ลิ้นติดโปรแฟร์ ’68 เปิดตลาดคึกคัก! ‘เก้า นพเก้า’ ชวน ช้อป ชิม เมนูมงคล รับเทศกาลตรุษจีน

ลิ้นติดโปรแฟร์ ’68 เปิดตลาดคึกคัก! ‘เก้า นพเก้า’ ชวน ช้อป ชิม เมนูมงคล รับเทศกาลตรุษจีน

ลิ้นติดโปรแฟร์ ’68 เปิดตลาดคึกคัก! ‘เก้า นพเก้า’ ชวน ช้อป ชิม เมนูมงคล รับเทศกาลตรุษจีน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

คึกคักกันตั้งแต่วันแรกเปิดตลาดกับ “ลิ้นติดโปรแฟร์ อิ่มหนำสำราญ ’68” มหกรรมอาหารอร่อย ของคู่ซี้ ก้อง ปิยะ – ท็อป ดารณีนุช   เฮง เฮง เฮง ฉลองเทศกาลตรุษจีน ก้อง – ท็อป ชวนพระเอกหนุ่มหล่อ “เก้า-นพเก้า เดชาพัฒนคุณ” มาร่วมชิม ช้อป เปิดรับความสุข พร้อมยกขบวนร้านดังร้านอร่อยมาไว้มากมาย

ภายในงานได้รับเกียรติจาก  ว่าที่ร้อยโท อรรถชล ทรัพย์ทวี นายอำเภอสามพราน ,คุณธนนันท์ ศรีสุวะ เกษตรจังหวัดนครปฐม ,คุณนันทพร เทพเทวิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด GBKK บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด มหาชน,คุณพิมพ์ภัทรา จันทร์หิรัญ ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา , ก้อง ปิยะ – ท็อป ดารณีนุช, เก้า-นพเก้า,ผัดไทย ใจดีดี, เฟิสท์ เอกพงศ์,ปุยฝ้าย AF,อะตอม ร่วมพิธีเปิดตลาดลิ้นติดโปร แฟร์ 68 อิ่มหนำสำราญ ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับขบวนเชิดสิงโตเพื่อความเป็นมงคล งานนี้ ก้อง ปิยะ และ เก้า นพเก้า ถือฤกษ์เปิดตลาดวันแรกแจกอั่งเปาให้เหล่า FC และผู้ที่มาร่วมงาน เฮง ปัง!! กันทั่วหน้า

เก้า นพเก้า ยังอาสาพารีวิวเมนูอร่อย พร้อมกับเหล่าแฟนคลับ  และผู้ที่มาร่วมงาน ได้ช้อป ชิมร้านค้าดาราดัง และร้านค้าภายในงานต่างขายดิบ ขายดี เฮง ปัง กันทุกร้าน ในช่วงต้อนรับเทศกาลตรุษจีน  “ลิ้นติดโปรแฟร์” จัดกิจกรรมเอาใจลูกค้า เพียงซื้อครบ 100 บาท ขึ้นไป มีสิทธิ์ลุ้นเสี่ยงเซียมซีรับรางวัล คูปองแทนเงินสด และรางวัลใหญ่กระเป๋าบุฟเฟต์  โดยมีรอบกิจกรรม 12.00 น./ 14.00 น./ 16.00 น.และ รอบ18.00 น. ของทุกวัน

พร้อมลุ้นรับอั่งเปาเป็นส่วนลดทุกเมนูภายในงาน “ลิ้นติดโปรแฟร์ อิ่มหนำสำราญ ’68”  ตั้งแต่วันนี้ ถึง 29 มกราคม นี้  ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา 

-(016)

TPCA เตรียมจัดประชุมใหญ่ โครงการ ‘พัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรระดับนานาชาติ’

TPCA เตรียมจัดประชุมใหญ่ โครงการ 'พัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรระดับนานาชาติ'

TPCA เตรียมจัดประชุมใหญ่ โครงการ ‘พัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรระดับนานาชาติ’

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

อุตสาหกรรมแผงวงจรไต้หวัน ร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและการศึกษายุคใหม่ประเทศไทย กับ โครงการ “พัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรระดับนานาชาติ” โดย TPCA เตรียมจัดประชุมใหญ่ครั้งแรก วันที่ 5 มีนาคมนี้!

อุตสาหกรรมแผงวงจรของไต้หวันเดิมมีจุดแข็งในการจัดการการผลิตระหว่างไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ กำลังปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา บริษัทหลายแห่งได้เริ่มขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมแผงวงจรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการลงทุนของบริษัทไต้หวัน ถึงปัจจุบัน มีบริษัทแผงวงจรไต้หวันกว่า 10 แห่งประกาศสร้างโรงงานใหม่ในประเทศไทย โดยคาดว่าโรงงานเหล่านี้จะ เริ่มการผลิตในปี 2025 ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตของมูลค่าอุตสาหกรรมแผงวงจรในประเทศไทยอย่างมาก พร้อมกับกระแสการลงทุน ในภูมิภาค ความต้องการบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมแผงวงจรก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สมาคมอุตสาหกรรมแผงวงจรไต้หวัน (Taiwan Printed Circuit Association: TPCA) ได้เริ่มการสำรวจความต้องการแรงงาน ในต่างประเทศเมื่อต้นปี 2024 โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2027 การลงทุนในประเทศไทยจะต้องการวิศวกรและบุคลากรด้านการบริหารจัดการกว่า 3,000 คน ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วนี้ทำให้การสรรหาผู้บริหารระดับต้นและระดับกลางกลายเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อรับมือกับความต้องการดังกล่าว TPCA ได้จัดงานจับคู่แรงงานแผงวงจรในประเทศไทยครั้งแรกในงาน “Intelligent Asia Thailand” เมื่อเดือนมีนาคม 2024 ซึ่งมีบริษัทกว่า 10 แห่ง มหาวิทยาลัย 10 แห่ง และนักศึกษากว่า 200 คนเข้าร่วม นอกจากนี้ TPCA ยังได้เยี่ยมเยียนหน่วยงานสำคัญของไทย เช่น สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPO) และมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง

ในเดือนตุลาคม 2024 TPCA ได้เชิญมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเหล่านี้มาเยือนไต้หวันเพื่อร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความ ร่วมมือ (MOU) ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรระหว่างไทยและไต้หวันTPCA ได้เปิดตัวโครงการ “การพัฒนาบุคลากรแผงวงจรระดับนานาชาติ” โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรม การจัดฝึกอบรม และการจับคู่ตำแหน่งงานเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้พื้นฐานในด้านแผงวงจรให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างรวดเร็ว

ในเดือนพฤศจิกายน 2024 TPCA ได้จัดการบรรยายให้ความรู้ในมหาวิทยาลัย 3 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (SUT) โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน กิจกรรมสำคัญในระยะที่ 3 ของโครงการ จะจัดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2025 โรงแรม AVANI สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นงานพิธีปิดการฝึกอบรมสำหรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังมีการจัดจับคู่ แรงงานและการพบปะระหว่างบริษัทแผงวงจรกับสถาบันการศึกษา เพื่อขยายโอกาสด้านการพัฒนาบุคลากรและกระชับ ความร่วมมือระหว่างไทยและไต้หวันคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล การศึกษา และสื่อมวลชนกว่า 100 คน ร่วมเป็นสักขีพยานในก้าวสำคัญ ของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแผงวงจรระหว่างสองประเทศครั้งนี้

อนาคต TPCA จะเดินหน้าพัฒนาทั้งแพลตฟอร์มการฝึกอบรมบุคลากรในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายเป้าหมายการฝึกอบรมให้ครอบคลุมความต้องการบุคลากรในระดับสากลของบริษัทไต้หวันที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อสร้างช่องทางการพัฒนาบุคลากรที่หลากหลายยิ่งขึ้นและส่งเสริมความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างภาคอุตสาหกรรมและการศึกษาผ่านโครงการ “การพัฒนาบุคลากรแผงวงจรระดับนานาชาติ” TPCA ตั้งเป้าที่จะยกระดับคุณภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรใน อุตสาหกรรมแผงวงจรในระดับสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในตลาดต่างประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมแผงวงจรก้าวสู่ความสำเร็จในระดับใหม่อย่างยั่งยืน

-(016)

TPCA เตรียมจัดประชุมใหญ่ โครงการ ‘พัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรระดับนานาชาติ’

TPCA เตรียมจัดประชุมใหญ่ โครงการ 'พัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรระดับนานาชาติ'

TPCA เตรียมจัดประชุมใหญ่ โครงการ ‘พัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรระดับนานาชาติ’

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

อุตสาหกรรมแผงวงจรไต้หวัน ร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและการศึกษายุคใหม่ประเทศไทย กับ โครงการ “พัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรระดับนานาชาติ” โดย TPCA เตรียมจัดประชุมใหญ่ครั้งแรก วันที่ 5 มีนาคมนี้!

อุตสาหกรรมแผงวงจรของไต้หวันเดิมมีจุดแข็งในการจัดการการผลิตระหว่างไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ กำลังปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา บริษัทหลายแห่งได้เริ่มขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมแผงวงจรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการลงทุนของบริษัทไต้หวัน ถึงปัจจุบัน มีบริษัทแผงวงจรไต้หวันกว่า 10 แห่งประกาศสร้างโรงงานใหม่ในประเทศไทย โดยคาดว่าโรงงานเหล่านี้จะ เริ่มการผลิตในปี 2025 ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตของมูลค่าอุตสาหกรรมแผงวงจรในประเทศไทยอย่างมาก พร้อมกับกระแสการลงทุน ในภูมิภาค ความต้องการบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมแผงวงจรก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สมาคมอุตสาหกรรมแผงวงจรไต้หวัน (Taiwan Printed Circuit Association: TPCA) ได้เริ่มการสำรวจความต้องการแรงงาน ในต่างประเทศเมื่อต้นปี 2024 โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2027 การลงทุนในประเทศไทยจะต้องการวิศวกรและบุคลากรด้านการบริหารจัดการกว่า 3,000 คน ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วนี้ทำให้การสรรหาผู้บริหารระดับต้นและระดับกลางกลายเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อรับมือกับความต้องการดังกล่าว TPCA ได้จัดงานจับคู่แรงงานแผงวงจรในประเทศไทยครั้งแรกในงาน “Intelligent Asia Thailand” เมื่อเดือนมีนาคม 2024 ซึ่งมีบริษัทกว่า 10 แห่ง มหาวิทยาลัย 10 แห่ง และนักศึกษากว่า 200 คนเข้าร่วม นอกจากนี้ TPCA ยังได้เยี่ยมเยียนหน่วยงานสำคัญของไทย เช่น สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPO) และมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง

ในเดือนตุลาคม 2024 TPCA ได้เชิญมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเหล่านี้มาเยือนไต้หวันเพื่อร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความ ร่วมมือ (MOU) ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรระหว่างไทยและไต้หวันTPCA ได้เปิดตัวโครงการ “การพัฒนาบุคลากรแผงวงจรระดับนานาชาติ” โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรม การจัดฝึกอบรม และการจับคู่ตำแหน่งงานเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้พื้นฐานในด้านแผงวงจรให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างรวดเร็ว

ในเดือนพฤศจิกายน 2024 TPCA ได้จัดการบรรยายให้ความรู้ในมหาวิทยาลัย 3 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (SUT) โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน กิจกรรมสำคัญในระยะที่ 3 ของโครงการ จะจัดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2025 โรงแรม AVANI สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นงานพิธีปิดการฝึกอบรมสำหรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังมีการจัดจับคู่ แรงงานและการพบปะระหว่างบริษัทแผงวงจรกับสถาบันการศึกษา เพื่อขยายโอกาสด้านการพัฒนาบุคลากรและกระชับ ความร่วมมือระหว่างไทยและไต้หวันคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล การศึกษา และสื่อมวลชนกว่า 100 คน ร่วมเป็นสักขีพยานในก้าวสำคัญ ของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแผงวงจรระหว่างสองประเทศครั้งนี้

อนาคต TPCA จะเดินหน้าพัฒนาทั้งแพลตฟอร์มการฝึกอบรมบุคลากรในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายเป้าหมายการฝึกอบรมให้ครอบคลุมความต้องการบุคลากรในระดับสากลของบริษัทไต้หวันที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อสร้างช่องทางการพัฒนาบุคลากรที่หลากหลายยิ่งขึ้นและส่งเสริมความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างภาคอุตสาหกรรมและการศึกษาผ่านโครงการ “การพัฒนาบุคลากรแผงวงจรระดับนานาชาติ” TPCA ตั้งเป้าที่จะยกระดับคุณภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรใน อุตสาหกรรมแผงวงจรในระดับสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในตลาดต่างประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมแผงวงจรก้าวสู่ความสำเร็จในระดับใหม่อย่างยั่งยืน

-(016)

‘Johanna Kyrklund’ เผยแนวโน้มและมุมมองการลงทุนในปี 2025

'Johanna Kyrklund' เผยแนวโน้มและมุมมองการลงทุนในปี 2025

‘Johanna Kyrklund’ เผยแนวโน้มและมุมมองการลงทุนในปี 2025

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.19 น.

แนวโน้มและมุมมองการลงทุนในปี 2025: รายได้กระแสเงินสด ผลตอบแทน และการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ยืดหยุ่น จากโอกาสการลงทุนทั้งในและนอกตลาด ในขณะที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังคงเอื้อต่อการสร้างผลตอบแทนได้ดี การกระจายการลงทุนจะมีความสำคัญต่อการสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น

โดย Johanna Kyrklund, Group Chief Investment Officer

ข่าวเกี่ยวกับการชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐอเมริกาได้ก่อให้เกิดการคาดเดาอย่าง ไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับนโยบายของเขา ในสภาพแวดล้อมนี้การถอยออกมาเพื่อมองภาพรวมที่ใหญ่กว่าของตลาด มักจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

บทความก่อนหน้านี้เราเคยเขียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบอบการลงทุน ซึ่งนำเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ โลกแบบพหุหรือมีหลายขั้ว นโยบายการคลังเชิงรุกที่มากขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่าน มา ด้วยสภาพแวดล้อมหลังวิกฤตการเงินโลกซึ่งประกอบด้วยนโยบายการคลังที่เข้มงวด นโยบายการเงินที่คงอัตรา ดอกเบี้ยในระดับต่ำ และการค้าเสรีที่กระจายไปทั่วโลก ทั้งหมดนั้นไม่ส่งผลเชิงบวกต่อประชาชนทั่วไปในประเทศ ตะวันตก แต่กลับนำไปสู่นโยบายประชานิยมที่เพิ่มมากขึ้น

ในบริบทดังกล่าว หากพิจารณาร่วมกับข่าวกรณีการชนะการเลือกตั้งของ ‘ทรัมป์’ อาจกล่าวได้ว่าการกลับมาของ ‘ทรัมป์’ เป็นผลมาจากการตอบสนองที่เกิดขึ้น มากกว่าที่จะเป็นสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมทางการเมือง ดังนั้น ในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โลกอาจพบกับการทวีความรุนแรงของผลพวงที่มีอยู่เดิม ทั้งนโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย และการตอบโต้ต่อโลกาภิวัตน์อย่างต่อเนื่องในรูปแบบของการเพิ่มพิกัดภาษี ศุลกากรที่สูงขึ้น (ควรทราบว่าประธานาธิบดี ‘ไบเดน’ ไม่ได้ยกเลิกพิกัดภาษีศุลกากรที่ ‘ทรัมป์’ กำหนดในสมัย ดำรงตำแหน่งครั้งแรกแต่อย่างใด)

สิ่งเหล่านี้มีความหมายอย่างไรต่อตลาดในปี 2025? หากไม่นับความเสี่ยงทางการเมือง สภาพแวดล้อมทาง เศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงมีสถานะที่เอื้ออำนวยโดยรวม อัตราเงินเฟ้อมีการปรับตัวลดลง และอัตราดอกเบี้ยมีการ ปรับลดลงทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ดังนั้นเราจึงคาดการณ์ได้ว่า ‘เศรษฐกิจจะเติบโตช้าลงจากก่อนหน้า แต่ยังคงเติบโตต่อไปได้เรื่อย ๆ’ หรือที่เรียกว่า ‘soft landing’ และคาดว่าเศรษฐกิจจะมีการเติบโตสูงขึ้นในช่วงปี 2025

เราคาดการณ์เศรษฐกิจแบบ soft landing ในปี 2025

ที่มา: LSEG DataStream, Schroders Economics Group, 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 แบบจำลองช่องว่างผลผลิต (Output Gap model) ของ ชโรเดอร์ส’ ประเมินขอบเขตที่เศรษฐกิจดำเนินงานต่ำกว่าศักยภาพสูงสุดโดยไม่ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ในช่วงชะลอตัวนั้นช่องว่างผลผลิตเป็นบวกและลดลง ส่วนช่วงขยายตัวช่องว่างผลผลิตเป็นบวกและเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจ ที่ถีบตัวสูงขึ้น

มองข้ามผู้ชนะในชั่วขณะล่าสุดเพื่อค้นหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

เมื่อมองหุ้นอย่างละเอียดมากขึ้น ดัชนี S&P 500 ดูเหมือนจะมีราคาสูงเกินไป ในขณะที่หุ้นนอกกลุ่มบริษัทใหญ่ และนอกสหรัฐอเมริกาดูน่าสนใจกว่าในแง่ของราคา นักลงทุนในตลาดหุ้นมักคุ้นเคยกับภาพที่บริษัทขนาดใหญ่ เพียงไม่กี่แห่งเป็นแรงขับเคลื่อนการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้น แต่รูปแบบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

เราคาดว่าผลตอบแทนที่เคยกระจุกอยู่ในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่จะมีการกระจายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พิจารณาสิ่งที่ ‘ทรัมป์’ ให้ความสำคัญ ทั้งการลดขั้นตอนทางกฎระเบียบ และการลดภาษีนิติบุคคลลง

ความคาดหวังการเติบโตของผลกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกภูมิภาคทั่วโลกในปี 2025

หมายเหตุ: ผลคาดการณ์นี้มิได้รับประกันและมิควรนำไปอ้างใช้เป็นทางการ

ที่มา: LSEG DataStream และ Schroders Strategic Research Unit ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2567

หมายเหตุ: EPS ญี่ปุ่นเป็นผลรวมสี่ไตรมาสจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนของปีปฏิทินถัดไป เช่น 2024 = 31/03/2024 – 31/03/2025. DM: ตลาดพัฒนาแล้ว EM: ตลาดเกิดใหม่

นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา การค้าจะเป็นหัวข้อที่พึงให้ความสำคัญหากทรัมป์ดำเนินการตามนโยบายภาษี ศุลกากรที่เขาประกาศในช่วงการเลือกตั้ง ในทางปฏิบัติภาษีศุลกากรที่แพร่หลายเช่นนี้อาจยากที่จะบังคับใช้เป็น กฎหมาย แต่ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจกระตุ้นให้บริษัทสัญชาติอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศเพื่อนบ้านและ ประเทศอื่นๆ ด้วย ดังนั้นเราจึงคาดการณ์ว่าประเทศต่างๆ จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมเพื่อชดเชยผลกระทบ เหล่านี้เช่นกัน

โดยรวมแล้ว เรามองเห็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเชิงบวกจากหุ้นในปี 2025 แต่ผู้ลงทุนอาจต้องมองข้าม ผู้ชนะในช่วงเวลาล่าสุด

ทั้งนี้เราควรตระหนักด้วยว่าความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นเนื่องจากความคาดหวังเชิงบวกได้ถูกนำไปรวมอยู่ในมูลค่า ตลาดแล้ว โดยเฉพาะเมื่ออัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.5% ถึง 5% เราจึงเห็นว่าการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากตลาดหุ้นกับพันธบัตรจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของผลตอบแทน จากหุ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นสามารถดึงเงินออกจากตลาดหุ้น รวมทั้งเพิ่มต้นทุนการกู้ยืม สำหรับบริษัทต่าง ๆ

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เรายังคงคาดการณ์สภาวะ soft landing หรือการเติบโตที่ช้าลงแต่ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้ แนวโน้มของเรายังคงกังวลว่าบรรยากาศการ เติบโตในสหรัฐอเมริกาอาจ “ร้อนแรงเกินไป” มากกว่าจะเป็นแบบ “เนิบช้าเกินไป” โดยนโยบายการควบคุม แรงงานต่างชาติและนโยบายที่สนับสนุนภาคธุรกิจอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อภายในประเทศ ซึ่งอาจจำกัดความ สามารถของธนาคารกลางสหรัฐในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

พันธบัตรสร้างรายได้กระแสเงินสดที่น่าสนใจ

เราเชื่อว่าในปัจจุบันเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากช่วงระบอบอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นช่วงภาวะเงิน ฝืดในช่วงปี 2010 ดังนั้นพันธบัตรจึงไม่ให้อัตราส่วนความสัมพันธ์เชิงลบในลักษณะเดียวกับที่เคยเป็นในทศวรรษ ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การถือครองพันธบัตรเพื่อสร้างรายได้กระแสเงินสดในลักษณะดั้งเดิมได้กลับมาอีกครั้ง ดังนั้นเราจึง แนะนำให้พิจารณาการรวมพันธบัตรไว้ในพอร์ตการลงทุน นโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน ทั่วโลกจะสร้างโอกาสในการลงทุนข้ามตลาดในตลาดตราสารหนี้และตลาดสกุลเงิน นอกจากนี้งบดุลที่แข็งแกร่ง ของบริษัทจะช่วยสนับสนุนผลตอบแทนที่เสนอในตลาดพันธบัตรของบริษัทเอกชนอีกด้วย

ในขอบเขตที่นักลงทุนกำลังมองหาเครื่องมือในการลดความเสี่ยง เราขอแนะนำให้พิจารณาทองคำ เพราะสามารถ ใช้ลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เช่นเดียวกับพันธบัตร นอกจากนั้นทองคำยังคงมูลค่าได้ดีในสภาวะ เศรษฐกิจที่ซบเซา รวมถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

การกระจายความเสี่ยงในการลงทุนคือกุญแจสำคัญที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตการลงทุน

แม้ว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปจะดูเอื้ออำนวยต่อผลตอบแทน แต่เราก็ไม่สามารถมองข้ามความจริง ที่ว่ามีความเสี่ยงมากมายรายล้อมอยู่ และโลกกำลังเผชิญกับการถูกดิสรัปหรือการชะงักงันในระดับที่ไม่เคยมีมา ก่อน โดยเกิดขึ้นในรูปแบบที่หลากหลาย

นอกจากความเสี่ยงที่ได้กล่าวถึงแล้ว ยังคงมีความเป็นไปได้จากกรณีการขึ้นภาษีศุลกากรและสงครามการค้า รวมถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในตะวันออกกลางและยูเครน โดยเราไม่อาจมองข้ามความเสี่ยงจาก การประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่ผิดพลาดได้

กลไกการส่งผ่านผลจากเหตุการณ์ทาง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ไปยังตลาดการเงินมักจะผ่านมาทางสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าโภคภัณฑ์มีความนิยมลดลงเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตทั่วโลก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการ กระจายความเสี่ยงและสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น นอกจากนี้ พลังงานยังเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความ ยืดหยุ่นให้กับพอร์ตการลงทุน ขณะที่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่ดี

นอกเหนือจากนั้น สินทรัพย์นอกตลาด (private markets) ก็สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตการลงทุน ได้เช่นกัน เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว สินทรัพย์นอกตลาดมักได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทาง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ น้อยกว่าหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหรือตราสารหนี้ ตัวอย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ด้านโครงสร้างพื้น ฐานที่ให้กระแสเงินสดระยะยาวที่มั่นคง รวมถึงสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับการประกันภัย (ILS) ซึ่งสภาพอากาศเป็น ปัจจัยเสี่ยงหลัก

โดยรวมแล้ว เราคาดว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเอื้ออำนวยต่อการสร้างผลตอบแทนที่ดีในปี 2025 อย่างไร ก็ตามยังคงมีความท้าทายที่จะต้องเผชิญ ดังนั้นการใช้กลยุทธ์การลงทุนที่กระจายความเสี่ยงโดยพิจารณาอย่าง รอบด้าน ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคและประเภทสินทรัพย์ จะสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตการลงทุน เพื่อพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในปีข้างหน้า

อินเตอร์ลิ้งค์ เปิด ‘DOUBLE Q SERIES : Fiber Optic Pigtail & Patch Cord’ ยกระดับคุณภาพระบบ Data Infrastructure

อินเตอร์ลิ้งค์ เปิด ‘DOUBLE Q SERIES : Fiber Optic Pigtail & Patch Cord’ ยกระดับคุณภาพระบบ Data Infrastructure

อินเตอร์ลิ้งค์ เปิด ‘DOUBLE Q SERIES : Fiber Optic Pigtail & Patch Cord’ ยกระดับคุณภาพระบบ Data Infrastructure

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.13 น.

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านสายสัญญาณอันดับต้น ๆ ของประเทศ นำเข้า และจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ,นำเข้าและค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ ยังเป็นผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมที่โดดเด่น เปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้ชื่อ “Double Q Series : New Pro Tech – Next Innovation Products” พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดในกลุ่ม “Fiber Optic Pigtail & Patch Cord : High Quality and Quick Response” นวัตกรรมโครงสร้างหลักแห่งอนาคต

นายสมบัติ อนันตรัมพร President of Interlink Communication PCL. Exclusive Authorized Distributor from LINK  ผู้ก่อตั้งบริษัทฯให้สัมภาษณ์ว่า DOUBLE Q SERIES แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING ออกแบบและพัฒนาเพื่อรองรับระบบโครงข่ายที่ต้องการความเร็ว และความแม่นยำสูง ด้วยคุณสมบัติที่สามารถรองรับแบนด์วิธขนาดใหญ่ ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ระบบโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้ล้ำหน้า

นายสมบัติ ระบุว่า DOUBLE Q SERIES โดดเด่นในเรื่องของ High Quality and Quick Response เน้นการพัฒนาความเร็ว และความแม่นยำในการส่งสัญญาณ ออกแบบให้สามารถใช้งานได้ในทุกสภาพแวดล้อม และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบเครือข่าย ตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงระดับ Enterprise พร้อมกับมีบริการพิเศษให้กับผู้ใช้งาน ตอบโจทย์ใช้งานได้อย่างไม่มีสะดุดอีกด้วย

นายอภิชาติ พงศ์นา Technical Product Director บริษัทฯแนะนำการใช้งาน DOUBLE Q SERIES  ครั้งนี้ LINK AMERICAN CABLING ย้ำถึงพันธกิจในการตั้งใจผลักดันนวัตกรรม และโซลูชันที่ครอบคลุมระบบโครงข่ายสายสัญญาณ ตั้งแต่การวิจัย การพัฒนา จนถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับโครงข่ายสายสัญญาณ ด้วยเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อทุกความต้องการในโลกยุคใหม่  ซึ่งโดดเด่นด้วยโครงสร้างหลักที่มุ่งเน้น High Quality and Quick Response เพื่อตอบโจทย์ต่อความต้องการ พร้อมร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเทคโนโลยีสายไฟเบอร์ออปติก เปิดศักราชแห่งปีด้วยผลิตภัณฑ์ล้ำสมัย

นายสมบัติ กล่าวเสริมในช่วงท้ายว่า การคิดค้น ต่อยอดนวัตกรรมใหม่ ด้วยการพัฒนาคุณภาพ รวมถึงยกระดับการให้บริการลูกค้าที่แตกต่าง ที่บริษัทฯยึดมั่นต่อเนื่องกว่า 38 ปี นับว่า โครงสร้างการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ DOUBLE Q SERIES นี้ จะสามารถช่วยเติมเต็มให้การติดตั้ง นำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย รวดเร็ว และง่ายดาย เพื่อลดเวลาในการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเครือข่าย  เหมาะสำหรับการใช้งานในระบบที่ต้องการแบนด์วิธสูง และการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน รองรับทั้งโครงข่ายระดับองค์กร ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบเครือข่ายในเมืองอัจฉริยะ ด้วยวัสดุพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อประสิทธิภาพที่ยั่งยืน ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งใจรองรับโลกอนาคต ที่เทคโนโลยี และระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม 

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ “DOUBLE Q SERIES : Fiber Optic Pigtail & Patch Cord” สามารถรับชมโซลูชันระบบโครงข่ายสายสัญญาณได้ที่ Website : https://www.linkcable.com/  

-(016)

วว. ชู ‘4 กลยุทธ์…SIEN’ พุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ประเทศ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วว. ชู ‘4 กลยุทธ์...SIEN’ พุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ประเทศ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วว. ชู ‘4 กลยุทธ์…SIEN’ พุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ประเทศ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.09 น.

การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 โดย สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าจะเติบโตอยู่ในช่วง 2.3-3.3% ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้านที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  ซึ่งการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการผลักดันภาคส่งออกให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้า นอกจากนี้ยังต้องขับเคลื่อนการลงทุนโดยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม  (วทน.)  โดยมีนโยบายสำคัญ 4  ด้าน ประกอบด้วย  1) พัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต  2) ยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก 3) พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้า เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต  และ 4 พัฒนากำลังคน สถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานวิจัยให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ทั้งสถาบันการศึกษา  หน่วยงาน วิจัย จะนำนโยบายนี้ไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

ดังนั้น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวง อว. จึงได้จัดการประชุมระดมความคิด หน่วยงานกำกับดูแล พันธมิตรคู่ความร่วมมือ ลูกค้า คู่ค้า คู่เทียบ ชุมชน สังคม และสื่อมวลชน ร่วมกำหนด “บทบาทการดำเนินงานของ วว. ในอนาคต” พร้อมชู “4 กลยุทธ์ : S – I – E – N” เป็นแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรในระยะเวลา 4 ปี   เพื่อนำ วทน. ไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เติบโตยั่งยืน ภายใต้แผนวิสาหกิจ พ.ศ. 2568– 2571  มีขอบเขตประเด็นระดมความคิดเห็นในการทบทวน ได้แก่ การทบทวนวิสัยทัศน์  เป้าหมาย  พันธกิจ  ยุทธศาสตร์  กลยุทธ์ ผลงานและบริการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Technology Roadmap) ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัย บริการถ่ายทอดเทคโนโลยี   เพื่อรองรับการวิจัยและให้บริการกับภาคธุรกิจและประชาชน เพื่อเสริมแกร่ง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ประเทศไทยเติบโตทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ( 23  มกราคม 2568 ณ  โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ)

โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ศุภชัย  ปทุมนากุล  ปลัดกระทรวง อว. ในฐานะประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  เป็นประธานเปิดการประชุมระดมความคิด ซึ่งมีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า  อว. มอบหมายให้ วว. เป็นหน่วยงานที่ช่วยขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าและคุณค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ชุมชนและประเทศชาติ รวมทั้งเสริมให้ วว. มีบทบาทสร้างเยาวชนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านธุรกิจควบคู่กัน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทย  โดยสิ่งที่เป็นนโยบายหลักของกระทรวง อว. คือ ต้องมีการวางแผนที่จะ spin off  มี joint KPI ทำร่วมกัน เช่น วว. อาจมีร่วมกับสถาบันวิจัย หน่วยงานภาคเอกชน มหาวิทยาลัย มีแผนที่จะช่วยเหลือเศรษฐกิจอย่างไร ช่วย SMEs  โดยจะวัดร่วมกัน รวมถึงการผลิตกำลังคนด้วย ซึ่งประเทศไทยมีการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) จำนวนมาก  จำเป็นต้องผลิตคนที่มีทักษะสูงร่วมกับมหาวิทยาลัยในการผลิตคนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก  ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นในปีนี้ให้ได้  รวมทั้งการทำ Tech transfer และ Tech spin off ต้องอยู่ในแผนดำเนินงานเพื่อสร้างธุรกิจที่เกิด impact กับประเทศให้ได้

“…คณะบอร์ดของ วว. มีนโยบายกำกับทิศทางการดำเนินงานในช่วงปี 2567-2568 ดังนี้ 1) วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพของประเทศ 2) วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 3) เร่งการพัฒนาบริการวิเคราะห์ทดสอบมูลค่าสูงที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อลด

การส่งวิเคราะห์ทดสอบต่างประเทศของผู้ประกอบการ SMEs และ 4) ขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะ (Intelligence Organization) ที่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่า สามารถปรับตัวเพื่อสร้างความสามารถที่มีเอกลักษณ์ในการแข่งขันและสร้างคุณค่า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า  ซึ่ง วว. ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยจัดทำแผนวิสาหกิจ พ.ศ. 2566-2570 ที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาศักยภาพขององค์กร โดยมียุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมการพัฒนา BCG มูลค่าสูง การส่งเสริม SMEs  ภาคอุตสาหกรรม การวิจัยพัฒนาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมุ่งสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไป…” ศ.ดร.ศุภชัย  ปทุมนากุล  กล่าว

ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  ผู้ว่าการ วว.  กล่าวแสดงวิสัยทัศน์แนวทางการขับเคลื่อน วว. ในช่วง ปี 2568-2571 ภายใต้บริบทการแก้ไขเพิ่มเติม (ร่าง) พรบ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่) พ.ศ…. ซึ่งจะมีการประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ว่า  วว. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 – 2570  ที่กำหนดให้ วว. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ SMEs ร่วมกับรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กรอบการพัฒนาความยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals : SDGs) ภายใต้การพัฒนาความยั่งยืนตามกรอบ ESG  Framework ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และการกำกับดูแลที่ดี (Governance)  โดย วว. ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคอุตสาหกรรม SME และชุมชนผ่านระบบนิเวศ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน”

โดยในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า  วว. มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานองค์กร ประกอบด้วย  4  กลยุทธ์หลัก  (S – I -E – N)  ดังนี้

กลยุทธ์ที่ 1   S : Science Technology and Innovation  เร่งสร้างผลงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพี่อตอบโจทย์ประเทศ  ในขอบข่ายอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 4 กลุ่ม  ( 1.เกษตรและอาหาร  2.สุขภาพและการแพทย์   3.พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ  4.ยานยนต์สมัยใหม่) และครอบคลุม 10 ด้าน (1.นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่  2.นวัตกรรมอาหาร 3.นวัตกรรมพืชสมุนไพร 4.การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม  5.เซลล์บำบัด  6.นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน  7.นวัตกรรมเศรษฐกิจสีเขียว  8.นวัตกรรมพลังงานสะอาด  9.เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน และ 10.เทคโนโลยีระบบอัดประจุไฟฟ้าและระบบควบคุม)

กลยุทธที่ 2    I : Infrastructure   การพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ดังนี้  1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STI)  ได้แก่ สถานที่ผลิตยาหมวดชีววัตถุ (ATMPs, Cell Therapy)  ที่ได้รับการรับรองจาก อย.  และ Stem Cell Plant  มาตรฐาน PIC/S GMP ,Stem Cell  Bank  ISO IEC  20378 กำลังผลิต 1,200,000 เซลล์/ปี โดยจะสร้างเสร็จในปี 2568 ใช้ระบบบริหารจัดการโดย Contract Development and Manufacturing Organization (CDMO)  2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (NQI)  เพื่อรองรับอุตสาหกรรม  EV ทั้งการทดสอบ (Testing) และการตรวจสอบ (Inspection)  และ 3.การยกระดับโรงงานต้นแบบ เพื่อให้บริการทดลองผลิตในระดับโรงงานอุตสาหกรรม

กลยุทธ์ที่ 3   E : Ecosystem  เสริมสร้างผู้ประกอบการและอุตสาหกรรม ด้วยวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม  ได้แก่  1.พัฒนาเทคโนธานีให้เป็น “นิคมวิจัยสำหรับเอกชน”  และ 2. จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับธุรกิจนวัตกรรม เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ทั้งเชิงพาณิชย์ สังคมและสาธารณประโยชน์

กลยุทธ์ที่ 4   N : Network   สร้างเครือข่ายตอบโจทย์เชิงพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  โดยครอบคลุม 1.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และ 2.การพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 5 ภาค ผ่านความเชี่ยวชาญของเครือข่ายพันธมิตรและ วว.

“…(ร่าง) พรบ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่) พ.ศ…. มีสาระสำคัญคือ การแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสถาบันให้สามารถดำเนินธุรกิจ ลงทุนหรือร่วมลงทุน และนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้  ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจาก พรบ. ผ่านการดำเนินงานของ วว. ได้แก่ 1) ลดการพึ่งพาเงินงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาล ในการดำเนินกิจการหรือการลงทุนโครงการวิจัยนวัตกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วทน. 2) ทำให้งานวิจัยที่มีคุณภาพสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยมีภาคเอกชนร่วมรับความเสี่ยงในการลงทุน  3) สามารถสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม จากการที่ผู้ประกอบการร่วมทุนกับ วว. เป็นการพัฒนาสร้างผู้ประกอบการใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และ 4) สามารถพัฒนานวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชน ในการแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างนวัตกรรมออกสู่ตลาดได้สอดคล้องนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม” สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายประเทศ  โดย “4  กลยุทธ์ : S-I-E-N” จะเป็นธงการดำเนินงานในกรอบระยะเวลา 4  ปี  ซึ่ง วว. พร้อมที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน…” ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  ผู้ว่าการ วว.  กล่าวสรุป

วว. พร้อมให้บริการ วทน. เพื่อเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 โทรสาร 0 2577 9009 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

-(016)

‘อ.คฑา ชินบัญชร’ เปิดเคล็ดลับ การใช้สีให้กิจการรุ่ง ค้าขายพุ่ง

‘อ.คฑา ชินบัญชร’ เปิดเคล็ดลับ การใช้สีให้กิจการรุ่ง ค้าขายพุ่ง

‘อ.คฑา ชินบัญชร’ เปิดเคล็ดลับ การใช้สีให้กิจการรุ่ง ค้าขายพุ่ง

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

เพื่อให้การเริ่มต้นปีใหม่นี้ เต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและสำเร็จ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ผนึกกำลังมูกับ อาจารย์คฑา ชินบัญชร ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์พยากรณ์ระดับประเทศ ในแคมเปญ “ซีเจ มูร์ ช้อปโอมเพี้ยงดวงเปรี้ยงรับปีใหม่” มาเผยเคล็ดลับการจัดร้านค้าให้ปังด้วยสีมงคล พร้อมแนะนำไอเท็มเสริมโชคที่ช่วยเพิ่มพลังความเฮงตลอดทั้งปีมะเส็งนี้

สีมงคลปีมะเส็ง เคล็ดลับเพิ่มความสำเร็จให้ร้านค้า

อ.คฑา เผยว่า สีที่เป็นพลังมงคลสำหรับปีมะเส็งนี้ ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีพลังเฉพาะตัวในการดึงดูดโชคลาภและเสริมความสำเร็จในธุรกิจสีแดง : เป็นสีที่เต็มไปด้วยพลังงาน ความเจริญรุ่งเรือง และการเฉลิมฉลอง เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มความโดดเด่น เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่ม สีเหลือง : แทนพลังแห่งความมั่นคง สุขภาพดี และความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับธุรกิจที่เน้นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพหรือสินค้าออร์แกนิก สีน้ำเงินและสีม่วง : เสริมความสุขและความสำเร็จ เหมาะสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ สีน้ำตาลอ่อน : เหมาะสำหรับร้านกาแฟหรือธุรกิจที่ต้องการสื่อถึงความทันสมัยและมั่นคง

จัดร้านให้ปังด้วยพลังแห่งสี

อ.คฑา ยังแนะนำการจัดร้านค้าให้สอดคล้องกับทิศทางและลักษณะของธุรกิจ เพื่อเพิ่มพลังมงคล ดังนี้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม : ควรใช้ สีเขียว สีน้ำตาล หรือ
สีน้ำเงิน เพื่อเสริมพลังแห่งความเจริญเติบโตและความผ่อนคลาย เช่นเดียวกับ บาว คาเฟ่ (BAO CAFÉ) โลโก้และมู้ดแอนด์โทนของร้านที่เน้นโทนสีน้ำตาล ช่วยเพิ่ม
ความรู้สึกอบอุ่น สอดคล้องกับความตั้งใจที่จะเป็นพื้นที่แห่งการพบปะและพักผ่อนสำหรับทุกคน

ร้านเครื่องสำอาง : ควรเน้นใช้ สีชมพู ทอง และน้ำเงิน เพื่อเพิ่มความรู้สึกหรูหราและเสน่ห์ให้กับสินค้า อาทิ นายน์ บิวตี้ (Nine Beauty) โซนเครื่องสำอางและความงามแบบมัลติแบรนด์ (Multi-brand) ในซีเจ มอร์ ที่ยังโดดเด่นด้วยการใช้ สีชมพู ในโลโก้และมู้ดแอนด์โทนของร้าน สะท้อนความอ่อนโยน และเต็มไปด้วยเสน่ห์

ร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค : ควรเลือกใช้สีที่แทนพลังของธาตุทั้ง 5 ได้แก่ น้ำ (น้ำเงิน), ไม้ (เขียว), ไฟ (แดง), ดิน (น้ำตาล) และ ทอง (เหลือง) เพื่อสร้าง
ความสมดุลและดึงดูดลูกค้าจากหลากหลายกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ซีเจ มอร์ (CJ MORE)

“ทั้งนี้ ก่อนที่จะเสริมพลังด้วยสี ร้านค้าหรือกิจการต่างๆ ควรคำนึงเรื่องทิศทางการหันหน้าของร้านด้วยเช่นกัน ซึ่งแต่ละทิศนั้นจะใช้สีไม่เหมือนกัน ร้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ ควรใช้สีเขียว น้ำเงิน ทิศตะวันออก สีแดง เขียว ทิศใต้ สีเหลือง ส้ม น้ำตาล และทิศตะวันตก ควรเสริมสีขาว ทอง น้ำเงิน แต่ให้หลีกเหลี่ยงสีดำกลางร้าน” อ.คฑา กล่าวทิ้งท้าย

เสริมธุรกิจให้ รุ่ง พุ่ง ปัง กันต่อ ด้วยไอเท็มมงคลจากแคมเปญ “ซีเจ มูร์ ช้อปโอมเพี้ยง ดวงเปรี้ยงรับปีใหม่” ร้านค้าหรือกิจการใดที่อยากเพิ่มพลังให้ธุรกิจ สามารถเสริมด้วยไอเท็มเสริมดวงที่ออกแบบและผ่านการปลุกเสกโดย อ.คฑา ชินบัญชร ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ได้แก่ การ์ดองค์เทพเสริมดวง ลายพระศิวะ ลายพระแม่ลักษมี และลายซีเคร็ต ท้าวเวสสุวรรณที่สามารถรับมาบูชาได้ง่าย ๆ เพียงเป็นสมาชิกสบายการ์ดและช้อปสินค้าในซีเจ มอร์ ครบ 200 บาทต่อใบเสร็จและ แก้วตักตวงมหามงคล ทั้ง 3 สี ได้แก่ สีเขียวมหารวย สีเหลืองมหาโชค และสีชมพูมหาเสน่ห์ ที่ใช้แต้มสมาชิกเพียง 99 แต้ม เพิ่มเงินอีก 89 บาท ก็สามารถรับไอเทมมงคลมาใช้เสริมดวงกันได้แล้ว

งานวิ่งสุดท้าทายต้อนรับ ‘กัปตันอเมริกา : ศึกฮีโร่จักรวาลใหม่’

งานวิ่งสุดท้าทายต้อนรับ ‘กัปตันอเมริกา : ศึกฮีโร่จักรวาลใหม่’

งานวิ่งสุดท้าทายต้อนรับ ‘กัปตันอเมริกา : ศึกฮีโร่จักรวาลใหม่’

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Marvel Studios จัดใหญ่ให้แฟนมาร์เวลชาวไทยได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษต้อนรับการมาถึงของศึกครั้งใหญ่ระหว่างกัปตันอเมริกา และ เรด ฮัลค์ ที่จะปะทะความแกร่งใน “MarvelStudios’ Captain America : Brave New World กัปตันอเมริกา : ศึกฮีโร่จักรวาลใหม่” กับงานวิ่งสุดท้าทาย “BRAVE NEW WORLD NIGHT RUN” ให้ทุกคนได้ปล่อยพลังพิสูจน์ความแข็งแกร่งยามค่ำคืนท่ามกลางแสงสีของแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ One Bangkok Park at One Bangkok ในวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 นี้

งานนี้เหล่านักวิ่งจะได้สนุกกับการแบ่งทีมเป็นฝั่งกัปตันอเมริกา (สีน้ำเงิน) และเรด ฮัลค์ (สีแดง) พร้อมสนุกกับบูธกิจกรรมและเกมหลากหลาย รวมถึงได้ทดสอบฝีเท้าในสนามวิ่งที่แปลกใหม่เป็นครั้งแรก อีกยังมีของที่ระลึกให้เก็บสะสมเพียบ ทั้งเสื้อทีม ปลอกข้อมือ กระเป๋าผ้า และผู้เข้าเส้นชัยยังจะได้รับเหรียญรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ภายในงานยังมีโชว์จากแขกรับเชิญสุดพิเศษ อาทิ ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่, ธามไท แพลงศิลป์, นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์, น้ำตาล-ทิพนารี
วีรวัฒโนดม, ฟิล์ม-รชานันท์ มหาวรรณ์ และ ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน

แฟนๆ มาร์เวลมาร่วมวัดพลังความแข็งแกร่งไปด้วยกันกับ “BRAVE NEW WORLD NIGHT RUN” ในวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ เวลา 19.00-24.00 น. ที่
One Bangkok Park at One Bangkok เพียงซื้อบัตรชมภาพยนตร์ล่วงหน้าเรื่อง “Marvel Studios’ Captain America : Brave New World กัปตันอเมริกา : ศึกฮีโร่จักรวาลใหม่” ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2568 ถึง 24 มกราคม 2568 แล้วกรอกข้อมูลเพื่อลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมได้ 3 ช่องทาง คือ ซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่าน Major Cineplex http://www.bravenewworldnightrun.com/majorcineplex ซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่าน SF Cinema http://www.bravenewworldnightrun.com/sfcinema ซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่าน One Ultra Screens http://www.bravenewworldnightrun.com/oneultrascreens ทั้งนี้ สิทธิ์มีจำนวนจำกัด

เตรียมไปพิสูจน์ความฟิตใน “BRAVE NEW WORLD NIGHT RUN” ก่อนไปตื่นตาตื่นใจกับแอ๊กชั่นดุเดือดในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์แห่งปี “MarvelStudios’ Captain America : Brave New World กัปตันอเมริกา : ศึกฮีโร่จักรวาลใหม่”ฉายจริงวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ นี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ และระบบ IMAX

มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลฯ จับมือ ม.มหิดล พลิกโฉมวงการแพทย์ไทย มุ่งสร้างนวัตกรรมอันล้ำหน้า พร้อมระดมทุนรักษามะเร็งด้วยเซลล์บำบัด

มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลฯ จับมือ ม.มหิดล พลิกโฉมวงการแพทย์ไทย  มุ่งสร้างนวัตกรรมอันล้ำหน้า พร้อมระดมทุนรักษามะเร็งด้วยเซลล์บำบัด

มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลฯ จับมือ ม.มหิดล พลิกโฉมวงการแพทย์ไทย มุ่งสร้างนวัตกรรมอันล้ำหน้า พร้อมระดมทุนรักษามะเร็งด้วยเซลล์บำบัด

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล

มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน “HumanIntreraction for Systemetic Innovation”ครั้งแรกกับการ กูรูด้านบริหารจัดการและนักวิจัยด้านการแพทย์ เพื่อพลิกโฉมการแพทย์ไทย จากกระบวนการคิด Systematic Framework ที่ทำให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการ Kickoff โครงการระดมทุนเพื่อการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้เซลล์แทนเคมีบำบัด กองทุนมูลนิธิมหิดลเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หวังทำโรงงานยาที่มีชีวิต หรือ MU-Bio Plant สร้างยาจากเซลล์ที่มีชีวิต (Living Drug) เป็นกลุ่มยา ATMP แห่งแรก เพื่อขยายผลสู่การผลิตยาเพื่อผู้ป่วยมะเร็งและโรคร้ายแรงในประเทศไทย และภูมิภาค ตอบโจทย์ความท้าทายทางสุขภาพในปัจจุบันและอนาคต

ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์ กล่าวว่า โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปแบบก้าวกระโดด จึงต้องเน้นทั้งการเรียนรู้ภายในองค์กรและนำการเรียนรู้ และการสร้างประสบการณ์จากภายนอกเข้ามาประยุกต์ใช้ แม้มหาวิทยาลัยมหิดลจะมีความเข้มแข็งอย่างมาก ในด้านงานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ ใช้ความเชี่ยวชาญที่ครบถ้วนในสหสาขาวิชาสร้างกลไก ในการเชื่อมโยงและกำหนดทิศทางประสานความร่วมมือเข้ามาช่วยขับเคลื่อนและร่วมพัฒนาประเทศ แต่การจะสร้างInnovation ต้องเป็นไปอย่าง Systematic เพื่อก่อให้เกิดการต่อยอดและนำไปใช้ได้จริง เกิดโซลูชั่นที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของสังคม ไปสู่ผลสำเร็จใน Real World Impact

Prof. Steven Eppinger

“คือ นอกจากจะพัฒนา ด้วยระบบการให้บริการงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่แล้ว ยังมีเรื่องงานวิจัยยาและการรักษาที่เป็นความหวังของผู้ป่วย งาน Human Interaction for Systematic Innovation จึงเป็นโครงการคิกออฟการระดมทุน เพื่อการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้เซลล์แทนเคมีบำบัด ให้มหาวิทยาลัยมหิดลสามารถทำโรงงานยาแบบ Cell and Gene Therapy อันจะเป็น Game Changer ของการรักษามะเร็ง ให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรค ที่เป็นสาเหตุการ
เสียชีวิตจากโรคภัยอันดับ 1 ของไทย ด้วยนวัตกรรมอันทันสมัยในราคาที่ต่ำลง”

ภายในงานมีกูรูด้านนวัตกรรมและกระบวนการคิด (Design Thinking) ชั้นนำของโลก Prof. Steven Eppinger,Massachusetts Institute of Technology,Sloan School of Management มาเปิดมุมมองและ สร้างแรงบันดาลใจในด้านทักษะกระบวนการคิดและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ Systematic Innovation through Human-Centered Designซึ่งนอกจากการบรรยาย ยังเปิดโอกาสช่วงถามตอบ เพื่อให้ตอบโจทย์ตรงใจผู้สนใจ ให้ได้มากที่สุด โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.วิชิตา รักธรรม รองอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินการเสวนา

นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาสุดเข้มข้นจาก นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ที่มาชี้มุมมองโอกาสเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน ในหัวข้อ “Empowering Thailand’s Economy Through Innovation”

รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ตบท้ายด้วยเสวนาสำคัญที่เป็นการอัปเดตนวัตกรรมการแพทย์ล่าสุด ในหัวข้อ “Revolutionizing Thai HealthcareThrough Innovation : นวัตกรรมพลิกอนาคตวงการแพทย์ไทย” ในการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการทดสอบการวิจัยผลิตภัณฑ์ยาในการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้เซลล์บำบัดแทนเคมีบำบัด และการสร้างโอกาสในการรักษามะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ ในอนาคต โดยผู้เชี่ยวชาญ รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.ปฐมพล วงศ์ตระกูลเกตุ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการเสวนาโดย ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด

“มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งเน้นการต่อยอดการศึกษาและวิจัยไปสู่ผลสำเร็จใน Real world impact ในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health science) และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม (Holistic wellbeing) ในระดับ โดยบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องมุ่งที่การสร้างผลกระทบเชิงบวกในโลกความจริง บนแนวทางการนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันเรื่องงานวิจัยยาจำนวนมาก เพื่อยกระดับการรักษาและดูแลสุขภาพแต่ยังมีข้อจำกัดในการนำเข้าสู่ช่วง ClinicalTrial ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะสามารถคิดค้นผลิตยา เป็นของไทยเอง เพราะการวิจัยทางคลินิก ต้องอาศัยความพร้อม และงบประมาณจำนวนมาก

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลมีแผนงานทำโรงงานยาที่มีชีวิต หรือ MU-Bio Plant โดยสร้างยาจากเซลล์ที่มีชีวิต(Living Drug) เป็นกลุ่มยา ATMP โดยหวังว่าจะเป็นโรงงานแรกของไทยที่ผลิตยาที่มีชีวิต เพื่อจะนำมารักษาโรคมะเร็งที่มีนวัตกรรมอันทันสมัยให้กับคนไทย”รองศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง

โรคมะเร็ง ถือเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของไทย นอกจากเสียชีวิตจากโรคมะเร็งโดยตรง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตจากการติดเชื้อเพราะมีภูมิคุ้มกันต่ำเนื่องจากได้รับยาเคมีบำบัด สาเหตุหลักของการเสียชีวิตอีกประการหนึ่ง คือ การดื้อยาหรือการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การใช้ยาจากเซลล์ที่มีชีวิตเพื่อการบำบัดรักษาโดยการใช้เซลล์และยีนจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการรักษาโรคมะเร็ง

ศาสตราจารย์ นพ.สุรเดช หงส์อิง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า การวิจัยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้รักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีน (CAR T-Cell) เป็นหนึ่งในผลงานวิจัยที่ทีมแพทย์และอาจารย์นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลได้เริ่มวิจัยมาตั้งแต่ปี 2567 จนสำเร็จ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเริ่มโครงการนำร่องในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งโรคเลือดมัยอิโลมา และยังนำไปใช้ในการรักษาโรค SLE จึงเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการรักษาอันล้ำหน้านี้ เพราะต้นทุนต่ำลงมาก นับเป็นความภาคภูมิใจ เพราะเป็นผลงานของคนไทย 100% และได้รับการจดสิทธิบัตรครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ

“การที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้ก่อตั้ง “กองทุนมูลนิธิมหิดลเพื่อความยั่งยืน” ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและต่อยอดงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมโลก โดยการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายทางสุขภาพในปัจจุบันและอนาคต มีพันธกิจในการสนับสนุนนักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อป้องกัน รักษาโรค ส่งเสริมสุขภาพ ขยายการเข้าถึงการรักษาและยกระดับชีวิตคนไทยครอบคลุมการพัฒนายา โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา และนี่คือก้าวแรกของการสร้างอนาคตที่จะพลิกโฉมงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ เพื่ออนาคตคนไทยทุกคนได้เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและเท่าเทียม”

ก้าวที่ไกลกว่าเดิม…จาก “ห้องทดลอง” สู่อนาคต “โรงงานยาที่มีชีวิตแห่งแรกในไทย” เพราะเราเชื่อว่า “โรงงานยาที่มีชีวิต”และ “ยาที่มีชีวิต” จะเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตของการรักษามะเร็งและเป็น Game Changer ที่จะพลิกโฉมวงการแพทย์ไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมนวัตกรรมทางการแพทย์ให้รุดหน้า และมีส่วนในการช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และโรคร้ายแรงสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่ทันสมัยได้ดียิ่งขึ้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์ฯ โทร. 082-5265501 หรือ Facebook :มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล และ Line : @mufoundation

คุณแหน : 24 มกราคม 2568

คุณแหน : 24 มกราคม 2568

คุณแหน : 24 มกราคม 2568

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll จตุพร บุรุษพัฒน์ เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตร Net Zero CEO#1 โดยมีศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล,พิพิธ เอนกนิธิ ต้อนรับ และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช,ศ.(พิเศษ)กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์,ศ.ดร.สุพจน์เตชวรสินสกุล และ ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ร่วมด้วย..

ll อำพลพงศ์สุวรรณ ผวจ.ยะลา เยี่ยมชมติดตามความก้าวหน้าโครงการวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่บูงากาโป ณ พื้นที่ต้นแบบพัฒนาของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ บ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา..

ll อนุชา บูรพชัยศรีสส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติให้สัมภาษณ์เรื่อง“ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้”ในฐานะผู้เสนอกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ได้เต็มศักยภาพ รับฟังได้ที่ https://youtu.be/S6HELj0jLGQ?si=f2LkoxqubgAIlkYL..

ll เพื่อนๆ ยินดีกับพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกกระทรวงพาณิชย์..

ll ณฐอร อินทร์ดีศรีรองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ลงพื้นที่ จ.ลำปาง เพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์บริการคนพิการทั่วไป และเครือข่ายด้านคนพิการ ใน ต.ห้างฉัตร และให้กำลังใจคนพิการและผู้ดูแลคนพิการที่กู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ..

ll ชาว ปธพ.1 ร่วมยินดีกับนพ.พินิจ หิรัญโชติ,นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์,รศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ,ศ.ดร.นพ.ประวิตรอัศวานนท์,พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารแพทยสภาวาระ 2568-2570..

ll สุชาติ เอี่ยมวีรวงศ์และครอบครัว บริจาคเงินเพื่อโครงการบูรณาการศูนย์มะเร็งครบวงจร รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย..

ll มิตรสหายปลื้มใจกับวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ ที่ บจ.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น โดยผลงานจากแปลงนาสู่สนามแข่ง มิติใหม่ของกีฬาเพื่อเกษตรกรไทยกวาด 2 รางวัลใหญ่ในงานประกาศรางวัล Marketing Award of Thailand สุดยอดแคมเปญการตลาด 2024 คือ รางวัลชนะเลิศGold Award หมวด Strategic Marketing และ รางวัล Grand Prize สุดยอดแคมเปญการตลาดแห่งปี จัดโดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย..

ll วันเกิดปีนี้ วีณา เลิศนิมิตรได้บริจาคช่วยการศึกษาเด็กพิการของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์..

ll รับตรุษจีนนี้ หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลาแนะเสริมพลังบวกทั้งดวงและโชค ด้วยกำไลเซนพลอยแท้จากธรรมชาติ 100% ตามวันเกิด7 วัน 7 สี แบรนด์ LUCKANA(ลัคนา) ด้วย ZEN Collection ดีไซน์สวยงาม ทำพิธีณ วัดเซ็นโคจิ ไดคันจิ ที่มีประวัติยาวนาน 1,400 ปี ในประเทศญี่ปุ่น ดูรายละเอียดที่ Line OA @Luckanajewelry หรือ FB facebook.com/luckanajewelry..

llขอเชิญชวนศิษย์เก่า รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ (BCC)ทุกคนไปร่วมพิธีมอบรางวัล BCC ดีเด่น รางวัล“อารีย์ เสมประสาท”และรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ 1 มี.ค. 14.00 น. ณ หอธรรมรร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และอยู่ต่อร่วมงานคืนสู่เหย้า ครบรอบ 100 ปี สมาคมศิษย์เก่าฯ…ร้อยเรียงตำนานชาวม่วงทอง เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามฟุตบอล รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย..

ll ยินดีกับรายนามผู้มีสิทธิ์เข้ารับการสัมภาษณ์หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 17 ตรวจสอบได้ที่ http://tepcot.utcc.ac.th/wpcontenthttps://static.naewna.com/uploads/2025/01/TEPCoT17.pdf..ll

น้องใหม่