UN เผย นักโทษแหกคุกดีอาร์คองโก ข่มขืน-เผาทั้งเป็นผู้หญิงกว่า 100 ศพ

UN เผย นักโทษแหกคุกดีอาร์คองโก ข่มขืน-เผาทั้งเป็นผู้หญิงกว่า 100 ศพ

6 ก.พ. 2568 05:01 น.

UN เผย นักโทษแหกคุกดีอาร์คองโก ข่มขืน-เผาทั้งเป็นผู้หญิงกว่า 100 ศพ

เอกสารของสหประชาชาติเผย มีนักโทษหญิงมากกว่า 100 คนถูกข่มขืนระหว่างการแหกคุกครั้งใหญ่ในดีอาร์คองโก ก่อนที่ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังนักโทษชายจุดไฟเผาคุก

สำนักข่าวบีบีซีรายงานอ้างข้อมูลจากเอกสารภายในขององค์การสหประชาชาติ (UN) มีนักโทษหญิงมากกว่า 100 คนถูกข่มขืนก่อนจะถูกเผาทั้งเป็น ระหว่างการแหกคุกครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองโกมา เมืองเอกของจังหวัดคิวูเหนือ ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เมื่อสัปดาห์ก่อน

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2568 โดยนักโทษหลายร้อยคนหลบหนีออกจากเรือนจำมุนเนซเว หลังจากนักรบของกลุ่มกบฏ M23 เริ่มเปิดฉากโจมตีและยึดเมืองโกมาเอาไว้ได้ในที่สุด

เอกสารของ UN ระบุว่า ระหว่างเกิดเหตุ มีนักโทษหญิงประมาณ 165-167 คนถูกนักโทษชายข่มขืน ก่อนที่พวกเธอส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในกองเพลิงหลังจากกลุ่มนักโทษชายจุดไฟเผาเรือนจำ

ทั้งนี้ เมืองโกมาเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่มากกว่า 1 ล้านคน แต่เมืองแห่งนี้ถูกกลุ่มกบฏ M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดาเข้ายึดครอง หลังจากพวกเขามีปฏิบัติการบุกโจมตีภาคตะวันออกของดีอาร์คองโกแบบสายฟ้าแลบ ทำให้เมืองโกมาตกอยู่ในความวุ่นวาย ศพคนตายถูกทิ้งไว้บนถนน ขณะที่มิสไซล์บินว่อนเหนือบ้านเรือนประชาชน

UN ระบุด้วยว่า การต่อสู้ที่ปะทุขึ้นในดีอาร์คองโกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2,900 ศพ

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ กบฏ M23 ประกาศหยุดยิงด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มการโจมตีครั้งใหม่ในวันพุธ (5 ก.พ.) ยึดเมืองนียาบิบเว ซึ่งห่างจากเป้าหมายต่อไปของพวกเขาอย่างเมืองบูคาวู เมืองใหญ่อันดับ 2 ในภาคตะวันออกเพียง 100 กม.เท่านั้น ซึ่งทางการดีอาร์คองโกรับสมัครทหารอาสาหลายร้อยนายเพื่อป้องกันเมืองแล้ว

อีกด้านหนึ่ง ประเทศมาลาวีประกาศว่าพวกเขาจะเริ่มเตรียมการเพื่อถอนทหารกองกำลังพิทักษ์ความสงบของพวกเขาออกจากดีอาร์คองโก หลังการต่อสู้ในเมืองโกมาทำให้ทหารมาลาวีเสียชีวิตไป 3 นาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้พิพากษาคนที่ 2 ขวางคำสั่งทรัมป์ กรณียกเลิกให้สัญชาติแต่กำเนิด

ผู้พิพากษาคนที่ 2 ขวางคำสั่งทรัมป์ กรณียกเลิกให้สัญชาติแต่กำเนิด

6 ก.พ. 2568 03:28 น.

ผู้พิพากษาคนที่ 2 ขวางคำสั่งทรัมป์ กรณียกเลิกให้สัญชาติแต่กำเนิด

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในรัฐแมรีแลนด์เป็นคนที่ 2 ที่ขัดขวางการบังคับใช้คำสั่งยกเลิกการให้สัญชาติแต่กำเนิดของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ศาลอื่นๆ จะมีคำสั่งในสัปดาห์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.เดโบราห์ บอร์ดแมน กลายเป็นผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางคนที่ 2 ที่มีคำสั่งห้ามบังคับใช้คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะยกเลิกการให้สัญชาติแต่กำเนิดแก่ผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือผู้ที่มีเหตุให้อยู่ในสหรัฐฯ ในระยะสั้น

น.ส.บอร์ดแมนกล่าวในการพิจารณาคดีของศาลแขวงรัฐแมรีแลนด์เมื่อวันพุธที่ 5 ก.พ. 2568 ว่า คำสั่งดังกล่าวขัดแย้งกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 14, ตรงกันข้ามกับคำพิพากษาของศาลสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 125 ปีก่อน และต่อต้านประวัติศาสตร์การให้สัญชาติแต่กำเนิดของสหรัฐฯ ที่ดำเนินมานาน 250 ปี

“ไม่เคยมีศาลใดในประเทศที่ให้การรับรองการตีความของประธานาธิบดีผู้นี้” ผู้พิพากษาบอร์ดแมนกล่าว “และศาลนี้จะไม่เป็นศาลแรกที่ทำแบบนั้น”

คดีดังกล่าวถูกยื่นฟ้องร้องต่อศาลแขวงรัฐแมรีแลนด์โดยสตรีมีครรภ์ 5 คน ที่ลูกๆ ของพวกเธออาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งของนายทรัมป์ กับกลุ่มสิทธิผู้อพยพเข้าเมืองอีก 2 กลุ่ม โดยคำสั่งห้ามของผู้พิพากษาบอร์ดแมนจะคงอยู่จนกว่าการพิจารณาคดีนี้จะเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่คำสั่งยกเลิกการให้สัญชาติแต่กำเนิดของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังถูกฟ้องร้องในหลายรัฐ ซึ่งผู้พิพากษาที่รับผิดชอบระบุว่า พวกเขาจะมีคำสั่งห้ามแบบเดียวกันภายในสัปดาห์นี้ โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า คดีนี้จะต้องถูกส่งให้ศาลสูงเป็นผู้ทบทวนในท้ายที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นานาชาติต้านแผนทรัมป์ ให้สหรัฐฯ ยึดกาซา ย้ายชาวปาเลสไตน์ไปที่อื่น

นานาชาติต้านแผนทรัมป์ ให้สหรัฐฯ ยึดกาซา ย้ายชาวปาเลสไตน์ไปที่อื่น

6 ก.พ. 2568 01:58 น.

นานาชาติต้านแผนทรัมป์ ให้สหรัฐฯ ยึดกาซา ย้ายชาวปาเลสไตน์ไปที่อื่น

นานาชาติออกมาประณามข้อเสนอของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะให้สหรัฐฯ เข้ายึดครองฉนวนกาซา แล้วพัฒนาเป็นรีสอร์ท ในขณะที่ย้ายชาวปาเลสไตน์ไปอยู่ที่อื่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ข้อเสนอของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมฉนวนกาซา และย้ายชาวปาเลสไตน์ออกไปอยู่ที่อื่นเพื่อสร้าง “ริเวียรา” หรือ “แนวชายฝั่งแห่งตะวันออกกลาง” (Riviera of the Middle East) ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและเสียงประณามจากหลายประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ

หนึ่งประเทศที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยคือสหราชอาณาจักร ซึ่งระบุว่า ชาวปาเลสไตน์ควรได้ใช้ชีวิตและเจริญรุ่งเรืองในบ้านเกิดของพวกเขา ขณะที่อียิปต์ระบุว่า กาซาควรถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่โดยไม่ต้องมีใครย้ายออกไป ส่วนลูกพี่ใหญ่ในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบีย ปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะย้ายถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์

ด้านรัสเซีย จีน และเยอรมนี ก็ออกมาแสดงการต่อต้านเช่นกัน โดยระบุว่าการทำตามแผนของนายทรัมป์จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดและความเกลียดชังครั้งใหม่

ทั้งนี้ ในการแถลงนโยบายตะวันออกกลางครั้งแรกของนายทรัมป์เมื่อวันอังคารที่ 4 ก.พ. 2568 เขากล่าวว่า “สหรัฐฯ จะเข้าครอบครองฉนวนกาซา และเราจะพัฒนามันด้วย เราจะเป็นเจ้าของมันและจะรับผิดชอบในการปลดระเบิดอันตรายที่ยังไม่ระเบิดรวมถึงอาวุธทั้งหมดที่นั่น”

“การรื้อถอนพื้นที่และกำจัดอาคารที่ถูกทำลาย รื้อมันออกไปและสร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจซึ่งจะสร้างงานอย่างไม่มีขีดจำกัด และเป็นที่อยู่ของผู้คนในภูมิภาคนั้น” “เราจะทำงานอย่างจริงจัง ทำสิ่งที่แตกต่าง (ชาวปาเลสไตน์) แค่กลับไปมาได้ หากคุณกลับไป มันจะเป็นเหมือนกับที่เคยเป็นมา 100 ปี”

นายทรัมป์กล่าวก่อนแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลเมื่อวันอังคารด้วยว่า

“หากคุณมองย้อนกลับหลายสิบทศวรรษก่อน มันมีแต่ความตายในกาซา สิ่งนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว มันมีแต่ความตาย หากเราสามารถหาที่ที่สวยงามให้ผู้คนลงหลักปักฐานใหม่อย่างถาวรในบ้านดีๆ ที่พวกเขาจะได้อยู่อย่างมีความสุข ไม่ต้องถูกยิง ถูกฆ่า หรือถูกแทงเหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา”

“ผมเชื่อว่าเราสามารถหาที่อยู่ใหม่ให้พวกเขาได้ และผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้ในพื้นที่ที่เหล่าผู้นำตอนนี้ไม่อนุญาตให้ทำ”

“ผมเห็นภาพผู้คนใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ภาพชาวโลก ผมคิดว่าเราจะทำให้มันกลายเป็นพื้นที่สากลอันน่าเหลือเชื่อ ผมคิดว่าศักยภาพของฉนวนกาซานั้นน่าเหลือเชื่อมาก” “ผมคิดว่าคนทั้งโลก ตัวแทนจากทั่วโลก จะไปอยู่ที่นั่น ชาวปาเลสไตน์ก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ผู้คนมากมายจะอยู่ที่นั่น”

“พวกคุณต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ คุณไม่สามารถปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำๆ ได้ เรามีโอกาสจะสร้างปรากฏการณ์บางอย่างแล้ว ผมไม่อยากทำตัวน่ารัก ผมไม่อยากเป็นคนฉลาด แต่การสร้าง ‘ริเวียราแห่งตะวันออกกลาง’ อาจเป็นบางสิ่งบางอย่างที่วิเศษเหลือเกิน”

“เราจะทำให้แน่ใจว่ามันจะมีมาตรฐานระดับโลก มันจะวิเศษสำหรับผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่เราหมายถึงชาวปาเลสไตน์ และถึงแม้พวกเขาจะบอกว่าไม่ได้ แต่ผมมีความรู้สึกว่า พระราชาแห่งจอร์แดนและอียิปต์จะเปิดใจและมอบดินแดนที่เราต้องการเพื่อทำให้เรื่องนี้เสร็จสิ้น และผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข”

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธ คิงอับดุลเลาะห์แห่งจอร์แดน ออกมาปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะควบรวมดินแดนหรืออพยพย้ายถิ่นชาวปาเลสไตน์

ส่วนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังก็บอกว่า พวกเขาจะไม่มีวันยอมรับแนวคิดของนายทรัมป์ “นายทรัมป์ไปลงนรกซะ ไปพร้อมกับแนวคิดของเขา เงินของเขา และความเชื่อของเขา เราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น เราไม่ใช้ทรัพย์สินของเขา” นายซาเมียร์ อาบู บาเซล ชาวปาเลสไตน์ในกาซา ซิตี้ กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters , bbc

อาร์เจนตินาประกาศ เตรียมถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก

อาร์เจนตินาประกาศ เตรียมถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก

5 ก.พ. 2568 23:13 น.

อาร์เจนตินาประกาศ เตรียมถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก

อาร์เจนตินาประกาศจะถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลกแล้ว ตามรอยสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดี โวยแทรกแซง ทำให้เศรษฐกิจเสียหายตอนโควิดระบาด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมานูเอล อาดอร์นี โฆษกประธานาธิบดีอาร์เจนตินา กล่าวที่งานแถลงข่าวในวันพุธที่ 5 ก.พ. 2568 ว่า ประธานาธิบดีมีคำสั่งให้พาอาร์เจนตินาถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลก (WHO) แล้ว

“ประธานาธิบดี (ฮาเวียร์) มิเล สั่งการให้ เจอราร์โด เวอร์เทน (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ) ถอนการมีส่วนร่วมของอาร์เจนตินาในองค์การอนามัยโลกแล้ว” นายอาดอร์นีกล่าว และเสริมว่า “เราชาวอาร์เจนตินาจะไม่ยอมให้องค์กรระหว่างประเทศมาแทรกแซง ไม่ว่าจะอธิปไตยหรือสุขภาพของเรา”

นายอาดอร์นีบอกอีกว่า การตัดสินใจของอาร์เจนตินามีพื้นฐานมาจาก ความแตกต่างอย่างมากเรื่องการจัดการด้าน โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้อาร์เจนตินาต้องเข้าสู่การล็อกดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้ขาดอิสระในการเผชิญกับอิทธิพลทางการเมืองในบางรัฐ

แถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีที่เผยแพร่ตามมา กล่าวหา WHO ว่าทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยการส่งเสริมการกักตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประชาคมนานาชาติต้องคิดใหม่อีกครั้งว่า เหตุใดองค์กรนานาชาติจึงดำรงอยู่, ได้รับทุนจากทุกประเทศ แต่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายซึ่งเป็นเหตุผลที่พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาได้ ทั้งยังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการเมืองระหว่างประเทศ และพยายามเข้ามามีอำนาจเหนือประเทศสมาชิก” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็เคยโจมตี WHO แบบเดียวกัน ก่อนที่เขาจะมีคำสั่งเตรียมพาสหรัฐฯ ออกจากองค์กรนี้ในวันแรกที่เขารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อ 20 ม.ค. จนเรียกเสียงวิพากษ์วิจาณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจำนวนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไปรษณีย์สหรัฐฯ กลับลำ เตรียมส่งพัสดุขาเข้าจากจีนอีกครั้ง หลังสั่งระงับ

ไปรษณีย์สหรัฐฯ กลับลำ เตรียมส่งพัสดุขาเข้าจากจีนอีกครั้ง หลังสั่งระงับ

5 ก.พ. 2568 22:29 น.

ไปรษณีย์สหรัฐฯ กลับลำ เตรียมส่งพัสดุขาเข้าจากจีนอีกครั้ง หลังสั่งระงับ

ไปรษณีย์สหรัฐฯ จะกลับมาส่งพัสดุขาเข้าจากจีนอีกครั้งแล้ว หลังประกาศระงับไปเมื่อ 1 วันก่อนหน้านี้ ซึ่งคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลบังคับใช้

สำนักงานไปรษณีย์แห่งสหรัฐฯ (USPS) เปิดเผยในวันพุธที่ 5 ก.พ. 2568 ว่า พวกเขาจะกลับมาส่งพัสดุขาเข้าจากประเทศจีนและฮ่องกงอีกครั้ง หลังจากเพิ่งประกาศระงับไปเมื่อวันอังคาร หลังจากรัฐบาลทรัมป์ปิดช่องโหว่ทางการค้า ซึ่งถูกใช้ในการจัดส่งพัสดุมูลค่าต่ำจากจีนโดยไม่เสียภาษีอากร

“USPS กับสำนักงานศุลกากรและคุ้มครองชายแดน (CBP) กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อบังคับใช้กลไกที่มีประสิทธิภาพสำหรับเก็บภาษีศุลกากรสินค้าจีนเพิ่มเติม เพื่อรับประกันว่าจะมีผลกระทบต่อการส่งพัสดุให้น้อยที่สุด” USPS ระบุในแถลงการณ์

ก่อนหน้านี้ USPS ประกาศระงับการส่งพัสดุขาเข้าจากจีนหลังจากรัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% และถอนสินค้านำเข้าจากจีนออกจากการยกเว้นภาษีภายในเงื่อนไข De minimis หรือมูลค่าขั้นต่ำในการนำเข้าที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ซึ่งสหรัฐฯ กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 800 ดอลลาร์

อนึ่ง เงื่อนไข De minimis ถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2481 อนุญาตให้สินค้านำเข้าที่มูลค่าต่ำกว่าที่กำหนดสามารถส่งถึงผู้บริโภคชาวอเมริกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการเก็บภาษีนำเข้า, สำแดงสินค้า หรือรับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อลดภาระของเจ้าหน้าที่

เกณฑ์มูลค่าสินค้าขั้นต่ำถูกเพิ่มจาก 200 ดอลลาร์เป็น 800 ดอลลาร์ในยุคของประธานาธิบดีโอบามา เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเกณฑ์เว้นภาษีนำเข้าสูงที่สุดในโลก เทียบกับ EU ที่งดเว้นแค่สินค้าราคาไม่เกิน 150 ยูโร

USPS ไม่ได้ระบุว่าการตัดสินใจระงับการส่งพัสดุนำเข้าจากจีนก่อนหน้านี้เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงในมาตรการ De minimis สำหรับสินค้าจากจีนซึ่งมีการประกาศเมื่อวันเสาร์ (1 ก.พ.) และเริ่มมีผลบังคับใช้หลังพ้นเที่ยงคืนวันจันทร์เข้าสู่วันอังคารที่ผ่านมาหรือไม่

คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้กำหนดให้ยกเลิกมาตรการ De minimis อย่างถาวร หมายความว่ามันอาจถูกบังคับใช้ใหม่อีกครั้งในอนาคต และมาตรการนี้จะส่งผลต่อสินค้าจากประเทศจีนเท่านั้น สินค้าจากประเทศอื่นยังได้รับประโยชน์จากเงื่อนไข De minimis ตามเดิม

ทั้งนี้ คำสั่งของนายทรัมป์จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ “ชีอิน” (Shein) ผู้ค้าปลีกแฟชั่นจากจีน และ “เทมู” (Temu) ร้านขายสินค้าราคาถูกทางออนไลน์ ซึ่งทั้งคู่ขายสินค้าหลากหลายประเภทตั้งแต่ของเล่นไปจนถึงสมาร์ทโฟน และเติบโตอย่างรวดเร็วในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเกิดจากการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ de minimis

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.57 น.

สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรตำบลน้ำเค็ม อำเภอเขาย้อย จัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีปลานักล่าเพื่อจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกึ่งธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงให้ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น คิกออฟสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 5,000 ตัวแก่เกษตรกร 24 ราย  

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในการจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมงเพชรบุรีร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรตำบลเขาย้อย จัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” ช่วยให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขาย้อยมีเงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาปลานักล่า เริ่มต้นจากเกษตรกร 24 ราย และจะขยายผลไปให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป โดยมีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงเป็นทุนตั้งต้นสำหรับการเปิดตัวโครงการครั้งนี้ 

“กองทุนปลากะพง เกษตรกรรุ่นแรกนำปลานักล่าที่เลี้ยงเพื่อเป็นปลานักล่าในบ่อมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาต่อยอดเป็นกองทุนหมุนเวียน ใช้ซื้อปลานักล่าขนาดเล็กสำหรับนำไปปล่อยในบ่อของเกษตรกรรายอื่นๆ ในกลุ่มต่อไป เพื่อให้เกษตรกรได้มีผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดีขึ้น นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถฟื้นฟูอาชีพและรักษาสมดุลระบบนิเวศในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายประจวบกล่าว

ประมงเพชรบุรี ดำเนินโครงการ “กองทุนปลากะพง” เพื่อแก้ปัญหาปลาหมอคางดำแบบครบวงจร โดยดำเนินการควบคู่กับการควบคุมปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ กิจกรรม “ลงแขกลงคลอง”  การปล่อยปลานักล่า การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำปลาร้าหมอคางดำ การทำน้ำปลาหับเผย ที่ประมงเพชรบุรีตั้งเป้าผลักดันให้เป็นสินค้าประจำจังหวัดต่อไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ

ด้าน นางกาญจนา โชติช่วง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตำบลบางเค็ม กล่าวว่า พันธุ์ปลากะพงขาวที่ได้รับการสนับสนุนจำนวน 5,000 ตัวจะแจกจ่ายให้เกษตรกรรายละประมาณ 200-220 ตัว สำหรับนำไปปล่อยในบ่อดินที่ใช้เลี้ยงกุ้งและปู เพื่อช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำ ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดี

ขณะที่ นายพล ป้านสุวรรณ เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ กล่าวว่า “ปลากะพงขาวจะถูกนำไปปล่อยในบ่อเลี้ยงกุ้ง ปลากะพงสามารถหากินเองได้ โดยจัดการลูกปลาหมอคางดำ ช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ของเกษตรกร และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำปลากะพงมาจำหน่ายอีกด้วย”

นอกจากนี้ กรมประมงยังเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรเกี่ยวกับแนวทางการจัดการปลาหมอคางดำ ควบคู่กับการพัฒนาเพาะพันธุ์ปลาหมอคางดำ 4n เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผลักดันให้เกิดการใช้วิธีธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ

‘บุรีรัตน์’ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ

'บุรีรัตน์'ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ

‘บุรีรัตน์’ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.37 น.

‘บุรีรัตน์’ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2568 ที่ห้องประชุมกรมชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เข้าร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ (Project Director) เสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 15 (2/2568) โดยมีรองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา นายเดช เล็กวิชัย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะทำงานบริหารโครงการคณะขับเคลื่อนผลผลิตที่ 1-3 เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน ความคืบหน้าของโครงการ ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขของผลผลิตที่ 1 – 3 รวมทั้งพิจารณาแผนการเบิกจ่ายในไตรมาส 1/2568 และผลการเบิกจ่ายภาพรวมของโครงการ ภายใต้ “โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” 

ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ Project Director

ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ Project Director

ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ Project Director

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.55 น.

5 กุมภาพันธ์ 2568 นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เข้าร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ (Project Director) เสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 15 (2/2568) โดยมีรองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา นายเดช เล็กวิชัย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะทำงานบริหารโครงการคณะขับเคลื่อนผลผลิตที่ 1-3 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานความคืบหน้าของโครงการ ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขของผลผลิตที่ 1 – 3 รวมทั้งพิจารณาแผนการเบิกจ่ายในไตรมาส 1/2568 และผลการเบิกจ่ายภาพรวมของโครงการ ภายใต้ “โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” ณ ห้องประชุมกรมชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

เกษตรฯรับมอบสนามบินตาก ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ

เกษตรฯรับมอบสนามบินตาก  ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ

เกษตรฯรับมอบสนามบินตาก ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีส่งมอบ-รับมอบความรับผิดชอบการบริหารท่าอากาศยานตาก จากกรมท่าอากาศยานให้กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมีนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กรมฝนหลวงฯ ใช้ประโยชน์ในภารกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงฯพัฒนาปรับปรุงท่าอากาศยานตาก ให้เป็นศูนย์หลักในการปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศ และสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ได้เต็มประสิทธิภาพ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567

นายอิทธิกล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ปัญหาด้านมลพิษทางอากาศภาคเหนือรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ซึ่งปฏิบัติการฝนหลวง ช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว และปัญหาภัยแล้งให้เกษตรกรในภาคเหนือ ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 กรมฝนหลวงฯ ได้มีหนังสือถึงกรมท่าอากาศยาน แจ้งความประสงค์ขอใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานตาก เพื่อการบินปฏิบัติการฝนหลวง และขอรับโอนท่าอากาศยานตาก เพื่อพัฒนาปรับปรุงท่าอากาศยานดังกล่าวเป็นศูนย์หลักในการปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศ การปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาภัยแล้งการปฏิบัติการดับไฟป่า และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอิทธิกล่าวอีกว่า กรมฝนหลวงฯ ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จ.ตาก โดยเล็งเห็นว่าปัจจุบันท่าอากาศยานตาก ไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ทำการบินแบบประจำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 จึงเป็นการลดภาระด้านงบประมาณที่ต้องจัดสรรให้กรมท่าอากาศยาน รวมถึงเป็นการให้ทางราชการสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ท่าอากาศยานตาก ได้อย่างเต็มที่ และเป็นการกระจายงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนให้กรมท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ เป็นการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ด้านนายราเชนกล่าวว่า สำหรับท่าอากาศยานตาก ก่อสร้างในปี พ.ศ.2516 บนพื้นที่ 1,300 ไร่ ตั้งอยู่ใน ต.น้ำรึม อ.เมือง จ.ตาก เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2518 เดิมถูกกำหนดเป็น Local Airport แต่เนื่องจากการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางอากาศของภาคเหนือสอดคล้องกับการเติบโตของการเดินทางในภาคเหนือตอนบน ที่มีศักยภาพในการยกระดับเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค จึงทำให้ท่าอากาศยานตาก ไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ทำการบินมาเป็นเวลานาน กรมท่าอากาศยาน จึงมอบหมาย
ความรับผิดชอบและบริหารท่าอากาศยานตาก ให้กับกรมฝนหลวงฯ พัฒนาปรับปรุงให้เป็นศูนย์หลักในการบินปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

ผู้ตรวจฯหาแนวทางจัดการ หนอนฯมะพร้าวแพร่พันธุ์

ผู้ตรวจฯหาแนวทางจัดการ  หนอนฯมะพร้าวแพร่พันธุ์

ผู้ตรวจฯหาแนวทางจัดการ หนอนฯมะพร้าวแพร่พันธุ์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการระบาดและแพร่พันธุ์ของหนอนหัวดำมะพร้าว ที่ จ.สมุทรสงคราม ว่าสิ่งแรกที่ควรทำคือการสแกนพื้นที่เพื่อให้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนก่อนว่าพื้นที่ไหนระบาดหนัก แล้วจึงประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางแก้ไข หากมีการใช้สารเคมีต้องดูว่าวิธีการใช้เป็นอย่างไร เช่น ใช้อีมาเมกตินเบนโซเอตอัตรา 5 ซีซี ในต้นมะพร้าวความสูงไม่เกิน 12 เมตร หรืออัตรา 10 ซีซี ในต้นมะพร้าวความสูงมากกว่า12 เมตร เป็นต้น

นายกฤษกล่าวต่อว่า สำหรับสวนที่ถูกทิ้งร้างไม่มีการดูแล หรือเป็นที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือสวนที่มีการถมที่ดินเพื่อปลูกมะพร้าวแต่ไม่ได้ดูแลอย่างจริงจัง เนื่องจากมาตรการอื่นๆ ทางด้านที่ดิน จึงเป็นแหล่งเพาะและขยายพันธุ์ศัตรูพืชนั้น พื้นที่เหล่านี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัด ต้องสแกนให้หมด แล้วเขียนแผนในการดำเนินงาน รวมทั้งต้องลงไปดูแลเพื่อจัดการควบคุมการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว ให้ได้ จากนั้นค่อยเข้าสู่กระบวนการอื่นๆ ต่อไป