ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

น.ส. ง. เป็นผู้ตรวจข้อสอบดังกล่าวนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่อาจก่อความเสียหายแก่ น.ส. ง. ได้เพราะหากผู้บังคับบัญชาตรวจพบ น.ส. ง. ก็อาจมีความผิดหรือถูกสอบสวนได้พฤติการณ์ของนาย ก. ดังกล่าวอาจปรับบทเป็นความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมแปลงเอกสารทำลายเอกสารของผู้อื่นและปลอมลายมือชื่อของผู้อื่น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 161 มาตรา 188 และมาตรา 264 และกรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 67 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2520 ก.พ.จึงลงมติให้รายงานนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2520 เพื่อพิจารณาและสั่งการให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนาย ก. แล้วพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการตามมติก.พ.แล้ว

สำหรับรายงานการลงโทษตัดเงินเดือน นาย ข. นั้น ก.พ.ได้มีมติให้รอการพิจารณาไว้ก่อนจนกว่า กระทรวงคมนาคมจะได้รายงานผลการสอบสวนพิจารณาโทษ นาย ก. ไปยังก.พ.แล้ว

ต่อมากรมการขนส่งทางบกได้แจ้งสำนักงานก.พ.ว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน นาย ก. ในเรื่องดังกล่าวตามคำสั่งของคณะรัฐมนตรีแล้วโดยคณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า นาย ก. มีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ สมควรลงโทษปลดออกจากราชการแต่ข้าราชการรายนี้ได้ถูกลงโทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ตามคำสั่งจังหวัด ย. เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2528ในกรณีเดียวกับที่ผู้นี้ถูกสอบสวนทางวินัยครั้งนี้แล้ว นาย ก. จึงน่าจะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ.2530 จึงหารือไปยังก.พ.ว่า คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจะต้องยุติการสอบสวนทันทีหรือไม่และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสร็จแล้ว กรมการขนส่งทางบกจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างไรหรือไม่ นั้น

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

โวยปปช.จงใจ 44อดีตสส.ก้าวไกลดิ้นหนัก กลัวโดนเชือดคดีแก้ม.112

โวยปปช.จงใจ  44อดีตสส.ก้าวไกลดิ้นหนัก  กลัวโดนเชือดคดีแก้ม.112

โวยปปช.จงใจ 44อดีตสส.ก้าวไกลดิ้นหนัก กลัวโดนเชือดคดีแก้ม.112

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โวยปปช.จงใจ 44อดีตสส.ก้าวไกลดิ้นหนัก กลัวโดนเชือดคดีแก้ม.112

“รังสิมันต์” ตั้งข้อสังเกตจงใจหรือไม่หลัง ป.ป.ช.จัดกลุ่ม 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล จ่อถูกสอยคดีเสนอแก้ ม.112ช่วงใกล้ซักฟอก ระบุเกลียดพวกเราได้แต่ทำแบบนี้ประเทศได้อะไร หากฝ่ายค้านอ่อนแอ ยันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีการแบ่งกลุ่ม 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล

ที่เคยลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 และมีคดีอยู่ใน ป.ป.ช. ไว้เป็น 4 กลุ่ม ซึ่งมีอย่างน้อย 12 คน ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถูกล็อกเป้าตัดสิทธิทางการเมือง โดยระบุว่าถ้ามีการจัดกลุ่มจริง ตนก็ไม่แน่ใจเจตนาของเรื่องนี้คืออะไร ทุกคนก็รู้ว่าตอนนี้ สส.พรรคประชาชน กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่แน่ใจว่าเป็นความจงใจหรือไม่ แต่ดูเหมือนมีสิ่งที่จะทำให้ สส. ต้องไปโฟกัสกับเรื่องอื่น แทนที่จะโฟกัสกับการตรวจสอบรัฐบาล ตนคิดว่าประเทศไม่ได้อะไร วันนี้เราพยายามโฟกัสกับการทำงานให้กับประชาชน กับการทำหน้าที่ให้ออกมาดีที่สุด แต่กลายเป็นว่ามีความพยายามที่จะใช้นิติสงคราม ใช้กระบวนการ ซึ่งตนคิดว่าเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้องแน่นอน

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวอีกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติยื่นแก้กฎหมายจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ไปว่ากันในสภาฯ แต่การจะมาเอาผิดกันในเรื่องจริยธรรม ทั้งๆ ที่เรื่องที่ใหญ่กว่า สำคัญกว่า ทั้งการสมคบคิดกัน ช่วยเหลือกัน การเคลียร์คดีกัน เป็นเรื่องที่ใหญ่มากๆ และกระทบศีลธรรมของสังคมจริงๆ กลับไม่ได้รับการแก้ไข

“กลายเป็นว่าอะไรก็ตามที่จะเอาเรื่องกับพรรคประชาชน เอาเรื่องกับพรรคสีส้ม กลับต้องใช้ความรวดเร็ว และหวังว่าจะตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต พูดกันจริงๆ บางทีไม่ชอบพวกเราไม่เป็นไร เกลียดพวกเราได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ทำกันแบบนี้พวกเราได้อะไร และสุดท้ายก็กลับไปสู่วังวนแบบเดิม วัฏจักรแบบเดิม ที่ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย เราก็ขัดแย้งกันแบบนี้ สุดท้ายประเทศไทยได้อะไรจากการที่ฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายค้านอ่อนแอ ฝ่ายค้านถูกทำลาย ตนคิดว่ามีแต่เสียกับเสีย การทุจริตคงจะมีมากขึ้น วันนี้เราพยายามทำงานอย่างเต็มที่ เรายอมรับว่าการทำหน้าที่ของเรามันไม่ง่าย มีเรื่องที่ต้องมานั่งคิดต่างๆ มากมาย แต่ขอยืนยันกับประชาชนว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด” นายรังสิมันต์ กล่าว

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.’แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.'แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.’แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.26 น.

‘เลขาฯ สกศ.‘  เผย ‘ผลวิเคราะห์การจัดอันดับ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่‘ แนะ 3 แนวทางการดูผลจัดอันดับการศึกษาอย่างมีสติ เท่าทัน”

วันที่ 24 มีนาคม 2568  ตามที่ เว็บไซต์ World Population Review ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับทางการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 203 ประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 107 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ได้ระดมข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา วิเคราะห์ผลการจัดอันดับดังกล่าว เพื่อตอบคำถาม การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียนจริงหรือไม่ โดยผลการวิเคราะห์เชิงลึก พบประเด็นที่น่าสนใจ น่าเป็นห่วง และพึงระวังสำหรับการศึกษาไทย ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว   

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา  กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับทางการศึกษาของเว็บไซต์ World Population Review เป็นการรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ The annual Best Countries Report ที่จัดทำโดย US News and World Report, BAV Group, และ the Wharton School of the University of Pennsylvania ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของคนทั่วโลกื ประมาณ 17,000 คน จาก 73 ประเทศ โดยผลการสำรวจดังกล่าวในด้านการศึกษา ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 48 เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ (อันดับ 22) และประเทศมาเลเซีย (อันดับ 37) โดยประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา ล้วนมีอันดับที่ต่ำกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น ขณะที่ประเทศลาว และประเทศบรูไน ไม่พบข้อมูลในการสำรวจดังกล่าว และเมื่อพิจารณารายละเอียดอื่น ๆก็พบว่า เว็บไซต์ดังกล่าว ไม่ได้ให้ข้อมูลอื่น ๆที่ใช้ในการจัดอันดับทางการศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงกับไปยังข้อมูลสถิติทางการศึกษาอื่น ๆที่จะสื่อให้เห็นเกี่ยวกับคุณภาพของระบบการศึกษาแต่ละประเทศ 

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น จึงสรุปได้ว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าว ยังมีความย้อนแย้งกันอยู่ระหว่างข้อมูลผลการสำรวจที่ใช้ในการจัดอันดับกับผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ World Population Review การตีความ และอธิบายผลการจัดอันดับ จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง ดังนั้น การที่จะกล่าวว่าการศึกษาของประทศไทยรั้งท้ายอาเซียน จึงอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม หากเราเปรียบเทียบผลการจัดอันดับกับทุกประเทศทั่วโลก ก็พบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทย ยังมีคุณภาพและมาตรฐานน้อยกว่าอีกมากมายหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในทวีปยุโรป และมีประเด็นอีกมากมายที่ประเทศไทย ต้องเร่งพัฒนา 

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้จากผลการจัดอันดับครั้งนี้ คือ ผลการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องตื่นตัวและเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยมากกว่าเดิม มิเช่นนั้นแล้ว ประเทศไทยก็จะถูกประเทศอื่น ๆที่ตามหลังเราอยู่แซงหน้าเราไปในไม่ช้านี้”

รศ.ดร.ประวิต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “อีกหนึ่งข้อมูลทางการศึกษาที่น่าสนใจที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ World Population Review คือ อัตราการรู้หนังสือ (Literacy Rate) ของประชากรในแต่ละประเทศ โดยพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการรู้หนังสือได้ อยู่ที่ 94% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศด้านในกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย (95%) ฟิลิปปินส์ (96%) อินโดนีเซีย (96%) เวียดนาม (96%) สิงคโปร์ (97%) บรูไน (98%) ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน มีอัตราการรู้หนังสือน้อยกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น โดยข้อมูลอัตราการรู้หนังสือของประเทศไทย เป็นข้อมูลตั้งแต่ปี 2021 จึงอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ในปัจจุบันเท่าใดนัก ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มีการสำรวจการรู้หนังสือของประเทศไทย ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2568 โดยมีผลการสำรวจเบื้องต้น พบว่า อัตราการรู้หนังสือของคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่ประมาณ 99% ซึ่งหากใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจัดอันดับจะถือว่าประเทศไทย มีอัตราการรู้หนังสือเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จะจัดการแถลงข่าวรายละเอียดและเผยแพร่ผลการสำรวจการรู้หนังสือของประเทศไทยดังกล่าว ภายในเดือนมีนาคม 2568 นี้ 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทย ยังมีจุดแข็งอยู่อีกมากมายที่ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานต่าง ๆทั้งภายในและภายนอกประเทศได้รับรู้ จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องรีบเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่าง ๆต่อการศึกษาไทยให้เพิ่มมากขึ้น”

รศ.ดร.ประวิต ได้ให้ข้อแนะนำในการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างมีสติและเท่าทัน ว่า “ปัจจุบัน สาธารณชนและหน่วยงานต่าง ๆหันมาสนใจผลการจัดอันดับด้านต่าง ๆของหน่วยงานต่าง ๆทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดอันดับด้านการศึกษา เพราะการจัดอันดับจะเป็นประโยชน์ที่ทำให้เราเห็นภาพทางการศึกษา ในแบบที่เข้าใจง่ายขึ้น และชัดเจนขึ้น แต่การมองผลการจัดอันดับทางการศึกษาโดยปราศจากความระมัดระวัง และความรอบคอบก็ก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงได้สังเคราะห์แนวทางการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษาออกมาเป็น Ranking Literacy หรือ ความฉลาดรู้ในการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษา โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ต้องมองหลายการจัดอันดับ/ดัชนีประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพการศึกษาชัดเจนมากขึ้น เนื่องจาก ฝการจัดอันดับของหน่วยงานต่าง ๆมีจุดเน้นและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งนำมาสู่การนำข้อมูลสถิติทางการศึกษา มาใช้ในการจัดอันดับที่แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ World Population Review ใช้การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษา แต่เพียงอย่างเดียวในการสะท้อนภาพรวมการจัดการศึกษาทั้งหมด อาจทำให้ผลการจัดอันดับไม่สะท้อนภาพความเป็นจริงของระบบการศึกษา  2) ต้องมองการจัดอันดับให้เป็นแบบ Longtitutional ranking ควบคู่ไปกับการมองแบบ Cross – Sectional Ranking โดยการมองการจัดอันดับแบบ Longtitutional ranking คือ การมองผลการจัดอันดับต่อเนื่องย้อนไปข้างหลัง ซึ่งจะทำให้เห็นทิศทาง และแนวโน้มผลการจัดอันดับ ขณะที่การมองการจัดอันดับแบบ Cross – Sectional Ranking คือ การมองผลการจัดอันดับในปีปัจจุบัน และเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงสภาวะปัจจุบันของประเทศ ซึ่งการวิเคราะห์ใน 2 มิติแบบนี้ จะทำให้มองเห็นพัฒนาการของการศึกษาของแต่ละประเทศมากขึ้น  3) ต้องมองค่าของดัชนีมากกว่าอันดับที่ปรากฎ ผลการจัดอันดับที่ปรากฏออกมา ไม่สามารถอธิบายลักษณะ จุดแข็ง และจุดอ่อนของการศึกษาของประเทศได้ แต่ค่าของตัวชี้วัดแต่ละตัวต่างหากที่จะอธิบายผลการจัดอันดับได้ดีกว่า ดังนั้น จึงไม่ควรตัดสินคุณภาพของการศึกษา โดยใช้ผลการจัดอันดับแต่เพียงอย่างเดียว”

รศ.ดร. ประวิต กล่าวสรุป ว่า “กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งนอนใจในการพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผลการจัดอันดับทางการศึกษาที่สำคัญในระดับนานาชาติของประเทศไทยสูงขึ้น โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ เรื่องนี้ โดยขณะนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา มีกิจกรรมสำคัญที่จะเป็นเรือธงในการขับเคลื่อนการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษา 3 เรื่อง  คือ 1) การจัดทำแผนระดับความสามารถทางการแข่งขัน ทางการศึกษาของประเทศไทย ให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล พ.ศ. 2568 – 2570 ซึ่งแผนดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาการศึกษาแล้ว อยู่ในระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ 2) การจัดทำดัชนีการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นสาระสนเทศสำคัญ ที่รวบรวมข้อมูลทางการศึกษาที่เป็นตัวชี้วัดของการจัดอันดับนานาชาติมาประมวลผลให้เห็นถึงสภาวะการศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และตรงตามสถานการณ์จริง รวมทั้ง ยังมีระบบ Education Benchmarking ที่เปรียบเทียบพัฒนาการทางการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้กับผู้บริหารการศึกษา ให้เป็นข้อมูลในการวางแผนทางการศึกษา และ 3) การทำเอกสารตราสารทางการศึกษา เกี่ยวกับการประเมินระบบการศึกษาให้ได้มาตรฐานสากล  ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแนวทางการพัฒนาการศึกษาที่ชัดเจน ได้มาตรฐานในระดับนานาชาติ ซึ่งหากดำเนินการได้ครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ความสามารถทางการแข่งขัน ทางการศึกษาของประเทศไทยในเวทีโลก ต้องเกิดการพัฒนาอย่างแน่นอน”

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์ ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์  ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์ ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดและจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ถวายสักการะพระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ลานพระอนุสาวรีย์พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กทม.เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปี การสหกรณ์ไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมสดุดีและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

น.ส.อนงค์นาถ กล่าวว่า ได้ตั้งปณิธานว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เป็นองค์กรสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนภารกิจของสหกรณ์อย่างมีคุณภาพเที่ยงตรง โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในระบบสหกรณ์ให้มีความรู้ ความสามารถในการสร้างสรรค์พัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติโดยรวมสืบไป

ด้าน นายวิศิษฐ์กล่าวว่า สหกรณ์ในประเทศไทยเติบโตขึ้นโดยลำดับ ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 6,100 แห่ง ปริมาณธุรกิจสหกรณ์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ยอดรวมอยู่ที่ 2.7 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาสหกรณ์ทั้งในภาคและนอกภาคการเกษตร และขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลในด้านการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (GI) ผลักดันสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงสนับสนุนองค์ความรู้ในเรื่องกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรทั้งระบบ อีกทั้งเชื่อมโยงกับสหกรณ์นอกภาคการเกษตร เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรในร้านสหกรณ์ ตลอดจนการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สมาชิก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนของระบบสหกรณ์ สมาชิกมีความกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในโอกาสนี้ น.ส.อนงค์นาถ ได้อ่านสารนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2568 มีใจความว่า ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร ตามแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในนามรัฐบาลขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และสมาชิกในงานสหกรณ์ ที่มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่

กรมชลฯเดินหน้า จัดสรรน้ำตามแผน ให้เพียงพอฤดูแล้ง ช่วยเหลือเกษตรกร

กรมชลฯเดินหน้า จัดสรรน้ำตามแผน ให้เพียงพอฤดูแล้ง ช่วยเหลือเกษตรกร

กรมชลฯเดินหน้า จัดสรรน้ำตามแผน ให้เพียงพอฤดูแล้ง ช่วยเหลือเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 52,392 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมา เป็นน้ำใช้การได้ 28,452 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,640 ล้านลบ.ม. (67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 9,944 ล้านลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 18,796 ล้านลบ.ม. (คิดเป็น 64% ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้วกว่า 6,341 ล้านลบ.ม. (คิดเป็น 70% ของแผนฯ) ซึ่งภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ และมีเพียงพอที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้

ด้านการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2567/68 พบว่า ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วกว่า 9.14 ล้านไร่ คิดเป็น 91% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังรวม 6.33 ล้านไร่เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่วางไว้ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน 2568 นอกจากนี้ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

‘อิทธิ’ชูไทยแบล็กDLD โคเนื้อพรีเมียมมุ่งสู่ครัวโลก

‘อิทธิ’ชูไทยแบล็กDLD โคเนื้อพรีเมียมมุ่งสู่ครัวโลก

‘อิทธิ’ชูไทยแบล็กDLD โคเนื้อพรีเมียมมุ่งสู่ครัวโลก

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ แถลงเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ “ไทยแบล็ค DLD” พร้อมด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ผศ.น.สพ.ดร.ธีรวัฒน์ สว่างจันทร์อุทัย ผู้แทนคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และ น.สพ.วิษณุ ไพศาลรุ่งพนา ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ที่ลานอเนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท

นายอิทธิกล่าวว่า ได้มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” เป็นการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิวทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยควรให้ความสำคัญ “นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็กกรมปศุสัตว์”

มกอช.ยกเลิกนำเข้าถั่วลิสงดิบอินเดีย

มกอช.ยกเลิกนำเข้าถั่วลิสงดิบอินเดีย

มกอช.ยกเลิกนำเข้าถั่วลิสงดิบอินเดีย

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง การนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบ หรือเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกจากประเทศอินเดีย เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศมั่นใจว่าได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้ายังสามารถนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงจากประเทศอินเดียได้ โดยใช้ใบรับรองมาตรฐานบังคับ (มกษ. 4702-2557) หรือมาตรฐานสากล เช่น GHP, HACCPและ ISO 22000 และใบรายงานผลวิเคราะห์ ทดแทนใบรับรองการส่งออก (Certification of Export) ภายใต้กำกับของ Agricultural andProcessed Food Products Export Development Authority (APEDA)จากประเทศอินเดีย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.จิ้งหรีดแห้ง 2.จิ้งหรีดแช่แข็ง 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับบ้านนกแอ่นกินรัง 4.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ความปลอดภัยด้านอาหาร สุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ-สังคม และ 5.แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร

“ได้เน้นย้ำการดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างครอบคลุมโดยเฉพาะการทำรังนกส่งออก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการจากประเทศจีนต้องการนำเข้ารังนกถ้ำมากกว่ารังนกบ้าน เนื่องจากเป็นรังนกคุณภาพสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด หากประเทศไทยสามารถจัดการมาตรฐานรังนกบ้านให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้า อาจช่วยให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

“มีความคิดอยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน จึงเปลี่ยนจากสวนมะม่วงมาปลูกป่าไม้จำนวน 3 ไร่ เพื่อการเก็บเกี่ยวของป่า กระทั่งในปี 2557 ส.ป.ก.บึงกาฬ ได้เข้ามาสำรวจป่าไม้ จึงทำให้เกิดความคิดในการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบวนเกษตรผสมผสาน และได้นำมาปรับใช้ในแปลง จึงเริ่มปลูกป่ามากขึ้นและมีรายได้จากการปลูกป่าโดยการเลี้ยงผึ้งป่า ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัว”

นายประสพ ชาญประเสริฐ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 9 บ้านคำชมภู ต.บ้านต้อง อ.เซกา จ.บึงกาฬ เล่าถึงความสนใจหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ จากชาวสวนยางพารา เพิ่มเติมด้วยการปลูกมะม่วง และปรับเปลี่ยนสู่วิถีวนเกษตร ปลูกพืชหลายชนิดเพื่อจำลองสภาพป่าตามธรรมชาติให้เกิดระบบนิเวศเกื้อกูลกัน จากพื้นที่ทั้งหมด 29 ไร่ หักที่อยู่อาศัย 1 ไร่ อีก 28 ไร่ที่เหลือ แบ่งเป็นสวนยางพารา 18 ไร่ ปลูกต้นยางนา 4 ไร่ และทำระบบวนเกษตรอีก 6 ไร่

ปัจจุบันมีการปลูกไม้ป่า เช่น พยุง ยางนา สักทอง ตะเคียน ไม้แดง ไม้เต็ง ปลูกไม้กินได้/ผลไม้/สมุนไพร เช่น ข้าว กล้วย มะม่วง มะนาว ไผ่หวาน อีกทั้งยังเลี้ยงปลาและเลี้ยงผึ้ง โดยมีน้ำผึ้งป่าเป็นสินค้าสำคัญ มีรายได้จากภาคเกษตรเฉลี่ย 1 แสนบาทต่อปี และมีองค์ความรู้สำคัญคือการปลูกป่าแบบผสมผสานและการเลี้ยงผึ้ง

เปิดคัมภีร์ดูแลตัวเองในวัย 40 อัพ สุขภาพดีอยู่ที่การดูแลตัวเอง

เปิดคัมภีร์ดูแลตัวเองในวัย 40 อัพ สุขภาพดีอยู่ที่การดูแลตัวเอง

เปิดคัมภีร์ดูแลตัวเองในวัย 40 อัพ สุขภาพดีอยู่ที่การดูแลตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

มีใครบ้างที่ช่วงนี้กำลังอินกับพระเอกหนุ่มใหญ่ซีรี่ส์เกาหลี แม้อายุจะเข้าเลข 4 แต่ก็ยังหล่อโอปป้า ทำสาวไทยใจละลายโดนตกกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่สาวไหนที่กำลังจะใกล้หลักสี่ อย่างพึ่งน้อยใจ สาวๆ วัยนี้ก็ดูดีได้ไม่แพ้กัน ความลับของการดูอ่อนกว่าวัยไม่ได้อยู่ที่ยาวิเศษ หรือการศัลยกรรม แต่อยู่ที่การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ

แพทย์หญิงกฤดากร เกษรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) มาบอก คู่มือดูแลตัวเองในวัย 40 ปีอัพ ว่า วัยนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณที่เริ่มมีริ้วรอย เมแทบอลิซึมที่ช้าลง และฮอร์โมนที่เริ่มแปรปรวน ดังนั้น ถ้าอยากดูอ่อนกว่าวัย ต้องดูแลตั้งแต่ผิวพรรณ การปรับอาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน ไปจนถึงการดูแลสุขภาพจิตใจ

1.ใส่ใจเรื่องการบำรุงผิว

ผู้หญิงวัย 40 ต้องการบำรุงผิวมากขึ้น เนื่องจากผิวสูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่น ส่งผลให้เกิดริ้วรอยความหย่อนคล้อยได้ง่าย คุณหมอแนะนำ ดังนี้

ใช้ครีมกันแดดทุกวัน ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมีค่า PA+++ จะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB รวมถึงป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย โดยควรทาทุกวันแม้ในวันที่ไม่ได้ออกจากบ้านก็ตาม

เพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิก และเซราไมด์ จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้ดี นอกจากนี้ควรบำรุงด้วยซีรัมที่ช่วยฟื้นฟูผิวในช่วงกลางคืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวขณะหลับ

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวหากมีผิวแห้งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมเข้มข้น ในขณะที่ผิวมันควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน และไม่อุดตันรูขุมขน

อย่าลืมดูแลผิวรอบดวงตา เพราะเป็นบริเวณแรกที่เกิดริ้วรอยได้ง่าย การใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ และวิตามิน E จะช่วยลดรอยคล้ำและริ้วรอยได้เป็นอย่างดี ควรนวดเบาๆ ขณะทาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

2.ปรับอาหารการกิน

โภชนาการที่ดี เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของวิธีดูแลตัวเองไม่ให้แก่อาหารที่มีประโยชน์จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและความงามจากภายใน

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เน้นผักใบเขียว เช่น ผักโขม บร็อกโคลี่โปรตีนไขมันต่ำ จากปลา ไก่ และถั่ว ผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่

ลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดขาว เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ช่วยให้ระบบภายในทำงานได้ดีและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยควรดื่มน้ำเปล่า และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนหรือน้ำตาลสูง

บริโภคอาหารเสริม คอลลาเจนและวิตามิน C ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ผิวเพิ่มความยืดหยุ่น ส่วน Omega-3 ช่วยลดการอักเสบและบำรุงสมอง อย่างไรก็ดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกอาหารเสริมเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักและรักษาสุขภาพหัวใจแล้ว ยังช่วยชะลอวัย เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออีกด้วย โดยมีแนวทางดังนี้

ผสมผสานการออกกำลัง ทำทั้งคาร์ดิโอ และการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแบ่งเป็นการทำคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนัก เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

โยคะหรือพิลาทิสช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดอาการปวดเมื่อย อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดปรับสภาพจิตใจให้ผ่อนคลาย

เดินเล่น หรือออกกำลังกายกลางแจ้งบ้างในช่วงเช้า นอกจากจะช่วยให้ได้รับวิตามิน D แล้ว ยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญและความสดชื่นให้สุขภาพจิตด้วย

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

จะช่วยทำให้ร่างกายฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย นอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เวลา 22.00-02.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด ลดการเกิดรอยคล้ำใต้ตาและริ้วรอย งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน 1 ชั่วโมง แสงสีฟ้าจากจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คือตัวทำลายฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้หลับยาก ควรปิดอุปกรณ์และทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือฝึกการหายใจเพื่อเตรียมตัวเข้านอน รวมทั้งใช้หมอนหรือปลอกหมอนที่ช่วยลดการเสียดสี ปลอกหมอนที่ทำจากผ้าไหมหรือผ้าซาตินจะช่วยลดการเสียดสี ป้องกันการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าในขณะนอนหลับ และยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเส้นผมอีกด้วย

5.จัดการความเครียด

ความเครียด ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งมีผลต่อการเกิดริ้วรอย การจัดการความเครียด ทำให้สุขภาพกายและจิตใจสมดุลมากขึ้น

ฝึกสมาธิ หรือทำ Mindfulnessฝึกสมาธิวันละ 5-10 นาที ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลรวมถึงการทำ Mindfulness หรือฝึกจดจ่อกับปัจจุบัน ช่วยให้มีสติในการเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น

หางานอดิเรกที่ชอบ สามารถช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มความสุขในชีวิตได้

พบปะสังสรรค์ การได้หัวเราะและใช้เวลาร่วมกับคนที่คุณรักจะช่วยสร้างฮอร์โมนแห่งความสุข และลดความเครียดได้อย่างดีเยี่ยม

‘เสียงบำบัดจากธรรมชาติ’ ทางเลือกใหม่ดูแลสุขภาพจิต

‘เสียงบำบัดจากธรรมชาติ’ ทางเลือกใหม่ดูแลสุขภาพจิต

‘เสียงบำบัดจากธรรมชาติ’ ทางเลือกใหม่ดูแลสุขภาพจิต

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.05 น.

ในชีวิตประจำวันของคนเมือง เราถูกล้อมรอบด้วยมลภาวะทางเสียงมากมาย จนบางครั้งเราลืมนึกถึงพลังบำบัดจากเสียงธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงสายลมที่พัดผ่านใบไม้ เสียงน้ำตก หรือเสียงคลื่นทะเล ซึ่งล้วนมีผลต่อการทำงานของสมองและร่างกายอย่างน่าทึ่ง

พิชชากร นภาพรพิพัฒน์ นักดนตรีบำบัด กล่าวว่า ผลการศึกษาทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่า การฟังเสียงจากธรรมชาติเพียง 10-15 นาทีต่อวันสามารถช่วยลดระดับความเครียดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยร่างกายจะตอบสนองด้วยการลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด ปรับสมดุลการเต้นของหัวใจ และกระตุ้นการผลิตสารเซโรโทนินที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข

วิธีนำเสียงธรรมชาติมาใช้ในชีวิตประจำวัน : 1.ฝึกฟังอย่างตั้งใจ : หาเวลาในแต่ละวันนั่งฟังเสียงธรรมชาติรอบตัว อาจเป็นช่วงเช้าตรู่ที่มีเสียงนกร้อง หรือยามเย็นที่ได้ยินเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ ฟังอย่างตั้งใจโดยไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์หรือตัดสิน 2.สร้างธรรมชาติในบ้าน : จัดมุมสงบในบ้านด้วยการติดตั้งน้ำพุขนาดเล็ก แขวนกระดิ่งลม หรือปลูกไผ่ที่ใบไหวเมื่อต้องลม เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในพื้นที่ส่วนตัว

3.ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด : เลือกฟังเสียงธรรมชาติผ่านแอปพลิเคชั่นที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการสมาธิหรือก่อนนอน แต่ละเสียงมีคุณสมบัติพิเศษต่างกัน : เสียงคลื่นทะเล : สร้างจังหวะที่ช่วยให้จิตใจสงบ เหมาะสำหรับการนอนหลับ, เสียงป่าและนก :กระตุ้นความกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับเริ่มต้นวันใหม่, เสียงสายฝน : ช่วยเพิ่มสมาธิ เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องการความจดจ่อ, เสียงลำธาร : สร้างความรู้สึกสดชื่น เหมาะสำหรับช่วงพักระหว่างวัน

ทั้งนี้ ความรู้สึกต่างๆ ที่ได้จากการฟังเสียงธรรมชาตินั้นแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ละบุคคลเลือกฟังเสียงที่เหมาะกับคุณ โดยสังเกตว่าเสียงใดที่ทำให้รู้สึกสบายใจที่สุด และนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะดูเป็นเรื่องเรียบง่าย แต่การฟังเสียงธรรมชาติอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านความเครียดและความวิตกกังวลในชีวิตประจำวันได้อย่างน่าประหลาดใจ