‘คารม’ชม‘นายกฯ’คนเก่ง รุกกลับได้แน่ เตือนฝ่ายค้านซักฟอกลามคนนอก ประท้วงแน่

‘คารม’ชม‘นายกฯ’คนเก่ง รุกกลับได้แน่ เตือนฝ่ายค้านซักฟอกลามคนนอก ประท้วงแน่

‘คารม’ชม‘นายกฯ’คนเก่ง รุกกลับได้แน่ เตือนฝ่ายค้านซักฟอกลามคนนอก ประท้วงแน่

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.20 น.

‘คารม’ชม‘นายกฯ’คนเก่ง แจง-รุกกลับ‘ฝ่ายค้าน’ได้ มั่นใจ‘พรรคร่วมรัฐบาล’เหนียวแน่น เตือนซักฟอกไม่สุภาพ-เสียดสี-พาดพิงคนนอก เจอประท้วงแน่นอน

23 มีนาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้ใจวางใจของพรรคประชาชน ที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะต้องอภิปรายนำเป็นคนแรก ว่า ในช่วงที่เคยสัมผัสนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครั้งที่เป็นสส. ด้วยกัน นายณัฐพงษ์ เป็นคนพูดเรียบๆ ไม่ดุดัน แต่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ อยากเห็นมิติการอภิปรายที่สุภาพแต่แน่นไปด้วยเนื้อหา เป็นแบบอย่างคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องมีโวหารเกินไป เท่าที่ดูสีสันการอภิปรายน่าจะอยู่ที่นายรังสิมันต์ โรม กับนายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นหลัก

“แต่สิ่งที่น่าห่วงคือการอภิปรายด้วยถ้อยคำเสียดและไม่สุภาพ   และกล่าวพาดพิงบุคคลภายนอก ซึ่งจะมีการประท้วงแน่นอน” นายคารม กล่าว 

นายคารม กล่าวต่อว่า ในฐานะรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่านายกรัฐมนตรีสามารถชี้แจงได้ และเชื่อว่าการตอบโต้กลับฝ่ายค้านจะทำให้ฝ่ายค้านเสียรังวัดได้  เพราะจากที่ได้ทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร ท่านเป็นคนเก่งแถมท่านยังมีความเด็ดขาด มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก และเป็นตัวของตัวเอง

“มั่นใจแบบปราศจากข้อสงสัยว่าพรรคร่วมรัฐบาลเหนียวแน่น และพร้อมชี้แจงกรณีที่ท่านนายกฯ มอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งชี้แจงแทน ในส่วนพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี และ สส.ของพรรคภูมิใจไทยทุกเสียง พร้อมสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีอย่างพร้อมเพรียง” นายคารม กล่าว

‘จิรายุ’เตือนฝ่ายค้านอย่าใช้ภาษาต่ำสะดือ รอดูศึกซักฟอก‘อิ๊งค์’แจงระดับ Wonder Woman

‘จิรายุ’เตือนฝ่ายค้านอย่าใช้ภาษาต่ำสะดือ รอดูศึกซักฟอก‘อิ๊งค์’แจงระดับ Wonder Woman

‘จิรายุ’เตือนฝ่ายค้านอย่าใช้ภาษาต่ำสะดือ รอดูศึกซักฟอก‘อิ๊งค์’แจงระดับ Wonder Woman

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.06 น.

‘จิรายุ’ขอฝ่ายค้านอย่าใช้ภาษา‘ต่ำสะดือ’ อย่าเหยียดเพศ วอนทำการเมืองสร้างสรรค์อย่างที่พยายามสื่อสารมาตลอด ยืนยัน‘นายกฯ’ไม่รู้สึกกดดัน พร้อมชี้แจงทุกเรื่องระดับ Wonder Woman

23 มีนาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (24 มี.ค.68) ว่า ตนฟังฝ่ายค้านออกแขก ทั้งแสดงความดูถูก เหยียดเพศ หยาบคายมาตลอดสัปดาห์ ถึงขนาดลงทุนใช้ภาษาต่ำสะดือ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะออกจากปากของ สส.ที่เรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และพูดเสมอว่าอยากทำการเมืองใหม่ มีบางช่วงที่เลยเถิดขนาดบอกตนเองเป็นขบวนการไรเดอร์ เลยทำให้พอเห็นว่าอภิปราย 2 วันนี้น่าจะเป็นหนังภารตะ วิ่งไล่ไปมาตามต้นไม้ กว่าจะหาประเด็นได้ คนฟังก็คงจะหลับเสียก่อน

“กรณีรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่านายกรัฐมนตรีมีภาวะความกังวลมากในการอภิปรายครั้งนี้ ผมแนะฝ่ายค้านว่าอย่าไปคิดแทนคนอื่น เพราะดูจาก 2-3วันมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรีมีความสุขสดชื่น และถือว่าพร้อม ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีทำงานเต็มที่ เตรียมข้อมูลที่จะชี้แจงผลงานของรัฐบาลในรอบ 6 เดือนอย่างแน่นปึ้ก เรียกว่าฝีมือระดับ Wonder Woman เลยทีเดียว” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ กล่าวว่า ความกดดันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะแตกต่างกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะความกดดันจะไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายรัฐบาลหรือนายกฯ แต่จะกลับไปตกอยู่ที่ฝ่ายค้านที่จะต้องอภิปรายให้ปังไม่ใช่เอาแค่ข่าวเก่าข่าวแปะมาอภิปราย คนฟังจะหลับคาจอ ตนหวังว่าในการอภิปรายจะไม่มีภาษาตลาดล่างต่ำสะดือออกมาอีก ทั้งนี้เพื่อยกระดับรัฐสภาไทยอย่างที่คนรุ่นใหม่คาดหวังกันไว้ให้เป็นสภาระดับสากลซึ่งฝ่ายค้านควรจะช่วยกันนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างที่คาดหวังไว้

เปิดมุมมอง‘คนมีหนี้’กังวลไอเดีย‘ทักษิณ’แก้ปัญหาครึ่งๆกลางๆ แนะ 3 ทางออกแทน‘ซื้อหนี้’

เปิดมุมมอง‘คนมีหนี้’กังวลไอเดีย‘ทักษิณ’แก้ปัญหาครึ่งๆกลางๆ แนะ 3 ทางออกแทน‘ซื้อหนี้’

เปิดมุมมอง‘คนมีหนี้’กังวลไอเดีย‘ทักษิณ’แก้ปัญหาครึ่งๆกลางๆ แนะ 3 ทางออกแทน‘ซื้อหนี้’

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.31 น.

เปิดมุมมอง‘คนมีหนี้’กังวลไอเดีย‘ทักษิณ’แก้ปัญหาครึ่งๆกลางๆ แนะ 3 ทางออกแทน‘ซื้อหนี้’   

23 มีนาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเฉพาะประชาชนที่มีหนี้สินต่อกรณี “ซื้อหนี้..แก้ปัญหาให้ประชาชน” กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนที่มีหนี้สิน จำนวน 1,153 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 มีนาคม 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนมีหนี้ประเภทใดบ้าง

อันดับ 1 มีหนี้ในระบบ (สถาบันการเงิน ธนาคาร บัตรเครดิต) 51.60%

อันดับ 2 มีหนี้นอกระบบ (เงินกู้นอกระบบ เจ้าหนี้ส่วนตัว) 29.75%

อันดับ 3 มีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ 18.65%

2. ประชาชนมีวิธีจัดการหนี้อย่างไร

อันดับ 1 ชำระเฉพาะขั้นต่ำทุกงวด 25.09%

อันดับ 2 ผิดนัดชำระบางครั้ง 21.96%

อันดับ 3 ชำระหนี้เต็มจำนวนทุกงวด 21.35%

3. ประชาชนคิดเห็นอย่างไรต่อแนวคิดของ “ทักษิณ” ที่จะซื้อหนี้ประชาชนออกจากระบบธนาคาร ให้ผ่อนชำระใหม่แบบลดภาระ และล้างเครดิตบูโรโดยไม่ใช้เงินของรัฐ                                                                   

อันดับ 1 เห็นด้วย 62.19% เพราะช่วยรวมหนี้ทั้งหมดมาไว้ที่เดียว ดอกเบี้ยถูกลง ช่วยให้คนที่มีหนี้สบายใจขึ้น ไม่เครียด มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เสียประวัติทางการเงิน ฯลฯ

อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย 37.81% เพราะไม่แน่ใจเรื่องความโปร่งใส อาจมีผลประโยชน์แอบแฝง ทำให้คนขาดวินัยทางการเงินและกู้เพิ่ม อาจกลายเป็นหนี้เสีย ส่งผลกระทบต่อการเงินของประเทศในอนาคต ฯลฯ

4. ประชาชนคิดว่าแนวคิดซื้อหนี้ของ “ทักษิณ” จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของคนไทยให้หมดไปได้หรือไม่

อันดับ 1 ช่วยได้ 57.73% เพราะช่วยลดภาระหนี้ ส่งหนี้ได้ตรงเวลา ลดการกู้เงินนอกระบบ ทำให้มีเงินหมุนเวียนมากขึ้น มีเงินเหลือพอไปลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ฯลฯ

อันดับ 2 ช่วยไม่ได้ 42.27% เพราะคนขาดวินัย อาจกู้เพิ่มและไม่ใช้คืน หวังรอให้รัฐช่วย ทำได้ยาก ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หนี้ไม่ได้หมดไปแค่เปลี่ยนเจ้าหนี้ ไม่ได้ช่วยคนที่เป็นหนี้นอกระบบ ยังไงก็ยังมีหนี้ ฯลฯ

5. หากไม่ใช้วิธีซื้อหนี้ออกจากระบบธนาคาร คิดว่ารัฐบาลควรใช้วิธีใดแก้ปัญหาหนี้สินของคนไทย

อันดับ 1 ปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ขยายเวลาผ่อน ลดค่างวด 67.45%

อันดับ 2 ลดค่าครองชีพ เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าครองชีพรายเดือน 64.76%

อันดับ 3 ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลง 61.37%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลบ่งบอกถึง “ความทุกข์” ของคนไทยที่มีหนี้และอยู่ในภาวะการเงินที่เปราะบาง แม้มีความหวังต่อมาตรการใหม่อย่างการ “ซื้อหนี้” ที่อาจช่วยปลดล็อกความอึดอัดจากหนี้สิน แต่ก็ยังมีความกังวลว่าจะกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ และไม่ยั่งยืนในระยะยาว เสียงส่วนใหญ่จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระค่าครองชีพ และลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือประชาชน

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์มนตรี พานิชยานุวัฒน์ กรรมการบริหารหลักสูตรกฎหมายมหาชนและการบริหารงานยุติธรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลนี้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่มีหนี้สินในการหาทางออกที่ลดภาระหนี้ในระยะสั้น แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสและผลกระทบในระยะยาว โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยในแนวคิดของการซื้อหนี้ประชาชนออกจากระบบธนาคาร เชื่อว่าจะแก้ปัญหาหนี้สินได้ แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สิน หากไม่ใช้วิธีซื้อหนี้ ประชาชนเห็นว่าการปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยลดภาระหนี้ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลดค่าครองชีพและอัตราดอกเบี้ยก็เป็นมาตรการเสริมที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมาก นอกจากนั้นประชาชนส่วนใหญ่มีหนี้ในระบบ ซึ่งอาจได้รับการดูแลจากสถาบันการเงินที่มีมาตรฐาน แต่หนี้นอกระบบก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ การจัดการหนี้ของประชาชนจะใช้การชำระขั้นต่ำเป็นทางออกที่เลือกใช้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสามารถใช้ข้อมูลผลโพลนี้ในการออกแบบนโยบายที่สมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนและการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

กาง 9 ปรากฏการณ์‘เพื่อไทย’พล่าน ผวา‘ศึกซักฟอก’ล็อกเป้าขยี้ภาวะผู้นำ‘แพทองธาร’

กาง 9 ปรากฏการณ์‘เพื่อไทย’พล่าน ผวา‘ศึกซักฟอก’ล็อกเป้าขยี้ภาวะผู้นำ‘แพทองธาร’

กาง 9 ปรากฏการณ์‘เพื่อไทย’พล่าน ผวา‘ศึกซักฟอก’ล็อกเป้าขยี้ภาวะผู้นำ‘แพทองธาร’

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.53 น.

กาง 9 ปรากฏการณ์‘เพื่อไทย’พล่าน ผวา‘ศึกซักฟอก’ล็อกเป้าขยี้ภาวะผู้นำ‘แพทองธาร’

23 มีนาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “วิบากกรรมศึกซักฟอก” ระบุว่า…

วิบากกรรมศึกซักฟอก

ผมได้ติดตามการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ของพรรคฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด พบว่า เมื่อมีการล็อคเป้าอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงตำแหน่งเดียว ทำให้พรรคเพื่อไทยหวั่นวิตก และมีการเคลื่อนไหวขัดขวาง ดิสเครดิต ข่มขู่ กดดันการอภิปราย ตามลำดับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

1.นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคฝ่ายค้านเสนออภิปราย 5 วัน ฝ่ายรัฐบาลยอมให้ 1 วัน  ถ้าไม่เอาก็ไม่ต้องอภิปราย เพราะฝ่ายรัฐบาลถอยจะตกแม่น้ำแล้ว

2.นายวิสุทธิ์ ไชยณรุน สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 30 ชั่วโมงฝ่ายรัฐบาลให้ 20 ชั่วโมงบอกว่า เรียกร้องสูงไป ถ้าไม่มีทางลงให้บอก จะเอาบันไดไปให้

3.เมื่อที่ประชุมวิป3ฝ่าย สรุปกันว่าฝ่ายค้านได้อภิปราย 28 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล 7 ชั่วโมง แต่ต้องอภิปรายตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตี 5

4.นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ได้ทักท้วงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโมฆะ เพราะมีการแก้ไขญัตติ และเซ็นรับรองโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯเพียงคนเดียว

5.นายวิสุทธิ์ไชยณรุน สัมภาษณ์ว่า ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายยืดเยื้อ เล่นโวหาร เกินเวลา จะเสนอปิดอภิปราย

6.นายอดิศร เพียงเกษ โพสต์สื่อโซเชียล ขู่ฝ่ายค้านว่า ถ้าอภิปรายด้วยข้อความเป็นเท็จ ปั้นน้ำเป็นตัว จะแฉกลับทางสื่อโซเชียล

7.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สัมภาษณ์แบบดักคอว่า รู้ทันเกมฝ่ายค้าน เจตนาหวังสร้างคอนเทนท์เชิงลบ ด้อยค่ารัฐบาล มีแผนต้องการให้เกิดความวุ่นวาย รัฐบาลรู้ทัน และเตรียมการรับมือไว้หมดแล้วทุกแผน

8.นายอดิศร เพียงเกษ โพสต์สื่อโซเชียลว่า มั่นใจนางสาวแพทองธาร มีความพร้อมตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว ห่วงแต่ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคน อาจจะได้ซักฟอก เป็นหนสุดท้าย

9.นายสุทิน คลังแสง สัมภาษณ์ว่า ได้เก็งข้อสอบของฝ่ายค้าน พบว่าส่วนใหญ่เป็นนามธรรม อะไรคือตัวชี้วัดนายกฯแพทองธาร ว่าขาดภาวะผู้นำ

ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า เรื่องภาวะผู้นำ เป็นจุดอ่อนของนางสาวแพทองธารอย่างเห็นได้ชัด จนนายอนุทิน ชาญวีรกุล ต้องออกมาสอนเชิงนางสาวแพทองธารว่า การรับศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ต้องควบคุมอารมณ์ อย่าหวั่นไหวกับคำกระแทกแดกดัน ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า นางสาวแพทองธาร เป็นผู้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำมาก

มีการประกาศตั้งทีมองครักษ์ทำหน้าที่ประท้วง เปลี่ยนชื่อแก้เกี้ยวมาเป็นผู้พิทักษ์ข้อบังคับ และมอบหมายให้นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลดชั้นมาเป็นหัวหน้าทีมประท้วง และยังมีนายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ส.ส.อาวุโส อดีตรัฐมนตรี, นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.อาวุโส อดีตรัฐมนตรี มาเป็นลูกทีมประท้วงฝ่ายค้าน เป็นการลดชั้นจากเป็นนักการเมืองอาวุโสมาเป็นนักประท้วงแทน ซึ่งหน้าที่แบบนี้ควรให้ส.ส.สมัยแรกทำหน้าที่ เพื่อจะได้มีโอกาสได้ออกทีวีบ้าง

กางลิสต์‘คำถามคาใจ’ถึงสถานบันเทิงครบวงจร ปชช.เกรงบ้านเมืองเต็มไปด้วยอบายมุข

กางลิสต์‘คำถามคาใจ’ถึงสถานบันเทิงครบวงจร ปชช.เกรงบ้านเมืองเต็มไปด้วยอบายมุข

กางลิสต์‘คำถามคาใจ’ถึงสถานบันเทิงครบวงจร ปชช.เกรงบ้านเมืองเต็มไปด้วยอบายมุข

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.24 น.

‘นิด้าโพล’กางลิสต์‘คำถามคาใจ’ถึงเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พบประชาชนเกรงทำบ้านเมืองเต็มไปด้วย‘อบายมุข’ หวั่นนำไปสู่‘ความขัดแย้ง’ทางการเมืองครั้งใหม่

23 มีนาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “คำถามคาใจ เรื่องสถานบันเทิงครบวงจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีคำถามต่อนโยบายการอนุญาตการลงทุนสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์) ที่รวมกาสิโน เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงคำถามคาใจของประชาชนเกี่ยวกับนโยบายการอนุญาตการลงทุนสถานบันเทิงครบวงจร ( เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ) ที่รวมกาสิโน พบว่า

+ ร้อยละ 32.60 ระบุว่า นโยบายนี้จะทำให้บ้านเมืองเต็มไปด้วยอบายมุข และทำลายความมั่นคงของชาติ จริงหรือไม่

+ ร้อยละ 30.23 ระบุว่า จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ได้จริงหรือไม่และอย่างไร

+ ร้อยละ 28.09 ระบุว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรในการป้องกันไม่ให้คนไทยติดการพนัน

+ ร้อยละ 24.89 ระบุว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรในการป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งฟอกเงิน

+ ร้อยละ 24.66 ระบุว่า รัฐบาลจะป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งกำเนิดของผู้มีอิทธิพลและคดีอาชญากรรมต่าง ๆ ได้อย่างไร

+ ร้อยละ 20.15 ระบุว่า รัฐบาลมีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้นหรือไม่และอย่างไร

+ ร้อยละ 18.63 ระบุว่า จะช่วยแก้ไขปัญหาบ่อนการพนันผิดกฎหมายในประเทศ ได้จริงหรือไม่และอย่างไร

+ ร้อยละ 18.55 ระบุว่า จะช่วยดึงดูด เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ได้จริงหรือไม่และอย่างไร

+ ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ประชาชนคนไทยจะได้อะไรจากนโยบายนี้

+ ร้อยละ 16.56 ระบุว่า จะกลายเป็นแหล่งเงินทุนของนักการเมือง จริงหรือไม่

+ ร้อยละ 14.27 ระบุว่าไม่มีคำถามคาใจใด ๆ

+ ร้อยละ 12.90 ระบุว่า จะช่วยให้เกิดการจ้างงานคนไทยมากขึ้น ได้จริงหรือไม่และอย่างไร

+ ร้อยละ 12.14 ระบุว่า จะรับรองได้อย่างไรว่า การออกใบอนุญาตจะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่มีการทุจริต คอร์รัปชัน

+ ร้อยละ 11.98 ระบุว่า ทำไมไม่จัดทำประชามติก่อนตัดสินใจดำเนินการ

+ ร้อยละ 10.15 ระบุว่า รัฐบาลมีการทำการศึกษาความเป็นไปได้ของนโยบายแล้วหรือยัง

+ ร้อยละ 10.00 ระบุว่า จะช่วยลดจำนวนคนไทย ไปเล่นการพนันในบ่อนต่างประเทศ ได้จริงหรือไม่และอย่างไร และถามประชาชนหรือยัง ว่าต้องการให้ตั้งสถานบันเทิงครบวงจรพ่วงกาสิโนในเขตพื้นที่เขาหรือไม่ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 9.39 ระบุว่า จะเชื่อถือในความยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ของกรรมการนโยบาย ได้อย่างไร และสถานบันเทิงครบวงจรพ่วงกาสิโนจะตั้งที่ไหน ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 7.40 ระบุว่า ทำไมจะต้องเร่งรัดนโยบายให้เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้

+ ร้อยละ 5.73 ระบุว่า คนไทยต้องมีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะเข้ากาสิโนได้

+ ร้อยละ 4.50 ระบุว่า รัฐบาลจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสถานบันเทิงครบวงจรพ่วงกาสิโนจะไม่ขาดทุน

+ ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ถ้าจะมีสถานบันเทิงครบวงจรแบบที่ไม่มีกาสิโน เป็นไปได้หรือไม่

+ ร้อยละ 3.28 ระบุว่า ค่าเข้ากาสิโนของคนไทยราคาเท่าไร ถูกไป หรือ แพงไปหรือไม่

+ ร้อยละ 3.05 ระบุว่า มีข้อกำหนดเรื่องแบ่งรายได้ให้รัฐและชุมชนหรือไม่ นอกจากค่าสัมปทานใบอนุญาต

+ ร้อยละ 2.21 ระบุว่า ทำไมไม่เขียนรายละเอียดที่สำคัญทุกอย่างให้ชัดเจนใน พรบ.

+ ร้อยละ 2.14 ระบุว่า ค่าสัมปทานใบอนุญาตที่รัฐจะได้นั้นคุ้มหรือไม่

+ ร้อยละ 1.60 ระบุว่า ทำไมให้อำนาจกรรมการนโยบายกำหนดรายละเอียดที่สำคัญ

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง จากนโยบายการอนุญาตการลงทุนสถานบันเทิงครบวงจร ( เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ) ที่รวมกาสิโน พบว่า

+ ร้อยละ 31.83 ระบุว่า จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ที่รุนแรง

+ ร้อยละ 31.68 ระบุว่า จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ แต่ไม่รุนแรง

+ ร้อยละ 26.49 ระบุว่า จะเป็นแค่ความเห็นไม่ตรงกัน ที่ไม่ใช่ความขัดแย้ง

+ ร้อยละ 9.16 ระบุว่า จะไม่มีปัญหาความเห็นไม่ตรงกันหรือความขัดแย้งใด ๆ

+ ร้อยละ 0.84 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

บทความพิเศษ : การยกเว้นวีซ่าแก่จีนที่ไม่คุ้มค่าและอันตราย

บทความพิเศษ : การยกเว้นวีซ่าแก่จีนที่ไม่คุ้มค่าและอันตราย

บทความพิเศษ : การยกเว้นวีซ่าแก่จีนที่ไม่คุ้มค่าและอันตราย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

สืบเนื่องจากรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ประกาศยกเว้นการตรวจลงตราหรือวีซ่าแก่จีนให้ฝ่ายเดียวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 และประเทศต่างๆ อีกมากเป็นการชั่วคราว และต่อมาทำความตกลงทวิภาคีไทย-จีน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ด้วยเหตุผลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย หลังจากที่ไทยประกาศยกเว้นวีซ่าแก่สหรัฐฯแคนาดา ประเทศตะวันตกจำนวนมาก ที่เรียกว่า ผ่อนผัน30 วัน (ผ. 30) ตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นมาช้านาน

ไทยมีความคุ้นเคยเป็นมิตรกับต่างชาติเพราะมีอัธยาศัยที่ดี มิเคยเป็นอาณานิคมของตะวันตก รอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนามแม้ว่า
จะเป็นฝ่ายผู้แพ้ ส่งผลให้มีอุปนิสัยใจคอและลักษณะประจำชาติที่เป็นเอกลักษณ์

ไทยคาดหมายมากจากการท่องเที่ยวของคนต่างชาติ เพื่อเป็นเครื่องจักรหลัก คือ ต่ำกว่าร้อยละ 9 ของจีดีพี ขึ้นอยู่กับจำนวนคนและรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาการเจริญเติบโตของจีดีพีลดลงต่ำกว่าร้อยละ 3 คือต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่การส่งออก เครื่องจักรอีกตัวหนึ่ง คือร้อยละ 65 การเจริญเติบโตอยู่ในระดับต่ำเกือบจะติดลบ อาการไม่น่าไว้ใจ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ อย่างไรก็ดี ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเป็นทุนอยู่แล้ว แต่น่าจะต้องปฏิวัติวิธีการจัดการและประยุกต์ใช้วิทยาการที่ทันสมัยยิ่ง อนึ่ง ระบบการเมืองที่เป็นเสรีนิยมในระดับหนึ่งยังเป็นปัจจัยบวก

เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลปัจจุบัน นำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งถนัดกับการแจกเงินโอนเงินแก่ผู้มีความเปราะบาง ผู้สูงอายุ ในแนวทางป๊อปปูลิสม์เพื่อเบนความสนใจ เมื่อไม่นานนี้ นำเสนอข้อดำริที่จะทำ “เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์” ในด้านต่างๆ ขณะที่ผู้วิจารณ์เตือนถึงการมีกาสิโนเสรีแอบแฝง นัยว่า เพื่อดึงดูดให้เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยจำนวนมากขึ้นได้เล่นได้มีความบันเทิง ซึ่งนั่นเป็นข้อกล่าวหาที่น่ากลัว เพราะว่ามีคนห่วงกังวลว่าประชาชนชาวไทยจำนวนหนึ่งนิยมเล่นการพนัน แต่ยิ่งเล่นยิ่งจน การพนันขันต่อพัฒนาขึ้นจากกัดปลา ตีไก่ เล่นหวย ลอตเตอรี่ พนันออนไลน์จากกีฬาสารพัดประเภท รัฐบาลเหมือนไม่ทราบนิสัยก็ออกลอตเตอรี่รูปแบบใหม่ขึ้นมาเนืองๆ

การที่รัฐบาลชุดก่อนถึงชุดปัจจุบัน ซึ่งก็มาจากโครงสร้างพรรคกลุ่มเดียวๆ กัน ส่งเสริมการยกเว้นวีซ่าแก่คนจีน เพื่อให้มาท่องเที่ยวในไทย เป็นการตัดสินใจที่
ไม่รอบคอบ ผิดพลาด อันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้

1.ตลาดและทรัพยากรการท่องเที่ยว ศักยภาพยังไม่พร้อม ทัวร์ศูนย์เหรียญเป็นผลลัพธ์มิใช่รายได้ของประชาชนและอุตสาหกรรมในไทย ขณะเดียวกัน รัฐขาดรายได้จากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราและอื่นๆ ที่พึงมีพึงได้ ซึ่งแท้จริงควรปรับปรุงให้สูงขึ้นตามยุคสมัยได้

2.ความไม่รอบคอบ คือ ยังมิได้วางระบบหรือมาตรการบันทึกการเข้าเมืองที่เป็นมาตรฐานชัดเจนและสมบูรณ์ ดังเช่นกล่าวกันว่า ซอฟต์แวร์ข้อมูลเต็มในที่ประชุม
ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเร็วๆ นี้ ดังนั้น จึงมีคนเข้าเมืองอยู่นอกระบบการจัดเก็บข้อมูลนับ 17 ล้านคนเหล่านี้ชวนให้สงสัยว่า เราเก็บข้อมูลบรรดาแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านได้ครบถ้วนเพียงไรหรือไม่ด้วย เพราะทุกวันนี้ เรามีทั้งนักท่องเที่ยว ผู้รับจ้างทำงานผู้แอบลักลอบทำงานทั้งถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย ยาเสพติดอาชญากรรมข้ามชาติมหาศาล แต่เรามีความตั้งใจมั่นไหมมีงบประมาณ ทรัพยากร กำลังพลบังคับใช้กฎหมายเพียงพอไหม

3.ความผิดพลาดและมิได้วางแผนไว้ก่อน กล่าวคือ ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า จะยกเว้นวีซ่าแก่ประเทศใด ประเทศนั้นจะยกเว้นเป็นการตอบแทนไหม หรือว่า คนไทยนิยมหรือประสงค์เดินทางไปประเทศนั้นๆ หรือไม่ เช่น เมื่อไทยทำความตกลงยกเว้นวีซ่ากับรัสเซีย เมื่อสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ขณะนั้น) ปี ก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลนั้นต้องการอะไรแท้จริง เพราะคนรัสเซียเข้าประเทศไทยจำนวนถึง 1.47 ล้านคน ขณะที่คนไทยไปรัสเซียมีจำนวนเพียง 71,095 คน จากสถิติเมื่อปี 2561 หรืออีกตัวอย่าง คือ ขณะที่ไทยยกเว้นวีซ่าแก่คนจีนเมื่อปี 2566 นั้น ไทยก็มิได้ขอยกเว้นฯ ต่างตอบแทน หรือถึงจะขอไป จะมีคนไทยเดินทางไปจีนจำนวนมากไหม ดูเหมือนว่าคนไทยนิยมเดินทางไปอเมริกาและยุโรปมากกว่า ซึ่งเขามิได้ยกเว้นวีซ่าให้คนไทยแต่อย่างใด

4.หนักที่สุดคือ ความมั่นคงแห่งชาติ เพราะหมายถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยภายในประเทศ แม้จะดูเป็นมิตรแต่เราต้องระลึกว่า เราและจีน ต่างมีลัทธิอุดมการณ์ต่างกันสิ้นเชิง เขามีประชากร ณ ครั้งหนึ่งมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก เศรษฐกิจใหญ่อันดับสอง มีอิทธิพลทางการเมืองเศรษฐกิจการค้าเหนือประเทศเพื่อนบ้านของเราเหมือนเป็นมณฑลหนึ่งของจีน ขณะนี้ การยกเว้นวีซ่าระหว่างกันทำให้เราและเขาแทบจะควบคุมการไปมาหาสู่กันหรือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมิได้ หรือทำได้แต่ไม่ดีเท่าที่ควร

ช่วงที่ผ่านไป มีการระบาดของปัญหาคอลเซ็นเตอร์ เพราะเทคโนโลยีทำให้อาชญากรรมข้ามไปสู่ชาติต่างๆ ง่ายขึ้นรวดเร็วขึ้น รัฐบาลจีนก็คุมไม่อยู่ รัฐบาลไทยก็คุมไม่อยู่ สังเกตได้จากการวิ่งตามจับกุมในคดีต่างๆ ระงับกระแสไฟฟ้าการส่งสัญญาณเครือข่ายตามแนวชายแดนและการระบาดของภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์

ข้าพเจ้าเป็นนักการทูตมาตลอดชีวิต ตั้งแต่เรียนหนังสือและทำงาน บัดนี้ พ้นวัยทำงานเต็มเวลา แต่ก็ใคร่ขอเสนอแนะต่อผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณา ดังนี้

ประการแรกที่สุด ถึงเวลาที่เราต้องขอทบทวนและเหยียบเบรกต่อการบังคับใช้ความตกลงยกเว้นวีซ่ากับจีนและประเทศต่างๆ ที่มีปัญหาการเข้าเมือง การลักลอบประกอบอาชีพโดยผิดกฎหมาย การตั้งแก๊งอิทธิพล อาชญากรรมข้ามชาติ หรือกับประเทศที่ไม่ได้มีการปฏิบัติต่างตอบแทน (คือ ไทยให้แต่ฝ่ายเดียวมาตลอด) หรือ กับประเทศที่คนไทยมิได้เดินทางไปเลย คือไทยเสียเปรียบ แล้วมาเริ่มต้นใหม่ เพราะการพิจารณาตรวจลงตราระหว่างกันเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยควบคุมขอบเขตการติดต่อ
กลั่นกรอง บันทึกการเดินทางและผู้เดินทางเข้า-ออก ดูเผินๆอาจเหมือนอำนาจนิยม แต่ในเมื่อการเดินทางเสรีได้สร้างปัญหาขึ้นมาก ก็ต้องกลับมานับหนึ่งกันใหม่ อัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรามิใช่ประเด็นสำคัญ ผู้เดินทางชำระได้ไม่ยาก เพราะไม่สูงนัก เราไม่ต้องไปคิดแทนเขา นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทย เพราะเศรษฐกิจอาชีพมั่นคง ความปลอดภัย ไม่ถูกทำร้ายหรือถูกลักพาโดยพวกคอลเซ็นเตอร์ เรื่องค่าวีซ่ามิใช่ประเด็นใหญ่การพิจารณาตรวจลงตราของประเทศสำคัญๆ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา ตะวันตกทั้งหลายกลั่นกรองละเอียดยิ่งนัก คนไทยยังอยากเดินทางไปคนจีนก็อยากไป แม้มีค่าใช้จ่ายสูง การยุติการให้การยกเว้นวีซ่าแก่ประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน รัสเซีย น่าจะช่วยการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ รวมทั้งคอลเซ็นเตอร์ การตั้งแก๊งอิทธิพลที่กำลังระบาดหนักในไทย

ประการที่สอง การเสนอให้กลับมาใช้วีซ่าอนุมัติการเข้าประเทศเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการไหลบ่าหลั่งไหลของคนจีนและคนต่างด้าวบางสัญชาติเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาและเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลและราชการจำต้องมีสมาธิและวางแผนที่ดีรับมือกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาตินานับประเภท เราสามารถยุติบังคับใช้กฎหมาย ข้อตกลงและนโยบายที่มีจุดโหว่บกพร่องได้

ประการที่สาม ไทยและทุกประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเข้าใจว่า นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางเมื่อเศรษฐกิจธุรกิจบ้านเมืองของตนมั่นคงรุ่งเรืองอยู่ดีกินดีเพียงพอ แหล่งท่องเที่ยวมีเสถียรภาพ ปลอดภัยจากการก่อการร้าย การถูกจับจ้องเรียกค่าไถ่ ภัยพิบัติ การต่อต้านชาวต่างชาติ หรือการรุมโทรมนักท่องเที่ยวหญิงมีความสะดวกสบายน่าท่องเที่ยว อาจไม่จำเป็นที่ต้องยกเว้นวีซ่าเพราะทุกคนมีที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว อีกทั้งระยะเวลาการอนุญาตเข้าประเทศก็ไม่จำเป็นต้องเปิดกว้างถึง 60 หรือ 90 วัน เพราะเขาต้องประกอบอาชีพ มีกิจธุระต้องทำ มีประเทศอื่นๆ ต้องไปท่องเที่ยว ดังจะเห็นได้ว่า บัดนี้ หลังจากมีการยกเว้นฯ มาเพียง 1 ปีเศษ มีเสียงทักท้วงร้องเรียนปัญหามามากมายเพียงแต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องเปิดใจให้กว้างรับฟัง

ปัญหาที่สี่และสำคัญยิ่งขณะนี้ รัฐบาลต้องรวบรวมสมาธิจากปัญหาสัพเพเหระ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเร่งด่วน ปัญหาการส่งออก ปัญหาการจะถูกตอบโต้จากประเทศมหามิตรที่มุ่งกีดกันปกป้องทางการค้าก็ดี การทุ่มตลาดสินค้าสำคัญ สินค้าราคาถูกที่จะทำลายการผลิตและธุรกิจภายในประเทศ การเข้ากว้านซื้อธุรกิจสำคัญและทุกอย่างในประเทศ การถอนฐานการผลิตและการลงทุนจากต่างประเทศออกจากประเทศไทย เป็นต้น

โดยสรุป บัดนี้รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญทบทวนแก้ไขข้อผิดพลาด รวบรวมปัญญาสมาธิวางแผนแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ
หากทำได้และทำได้ดี ก็จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนนำพารัฐนาวาหลบเลี่ยงออกจากกรงเล็บมังกรที่กำลังผลักเข้าเป็น “มณฑลใหม่” ของมหามิตรในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

*คมกริช วรคามิน นักการทูตและผู้ประพันธ์หนังสือ Déjà vu : A Diplomat’s Memoir (2024)

คมกริช วรคามิน

คอลัมน์’มือปราบ’ชี้เรื่องน่าเศร้าในกระทรวงเกษตรฯ พิลึกแค่บัตรสนเท่ห์ถึงขั้นย้าย’อธิบดี’

คอลัมน์'มือปราบ'ชี้เรื่องน่าเศร้าในกระทรวงเกษตรฯ พิลึกแค่บัตรสนเท่ห์ถึงขั้นย้าย'อธิบดี'

คอลัมน์’มือปราบ’ชี้เรื่องน่าเศร้าในกระทรวงเกษตรฯ พิลึกแค่บัตรสนเท่ห์ถึงขั้นย้าย’อธิบดี’

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.15 น.

เต็มไปด้วยสาระและข้อเท็จจริงคือ หนังสือพิมพ์แนวหน้า http://www.naewna.com ทุกบรรทัด ตรงไป ตรงมา…nn เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับกระทรวงเกษตรฯในยุคปลาหมอคางดำอาละวาดหนัก แค่บัตรสนเท่ห์เกี่ยวกับทุเรียนใบเดียว ถึงกับย้าย รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มาช่วยราชการกระทรวงเกษตรฯ ครูใหญ่แดนอีสานยังช่วยไว้ไม่ทัน…

nn คนวงในเล่าให้ฟังว่า ต้นเรื่องคือทางการจีนเข้มงวดในการนำเข้าทุเรียนจากไทย เพราะกังวลสารปนเบื้อน ห้ามใช้สารสารแคดเมียม และ (Basic Yellow 2 BY2) ชุบทุเรียนบรรดาล้งต่างๆ ต้องประสบปัญหาส่งทุเรียนไปจีนไม่ได้ หรือส่งไปแล้วก็ตกค้างถูกตีกลับมากมาย…

nn ทางกรมวิชาการเกษตร จึงต้องเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เพราะอธิบดีรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เป็นคนทำงานเชิงรุก รวดเร็ว สั่งตั้งศูนย์ตรวจสอบเพื่อรับรองทุเรียน 24 ห้องแล็บ แต่เพราะเป็นงานด่วนยังไม่ได้จัดเตรียมงบประมาณไว้ล่วงหน้า การแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปตามหน้างานและปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว…

nn พร้อมๆ กับวางโปรแกรม วางหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้เก็บสุ่มตัวอย่างสินค้าเกษตรและอาหารด้านพืชเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร…

nn ก็โอละพ่อซิครับ!!! มีบริษัทเอกชนรายหนึ่ง เห็นว่าเป็นของตำรวจไซด์ไลน์และครอบครัว ทำตัวเสือปืนไว ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างทุเรียน เพื่อตรวจสอบสารBY2 ทั้งคิดค่าบริการด้านการขนส่งและเชิญชวนให้ล้งต่างๆ เข้ามาใช้บริการ โดยที่กรมวิชาการเกษตร ยังไม่รู้เรื่องอะไร และกรมวิชาการเกษตร พยายามเพิ่มเติม Lab ให้มีศักยภาพตรวจได้ 3 พันตัวอย่างต่อวันทำงานกันหามรุ่งหามค่ำเต็มความสามารถ…

nn เรื่องนี้จะเป็นที่มาของบัตรสนเท่ห์ไปยัง รมว.เกษตรฯ อ้างชื่อสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย…

nn ในขณะที่สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย ก็ยืนยันไม่รู้เรื่องกับบัตรสนเท่ห์ใบนี้ ที่สำคัญในบัตรสนเท่ห์ ยังเขียนผิดๆ ถูกๆ เช่น กรมวิชาการเกษตร เขียนเป็น“กรมวิชาเกษตร”…

nn ข่าวแว่วๆ ว่า บัตรสนเท่ห์นี้เป็นฝีมือของล้งสีเทาเพื่อเลื่อยขาอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ถือเป็นเรื่องน่าเศร้า…

nn สำหรับล้งทุเรียนทั้งหมดทั่วประเทศมีทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร 1,623 ล้ง โดยมีการกระจุกตัวในภาคตะวันออกและภาคใต้ ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนคือล้งเล็กลงน้อยอีกกว่า 1,500 ล้ง…

nn ก็ต้องให้กำลังใจ รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ที่ต้องไปช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯทำหน้าที่แก้ไขปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ ตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”เป็นเวลา 3 เดือน ยังไงคนดีพระย่อมคุ้มครอง ตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรก็ยังติดตัวท่านอยู่ ต้องได้กลับมาแก้ไขปัญหาทุเรียนโดยเร็วไว…

nn บรรทัดนี้ ท่ามกลางเสียงหนุนเสียงค้านกับโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ทางสำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ จึงอาสาเป็นผู้จัดงานเสวนาโต๊ะกลม (Roundtable) ที่มีชื่อว่า EntertainmentComplex Game Changer for Thailand โดยเชิญบรรดาผู้ที่เคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าว มาให้ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้ชั่งน้ำหนักพิจารณา…

nn โดย เสี่ยหนิม – จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ระบุว่า ในมุมมองเศรษฐกิจคงหารือกันไม่นาน เพราะมีผลทางเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เป็นห่วง คือ ผลกระทบทางสังคม เมื่อรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาจึงต้องผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เมื่อกฤษฎีกาแก้ไขหลายด้านให้รัดกุมมากขึ้น นับว่าตอบข้อห่วงใยได้ดีหลายด้าน รัฐบาลพร้อมเชิญทุกฝ่ายแสดงความเห็นในชั้นกรรมาธิการ เพื่อแก้ไขร่างกฎหมายร่วมกันจัดทำให้ครอบคลุมในกระบวนการของสภา…

nn ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ระบุว่า กฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์จะเข้าสู่การประชุม ครม.เร็วๆนี้หลังจากที่มีการแก้ไขและปรับปรุงร่างกฎหมายในชั้นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้กฎหมายมีการรัดกุมมากขึ้นโดยส่วนของสาระสำคัญที่มีการเพิ่มขึ้นมาในชั้นนี้ เช่น การกำหนดพื้นที่กาสิโน 10% การกำหนดรายได้ของคนไทยที่จะสามารถเข้าไปเล่นกาสิโนได้ต้องมีเงินในบัญชีไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท การกำหนดพื้นที่ในการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม 10% โดยหลังจากผ่าน ครม.แล้วรายละเอียดต่างๆ จะมีการไปหารือปรับแก้กันในชั้นของกรรมาธิการ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคประชาชนและรัฐบาลที่จะทำงานร่วมกันเพื่อให้กฎหมายออกมาตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด…

nn นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การเดินหน้าร่างกฎหมายฉบับนี้ควรมีการทำประชามติ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้รับความเห็นของคนในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ อยากเสนอให้มีการจัดทำรายงานอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในประเด็นข้อห่วงกังวลต่างๆ และรัฐบาลจะมีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร เนื่องจาก กิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ แบ่งออกเป็น กิจกรรมที่ดีและกิจกรรมที่แย่ ซึ่งกาสิโนไม่ได้เป็นกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยทั่วไปถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อยากให้หาทางเลือกอื่นก่อน…

nnธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า“หากรัฐบาลจะทำเรื่องนี้ กฎหมายต้องรัดกุมมากกว่านี้รัฐบาลควรกลับไปทำเรื่องนี้ใหม่ ศึกษาให้ชัดเจน เสนอแผนเป็นรูปธรรมให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น จึงไม่เห็นด้วยที่จะเดินต่อตามร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันที่มีจุดอ่อนจำนวนมาก ถ้ารัฐบาลใจกว้างสามารถตัดสินใจทำประชามติได้ทันที หรือถ้าไม่ทำ ขอให้รอประชาชนที่กำลังรวบรวม 50,000 รายชื่อที่จะขอให้มีการทำประชามติในเรื่องนี้…

nn รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการชูเรื่องมีกาสิโนไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง และในนโยบาย ก็อาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องระวัง เพราะประชาชนไม่อยากไปร้องเรียนว่าทำไม่ถูกต้อง เมื่อไม่ได้หาเสียงไว้แล้วจะทำก็จะต้องมีการทำประชามติก่อน น่าจะเป็นทางออกที่สวยงาม โดยเฉพาะรัฐบาลเป็นชุดที่เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยด้วย…

nn “มือปราบ” มองว่าก็ดีที่ผู้เห็นด้วยไม่เห็นด้วยมาโต้แยงกัน เพราะสังคมจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเดิม…nn

มือปราบ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ผมคาดหวังว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้จะเป็นการอภิปรายรูปแบบใหม่ ที่สมฐานะฝ่ายค้านรุ่นใหม่จริงๆ ที่จะช่วยกันแนะนำและส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารจากมุมมองของฝ่ายค้านได้อีกด้วย”

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์

ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี

รบ.โวเศรษฐกิจดี ธุรกิจใหม่ผุดพุ่ง จดทะเบียนก.พ.

รบ.โวเศรษฐกิจดี ธุรกิจใหม่ผุดพุ่ง จดทะเบียนก.พ.

รบ.โวเศรษฐกิจดี ธุรกิจใหม่ผุดพุ่ง จดทะเบียนก.พ.

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รบ.โวเศรษฐกิจดี ธุรกิจใหม่ผุดพุ่ง จดทะเบียนก.พ. กว่า7,500ราย

สัญญาณบวก..น่าลงทุน..รัฐบาลเผย กุมภาพันธ์ 2568 เดือนเดียวจดตั้งธุรกิจใหม่กว่า 7,500 รายคาดแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังรัฐบาลเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือน ก.พ. 2568 ที่ผ่านมามีจำนวน 7,529 ราย มูลค่าจดทะเบียน 16,335 ล้านบาท สำหรับการจดตั้งธุรกิจใหม่ รวม 2 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) มีจำนวน 16,391 ราย ทุนจดทะเบียน 41,285 ล้านบาท โดยธุรกิจตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร

จากข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 2568 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,981,221 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.61 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 935,839 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.39 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัด 737,891 ราย หรือ 78.85% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.36 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,465 ราย หรือ 20.99% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,483 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.60 ล้านล้านบาท

นิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการ เป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด มีจำนวน 505,501 ราย ทุนจดทะเบียน 13 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก 306,896 ราย ทุน 2.54 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 123,442 ราย ทุน 6.84 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.02%, 32.79% และ 13.19% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

”ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนการลงทุน การลดอุปสรรคทางธุรกิจ และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคเอกชน

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมเดินหน้าสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง“ นางสาวศศิกานต์ ระบุ

ฝ่ายค้านแย้มแผนถล่มนายกฯ‘อิ๊งค์’ ยุทธการโรยเกลือ! โวข้อมูลหลักฐานเอาผิดได้

ฝ่ายค้านแย้มแผนถล่มนายกฯ‘อิ๊งค์’  ยุทธการโรยเกลือ!  โวข้อมูลหลักฐานเอาผิดได้

ฝ่ายค้านแย้มแผนถล่มนายกฯ‘อิ๊งค์’ ยุทธการโรยเกลือ! โวข้อมูลหลักฐานเอาผิดได้

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฝ่ายค้านแย้มแผนถล่มนายกฯ‘อิ๊งค์’ ยุทธการโรยเกลือ! โวข้อมูลหลักฐานเอาผิดได้ ประธานวิปรัฐบาลขู่กลับใช้เวลาเกินชงปิดอภิปราย ภาวนาให้ลุงป้อมมีแรงพูด

พรรคฝ่ายค้านนวดน้ำมันรอขึ้นเวทีถล่ม “อุ๊งอิ๊งค์” ด้าน สส.รังสิมันต์ โรม หัวหมู่ทะลวงฟัน โวมีข้อมูลเด็ดพร้อมแย้มยุทธการ “โรยเกลือ” เอาผิดนายกฯ อยู่หมัด ขณะที่ ด้านนายกฯอุ๊งอิ๊งค์ โพสต์ภาพหัวเราะชื่นมื่นกับแกนนำรัฐบาลไม่ได้สนกรณีฝ่ายค้านกำลังตรวจสอบประธานวิปรัฐบาล ขู่กลับฝ่ายค้าน หากใช้เวลาเกิน เสนอปิดอภิปรายทันที เย้ย “ลุงป้อม”ขอให้มีแรงอภิปราย ทั้งดักคอ “เฉลิม” อย่าขึ้นเวที

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการเตรียมตัวการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151ที่จะมีขึ้นในวันที่ 24-25 มีนาคมที่จะถึงนี้ว่า ขออนุญาต อาจจะไม่สามารถระบุเรื่องใด เรื่องหนึ่งได้

“แต่ยืนยันว่าในทุกเรื่องที่เป็นความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงความล้มเหลวแก้ปัญหาต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นเรื่องที่เราสามารถหยิบขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทั้งสิ้น และการอภิปรายไม่ไว้วางใจคือเรื่องที่เป็นปัญหาที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งความล้มเหลวนี้ ไม่ได้อยู่ที่พวกเรา แต่ความล้มเหลวนี้อยู่ที่ตัวท่าน ดังนั้นทุกเรื่องทั้งมิติความมั่นคง การทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาเศรษฐกิจเรื่องเหล่านี้เราก็สามารถหยิบเอามาอภิปรายไม่ไว้วางใจได้”นายรังสิมันต์ ย้ำ

จัดขุนพลเต็มสูบ-ยุทธการ‘โรยเกลือ’

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า วันที่ 24 มี.ค.เป็นวันที่เราเตรียมขุนพลเอาไว้มากมายในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเริ่มต้นจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯในการอ่านญัตติ และหลังจากนั้นมีอีกหลายท่านที่อภิปราย ตนคิดว่าหลายส่วนเราค่อนข้างมั่นใจในเรื่องพยานเอกสาร พยานหลักฐานต่างๆ ไว้วางใจ และหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้วก็จะมีการยุทธการ‘โรยเกลือ’ซึ่งครั้งนี้ การโรยเกลือของเรา หลังจากที่เราเปิดเอกสารที่ค่อนข้างมั่นใจว่าเอาผิดได้แน่นอน ยุทธการนี้จะเป็นการดำเนินการทางกฎหมายต่อไปกับทางนายกรัฐมนตรี

ยังไม่เฟิร์ม‘บิ๊กป้อม’อภิปรายต่อ‘เท้ง’

เมื่อถามว่าต้องส่งรายชื่อผู้อภิปรายให้พรรคประชาชนหรือไม่ว่ามีใครบ้าง นายรังสิมันต์กล่าวว่า “ถูกต้อง”

เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะอภิปรายต่อจากนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขออนุญาต ไม่คอนเฟิร์ม เราให้เกียรติหัวหน้าพรรคอยู่แล้ว และเข้าใจว่าไม่ได้มีเพียงแค่พรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่เบื้องต้น ขอให้รอการสรุปก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่ได้สรุปในเรื่องการจัดลำดับผู้อภิปราย แต่เร็วๆนี้จะมีการสรุปออกมา และมีความเป็นไปได้ว่าในส่วนของการอภิปรายของหัวหน้าพรรคต้องให้ลำดับต้นๆอยู่แล้ว

ปัดตอบ‘เฉลิม’โผล่ร่วมซักฟอก‘อิงค์’

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย จะอภิปรายและเขาต้องส่งชื่อมาให้พรรคประชาชนดูด้วยหรือไม่ นายรังสิมันต์ หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า เบื้องต้นคนที่จะอภิปรายต้องมีการส่งชื่อ ซึ่งตนเข้าใจว่า การส่งรายชื่อยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นคงยังตอบไม่ได้ว่า จะมีชื่อของร.ต.อ.เฉลิมหรือไม่ ขอรอดูกันก่อน ก็คงจะสรุปรายชื่อได้ ส่วนหากเขาขอมาจะได้หรือไม่นั้น คงต้องไปดูกัน ตนไม่สามารถยืนยันตรงนี้ได้ เพราะตอนนี้ตนยังไม่รู้ว่ามีการขอมาแบบนี้หรือไม่

“ดังนั้นเบื้องต้น หากมีการขอมาก็ต้องคุยกับแกนนำพรรคประชาชนด้วยว่าสุดท้ายจะให้หรือไม่ให้อย่างไร เรื่องนี้ต้องเป็นหลักปฏิบัติ ผมไม่สามารถตัดสินใจได้เพราะไม่ใช่คุยแค่พรรคประชาชนพรรคเดียว อาจจะต้องคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย เพราะเวลาเป็นไปตามสัดส่วนของทุกพรรค ฉะนั้นหากร.ต.อ.เฉลิมจะมาอภิปรายก็คงคิดกันต่อว่าจะใช้เวลาของใครเพราะไม่มีโควตาของฝ่ายรัฐบาล”รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

เมื่อถามว่าหากพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคใดพรรคหนึ่งจะให้เวลาของตัวเองกับร.ต.อ.เฉลิมได้หรือไม่นายรังสิมันต์กล่าวว่าเบื้องต้นยังไงก็ต้องคุยกัน ถึงแม้เวลาเมื่อจัดสรรกันแล้วจะเป็นเวลาของพรรคการเมืองนั้นๆอย่างไรก็ต้องคุยกัน เพราะเราต้องดูภาพรวมของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าพรรคการเมืองจะมีอุดมการณ์หรือมีความคิดความเชื่ออย่างไร ถึงที่สุดก็ต้องทำงานร่วมกัน

รบ.ความกังวลซักฟอกเป็นพิเศษ

เมื่อถามว่าดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวานนี้(21มี.ค.)น่าจะมีการพยายามอัพคะแนนเสียงดูจากท่าทีนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างไรบ้าง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบนี้ ความกังวลทางฝั่งรัฐบาลส่งสัญญาณถึงความกังวลเป็นพิเศษ ซึ่งตนคิดว่ามากกว่าเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลนี้ส่งสัญญาณถึงความกังวล และเครียดกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากและเราจะเห็นว่ามีหลายวิธีการตั้งแต่ ตอนที่เราเสนอญัตติที่บอกว่าต้องถอนชื่อ‘ชายคนนั้น’หรือเรื่องที่ประธานสภาฯก็พยายามบอกว่าญัตติบกพร่อง

และล่าสุดบอกว่าแก้ญัตติไม่ชอบทั้งที่เรามีการประชุมหารือกับทางประธานสภาฯ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในห้องประชุมและมีการถามย้ำเรื่องนี้หลายรอบและเป็นหลักที่ปฏิบัติแบบนี้มาโดยตลอดก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จนมาถึงการประกาศองครักษ์พิทักษ์นายกฯ20คนจึงอยากขอตั้งหลักว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องของสมาชิกที่ฝ่ายค้าน ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจกับผู้ที่จะต้องตอบคือผู้ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เย้ย‘อิ๊งค์’สะท้อนไม่พร้อมจะชี้แจง

อย่างไรก็ดี นายรังสิมันต์กล่าวด้วยว่าตนได้เห็นภาพของการเตรียมกำลังขุนพลกันขนาดนี้แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่พร้อม ที่จะไม่พร้อมที่จะชี้แจงใช่หรือไม่ ไม่พร้อมที่จะตอบคำถามใช่หรือไม่ และไม่พร้อมที่จะอธิบายตามข้อกล่าวหาต่างๆที่ฝ่ายค้านได้กล่าวหาใช่หรือไม่ และเมื่อเป็นแบบนี้ ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้กลัวเหลือเกินในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ และยิ่งสะท้อนว่าการที่จะมีนัดดินเนอร์ หรือพูดคุยอะไรต่างๆแสดงว่าสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในรัฐบาลแม้จะมีการตั้งรัฐบาลร่วมกันก็ตาม

‘ช่อ’ชี้ปชน.แค่สับขาหลอกปม‘แม้ว’

น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้าให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151ของพรรคประชาชน หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตการอภิปรายมุ่งเน้นไปที่ตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า ขอถามกลับผู้สื่อข่าวว่ารู้ได้อย่างไรอยากบอกว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้ ของจริงอาจจะหนักกว่าเดิมก็ได้ ตนเชื่อว่าเรื่องทีเด็ดจริงๆจะเกี่ยวข้องกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯซึ่งเป็นการวิเคราะห์จากการให้สัมภาษณ์ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯและน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุลว่าหลายเรื่องในการอภิปรายนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้ตอบด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวนายกฯ ทั้งนี้ เขายังยอมรับด้วยว่า เป็นการสับขาหลอกของฝ่ายค้าน

แย้มประเด็นร้อน‘นายกฯ’อยู่วันที่สอง

น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่าจากการที่ตนทำงานอยู่ในอาคารเดียวกัน ก็มีส่วนได้ติดตามการซักซ้อมของพรรคประชาชนโดยทราบว่ามีการเตรียมการกันอย่างหนัก ไม่แพ้กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว โดยเนื้อหาในวันแรก จะเป็นการอภิปรายด้านนโยบาย ส่วนวันที่สองจะเป็นเรื่องทีเด็ดทีขาดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวนายกรัฐมนตรี ส่วนการวางตัวของผู้อภิปรายตอนนี้ยังอยู่ในช่วงการจัดลำดับ อาจจะแล้วเสร็จก่อนการอภิปรายไม่นานมาก พร้อมคาดการณ์ว่าอาจไม่ให้ตัวเด่นไปอยู่ในช่วงเวลาดึก เหมือนกับที่เป็นกระแสข่าวก่อนหน้านี้

ส่วนวาทะหลักในการอภิปราย ที่มีโปสเตอร์ระบุว่า“ดีลแลกประเทศ”นั้นน.ส.พรรณิการ์กล่าวว่าว่าวาทกรรมเหล่านั้นจะไม่ติดตลาด หากไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ประชาชนรู้สึก ดีลแลกประเทศ ที่ตนเข้าใจ ก็ คือการที่นายทักษิณได้กลับไทยโดยไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว ถึงขั้นที่นายกฯก็ยอมรับ จากการถามกลับผู้สื่อข่าวว่าดีลคือการแค่เรื่องคุณพ่อกลับบ้านเรื่องเดียวหรอ

อยากพิทักษ์ฯ‘อิ๊งค์’ไม่ต้องเหนียม

เมื่อถามว่าระยะเวลาการอภิปรายที่ยาวไปจนถึงเกือบรุ่งเช้าของอีกวันน.ส.พรรณิการ์กล่าวว่าต้นตอเกิดจากประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ยืนยันว่าจะต้องเจรจาภายในกรอบเวลา2วัน พรรคประชาชนต้องนำเรื่องการอภิปรายกว่า 20 เรื่อง อัดไว้ในระยะเวลาเพียงเท่านี้ ไม่ใช่การเสียรู้เรื่องเวลา อยากตั้งคำถามกลับว่าหากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจเหตุใดจึงกำหนด2วัน ไม่ให้เวลาอย่างเต็มที่

เมื่อถามต่อว่ามองอย่างไรที่มีการตั้งองครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับฯ น.ส.พรรณิการ์ ตอบว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลมีความกังวลการอภิปรายครั้งนี้ ตนอยากบอกว่าถ้าอยากพิทักษ์นายกฯก็พูดไปเลย ไม่ต้องเหนียม ปกติแล้วหน้าที่ดังกล่าวเป็นของประธานสภาฯที่ต้องควบคุม ถ้าอยากพิทักษ์ข้อบังคับ ก็คงต้องไล่ประธานสภาฯ ลงจากบัลลังก์

‘อิ๊งค์’บอกดินเนอร์ชื่นมื่น-มีกำลังใจ

เช้าวันเดียวกันน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโพสต์ผ่านอินสตาแกรม ภาพบรรยากาศและคลิปวิดีโอวงรับประทานอาหารร่วมกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อค่ำคืนวันที่ 21มี.ค.ที่ผ่านมาพร้อมข้อความระบุว่า “หัวเราะเยอะกว่าทานข้าวไม่เกินจริง นั่งฟังประสบการณ์ในสภาจากทุกๆท่าน ย้อนไปถึงสมัยท่านนายกฯชาติชาย บางท่านเคยเป็นฝ่ายค้าน บางท่านเคยถูกอภิปรายอย่างหนัก รูปแบบห้องทานข้าว ตึกเดิม ยุคแพ็คลิงค์ก็มา!!!ขอบพระคุณประสบการณ์จากทุกท่านที่ได้ แชร์กันตอนทานข้าวค่ะ สนุกสนาน มีกำลังใจ ได้คุยครบทุกคน เจอกันวันจันทร์นะคะ“ ‘อนุทิน’ยันพรรคร่วมฯพร้อมหนุนนายกฯ

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรี นัดดินเนอร์หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 21 มี.ค.เพื่อเตรียมตัวก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าไม่ได้มีคำว่าช่วย เพราะการอภิปรายฯนายกฯคือการอภิปรายทั้งรัฐบาล รัฐมนตรีทุกกระทรวงต้องเตรียมข้อมูลให้นายกฯชี้แจงต่อที่ประชุมสภา ส่วนไหนที่ถูกพาดพิง ถ้าจำเป็นก็ต้องช่วยนายกฯชี้แจง ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้การไว้วางใจการทำงานของนายกฯเรามั่นใจว่านายกฯ จะสามารถชี้แจงได้ เพราะเราเป็นคนสนับสนุนข้อมูลต่างๆอยู่แล้ว เราในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนไว้วางใจ

เมื่อถามว่านายกฯกังวลประเด็นใดหรือไม่มีการพูดถึงเรื่องครอบครัวนายกฯนายอนุทินตอบว่านายกฯกลัวว่าจะพูดไม่เก่ง แต่พวกเราเรียนท่านว่าท่านทำงานมา 6 เดือนกว่า หรือครึ่งปีแล้ว ท่านมีความมั่นใจเพิ่มมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ถ้าทุกอย่างอยู่ในเกมตอบได้หมด เมื่อถามว่านายกฯมีตัดพ้อเรื่อง ดีลแลกประเทศ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าไม่มี ไม่ได้พูดถึงเลย ท่านพูดถึงเรื่องงานในความรับผิดชอบ หากเป็นเรื่องส่วนตัวอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานหรือเรื่องใดๆที่ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลของท่านหรือที่เกิดก่อนที่จะมาเป็นนายกฯ ท่านก็ไม่ทราบจะตอบอย่างไร

สอนเชิงรับซักฟอกต้องคุมอารมณ์

ทั้งนี้ นายอนุทิน ยังกล่าวถึงบรรยากาศดินเนอร์พรรคร่วมเมื่อวานนี้ (21 มี.ค.)ว่า เป็นไปได้ด้วยดี นายกฯได้โพสต์ลงอินสตาแกรมแล้ว แต่เราไม่ได้หัวเราะด้วยความสุข เราพยายามทำให้ความกดดันต่างๆลดลง คิดว่านายกฯมีความกดดันแต่ก็ต้องทำให้ท่านมีความมั่นใจ มีความพร้อมว่าจะผ่านพ้นการอภิปรายนี้ไปได้ด้วยดีเพราะเป็นครั้งแรก ส่วนตนเป็นครั้งที่6 แล้วซึ่งครั้งแรกก็ตื่นเต้นเช่นกัน

“ท่านต้องควบคุมอารมณ์ให้ดี อย่าไปอ่อนไหวต่อคำพูดกระแทกแดกดันต่างๆ ขอให้อยู่ในสาระของญัตติการอภิปราย ท่านนายกฯก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุ ส่วนการประชุมพรรคภูมิใจไทยจะกำชับอะไร 69 สส.ของพรรคหรือไม่ว่าสส.ทุกคนรู้หน้าที่ว่าจะต้องทำอย่างไร จะมีเพียง สส. ยโสธร1คน ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเวทีถล่มก่อนหน้านี้ อาจไม่สามารถไปร่วมประชุมได้ อย่างไรก็ผ่านอยู่แล้ว ส่วนหลังศึกซักฟอกจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นเรื่องของนายกฯ

พท.ขูใช้เวลาเกินชงปิดซักฟอก

ด้าน นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.)ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีคิดจะสามารถคุมให้อยู่ในกรอบเวลาตามที่กําหนดไว้ได้หรือไม่ว่า พยายามจะคุม แต่จะได้แค่ไหนต้องรอดู แต่ต้องฟังฝ่ายค้านด้วยว่าอภิปรายอยู่ในเรื่องราวแค่ไหน เพราะเขาได้เวลาไป 28 ชั่วโมง หากใช้เกินเลยก็เป็นสิทธิ์ของฝ่ายรัฐบาลในการเสนอปิดอภิปราย ดังนั้นต้องต่างคนต่างดู พิจารณากันให้ดี

ประธานวิปรัฐบาล มั่นใจว่าเสียงโหวตของรัฐบาลจะไม่หายแม้แต่เสียงเดียว และคิดว่าไม่น่ามีเพิ่ม เท่าเดิมนี้ก็พอ คงไม่มีใครไปซื้องูเห่าหรอก

ขอให้’ลุงป้อม’มีแรงอภิปรายก็พอ

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อาจจะลุกอภิปรายว่าเป็นสิทธิ์ของท่านทำได้ แต่ไม่ทราบว่าจะทำไหวหรือไม่ เราคงไม่ค่อยทักท้วงท่าน ขอให้ท่านมีแรงอภิปรายก็พอ ส่วนกระแสข่าวว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.อาจจะร่วมอภิปรายกับฝ่ายค้าน นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม ยังอยู่พรรคพท.โดยมารยาทไม่มีใครทำ ท่านเป็นผู้ใหญ่ เชื่อว่าจะไม่ทำอย่างนั้น

พท.ย้ำตัวชี้วัดอยู่ที่ฝ่ายค้านยั่วยุป่วนสภา

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีการทำหน้าที่ของทีมพิทักษ์ข้อบังคับประชุมสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าการที่พรรคฝ่ายค้านล็อคเป้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯเพียงคนเดียว อาจมีแผนประทุษกรรมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย อาจพยามอภิปรายในลักษณะที่ผิดข้อบังคับ เสียดสี ยั่วยุ ให้เกิดการประท้วง

ตัวชี้วัดอาจไม่ได้อยู่ที่ใครอภิปรายได้ดี มีข้อมูลหลักฐานมายืนยัน แต่เกณฑ์การประเมิน อาจอยู่ที่ใครอภิปรายหรือยั่วยุ แล้วเกิดการประท้วงให้สภาเกิดความโกลาหลได้มาก ถือว่าประสบความสำเร็จมากกว่า หรือ เจตนาหวังสร้างคอนเทนท์เชิงลบไปขยายความขัดแย้งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆเพื่อดิสเครดิตและด้อยค่ารัฐบาล หาคะแนนเสียงให้พรรคตัวเองผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของทีมพิทักษ์ข้อบังคับประชุมสภา

รู้ทันแผน/ฉะคิดแบบเก่ารุ่นใหม่

นายอนุสรณ์ยังกล่าวอีกว่า เรารู้ทันและเตรียมการรับมือไว้หมดแล้วทุกแผนประทุษกรรม การเมืองแบบสร้างสรรค์ หรือการเป็นคนรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุอย่างเดียว แต่อยู่ที่ทัศนคติและวิธีคิด บางครั้งวิธีคิดการเมืองแบบเก่า ทำการเมืองโบราณ ล้าหลัง อาจเกิดกับคนที่อายุไม่มากก็ได้ซึ่งสามารถเรียกได้ว่า“คนรุ่นเก่าที่อายุน้อย”ก็เป็นได้

การเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย สะท้อนผ่านโพลประชาชนอยากฟัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอภิปรายมากกว่า สส.หลายคนของพรรคประชาชน

“เป็นสิ่งที่ต้องนำไปวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนเลือกตั้งบอกว่า มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา แต่กลับมาเป็นฝ่ายค้านร่วมกับลุงร่วมอภิปรายกับลุง แบบมีเรา ต้องมีลุง มีลุงต้องมีเรา แบบนี้เสียแล้ว ถือว่าตระบัดสัตย์ ไม่ตรงปก ตามที่หาเสียงไว้ หรือไม่”นายอนุสรณ์ กล่าว

อย่าโหมโรงเกินความจริง

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในการเจรจาเรื่องเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เกิดจากการ “เจรจาตกลงร่วมกันของวิป 3 ฝ่าย“ ได้แก่ตัวแทนคณะรัฐมนตรี วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานการหารือ โดยครั้งนี้มีรองพิเชษฐ เชื้อเมืองพาน ทำหน้าที่แทน

ก่อนหน้านี้วิปรัฐบาล จะให้เวลาอภิปราย 1 วัน แต่ล่าสุดจะมีมติให้เวลาฝ่ายค้านเป็น 23 ชั่วโมง ในขณะที่วิปฝ่ายค้านต้องการ 30 ชั่วโมง แต่ในการเจรจาร่วมกันครั้งล่าสุด ฝ่ายรัฐบาลยอมตามโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของฝ่ายค้าน ทั้งนี้ฝ่ายค้านได้เวลา 28 ชั่วโมง ครม.กับพรรคร่วม 7 ชั่วโมง และประธานสภา 2 ชั่วโมง รวม 37 ชั่วโมง โดยกำหนดทำให้การอภิปรายวันที่ 24 มี.ค. เวลา 8.00 น – 05.30 น. วันที่ 25 เวลา 8.00 – 23.30 น. และลงมติวันที่ 26 มีนาคม เวลา 10.00 น.

การที่ฝ่ายค้านออกมาแขวะท่านนายกฯ ทำนองว่าจะอยู่ฟังการอภิปรายไม่ถึงตี 5 นั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะทุกคนก็ทราบดีว่า นอกจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านยังเป็นคุณแม่ของลูกๆที่ยังเล็ก เป็นตำแหน่งที่ไม่สามารถลาออก ไม่สามารถละทิ้งการทำหน้าที่ได้ การที่จะบังคับให้ท่านนายกฯนั่งฟังการอภิปรายและทำการชี้แจง ทั้ง 37 ชั่วโมง โดยไม่ได้ทำหน้าที่คุณแม่ และไม่ได้พักผ่อนเลย จึงเป็นไปได้ยากในความเป็นจริง

และในที่ประชุมวิปตกลงเรื่องเวลาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ไปร่วมประชุมเจรจาหรือเกี่ยวข้องด้วย การไปแขวะหรือโวยวายถึงตัวนายกรัฐมนตรีจนเกินข้อเท็จจริงในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เป็นสภาวะ “หลง” และเป็นการฟาดงวงฟาดงา อย่างผิดฝาผิดตัวครับ

ตามหลักมารยาท เมื่อมีการเจรจาตกลงกันจบแล้ว ถือว่าเป็นมติของการตกลงร่วม ทุกฝ่าย โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ไม่ควรจะออกมาตีโพยตีพาย หรือโทษใคร ทุกฝ่ายควรมุ่งเน้นไปในการเตรียมข้อมูลของการอภิปรายหรือชี้แจงจะดีกว่า อย่าโหมโรงกันเกินจริงจนทำให้สังคมมองว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เป็นเพียง “ลิเก” ฉากหนึ่ง