Vogue Eyewear เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ 2025 ‘NO RULES APPLY’

Vogue Eyewear เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ 2025 ‘NO RULES APPLY’

Vogue Eyewear เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ 2025 ‘NO RULES APPLY’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Vogue Eyewear ขอต้อนรับสู่พื้นที่ที่ไร้กฎเกณฑ์ สลัดออกจากกรอบที่จำกัดตัวตนของคุณ ก้าวข้ามทุกกำแพงที่ขวางอยู่ แล้วใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลในแบบของคุณเอง เชิญชวนมาเฉลิมฉลองในสิ่งที่ทำให้คุณเป็นคุณด้วยการหยิบแฟชั่นที่กล้าหาญมาสู่ชีวิตจริงผ่านการร่วมมือกับคาเฟ่ “LIBI Home” โดยงานจัดขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมแนะนำคอลเลคชั่นแว่นตาใหม่ล่าสุดในปี 2025 ของ Vogue Eyewear ที่มาพร้อมดีไซน์โดดเด่นและร่วมสมัย มอบความมั่นใจและส่งเสริมให้ทุกคนได้แสดงเอกลักษณ์ของตนเองอย่างมั่นใจ

คาเฟ่ LIBI Home ถูกพลิกโฉมให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนแฟชั่นที่เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้ค้นพบสไตล์แว่นตาที่ไม่ควรพลาดที่สามารถหยิบจับมาแมทช์กับสไตล์ความงามที่ไม่เหมือนใครของแต่ละคน ไฮไลท์ของอีเว้นท์ในครั้งนี้รวมไปถึงการทำเวิร์กช็อปแนะนำกรอบแว่นที่เหมาะกับรูปหน้า และเวิร์กช็อปการเลือกสีประจำตัวให้เหมาะสมกับโทนสีผิว โดยผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกรูปทรงและสีของกรอบแว่นที่จะช่วยยกระดับและคอมพลีตลุคด้วยแว่นตาคู่โปรดคู่ใหม่

นอกเหนือไปจากเวิร์กช็อปแล้ว ผู้ร่วมงานยังได้ดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ที่ Vogue Eyewear นำเสนอ ผ่านเมนูเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ Dazzline Runway Diva กับรสชาติที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความสดใสรับฤดูร้อนในปี 2025 พร้อมกับการทดลองสวมใส่แว่นตาคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด และร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นจาก Vogue Eyewear อีกทั้ง ยังได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของ LIBI Home ที่อบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความมีระดับโดยมีนักแสดงสาวสวย ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง รวมถึง เฟย์-กัญญาพัชร ณ นคร และ เมษ์-ญดา วัชระมูสิก สองนักแสดงจากซีรี่ส์ Girl Love เรื่อง ฝันรักห้วงนิทรา จากค่ายIDOLFACTORY มาร่วมสร้างสีสันในงาน

Vogue Eyewear คอลเลคชั่นใหม่ 2025 “NO RULES APPLY” รังสรรค์ขึ้นมาจากความรู้สึกเมื่อเราได้พบกับพื้นที่ที่เป็นตัวเรา พื้นที่ที่เชื่อมสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งและสร้างความทรงจำอันสุดเหวี่ยง ความสุขนั้นหาไม่ยาก เมื่อเรารู้ว่าเราสามารถแบ่งปันร่วมกันตื่นเต้น และเพลิดเพลินไปกับทุกสิ่งที่คุณชอบ กับผู้คนที่มีความคิดเหมือนๆ กัน ด้วยเหตุนี้ ซีซั่นนี้จึงนำเสนอการโอบรับความสุขที่เกิดจากสายสัมพันธ์ที่จริงแท้ อิสรภาพที่จะได้อยู่กับผู้คนที่ยอมรับในตัวตนของคุณอย่างแท้จริง รูปทรงที่มีลูกเล่นบรรจบกับสีสันฉูดฉาดในแว่นตากันแดดและแว่นสายตาที่ดูไม่เหมือนใคร ซึ่งให้ลุคดูโปร่งใสแต่ไม่เปิดเผยจนเกินไป ลวดลายโลหะเพรียวบางเข้ากันดีกับทรงแว่นที่ไม่เหมือนกับแว่นทั่วๆ ไป รวมทั้ง กรอบอะซิเตทที่ดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดี เพราะมีขาแว่นที่กว้างและเลนส์ที่ตัดกัน

‘โครงการจริงใจมาร์เก็ต-ในย่านจริงใจเซ็นทรัล’ ต้นแบบตลาดสีเขียวคาร์บอนต่ำ

‘โครงการจริงใจมาร์เก็ต-ในย่านจริงใจเซ็นทรัล’  ต้นแบบตลาดสีเขียวคาร์บอนต่ำ

‘โครงการจริงใจมาร์เก็ต-ในย่านจริงใจเซ็นทรัล’ ต้นแบบตลาดสีเขียวคาร์บอนต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เชียงใหม่ เมืองแห่งวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ได้ต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลกมายาวนาน และหนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบคือ “โครงการจริงใจมาร์เก็ต-ในย่านจริงใจเซ็นทรัล” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 28 ไร่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2549 เป็นตลาดชุมชนที่พลิกโฉมตลาดแบบดั้งเดิมสู่พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและเศรษฐกิจยั่งยืนที่สะท้อนความสุขในการอยู่ร่วมกัน โครงการนี้เป็นมากกว่าตลาดทั่วไป แต่คือชุมชนรักษ์โลกที่รวบรวมที่สุดของผลผลิตเกษตรอินทรีย์, หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน, ร้านไอเดียสร้างสรรค์, ร้านอาหารประจำถิ่น พร้อมขับเคลื่อนแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมทุกมิติ ครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก, สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจัดการขยะอย่างถูกวิธี ตอบโจทย์ท่องเที่ยววิถีชุมชนยั่งยืน

ในปี 2567 ที่ผ่านมา “โครงการจริงใจมาร์เก็ต-ในย่านจริงใจเซ็นทรัล” ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 1.6 ล้านคน และช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนผ่านร้านค้ากว่า 390 ร้าน ก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดตลอดปีมากกว่า 500 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีคณะเยี่ยมชมและศึกษาดูงานรวม 45 คณะ รวมถึงสามารถจัดการขยะอย่างถูกต้องได้ถึง 17,087 กิโลกรัม ในปี 2567 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 32,727.42 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 2,618 ต้น

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า โครงการนี้ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ”-ทำด้วยกันทำด้วยใจเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกลุ่มเซ็นทรัลในการสร้างพื้นที่ที่มากกว่าตลาดทั่วไป แต่เป็นศูนย์กลางในการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรไทย พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความยั่งยืน ตลาดแห่งนี้ไม่เพียงเป็นจุดหมายสำคัญของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสอัตลักษณ์สินค้าไทยจากเกษตรกรตัวจริงที่มาจำหน่ายด้วยตนเอง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวเชียงใหม่ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะกลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่า การสนับสนุนสินค้าจากชุมชนไม่เพียงช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป

“โครงการจริงใจ มาร์เก็ต” ประกอบด้วย3 ส่วนหลัก จริงใจมาร์เก็ต ศูนย์รวมเกษตรอินทรีย์ หัตถกรรมและร้านค้าสร้างสรรค์ โดยมีไฮไลต์ ดังนี้ ตลาดจริงใจแบ่งออกเป็น 2 โซน โซนจริงใจ ฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต เชียงใหม่ ตลาดผัก-ผลไม้เกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษจากเกษตรกรตัวจริง ในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง และโซนรัสติคมาร์เก็ต ตลาดรวมสินค้าแฮนด์เมดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่, คาเฟ่, ร้านอาหารโฮมเมด, ร้านค้าไอเดีย และชุมชนงานคราฟต์ จริงใจวิลเลจ คอมมูนิตี้สเปซแห่งศิลปะและไลฟ์สไตล์ที่ยังคงเอกลักษณ์บางส่วนของสถาปัตยกรรมล้านนา รวบรวมร้านค้าและบริการมากมายจริงใจแกลเลอรี เวทีศิลปะเพื่อทุกคนเปิดพื้นที่จัดแสดงงานศิลป์ที่นำเสนอผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์ โดยมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนให้ผู้มาเยือนได้ชมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมศิลปินไทยคลื่นลูกใหม่สู่เวทีโลกที่ทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงและสัมผัสได้ พร้อมเป็นพื้นที่ในการให้ความรู้และเปิดประสบการณ์ศิลปะเพื่อทุกคน

นอกจากนี้ โครงการจริงใจมาร์เก็ตฯ ยังมีการจัดการด้านขยะแบบเต็มรูปแบบซึ่งเป็นโครงการศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการขยะและแปรรูปชุมชน จริงใจมาร์เก็ต จ.เชียงใหม่ คือ ศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะที่มุ่งหวังให้เป็นสถานที่เรียนรู้และโมเดลการจัดการขยะเหลือศูนย์ของตลาดจริงใจเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ตลาดจริงใจก้าวสู่การเป็นตลาดชุมชนเมืองท่องเที่ยวสีเขียวแบบคาร์บอนต่ำภายใต้แนวคิดรักษ์โลก (Eco-Friendly)ด้วยการนำหลักระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การจัดการขยะ ให้เหลือศูนย์ (Zero waste) และปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) มาเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาตลาดจริงใจ ทั้งนี้ ขยะจะถูกแยกออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ ขยะอาหาร ขยะรีไซเคิล ภาชนะกระดาษเปื้อน ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ ขยะอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์(E-Waste ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก AIS ในการจัดการขยะประเภทนี้ให้ถูกวิธี) ที่เกิดขึ้นในตลาดจริงใจทั้งหมดรวมถึงที่นำมาส่งโดยประชาชนทั่วไป ร้านค้าจากภายนอก ซึ่งจะถูกนำไปจัดการอย่างถูกวิธี

กลุ่มเซ็นทรัล มุ่งหวังว่า “โครงการนี้” จะเป็นเวทีสำคัญที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตอย่างมั่นคงผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านธุรกิจและการพัฒนาสินค้า ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกษตรกรและช่างฝีมือรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงศักยภาพ ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ตลาดแห่งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคมไทยอย่างแท้จริง

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย จัดอบรม‘ผู้นำสตรี’เสริมภาพลักษณ์สตรีไทยไปสู่เวทีโลก

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย  จัดอบรม‘ผู้นำสตรี’เสริมภาพลักษณ์สตรีไทยไปสู่เวทีโลก

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย จัดอบรม‘ผู้นำสตรี’เสริมภาพลักษณ์สตรีไทยไปสู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรี ในประเทศไทย (ตพส. ไทย) สมาคมที่ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมและติดตามผลงานการพัฒนาสตรี โดย คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมฯ จัดโครงการอบรม ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรี ในประเทศไทย (ตพส. ไทย) จดทะเบียนเป็นสมาคม โดย ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวณิชซึ่งเป็นนายกผู้ก่อตั้ง มีวัตถุประสงค์ให้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่จะติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทยทุกๆ มิติโดยเล็งเห็นเสมอมาว่า การพัฒนาบุคลิกภาพ มีความสำคัญในการสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ของผู้นำสตรีโดยเฉพาะผู้นำสตรีไทย ซึ่งส่วนใหญ่แต่งกายงดงามด้วยเอกลักษณ์ของผ้าไทยหรือชุดไทย รวมทั้งกิริยามารยาทที่อ่อนหวาน นุ่มนวล พร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร ติดตาตรึงใจแก่ผู้คนพบเห็น

ภายในงานการอบรม มีวิทยากรมืออาชีพหลากหลายประสบการณ์ มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้มากมาย อาทิ ดร.วิลาวรรณ มังคละธนะกุล, พลตรีหญิง ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล, คุณเพชรพริ้ง สารสิน, อ.สุดสวาท สุจริตกุล, อ.ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์, อ.ทวินันท์ คงคราญ, อ.ณ ภัทร ณ ตะกั่วทุ่ง และ อ.อัชฌา หลิ่วเจริญ ฯลฯ ภายใต้การอบรมเต็มไปด้วยสีสัน ผ่านหัวข้อที่มีสาระอันน่าสนใจสำหรับสตรีไทยที่รักการพัฒนา ในทุกๆ ด้าน ทั้งการงานชีวิตส่วนตัว อาทิ กำหนดเป้าหมาย แสดงตัวตน, กระจกเงาสะท้อน บุคคลในดวงใจ, สำเนียงส่อภาษา วาจาชนะใจ,เสน่ห์ไทย ชนะใจทั้งโลก, ประโคมสีสัน เสริมสวย, เสื้อผ้า คือ ฉัน,มารยาทโต๊ะอาหาร และ มารยาทสากล

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมฯกล่าวถึงการอบรมว่า “การฝึกอบรมเป็นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ ให้เกิดการขับเคลื่อนเกิดการพัฒนา โดยเฉพาะเมื่อเราได้ใช้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพ ยิ่งทำให้ผู้นำสตรีไทยที่นอกจากมีความรู้ความสามารถที่ดีเลิศอยู่แล้ว จะมีความโดดเด่นด้วยบุคลิกภาพ มีภาพลักษณ์เป็นแบบอย่างที่น่าประทับใจมากยิ่งขึ้น ดีสำหรับชุมชน สำหรับประเทศ รวมทั้งการไปสู่สายตาระดับโลกที่เป็นสากลด้วย”

ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์ ประธานดำเนินงานโครงการฯ กล่าวว่า “งานนี้ได้เรียนเชิญวิทยากรกิตติมศักดิ์ และวิทยากรที่มีชื่อเสียงเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ที่ค่อนข้างหลากหลายอาชีพ เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจในหลายๆ มิติ ผู้เข้ารับการอบรม แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตั้งแต่วัยรุ่นเริ่มทำงาน วัยกำลังพัฒนา และวัยวัฒนา ซึ่งเป็นวัยที่เกษียณอายุแล้ว แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้สูงวัยยังให้ความสนใจในการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง ทำให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ รวมถึงความงามอย่างไทยที่ถือเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ สามารถนำมาเสริม สนับสนุน และปรับปรุง เพื่อชนะใจผู้คนบนเวทีโลกได้อย่างครบทุกมิติและตามมารยาทสากล จากความสำเร็จของรุ่นที่ 1 ครั้งนี้ คาดว่าจะมีการอบรมเพิ่มเป็น 2 รุ่น ในโอกาสต่อไป”

โครงการอบรมพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำสตรีสู่เวทีสากล เป็นการฝึกอบรมที่ผ่านความรู้และประสบการณ์อันหลากหลาย ส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของ สตรีไทยทุกกลุ่มวัย ทุกยุคสมัย จึงยังควรได้รับการติดตาม เพื่อพัฒนาคุณค่าตามแนวทางของสมาคม ที่ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องและตลอดไป

‘อย่าตัดสินหนังสือจากปกเพียงอย่างเดียว’ Bangkok Dialogue Library ชวนคุยกลาง(ใจ)เมือง

‘อย่าตัดสินหนังสือจากปกเพียงอย่างเดียว’  Bangkok Dialogue Library ชวนคุยกลาง(ใจ)เมือง

‘อย่าตัดสินหนังสือจากปกเพียงอย่างเดียว’ Bangkok Dialogue Library ชวนคุยกลาง(ใจ)เมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย เราทุกคนต่างมีเรื่องราวที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่เบื้องหลัง “หน้าปก” ของเราเอง แต่บ่อยครั้งที่สังคมด่วนตัดสินและแปะป้ายผู้คนด้วยอคติเพียงแค่มองผิวเผิน เหมือนการดูหนังสือเพียงหน้าปก โดยไม่เคยเปิดอ่านเนื้อหาข้างใน จนทำให้อคติเหล่านั้นกลายเป็นกำแพงขวางกั้นสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

Human Library at Art Library Bangkok กิจกรรมภายใต้แนวคิดของ Human Library Organization จากประเทศเดนมาร์ก ที่มุ่งสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับการพูดคุยอย่าง
เปิดกว้าง โดยเฉพาะประเด็นที่อ่อนไหวหรือมักถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ตระหนักถึงความหลากหลายและอคติที่แฝงอยู่รอบตัวเรา

กิจกรรมดังกล่าวจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2568 ณ ห้องสมุดศิลปะ ชั้น L หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ 10.30 น. เป็นต้นไป ผู้เข้าร่วมงานจะได้มีโอกาส “ยืมหนังสือมนุษย์” จำนวน 10 เล่ม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ถูกตีตราหรือถูกตัดสินจากสังคมเพียงเพราะความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ศาสนา เชื้อชาติ หรือสถานะทางสังคม โดยงานในครั้งนี้ตั้งใจจะเป็นพื้นที่สำหรับการทลายกำแพงอคติผ่านการพูดคุยกับ “หนังสือมนุษย์” 10 เล่ม 10 เรื่องราวที่แตกต่าง และทำความเข้าใจจากประสบการณ์จริงที่สะท้อนถึงผลกระทบของอคติที่พวกเขาเผชิญ

ไฮไลท์อื่นๆ ของกิจกรรมในงาน พบกับห้องสมุดแห่งความหลากหลาย : เปิดใจยืม “หนังสือมนุษย์” โดยมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน ทั้งประเด็นเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า แรงงานข้ามชาติ ความแตกต่างทางศาสนา คนไร้บ้าน ผู้เคยติดยาเสพติด คนอ้วน วัฒนธรรม BDSM ผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัว และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้เราได้รับฟัง เรียนรู้ และเข้าใจเรื่องราวความหลากหลายใหม่กับเสียงอคติในใจที่คุณอาจไม่เคยได้สังเกตมันมาก่อน

หน้าตาของอคติ : Exhibition ที่ชวนคุณถ่ายทอดอคติผ่านสี ลายเส้น คำพูด และการขีดเขียน เพื่อสื่อสารการแปะป้ายหรืออคติออกมาบนนิทรรศการของเรา และ ล้อมวงเล่า : ล้อมวงคุยถึงเรื่องราวของอคติในสังคม

เมื่อมนุษย์เราเองก็ไม่ต่างจากงานศิลปะ ที่กว่าจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เราต่างต้องใช้เวลาในการทำความรู้จักซึ่งกันและกันจากหลายแง่มุม ภายในหนังสือมนุษย์แต่ละเล่มมีเรื่องราวมากมายให้เราได้ค้นพบ ชวนทำความเข้าใจตัวตนที่ซับซ้อนแห่งความเป็นมนุษย์ Bangkok Dialogue Library ร่วมกับ BACC เชื่อว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น เป็นการได้รับฟัง เข้าใจ และเปิดโอกาสให้ความหลากหลายได้เปล่งประกายออกสู่สังคมไปด้วยกัน

กิจกรรมนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงานลงทะเบียนกิจกรรมที่สนใจได้ที่ https://forms.gle/NWA85yiSiKtJrobX7

ติดตามความเคลื่อนไหวและเรื่องราวดีๆ จากพวกเราได้ ผ่านช่องทาง Facebook : www.facebook.com/bangkokdialoguelibrary
และ Instagram : www.instagram.com/bangkokdialoguelib

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

‘ไอกรน’ โรคร้ายที่อาจทำให้เด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจมองข้ามอาการไอที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นสัญญาณของ “โรคไอกรน” ที่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในเด็ก เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดี ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสป่วยหนักและเสียชีวิตได้สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

แพทย์หญิงอิศราณี วารีสุนทร กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจโรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ไอกรน (Pertussis) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ โรคนี้จะมีความรุนแรงในเด็กทารกและเด็กเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวม อาการชัก หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้

ปัจจุบันโรคไอกรนได้กลับมาระบาดอีกครั้งในหลายประเทศ แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่มีการใช้วัคซีน แต่รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี 2023 ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยโรคไอกรนกว่า 150,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำหรือไม่มีการเข้าถึงวัคซีนอย่างเพียงพอ เช่น ในสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยไอกรนกว่า 15,000 รายต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนประเทศไทย พบผู้ป่วยไอกรนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ
ในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน

อาการของโรคไอกรนแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1.ระยะเริ่มแรก (Catarrhal Stage) มีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ต่ำ น้ำมูกไหล และไอเล็กน้อย จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระยะนี้ส่วนใหญ่ยังวินิจฉัยโรคไอกรนไม่ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าจะมีอาการไอนานเกิน 10 วัน โดยจะมีลักษณะไอแห้งๆ

2.ระยะไอรุนแรง (Paroxysmal Stage) ระยะนี้มีอาการไอเป็นชุดๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ไม่มีเสมหะจะเริ่มมีลักษณะของไอกรน คือ มี อาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้ง ตามด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียง วูป (whoop) อาจมีการไอจนอาเจียนหรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ระยะนี้มักกินเวลานาน 1-6 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น

3.ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage) อาการไอเริ่มลดลง แต่ยังอาจมีการไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์

เมื่อนับรวมทั้งสามระยะ ในเด็กจะไอโดยเฉลี่ยประมาณ 112 วัน ก็อาจทำให้เกิดภาวะเเทรกซ้อนหลายอย่างในเด็กที่เกิดจากการไอที่รุนเเรงเเละยาวนาน เช่น ซี่โครงร้าว หรือเส้นเลือดในตาเเตก ปวดหลัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น

โรคไอกรนสามารถรักษาได้ โดยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าแบคทีเรีย Bordetella pertussis ที่เป็นสาเหตุของโรค ซึ่งยาจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วง 7 วันเเรกที่มีอาการถึงจะได้ผลการรักษาดีที่สุด แต่ในเด็กเล็กบางราย อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเเละต้องให้น้ำเกลือเมื่อมีอาการไอจนกินอะไรไม่ได้ ไอจนอาเจียน และเบื่ออาหารมาก

สำหรับการป้องกันโรคไอกรนที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนนี้มักรวมอยู่ในวัคซีนรวมป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) โดยมีกำหนดการฉีดในเด็กที่อายุ 2, 4, 6, และ
18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 4-6 ปี นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทุก 10 ปี เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกัน

คนดังและเซเลบฯรุ่นใหม่ ร่วมเปิดตัวแคมเปญ‘ข้าวแช่นารา’เสน่ห์นางเอกประจำฤดูกาล

คนดังและเซเลบฯรุ่นใหม่ ร่วมเปิดตัวแคมเปญ‘ข้าวแช่นารา’เสน่ห์นางเอกประจำฤดูกาล

คนดังและเซเลบฯรุ่นใหม่ ร่วมเปิดตัวแคมเปญ‘ข้าวแช่นารา’เสน่ห์นางเอกประจำฤดูกาล

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ต้อนรับฤดูร้อน นาราไทย คูซีน ร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมชั้นนำจัดงานเปิดตัวแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี“ข้าวแช่นารา…The Symphony of Thai Summer Delicacy…ท่วงทำนองเสน่ห์ฤดูคิมหันต์ ที่สุดแห่งความพิถีพิถันของสำรับไทย” เพื่อเผยแพร่เสน่ห์อาหารไทยมรดกทรงคุณค่า พร้อมเชิญนักธุรกิจคนดังในแวดวงรุ่นใหญ่ และเซเลบริตี้รุ่นใหม่ ร่วมสัมผัสประการณ์พิเศษกับข้าวแช่นาราที่รังสรรค์อย่างประณีตในฤดูร้อนนี้ ณ ร้านนาราไทย คูซีน ศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อก กรุงเทพฯ

สำหรับปีนี้ นารามีความตั้งใจยกระดับเมนูข้าวแช่ให้เป็นรู้จักแพร่หลาย และขยายกลุ่มไปสู่นักชิมรุ่นใหม่มากขึ้น สำหรับเมนู ข้าวแช่นารา เรียกได้ว่าเป็น “นางเอกประจำฤดูกาล” ขายดีอันดับหนึ่งตลอดฤดูร้อนของทางร้าน ภายในงานได้รับเกียรติจาก ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึง Soft Power อาหารไทยว่า เป็นหนึ่งใน 5 Must Do in Thailand นั่นคือ “MUST TASTE” สิ่งที่นารานำเสนอถือเป็นการตอบโจทย์สอดรับกับแคมเปญใหญ่ของททท. เพราะเสน่ห์อาหารไทยเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างดี

พร้อมกันนี้ในโอกาสเดือนมีนาคม เป็นเดือนแห่งวันสตรีสากล ทางร้านนารายังได้รับเกียรติจากบรรดาผู้บริหารนักธุรกิจสตรีชั้นนำที่ประสบความสำเร็จระดับแถวหน้าของเมืองไทย อาทิ คุณหญิงณัฐิกา วัฒนเวคิน อังอุบลกุล, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, ชวาลี โอสถานุเคราะห์, ทยา ทีปสุวรรณ, นันทมาลี ภิรมย์ภักดี, รุจิราภรณ์ หวั่งหลี, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สุภัทรา อัสสกุล, พัชรดา ซอโสตถิกุล, ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ, พิณทิพา เทวกุล, อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน, จิตรดี พูลวรลักษณ์, พอฤทัย ณรงค์เดช,วทานิกา ปัทมสิงห์ฯ ฯลฯ ร่วมด้วยเซเลบริตี้รุ่นใหม่ ร่วมรับประทานข้าวแช่ตำรับนารา โดยมีสองผู้บริหารหญิงแห่งนารา กรุ๊ป ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา และ ยีน-สิริโสภา จุลเสวก ร่วมด้วย ยูมิ-นริพร เคียงศิริ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด ต้อนรับ

ยูมิ-นริพร เคียงศิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัทนารา กรุ๊ป กล่าวว่า เทศกาลข้าวแช่นาราปีนี้ถือเป็นการยกระดับแคมเปญแบบยกกำลังสอง โดยได้รับเกียรติจากสองนักแสดงชื่อดังอย่าง แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช นักแสดงหญิงคุณภาพที่เป็นตำนานภาพจำของความงามสง่า และ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร นักแสดงหนุ่มในฐานะตัวแทนของคนรุ่นใหม่ มาร่วมเป็นตัวแทนถ่ายทอดเสน่ห์ “ข้าวแช่”เมนูอาหารไทยโบราณที่เปี่ยมด้วยความพิถีพิถัน และความประณีตสืบทอดเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ปีนี้เรามีความตั้งใจยกระดับเมนูข้าวแช่ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายและขยายกลุ่มไปสู่นักชิมรุ่นใหม่มากขึ้น สำหรับเมนูข้าวแช่นารา เรียกได้ว่าเป็น “นางเอกประจำฤดูกาล” ขายดีอันดับหนึ่งตลอดฤดูกาล ของทางร้านนาราจึงอยากให้ผู้ชื่นชอบรับประทานข้าวแช่ได้ลิ้มลอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เพราะข้าวแช่ถือเป็นเมนูพิเศษ จัดเสิร์ฟเพียง ปีละหนึ่งครั้งในช่วงฤดูร้อนของไทยเท่านั้น สำหรับปีนี้นารา ขยายช่วงระยะเวลาประสบการณ์แห่งความอร่อยนานเพิ่มขึ้นถึง 4 เดือน ตั้งแต่มีนาคมถึงกรกฎาคม 2568

สำหรับวัตถุดิบเราคัดสรรข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง โดยนารา จับมือกับข้าวแบรนด์สิริไท ของ เชอร์รี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ เป็นปีที่สอง ซึ่งเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษของชาวบ้านจังหวัดสกลนคร การันตีรสชาติความหอมอร่อย นำมาหุงเสิร์ฟในสำรับหรูพร้อมเครื่องเคียงต้นตำรับปรุงอย่างประณีตพิถีพิถัน กว่า 10 ชนิด ได้แก่ พริกหยวกยัดไส้หมู ลูกกะปิปั้นทอด ปลายี่สน ผัดหวาน พริกแห้งบางช้างทอดสอดไส้ปลาช่อน ไข่เค็มมุกมณี กุ้งหวานไชยา ไชโป้ว แผ่นหน้าหมู หัวหอมยัดไส้ทอด ไชโป้วเส้นผัดหวาน หมูหวานฝอย ร่วมด้วยเครื่องว่างแตงโมปลาแห้ง และพิเศษกับ ช่อม่วงของว่างสูตรอร่อยหาทานยากของนารา

นอกจากนี้ เสริมความพิเศษยิ่งขึ้นด้วย Gift Box ลิมิเต็ดอิดิชั่น ออกแบบโดยจิตรกรชื่อดัง สกล มาลี ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ จากปลายพู่กันเบอร์ศูนย์สู่งานผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกด้วย มีจำนวนจำกัดเพียง 500 ชุดเท่านั้นส่วนนักสะสมที่ชอบความพิเศษมี Gift Box ลิมิเต็ดอิดิชั่น ออกแบบโดย สกล มาลี ศิลปินชื่อดังมีผลงานจิตรกรรมฝาผนังมากมายนับเป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวได้สร้างสรรค์ผลงานจากปลายพู่กันลงบนผลิตภัณฑ์ของนาราอีกด้วย มีจำกัดเพียง 500 ชุดเท่านั้น

สำหรับเทศกาลข้าวแช่นาราปีนี้ขยายระยะเวลานานถึง 4 เดือน เริ่มเปิดสำรับข้าวแช่หรู 18 มีนาคมนี้ ยาวไปจนถึง 31 กรกฎาคม แนะนำควรสำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร.02-0010691 หรือสั่งเดลิเวอรี่ได้ทุกช่องทาง แอดไลน์สอบถามข้อมูล@narathaicuisine

ตื่นตากองทัพไดโนเสาร์บุกใจกลางกรุง เคลื่อนไหวสมจริงถูกใจคนไทย

ตื่นตากองทัพไดโนเสาร์บุกใจกลางกรุง  เคลื่อนไหวสมจริงถูกใจคนไทย

ตื่นตากองทัพไดโนเสาร์บุกใจกลางกรุง เคลื่อนไหวสมจริงถูกใจคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างความฮือฮาเป็นที่ถูกใจของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตื่นตากองทัพไดโนเสาร์บุกใจกลางกรุงในงาน MBK Center DINOSAUR KINGDOM จัดโดย ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ สวนไดโนเสาร์พัทยา ตั้งแต่วันนี้-วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2568 เปิดให้เข้าชมฟรี ต้อนรับปิดเทอม เอาใจน้องๆ หนูๆชวนมาตะลุยอาณาจักรจูราสสิค สัมผัสประสบการณ์สุดตื่นเต้นกับกองทัพไดโนเสาร์ที่เคลื่อนไหวและส่งเสียงร้องเสมือนจริง ส่งมอบประสบการณ์ความสนุกแบบจัดเต็ม 4 พื้นที่ โดยบริเวณชั้น G โซน A ได้แก่ ลานกิจกรรมเอ็ม บี เค อเวนิว และ Meeting Point, ชั้น 2 ได้แก่ บริเวณลาน Sky Walk ด้านหน้าศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และทางเชื่อม A La Art

โซนเด็ดห้ามพลาดอยู่ที่ชั้น G โซน A ลานกิจกรรมเอ็ม บี เค อเวนิว เนรมิตพื้นที่เป็นป่าดึกดำบรรพ์สุดอลัง จำลองภูเขาไฟกำลังปะทุ นำทุกท่านเข้าสู่อาณาจักรไดโนเสาร์ตัวใหญ่หลากสายพันธ์ คอสั้นคอยาว เคลื่อนไหวและส่งเสียงร้องเสมือนจริง รวมถึงเหล่าสัตว์โลกล้านปีอีกมากมาย ไฮไลท์ Giant T-REX ขนาดยักษ์ใหญ่ 12 เมตรสุดกร้าวใจ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Dino Rider ขี่ไดโนเสาร์สุดหรรษามีให้เลือกหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีขนาดต่างกันตั้งแต่เล็กจนถึงขนาดสูงใหญ่ เป็นอีกกิจกรรมถูกใจทั้งเด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่คนไทยและต่างชาติ อาทิ กิจกรรม Dino Hug สัมผัสสวมกอดลูกไดโนเสาร์ตัวจิ๋วสุดน่ารัก กิจกรรมบ่อขุด Fossil ไดโนเสาร์จำลอง น้องๆ หนูๆ จะได้สวมบทบาทเป็นนักบรรพชีวินวิทยา ขุดหาฟอสซิลไดโนเสาร์จำลอง เรียนรู้เรื่องราวของไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่ดึกดำบรรพ์มากขึ้น ซึ่งในโซนกิจกรรมสุดหรรษาเหล่านี้ พิเศษสุดสำหรับสมาชิก MBK PLUS เพียงแสดงใบเสร็จช้อปหรืออิ่มภายในศูนย์ฯ ครบ 300 บาทขึ้นไป เลือกรับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม ฟรี!

ตลอดทั้งวันสามารถร่วมเอนจอยโมเมนต์ Dino Meet & Greet ไดโนเสาร์สุดเท่ ออกมาเดินทั่วศูนย์ฯ เซอร์ไพรส์ผู้ที่มาใช้บริการในเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ส่งเสียงร้องคำรามทักทาย ถูกใจเด็กๆผู้ใหญ่ และนักท่องเที่ยวต่างชาติขอถ่ายรูปเซลฟี่กันสนุกสนาน บางคนถึงกับใส่ธนบัตรในปากไดโนเสาร์ สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้ที่ได้พบเจอ โดยจัดเป็นรอบๆ ในเวลา 13.00 น./15.00 น./17.00 น. ติดตามกิจกรรมและโปรโมชั่นดีๆของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือเฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth
อินสตาแกรม mbkcenter

ขอบคุณทุกคำอวยพร! หนังสือพิมพ์แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 46 วันที่ 22 มีนาคม 2568

ขอบคุณทุกคำอวยพร! หนังสือพิมพ์แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 46 วันที่ 22 มีนาคม 2568

ขอบคุณทุกคำอวยพร! หนังสือพิมพ์แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 46 วันที่ 22 มีนาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บำรุงราษฎร์เปิดตัว Photon-counting CT เทคโนโลยีเพื่อการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ

บำรุงราษฎร์เปิดตัว Photon-counting CT เทคโนโลยีเพื่อการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ

บำรุงราษฎร์เปิดตัว Photon-counting CT เทคโนโลยีเพื่อการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดตัว นวัตกรรม Photon-counting CT เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดด้านการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายรังสี ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการแพทย์ครั้งสำคัญในเรื่องการตรวจวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น เสริมสร้างความปลอดภัยของผู้ป่วย และการรักษาเฉพาะบุคคล ตอกย้ำความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในการส่งมอบความเป็นเลิศทางการแพทย์

งานแถลงข่าว “Unlock the Future of Screening & Diagnostics with Photon Counting CT Technology” ในครั้งนี้ จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา ร่วมบรรยายข้อมูลจากประสบการณ์การรักษาและความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

แบร์รี่ วอล์ฟแมน Senior Executive Director of Operations โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เรามุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เสริมสร้างความปลอดภัยของผู้ป่วย เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย และส่งเสริมการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น การนำเทคโนโลยี Photon-counting CT เข้ามาใช้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการแพทย์แม่นยำ ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยในเรื่องความทันสมัย ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยอย่างสูงสุด”

คริส โพเรย์ Managing Director ซีเมนส์ เฮลท์ธิเนียร์ส ประเทศไทย กล่าวถึง วิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพที่ทันสมัย สำหรับทุกคน ทุกที่ โดยมุ่งเน้นที่ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางว่า “เทคโนโลยีของ ซีเมนส์ เฮลท์ธิเนียร์ส มีจุดแข็งในเทคโนโลยีการจำลองระบบภายในร่างกายของผู้ป่วย (Patient Twinning), การแพทย์แม่นยำ (Precision Therapy) ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อวิเคราะห์และมุ่งแก้ไขปัญหาโรคร้ายแรงที่คุกคามชีวิต เช่น มะเร็ง โรคทางระบบประสาท รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่ง NAEOTOM Alpha ถือเป็นเทคโนโลยี Photon-
counting CT เครื่องแรกของโลกที่พิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว โดย CT Scan ที่มีเทคโนโลยี Photon-counting รุ่นล่าสุดนี้ให้ความคมชัดและความแม่นยำสูง ช่วยให้ตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น และวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศทางการแพทย์ เพื่อนำเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้มาใช้เพื่อส่งมอบประสบการณ์การรักษาเชิงบวกให้กับผู้ป่วยทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก”

ภายในงาน มีการเสวนาเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ โดยแพทย์เฉพาะทางในด้านรังสีวิทยา ประสาทวิทยา โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และเวชศาสตร์พันธุกรรม รวมถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยี Photon-counting CT มาใช้ในแต่ละสาขา

นพ.วิทย์ วราวิทย์ หัวหน้าหน่วยBody Imaging แผนกรังสีวิทยา, รังสีแพทย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้เน้นย้ำถึงประโยชน์ที่สำคัญของเทคโนโลยีใหม่นี้สำหรับรังสีแพทย์และผู้ป่วยว่า “การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ Photon-counting ทำให้ภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้น ทั้งสัญญาณรบกวนที่ลดลง ช่วยให้ตรวจพบโรคได้เร็วขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการได้รับรังสี ทำให้การสแกนด้วยเครื่อง CT ปลอดภัยขึ้น ซึ่งจะเอื้อประโยชน์อย่างมากในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองบ่อยครั้ง เช่น มะเร็งปอดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหลอดเลือดโป่งพอง รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยเด็ก นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรค”

นพ.ฤกษ์ชัย ตุลยาภรณ์โชติ หัวหน้าศูนย์โรคระบบประสาท, แพทย์เฉพาะทางโรคระบบประสาทและสมองโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้อธิบายถึงผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองว่า “เวลาคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เทคโนโลยี Photon-counting CT ช่วยให้การสแกนภาพสมองรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถตรวจพบโรคหลอดเลือดสมองได้เร็วขึ้น และเริ่มการรักษาได้อย่างทันท่วงทีซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยทำให้ผลลัพธ์การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถลดความเสียหายของสมองและเพิ่มศักยภาพในการฟื้นตัวได้อีกด้วย”

ผศ.นพ.โชค ลิ้มสุวัฒน์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบทางเดินหายใจโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ด้วยปัญหามลพิษทางอากาศที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย การตรวจพบโรคปอดในระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากเทคโนโลยีนี้ช่วยให้เราสามารถระบุก้อนเนื้อขนาดเล็กในปอด และตรวจพบมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นได้เร็วขึ้น นำไปสู่การรักษาได้อย่างทันท่วงทีและสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้”

พญ.มนัสวี วัสสระ แพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เน้นย้ำถึงประโยชน์ของการป้องกันโรคหัวใจว่า “โรคหัวใจยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ทั่วโลก เทคโนโลยีPhoton-counting CT ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจพบโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ และการแยกความแตกต่างของคราบไขมัน ด้วยเทคนิคการฉายภาพขั้นสูงนี้ เราสามารถทำการประเมินโรคได้อย่างแม่นยำ โดยยังไม่ต้องทำหัตถการที่ไม่จำเป็น ทำให้สามารถเริ่มการรักษาได้โดยเร็วส่งผลต่อสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้นในระยะยาว”

ผศ.นพ.พลกฤต ทีฆคีรีกุล Chief Science Officer, แพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจและเวชศาสตร์พันธุกรรมโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีในเชิงเวชศาสตร์ป้องกันว่า “Photon-counting CT ถือเป็นเทคโนโลยีที่พลิกโฉมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ช่วยให้ตรวจพบโรคได้ก่อนที่อาการจะปรากฏ ทำให้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยดีขึ้นจากการรักษาที่ตรงจุดในระยะเริ่มต้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีความภูมิใจที่ได้เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้มาใช้ในการสร้างมาตรฐานใหม่ในการวินิจฉัยที่แม่นยำ”

การนำเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์Photon-counting มาใช้ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และความเป็นเลิศทางการแพทย์ ในฐานะผู้นำด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังคงผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าที่ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น การรักษาแบบเฉพาะบุคคล เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีในระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

คุณแหน : 20 มีนาคม 2568

คุณแหน : 20 มีนาคม 2568

คุณแหน : 20 มีนาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll เพื่อนๆ มธ.รุ่น 2510 ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับ ดร.ชัยยุทธ-ดร.อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท, ดร.ธัญ สกุญธัญ-ดร.อรอนงค์ ปิลันธน์โอวาท สกุลธัญ เจ้าของพิพิธภัณฑ์จรรโลงพระพุทธศาสนา ที่เป็นต้นบุญบริจาคเงินทุน 306 ล้านบาท สร้างอาคาร“จนฺทโชโต”อาคารผู้ป่วยใน คลินิกเฉพาะทางและสถานปฏิบัติธรรม ในพิธีวางศิลาฤกษ์และทอดผ้าป่าสามัคคี สมทบทุนสร้างและซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลประทาย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา เมื่อ 16 มี.ค. 2568 เพื่อผู้ทุกข์ยากเจ็บป่วย โดยมี หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสสโก เมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์พร้อมด้วย หลวงพ่อสุธรรม สุธมฺโม,หลวงปู่บุญมี ธมฺมรโต,หลวงพ่อสามดง จนฺทโชโต พร้อมพ่อแม่ครูอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน..ร่วมทำบุญมหาทานมหากุศล ร่วมได้ที่ ธ.กรุงไทย ชื่อบัญชี วัดอรัญพรหมารามเพื่อก่อสร้างอาคารจนฺทโชโต โรงพยาบาลประทาย และเพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เลขที่บัญชี 340-0-80730-3..

ll กลินท์ สารสิน กรรมการสภากาชาดไทยและประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เป็นประธานงาน “วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย” ประจำปี 2568 วันเสาร์ 29 มี.ค. 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้นล่าง อาคารแพทยพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ..

ll สุวรรณี ทวีผล เป็นปลื้มกับหลานรักวัยประถม อินท์ธรรม์ ทวีผล บุตรชาย สืบสิริ ทวีผล นายกสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาฯ เล่นเครื่องดนตรี Euphonium ในงานแสดงดนตรี Fun Fair ที่ รร.อำนวยศิลป์ โรงเรียนสองภาษาเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน ฉายแววความเก่งตั้งแต่เด็ก..

ll 21 มีนาคม หนังสือพิมพ์รายวันแนวหน้า เปิดบ้านต้อนรับ ท่านที่จะมาร่วมอวยพรในโอกาสก้าวสู่ ปีที่ 46 ในการทำหน้าที่สื่อมวลชนของเรา ที่ยึดมั่นและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนืออื่นใด ในยุคของการเปลี่ยนแปลงสู่โลกไร้พรมแดน ผรณเดช พูนศิริวงศ์ เสริมสร้างทีมข่าวให้ทันยุคทันโลกโดยเพิ่มช่องทางข่าวสารรองรับแฟนคลับ ทั้ง YouTube : แนวหน้าออนไลน์,Facebook : แนวหน้าออนไลน์,แนวหน้ามั่นคง,แนวหน้าวาไรตี้ IG:@naewna_online,TikTok : แนวหน้าV3,X:@naewna_news..ทีมงานแนวหน้าทุกคน ขอบคุณทุกกำลังใจสนับสนุนให้พวกเราทำหน้าที่สื่อมวลชนต่อไป..และที่ขาดไม่ได้ มีรับต้องมีให้ เป็นการให้ด้วยความสุขใจ..ให้การศึกษาแก่เด็กกตัญญูด้อยโอกาส เชิญร่วมบริจาคทุนทรัพย์กับชื่อบัญชี“มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร”ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ เลขที่บัญชี 029-442708-8 หักภาษีได้ 1 เท่า โดย ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิฯ พร้อมคณะกรรมการ อาทิ อุไร คุณานันทกุล รองประธานฯ,ดวงใจ ตั้งสง่า,ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง,เพ็ญศรี สุขเจริญผล,รักษา แสงภู่ จะคอยต้อนรับ..ll

น้อง