ไฟไหม้ตีกระฟ้าในอาร์เจนตินา อพยพคนกว่าร้อยชีวิต (คลิป)

 ไฟไหม้ตีกระฟ้าในอาร์เจนตินา อพยพคนกว่าร้อยชีวิต (คลิป)

12 ก.พ. 2568 11:47 น.

ไฟไหม้ตีกระฟ้าในอาร์เจนตินา อพยพคนกว่าร้อยชีวิต (คลิป)

เกิดเหตุไฟไหม้ตีกระฟ้าซึ่งเป็นที่พักอาศัยสุดหรูในอาร์เจนตินา โดยเพลิงได้ลามขึ้นไปหลายชั้น จนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องเร่งอพยพคนกว่าร้อยชีวิตออกจากอาคาร

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินของอาร์เจนตินารายงานว่า มีผู้พักอาศัยในอาคารมากกว่า 100 คน ถูกอพยพออกจากอาคารที่พักอาศัยสุดหรูในกรุงบัวโนสไอเรส หลังจากเกิดไฟไหม้ลุกลามไปหลายชั้นของอาคาร โดยรายงานผู้บาดเจ็บการสำลักควันจำนวน 40 คน และมีหลายรายบาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยอาคารดังกล่าวสูง 50 ชั้น ตั้งอยู่ใน ย่านพิเศษ Puerto Madero ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านที่หรูหราที่สุดของเมือง

 ไฟไหม้ตีกระฟ้าในอาร์เจนตินา อพยพคนกว่าร้อยชีวิต (คลิป)

อัลแบร์โต เครสเซนติ หัวหน้าหน่วยฉุกเฉินของบัวโนสไอเรส ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ไฟได้ลุกลามขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 15 และมีเศษกระจกแตกตกลงมาจากหน้าต่างของอาคาร นับว่าโชคดีที่การอพยพเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ทำให้ไม่มีประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง

ออร์เนลลา กริล หญิงวัย 30 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าว เล่าว่า เธอได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ จึงรีบลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว

ขณะที่มาริอาโน ปาโวเน อดีตนักฟุตบอลที่เคยเล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ริเวอร์เพลท ของอาร์เจนตินา และ เรอัล เบติส ของสเปน ซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในอาคาร ระบุว่า เขาเห็นควันลอยขึ้นมา จึงรีบพาลูกชายและสุนัขลงมาข้างล่าง และนับว่าโชคดีที่ห้องของเขาไม่ได้รับความเสียหาย.

 ไฟไหม้ตีกระฟ้าในอาร์เจนตินา อพยพคนกว่าร้อยชีวิต (คลิป)

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้

เกาหลีเหนือประณามแผนยึดครองกาซาของทรัมป์ “ไร้สาระ”

เกาหลีเหนือประณามแผนยึดครองกาซาของทรัมป์ "ไร้สาระ"

12 ก.พ. 2568 10:44 น.

เกาหลีเหนือประณามแผนยึดครองกาซาของทรัมป์ “ไร้สาระ”

สื่อของทางการเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ประณามข้อเสนอของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีแผนจะยึดครองฉนวนกาซาและขับไล่ชาวปาเลสไตน์ให้ย้ายถิ่นฐานว่าเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” 

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ประณามแผนการยึดครองฉนวนกาซาและความพยายามในการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ของทรัมป์ ว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ และยังระบุว่าความหวังอันริบหรี่ของชาวปาเลสไตน์ในการมีความปลอดภัยและเกิดสันติภาพ กำลังถูกบดขยี้โดยข้อเสนอนี้

ในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่าตอนนี้ทั่วโลกกำลังถูกต้มในหม้อเดือดจนเละเป็นโจ๊ก เพราะแถลงการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนของสหรัฐฯนอกจากนี้ KCNA ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ เกี่ยวกับการยึดคลองปานามาและเกาะกรีนแลนด์ รวมถึงการเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวอเมริกา”โดยระบุว่าสหรัฐฯ ควรตื่นจากภาพลวงตาที่ล้าสมัยและหยุดละเมิดศักดิ์ศรีและอธิปไตยของประเทศและประชาชนอื่นๆ ทันที พร้อมเรียกสหรัฐฯ ว่าเป็น “นักขู่กรรโชก” อีกด้วย

แม้ว่าทรัมป์เคยจัดการประชุมสุดยอดที่ไม่เคยมีมาก่อนกับ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในสมัยแรกของเขา และเคยกล่าวถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีระหว่างกัน แต่จนถึงขณะนี้ สื่อของทางการเกาหลีเหนือ แทบไม่ได้กล่าวถึงทรัมป์ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ขณะเดียวกันยังคงโจมตีวอชิงตันและพันธมิตร ซึ่งเปียงยางมองว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอย่างร้ายแรง

เกาหลีเหนือมักจะแสดงจุดยืนต่อต้านแนวคิดตะวันตกในประเด็นระหว่างประเทศ และครั้งนี้ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ในกาซาอย่างแข็งกร้าว โดยกล่าวโทษอิสราเอลว่าเป็นต้นเหตุของการนองเลือด และเรียกสหรัฐฯ ว่าเป็น “ผู้สมรู้ร่วมคิด”.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ส่องรายชื่อสินค้าจ่อขึ้นราคาจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของทรัมป์

ส่องรายชื่อสินค้าจ่อขึ้นราคาจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของทรัมป์

12 ก.พ. 2568 10:11 น.

ส่องรายชื่อสินค้าจ่อขึ้นราคาจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของทรัมป์

  • คำสั่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมทั้งหมดในอัตรา 25%ในเดือนหน้า ปลุกกระแสความกังวลว่าจะยิ่งทำให้สงครามการค้ารุนแรงขึ้น และย่อมส่งผลกระทบต่อหลายส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • คำสั่งดังกล่าวยังรวมถึงการยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น แคนาดา, เม็กซิโก, บราซิล และสหภาพยุโรป ส่งผลให้ประเทศเหล่านี้ต่างออกมาประณามการตัดสินใจของทรัมป์อย่างเผ็ดร้อน
  • แม้ว่าคำสั่งนี้จะทำให้สหรัฐฯได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมในหลายภาคส่วนที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะรวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่มกระป๋องรวมไปถึงการก่อสร้างในสหรัฐฯอีกด้วย

หลังจากที่ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าอะลูมิเนียมของสหรัฐฯเป็น 25% จากเดิม 10% พร้อมทั้งยกเลิกข้อยกเว้นและข้อตกลงโควตาของประเทศคู่ค้าสำคัญเช่น แคนาดา, เม็กซิโก, บราซิล และสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนหน้า สิ่งที่ตามมาอย่างแน่นอนก็คือ ธุรกิจของสหรัฐฯ ที่ต้องการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

ตามข้อมูลของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งอเมริกา การนำเข้าเหล็กคิดเป็นประมาณ 23% ของการบริโภคเหล็กกล้าของอเมริกาในปี 2023 โดยแคนาดา บราซิล และเม็กซิโกเป็นซัพพลายเออร์ที่ใหญ่ที่สุด เฉพาะแคนาดาก็คิดเป็นเกือบ 80% ของการนำเข้าอะลูมิเนียมหลักของสหรัฐฯ ในปี 2024

เมื่อมีการปรับขึ้นราคา ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ อาจจะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค ผ่านการปรับราคาสินค้าต่างๆ ให้สูงขึ้น เนื่องจากเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตสินค้าหลายประเภทดังต่อไปนี้

ส่องรายชื่อสินค้าจ่อขึ้นราคาจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของทรัมป์

อาหารกระป๋อง เบียร์ และน้ำอัดลม

ตามข้อมูลจากสถาบันอุตสาหกรรมผู้ผลิตกระป๋อง Can Manufacturers Institute (CMI) ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนของอุตสาหกรรมผู้ผลิตกระป๋องระบุว่า อุตสาหกรรมกระป๋อง ของสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าเหล็กเป็นอย่างมาก โดย 70% ของเหล็กที่ใช้ในการผลิตกระป๋องอาหารในประเทศ ถูกนำเข้ามาจากประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์ และแคนาดา 

ในปี 2018 เมื่อทรัมป์สั่งเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก บริษัทผู้ผลิตกระป๋องจำนวนมากได้รับข้อยกเว้นจากภาษีดังกล่าว เนื่องจาก ปริมาณเหล็กที่ใช้ในการผลิตกระป๋องในสหรัฐฯ มีจำกัด แต่ภายหลัง โรงงานผลิตเหล็กในประเทศได้ลดกำลังการผลิตลงไปอีก ส่งผลให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับผู้ผลิตกระป๋อง องค์กร CMI ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลของทรัมป์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยมีบริษัทอาหารรายใหญ่ เช่น General Mills, Del Monte และ Goya ลงนามในจดหมายเพื่อเรียกร้องให้มีข้อยกเว้นทางภาษี

โรเบิร์ต บัดเวย์ ประธาน CMI กล่าวว่า หากไม่มีข้อยกเว้นทางภาษีสำหรับผู้ผลิตกระป๋อง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารกระป๋องที่ผลิตในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มสูงขึ้น และแม้ว่าประธานาธิบดีอาจคิดว่าภาษีเหล่านี้เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็ก แต่แท้จริงแล้วมันกำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพของอุปทานอาหารกระป๋องที่ชาวอเมริกันต้องพึ่งพาในทุกๆ วัน สำหรับอะลูมิเนียม

ด้านบริษัทผลิตเบียร์และเครื่องดื่มอัดลม เช่น Coca-Cola ได้ออกมาเตือนว่ามาตรการนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามไปด้วย เจมส์ ควินซี ประธานบริหารของ Coca-Cola กล่าวกับนักลงทุนว่า แม้ว่าทางบริษัทจะสามารถปรับตัวและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็ยังต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่า ครั้งนี้จะไม่มีข้อยกเว้นทั้งสำหรับสินค้าแต่ละประเภทหรือสำหรับประเทศใดเป็นพิเศษ

ส่องรายชื่อสินค้าจ่อขึ้นราคาจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของทรัมป์

อุตสาหกรรมยานยนต์

เมื่อทรัมป์กำหนดภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในสมัยแรก บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เช่น ฟอร์ด และ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ออกมาเตือนว่ามาตรการนี้อาจเพิ่มต้นทุนของบริษัทสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับผู้บริโภค บริษัทที่ปรึกษา Morningstar คาดการณ์ว่า การขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอดีตทำให้ราคารถยนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 1% หรือประมาณ 300 ดอลลาร์ต่อคัน เดวิด วิสตัน นักวิเคราะห์จาก Morningstar กล่าวว่า ฟอร์ด อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด

ขณะที่ไมเคิล วอลล์ นักวิเคราะห์จาก S&P Mobility กล่าวว่า ตลาดรถยนต์สหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดียวกับปี 2019 ทำให้บริษัทอาจไม่สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภคได้ แต่ก็เป็นไปได้ที่ราคาจะเพิ่มขึ้นบ้าง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทั้งหมดจากแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งอาจมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม หากมีการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ราคารถยนต์อาจเพิ่มขึ้นถึง 3,000 ดอลลาร์ ตามการคาดการณ์ของ TD Economists โดยจิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอของ ฟอร์ด ได้พูดถึงเรื่องนี้ในงานประชุมธุรกิจว่า การเคลื่อนไหวของทรัมป์กำลังก่อให้เกิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความวุ่นวายในอุตสาหกรรมยานยนต์

ส่องรายชื่อสินค้าจ่อขึ้นราคาจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของทรัมป์

จักรยาน

เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นวัสดุสำคัญในการผลิตจักรยาน ซึ่งทำให้มีโอกาสสูงที่ราคาจักรยานจะเพิ่มขึ้น เมื่อเดือนที่แล้ว องค์กรการค้า People For Bikes ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาษีนำเข้า 25% สำหรับสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก รวมถึง 10% สำหรับสินค้าจากจีน

อย่างไรก็ตาม หลังจากประกาศมาตรการนี้ได้เพียงไม่กี่วัน ทรัมป์ได้ชะลอการบังคับใช้ภาษีสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาออกไปหนึ่งเดือน แต่ยังคงอยู่ในแผนที่อาจถูกนำมาใช้ในอนาคต

ส่องรายชื่อสินค้าจ่อขึ้นราคาจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของทรัมป์

การก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย และเครื่องใช้ไฟฟ้า

อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ใช้เหล็กมากที่สุด ตั้งแต่โครงสร้างอาคารไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งคาร์ล แฮร์ริส  ประธานสมาคมผู้ก่อสร้างบ้านแห่งชาติ กล่าวว่าการเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม ขัดแย้งกับนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการทำให้ที่อยู่อาศัยมีราคาถูกลง เขายังเตือนด้วยว่า สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นในรูปแบบของราคาบ้านที่แพงขึ้น โดยทางสมาคมผู้ก่อสร้างบ้านแห่งชาติเรียกร้องให้รัฐบาล ยกเว้นภาษีสำหรับวัสดุก่อสร้าง

ทั้งนี้ ในปี 2018 ที่ ทรัมป์ได้สั่งเก็บภาษีนำเข้าเหล็กเพิ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า Whirlpool เปิดเผยว่า ต้นทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 350 ล้านดอลลาร์ อันเป็นผลมาจากการขึ้นราคาของเหล็ก ซึ่งทำให้สินค้าราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งบริษัทที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนเหล่านี้ได้ อาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้นในร้านค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : BBC , ABC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เก็บภาษีเหล็ก

ปลาหน้าลายชนิดใหม่ ตั้งชื่อตามเจ้าหญิงนักรบ หนังแอนิเมชัน Princess Mononoke

ปลาหน้าลายชนิดใหม่ ตั้งชื่อตามเจ้าหญิงนักรบ หนังแอนิเมชัน Princess Mononoke

12 ก.พ. 2568 09:14 น.

ปลาหน้าลายชนิดใหม่ ตั้งชื่อตามเจ้าหญิงนักรบ หนังแอนิเมชัน Princess Mononoke

ปลาน้ำลึกชนิดใหม่ที่เพิ่งค้นพบ ได้รับการตั้งชื่อว่า “ซัง” (San) ตามชื่อเจ้าหญิงนักรบจากภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อดังของสตูดิโอจิบลิเรื่อง Princess Mononoke เนื่องมาจากลวดลายบนใบหน้าที่โดดเด่น

ปลาน้ำลึกชนิดใหม่ที่เพิ่งค้นพบ ได้รับการตั้งชื่อว่า “ซัง” (San) ตามชื่อเจ้าหญิงนักรบจากภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อดังของสตูดิโอจิบลิเรื่อง Princess Mononoke เนื่องมาจากลวดลายที่โดดเด่นบนใบหน้า

นักวิจัยชาวจีนระบุชื่อปลาสายพันธุ์ใหม่ว่า Branchiostegus sanae หลังจากที่พวกเขาสังเกตเห็นแถบบนแก้มที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน เช่นเดียวกับ “ซัง” เจ้าหญิงที่ได้รับการเลี้ยงดูจากหมาป่า เป็นตัวเอกในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Princess Mononoke ของฮายาโอะ มิยาซากิ เมื่อปี 1997 ที่สร้างความฮือฮาในญี่ปุ่นและทำรายได้ที่บ็อกซ์ออฟฟิศไปกว่า 19,000 ล้านเยน

ปลาที่เพิ่งค้นพบนี้คือปลาไทล์ฟิชน้ำลึก ซึ่งอยู่ในวงศ์ Branchiostegidae ที่มักพบได้ในระดับความลึกสุดขั้ว โดยบางชนิดพบได้ลึกถึง 600 เมตรใต้ผิวน้ำ

นักวิจัยจากสถาบันสมุทรศาสตร์ทะเลจีนใต้ สถาบันวิทยาศาสตร์จีน มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง และมหาวิทยาลัยสมุทรศาสตร์แห่งประเทศจีน ใช้การวิเคราะห์ทางพันธุกรรมเพื่อยืนยันว่าปลาชนิดนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากมันมีความคล้ายคลึงกับตัวละคร “ซัง” พวกเขาจึงเลือกใช้ “ซานาเอะ” เป็นชื่อเฉพาะเพื่อเป็นการยกย่อง

หวง ห่าวเฉิน ผู้เขียนรายงานหลักของการศึกษากล่าวว่า “ใน Princess Mononoke ซังเป็นหญิงสาวที่ถูกหมาป่าเลี้ยงดู หลังจากถูกพ่อแม่มนุษย์ทอดทิ้ง เธอเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของป่าและต่อสู้เพื่อปกป้องมัน “ภาพยนตร์เรื่องนี้เจาะลึกถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างทั้งสองสิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหวังว่าจะสะท้อนผ่านการตั้งชื่อนี้”

ปลาไทล์ฟิชน้ำลึกมักพบในตลาดอาหารทะเลทั่วเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายของปลาไทล์ฟิชยังค่อนข้างต่ำ โดยมีการระบุไว้เพียง 31 สายพันธุ์ในวงศ์ Branchiostegidae และ 19 สายพันธุ์ในสกุล Branchiostegus

หวงกล่าวว่า “การค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่มนี้ถือเป็นสิ่งที่พบได้ยากและถือเป็นเรื่องโชคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง Branchiostegus sanae”

ทั้งนี้ ในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา มีการระบุสายพันธุ์ใหม่ในสกุล Branchiostegus เพียงสามสายพันธุ์เท่านั้น โดยมีการเก็บรักษาตัวอย่างไว้ในคอลเลกชันระบบนิเวศทางทะเล เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพวกมัน.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทรัมป์-มัสก์ ยืนยันโครงการปิดหน่วยงานรัฐ ทำอย่าง “โปร่งใส”

ทรัมป์-มัสก์ ยืนยันโครงการปิดหน่วยงานรัฐ ทำอย่าง “โปร่งใส”

12 ก.พ. 2568 08:32 น.

ทรัมป์-มัสก์ ยืนยันโครงการปิดหน่วยงานรัฐ ทำอย่าง “โปร่งใส”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยอีลอน มัสก์ พันธมิตรและที่ปรึกษา กล่าวปกป้องการลดจำนวนหน่วยงานของรัฐบาลกลางและเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ DOGE และยืนยันว่าโครงการเหล่านี้มีความ “โปร่งใสที่สุด”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยอีลอน มัสก์ พันธมิตรและที่ปรึกษา ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว เมื่อบ่ายวันอังคาร (11 ก.พ.) โดยในช่วงถาม-ตอบที่ระหว่างมัสก์กับนักข่าว มัสก์ยืนกรานว่าเขาไม่ได้กำลังวางแผน “เข้ายึดครองรัฐบาลอย่างเป็นปฏิปักษ์” แต่เขากำลังมอบสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรียกร้อง “ประชาชนลงคะแนนเสียงเพื่อการปฏิรูปรัฐบาลครั้งใหญ่ ไม่ควรมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้” มัสก์กล่าวต่อว่า “ประชาชนลงคะแนนเสียงเพื่อการปฏิรูปรัฐบาลครั้งใหญ่ และนั่นคือสิ่งที่ประชาชนจะได้รับ”

เมื่อถูกถามว่าเขากำลังสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากเขามีสัญญากับรัฐบาลหลายฉบับ มัสก์ยืนกรานว่าไม่เคยมีองค์กรใดที่ “โปร่งใสกว่า DOGE” และประชาชนสามารถเห็นได้ด้วยตัวเองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ มัสก์กล่าวกับนักข่าวว่า “ผมคาดหวังอย่างเต็มที่ว่าจะถูกตรวจสอบและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดทุกวัน”

ทรัมป์ยังอ้างว่าเขาจะ “ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล” เนื่องจากผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางหลายคนคัดค้านความพยายามของพวกเขา แต่จะ “ยื่นอุทธรณ์” “ผมปฏิบัติตามคำสั่งของศาลเสมอ ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลเสมอ และจะยื่นอุทธรณ์” ทรัมป์กล่าว

มัสก์ยังกล่าวว่า กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จำเป็นต้องมีการควบคุมขั้นพื้นฐาน หลังจากที่ผู้พิพากษาศาลแขวงของสหรัฐฯ ได้ปิดกั้นไม่ให้กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล เข้าถึงระบบการชำระเงินของกระทรวงการคลัง โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ของระบบราชการของรัฐบาลกลางกำลังร่ำรวยขึ้นด้วยเงินภาษีของประชาชน และตัวแทนของประชาชนที่ได้รับการเลือกตั้ง ควรตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ มากกว่าระบบราชการขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มัสก์และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้โจมตีความชอบธรรมของการกำกับดูแลของศาล ซึ่งเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยอเมริกันที่มีพื้นฐานอยู่บนการแบ่งแยกอำนาจ.

ที่มา  AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทรัมป์พบคิงจอร์แดน ย้ำสหรัฐฯ จะยึดกาซา และให้จอร์แดนรับผู้อพยพ

ทรัมป์พบคิงจอร์แดน ย้ำสหรัฐฯ จะยึดกาซา และให้จอร์แดนรับผู้อพยพ

12 ก.พ. 2568 06:36 น.

ทรัมป์พบคิงจอร์แดน ย้ำสหรัฐฯ จะยึดกาซา และให้จอร์แดนรับผู้อพยพ

โดนัลด์ ทรัมป์ พบกับคิงอับดุลเลาะห์แห่งจอร์แดนที่ทำเนียบขาว โดยเขาย้ำอีกครั้งว่าสหรัฐฯ จะเข้ายึดครองฉนวนกาซา และให้จอร์แดนรับชาวปาเลสไตน์เข้าไปอยู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของสมเด็จพระราชาธิบดี อับดุลเลาะห์ แห่งประเทศจอร์แดน ในวันอังคารที่ 11 ก.พ. 2568 โดยผู้นำทั้งสองได้พูดคุยกัน ซึ่งนายทรัมป์ได้ยืนยันอีกครั้งว่า สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมฉนวนกาซา

นี่นับเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างสมเด็จพระราชาแห่งจอร์แดนกับผู้นำสหรัฐฯ หลังจากนายทรัมป์ประกาศข้อเสนอว่าจะให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมฉนวนกาซาหลังสงครามจบลง เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาดินแดน ขณะที่ให้ย้ายชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนในดินแดนแห่งนี้ ไปอยู่ในประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง รวมถึงจอร์แดนด้วย

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์เพิ่งออกมาขู่จะตัดความช่วยเหลือที่มอบให้แก่จอร์แดนกับอียิปต์ หากทั้ง 2 ประเทศไม่ให้ความร่วมมือในการรับผู้อพยพชาวกาซา

นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวภายในห้องทำงานรูปไข่โดยที่มีคิงอับดุลเลาะห์นั่งอยู่ด้วยว่า เขาจะไม่เปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองซึ่งเรียกเสียงประณามจากทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ก่อน “เราจะยึดมัน (กาซา) เราจะครอบครองมัน และเราจะดูแลมันอย่างดี” นายทรัมป์อ้างด้วยว่า หากสหรัฐฯ ครอบครองดินแดนแห่งนี้ จะสามารถสร้างงานได้มากมาย

ด้านคิงอับดุลเลาะห์ตรัสว่า จำเป็นต้องมีทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย และว่าจอร์แดนยินดีรับเด็กชาวปาเลสไตน์ที่ล้มป่วยจำนวน 2,000 คน

อย่างไรก็ตามย้ำคำเดิมว่า เขาต้องการให้จอร์แดนกับอียิปต์รับชาวปาเลสไตน์เข้าไปอยู่ตามแผนของเขา “ผมเชื่อว่าเราจะมีที่ดินสักผืนในจอร์แดน ผมเชื่อว่าเราจะมีที่ดินสักผืนในอียิปต์ เราอาจมีที่อื่นอีก แต่ผมคิดว่าเมื่อการสนทนาของเราจบลง เราจะมีที่ที่พวกเขาสามารถไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยมากๆ”

แต่คิงอับดุลเลาะห์ตรัสหลังหารือกับนายทรัมป์ในวันอังคารว่า จอร์แดนมีจุดยืนอย่างแน่วแน่ในการต่อต้านการอพยพย้ายถิ่นชาวปาเลสไตน์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เดนมาร์กครองแชมป์ดัชนีคอร์รัปชัน CPI 7 ปีซ้อน ไทยรั้งที่ 107 ร่วม

เดนมาร์กครองแชมป์ดัชนีคอร์รัปชัน CPI 7 ปีซ้อน ไทยรั้งที่ 107 ร่วม

12 ก.พ. 2568 05:47 น.

เดนมาร์กครองแชมป์ดัชนีคอร์รัปชัน CPI 7 ปีซ้อน ไทยรั้งที่ 107 ร่วม

เดนมาร์กครองแชมป์ประเทศที่มีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันดีที่สุดเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันแล้ว ขณะที่ไทยรั้งอันดับ 107 ร่วม โดยคะแนนลดลงจากปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เผยแพร่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2567 ออกมาแล้ว โดยเดนมาร์กได้อันดับ 1 ประเทศที่มีภาพลักษณ์เรื่องการคอร์รัปชันดีที่สุดเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันแล้ว โดยได้คะแนนไป 90 เต็ม 100 จุด

ขณะเดียวกัน ประเทศฟินแลนด์ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ที่ 88 คะแนน ตามด้วยสิงคโปร์ที่เลื่อนจากอันดับ 4 ในปี 2566 มาอยู่อันดับ 3 ด้วยคะแนน 84 คะแนน กลายเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แซงหน้านิวซีแลนด์ที่อันดับโลกตกลงไปอยู่ที่ 4 หลุดจาก 3 อันดับบนเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี

สิงคโปร์ยังเป็นชาติเอเชียประเทศเดียวที่ติดท็อป 10 ของโลกมาตลอด นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำดัชนี CPI ในปี 2538

ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 5 ของอาเซียน และอันดับที่ 107 ของโลกร่วมกับประเทศอย่าง แอลจีเรีย, บราซิล, มาลาวี, เนปาล และตุรกี โดยถึงแม้ว่าตัวเลขอันดับจะสูงขึ้นจากปีก่อน แต่คะแนน CPI กลับลดลง 1 จุด ไปอยู่ที่ 34 จุด สะท้อนว่าสถานการณ์การคอร์รัปชันในประเทศแย่ลงเล็กน้อย

ทั้งนี้ ดัชนีการรับรู้การทุจริตเป็นการจัดอันดับและประเมินระดับภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในภาครัฐของ 180 ประเทศทั่วโลก โดยแต่ละประเทศจะได้คะแนนไล่ตั้งแต่ 0 ซึ่งหมายถึงมีการคอร์รัปชันสูงมาก ไปจนถึง 100 หรือมีการคอร์รัปชันน้อยมาก

สํานักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของประเทศไทยระบุว่า โดยผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2567 นั้น เป็นการประเมินจากแหล่งข้อมูล 9 แหล่ง โดยประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้น 5 แหล่ง ลดลง 4 แหล่ง

โดยคะแนนที่เพิ่มขึ้นนั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเพราะ ภาครัฐได้แสดงออกให้สาธารณชนเห็นอย่างชัดแจ้งในการตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะการเน้นย้ำในความเคร่งครัด เอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่มุมมองต่อการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นไปในทางที่ดีขึ้น

ส่วนสถาบันที่ให้คะแนนลดลงมองว่า ความไม่โปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการบริหารงบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ โดยมีกรณีสำคัญ เช่น นโยบายประชานิยม การนำงบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล การใช้จ่ายอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือขาดความคุ้มค่า ส่งผลให้ทรัพยากรของรัฐไม่ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ภาคนักลงทุนมองว่า ยังคงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะต้องเผชิญกับการเรียกรับเงินหรือการจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐในการประกอบธุรกิจ และมีข้าราชการ นักการเมือง เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ที่ยังไม่มีกลไกการตรวจสอบ ดำเนินคดี หรือลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทุจริตอย่างรวดเร็ว

10 อันดับประเทศที่ดัชนีการรับรู้การทุจริตดีที่สุดประจำปี 2567

1. เดนมาร์ก 90 คะแนน

2. ฟินแลนด์ 88 คะแนน

3. สิงคโปร์ 84 คะแนน

4. นิวซีแลนด์ 83 คะแนน

5. ลักเซมเบิร์ก 81 คะแนน

5. นอร์เวย์ 81 คะแนน

5. สวิตเซอร์แลนด์ 81 คะแนน

8. สวีเดน 80 คะแนน

9. เนเธอร์แลนด์ 78 คะแนน

10. ออสเตรเลีย 77 คะแนน

10. ไอซ์แลนด์ 77 คะแนน

10. ไอร์แลนด์ 77 คะแนน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : transparency

ระบบโลกพัง

ระบบโลกพัง

12 ก.พ. 2568 05:35 น.

ระบบโลกพัง

9 กุมภาพันธ์ 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯให้สัมภาษณ์คณะผู้สื่อข่าวบนเที่ยวบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “ผมมุ่งมั่นที่จะซื้อและเป็นเจ้าของกาซา ในขณะที่พวกเรา (สหรัฐฯ) เข้าไปฟื้นฟูมัน (ฉนวนกาซา) เราจะมอบให้รัฐอื่นในตะวันออกกลางมีส่วนร่วมในการก่อสร้างบางส่วน รัฐอื่นเข้ามาทำ (การก่อสร้าง) ผ่านการอุปถัมภ์ของเรา เรามุ่งมั่นที่จะเป็นเจ้าของมันและครอบครองมัน (ฉนวนกาซา)”

ต่อแต่นี้เป็นต้นไป ชาติรัฐที่มีอำนาจสามารถรวมกันไปโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่ง ทำลายบ้านเมืองให้ย่อยยับ ยากแก่การกลับมาฟื้นฟูบูรณะ จากนั้นก็จัดการอพยพประชาชนคนในพื้นที่ให้ย้ายไปอยู่ในประเทศอื่นหรือภูมิภาคอื่น ส่วนประเทศที่รวมตัวสุมหัวกันเข้าไปตีก็นำพื้นที่นั้นมาแบ่งกันเพื่อขยายดินแดนเดิมไม่มีใครกล้าทำอย่างโจ๋งครึ่มและกล้าพูดจาเปิดเผยอย่างทรัมป์ คำให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ทำให้คณะผู้นำของแต่ละประเทศต้องนึกถึงการป้องกันตนเอง จะป้องกันตนเองได้ก็ต้องมีทั้งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์

ชาติรัฐบนโลกจะต้องเริ่มสะสมอาวุธ มีไม่กี่ประเทศที่ผลิตอาวุธขาย หนึ่งในไม่กี่ประเทศนั้นคือสหรัฐฯ หลังจากทั้งโลกเร่งซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ประเทศเหล่านั้นก็จะมีเงินนำไปใช้ทางด้านพัฒนาอย่างอื่นน้อยลง สำหรับสหรัฐฯจะเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งมากขึ้นจากการขายอาวุธ

ต่อไปนี้ไม่ต้องสนใจแล้วเรื่อง United Nation Charter, 1945 หรือกฎบัตรสหประชาชาติ ที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับอธิปไตยของรัฐ ไม่ว่าจะมาตรา 2 (1) ที่ให้รัฐสมาชิกทุกประเทศมีอธิปไตยเท่าเทียมกัน มาตรา 2 (4) ห้ามใช้กำลังหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น

ไม่ต้องสนใจหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในที่ยืนยันว่า รัฐหนึ่งไม่มีสิทธิเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น ไม่ว่าจะเป็นทางการทหาร เศรษฐกิจ การเมือง หรือหลักการสิทธิในการกำหนดใจตนเองที่ให้ประชาชนในดินแดนที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐอื่นมีสิทธิเลือกการปกครองของตนเอง

21 พฤศจิกายน 2024 ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และนายโยอาฟ กัลป์แลนด์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ทันทีที่ศาลฯออกหมายจับ โจ ไบเดน ประณามการตัดสินใจของศาลฯ และโทรศัพท์ไปหานายเนทันยาฮู เพื่อยืนยันว่าสหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอล เนทันยาฮูเองก็ประณามศาลฯว่าศาลฯมีพฤติกรรมต่อต้านชาวยิว

6 กุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ กรณีที่ออกหมายจับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล คำสั่งของทรัมป์ให้สหรัฐฯอายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ศาลฯ ที่เกี่ยวกับการสอบสวน และห้ามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเข้าแผ่นดินสหรัฐฯ ห้ามทำธุรกรรมการเงินในสหรัฐฯ

ทรัมป์ประณามศาลฯว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯและพันธมิตร สหรัฐฯเรียกร้องให้พันธมิตรทุกประเทศปฏิเสธอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ พวกศาลฯ ได้ยินคำแถลงของผู้นำที่เป็นเจ้าโลกแล้วก็หัวหดตดหาย ตาเหลือกเกลือกไปเกลือกมา “อ้า ตรูโดนเองแล้วหรือนี่”

ต่อไปไม่ต้องเชื่อหลักการที่เราเคยพูดกันนักหนาบนเวทีระหว่างประเทศเรื่อง Responsibility to Protect ที่เราพูดกันย่อๆว่า R2P ที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมต่อสันติภาพและความมั่นคงของมนุษยชาติ

หลักการ R2P อนุญาตให้ประชาคมระหว่างประเทศ (เช่น สหประชาชาติ หรือศาลอาญาระหว่างประเทศ) แทรกแซงรัฐหนึ่งรัฐใด หากรัฐนั้นล้มเหลวในการป้องกันประชาชนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการก่ออาชญากรรมรุกราน

ฉนวนกาซาเป็นของชาวปาเลสไตน์ ชาวปาเลสไตน์ย่อมมีอำนาจเหนือแผ่นดิน และเหนือทรัพยากรธรรมชาติตามหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิของรัฐในการควบคุมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในดินแดนของตนเอง ที่เราเคยเสียเวลาไปพูด ไปอภิปรายกันบ่อยๆบนเวทีระหว่างประเทศว่า PSNR หรือ Permanent Sovereignty over Natural Resources

สิ่งที่พูดกันมา ปัจจุบันไร้ค่า

เพราะสุดท้ายแล้ว สหรัฐฯกำหนด

ระบบโลกพังแล้ว ตัวใครตัวมันโว้ย.


นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม

สหรัฐฯ – อังกฤษ ปฏิเสธลงนามในปฏิญญา AI ระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ - อังกฤษ ปฏิเสธลงนามในปฏิญญา AI ระหว่างประเทศ

12 ก.พ. 2568 03:42 น.

สหรัฐฯ – อังกฤษ ปฏิเสธลงนามในปฏิญญา AI ระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร ปฏิเสธร่วมลงนามในปฏิญญา AI ระหว่างประเทศที่การประชุมสุดยอดในกรุงปารีส ในขณะที่อีกหลายสิบประเทศ รวมจีนกับอินเดีย ร่วมลงนาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กว่า 60 ประเทศรวมถึง ฝรั่งเศส, จีน, และอินเดีย ร่วมลงนามในปฏิญญาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างประเทศ ที่การประชุมสุดยอดในกรุงปารีส ให้คำมั่นว่าจะใช้นโยบายที่ “เปิดกว้าง”, “ครอบคลุม” และ “มีจริยธรรม” ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้

อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรกับสหรัฐฯ เป็น 2 ประเทศที่ปฏิเสธร่วมลงนามปฏิญญาดังกล่าว โดยรัฐบาลอังกฤษระบุว่า พวกเขาเห็นด้วยกับเนื้อหาส่วนใหญ่ในปฏิญญา แต่รู้สึกว่าประกาศนี้ไม่ให้ความชัดเจนเพียงพอในเรื่องธรรมาภิบาลโลก และไม่ได้ตอบคำถามที่ยากกว่าเรื่องความมั่นคงของชาติและความท้าทายที่เป็นผลมาจาก AI

ขณะที่นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นตัวแทนไปร่วมการประชุมที่กรุงปารีสกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า กฎข้อบังคับที่มากเกินไปในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อาจทำลายอุตสาหกรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานี้ ในตอนที่มันเพิ่งเริ่มออกตัวเท่านั้น

นายแวนซ์บอกผู้นำโลกคนอื่นๆ ด้วยว่า AI คือโอกาสที่รัฐบาลทรัมป์จะไม่ยอมให้เสียไป และว่านโยบาย AI เพื่อการเติบโต ควรได้รับความสำคัญมากกว่าความปลอดภัย

คำพูดของนายแวนซ์ดูจะสวนทางกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผู้ออกมากล่าวปกป้องความจำเป็นที่ต้องมีการควบคุมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์มากขึ้นว่า “เราต้องการข้อบังคับเหล่านี้เพื่อให้ AI สามารถก้าวไปข้างหน้าได้”

ด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักรยืนยันด้วยว่า การตัดสินใจของพวกเขาไม่ได้รับอิทธิพลมาจากรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสหรัฐฯ แต่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศของเรา, การรับประกันสมดุลระหว่างโอกาสและความมั่นคง”

ทั้งนี้ ปฏิญญา AI ระหว่างประเทศมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ด้วยการส่งเสริมการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ และรับประกันว่าการพัฒนาเทคโนโลยีนี้จะเป็นไปอย่าง “โปร่งใส”, “ปลอดภัย” และ “น่าเชื่อถือ” โดยที่การทำให้ AI ยั่งยืนสำหรับผู้คนและโลก เป็นหนึ่งในสิ่งที่ได้รับความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ

ปฏิญญายังระบุด้วยว่า ประเด็นเรื่องการใช้พลังงานของ AI ที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่าจะเพิ่มมากขึ้นจนเท่าการใช้พลังงานของประเทศเล็กๆ บางประเทศภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมสุดยอดคราวนี้เป็นครั้งแรกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

งามไส้ จนท.ญี่ปุ่น ทำเอกสารสำคัญหาย หลังเที่ยวราตรี 5 ชม.จนเมาแอ๋

งามไส้ จนท.ญี่ปุ่น ทำเอกสารสำคัญหาย หลังเที่ยวราตรี 5 ชม.จนเมาแอ๋

12 ก.พ. 2568 02:45 น.

งามไส้ จนท.ญี่ปุ่น ทำเอกสารสำคัญหาย หลังเที่ยวราตรี 5 ชม.จนเมาแอ๋

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นทำเอกสารที่มีข้อมูลอ่อนไหวหาย หลังจากออกไปเที่ยวราตรีกับเพื่อนร่วมงานนาน 5 ชั่วโมงรวดจนเมามาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ก.พ. 2568 ว่า ลูกจ้างคนหนึ่งของกระทรวงการคลังแห่งประเทศญี่ปุ่น ออกไปเที่ยวกลางคืนกับกลุ่มเพื่อนร่วมงานนานกว่า 5 ชั่วโมงจนเมามาย ก่อนจะมารู้ตัวทีหลังว่า เขาทำเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ลักลอบค้ายาเสพติดถึง 187 คน หายไป

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ลูกจ้างรายนี้ซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อ ดื่มเบียร์ไปอย่างน้อย 9 แก้ว ระหว่างเที่ยวกลางคืนกับกลุ่มเพื่อนร่วมงานในเมืองโยโกฮามะ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว เมื่อ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองทำกระเป๋าใส่เอกสารหายไปแล้ว จนกระทั่งลงจากรถไฟซึ่งเขานั่งกลับบ้านที่เมืองสุมิดะ ใกล้กรุงโตเกียว

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นออกมาแสดงความขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งบ่อนทำลายความเชื่อใจที่ประชาชนมอบให้แก่พวกเขาอย่างมีนัยสำคัญ

ทางกระทรวงยอมรับว่า กระเป๋าที่ลูกจ้างรายนี้ทำหาย มีเอกสารซึ่งระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ลักลอบค้ายาเสพติดจำนวน 187 คน กับรายชื่อผู้รับเมล็ดกัญชาอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีแล็ปท็อปซึ่งมีข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างคนดังกล่าวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc