เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

5 ก.พ. 2568 20:54 น.

เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

เจจินตัย อันติมานนท์ วันนี้ขอควงภรรยาสาวคนสวย บี อิสราวรรณ และลูกสาว น้องพลอยเจ ที่ตอนนี้ทั้งครอบครัวกลับมาอยู่ไทยถาวรแล้ว พร้อมเปิดชีวิตครอบครัวหลังไปตั้งรกรากใช้ชีวิตที่อเมริกานานกว่า 2 ปี บอกเลยว่าเกือบทำให้ชีวิตครอบครัวไปไม่รอด เผยสาเหตุอะไรที่ทำให้ตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทย เคลียร์เรื่องราวที่กำลังเป็นข่าว หลังโดนคุณหมอเก๊โกงเงินสูญไปกว่า 3 ล้านบาท ในรายการ “คุยแซ่บ Show” ทางช่อง One31 ที่มี เป็กกี้ ศรีธัญญา และ บูม สุภาพร เป็นพิธีกร 

เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

ครอบครัวนี้อยู่มาวันหนึ่งตัดสินใจย้ายจากเมืองไทยไปอยู่อเมริกา เกิดเหตุการณ์อะไรถึงไปทั้งครอบครัว?

เจจินตัย : เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เรื่องแรกคือโควิด

บี : ตอนนั้นลูกเรียนออนไลน์อย่างเดียว อยู่บ้านมากกว่า 6 เดือน มันนานจังเลย สงสารลูก

เจจินตัย : พออยู่ในออนไลน์เขาไม่มีสมาธิที่จะเรียนออนไลน์ เพื่อนที่อยู่อเมริกาก็เลยแนะนำว่าไม่ลองให้มาเรียนที่อเมริกา เพราะที่อเมริกามันผ่านช่วงพีกของโควิดมาแล้ว เด็กๆ ที่เรียนที่นั่นสามารถไปโรงเรียนได้แล้ว แต่ที่ไทยกำลังพีกเลย เราก็คุยกันว่าเราจะไปลงทุนทำอะไรได้บ้าง เราเคยทำร้านอาหารอยู่แล้ว งั้นเราไปลงทุนที่นั่น เราสามารถใช้วีซ่า E-2 ลูกก็จะไปเรียนที่นั่นได้ ก็เลยตัดสินใจไป

เริ่มแรกเลยคือการศึกษาของพลอยเจก่อน?

เจจินตัย : ใช่ เขาไม่สามารถที่จะอยู่กับจอได้ เขาไม่มีสมาธิที่จะเรียนออนไลน์ได้ จากเรียนออนไลน์เป็นออกนอกบ้านไม่ได้แล้ว ห้างปิด สวนสาธารณะปิด เราไม่มีกิจกรรมอะไร แล้วงานก็ถูกระงับไปเรื่อยๆ

วางแผน ณ ตอนนั้นเห็นว่ามีละครค้างอยู่?

เจจินตัย : ตอนนั้นถ่ายอยู่ 8 เรื่อง เราแจ้งทางผู้จัดหมดเลยว่าผมมีเวลาอีก 10 เดือน ผมจะบินวันที่ 15 พฤศจิกายนนะ ให้เวลา 10 เดือนเลย เพราะช่วงนั้นพอเริ่มถ่ายกองก็ทำงานกันไม่ได้ เพราะว่าเดี๋ยวก็มีนักแสดงคนนี้ติดคนนั้นติด พอติดก็ต้องกักตัว 14 วัน เราก็ต้องมีไทม์ไลน์ที่ต้องเดินทางก็เลยแจ้ง สุดท้ายเขาก็ปรับบทให้ผมตายหมดเลย 6 เรื่อง เรื่องนึงตกตึก อีกเรื่องเป็นบู๊โดนไม้แทงอก อีกเรื่องโดนยิง อีกเรื่องรถชน 

ตอนนั้นอยากไปมั้ย?

พลอยเจ : อยากไปค่ะ หนูอยากไปเจอเพื่อนหนูแล้วก็อยากขึ้นเครื่องบิน 

พอขึ้นเครื่องบิน 24 ชั่วโมง เป็นยังไง?

พลอยเจ : ไม่สนุกแล้วค่ะ

ก่อนจะไปก็ต้องเริ่มวางแผน เริ่มขายของ ขายอะไรบ้าง?

เจจินตัย : ตอนนั้นขายรถ ขายที่ ขายคอนโด

บี : ขายทุกอย่างเลยเพราะว่าเรารู้สึกว่าเราต้องย้าย จะไม่มีใครดูทรัพย์สินให้เรา เพราะว่าทางคุณแม่ก็อายุเยอะแล้ว เราต้องเคลียร์ตัวเองก่อนที่จะไป เพราะเราคิดว่าเราคงไม่ได้กลับมาแล้ว 

ณ วันที่จะไปกะว่ารันยาวแล้ว?

บี : ใช่ค่ะ ต้องยาวเลย เพราะเหมือนเราทิ้งทุกอย่างที่นี่แล้ว เราตัดสินใจแล้วว่าเราทิ้งทุกอย่างที่นี่เพื่อลูกได้ไปเรียนที่นู่น เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่มาก

มีเวลาเตรียมตัวกันนานขนาดไหน?

เจจินตัย : คิดกันเป็นปีเหมือนกัน

บี : ถ้ามีแพลนเป็นปี แต่ตัดสินใจเลยต้องแล้ว ประมาณไม่ถึงสองเดือนดี ประมาณเดือนกว่าๆ เท่านั้นเอง 

เจจินตัย : คาราคาซังมาเรื่อยๆ เตรียมตัว คาราคาซังแล้วก็วางแผน เตรียมตัว พอถึงเวลามันโช๊ะเลย

บี : มันเป็นช่วงโควิดหนักๆ พอดี โอเคต้องไปแล้ว

ณ ตอนที่เราจะไปเราฝันว่าจะเป็นยังไง แล้วพอไปถึงมันเป็นอย่างที่เราฝันมั้ย?

บี : คือก่อนที่เราจะไปอยู่จริงๆ เราก็ลองไปอยู่สักเดือนนึง อารมณ์เหมือนไปเที่ยวไปลองอยู่

เจเจินตัย : ไปเซอร์เวย์ก่อนแล้วก็ไปดูว่าเราจะอยู่อย่างนี้นะ โรงเรียนจะเป็นอย่างนี้ แต่เราไปสั้นประมาณเดือนนึง 

บี : ตอนไปเซอร์เวย์เราอยู่ได้นะ คือยังไงมันก็ไม่เหมือนอยู่จริงเนอะ แต่เราไม่รู้ว่ายังไง แต่พอเราไปอยู่จริงมันไม่เหมือนเลย มันแย่มากๆ นะ ความที่เราต้องปรับตัวหลายๆ อย่าง ทั้งตัวเราเองด้วย ทั้งลูกด้วย สิ่งแวดล้อม สังคม 

เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

ตอนไปตอนแรกบ้านยังไม่มี ต้องไปแชร์เขาอยู่ด้วย?

เจจินตัย : ใช่ แต่ว่าแชร์ในองค์กร เพราะว่าร้านอาหารจะมีหลายสาขา เรามีอยู่สองสาขาที่เราไปลงทุนใหม่ ตรงนั้นเป็นสำนักงานใหญ่แล้วเราก็แชร์กับพาร์ตเนอร์ ก็คือไปอยู่รวมก่อน ซื้อบ้านที่โน่นไม่ง่าย มันต้องมีพอยต์ มีเครดิตสกอร์ ไม่สามารถที่จะเอาเงินสดไปซื้อ ไม่ได้

บ้านไปแชร์กับเขาแล้ว รถก็ต้องดาวน์ 50% ก่อน?

บี : เรามีเงินที่พอจะซื้อได้ แต่ซื้อไม่ได้

เจจินตัย : เขาไม่ให้ซื้อสดด้วยนะ เขาให้เราซื้อเพื่อให้เราทำสกอร์ให้เราสร้างเครดิตขึ้นมาก่อนเพื่อที่จะปูตัวเอง 

บี : ที่สำคัญวีซ่าด้วย ถ้าเราไม่ใช่พลเมืองของเขาจริงๆ หรือเป็นนักลงทุนที่มีระยะเวลาอยู่เขาก็ไม่ให้อะไรที่เป็นทรัพย์สมบัติเลย

เจจินตัย : เพราะว่าตัววีซ่าที่ผมใช้ผมเป็น E-2 เป็นนักลงทุนมันอยู่ได้ 2 ปี เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปซื้อรถ เขามองว่าถ้า 2 ปี มันไม่ได้ต่อวีซ่าเขาจะทำยังไง ก็เลยต้องสร้างเครดิตสกอร์ขึ้น

หนีโควิดจากไทยถึงโน่นติดโควิดทั้งครอบครัวเลย?

เจจินตัย : ใช่ครับ ที่นี่แกร่งมากครับ ที่นี่ไม่มีปัญหา รอด เป็นผู้ชนะ ขึ้นเครื่องดีใจมาก ไปติดที่โน่นหนักเลย

ที่โน่นอย่าหวังว่าจะได้ไปโรงพยาบาล ต้องรักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน?

บี : ใช่ค่ะ ไม่ได้ไปโรงพยาบาล เรื่องการแพทย์ไม่ว่าจะอาการเล็กอาการน้อยอาการใหญ่ติดต่อแพทย์ยากมาก 

เจจินตัย : ไม่เหมือนเมืองไทยเลยนะ ที่ไหนใครก็รักษา

แล้วที่ปรับตัวหนักสุดคือพลอยเจ?

พลอยเจ : เขาบอกว่าเป็นเด็กไทยเขาก็เลยไม่เล่นด้วย เริ่มมาผลักหนู แล้วก็เหมือนมาแกล้ง หนูก็อยู่เฉยๆ 

บี : เหมือนบูลลี่เอเชีย 

คุณพ่อคุณแม่ก็ไปโรงเรียนไปคุยกับคุณครูแต่ก็ไม่เกิดผล?

เจจินตัย : เขาก็รับเรื่องไว้ ก็เป็นการติดต่อยาก จะไปเจอครูก็ต้องมีอีเมล์เป็นการนัดหมายล่วงหน้า ไม่สามารถจะเดินไปแบบที่ไทยว่าคุณครูครับ เรามีปัญหาอันนี้ แล้วเคลียร์กันได้เลย 

โดนแกล้งอะไรบ้างพลอยเจ?

พลอยเจ : บางทีเขาก็เอากระดาษมาแปะกระเป๋าหนู เริ่มทำเกินไป แล้วหนูก็ร้องไห้ หนูก็ไม่ชอบ เป็นอยู่ประมาณเดือนนึง 

เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

พ่อแม่ทำยังไง?

เจจินตัย : ได้แต่ไปเจอครู อีเมล์นัดเจอ พอนัดเจอก็บอกว่ามีปัญหาแบบนี้ เขาก็บอกว่าจะดูให้ เขาบอกว่าแรกๆ อย่างนี้แหละ เวลาเด็กทุกคนมาก็ปรับตัวแบบนี้แหละ อาจจะยังไม่ชินกับที่นี่ 

ชีวิตคู่ก็ยากเหลือเกิน ไม่พูดกันเกือบครึ่งปี?

เจจินตัย : กดดันหลายๆ อย่าง มันเหมือนอยู่กันแค่ 3 คน อยู่ที่นี่ยังช่วยเหลือกันได้ มีเพื่อนผม เราเครียดเรื่องลูก เรื่องงาน เรื่องวัฒนธรรม เรื่องสภาพแวดล้อมที่มันเปลี่ยนหมดเลย มันก็เลยตึงกันไปแล้วก็ไม่ได้คุย 

อยู่ๆ ก็ตื่นเช้ามาวันนี้ไม่คุยกันดีกว่า ก็ไม่คุยกันยาว 6 เดือน?

เจจินตัย : เรารู้อยู่แล้วว่ามันมีอะไรที่มันกดดันเราอยู่บ้าง มันหลายๆ อย่างมาก ที่มันรู้สึกว่าไม่คุยกันดีกว่า

เป็นเพราะความเครียดมั้ย ก่อนที่เราจะไปเราวาดฝันคิดว่าจะเป็นแบบนึง?

บี : ใช่ค่ะ พอไปถึงแล้วมันไม่เหมือนเลย

เจจินตัย : ชีวิตจริงมันคนละเรื่องหมดเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดพลิกแพลง เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องมันเกิดขึ้น แต่ก็เป็นประสบการณ์

6 เดือนพูดกันให้น้อยที่สุด ทำยังไง?

เจเจินตัย : จะเหลือแค่การสนทนาเกี่ยวกับลูก ไม่ใช่ไม่พูดกันเลย

บี : เหลือแค่สนทนาว่าใครจะดูลูกยังไง ใครจะไปรับไปส่ง เพราะว่าต้องสลับกันตลอดเพราะความที่ทำงานหนักกันทั้งคู่ อยู่ที่โน่นต้องช่วยกันทำงาน ซื้ออะไร ลูกทานข้าวอะไร แค่นั้น 

ก็เกือบจะพังเหมือนกันนะ?

เจจินตัย : เกือบครับ ผมไม่เคยร้าวรานนานขนาดนั้นเลย

พลอยเจรู้มั้ยว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่คุยกัน?

พลอยเจ : รู้ค่ะ 

พลอยเจทำยังไงให้คุณพ่อคุณแม่คุยกัน?

พลอยเจ : หนูก็เอามือพ่อกับมือแม่มาจับกันค่ะ หนูบอกว่าให้หม่ามี้บอกไปเลิฟยูแดดดี๊ ให้แดดดี๊บอกไอเลิฟยูหม่ามี้ 

บี : เขาจะคอยมาถามว่าหม่ามี้รักแดดดี๊มั้ย เขาจะพยายามเป็นกาวตลอด หรือบางทีเจอผู้ชาย หม่ามี้คนนี้หล่อมั้ย เราก็บอกว่าหล่อ เขาก็จะโกรธเรามาก หล่อได้ยังไงหม่ามี้ แดดดี๊หล่อกว่าตั้งเยอะ เขาก็จะเป็นกาวใจอยากให้รักกัน

พลอยเจรู้ได้ยังไงว่าทำแบบนี้แล้วหม่ามี้กับแดดดี๊จะดีกัน?

พลอยเจ : หนูทำได้ที่หนูจะทำได้ที่สุดเพื่อให้หม่ามี๊กับแดดดี๊มารักกันค่ะ

เจจินตัย : เราก็เลยทบทวนตัวเองใหม่ เพราะว่าผมกับบีก็เยอะแยะแหละ สุดท้ายก็ต้องประคอง เพราะว่าคนท่ีเจ็บปวดที่สุดคือลูก เราก็ลดกำแพงลง เข้าไปกอดไม่ต้องพูดอะไรเลย ทำตัวใหม่ ไม่มีมาคุยกันนะ ไม่ต้อง ความรู้สึกมันชัดมาก

เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

การกลับมาครั้งนี้มันทำให้เรารู้สึกว่ารักและแน่นแฟ้นกว่าเดิมมั้ย?

เจจินตัย : รักครับ รักเลยครับ เมื่อไหร่มันก็มีแค่เรา 3 คนที่ไปเจอประสบการณ์ครั้งนี้ ไม่มีใครรู้ดีเท่าเราสองคน ไม่รู้จะคุยกับใครแล้วเข้าใจเท่ากับเราสองคน มันแน่นแฟ้น เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลย เมื่อก่อนจะเป็นคนที่อะไรก็ได้ง่ายๆ ให้อภัยได้ ตอนนี้ก็คือไม่ใช่ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ มันทำให้เราเองถูกต้องในทุกเรื่อง อย่าไปอ่อนแอจนเกินไป มันไม่มีจริงในความหวังดีที่เราคิด 

บี : มันสอนอะไรเราเยอะมาก เช่น ตอนบีไป เราเป็นผู้หญิงเนอะ เรารู้สึกเจ็บปวดมากเลย เหมือนเราย้ายครอบครัวมา เอาลูกมา ต้องประคองลูก ตัวเองก็ร้าวรานเหมือนกัน ในขณะที่ลูกเราต้องทำเหมือนไม่เป็นอะไร เขาก็รู้ยังไงก็ปิดเขาไม่มิด เพราะเขาโตแล้ว มันเป็นความเจ็บปวดที่ทรมาน

ทั้งที่ตอนอยู่ไทยเราไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ครอบครัวเราปกติมาก มันคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง สุดท้ายผ่านมาแล้วมันทำให้เราเรียนรู้นะ สุดท้ายแล้วเป็นครอบครัวกัน เราต้องฟังกันเยอะๆ เราต้องคุยกัน เราจะเห็นคนอื่น มองคนอื่น หรือแม้กระทั่งอะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยเขาก็เรียนรู้ว่าครอบครัวสำคัญที่สุด 

2 ปีผ่านอุปสรรคเยอะแยะมากมาย 2 ปีที่อยู่ในโมเมนต์ที่กลับไทยดีกว่า มีมั้ย?

เจเจินตัย : คิดครับ แต่รู้สึกว่ากำลังเรียนรู้ กำลังทำทุกอย่างเองเป็นแล้ว กำลังรู้โลเกชั่นต่างๆ เราก็บู๊กันหมด ไปทำใบขับขี่เอง ทำไอดีเปิดบัญชี ทุกอย่างที่เป็นธุรกรรมเราพยายามที่จะศึกษาเองเพื่อที่ให้เข้าใจได้ไว ตอนที่ไม่กลับมาเพราะรู้สึกว่าถ้ากลับมามันจะขาดช่วง เราก็เลยลากเต็ม 2 ปีโดยที่ไม่กลับไทยเลย เราเข้าใจระบบการใช้ชีวิตแล้ว ได้เวลากลับมาซัมเมอร์แล้ว เขาปิดเทอมใหญ่ก็กลับมาหาแม่กัน

จะกลับมาอยู่เลยหรือจะกลับมาแค่ซัมเมอร์เฉยๆ?

เจจินตัย : ตอนแรกตั้งใจมาซัมเมอร์เฉยๆ สุดท้ายแม่ผมได้ยินจากน้องมาเรื่อยๆ ว่าไม่สบาย บีก็มีแม่คนเดียว เราก็มาตัดสินใจกันว่าเอายังไงดี ถ้าไปรอบนี้อย่างที่บอกมันต้องไปยาว เราเป็นพาร์ตเนอร์กับหุ้นส่วนอื่นๆ ตั้งใจว่าเราอยากจะมีร้าน มีธุรกิจของเราแบบ 100% ซึ่งขั้นต่ำในการอยู่ต้องมี 5 ปี ต้องตัดสินใจคิดว่าเอายังไงดี พอมาถามพลอยเจ พลอยเจไม่อยากไปแล้ว อยากอยู่นี่ งั้นก็จบเลย 

บี : พอกลับมาเจอครอบครัว เจอคุณยาย คุณย่า เขาคงอบอุ่น เขาคงมีความสุข มีเพื่อนที่นี่ ไม่อยากกลับไปแล้ว 

เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

พลอยเจเพราะอะไรถึงไม่อยากกลับไปที่โน่น?

พลอยเจ : หนูไม่อยากโดนเพื่อนแกล้งค่ะ

เลยตัดสินใจบินกลับอเมริกาแล้วเคลียร์ทุกอย่าง?

เจจินตัย : ไม่ได้กลับเลย เพื่อนเขาส่งของมาชิปปิ้งมา อลังการเยอะแยะไปหมด

คุณไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรที่ต้องเก็บ หรือให้เพื่อนโกยให้หมด?

เจเจินตัย : เก็บมาเยอะมาก

บี : เยอะมาก กล่องประมาณ XXL ประมาณ 10 กล่องใหญ่มาก หลายเดือนกว่าจะส่งหมด คือเราตัดใจแล้ว เรารู้ว่าที่โน่นเราไม่มีความสุข เหมือนเรารู้สึกว่าเราอยู่ที่โน่นเหมือนเราอยู่เพราะหน้าที่ เราไม่มีความสนุกเลย เราไม่ได้ใช้ชีวิตเลย เรารู้สึกว่าเราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว นี่กลับมาที่ไทยก็ไม่มีอะไรนะ แต่เราก็โอเค เรายังรู้สึกว่าที่นี่ทำใหม่ได้

ตอนโควิดย้ายไปอเมริกาโละขายหมดทุกอย่าง กลับมาก็ต้องเริ่มใหม่ เห็นว่ากลับมาเล็งว่าจะทำคลินิกเสริมความงาม?

บี : ใช่ค่ะ คือตอนแรกกลับมาก็คือมีรุ่นพี่คนนึงเป็นคุณหมอ ก็คุยกันว่าเขาอยากจะเปิดคลินิกเพิ่ม 10 สาขา เพราะตัวเขาอยู่โรงพยาบาลใหญ่อยู่แล้ว เราก็วิ่งหาดูที่คลินิกไปเรื่อยๆ กลับมาอีกทีประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้วค่ะ มิจฉาชีพเยอะมาก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเจอหมอปลอม?

บี : ใช่ค่ะ

ไปเจอเขาได้ยังไง แล้วรู้ได้ยังไงว่าเขาปลอม?

บี : ความที่เราวิ่งหาคลินิกก็เจอ เขาก็วิ่งหาคลินิกเหมือนกันแล้วเขาก็แนะนำว่าเขาเป็นหมอ

เจจินตัย : เจอที่ตึกพอดีครับ แล้วเขาก็บอกว่าทำด้วยกันมั้ย เขาก็ชวนเลย เราก็รู้สึกว่าเราถนัดพวกมาร์เก็ตติ้ง เราถนัดหน้าบ้าน บีบริหาร เราไม่มีหมอ เขาบอกเขาถนัดหมอ แต่ไม่มีหน้าบ้าน มาจอยกันมั้ย 50-50 ก็เลยเปิดบริษัทร่วมกัน ด้วยโปรไฟล์เขานั่งรถตู้ ใส่ปาเต๊ะ 16 ล้าน โปรไฟล์ดีมาก สรุปของเก๊หมดเลย รถก็เช่ามา

บี : ตอนแรกเขาก็เอาใบ ว.แพทย์มา เอามาก็คือปลอมมา ซึ่งเราก็ไม่รู้ เราก็บอกว่าทำไมไม่ค่อยเหมือน เขาก็บอกว่าเขาศัลยกรรมมาหมดเลยนะ ก็จะไม่เหมือน

เจจินตัย : เขาหนักประมาณ 130 แล้วไปผ่ากระเพาะตัวแบนเหลือ 70 แล้วมันไม่เหมือน

เจจินตัย ควงภรรยา-ลูกสาว เผยสาเหตุกลับไทยถาวร หลังไปอยู่อเมริกา 2 ปี (คลิป)

เริ่มระแคะระคายได้ยังไง?

เจจินตัย : ไม่เคยออกเงินเลย ลงเงินเท่าไหร่เขาก็บอกว่าพี่บีออกให้หนูก่อนนะ แรกๆ ก็ลงเครื่องมือมาประมาณล้านนึงนะคะ ต้องซื้อของมาตุน แต่พี่บีออกให้ก่อนนะ บีโอนให้ พอโอนให้เสร็จอีกวันนึงไปเช่ารถ 911 สีเหลืองมาแบบอลังการให้เรารู้สึกว่าน่าเชื่อถือ ทีนี้พอมาถึงเรื่องค่าเช่าพี่บีออกให้อีกนะ ทีนี้เราก็ไปตรวจหาชื่อเขาในแพทยสภา

บี : เรารู้ชื่อจริงเขา ก็ไปตรวจในแพทยสภา ไม่ใช่ไม่มีชื่อในแพทยสภา ก็คือไม่มีหมอแล้ว เข้าใจเลยว่าจะล้มทั้งยืนเป็นยังไง นอนไม่หลับตลอดเลย 

เจจินตัย : มีอีกดอกนึงเขาบอกว่าเขาทำจากคลินิกมาจากอีกที่นึง เขาบอกว่าเขาผ่ามาวันละ 9 คน 11 คน ได้เดือนละ 4-5 ล้าน จากการ DF40% เขาเปิดให้ดูหมดเลย แล้วเขาบอกว่าถ้าพี่ทำกับผมนะ ผมมีลูกค้าตามมากับผมอีก 40 คนรออยู่ ต้องการใช้สถานที่ที่มีห้องผ่าตัด เราก็เทคตึกนั้น แล้วเขาก็บอกว่าเขามีลูกค้า แต่บอกว่าต้องใช้เป็นเคสรีวิวนะพี่บี แต่จริงๆ รับเงินก้อนมาแล้ว  เราเช็คไปที่คลินิกเดิม คลินิกเดิมขึ้นโพสต์ว่าระวังแก๊งมิจฉาชีพ ผมก็เลยโทรหาพี่ท่านนั้นที่คลินิกว่าเขาชื่อนี้ใช่มั้ย เขาบอกใช่ โอ้โห ล้มทั้งยืนเลย 

บี : สุดท้ายพอได้ชื่อเขาไปเช็ก นอกจากไม่เป็นแพทย์แล้วก็มิจฉาชีพเลย มีคดีความเพียบ 

สูญเสียเงินไปเท่าไหร่?

บี : 3 ล้านกว่า

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

มดดำ เมาท์นางเอกตีกับผัว หมอดูทักให้ไปปล่อยงู แต่สุดท้ายผัวก็ยังไม่กลับ (คลิป)

มดดำ เมาท์นางเอกตีกับผัว หมอดูทักให้ไปปล่อยงู แต่สุดท้ายผัวก็ยังไม่กลับ (คลิป)

5 ก.พ. 2568 19:59 น.

มดดำ เมาท์นางเอกตีกับผัว หมอดูทักให้ไปปล่อยงู แต่สุดท้ายผัวก็ยังไม่กลับ (คลิป)

ทำเอาแฟนรายการหูผึ่งกันอีกแล้ว เมื่อพิธีกรฝีปากกล้า มดดำ คชาภา ตันเจริญ พูดกลางรายการ “ข่าวใส่ไข่” ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ถึงประเด็นนางเอกสาวตีกับผัว พอไปดูดวงและหมอดูทักให้ไปปล่อยงู ผัวจะได้กลับมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผล สามีไม่เห็นกลับมา

มดดำ เมาท์นางเอกตีกับผัว หมอดูทักให้ไปปล่อยงู แต่สุดท้ายผัวก็ยังไม่กลับ (คลิป)

โดยในช่วงหนึ่งของรายการ 3 พิธีกร มดดำ คชาภา, รถเมล์ คะนึงนิจ, มิ้นท์ อรชพร รายงานข่าวเรื่องคนขายงูเห่าผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนจะพูดถึงเรื่องการปล่อยงูตามป่า เคยมีพิธีปล่อยงูและสังคมออกมาด่าว่าทำให้คนในหมู่บ้านข้างๆ ป่าได้รับความเดือดร้อน เพราะงูเข้าไปในหมู่บ้าน

จากนั้น มดดำ ก็พูดว่า “ไม่ต้องอะไรหรอก เมื่อก่อนมีนางเอกคนนึงตีกับผัว อยากให้ผัวกลับ ไปดูหมอ หมอดูบอกว่าให้ไปปล่อยงูเนี่ย ปล่อยปุ๊บ ผัวก็ยังไม่กลับมาจนถึงทุกวันนี้เธอ”

มดดำ เมาท์นางเอกตีกับผัว หมอดูทักให้ไปปล่อยงู แต่สุดท้ายผัวก็ยังไม่กลับ (คลิป)

งานนี้ แองจี้ โปรดิวเซอร์ ก็รีบถามทันทีว่านางเอกคนนั้นเป็นใคร นางเอกยุคไหน มดดำรีบพูดว่า “มันเก่าแล้วเธอ นานแล้ว เมื่อก่อนสมัยฉันทำแฉแต่เช้าอ่ะ” แองจี้ถามต่อว่าแล้วนางเอกคนนี้ผันตัวเป็นนางร้ายมั้ย มดดำบอกว่า “ทุกวันนี้เขาไม่ได้เล่นแล้วมั้ง” แองจี้ถามอีกว่าทุกวันนี้ผัวไม่กลับมาอีกเหรอ มดดำบอก “ผัวไม่กลับ ทุกวันนี้ก็ยังบ้าๆ บอๆ อยู่นะ”

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ชาวเน็ตสงสัย มดดำ-ดิว อริสรา ไม่ได้เป็นเพื่อนกันในไอจี หรือเพิ่งอันฟอลโลว์กัน

ชาวเน็ตสงสัย มดดำ-ดิว อริสรา ไม่ได้เป็นเพื่อนกันในไอจี หรือเพิ่งอันฟอลโลว์กัน

5 ก.พ. 2568 19:30 น.

ชาวเน็ตสงสัย มดดำ-ดิว อริสรา ไม่ได้เป็นเพื่อนกันในไอจี หรือเพิ่งอันฟอลโลว์กัน

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมาก หลังจากที่ มดดำ คชาภา พิธีกรรายการ ข่าวใส่ไข่ ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32

ล่าสุดชาวเน็ตได้ตั้งข้อสงสัย หลังได้เข้าไปดูในโซเชียลของ มดดำ กับ ดิว อริสรา พบว่า ทั้งคู่ไม่ได้ฟอลโลว์อินสตาแกรมกัน

โดยชาวเน็ตมองว่า มดดำ กับ ดิว อริสรา ก็เคยร่วมงานกัน เคยเห็น ดิว ไปเป็นแขกรับเชิญในรายการที่มดดำเป็นพิธีกร แต่ทำไมทั้งคู่ถึงไม่ได้ติดตามกันในไอจี งานนี้ก็ไม่รู้ว่าเพิ่งอันฟอลโลว์ หรือไม่ได้ฟอลโลว์กันตั้งแต่แรก คงต้องรอให้ทั้งคู่ออกมาชี้แจงอีกที.

ชาวเน็ตสงสัย มดดำ-ดิว อริสรา ไม่ได้เป็นเพื่อนกันในไอจี หรือเพิ่งอันฟอลโลว์กัน
ชาวเน็ตสงสัย มดดำ-ดิว อริสรา ไม่ได้เป็นเพื่อนกันในไอจี หรือเพิ่งอันฟอลโลว์กัน

นักวิทย์งง อากาศโลกมกราคมอุ่นเกินคาด แม้เริ่มเข้าสู่สภาวะ “ลานีญา”

นักวิทย์งง อากาศโลกมกราคมอุ่นเกินคาด แม้เริ่มเข้าสู่สภาวะ "ลานีญา"

6 ก.พ. 2568 13:13 น.

นักวิทย์งง อากาศโลกมกราคมอุ่นเกินคาด แม้เริ่มเข้าสู่สภาวะ “ลานีญา”

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เดือนที่แล้วเป็นเดือนมกราคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยอุณหภูมิโลกยังคงสูงต่อเนื่อง แม้ว่าจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบปรากฏการณ์ลานีญา ที่ทำให้อากาศเย็นลงก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เดือนที่แล้วเป็นเดือนมกราคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยอุณหภูมิโลกยังคงสูงต่อเนื่อง แม้ว่าจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบปรากฏการณ์ลานีญา ที่ทำให้อากาศเย็นลงก็ตาม อย่างไรก็ตาม คาดว่าเดือนมกราคม 2025 อากาศจะเย็นกว่าเดือนมกราคม 2024 เล็กน้อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศตามธรรมชาติในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เรียกว่าเอลนีโญ

จากข้อมูลของสำนักงานบริการสภาพอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป เดือนมกราคม 2025 กลับทำลายสถิติเดือนมกราคม 2024 เกือบ 0.1 องศาเซลเซียส 

โลกร้อนขึ้นเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดว่าเหตุใดเดือนที่แล้วจึงร้อนเป็นพิเศษ

เกวิน ชมิดท์ ผู้อำนวยการสถาบันกอดดาร์ดเพื่อการศึกษาด้านอวกาศ ของนาซา กล่าวว่า อุณหภูมิยังคงสูงอย่างน่าประหลาดใจอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2023 โดยสูงกว่าที่คาดไว้ประมาณ 0.2 องศาเซลเซียส “เหตุผลพื้นฐานที่ทำให้อุณหภูมิทำลายสถิติ และเกิดแนวโน้มโลกร้อนขึ้นต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ เป็นเพราะปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น ส่วนรายละเอียดที่ชัดเจนว่าทำไมปี 2023 2024 และต้นปี 2025 ถึงร้อนมาก ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เรากำลังพยายามหาคำตอบ”

เดือนมกราคม 2025 จบลงด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้น 1.75 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าเดือนมกราคมในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนที่มนุษย์จะเริ่มทำให้สภาพอากาศร้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อต้นปีที่แล้ว อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นจากรูปแบบสภาพอากาศเอลนีโญตามธรรมชาติ ซึ่งน้ำผิวดินที่อุ่นผิดปกติกระจายไปทั่วแปซิฟิกเขตร้อนทางตะวันออก ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น

ปีนี้ สภาวะลานีญากลับพัฒนาขึ้นแทน ตามที่กลุ่มวิทยาศาสตร์จากสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ (NOAA) ของสหรัฐฯ ระบุ ซึ่งน่าจะส่งผลตรงกันข้าม ขณะนี้ ปรากฏการณ์ลานีญาอ่อนกำลังลง และบางครั้งอาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือน จึงจะส่งผลต่ออุณหภูมิอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะทำให้เดือนมกราคมมีอากาศเย็นลง

มีการเสนอทฤษฎีต่างๆ มากมายเพื่ออธิบายว่าเหตุใดช่วงสองสามปีที่ผ่านมาจึงอุ่นกว่าที่คาดไว้ โดยแนวคิดหนึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของมหาสมุทรต่อปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2023-24 เป็นเวลานาน แม้ว่าจะไม่ได้รุนแรงเป็นพิเศษ แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากปรากฏการณ์ลานีญาที่ยาวนานผิดปกติในช่วงปี 2020-23

ปรากฏการณ์เอลนีโญอาจ “ช่วยเปิด” ความร้อน ทำให้ความร้อนในมหาสมุทรที่สะสมอยู่หลุดลอยออกไปสู่ชั้นบรรยากาศได้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุณหภูมิโลกอย่างไรหลังจากปรากฏการณ์เอลนีโญสิ้นสุดลงเกือบหนึ่งปี

ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงอีกทฤษฎีหนึ่งคือ การลดลงของจำนวนอนุภาคขนาดเล็กในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเรียกว่า แอโรซอล โดยในอดีต อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ได้ช่วยปกปิดภาวะโลกร้อนในระยะยาวจากก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน โดยช่วยก่อตัวเป็นเมฆสีสว่างและสะท้อนพลังงานบางส่วนของดวงอาทิตย์กลับไปสู่อวกาศ แต่ในช่วงไม่นานมานี้ จำนวนละอองลอยลดลง เนื่องจากอนุภาคขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศจากการเดินเรือและอุตสาหกรรมของจีนลดลง เช่น จากอุตสาหกรรมที่มุ่งทำความสะอาดอากาศที่ผู้คนหายใจ แต่ก็หมายความว่าอนุภาคเหล่านี้ไม่ได้มีผลทำให้เย็นลงมากพอที่จะชดเชยภาวะโลกร้อนที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกได้.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

โดนัลด์ ทรัมป์ เซ็นคำสั่งห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งขันกับผู้หญิง

โดนัลด์ ทรัมป์ เซ็นคำสั่งห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งขันกับผู้หญิง

6 ก.พ. 2568 12:02 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ เซ็นคำสั่งห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งขันกับผู้หญิง

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ เพื่อห้ามนักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันในกีฬาของผู้หญิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อห้ามนักกีฬาข้ามเพศไม่ให้ลงแข่งขันในกีฬาของผู้หญิง

คำสั่งดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “ห้ามไม่ให้ผู้ชายเข้าร่วมกีฬาของผู้หญิง” (Keeping Men Out of Women’s Sports) ให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐบาลกลาง รวมถึงกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงศึกษาธิการ ในการรับรองว่าหน่วยงานที่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลกลางจะปฏิบัติตามกฎหมายใน “หัวข้อที่ 9” ตามมุมมองของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งตีความคำว่า “เพศ” ว่าเป็นเพศที่บุคคลถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกเกิด

ทรัมป์กล่าวในพิธีลงนามว่า “ด้วยคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับนี้ สงครามกับกีฬาของผู้หญิงก็สิ้นสุดลงแล้ว”

แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าคำสั่งดังกล่าว “ยืนยันคำมั่นสัญญาของกฎหมาย หัวข้อที่ 9” และจะเรียกร้องให้ “ดำเนินการทันที รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับโรงเรียนและสมาคมกีฬา” ที่ปฏิเสธกีฬาที่ให้ผู้หญิงเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมได้ และการมีห้องแต่งตัวสำหรับนักกีฬาหญิงเท่านั้น

คำสั่งดังกล่าวตรงกับวันเด็กผู้หญิงและผู้หญิงในกีฬาแห่งชาติ และเป็นคำสั่งฝ่ายบริหารล่าสุดจากรัฐบาลทรัมป์ที่มุ่งเป้าไปที่บุคคลข้ามเพศ

ทรัมป์พบในระหว่างการหาเสียงว่า คำมั่นสัญญาของเขาที่จะ “ไม่ให้ผู้ชายเข้าร่วมกีฬาของผู้หญิง” สะท้อนเกินขอบเขตทั่วไปของพรรคการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าครึ่งที่สำรวจโดย AP VoteCast กล่าวว่าการสนับสนุนสิทธิของคนข้ามเพศในรัฐบาลและสังคมนั้นเกินเลยไป

คำสั่งดังกล่าวให้อำนาจกระทรวงศึกษาธิการในการลงโทษโรงเรียนที่อนุญาตให้นักกีฬาข้ามเพศเข้าแข่งขัน โดยอ้างถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในหัวข้อที่ 9 ซึ่งห้ามการเลือกปฏิบัติทางเพศในโรงเรียน โรงเรียนที่ละเมิดกฎหมายอาจไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลกลาง

คำสั่งดังกล่าวยังเรียกร้องให้หน่วยงานกีฬาเอกชนมาประชุมที่ทำเนียบขาว เพื่อแจ้งประธานาธิบดีให้รับทราบถึง “เรื่องราวของนักกีฬาหญิงที่ได้รับบาดเจ็บตลอดชีวิต ถูกปิดปาก และถูกบังคับให้อาบน้ำกับผู้ชายและแข่งขันกับผู้ชายในสนามกีฬาทั่วประเทศ” ด้วยตนเอง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวล่าสุดของฝ่ายบริหารของทรัมป์ในการจำกัดสิทธิของประชากรข้ามเพศ ทั้งนี้ บุคคลข้ามเพศได้ฟ้องร้องนโยบายดังกล่าวหลายครั้งแล้ว และมีแนวโน้มที่จะยื่นฟ้องนโยบายเหล่านี้ในศาลมากขึ้น.

ที่มา AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ผู้ประท้วงบุกเผาบ้านครอบครัวอดีตนายกฯ บังกลาเทศ

ผู้ประท้วงบุกเผาบ้านครอบครัวอดีตนายกฯ บังกลาเทศ

6 ก.พ. 2568 11:39 น.

ผู้ประท้วงบุกเผาบ้านครอบครัวอดีตนายกฯ บังกลาเทศ

ผู้ประท้วงในบังกลาเทศได้บุกทำลายข้าวของและเผาบ้านครอบครัวอดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ที่ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่ง รวมทั้งบ้านของสมาชิกพรรครัฐบาลคนอื่นๆ

ผู้ประท้วงในบังกลาเทศได้บุกทำลายข้าวของและเผาบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ที่ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่ง รวมทั้งบ้านของสมาชิกพรรครัฐบาลคนอื่นๆ ความไม่สงบดังกล่าวเกิดขึ้นจากข่าวที่ว่า ฮาซินาจะแถลงต่อชาวบังกลาเทศผ่านสื่อโซเชียลมีเดียจากอินเดีย ซึ่งเธอลี้ภัยอยู่นับตั้งแต่การก่อจลาจลที่นำโดยนักศึกษาเพื่อขับไล่เธอออกจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว

นางฮาซินา วัย 77 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำบังกลาเทศมาเป็นเวลา 20 ปี ถูกมองว่าเป็นผู้นำเผด็จการ ซึ่งรัฐบาลมักใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างโหดร้าย

เมื่อเย็นวันพุธ (6 ก.พ.) รถขุดดินได้ทำลายบ้านของนายชีค มูจิบูร์ ราห์มัน บิดาผู้ล่วงลับของนางฮาซินา ซึ่งเป็นประธานาธิบดีผู้ก่อตั้งบังกลาเทศและได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งอิสรภาพ โดยบ้านหลังดังกล่าวได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์

นางฮาซินาได้เผยแพร่วิดีโอถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก และเธอได้กล่าวประณามการโจมตีบ้านเดิมของพ่อของเธอและเรียกร้องความยุติธรรม “พวกเขาสามารถทำลายอาคารได้ แต่พวกเขาไม่สามารถลบประวัติศาสตร์ได้” 

ในขณะที่นางฮาซินาหนีไปอินเดียเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ความโกรธแค้นที่มีต่อเธอและสมาชิกพรรคสันนิบาตอวามีของเธอยังไม่จางหายไป เมื่อปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 คน เมื่อรัฐบาลของนางฮาซินาพยายามปราบปรามการประท้วง

นอกจากนั้น ผู้ประท้วงยังได้ทำลายและเผาบ้านเรือนและธุรกิจของผู้นำระดับสูงของพรรคสันนิบาตอวามีอีกด้วย โดยมีเสียงเรียกร้องทางสื่อสังคมออนไลน์ให้กำจัด “สถานที่แสวงบุญแห่งลัทธิฟาสซิสต์” ออกจากประเทศ ตำรวจบังกลาเทศเปิดเผยว่าผู้ประท้วงประมาณ 700 คน ไปรวมตัวกันที่บ้านหลังดังกล่าวในคืนวันพุธ และเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายสิบนายถูกส่งไปประจำการ

นับตั้งแต่นางฮาซินาถูกปลดออกจากตำแหน่ง รัฐบาลรักษาการที่นำโดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ก็ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ นายยูนุสให้คำมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2025 หรือต้นปี 2026.

ที่มา  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สื่อใหญ่อินเดียรวมตัวฟ้อง ChatGPT ละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหาข่าว

สื่อใหญ่อินเดียรวมตัวฟ้อง ChatGPT ละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหาข่าว

6 ก.พ. 2568 09:36 น.

สื่อใหญ่อินเดียรวมตัวฟ้อง ChatGPT ละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหาข่าว

องค์กรสื่อใหญ่ที่สุดของอินเดีย รวมตัวฟ้องร้อง OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพของสหรัฐฯ ที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT กรณีมีการนำเนื้อหาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า องค์กรข่าวที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของอินเดีย อาทิ The Indian Express และ The Hindu นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม India Today และ NDTV ได้เข้าร่วมการฟ้องร้องบริษัท OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพของสหรัฐฯ ผู้ดำเนินการ ChatGPT ในข้อกล่าวหาว่ามีการใช้เนื้อหาของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต

ก่อนหน้านี้ สื่อใหญ่อย่าง Asian News International (ANI) ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ได้ยื่นฟ้อง OpenAI ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นคดีแรกในอินเดียที่ยื่นฟ้องเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหาข่าวและข้อมูล โดย ANI กล่าวหาว่า ChatGPT ใช้สื่อที่มีลิขสิทธิ์อย่างผิดกฎหมาย และเรียกร้องค่าเสียหาย 20 ล้านรูปี หรือประมาณ 7.6 ล้านบาท ซึ่งทาง OpenAI ปฏิเสธข้อกล่าวหา

ทางด้าน OpenAI ปฏิเสธข้อกล่าวหาละเมิดลิขสิทธิ์ พร้อมยืนยันว่า บริษัทใช้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ การฟ้องร้องของสื่ออินเดียมีความสำคัญสำหรับธุรกิจของ ChatGPT เนื่องจากบริษัทมีแผนที่จะขยายกิจการในอินเดีย หลังการสำรวจพบว่าอินเดียมีฐานผู้ใช้ ChatGPT ที่ใหญ่ที่สุด ขณะที่ OpenAI กำลังเผชิญกับคดีความอย่างน้อย 10 คดีทั่วโลกจากผู้จัดพิมพ์ ศิลปิน และองค์กรข่าว ซึ่งทั้งหมดกล่าวหาว่า ChatGPT ใช้เนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาต.

ปีกเครื่องบิน JAL พุ่งชนหางเครื่องบินเดลต้าที่จอดอยู่สนามบินสหรัฐฯ

ปีกเครื่องบิน JAL พุ่งชนหางเครื่องบินเดลต้าที่จอดอยู่สนามบินสหรัฐฯ

6 ก.พ. 2568 08:12 น.

ปีกเครื่องบิน JAL พุ่งชนหางเครื่องบินเดลต้าที่จอดอยู่สนามบินสหรัฐฯ

ระทึก ปีกเครื่องบินเจแปน แอร์ไลน์ เฉี่ยวชนหางเครื่องบินเดลต้า ที่จอดรอละลายน้ำแข็งอยู่ใกล้รันเวย์สนามบินเมืองซีแอตเทิล ของสหรัฐฯ ไม่มีรายงานผู้โดยสารบาดเจ็บ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า เกิดเหตุปีกด้านขวาของเครื่องบินโดยสารสายการบิน เจแปน แอร์ไลน์ ที่แล่นมาบนลานวิ่งของท่าอากาศยานนานาชาติซีแอตเทิล-ทาโคมา ในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ได้ไปพุ่งชนส่วนหางของเครื่องบินโดยสารสายการบินเดลต้า ที่กำลังจอดละลายน้ำแข็งก่อนขึ้นบิน ทำให้เครื่องบินทั้งสองลำเกิดความเสียหาย

หลังเกิดเหตุได้มีการอพยพผู้โดยสาร 142 คนบนเครื่องบินเดลต้า ไปยังอาคารผู้โดยสารเพื่อรอขึ้นเครื่องบินลำใหม่ และออกเดินทางตามกำหนดไปยังเมืองปัวร์โตวัลยาร์ตา ประเทศเม็กซิโก โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บทั้งลูกเรือและผู้โดยสาร

ทางด้านเจ้าหน้าที่สนามบินซีแอตเทิล ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.17 น.ของวันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่น พร้อมยืนยันว่าไม่มีผู้บาดเจ็บ 

ทาซาแมนธา มัวร์ แฟกโต โฆษกของสายการบินเดลต้า เปิดเผยว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737 กำลังจอดรอที่จะละลายน้ำแข็งออกจากภายนอกเครื่องบิน แต่กลับมีรายงานว่าปลายปีกของเครื่องบินอีกลำหนึ่งได้พุ่งมาเฉี่ยวชนกับหางของเครื่องบิน ซึ่งตอนนี้ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.

วิกฤติ “เฟนทานิล” ในสหรัฐฯ รุนแรงแค่ไหน มันเข้าสู่สหรัฐฯ ได้อย่างไร?

วิกฤติ “เฟนทานิล” ในสหรัฐฯ รุนแรงแค่ไหน มันเข้าสู่สหรัฐฯ ได้อย่างไร?

6 ก.พ. 2568 06:46 น.

วิกฤติ “เฟนทานิล” ในสหรัฐฯ รุนแรงแค่ไหน มันเข้าสู่สหรัฐฯ ได้อย่างไร?

วิกฤติยาเฟนทานิล คือหนึ่งในเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้เพื่ออ้างความชอบธรรมในการตั้งกำแพงภาษีต่อ จีน, เม็กซิโก และแคนาดา สถานการณ์ในสหรัฐฯ วิกฤติขนาดไหน แล้วแต่ละประเทศมีส่วนในเรื่องนี้อย่างไร?

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งเพิ่มอัตราการเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนหลากหลายรายการเพิ่มขึ้นอีก 10% โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลปักกิ่งล้มเหลวในการหยุดไม่ให้สารตั้งต้นในการผลิตยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยากลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์แรง ถูกส่งออกนอกประเทศ

สหรัฐฯ กล่าวโทษบริษัทต่างๆ ของจีนมานานแล้วว่า ส่งออกสารตั้งต้นไปให้กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาเฟนทานิลทั้งที่รู้อยู่แล้ว ขณะที่ฝ่ายจีนปฏิเสธและตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรของสินค้าสหรัฐฯ ด้วย

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังกล่าวหาแคนาดากับเม็กซิโกว่าล้มเหลวในการป้องกันแก๊งอาชญากรรม ไม่ให้ลักลอบขนยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ และประกาศใช้มาตรการกำแพงภาษีกับทั้ง 2 ประเทศเช่นกัน แต่ต่อมา ผู้นำของทั้ง 3 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงเพิ่มการคุ้มกันชายแดน ทำให้สหรัฐฯ เลือนการบังคับใช้คำสั่งของเขาออกไปก่อน 1 เดือน

วิกฤติเฟนทานิลในสหรัฐฯ รุนแรงแค่ไหน?

เฟนทานิลเป็นยาสังเคราะห์ที่ผลิจจากการรวมสารเคมีต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของสหรัฐฯ อนุมัติการใช้งานยาตัวนี้เป็นยาแก้ปวดเฉพาะในทางการแพทย์ตั้งแต่ยุคปี ค.ศ. 1960 แต่ในปัจจุบัน กลับมีการผลิตเฟนทานิลอย่างผิดกฎหมายมากขึ้น จนมันกลับกลายเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียชีวิตจากการใช้ยากลุ่มโอปิออยด์เกินขนาดในสหรัฐฯ

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐฯ เผยว่า ในปี 2566 มีชาวอเมริกันมากกว่า 74,000 คน เสียชีวิตจากการเสพยาที่มีส่วนผสมของเฟนทานิล โดยยาตัวนี้มักถูกนำไปใช้รวมกับยาเสพติดตัวอื่นๆ เนื่องจากมีฤทธิ์แรงมาก ใช้เพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้เกิดภาวะไร้ความเจ็บปวด (analgesia) และบรรเทาอาการถอนจากการใช้ยากลุ่มโอปิออยด์ได้

ด้วยสรรพคุณดังกล่าวทำให้ง่ายมากที่ผู้เสพจะใช้ยาเกินขนาดจนเสียชีวิต โดยเฟนทานิลเพียง 2 มม. หรือขนาดเท่าปลายดินสอ ก็เพียงพอทำให้เสียชีวิตได้แล้ว

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ห่วงโซ่อุปทานการผลิตเฟนทานิลในโลกขยายตัวขึ้นอย่างมาก ทำให้เป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายกับสมาชิกสภานิติบัญญัติจะควบคุมได้ โดยจีนเป็นแหล่งที่มาหลักของสารตั้งต้นสำหรับผลิตเฟนทานิล

เฟนทานิลเกือบทั้งหมดเข้าสู่สหรัฐฯ ผ่านเม็กซิโก

นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาเฟนทานิลในแผ่นดินสหรัฐฯ ได้แล้วกว่า 2,040 กก. ตามข้อมูลที่เปิดเผยโดยสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) ของสหรัฐฯ โดยเกือบทั้งหมด (98%) ถูกสกัดไว้ได้บริเวณชายแดนที่ติดต่อกับเม็กซิโก ไม่ถึง 1% ถูกยึดบริเวณชายแดนแคนาดาทางตอนเหนือ

ส่วนที่เหลือถูกส่งมาตามเส้นทางทะเลหรือจุดตรวจอื่นๆ ของสหรัฐฯ

สำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ (DEA) ระบุว่า องค์กรอาชญากรรมในเม็กซิโก รวมถึง แก๊งซินาโลอา เป็นตัวละครสำคัญในการผลิตและขนส่งเฟนทานิล, เมทแอมเฟตามีน และยาผิดกฎหมายอื่นๆ เข้าสู่สหรัฐฯ โดยสารตั้งต้นถูกลักลอบขนมาจากจีน ก่อนจะผลิตเฟนทานิลจนเสร็จในห้องทดลองในเม็กซิโก แล้วค่อยลักลอบขนเข้าสหรัฐฯ

DEA บอกอีกว่า แก๊งซินาโลอาใช้กลยุทธ์หลากหลายในการปกปิดการขนส่งสารเคมีเข้าสู่เม็กซิโก เช่นซ่อนสารเคมีเอาไว้ในสินค้าถูกฎหมาย, แปะฉลากตู้คอนเทนเนอร์ไม่ตรงปก, ใช้บริษัทบังหน้า และขนส่งผ่านประเทศที่ 3

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหารัฐบาลของเม็กซิโกว่า สมรู้ร่วมคิดกับแก๊งค้ายาเสพติด แต่ประธานาธิบดีเม็กซิโกออกมาปฏิเสธทันที และว่าคำพูดของนายทรัมป์นั้นเป็นการใส่ความ

สารตั้งต้นในการผลิตเฟนทานิล
สารตั้งต้นในการผลิตเฟนทานิล

จีนแหล่งสารตั้งต้นเฟนทานิล

ในปี 2562 จีนจัดเฟนทานิลให้เป็นยาเสพติดชนิดควบคุม และเพิ่มสารเคมีบางชนิดที่ใช้ผลิตยาตัวนี้เข้าสู่รายการด้วย แต่ก็ยังมีสารเคมีตัวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเฟนทานิลถูกขายอยู่ เนื่องจากบางตัวสามารถนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ ทำให้สารเหล่านี้ยังไม่ถูกควบคุม และผู้เกี่ยวข้องกับการค้าขายหาทางหลบเลี่ยงกฎหมายได้เสมอ

เอกสารคำฟ้องหลายฉบับของอัยการสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงรายละเอียดที่ได้จากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่ได้สนทนากับผู้ผลิตสัญชาติจีนชี้ว่า บริษัทผู้ผลิตสารเคมีบางแห่งนจีนกำลังขายสารเคมี รวมถึงชนิดที่ถูกควบคุม ทั้งที่รู้ว่ามันจะถูกนำไปใช้เพื่อผลิตยาเฟนทานิล

เอกสารคำฟ้องหลายสิบฉบับที่ตรวจสอบโดย BBC Verify ระบุรายละเอียดของกรณีที่ ผู้ผลิตสัญชาติจีนเผยแพร่วิธีผลิตเฟนทานิลจากผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาขาย ผ่านแพลตฟอร์มเข้ารหัสต่างๆ และชำระค่าใช้จ่ายด้วยเงินดิจิทัล

“นี่เป็นช่วงโหว่ขนาดใหญ่ที่อาชญากรขายผลิตภัณฑ์ถูกกฎหมาย แต่พวกเขารู้ดีว่ากำลังขายมันไปให้องค์กรอาชญากรรม” แวนดา เฟลบับ-บราวนด์ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายต่างประเทศที่สถาบัน บรูคกิงส์ (Brookings Institute) กล่าว

อย่างไรก็ตาม จีนตอบโต้ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ว่า พวกเขามีกฎหมายต่อต้านยาเสพติดที่เข้มงวดท่าสุดในโลก และเคยมีปฏิบัติการร่วมกับสหรัฐฯ มาแล้วในอดีต และ “สหรัฐฯ จำเป็นต้องทบทวนและแก้ปัญหาเฟนทานิลของพวกเขาเอง”

ทั้งนี้นอกจากจีนแล้ว อินเดียก็กำลังกลายเป็นแหล่งสารเคมีตั้งต้นสำหรับผลิตเฟนทานิลแห่งใหม่ โดยในปี 2568 มีบริษัทสารเคมีในอินเดีย 2 บริษัท ถูกฟ้องร้องข้อหาขายสารเคมีที่ถูกใช้เพื่อผลิตยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ และเม็กซิโกด้วย

แล้วแคนาดามีส่วนอย่างไร?

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาทั้งเม็กซิโกกับแคนาดาว่า ปล่อยให้ผู้อพยพและยาเฟนทานิลจำนวนมากเข้าสู่สหรัฐฯ

ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) ชี้ว่า มียาเฟนทานิลเพียง 0.2% เท่านั้นที่สหรัฐณ ยึดได้บริเวณชายแดนแคนาดา ขณะที่เกือบทั้งหมดถูกยึดบริเวณชายแดนสหรัฐฯ กับเม็กซิโก

แต่ในเดือนมกราคม สำนักงานข่าวกรองด้านการเงินของแคนาดารายงานว่า องค์กรอาชญากรรมในแคนาดากำลังมีความเกี่ยวข้องกับการผลิตยาเฟนทานิลมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการนำเข้าสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาและซื้ออุปกรณ์สำหรับห้องแล็บผลิตยาจากจีน

ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 การค้ายาเฟนทานิลเกิดขึ้นทั้ง 2 ทาง โดยหน่วยงานป้องกันชายแดนแคนาดารายงานว่า ยึดเฟนทานิลที่เข้าสู่ประเทศจากสหรัฐฯ ได้ 4.9 กก. ขณะที่ CBP ของสหรัฐฯ ยึดเฟนทานิลที่ข้ามเข้ามาจากฝั่งแคนาดาได้ 14.6 กก.

เมื่อเดือนธันวาคม 2567 แคนาดาให้คำมั่นว่า พวกเขาจะเพิ่มการใช้จ่าย 1.3 พันล้านดอลลาร์แคนาดา เพื่อต่อสู้กับการผลิตและลักลอบขนยาเฟนทานิล และเพิ่มการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนมากขึ้นด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , yalemedicine

โลกกว้างทางแคบสำหรับอูเครน

โลกกว้างทางแคบสำหรับอูเครน

6 ก.พ. 2568 05:30 น.

โลกกว้างทางแคบสำหรับอูเครน

วาระประธานาธิบดีอูเครนคือ 5 ปี เซเลนสกีเป็นประธานาธิบดีอูเครนตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2019 หมดวาระเมื่อ 20 พฤษภาคม 2024 แต่ที่ยังดื้อไม่ให้มีเลือกตั้ง ก็เพราะอดีตประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐฯช่วยไว้ โดยอ้างว่ามีสงคราม และผ่อนปรนให้ประกาศกฎอัยการศึกจนถึงปัจจุบัน

หลังจากที่ไบเดนลงจากตำแหน่ง มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯปูดว่า พวกตนเคยคุยประเด็นการเลือกตั้งกับทำเนียบประธานาธิบดีอูเครนมา 2 ครั้งเมื่อ ค.ศ.2023 และ 2024 ฝ่ายสหรัฐฯเน้นกับอูเครนว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญเพื่อแสดงออกถึงการยึดถือในบรรทัดฐานของประชาธิปไตยที่เป็นฐานสากล

พวกเซเลนสกีบอกกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯสมัยไบเดนว่า ถ้าเลือกตั้งก็จะเกิดความแตกแยก เพราะรัสเซียอาจจะเข้ามาก่ออิทธิพลในการเลือกตั้งอูเครน ตอนนั้นไบเดนยอม เพราะตนเป็นคนสนับสนุนเซเลนสกีในสงครามกับรัสเซีย

ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีรายงานจากรอยเตอร์ว่า คีธ เคลล็อกก์ ทูตพิเศษของทรัมป์พูดถึงการเลือกตั้งอูเครนว่า “ชาติประชาธิปไตยทั้งหมดล้วนมีการเลือกตั้ง” “เป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขา (อูเครน) ต้องทำแบบนั้น (เลือกตั้ง) เช่นกัน”

ทุกครั้งที่มีคนแนะนำให้อูเครนจัดเลือกตั้งประธานาธิบดี ก็จะโดนเซเลนสกีและพวกด่า เดิมเซเลนสกีไม่จัดการเลือกตั้งเพราะไบเดนหนุนหลัง ตอนนี้ลูกพี่ตกกระป๋องแล้ว ทันทีที่ทรัมป์และที่ปรึกษาพูดถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีอูเครน เซเลนสกีก็จะทำตาปริบๆ รู้ชะตากรรมของตนว่าถ้ายอมให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี คนอูเครนจะเขี่ยตนออกจากตำแหน่งแน่

3 กุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า “ข้าฯ ต้องการให้อูเครนส่งแร่แรร์เอิร์ธมาให้ในมูลค่าเท่ากับเงินที่สหรัฐฯเคยให้ไป 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (10.15 ล้านล้านบาท)”

ตอนที่ดุนหลังเซเลนสกีให้ไปล่อกับรัสเซีย ไบเดนบอกเซเลนสกีว่า “อ้า ไอ้หนูเอ็งรบไปเถอะ สหรัฐฯจะช่วย” ความเข้าใจของเซเลนสกีคือ สหรัฐฯขอให้ตนรบกับรัสเซียแทนสหรัฐฯเพื่อหยุดยั้งความเจริญของรัสเซีย เซเลนสกีเข้าใจมาโดยตลอดว่าตนเองเป็นฮีโร่และเป็นผู้ที่มีอภิพญามหาบุญคุณต่อสหรัฐฯ

ไอ้เด็กน้อยเอ๋ย เอ็งเคยแต่เล่นละครตลก ไม่เคยอ่านประวัติศาสตร์หรือการเมืองระหว่างประเทศ เอ็งไม่รู้ดอกว่า ก่อนหน้านี้มีหลายประเทศโดนแบบเอ็ง รบแทนสหรัฐฯ ภายหลังโดนสหรัฐฯเรียกให้ชำระหนี้ ไม่มีเงินก็เข้ามาไถน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติ ที่เจออยู่ในตอนนี้คือ เอ็งกำลังถูกไถแร่หายาก

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯแอบเข้าไปสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในอูเครนไว้จนทะลุปรุโปร่ง ขณะนี้ส่งรายงานให้ทรัมป์ดูว่าอูเครนมีแร่สำคัญ 50 ชนิด มีหลายชนิดที่เป็นองค์ประกอบของแร่แรร์เอิร์ธ อูเครนมียูเรเนียม ลิเทียม และไทเทเนียมอยู่จำนวนมากมายมหาศาลบานเบอะ แม้ไม่ติด 1 ใน 5 ของโลก แต่ก็มากพอที่จะใช้หนี้สหรัฐฯได้

ประเทศที่มีแร่แรร์เอิร์ธมากที่สุดในโลกคือจีน ค.ศ.2024 จีนผลิตแร่แรร์เอิร์ธได้ 1.4 แสนเมตริกตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61 ของการผลิตทั่วโลก ที่ตามมาก็คือสหรัฐฯซึ่งผลิตได้ 3.8 หมื่นเมตริกตัน และออสเตรเลียผลิตได้ 2 หมื่นเมตริกตัน

ในโลกนี้มีหลายภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง ซัดกันเละตุ้มเป๊ะมากกว่าอูเครนกับรัสเซีย ทว่าสหรัฐฯไม่เข้าไปยุ่ง เพราะไอ้ที่ขัดแย้งกันนี่เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอะไรให้ไถ ไม่มีทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ หรือแม้แต่แร่แรร์เอิร์ธ

ทันทีที่โดนสหรัฐฯบอกว่า อ้า อูเครนจะต้องชดใช้เงินสนับสนุนของสหรัฐฯเป็นแร่แรร์เอิร์ธในมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลอดเลือดของเซเลนสกีก็ขยายจนหน้าแดงจัด ต่อมเหงื่อทำงานหนักจนมีเหงื่อชุ่มรักแร้ทั้งสองด้าน ม่านตาขยาย พูดเสียงสั่น ระบบประสาทลดการผลิตน้ำลายจนปากแห้ง หัวใจเต้นเร็ว

สัตว์เลื้อยคลานออกจากปากเซเลนสกีหลายตัว ทุกตัวด่าสหรัฐฯ ด่าไบเดน ด่าทรัมป์ บางตัวลามปามไปด่าจอร์จ วอชิงตัน ถึงหน้าหลุมฝังศพ.


นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม