กงสุลใหญ่ชิคาโก ยืนยันชายอพยพที่ถูกจับในชิคาโกไม่ใช่คนไทยตามที่กล่าวอ้าง

กงสุลใหญ่ชิคาโก ยืนยันชายอพยพที่ถูกจับในชิคาโกไม่ใช่คนไทยตามที่กล่าวอ้าง

28 ม.ค. 2568 09:59 น.

กงสุลใหญ่ชิคาโก ยืนยันชายอพยพที่ถูกจับในชิคาโกไม่ใช่คนไทยตามที่กล่าวอ้าง

กงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าผู้อพยพที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกจับ ตามนโยบายใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่คนไทยตามที่เขาได้กล่าวอ้างระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อตอนถูกควบคุมตัว

วันที่ 28 มกราคม 2568 นางฆฏนาวดี กัลยาณมิตร กงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าววีโอเอไทย กรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐฯ (Immigration and Customs Enforcement-ICE) ออกจับกุมบังคับใช้กฎหมายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมีผู้อพยพรายหนึ่งที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ควบคุมตัวที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ได้กล่าวอ้างว่าเขาเป็นคนไทย

ปฏิบัติการจับกุมในครั้งนี้ได้รับการบันทึกภาพและวิดีโอโดยพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง อย่างฟิล แม็กกรอว์ หรือ ดร. ฟิล ปรากฎว่าชายที่มีชื่อว่า แซม เซดา ระบุว่าเขาเป็นคนที่เกิดในประเทศไทย ส่งผลให้ดร.ฟิล ระบุว่า ผู้ถูกจับกุมชุดแรกในชิคาโกรายนี้กระทำผิดทางเพศ และเป็นผู้หลอกลวงเหยื่ออินเตอร์เน็ตจากประเทศไทย 

นางฆฏนาวดี กล่าวว่า เมื่อทราบเรื่องจากการรายงานข่าว ก็ได้สืบค้นในระบบทะเบียนราษฎร์ และไม่พบชื่อนายแซม เซดา จึงหมายความว่า นายเซดาไม่ใช่บุคคลสัญชาติไทย แต่ตามข้อมูลที่เจ้าตัวสัมภาษณ์ว่าเกิดที่ไทย ก็อาจเป็นไปได้ว่าชายคนนี้เกิดในค่ายผู้ลี้ภัย และเดินทางตามแม่ที่เป็นพลเมืองอเมริกันเข้ามาในสหรัฐฯ ในขณะที่สถานกงสุล นครชิคาโกยังไม่ได้รับแจ้งเหตุคนไทยถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมแต่อย่างใด

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก ระบุว่า กระบวนการส่งตัวกลับโดยทั่วไปจะอ้างอิงกับประเทศต้นทางที่ผู้อพยพถือสัญชาติอยู่ ซึ่งจุดนี้จะเป็นขั้นตอนที่หน่วยงานรัฐจะต้องตรวจสอบและยืนยันสัญชาติต่อไป พร้อมกันนี้ขอให้ชุมชนไทยในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก และให้ติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ สั่งดำเนินการหยุดยั้งการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และการส่งตัวคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองและก่ออาชญากรรมในสหรัฐฯ กลับประเทศต้นทาง 

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลล่าสุด ว่าปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง จับกุมผู้อพยพ 956 รายในวันเดียว มากกว่าการจับกุมเฉลี่ยต่อวันในปี 2567 ถึง 3 เท่าตัว.

ไม่รอด จนท.กระทรวงยุติธรรมที่ดำเนินคดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดนไล่ออกแล้ว

ไม่รอด จนท.กระทรวงยุติธรรมที่ดำเนินคดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดนไล่ออกแล้ว

28 ม.ค. 2568 06:54 น.

ไม่รอด จนท.กระทรวงยุติธรรมที่ดำเนินคดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดนไล่ออกแล้ว

เจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมหลายคน ที่มีส่วนร่วมในการสืบสวนคดีอาชญากรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ในตอนที่เขายังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี โดนไล่ออกแล้ว

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานเมื่อ 27 ม.ค. 2568 อ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวว่า จดหมายจากนายเจมส์ แมกเฮนรี รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถูกส่งถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยระบุว่า พวกเขาไม่สามารถ “เชื่อใจ” และ “ฝากความไว้วางใจ” ให้ดำเนินนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้

จดหมายระบุด้วยว่า การไล่ออกดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในทันที โดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบมีเวลา 30 วันในการยื่นอุทธรณ์คัดค้านการถอดออกจากหน่วยงานรัฐบาลกลางในครั้งนี้

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของจดหมายระบุว่า “พวกคุณมีบทบาทสำคัญในการดำเนินคดีประธานาธิบดีทรัมป์”

“การทำงานอย่างเหมาะสมของรัฐบาลนั้น ต้องพึ่งพาความเชื่อใจที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่ามีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างมาก แต่เนื่องจากบทบาทอย่างมีนัยสำคัญของคุณในการดำเนินคดีประธานาธิบดี ผมจึงไม่เชื่อว่า ผู้นำกระทรวงจะสามารถเชื่อใจว่าคุณจะบังคับใช้นโยบายของประธานาธิบดีอย่างซื่อสัตย์”

“ผลลัพธ์ก็คือ การจ้างงานของคุณกับกระทรวงยุติธรรมจึงสิ้นสุดลง ตามมาตราที่ 2 ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสหรัฐฯ และคุณจะถูกถอดออกจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง มีผลบังคับใช้ในทันที”

อนึ่ง เจ้าหน้าที่ที่ถูกไล่ออกบางคน ทำงานร่วมกับนาย แจ็ก สมิธ เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ ที่ได้รับการแต่งตั้งมาเพื่อสืบคดีอาชญากรรมของนายทรัมป์โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของนายทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้เขาต้องถอนฟ้องคดีอาชญากรรม 2 คดีที่เขายื่นฟ้องนายทรัมป์ และถูกปิดสำนักงานในที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โคคา-โคลา เรียกคืนเครื่องดื่มในยุโรป พบมีสารคลอเรตในระดับสูง

โคคา-โคลา เรียกคืนเครื่องดื่มในยุโรป พบมีสารคลอเรตในระดับสูง

28 ม.ค. 2568 06:35 น.

โคคา-โคลา เรียกคืนเครื่องดื่มในยุโรป พบมีสารคลอเรตในระดับสูง

โคคา-โคลา เรียกคืนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของตัวเองในบางประเทศทั่วยุโรป หลังจากพบว่า เครื่องดื่มเหล่านั้นมีสารเคมีที่เรียกว่า “คลอเรต” ผสมอยู่ในระดับสูง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ม.ค. 2568 ว่า บริษัท โคคา-โคลา ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาเรียกคืนเครื่องดื่มโดยมุ่งเน้นที่ประเทศเบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์เป็นหลัก หลังพบว่ามีสารคลอเรตในระดับสูง โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบรวมถึงยี่ห้อ โค้ก, แฟนต้า, สไปรท์, ทรอปิโก และ มินิท เมด

ตามรายงานของสำนักข่าว เอเอฟพี การปนเปื้อนสารคลอเรตระดับสูงในเครื่องดื่มครั้งนี้ ถูกตรวจพบระหว่างการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ตามกำหนดการที่โรงงานผลิตของโคคา-โคลา ในเมืองเกนต์ ของประเทศเบลเยียม

สารคลอเรตสามารถเกิดขึ้นได้ในตอนที่ สารฆ่าเชื้อประเภทคลอรีนถูกใช้ในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำและการแปรรูปอาหาร ซึ่งการได้รับสารคลอเรตในระดับสูงสามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง รวมถึง ไทรอยด์ โดยเฉพาะในหมู่เด็กเล็ก นอกจากนั้นยังอาจทำให้ คลื่นไส้อาเจียน, ท้องเสีย และจำกัดความสามารถของเลือดในการดูดซึมออกซิเจน

อย่างไรก็ตาม โคคา-โคลา ยืนยันว่า การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญอิสระได้ข้อสรุปว่า ความเสี่ยงต่อผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำมาก และโคคา-โคลา ยังไม่ได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าเรื่องความผิดปกติใดๆ ซึ่งพวกเขาได้แจ้งเรื่องนี้ต่อทางการท้องถิ่นแล้ว รวมถึงในสหราชอาณาจักร ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบมาจาก 5 สายการผลิต และขายออกไปหมดแล้ว

เอเอฟพี ระบุด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้จำหน่ายออกไป ถูกถอนออกจากร้านค้าเกือบทั้งหมดแล้ว และทางโคคา-โคลากำลังอยู่ในกระบวนการเก็บคืนสินค้าที่เหลือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลอ้าง ตัวประกัน 8 คนที่จะถูกปล่อยตัวในเฟส 1 เสียชีวิตแล้ว

อิสราเอลอ้าง ตัวประกัน 8 คนที่จะถูกปล่อยตัวในเฟส 1 เสียชีวิตแล้ว

28 ม.ค. 2568 05:52 น.

อิสราเอลอ้าง ตัวประกัน 8 คนที่จะถูกปล่อยตัวในเฟส 1 เสียชีวิตแล้ว

อิสราเอลเผย ตัวประกัน 8 จาก 26 คนที่เหลือ ที่กลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวระหว่างการหยุดยิงในฉนวนกาซาเฟสที่ 1 นั้น เสียชีวิตแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเดวิด เมนเซอร์ โฆษกรัฐบาลอิสราเอลบอกกับผู้สื่อข่าวในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. 2568 ว่า พวกเขาได้รับรายชื่อจากกลุ่มติดอาวุธฮามาสในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา และมันทำให้พวกเขาทราบสถานะของตัวประกัน

“รายชื่อจากฮามาสตรงกับข้อมูลข่าวกรองของอิสราเอล ดังนั้นผมจึงสามารถบอกพวกคุณได้ว่า … ตัวประกันทั้ง 8 คนถูกสังหารโดยกลุ่มฮามาส” นายเมนเซอร์กล่าว โดยไม่เปิดเผยชื่อของผู้เสียชีวิต “ครอบครัวของพวกเขาได้รับรายงานสถานการณ์ของญาติมิตรของพวกเขาแล้ว”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่มาตรการหยุดยิงในฉนวนกาซาเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 ม.ค. 2568 กลุ่มฮามาสได้ส่งคืนตัวประกันให้แก่ฝ่ายอิสราเอลแล้ว 7 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลก็ปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์มากกว่า 290 คน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.) สำนักงานของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศว่า กลุ่มฮามาสตกลงจะปล่อยตัว น.ส.อาร์เบ เยฮุด พลเมืองหญิงที่ควรได้รับอิสระก่อนหน้านี้แต่ถูกเลื่อนออกไป กับทหารหญิง อาแกม เบอร์เกอร์ และตัวประกันอีกคนในวันพฤหัสบดีนี้ ตามด้วยอีก 3 คน ในวันเสาร์

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มฮามาสเกิดขึ้นหลังจาก อิสราเอลปิดเส้นทางไม่ให้ชาวกาซาเดินทางกลับสู่ถิ่นฐานในภาคเหนือของฉนวนกาซา เพราะไม่พอใจที่กลุ่มฮามาสไม่ปล่อยตัว น.ส.เยฮุด ตามที่ตกลง โดยกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ระบุว่า เกิดปัญหาทางเทคนิคขึ้น พร้อมยืนยันว่า ตัวประกันรายนี้ยังมีชีวิตอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์จ่อลงนามคำสั่ง พลิกโฉมกองทัพ ยกเลิก DEI-แบนทหารข้ามเพศ

ทรัมป์จ่อลงนามคำสั่ง พลิกโฉมกองทัพ ยกเลิก DEI-แบนทหารข้ามเพศ

28 ม.ค. 2568 02:33 น.

ทรัมป์จ่อลงนามคำสั่ง พลิกโฉมกองทัพ ยกเลิก DEI-แบนทหารข้ามเพศ

โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมลงนามคำสั่งพิเศษอีกหลายฉบับ เพื่อเปลี่ยนโฉมของกองทัพ รวมถึงแบนเจ้าหน้าที่ข้ามเพศ และยกเลิกโครงการ DEI

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ 2 คนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร 4 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนแปลงกองทัพ รวมถึงห้ามเจ้าหน้าที่ข้ามเพศทำงานในกองทัพสหรัฐฯ, ยกเลิกโครงการเพื่อความหลากหลาย, เท่าเทียม และการมีส่วนร่วม หรือ DEI

นอกจากนั้น ยังมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่กองทัพที่ถูกปลดประจำการเนื่องจากปฏิเสธฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 กลับเข้าทำงานอีกครั้ง พร้อมกับจ่ายค่าจ้างย้อนหลังด้วย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากนาย พีท เฮกเซธ เพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยอดีตทหารผ่านศึกรายนี้พูดมานานแล้วว่า เขามีแผนจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ในกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงยุติโครงการ DEI และปลดเจ้าหน้าที่ “โวค” (woke)

นายเฮกเซธบอกกับผู้สื่อข่าวหลังจากเขาเดินทางถึงตึกเพนตากอนในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. 2568 ว่า จะมีคำสั่งฝ่ายบริหารตามมาอีก

“วันนี้จะมีคำสั่งฝ่ายบริหารออกมาเพิ่มเติมอีก ทั้งเรื่องการยกเลิก DEI ในเพนตากอน, ประจำการทหารที่ถูกผลักออกไปเพราะมาตรการโควิดอีกครั้ง, สร้างไอรอน โดม สำหรับสหรัฐ”

“มันกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำความเคารพอย่างชาญฉลาด เหมือนที่ผมเคยทำตอนเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย และตอนนี้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อรับประกันว่า คำสั่งเหล่านี้จะถูกปฏิบัติตามอย่างรวดเร็วว่องไว” นายเฮกเซธกล่าว

ทั้งนี้ นายทรัมป์เคยห้ามคนข้ามเพศทำงานในกองทัพมาแล้วเมื่อปี 2560 ตอนที่เขาปกครองสหรัฐฯ เป็นสมัยแรก ก่อนที่ประธานาธิบดีคนต่อมาอย่าง โจ ไบเดน จะออกคำสั่งพิเศษในปี 2564 ยกเลิกการแบนของนายทรัมป์

คำสั่งพิเศษดังกล่าวของไบเดน โดนคำสั่งฝ่ายบริหารที่นายทรัมป์ลงนามเมื่อ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ยกเลิกไปแล้ว แต่คำสั่งใหม่ที่นายทรัมป์จะลงนามจะอ้างเหตุผลเรื่องความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจ ในการแบนเจ้าหน้าที่ข้ามเพศ และจะกำหนดมาตรฐานใหม่ของกองทัพ เรื่องคำสรรพนามระบุเพศด้วย

ทั้งนี้ ในปี 2561 ปาล์ม เซ็นเตอร์ (Palm Center) ศูนย์วิจัยอิสระในสหรัฐฯ ประเมินเอาไว้ว่า ในกองทัพสหรัฐฯ มีเจ้าหน้าที่ข้ามเพศอยู่ประมาณ 14,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โคลอมเบียส่งเครื่องบินรับผู้อพยพในสหรัฐฯ แล้ว หลังหวิดเกิดสงครามการค้า

โคลอมเบียส่งเครื่องบินรับผู้อพยพในสหรัฐฯ แล้ว หลังหวิดเกิดสงครามการค้า

28 ม.ค. 2568 01:12 น.

โคลอมเบียส่งเครื่องบินรับผู้อพยพในสหรัฐฯ แล้ว หลังหวิดเกิดสงครามการค้า

โคลอมเบียส่งเครื่องบินไปสหรัฐฯ เพื่อรับผู้อพยพกลับประเทศแล้ว หลังปมเรื่องการเนรเทศผู้อพยพเกือบทำให้ทั้งสองประเทศทำสงครามการค้าต่อกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศโคลอมเบียส่งเครื่องบินของรัฐบาล 2 ลำเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อรับตัวผู้อพยพกลับประเทศแล้ว ในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. 2568 หลังปมเรื่องผู้อพยพเกือบทั้งหมดโคลอมเบียกับสหรัฐฯ ทำสงครามการค้าต่อกัน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ 2 ลำ เดินทางไปยังโคลอมเบียเพื่อส่งคืนตัวผู้อพยพผิดกฎหมาย แต่ถูกทางการโคลอมเบียปฏิเสธลงจอดจนต้องบินกลับ

เรื่องดังกล่าวทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้าโคลอมเบีย 25% ทันที และจะเพิ่มเป็น 50% ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ และเพิกถอนวีซ่าเจ้าหน้าที่โคลอมเบียในสหรัฐฯ ด้วย ขณะที่นายกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบียก็ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้าสหรัฐฯ 25% เพื่อตอบโต้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวขึ้น ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ก็ออกมาเปิดเผยในคืนวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค.ตามเวลาท้องถิ่นว่า โคลอมเบียตกลงจะส่งเครื่องบินมารับผู้อพยพเองแล้ว โดยจะใช้ทั้งเครื่องบินพลเรือนและเครื่องบินของกองทัพ และทั้งสองฝ่ายจะหยุดมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าเอาไว้ระหว่างบังคับใช้ข้อตกลง

โคลอมเบียยังตกลงจะเสริมการป้องกันที่ “ดาริเอน แก็ป” (Darien Gap) พื้นที่ป่าซึ่งเป็นช่องแคบเล็กที่เชื่อมระหว่างโคลอมเบียกับปานามา ซึ่งผู้อพยพมักใช้เป็นทางผ่านเพื่อเดินทางไปยังสหรัฐฯ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

DeepSeek แชทเอไอจีน ยอดโหลดแซงทุกคู่แข่ง ทำหุ้น บ.ไอทีสหรัฐฯ ร่วง

DeepSeek แชทเอไอจีน ยอดโหลดแซงทุกคู่แข่ง ทำหุ้น บ.ไอทีสหรัฐฯ ร่วง

27 ม.ค. 2568 23:55 น.

DeepSeek แชทเอไอจีน ยอดโหลดแซงทุกคู่แข่ง ทำหุ้น บ.ไอทีสหรัฐฯ ร่วง

หุ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ พากันร่วงกราวในวันจันทร์ หลัง DeepSeek แชทบอทเอไอสัญชาติจีน พุ่งทะยานกลายเป็นแอปที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุด แซงหน้าทุกคู่แข่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า DeepSeek แชทบอทเอไอสัญชาติจีน ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน กลายเป็นแอปพลิเคชันฟรีที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดในสหรัฐฯ แล้ว แซงหน้าเจ้าตลาดอย่าง ChatGPT ของบริษัท OpenAI

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทด้านเอไอของสหรัฐฯ ร่วงกราวในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. 2568 ก่อนที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเปิด นำโดย Nvidia ที่ลบ 12%, Broadcom ร่วง 13%, AMD ลดลง 6%, Microsoft ปรับลด 7% ส่วน Amazon และ Meta ก็ลดลงกว่า 4%

DeepSeek ได้รับขุมพลังจากเอไอโอเพนซอร์ซโมเดล DeepSeek-V3 ซึ่งผู้พัฒนาอ้างว่า ใช้งบประมาณในการพัฒนาไม่ถึง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่คู่แข่งรายอื่นๆ ต้องใช้งบฯ พัฒนาหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาตความเป็นเจ้าตลาดเอไอของอเมริกา และขนาดของการลงทุนที่บริษัทสหรัฐฯ วางแผนเอาไว้

ผู้สันทัดกรณีด้านปัญญาประดิษฐ์หลายคนยังไม่ปักใจเชื่อในคำกล่าวอ้างเรื่องงบประมาณดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า DeepSeek ปรากฏตัวขึ้นมาในขณะที่สหรัฐฯ จำกัดการขายชิปคอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงซึ่งสามารถมอบพลังประมวลผลให้ปัญญาประดิษฐ์ได้แก่ประเทศจีน

แต่มาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ ทำให้ผู้พัฒนาเอไอในจีนหันมาจับมือและแบ่งปันงานของตัวเองให้แก่กันและกัน และร่วมการทดลองเพื่อหาแนวทางใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปขั้นสูงจากสหรัฐฯ

ผลจากความพยายามนี้ทำให้เกิดเป็นเอไอหลากหลายโมเดล ที่ใช้พลังงานในการคำนวณน้อยกว่าที่เคยมีมา หมายความว่า พวกเขาจะใช้งบประมาณในการพัฒนาน้อยกว่าที่เคยคิดเอาไว้มาก และอาจพลิกโฉมอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์

หลังจากเอไอโมเดล DeepSeek-R1 เปิดตัวเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม บริษัท DeepSeek ก็อวดอ้างว่า การทำงานของแอปพลิเคชันของพวกเขาเทียบได้กับ ChatGPT รุ่นล่าสุด เมื่อใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์, เขียนโค้ด และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP)

ด้านนาย มาร์ก อันดรีสเซน ที่ปรึกษาของโดนัลด์ ทรัมป์ และนักลงทุนแห่งซิลิคอน แวลลีย์ ระบุว่าการปรากฏของ DeepSeek-R1 ก็เหมือนเหตุการณ์ “สปุตนิก” เวอร์ชั่นเอไอ โดยเขาสื่อถึงตอนที่จู่ๆ สหภาพโซเวียตก็เปิดตัวดาวเทียมสปุตนิก ในปี 2500 ซึ่งเป็นการแสดงความสำเร็จทางเทคโนโลยีโดยที่สหรัฐฯ ไม่ทันได้ตั้งตัว

ความนิยมของ DeepSeek ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นสร้างความตกตะลึงแก่ตลาด ซึ่งไม่เพียงแต่บริษัทไอทีของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ผู้ผลิตชิปของเนเธอร์แลนด์อย่าง ASML ก็หุ้นร่วงมากกว่า 10% ขณะที่บริษัท Siemens Energy ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เอไอ หุ้นดิ่งถึง 21%

น.ส.ฟิโอนา ซินคอตตา นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก City Index กล่าวว่า การที่จู่ๆ โมเดลเอไอต้นทุนต่ำตัวนี้ก็ออกสู่ตลาด มันทำให้คู่แข่งเกิดความกังวลเรื่องผลกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อดูจากเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่พวกเขาได้ลงทุนไปในโครงสร้างเอไอของพวกเขา

ส่วนนาย เวย์-เซิร์น หลิง ที่ปรึกษาด้านความเสมอภาคทางเทคโนโลยีในสิงคโปร์ บอกกับ บีบีซี ว่า DeepSeek อาจทำให้การลงทุนในห่วงโซ่อุปทานเอไอทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แต่ Citigroup บริษัทธนาคารและการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ประเมินว่า ถึงแม้ DeepSeek จะสามารถท้าทายความเป็นเจ้าตลาดของบริษัทอเมริกันอย่าง OpenAI ได้ แต่ปัญหาหลายอย่างที่บริษัทจีนต้องเผชิญ จะขัดขวางการพัฒนาของพวกเขา

“เราประเมินว่าในสภาพแวดล้อมที่จำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น การที่สหรัฐฯ เข้าถึงชิประดับสูงได้มากกว่า จะเป็นข้อได้เปรียบ” รายงานของ Citigroup ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับผู้อพยพเกือบ 1,000 คนในวันเดียว สนองนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

สหรัฐฯ จับผู้อพยพเกือบ 1,000 คนในวันเดียว สนองนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

27 ม.ค. 2568 22:43 น.

สหรัฐฯ จับผู้อพยพเกือบ 1,000 คนในวันเดียว สนองนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

รัฐบาลทรัมป์จับกุมตัวผู้อพยพทั่วประเทศเกือบ 1,000 คนในวันเดียว รวมถึงที่เมืองชิคาโก หลังประธานาธิบดีขยายอำนาจจับกุมให้หน่วยงานรัฐบาลกลาง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐบาลกลางดำเนินการจับกุมตัวผู้อพยพผิดกฎหมายทั่วประเทศถึง 956 รายในวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2568 เพียงวันเดียว มากที่สุดนับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารถึง 21 ฉบับเพื่อยกเครื่องระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ รวมถึงขยายอำนาจการจับกุมให้แก่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลาง ซึ่งดำเนินการบุกตรวจค้นในหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงเมืองชิคาโก, นิวอาร์ก, ไมอามี และในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ตลอดช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

นายแบรนดอน จอห์นสัน นายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก ยอมรับการทำงานของ ICE โดยระบุว่า ตำรวจชิคาโกไม่ได้มีส่วนร่วมในการบุกจับกุม และย้ำเตือนให้ประชาชนรู้ถึงสิทธิ์ของตัวเอง

ส่วนที่เมืองไมอามี หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายหน่วยงาน รวมถึง ICE สาขาท้องถิ่น ดำเนินการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายในหลายข้อหา

ชายผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนหนึ่งอ้างกับสำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ว่า ภรรยาของเขาซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการขอสัญชาติ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่ของ ICE จับกุมตัวระหว่างการบุกตรวจค้นในเมืองไมอามีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายราส บารากา นายกเทศมนตรีเมืองนิวอาร์ก เผยว่า ผู้อยู่อาศัยและพลเรือนที่ไม่มีเอกสาร รวมถึงทหารผ่านศึก 1 คน ถูกจับตัวไปโดยไม่มีหมายจับระหว่างการบุกตรวจค้นธุรกิจท้องถิ่นของ ICE ซึ่งนายบารากายืนยันว่า เมืองนิวอาร์กจะไม่ยืนอยู่เฉยในขณะที่ผู้คนถูกคุกคามอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ด้านนาย ทอม โฮแมน “บอร์เดอร์ ซาร์” (border czar) ผู้คุมการเนรเทศคนต่างด้าวผิดกฎหมายทั้งหมด ของรัฐบาลทรัมป์ กล่าวว่า ผู้ที่ไม่มีเอกสารเข้าเมืองที่ถูกจับกุมตัวในปฏิบัติการบุกตรวจค้นนั้น จะถูกเนรเทศกลับประเทศบ้านเกิดของพวกเขา

นายโฮแมนกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว เอบีซี นิวส์ เมื่อวันอาทิตย์ด้วยว่า เขาคาดว่าจำนวนผู้ถูกจับกุมและเนรเทศจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่พวกเขากำลังมุ่งความสนใจตอนนี้ คือภัยคุกคามต้อความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของชาติ

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของ ICE รัฐบาลทรัมป์จับกุมตัวผู้อพยพ 956 คนในวันอาทิตย์ หลังจากจับผู้อพยพ 286 คนในวันเสาร์, 593 คนในวันศุกร์ และ 538 คนในวันพฤหัสบดี

ICE บอกด้วยว่า ในสมัยของรัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เจ้าหน้าที่จับกุมและเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายเฉลี่ยวันละ 311 รายเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้อพยพที่ก่ออาชญากรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม ตลอด 4 ปีของรัฐบาลไบเดน พวกเขาเนรเทศผู้อพยพออกจากสหรัฐฯ ราว 1.5 ล้านคน ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนผู้อพยพที่ถูกเนรเทศในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประธานฟูจิทีวี ลาออกเซ่นเรื่องฉาว พิธีกรดังล่วงละเมิดพนง.หญิง

ประธานฟูจิทีวี ลาออกเซ่นเรื่องฉาว พิธีกรดังล่วงละเมิดพนง.หญิง

27 ม.ค. 2568 16:14 น.

ประธานฟูจิทีวี ลาออกเซ่นเรื่องฉาว พิธีกรดังล่วงละเมิดพนง.หญิง

นายโคอิจิ มินาโตะ ประธานสถานีโทรทัศน์ฟูจิ ทีวี ประกาศลาออก เพื่อรับผิดชอบต่อกรณีพิธีกรชื่อดังล่วงละเมิดทางเพศพนักงานหญิง

บริษัทแม่ของสถานีโทรทัศน์ฟูจิ ทีวี เปิดเผยว่า ประธานบริษัท ฟูจิ เทเลวิชัน เน็ตเวิร์ก ประกาศลาออกวันนี้ (27 ม.ค.) หลังจากมีข้อกล่าวหาว่าพนักงานของสถานีช่วยจัดเตรียมอาหารมื้อหนึ่งให้กับมาซาฮิโระ นากาอิ พิธีกรรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่น ซึ่งถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบทางเพศ

การลาออกของนายโคอิจิ มินาโตะ เกิดขึ้นในขณะที่เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับนายนากาอิ อดีตสมาชิกวง SMAP ชื่อดัง ทำให้สถานีโทรทัศน์ฟูจิ ทีวีตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด และกำลังเผชิญกับกระแสตอบรับเชิงลบจากการจัดการเรื่องอื้อฉาวดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้นายนากาอิประกาศลาออกจากวงการบันเทิง

นายมินาโตะ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างนากาอิและผู้หญิงคนดังกล่าวเป็น “เหตุการณ์ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” และเปิดเผยว่าการรายงานที่จำเป็นและความร่วมมือภายในบริษัทไม่ได้รับการดำเนินการอย่างเหมาะสม นายนากาอิยังคงปรากฏตัวในรายการโดยไม่ได้ดำเนินการสอบสวนที่เหมาะสม และกล่าวต่อว่าเขาต้องการพบและขอโทษต่อพนักงานหญิงคนดังกล่าวโดยตรง

“ผมขอแสดงความความรับผิดชอบอย่างสุดซึ้ง ที่ปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น และได้ลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัทฟูจิ เทเลวิชัน และกรรมการบริษัทฟูจิ มีเดีย โฮลดิ้งส์ นอกจากนี้ ผมยังตกเป็นเป้าหมายการสอบสวนของคณะกรรมการภายนอกด้วย ผมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อค้นหาความจริง ป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก และปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรของเรา ผมขออภัยผู้ชมและพันธมิตรทางธุรกิจทุกคนสำหรับความไม่สะดวกและความกังวลใจอย่างมากที่เกิดจากเรื่องนี้”

ทั้งนี้ นากาอิบรรลุข้อตกลงเงินชดเชยนอกศาล เป็นจำนวน 90 ล้านเยน (ราว 19.56 ล้านบาท) กับพนักงานหญิงคนหนึ่งภายหลังมีการล่วงละเมิดทางเพศโดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้ยินยอม จนเธอต้องขอพักงานชั่วคราวหลังเกิดเหตุ เนื่องจากได้รับความกระทบเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงถึงขั้นคิดจะจบชีวิตตัวเอง และต่อมาเธอได้ตัดสินใจลาออกจากช่องฟูจิ ทีวี ในเดือนสิงหาคม 2024 ต่อมาในเดือนธันวาคม 2024 นิตยสารชูคังบุนชัน ได้นำเรื่องนี้ออกมาตีแผ่ จนกลายเป็นประเด็นดรามาบนโลกโซเซียลมีเดีย แต่กระแสกดดันก็ยังคงเพิ่มขึ้นรื่อยๆ จนต้นเดือนมกราคม 2025 นายนากาอิออกมายอมรับเรื่องดังกล่าว

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้น หลังนายมินาโตะ แถลงข่าวเมื่อวันที่ 17 มกราคม ยอมรับด้วยตัวเองว่า สถานีรับรู้เรื่องนี้มาราว 6 เดือน ก่อนที่สื่อจะนำมาเปิดโปง ชูคังบุนชันยังรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดรายการของสถานีโทรทัศน์ฟูจิทีวี มีส่วนเกี่ยวข้องในการเตรียมอาหารมื้อหนึ่งที่ทั้งคู่จะพบปะกัน โดยนายนากาอิตัดสินใจประกาศลาออกจากวงการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานีโทรทัศน์ฟูจิทีวี กำหนดให้พิธีกรหญิงต้องเข้าร่วมงานสังสรรค์เพื่อความบันเทิงแก่คนดัง

ฟูจิทีวีถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการตอบสนองหลังจากเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวถูกเปิดเผยเมื่อเดือนธันวาคม โดยจัดงานแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 มกราคม ซึ่งจำกัดจำนวนสื่อที่เข้าร่วมและห้ามการถ่ายทำ ส่วนผู้สนับสนุนมากกว่า 70 บริษัทพากันถอนโฆษณาออกจากช่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา.

ที่มา Kyodo

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สหรัฐฯ ยกเลิกภาษี 25% หลังโคลอมเบียยอมรับผู้อพยพถูกสหรัฐฯ เนรเทศ

สหรัฐฯ ยกเลิกภาษี 25% หลังโคลอมเบียยอมรับผู้อพยพถูกสหรัฐฯ เนรเทศ

27 ม.ค. 2568 15:22 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกภาษี 25% หลังโคลอมเบียยอมรับผู้อพยพถูกสหรัฐฯ เนรเทศ

โคลอมเบียยอมรับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ถูกสหรัฐฯ เนรเทศแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีสินค้านำเข้า 25% จากการที่โคลอมเบียไม่อนุญาตให้เครื่องบินทหารสหรัฐฯ นำตัวผู้ถูกเนรเทศเข้าประเทศ

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะไม่เก็บภาษีสินค้านำเข้า 25% กับโคลอมเบีย หลังจากโคลอมเบียตกลงที่จะรับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ถูกเนรเทศโดยไม่มีข้อจำกัด 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเก็บภาษีสินค้าโคลอมเบีย 25% หลังจากประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย สั่งห้ามเที่ยวบินขนส่งทหารสหรัฐฯ 2 ลำลงจอดในประเทศเมื่อวันอาทิตย์ ประธานาธิบดีเปโตรตอบโต้ในเบื้องต้นว่า โคลอมเบียจะรับพลเมืองที่ส่งตัวกลับประเทศโดย “เครื่องบินพลเรือน โดยไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนอาชญากร”

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า โคลอมเบียตกลงที่จะรับผู้อพยพที่เดินทางมาโดยเครื่องบินทหารสหรัฐ “โดยไม่มีข้อจำกัดหรือการล่าช้า” โคลอมเบียกล่าวว่าจะรักษาการเจรจาเพื่อ “รับประกันศักดิ์ศรีของพลเมือง” ทำเนียบขาวยกย่องข้อตกลงกับโคลอมเบียว่าเป็นชัยชนะของแนวทางที่แข็งกร้าวของทรัมป์ หลังจากผู้นำทั้งสองต่างตอบโต้กันบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์

กระทรวงต่างประเทศของโคลอมเบียกล่าวว่า ได้ “ก้าวข้ามทางตัน” กับสหรัฐฯ ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนายเปโตรได้เผยแพร่โพสต์บน X โดยประณามสิ่งที่เขาเรียกว่า “การปิดกั้น” ของทรัมป์ ก่อนหน้านี้เขาได้ปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินขนส่งทหารของสหรัฐฯ เข้าประเทศ โดยกล่าวว่าผู้อพยพควรถูกส่งกลับ “อย่างมีศักดิ์ศรีและความเคารพ”

เพื่อตอบโต้ ทรัมป์ได้ประกาศ “มาตรการตอบโต้ที่เร่งด่วนและเด็ดขาด” ในโพสต์บนเว็บไซต์ทรูธ โซเชียล สื่อโซเชียลมีเดียของเขา ซึ่งรวมถึงภาษีศุลกากรและมาตรการคว่ำบาตรวีซ่า แต่นายเปโตรตอบโต้บน X ด้วยโพสต์ที่ประกาศภาษีศุลกากรของเขาเองและเฉลิมฉลองมรดกของโคลอมเบีย “การปิดกั้นของคุณไม่ได้ทำให้ผมกลัว เพราะโคลอมเบียไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจของโลกอีกด้วย” 

ภายในไม่กี่ชั่วโมง ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะสามารถคลี่คลายข้อพิพาทนี้ได้ และทำเนียบขาวกล่าวว่าโคลอมเบียได้ตกลงตาม “ข้อเรียกร้องทั้งหมดของประธานาธิบดีทรัมป์”

ตามคำกล่าวของทำเนียบขาว ทรัมป์ได้ร่างมาตรการภาษีศุลกากรที่ “ร่างขึ้นอย่างสมบูรณ์” แล้ว และยังคงดำเนินการต่อไปหากโคลอมเบียไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้  ทรัมป์ยังได้ประกาศคว่ำบาตรวีซ่าและเพิ่มการตรวจสอบชาวโคลอมเบียที่ชายแดน ซึ่งจะคงอยู่ต่อไป จนกว่าเครื่องบินลำแรกที่บรรทุกผู้ถูกเนรเทศจากโคลอมเบียจะถูกส่งกลับประเทศได้สำเร็จ

หลุยส์ กิลเบอร์โต มูริลโล รัฐมนตรีต่างประเทศโคลอมเบีย กล่าวว่าโคลอมเบียจะยังคงรับชาวโคลอมเบียที่เดินทางกลับในฐานะผู้ถูกเนรเทศ โดยรับรองว่าพวกเขาจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีในฐานะพลเมืองที่อยู่ภายใต้สิทธิ

นายเปโตรได้จัดเตรียมเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งชาวโคลอมเบียกลับประเทศ ส่วนนายมูริลโลจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับสูงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ความบาดหมางระหว่างสองประเทศ เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลของทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะเนรเทศผู้อพยพออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นฐานในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง โดยคำสั่งฝ่ายบริหารบางฉบับได้ลงนามเพื่อขยายอำนาจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ในการจับกุมและกักขังผู้อพยพผิดกฎหมายบนแผ่นดินสหรัฐฯ.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign