลไบเดน ซึ่งทำให้แอปดังกล่าวหยุดให้บริการชั่วคราวสำหรับผู้ใช้ 170 ล้านคนในสหรัฐฯ

แม้ว่าทรัมป์จะให้เวลา TikTok 75 วันในการผ่อนผันการแบน แต่ทรัมป์ก็เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เริ่มกดดันให้ไบต์แดนซ์ขายแอปของตน

ในเดือนสิงหาคม 2020 ไบต์แดนซ์ได้ติดต่อไมโครซอฟท์ เพื่อขอซื้อกิจการ ซึ่งต่อมาซีอีโอของบริษัทสัญชาติอเมริกันรายนี้ก็ได้อธิบายว่าเป็น “เรื่องแปลกประหลาดที่สุด” แต่ต่อมา TikTok ได้เลือกบริษัทคู่แข่งอย่าง Oracle เป็นพันธมิตร แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะไม่เคยเกิดขึ้นก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าเขาอยู่ระหว่างการหารือกับหลายฝ่ายเกี่ยวกับการซื้อ TikTok และคาดว่าจะตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของแอปภายใน 30 วันข้างหน้า และเมื่อวันจันทร์ (27 ม.ค.) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวปราศรัยต่อกลุ่มนักการเมืองพรรครีพับลิกันในรัฐฟลอริดา และพูดถึงข้อเสนอขาย TikTok

เขากล่าวว่า “เราจะรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะมีคนจำนวนมากเสนอซื้อกิจการนี้” “หากเราสามารถรักษาเสียงและงานทั้งหมดนั้นไว้ได้ และจีนจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็ไม่อยากให้จีนเข้ามาเกี่ยวข้อง”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ปิดโรงพยาบาลค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-เมียนมา ตามนโยบายตัดความช่วยเหลือของทรัมป์

ปิดโรงพยาบาลค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-เมียนมา ตามนโยบายตัดความช่วยเหลือของทรัมป์

28 ม.ค. 2568 12:11 น.

ปิดโรงพยาบาลค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-เมียนมา ตามนโยบายตัดความช่วยเหลือของทรัมป์

นโยบายตัดความช่วยเหลือของทรัมป์ ทำให้โรงพยาบาลค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-เมียนมาต้องปิดตัวลง ลอยแพผู้ป่วยหลายหมื่นคน

วันที่ 28 มกราคม 2568 คณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง ค่ายแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ออกประกาศแจ้งว่าการสนับสนุนด้านสาธารณสุขของคณะกรรมการกู้ภัยระหว่างประเทศ (International Rescue Committee -IRC) เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจะไม่มีอีกต่อไป นับตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม เนื่องจากถูกระงับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายหลังจากการขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รอบสอง 

โดยแจ้งถึงประชาชนที่อยู่ในค่ายแม่หละทุกคนว่า ทั้งสตรีมีครรภ์ สตรีมีลูกเล็ก ผู้ป่วยอาการหนัก ผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยวัณโรค ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) และ เจ้าหน้าที่แผนกผู้ป่วยใน (IPD) ปฏิบัติงานแล้ว

นอกจากนี้ได้ขอแจ้งให้ผู้ประกอบการขายยาในค่ายผู้ลี้ภัยว่า ห้ามขึ้นราคาค่ายาที่จำหน่าย ขอให้จำหน่ายตามราคาปกติที่เคยขาย สำหรับโรงพยาบาลของ IRC จะเปิดให้บริการได้อีกเมื่อไหร่ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดที่แน่ชัด

ทางด้านสำนักข่าว Karen Information Centre รายงานข่าวอ้างคำเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในค่ายผู้ลี้ภัยนุโพ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ว่าบริการสาธารณสุขในค่ายผู้ลี้ภัยที่ตั้งอยู่บนชายแดนไทย-เมียนมา ได้ถูกระงับแล้วเนื่องจากสหรัฐฯ ได้ระงับการให้เงินทุนแก่คณะกรรมการกู้ภัยระหว่างประเทศ เป็นเวลา 90 วัน ซึ่งหมายความว่าบริการด้านสุขภาพภายใต้องค์กร IRC ก็ถูกระงับชั่วคราวเช่นกัน ทำให้ผู้ป่วยทั้งหมดยกเว้นผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในค่ายผู้ลี้ภัย ต้องออกจากโรงพยาบาล และไม่มีการรับผู้ป่วยนอกอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมบางส่วนภายใต้ USAID บนชายแดนไทย-เมียนมาได้ถูกระงับแล้ว หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อระงับความช่วยเหลือระหว่างประเทศภายในไม่กี่วันหลังจากเข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริเวณชายแดนไทยมีพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ หรือเรียกสั้นๆว่าค่ายผู้ลี้ภัยอยู่ 9 ค่าย เพื่อรองรับผู้หนีภัยจากเมียนมา เมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยมีผู้ลี้ภัยอยู่ราว 9 หมื่นคน ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย โดยทั้งหมดได้รับความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากสหรัฐฯและประเทศตะวันตก.

ข้อมูล :

สำนักข่าวชายขอบ 

Karen Information Center 

โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ แอป AI DeepSeek อาจส่งผลดีต่อสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ แอป AI DeepSeek อาจส่งผลดีต่อสหรัฐฯ

28 ม.ค. 2568 11:58 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ แอป AI DeepSeek อาจส่งผลดีต่อสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่าการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรม AI ของจีนอาจส่งผลดีต่ออเมริกา เนื่องจากทำให้เทคโนโลยีมีราคาถูกลง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่าเทคโนโลยีของ DeepSeek ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัปของจีน ควรทำหน้าที่เป็นแรงผลักดันให้กับบริษัทในสหรัฐฯ และกล่าวว่าเป็นเรื่องดีที่บริษัทต่างๆ ในจีนคิดค้นวิธีการด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกกว่าและเร็วกว่า

เขากล่าวว่าการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรม AI ของจีนอาจส่งผลดีต่ออเมริกา เนื่องจากทำให้เทคโนโลยีมีราคาถูกลง ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วันว่า “หากคุณสามารถทำมันได้ในราคาที่ถูกกว่า หากคุณสามารถทำได้ด้วยเงินที่น้อยกว่าและได้ผลลัพธ์เดียวกัน ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องดีสำหรับเรา”

เขายังกล่าวอีกว่าเขาไม่กังวลเกี่ยวกับความก้าวหน้าในอุตสาหกรรม AI ของจีน และเสริมว่าสหรัฐฯ จะยังคงเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมนี้ “การเปิดตัว DeepSeek หรือ AI จากบริษัทจีนควรเป็นการเตือนใจอุตสาหกรรมของเราว่าเราต้องมุ่งเน้นไปที่การแข่งขันเพื่อชัยชนะ”

ด้านนักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลว่าการเกิดขึ้นของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ราคาถูกของจีนอาจคุกคามการครอบงำของผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำจีนบอกเขาว่าสหรัฐฯ มีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก และเขาระบุว่าหากอุตสาหกรรมของจีนสามารถคิดค้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกกว่าได้ บริษัทของสหรัฐฯ ก็จะทำตาม “รามีแนวคิดเสมอ เราเป็นคนแรกเสมอ ดังนั้น ผมคิดว่านั่นเป็นข้อดีที่สามารถพัฒนาได้ในเชิงบวกมาก ดังนั้น แทนที่จะใช้เงินเป็นพันล้าน คุณจะใช้เงินน้อยลง และหวังว่าจะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม”

DeepSeek ซึ่งเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ต้นทุนต่ำของจีน ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่บริษัทระบุในเอกสารว่าการฝึกโมเดล DeepSeek-V3 ใช้เงินน้อยกว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการประมวลผล โดยใช้ชิป Nvidia H800 ที่มีความสามารถต่ำกว่า

DeepSeek-R1 ซึ่งเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีราคาใช้ที่ถูกกว่าโมเดล o1 ของ OpenAI ประมาณ 20 ถึง 50 เท่า ขึ้นอยู่กับประเภทของงาน โดยอ้างอิงจากโพสต์บนบัญชีวีแชตอย่างเป็นทางการของ DeepSeek

ด้านนายแซม อัลต์แมน ซีอีโอ ChatGPT กล่าวในโพสต์บน X โดย เรียก DeepSeek ว่า “เป็นโมเดลที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของสิ่งที่พวกเขาสามารถส่งมอบได้ในราคาที่เหมาะสม” แต่เขาย้ำว่า OpenAI เชื่อว่าพลังการประมวลผลที่มากขึ้นเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จของโมเดลของตัวเอง เขากล่าวว่า “เราจะสร้างโมเดลที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด และการที่มีคู่แข่งรายใหม่ก็ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก! เราจะเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ออกมาบ้าง”

อังต์แมนสร้างรายได้มหาศาลจากการลงทุนในสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Reddit และ Airbnb ก่อนจะหันความสนใจไปที่ปัญญาประดิษฐ์ เขาคิดค้นและยังคงดำรงตำแหน่งซีอีโอของ ChatGPT ของ OpenAI ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนในเวลาไม่ถึงสัปดาห์เมื่อเปิดตัวในปี 2022.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เดนมาร์กประกาศเพิ่มงบกลาโหมส่วนป้องกันอาร์กติก 2 พันล้านดอลลาร์ หลังจากทรัมป์สนใจกรีนแลนด์

เดนมาร์กประกาศเพิ่มงบกลาโหมส่วนป้องกันอาร์กติก 2 พันล้านดอลลาร์ หลังจากทรัมป์สนใจกรีนแลนด์

28 ม.ค. 2568 11:00 น.

เดนมาร์กประกาศเพิ่มงบกลาโหมส่วนป้องกันอาร์กติก 2 พันล้านดอลลาร์ หลังจากทรัมป์สนใจกรีนแลนด์

กระทรวงกลาโหมเดนมาร์กเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันในอาร์กติก ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลับมาแสดงความสนใจอีกครั้งในการควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก 

วันที่ 28 มกราคม 2568 นายโทรเอลส์ ลุนด์ พอลเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเดนมาร์ก กล่าวว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณ 2,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารในแถบอาร์กติก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการเฝ้าระวังและรักษาอำนาจอธิปไตยในภูมิภาค

พร้อมกันนี้ระบุว่า จะให้สนับสนุนเรือรบในอาร์กติกใหม่ 3 ลำ โดรนพิสัยไกล 2 ลำ ซึ่งมีความสามารถในการเฝ้าระวังพื้นที่ขนาดใหญ่ และเพิ่มการรับการฝึกทางทหารขั้นพื้นฐานในอาร์กติก ขณะเดียวกันระบุว่า การสนับสนุนพันธมิตรและความพยายามของนาโต้ ในอาร์กติกและแอตแลนติกเหนือถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงและการป้องกันโดยรวม

ทั้งนี้ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลับมาแสดงความสนใจอีกครั้งในการควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก