‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’

'นฤมล'หารือ'รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์'ลุยขยายตลาดส่งออก'เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด'

‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.54 น.

‘นฤมล’หารือ’รมต.เกษตรฯฟิลิปปินส์’ลุยขยายตลาดส่งออก’เนื้อสัตว์ปีก-ลำไยสด’เพิ่มจาก’ข้าว-เนื้อสุกร’ตอบโจทย์ความต้องการของประชากรฟิลิปปินส์ที่กำลังเติบโต

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับ H.E. Francisco P. Tiu Laurel, Jr. Secretary of the Department of Agriculture รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์

นางนฤมล เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ในวันนี้ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบให้เร่งรัดการปรับแก้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองประเทศ และเทคโนโลยีการเกษตรในปัจจุบัน รวมทั้งเร่งรัดการปรับแก้ข้อตกลงระหว่างกรมประมงแห่งประเทศไทย และกรมประมงและทรัพยากรสัตว์น้ำแห่งฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU)

“ไทยต้องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร คือ เนื้อสัตว์ปีก และ ผลลำไยสด จากไทยไปยังฟิลิปปินส์ ซึ่งสินค้าทั้ง 2 ชนิดอยู่ระหว่างการพิจารณาจากหน่วยงานของทางฟิลิปปินส์ โดยฟิลิปปินส์มีการติดตามความคืบหน้าเพื่อให้ไทยสามารถขยายตลาดสินค้าเกษตรไปได้มากขึ้น รวมทั้งแสดงความสนใจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรของฟิลิปปินส์ที่กำลังเติบโต โดยสินค้าที่ฝ่ายฟิลิปปินส์ให้ความสนใจจะนำเข้า ได้แก่ ข้าว และเนื้อสุกร”นางนฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 15 ของไทย ในระหว่างปี 2565-2567 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร คิดเป็นร้อยละ 1.87ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำตาล 2.ข้าว 3.อาหารสุนัขหรือแมว 4.ซอสและของปรุงรส และ 5.สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

‘ถาวร’เยือนจีนสร้างความเชื่อมั่นสินค้าฯ

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เยี่ยมชม : นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เยี่ยมชมตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ประเทศจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย ที่ส่งมายังประเทศจีน โดยเฉพาะการนำเข้าทุเรียนไทย มากกว่า 5 แสนตันต่อปี รวมถึงมีการนำเข้าลำไยและมังคุดจากไทยด้วย

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ศึกษาดูงานและหารือร่วมกับนายเว้ย ซูเจียน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานกลุ่มบริษัทโซ่วเหิง และนายหมี่ ย่าหลิน ประธานตลาดเกาเป่ยเตี้ยน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย

สำหรับตลาดเกาเป่ยเตี้ยน ดำเนินการโดยบริษัท โซ่วเหิง (Sunhula Group) ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากรัฐบาล ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9,500 เอเคอร์ หรือประมาณ 24,000 ไร่ แบ่งเป็น โซนผักผลไม้ไม้ดอกไม้ประดับ และสินค้าแช่แข็ง โดยเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญในภาคเหนือของจีน เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ใน 5 มณฑล มีทั้งสินค้าเกษตรในประเทศและนำเข้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก ในปี 2024 ตลาดมีปริมาณการนำเข้าผักและผลไม้ 19 ล้านตันคิดเป็นมูลค่า 140,000 ล้านหยวน และมีการนำเข้าทุเรียนไทย มากกว่า 5 แสนตันต่อปี รวมถึงมีการนำเข้าลำไยและมังคุดจากไทย

ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนเปิดตลาดที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ทางภาคตะวันตก และเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังพัฒนานิคมโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นอัจฉริยะที่มีศักยภาพสูง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ และสามารถเก็บรักษาสินค้าได้มากกว่า 5 แสนตัน ครอบคลุมสินค้าหลากหลายกว่า 3,000 รายการ เช่น เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ไข่ และอาหารทะเล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของประชากรประมาณ 500 ล้านคน ในพื้นที่ 13 แห่ง ทั้งระดับเขต เมือง และมณฑล โดยลดขั้นตอนในกระบวนการจัดส่ง ทำให้สามารถจัดส่งวัตถุดิบจากแหล่งผลิตตรงไปยังผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และต้องการสร้างความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการนำผลไม้ไทยไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม  หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

รองปลัดฯร่วมปิดการอบรม หลักสูตรนักบริหารฯรุ่น74

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 74 โดยมีนายอภินันท์ ขันทะสีมา รักษาการหัวหน้ากลุ่มวิชาการและหลักสูตรสถาบันเกษตราธิการ เป็นผู้กล่าวรายงาน ที่หอประชุมหม่อมราชวงศ์หญิงรสลิน คัคณางค์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับการอบรมหลักสูตรดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 100 คน จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีภาวะผู้นำ เสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา  ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” โดยมีนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และถ่ายทอดผ่านระบบ Video conference application zoom ไปยังสถานีพัฒนาที่ดินตัวแทน 5 ภาค และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติหมอดินอาสา อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้หมอดินอาสาในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันรวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา โดยมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

นายอัครา กล่าวว่า หมอดินอาสาเป็นกลไกการพัฒนาทางการเกษตรที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดรายได้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย จึงขอชื่นชมหมอดินอาสาทุกท่านที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยไม่หวังผลตอบแทน อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญของกลไกการพัฒนาด้านการเกษตร และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ที่ร่วมกันพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งความสำเร็จดังกล่าว ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาความร่วมมือดินโลกนำไปใช้เป็นต้นแบบโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้ทั่วโลกสร้างเครือข่ายผู้นำการจัดการดินอย่างยั่งยืนตามแบบอย่างหมอดินอาสาของประเทศไทย

“การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการรวมพลังสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และหมอดินอาสาทั่วประเทศ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการยกระดับ เพิ่มรายได้ และพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร โดยเฉพาะเครือข่ายหมอดินอาสา ที่ตั้งเป้าให้มีความปราดเปรื่องในการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดินเพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย” นายอัครา กล่าว

คณะเกษตรม.อุบลฯ จัด‘เกษตรอีสานใต้’ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

คณะเกษตรม.อุบลฯ  จัด‘เกษตรอีสานใต้’  มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า  ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

คณะเกษตรม.อุบลฯ จัด‘เกษตรอีสานใต้’ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.นรินทร บุญพราหมณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวภายหลังร่วมจัดงานเกษตรอีสานใต้ประจำปี 2568 ครั้งที่ 16 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรเพิ่มมูลค่าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ซึ่งมีดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ ว่าภายในงานกำหนดให้มีการจัดนิทรรศการทางวิชาการของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ โดยแบ่งพื้นที่จัดงานหลัก 3 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดอุทยานวิชาการ ผลงานวิจัยเด่นของคณะเกษตรศาสตร์ การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการของ 5 ภาควิชาในสังกัด คณะเกษตรศาสตร์ การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการของคณะต่างๆในสังกัดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี การจัดนิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการภายนอก

2.การจัดนิทรรศการเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเอกชนรายใหญ่ และ 3.พื้นที่แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดนิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันปรับรูปแบบการจัดงานในส่วนของนิทรรศการวิชาการให้สอดคล้องกับธีมงานในแต่ละปี โดยมีเทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ยกระดับมาตรฐานการผลิตทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘นฤมล’ เผย มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบไม่ได้มาตรฐานจากอินเดีย พร้อมสร้างความมั่นใจในคุณภาพรังนกบ้าน ผลักดันให้ส่งออกเพิ่ม สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันนี้ (27 ก.พ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบหรือเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกจากสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้ายังสามารถนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงจากสาธารณรัฐอินเดียได้ โดยใช้ใบรับรองมาตรฐานบังคับ (มกษ. 4702-2557) หรือมาตรฐานสากล เช่น GHP, HACCP และ ISO 22000 และใบรายงานผลวิเคราะห์ ทดแทนการใช้ใบรับรองการส่งออก (Certification of Export) ภายใต้การกำกับดูแลของ Agricultural and Processed Food Products Export Development Authority (APEDA) จากสาธารณรัฐอินเดีย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.จิ้งหรีดแห้ง 2.จิ้งหรีดแช่แข็ง 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับบ้านนกแอ่นกินรัง 4.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ความปลอดภัยด้านอาหาร สุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ-สังคม และ 5.แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร

“ดิฉันได้เน้นย้ำการดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างครอบคลุมโดยเฉพาะการทำรังนกส่งออก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการจากประเทศจีนต้องการนำเข้ารังนกถ้ำมากกว่ารังนกบ้าน เนื่องจากเป็นรังนกคุณภาพสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด หากประเทศไทยสามารถจัดการมาตรฐานรังนกบ้านให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าอาจช่วยให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร ร่วมมือกันตรวจสอบผู้ประเมินของหน่วยรับรองสถานประกอบการ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาด้านคุณภาพสินค้าให้การรับรองเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ประเมินได้ ซึ่งจะช่วยให้คู่ค้ามีความมั่นใจในสินค้าเกษตรไทยมากยิ่งขึ้น

015

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! ‘ไทยแบล็ค DLD’โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! 'ไทยแบล็ค DLD'โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! ‘ไทยแบล็ค DLD’โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.08 น.

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 16.00 น.กรมปศุสัตว์จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ “ไทยแบล็ค DLD” ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานฯ ณ ลานเอนกประสงค์หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่ โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิว ทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ก็ถึงเวลาที่คนไทยควรให้ความสำคัญ “นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์”

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูง และโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา “ไทยแบล็ค DLD” ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมียมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ (1) การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” (2) เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ (3) การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน (4) แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง (5) การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ (6) การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD”

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้ชื่อ “โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คสำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย” “ไทยแบล็ค DLD” ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม ขณะนี้กรมปศุสัตว์ ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD จะมีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวปิดท้าย

– 006

Reebok Thailand ฉลอง 15 ปี เปิดตัว Nano X5 ในงาน ‘Nano X5 Exclusive Event’

Reebok Thailand ฉลอง 15 ปี เปิดตัว Nano X5 ในงาน 'Nano X5 Exclusive Event'

Reebok Thailand ฉลอง 15 ปี เปิดตัว Nano X5 ในงาน ‘Nano X5 Exclusive Event’

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.05 น.

รีบอค ประเทศไทย นำเข้าโดยบริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ฉลอง 15 ปีแห่งความเป็นผู้นำด้านรองเท้าเทรนนิ่ง ด้วยการเปิดตัว Nano X5 รุ่นล่าสุด ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับมาตรฐานการเทรนนิ่งไปอีกขั้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาวัตกรรมรองเท้าสำหรับนักกีฬาและผู้รักการออกกำลังกาย พร้อมจัดกิจกรรม “Nano X5 Exclusive Event” เชื่อมโยงคอมมูนิตี้สายเทรนนิ่ง เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับเหล่าผู้ที่หลงใหลในความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพของรองเท้าเทรนนิ่งโดยเฉพาะ ณ ยิม Ontrack Station กรุงเทพมหานคร

รีบอค ประเทศไทย นำเข้าโดยบริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดงาน“Nano X5 Exclusive Event” เปิดตัว Nano X5 รองเท้าเทรนนิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดที่ยกระดับความแข็งแกร่ง และความคล่องตัว    นำทีมโดย คุณณัฐชนน เพ็ชรทวีพรเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่าย Distributor & Licensee Brand ร่วมพูดคุยถึงคุณสมบัติของรองเท้ารุ่น Nano X5 โดยภายในงานเปิดโอกาสให้เหล่านักกีฬา อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ได้สัมผัสประสบการณ์การใส่รองเท้าเทรนนิ่งรุ่นล่าสุด Nano X5 อย่างใกล้ชิดได้ทดลองใส่จริงผ่านกิจกรรม  เทรนนิ่งแบบจริงจัง โดยมีเทรนเนอร์มืออาชีพมาช่วยแนะนำ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังของคนรักการออกกำลังกายอย่างแท้จริง    

 คุณณัฐชนน เพ็ชรทวีพรเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่าย Distributor & Licensee Brand กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางแบรนด์รีบอคได้ให้ความสำคัญในการสร้างคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพที่หลากหลายผ่านกิจกรรมต่างๆ มาโดยตลอด รวมไปถึงการมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อตอบโจทย์คนรักกีฬาทุกประเภท ล่าสุดกับการเปิดตัว Reebok Nano X5 รองเท้ารุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การออกกำลังกายให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์และเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความสบายในการสวมใส่ สำหรับ Nano X5 มาพร้อมกับนวัตกรรมที่รองรับทุกการเคลื่อนไหวในยิม ไม่ว่าจะเป็นเวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ หรือการออกกำลังกายที่ต้องการความคล่องตัว ซึ่งการเปิดตัว Reebok Nano X5 ในครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากนักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานทดลองสวมใส่จริง โดยตอกย้ำถึงความเป็นรองเท้าเทรนนิ่งที่สามารถตอบสนองทุกการออกกำลังกายในยิมได้อย่างยอดเยี่ยม ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ Reebok ที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับวงการฟิตเนสและเทรนนิ่งทั่วโลก”

โดยกิจกรรมไฮไลต์ภายในงานนอกจากเหล่านักกีฬา อินฟลูเอนเซอร์ รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ของรีบอคจะได้ร่วมแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการออกกำลังแล้วยังได้ทดสอบรองเท้า Nano X5 ผ่านด่านการออกกำลังกายที่ท้าทายทั้งหมด 3 ด่าน ดังนี้

• 40 Wall Ball – ฝึกความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว และทดสอบความทนทาน มั่นคงของรองเท้า NANO X5

• 40 Gorilla Box Jump Over – ทดสอบความคล่องตัวและความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อแขนและขา รวมไปถึงได้ทดสอบความมั่นคงและยืดหยุ่นของรองเท้า

• 800m SkiErg – วัดความอึดและความสามารถในการรับแรงกระแทกของรองเท้า

ซึ่งกิจกรรมด้านบนนี้ผู้เข้าร่วมจะต้องทำให้ดีที่สุดภายใน 9 นาที งานนี้นอกจากวัดกันที่ความอึดแล้วยังได้ทดสอบการใช้งานจริงของรองเท้า Nano X5 ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการรองเท้าเทรนนิ่งที่ครบเครื่อง ทั้งในด้านของการซัพพอร์ต ความมั่นคง และความยืดหยุ่น เหมาะสำหรับการออกกำลังกายแบบ Functional Training, HIIT, CrossFit, Hyrox และทุกกิจกรรมในยิม รวมไปถึงการวิ่งลู่ โดยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า (Nano X4) ทั้งในเรื่องของวัสดุภายนอก Premium Flexweave ผ้าทอแบบใหม่เพื่อการปกป้องที่เหนือกว่า ยืดหยุ่นมากกว่าเดิม และการระบายอากาศที่ดีเยี่ยม และจุดสำคัญตรงบริเวณข้อเท้าได้นำเทคโนโลยี Comfort Collar System เสริมโฟมหนา นุ่ม ใส่สบาย ช่วยล็อกกระชับข้อเท้าขณะทรงตัว และลดแรงเสียดสี ทำให้รู้สึกสบาย ไม่เจ็บข้อเท้าขณะทำกิจกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี Dual Response EVA Foam พื้นโฟมดีไซน์ใหม่ที่ให้ความนุ่มสบายในส่วนหน้าเท้าและส้นเท้า ขณะที่ส่วนแกนกลางมีความแข็งแรงและมั่นคง และเทคโนโลยี Decoupled Meta Split Outsole พื้นรองเท้าแบบใหม่ที่ถูกออกแบบให้พื้นรองเท้าสองช่วงแยกออกจากกัน สามารถสังเกตจากรอยแบ่งส่วนของพื้นรองเท้าด้านใต้ ทำให้สามารถโค้งงอได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า (Nano X4) และช่วยให้รองเท้ามีความยืดหยุ่นสูงขึ้น และรองรับการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการวิ่ง

สำหรับลูกค้าที่สนใจรองเท้า Nano X5 สามารถหาซื้อได้ที่ Reebok Store และร้าน Supersports ทุกสาขา และติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่นและความเคลื่อนไหวของกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งปีได้ที่ Facebook Official Page และ Instagram Official Account ที่ ReebokThailand

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ชวนเยาวชนเข้าร่วมโครงการ “จิตอาสาโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช.” รุ่นที่ 2

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)  ชวนเยาวชนเข้าร่วมโครงการ “จิตอาสาโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช.” รุ่นที่ 2

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ชวนเยาวชนเข้าร่วมโครงการ “จิตอาสาโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช.” รุ่นที่ 2

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.23 น.

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า ในช่วงปิดเทอมนี้ NSM ได้จัดกิจกรรม “จิตอาสาโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช.” รุ่นที่ 2 เพื่อให้เยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการฝึกอบรมและศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้บนพื้นที่ของ NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ก่อนที่เยาวชนจิตอาสาที่ได้รับการอบรมจะหมุนเวียนไปเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ฝึกประสบการณ์จริงในส่วนงานต่างๆ ทัั้งการให้บริการผู้เข้าชมส่วนหน้า การให้บริการและอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM และจัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เชียงใหม่ 

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น เยาวชนจิตอาสาจะได้รับพาสปอร์ตจิตอาสาสำหรับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ที่กำหนดให้เรียนรู้ในแต่ละด้าน สำหรับเยาวชนจิตอาสาที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ NSM กำหนดจะได้รับเกียรติบัตร (Certificate) จิตอาสา ตามจำนวนชั่วโมงที่ได้ฝึกประสบการณ์อีกด้วย

“กิจกรรมจิตอาสานี้เป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ ค้นหาแนวทางอาชีพในอนาคต ตลอดจนความสุขในการเรียนรู้สู่โลกกว้าง เพื่อเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมต่อไป” ผศ.ดร.รวิน กล่าวและว่า ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา NSM ได้เปิดรับจิตอาสารุ่นที่ 1 ปรากฎว่าได้รับความสนใจจากเยาวชนในการเป็นจิตอาสาสมัครเข้ามาทำงานภายในพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อมาบริการสังคมและใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์ ได้มาทำงานจริงที่พิพิธภัณฑ์ เรียนรู้กลไกการทำงานของพิพิธภัณฑ์ การให้บริการผู้เข้าชม การช่วยแก้ปัญหาหน้างาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้เรียนรู้สู่โลกกว้างจากแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของ อพวช. และได้ฝึกประสบการณ์ชีวิต พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ นำไปสู่ต่อยอดสู่ทักษะอาชีพในอนาคตได้”

ผู้ที่สนใจสามารถเป็นจิตอาสา อพวช.รุ่นที่ 2 สามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ลิงค์ https://forms.gle/GpYEeY1t7CtJZEx5A พร้อมแนบคลิปวีดิโอแนะนำตัวเอง ความยาวไม่น้อยกว่า 1 นาที และไม่เกิน 3 นาที ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2568 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-577-9999

Yves Rocher (อีฟ โรเช) เปิดตัว ก้อย อรัชพร Friend of Yves Rocher Lift Pro-Collagene

Yves Rocher (อีฟ โรเช) เปิดตัว ก้อย อรัชพร Friend of Yves Rocher Lift Pro-Collagene

Yves Rocher (อีฟ โรเช) เปิดตัว ก้อย อรัชพร Friend of Yves Rocher Lift Pro-Collagene

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.17 น.

Yves Rocher (อีฟ โรเช) แบรนด์ความงามอันดับ 1 จากประเทศฝรั่งเศส จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Yves Rocher Lift Pro-Collagene สกินแคร์ใหม่ล่าสุดจาก อีฟ โรเช ที่มีส่วนผสมอันทรงพลัง ของ Organic Ice Plant เอกสิทธิ์เฉพาะของ อีฟ โรเช ในการลดเลือนริ้วรอย พร้อมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ Bakuchiol (บาคูชิออล) เรตินอลธรรมชาติ 100% ที่สกัดจากเมล็ด Babchi ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และฟื้นฟูเซลล์ผิวสามารถลดเลือนริ้วรอยได้ถึง -32% ภายใน 4 สัปดาห์

งานนี้ได้รับเกียรติจากคุณ Philippe Duchossois (คุณฟิลลิป ดูโชซัวร์) Business Development Director of Yves Rocher  กล่าวเปิดงานและบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ พร้อมย้ำถึงจุดยืนในความเป็น Dermo Botanical  Beauty พร้อมด้วยคุณ Alexa André / Head of Scientific Communication  Yves Rocher ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศฝรั่งเศส ร่วมแชร์ Insight ของการวิจัย และค้นคว้าสารสกัด รวมทั้งผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จากสกินแคร์ Lift Pro-Collagene  และยังได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ หรือคุณหมอลูกเจี๊ยบ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง จากเพจ HELLO SKIN by หมอผิวหนัง ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับกลไกของผิวหนัง ปัจจัยในการเกิดริ้วรอย รวมถึงวิธีการดูแลผิวให้ริ้วรอย LEAVE และพิเศษสุดๆ กับการเปิดตัว ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดงชื่อดัง เป็น Friend of Yves Rocher Lift Pro-Collagene ที่มาร่วมบอกเล่าเรื่องราว และแชร์ประสบการณ์ดูแลผิว หลังจากทดลองใช้ ผลิตภัณฑ์  Lift Pro-Collagene  โดยเฉพาะ Anti – Wrinkle Lifting Serum ที่มีสารสกัดของ Ice Plant เข้มข้น X 4* ผสานกับกรดไฮยาลูรอนิคจากธรรมชาติ และคอลลาเจนจากพืช

ทางด้าน คุณสิรียา ชุณหกิติยานนท์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด อีฟ โรเช (ประเทศไทย) ได้เปิดเผย ถึงความมั่นใจว่า ในปี 2568 นี้ อีฟ โรเช ธุรกิจจะโตอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน 20% ทุ่มงบการตลาดเพิ่ม ลุยเปิดร้านตามคอนเซ็ปต์ Botanical  Beauty Institute แบบ Stand alone  2 สาขา หลังเปิดตัวสาขาแรกที่ เมกาบางนา ปลายปีก่อน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้บริการหัตถการในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ปราศจากสารเคมี ซึ่งก็ได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี และในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ จะขยายสาขาเพิ่มด้วยการเปิดตัวที่ เซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากนั้น ผู้บริหาร อีฟ โรเช ยังได้กล่าวต่อว่า ถึงแม้ว่าปัจจุบัน ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงชะลอตัว แต่ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจ อีฟ โรเช เนื่องด้วยทุกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ อีฟ โรเช ผลิตขึ้นเองทั้งหมด นับตั้งแต่การเพาะปลูกพืชพรรณต่างๆ จึงสามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบที่มาจากฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี และไม่มีการปรับขึ้นราคาจนทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค อีฟ โรเช มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ราคาจับต้องได้ สินค้าที่ถูกสุด คือขนาดทดลอง 59 บาท ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ถือเป็น Top Product ของแบรนด์ก็มีราคาเริ่มต้นเพียง 300 บาทเท่านั้น 

ส่วนเป้าหมายธุรกิจในปีนี้ อีฟ โรเช จะมีการลงทุนด้านการตลาดเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน พร้อมคาดการณ์รายได้ปี 2568 จะโตเพิ่มขึ้น 15-20% ได้อย่างแน่นอน เฉพาะเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีรายได้เกินคาด ที่โตเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งรายได้หลักมาจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมลดการหลุดร่วง ซึ่งเป็น 1 ใน Top Product ที่สร้างชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จะมีการเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น จากเดิมที่แบรนด์รักษาคอนเซ็ปต์ในการเปิดรีเทลเลอร์จำหน่ายสินค้าเอง ที่มีบริการ Beauty Treatment อยู่ภายในร้านด้วย, มีร้านค้าขนาดเล็กในรูปแบบคีออส (Kiosk) พร้อมขยายสาขาเปิดร้านแบบ stand alone เพิ่มอีก 2 สาขาในปีนี้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาเลือกทำเลที่เหมาะสม และกระจายไปสู่ช่องทาง E-Commerce เพิ่มมากขึ้น  นอกเหนือจากเรื่องการลงทุนเม็ดเงินในการโฆษณาทำการตลาดพร้อมขยายช่องทางให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นแล้ว ยังลงทุนในส่วนของการพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบัน  อีฟ โรเช มีพนักงานให้บริการหน้าร้านราว 200 คน มีสาขาทั้งหมดจำนวน 64 สาขา โดย 51 สาขา จะมีห้องบริการความงาม Beauty Treatment รวมอยู่ด้วย สำหรับงบลงทุนในส่วนของการตลาดปี 2568 นี้ จะแบ่งไปใช้ในงบโฆษณา ประชาสัมพันธ์ รวมถึง influencer 60% และงบเพื่อส่งเสริมการขาย, CRM และ CXM 40%