สทนช. ชวนร่วมงาน ‘วันน้ำโลก ปี 2568’ ย้ำแนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’ ชูการอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง สร้างสมดุลน้ำเพื่อโลกที่ยั่งยืน

สทนช. ชวนร่วมงาน ‘วันน้ำโลก ปี 2568’ ย้ำแนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’  ชูการอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง สร้างสมดุลน้ำเพื่อโลกที่ยั่งยืน

สทนช. ชวนร่วมงาน ‘วันน้ำโลก ปี 2568’ ย้ำแนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’ ชูการอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง สร้างสมดุลน้ำเพื่อโลกที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตรียมจัดงาน “วันน้ำโลก ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “น้ำคือชีวิตการอนุรักษ์น้ำและธารน้ำแข็งเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมเน้นย้ำผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21 มีนาคม 2568 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ในการนี้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน“วันน้ำโลก ประจำปี 2568” ภายหลังการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์น้ำ และขับเคลื่อนแผนบูรณาการการแจ้งเตือนอุทกภัยทั้งระบบ ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ณ ห้องประชุมน้ำปิง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ อาคารจุฑามาศ ถ.วิภาวดีรังสิต

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปีเป็น “วันน้ำโลก (World Water Day)” เพื่อกระตุ้นให้ทั่วโลกร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา สทนช. ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมวันน้ำโลกในนามรัฐบาลไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นเตือนทุกภาคส่วนถึงความสำคัญของน้ำและปัญหาด้านน้ำในปัจจุบัน รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนเกิดความสนใจในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

“สำหรับงานวันน้ำโลกในปี 2568 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 มีนาคม 2568 ณ ห้องแคทลียา ชั้น 1 โรงแรมรามาการ์เด้นส์กรุงเทพมหานคร โดยในงานจะมีการฉายวิดีทัศน์การแถลงสารจากนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศนโยบายและเจตนารมณ์ในการรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์แหล่งน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และร่วมปรับตัวต่อสถานการณ์น้ำของโลก ทั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม เป็นประธานในพิธี

วันน้ำโลก ในปีนี้จัดขึ้นตามประเด็นที่องค์การสหประชาชาติหรือ UN กำหนดคือ “Glacier Preservation” หรือ “การอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง” ภายใต้แนวคิด “น้ำคือชีวิต การอนุรักษ์น้ำและธารน้ำแข็งเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”ซึ่งเป็นวาระสำคัญระดับโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งน้ำทั่วโลกโดยเฉพาะธารน้ำแข็งซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ราว 18,600 จุด ในพื้นที่มรดกโลก 50 แห่งคิดเป็นพื้นที่กว่า 66,000 ตารางกิโลเมตรที่กำลังละลายอย่างรวดเร็ว และคาดว่ากว่า 1 ใน 3 ของจำนวนธารน้ำแข็งทั้งหมด จะหายไปในอีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้า ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำสายสำคัญระดับน้ำทะเล ระบบนิเวศชายฝั่ง การเกิดอุทกภัย และการสูญเสียแหล่งน้ำจืดสำหรับการอุปโภค-บริโภค เกษตรกรรม ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมทั่วโลก”

ภายในงาน วันน้ำโลก ประจำปี 2568 ยังมีนิทรรศการซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายในงาน ที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของน้ำและธารน้ำแข็ง รวมถึงประเด็นทรัพยากรน้ำในประเทศไทย เช่น น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำทะเลหนุนสูง ตลอดจนแนวทางการอนุรักษ์และบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ การจัดเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Climate Change Adaptation” หรือ “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองจากตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบคลุม 6 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1.ผลกระทบจากน้ำป่าและดินโคลนถล่ม โดย ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายก อบต.เกาะช้าง จังหวัดเชียงราย 2.ปัญหาภัยแล้งและน้ำทะเลหนุนสูง โดย สมปอง รัศมิทัต นายก อบต.บางยอ จังหวัดสมุทรปราการ 3.ภัยพิบัติน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก โดย ดอเล๊าะอาลี สาแม ประธานเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชายแดนใต้ 4.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผู้แทนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม 5.แนวทางการเตรียมการรับมือของประเทศไทย โดย ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. และ6.การรณรงค์ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมโดย เข็มอัปสร สิริสุขะ ผู้แทนประชาสัมพันธ์(Brand Ambassador) ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำ ของ สทนช.

ทั้งนี้ สทนช. ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานวันน้ำโลก ปี 2568 หรือติดตามรับชมกิจกรรม
ภายในงานผ่านการถ่ายทอดสดทางFacebook Live ของ สทนช. ตั้งแต่เวลา09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อร่วมกันตระหนักถึงความสำคัญของน้ำและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมหาแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพราะ “น้ำคือชีวิต” ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดูแลรักษา เพื่อให้โลกของเราคงความสมดุลและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

STARLUX Airlines ชวนลัดฟ้าสู่ ‘ออนแทรีโอ’ แคลิฟอร์เนีย สัมผัสประสบการณ์การเดินทางสุดหรูระดับเวิลด์คลาสตั้งแต่วินาทีแรก

STARLUX Airlines ชวนลัดฟ้าสู่ ‘ออนแทรีโอ’ แคลิฟอร์เนีย  สัมผัสประสบการณ์การเดินทางสุดหรูระดับเวิลด์คลาสตั้งแต่วินาทีแรก

STARLUX Airlines ชวนลัดฟ้าสู่ ‘ออนแทรีโอ’ แคลิฟอร์เนีย สัมผัสประสบการณ์การเดินทางสุดหรูระดับเวิลด์คลาสตั้งแต่วินาทีแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

STARLUX Airlines (สตาร์ลักซ์ แอร์ไลน์) สายการบินระดับพรีเมียมสัญชาติไต้หวัน เปิดเส้นทางบินใหม่ เสนอเที่ยวบินสุดหรูที่จะพานักเดินทางได้บินลัดฟ้าสู่เมืองออนแทรีโอ (Ontario) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ด้วยบริการที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวขึ้นเครื่องหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ นักเดินทาง นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสนใจไปเยือนเป็นจำนวนมาก

STARLUX Airlines ศาสตร์แห่งการเดินทางระดับเวิลด์คลาส ที่ได้รับการยอมรับในฐานะสายการบินที่นำเสนอประสบการณ์เหนือระดับและได้มาตรฐานสากล ตั้งแต่ห้องโดยสารที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตเบาะที่นั่งกว้างขวางถูกผลิตด้วยวัสดุคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ผลิตขึ้นอย่างเรียบหรูคลาสสิกโดย RECARO ผู้ผลิตเบาะนั่งชื่อดัง สัญชาติเยอรมัน ทั้งทุกที่นั่งที่ออกแบบโดยบริษัทระดับโลกอย่าง BMW มาพร้อมฟังก์ชั่นปรับเอนนอนแบบเต็มที่ 180 องศา สำหรับชั้น First Class และ Business Class พร้อมช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง อีกทั้งการบริการอาหารรสเลิศที่คัดสรรโดยเชฟระดับมิชลิน ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสุดล้ำ อาทิ บริการฟรี Unlimited Wi-Fi บนเที่ยวบิน สำหรับผู้โดยสาร ชั้น First Class และ Business Class,Premium Economy รวมไปถึงผู้โดยสาร Economy Class ที่สามารถเพลิดเพลินกับการส่งข้อความตัวอักษรได้ไม่จำกัดตลอดทั้งเที่ยวบิน อีกทั้งทุกที่นั่งยังมีระบบความบันเทิงส่วนตัว ที่พร้อมเสิร์ฟคอนเทนต์ระดับพรีเมียมจัดให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทาง

ตารางเวลาเที่ยวบิน ONT : [Ontario (ออนแทรีโอ)] ให้บริการ วันจันทร์, วันพุธ, วันศุกร์ และวันเสาร์ ราคาเริ่มต้นสำหรับชั้นประหยัด ราคา 28,035 บาท, ชั้นประหยัดพรีเมียม ราคา 53,255 บาท และ ชั้นธุรกิจราคา 128,915 บาท โดยราคาค่าโดยสารเที่ยวบินไป-กลับ รวมบริการอาหารและเครื่องดื่ม กระเป๋าสัมภาระเช็คอิน 2 ใบใบละไม่เกิน 23 กิโลกรัม และบริการเลือกที่นั่งฟรีล่วงหน้า 48 ชั่วโมง ก่อนการเดินทางสำหรับชั้นประหยัดและชั้นประหยัดพรีเมียม กระเป๋าสัมภาระเช็คอิน 2 ใบ ใบละไม่เกิน 32 กิโลกรัม และสำหรับชั้นธุรกิจ

เมืองออนแทรีโอ (Ontario) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) นับเป็นเมืองที่ผสานความเป็นธรรมชาติ แต่ยังคงชีวิตคนเมืองไว้ได้อย่างลงตัว มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นน้ำตกไนแองการ่าหรืออุทยานแห่งชาติอัลกอนควิน รวมถึงหมู่เกาะเทาซันด์ไอส์แลนด์ ที่เที่ยวได้ทุกฤดูพร้อมหลากหลายกิจกรรมที่สามารถทำได้ทั้งครอบครัวไม่ว่าจะชมใบไม้เปลี่ยนสี เล่นสกี
พายเรือ หรือเดินป่า พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารนานาชาติและสนุกกับช้อปปิ้ง อีกทั้ง ยังสามารถเดินทางไป ลาสเวกัส เมืองแห่งความบันเทิง ที่นี่มีโรงแรมหรู กาสิโน และการแสดงระดับโลก รอคอยให้ทุกคนได้ไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษตลอดทั้งคืนอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น STARLUX Airlines ยังมีเที่ยวบินสู่เมืองสำคัญอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาอีก 3 เมือง ได้แก่ ลอสแองเจลิส (LAX) ศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมบันเทิงและไลฟ์สไตล์, ซานฟรานซิสโก (SFO) เมืองแห่งวัฒนธรรมและเทคโนโลยี และ ซีแอตเทิล(SEA) ศูนย์กลางธุรกิจและวิวธรรมชาติสุดตระการตา

ผู้สนใจเดินทางไปสัมผัส เมืองออนแทรีโอ (Ontario) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) หรือเมืองสำคัญอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา สามารถดูรายละเอียดเที่ยวบินและสำรองที่นั่งแล้วออกเดินทางสู่ประสบการณ์ที่เหนือระดับไปกับ STARLUX Airlines สายการบินสุดหรู ผู้ให้บริการภายใต้สโลแกน “Fly Luxury to USA, Fly with the Star ได้ผ่านเว็บไซต์ https://starlux.link/6hqhkv

เปิดแคมเปญรณรงค์ ‘Together Against RSV’ ก่อนระบาดหนัก แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

เปิดแคมเปญรณรงค์ ‘Together Against RSV’ ก่อนระบาดหนัก  แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

เปิดแคมเปญรณรงค์ ‘Together Against RSV’ ก่อนระบาดหนัก แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับ ซาโนฟี่ เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ “Together Against RSV” ในประเทศไทย รณรงค์ป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวีในเด็กทารก โดยได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย (PIDST) ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT) พร้อมได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเป็นประธานในพิธีเปิด ตอกย้ำความมุ่งมั่นระดับนานาชาติในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

การติดเชื้ออาร์เอสวี ก่อให้เกิดภาระโรคที่สำคัญโดยเฉพาะในทารก ด้วยความเป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา โดยมีอาการต่างๆ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูกไหล และเจ็บคอ ซึ่งจะปรากฏขึ้นภายใน 4-6 วันหลังจากได้รับเชื้อ อย่างไรก็ตาม โรคติดเชื้ออาร์เอสวีนี้ ต่างจากไข้หวัดธรรมดา ตรงที่สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นการติดเชื้อในปอดที่รุนแรง และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยร้อยละ 90 ของทารกและเด็กเล็กจะติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีภายใน 2 ขวบ แม้ว่าโรคติดเชื้ออาร์เอสวีเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ทารกทุกคนที่อายุต่ำกว่าหนึ่งปี ไม่ว่าจะเกิดก่อนกำหนด หรือเกิดมาแข็งแรงครบกำหนด ล้วนมีความเสี่ยงสูงสุดต่อการติดเชื้ออาร์เอสวีอย่างรุนแรง และมักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช และผู้อำนวยการโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในโอกาสการเปิดอาคารของโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับซาโนฟี่ ในการเปิดตัวโครงการรณรงค์ “Together Against RSV” และการเปิด “ศูนย์การวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้ออาร์เอสวี” เพื่อให้การดูแลแบบครบวงจร สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอาร์เอสวี พร้อมเป็นสถานพยาบาลแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะได้มีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่ป้องกันการติดเชื้ออาร์เอสวีในทารก สำหรับผู้รับบริการ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในวงการแพทย์เด็ก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab (เนอร์ซีวิแมบ) นี้ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ ลดความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี รวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัส อาร์เอสวี เช่น ปอดอักเสบ ปอดบวม เป็นต้น ทำให้เด็กไทยมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพราะเราอยากเห็นเด็กโตไปสุขภาพดี #โตไปไม่ป่วย”

เซนัป ซาดัท (Zainab Sadat) ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจวัคซีน ซาโนฟี่ ประจำภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย กล่าวว่า “ซาโนฟี่ ภูมิใจที่ได้ริเริ่มแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ “Together against RSV” ในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสําคัญสําหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงสมาคมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เพื่อป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพที่สําคัญที่เกิดจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อทารก จากการผนึกกำลังในวันนี้ เราปรารถนาที่จะเห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรมในการปกป้องทารกไทยทุกคนจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี ซึ่งตรงกับภารกิจของเราในการมุ่งมั่นไขว่คว้าความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โรคติดเชื้ออาร์เอสวี เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในประเทศไทยในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ภาระโรคนั้นรุนแรงมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม อาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิต หรือก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจตามมา เราจะสามารถลดผลกระทบของอาร์เอสวีต่อทารกและครอบครัวได้อย่างมีนัยสําคัญ ผ่านการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค และให้ความรู้ในด้านการป้องกัน ล่าสุดมีวิวัฒนาการเทคโนโลยีในการป้องกัน 2 วิธี คือ การให้วัคซีนในคุณแม่ขณะตั้งครรภ์เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันมายังทารกทันทีหลังคลอด และการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปฉีดแก่ทารกเลย ซึ่งเด็กเล็กทุกคนควรได้รับการป้องกัน เพราะโรครุนแรงเกิดได้แม้ในเด็กที่แข็งแรงดี ที่จริงแล้วเด็กที่นอนโรงพยาบาลจากอาร์เอสวีรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเด็กที่แข็งแรงดีมาก่อน

แคมเปญ Together Against RSV นี้ นอกจากจะมุ่งหวังในการเผยแพร่และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคแล้ว ยังรณรงค์ให้พิจารณาเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กทารกแรกเกิดปลอดภัยจากโรคติดเชื้อ RSV ตามแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab เพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่จัดทำโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT)

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ฤดูกาลในการระบาดของโรคติดเชื้ออาร์เอสวี มักเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ดังนั้นทารกทุกคนควรได้รับการป้องกันก่อนฤดูกาลการระบาดจะเริ่มขึ้น ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT) ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคหัวใจเด็กประเทศไทย จึงได้จัดทำแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab1 ขึ้นมาโดยทางราชวิทยาลัยฯ แนะนำให้ Nirsevimab ในทารกแข็งแรงดีที่อายุต่ำกว่า 8 เดือนทุกราย และอาจพิจารณาให้ในทารกแข็งแรงดีอายุ 8-12 เดือน เพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้ออาร์เอสวี โดยให้เพียงโดสเดียวก่อนฤดูกาลการระบาด สามารถคงประสิทธิภาพในการป้องกันครอบคลุมทั้งฤดูกาลการระบาด สำหรับทารกที่เกิดในช่วงฤดูกาลการระบาดสามารถรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปนี้ได้ทันที โดยสามารถให้พร้อมกับวัคซีนพื้นฐานชนิดอื่นๆ ได้”

CAMDA จับมือพันธมิตร เตรียมจัดงาน ‘CIAME Asia 2025 – Thailand’

CAMDA จับมือพันธมิตร เตรียมจัดงาน 'CIAME Asia 2025 - Thailand'

CAMDA จับมือพันธมิตร เตรียมจัดงาน ‘CIAME Asia 2025 – Thailand’

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.30 น.

สมาคมจัดจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศจีน (CAMDA) ร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนของไทย ได้จัดการแถลงข่าวเพื่อประกาศความพร้อมในการจัดงานแสดงสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรนานาชาติแห่งประเทศไทย (CIAME Asia 2025 – Thailand) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 23-25 กรกฏาคม 2568 อิมแพคเมืองทองธานี

การแถลงข่าว CIAME Asia 2025 – Thailand จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ณ โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งกำหนดการและรายละเอียดการจัดงานอย่างเป็นทางการ นำเสนอภาพรวมและแนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร เน้นย้ำความสำคัญของงานในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และเชิญชวนผู้ประกอบการ เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมงาน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและภาคการเกษตรของไทยและจีนเข้าร่วมให้ข้อมูลและแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจ นำโดย

Mr. You Ling, Vice President of China Agricultural Machinery Distribution Association (CAMDA) กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงาน CIAME Asia 2025 – Thailand ในฐานะที่เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีน รวมถึงนานาประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร โดย Mr. You Ling ได้เน้นย้ำถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรของจีน ซึ่งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและครอบคลุมทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างรูปแบบการผลิตทางการเกษตรของไทยและจีน ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความร่วมมือทางธุรกิจ  

ดร. ดาเรศร์ กิตติโยภาส, นายกสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของสมาคมฯ ในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรของไทย โดย ดร. ดาเรศร์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิตทางการเกษตรของไทย  

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิเชษฐ์ สืบสายพรหม, รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมสากล, คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรมที่น่าสนใจ ซึ่งจะมีการนำมาจัดแสดงในงาน CIAME Asia 2025 – Thailand โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิเชษฐ์ ได้ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่กำลังมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตร เช่น เทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)  

วรัญญู โค้วรัชตะธนากร นายกสมาคมชาวเกษตรกรไทย ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจของเกษตรกรไทยต่อการจัดงาน CIAME Asia 2025 – Thailand โดย คุณวรัญญู ได้กล่าวถึงความคาดหวังของเกษตรกรในการที่จะได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยให้ดียิ่งขึ้น  

Mr. Sun Can, Head of International Communication, China Agricultural Machinery Distribution Association (CAMDA) ได้กล่าวถึงภาพรวมของการจัดงาน CIAME Asia 2025 – Thailand โดยได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ ภายในงาน รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะนำมาจัดแสดง นอกจากนี้ Mr. Sun Can ยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการ เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมชมงาน CIAME Asia 2025 – Thailand เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและแสวงหาความร่วมมือในอนาคต  

CIAME Asia 2025 – Thailand: เวทีสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร

CIAME Asia 2025 – Thailand มีกำหนดจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาในอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคเอเชีย งานนี้คาดว่าจะดึงดูดผู้ประกอบการ เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้สนใจจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ แสดงเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางธุรกิจ  

-(016)

CP LAND ยกทัพบ้านและคอนโด 5 แบรนด์ใหม่ ร่วมมหกรรมบ้านและคอนโด

CP LAND ยกทัพบ้านและคอนโด 5 แบรนด์ใหม่ ร่วมมหกรรมบ้านและคอนโด

CP LAND ยกทัพบ้านและคอนโด 5 แบรนด์ใหม่ ร่วมมหกรรมบ้านและคอนโด

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

CP LAND Knock Out Deals! เปิดโปรฯสังเวียนเดือด ยกทัพบ้านและคอนโด 5 แบรนด์ใหม่ ร่วมมหกรรมบ้านและคอนโด ลดสูงสุด 2 ลบ.* 20-23 มี.ค.นี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย   พร้อมเปิดศึกโปรฮุกลั่น สนั่นสังเวียน ยกทัพบ้านเเละคอนโดแบรนด์ใหม่ ทั้ง 5 โครงการใหม่ ครอบคลุมทำเลเด็ดทั่วประเทศ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และคุ้มค่าเเก่การลงทุน ปล่อยหมัดฮุก น็อกทุกดีล กับ ข้อเสนอสุดพิเศษ มอบส่วนลด สูงสุด 2 ล้านบาท* รับทองทุกยูนิต* รับประกันคุณภาพที่อยู่อาศัยนานถึง 10 ปี* และ ข้อเสนอพิเศษอื่นๆอีกมากมาย

พบกับ 5 โครงการคุณภาพจาก CP LAND ก้าวเข้าสู่สังเวียนอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่  ที่พร้อมให้คุณเลือกเป็นเจ้าของ

SOū& Khon Kaen (โซ–แอนด์ ขอนแก่น)  คอนโดมิเนียม Low–Rise 8 ชั้น สำหรับคนรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Play Unbound, Live Inspired สนุกอย่างไร้ขีดจำกัด สู่แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต’ ผสานความโมเดิร์นและไลฟ์สไตล์ที่อิสระ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาเพื่อคนนิวเจนอย่างแท้จริง เริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท*

RI–NÉ Khon Kaen (รี–เน่ ขอนแก่น) คอนโดมิเนียม High–Rise 31 ชั้น ระดับลักซ์ชัวรี ภายใต้คอนเซปต์ ‘Craft Your Finest Life  ความเรียบง่ายที่สมบูรณ์แบบ’ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เรียบหรูและแนวคิดที่สะท้อนความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย เน้นความสงบและผ่อนคลาย แต่ยังคงมอบความสะดวกสบายเหนือระดับ มาพร้อม Double Sky Facility ส่วนกลางลอยฟ้า 2 ชั้น เริ่มต้นเพียง 2.39 ล้านบาท*

SŌLVANI Nakhon Sawan (โซลวานี นครสวรรค์) บ้านเดี่ยวหรูระดับพรีเมียม สะท้อนไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า กับบ้านสไตล์ Modern Chinese ที่ลงตัวทั้งฟังก์ชันและความงดงามของการออกแบบที่เหนือกาลเวลา เปิดจังหวะใหม่ของการใช้ชีวิต ผ่านดีไซน์ที่แตกต่าง พร้อมสัมผัสความสุขของการอยู่อาศัยที่แท้จริง ด้วย Double Volume เพดานสูงพิเศษ 6.6 เมตร เดินทางเข้า-ออกเมืองสะดวก ติดถนนพรหมนิมิตร เริ่มต้นเพียง 7 ล้านบาท*

SŌLVANI Phitsanulok (โซลวานี พิษณุโลก) บ้านเดี่ยวหรูดีไซน์ใหม่ ที่สะท้อน ความทันสมัย และตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างลงตัว ออกแบบจากความเข้าใจถึง ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ให้คุณได้ เต็มที่กับทุกสิ่งที่หลงใหล ทั้งกิจกรรมที่รักและช่วงเวลาคุณค่ากับครอบครัว ตั้งอยู่ ใจกลางเมืองพิษณุโลก มอบความเป็นส่วนตัวท่ามกลางสังคมระดับ Elite กับ ปฐมบทแห่งการใช้ชีวิตที่โดดเด่นเอกสิทธิ์เฉพาะ 128 ครอบครัวเท่านั้น เริ่มต้นเพียง 8 ล้านบาท*

LUXRIVA RESIDENCES (ลักซ์ริวา เรสซิเดนเซส) นครศรีธรรมราช  บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี ภายใต้แนวคิด ‘Modern-Tropical Luxury Living นิยามใหม่ เหนือระดับแห่งการใช้ชีวิต’ ชูดีไซน์การออกแบบผสมผสานเอกลักษณ์ระหว่างศิลปวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้ ให้เข้ากับความร่วมสมัย ปักธงหรูที่สุดในจังหวัด ราคาเริ่มต้น 12 – 20 ล้านบาท*

เตรียมขึ้นสังเวียนอสังหาฯ สุดเร้าใจ กับ “CP LAND Knock Out Deals” ที่จะพาคุณดวลหมัดกับดีลเด็ด จัดหนักทุกโปรโมชั่น พร้อมปิดเกมความคุ้มค่าให้คุณเป็นเจ้าของบ้านและคอนโดในฝันได้ง่ายกว่าที่เคย! ตั้งแต่วันที่ 20 – 23  มีนาคม 2568 ณ Hall 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เตรียมหมัดของคุณให้พร้อมแล้วมาขึ้นสังเวียนกับเรา ที่บูธ CP LAND

โอกาสทองมีแค่ 4 วันเท่านั้น! ลงทะเบียนน็อกดีลพิเศษ >> https://bit.ly/4bBI5Jg

โทรสอบถามเพิ่มเติม 02-088-0999

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนเเปลงโดยไม่ต้องเเจ้งล่วงหน้า

-(016)

ฉลองครบรอบ 60 ปี คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน Fit Fix Fun Run with Physio

ฉลองครบรอบ 60 ปี คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน Fit Fix Fun Run with Physio

ฉลองครบรอบ 60 ปี คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน Fit Fix Fun Run with Physio

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน Fit Fix Fun Run with Physio เพื่อการฉลองครบรอบ 60 ปี และรำลึกถึงความสำเร็จของวิชาชีพกายภาพบำบัด นอกจากกิจกรรมวิ่ง ยังมีกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพให้คำปรึกษาโดยนักกายภาพบำบัดและตรวจประเมินความเสี่ยงการบาดเจ็บในนักวิ่ง อีกทั้งมีบูธสินค้าสุขภาพอื่นๆ ผู้เข้าร่วมงานมีศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันคณะกายภาพบำบัด มหิดล เครือข่าย กัลยาณมิตร และประชาชนทั่วไป มาร่วมกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมนี้ทางคณะกายภาพบำบัดหวังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นสังคมให้ความสำคัญกับการส่งเสริม สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคร่วมกับนักกายภาพบำบัด

ในงานนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เกียรติเป็นประธานและกล่าวเปิดงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.จารุกูล ตรีไตรลักษณะ คณบดีคณะกายภาพบำบัด กล่าวรายงาน พร้อมกันนี้ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาร่วมให้การต้อนรับ แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน  โดยกิจกรรมฯ จัดให้มีการวิ่งระยะ 3 กิโลเมตร และระยะ 10 กิโลเมตร ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนด้วยดีเป็นอย่างยิ่งจากหน่วยงานและส่วนงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมกันนี้ตลอดระยะทางการวิ่ง ยังมีนักกายภาพบำบัดพร้อมดูแลนักวิ่งในทุกย่างก้าว และยังมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้ผู้เข้าร่วมได้ลุ้นรับกันอย่างหลากหลาย อาทิ การตรวจประเมินความเสี่ยง การบาดเจ็บรยางค์ขา, การทดสอบ VO₂ max, FDM-T การวิเคราะห์การลงน้ำหนักใต้ฝ่าเท้าขณะวิ่ง และการตรวจประเมินพัฒนาการเด็กตามช่วงวัย โดยนักกิจกรรมบำบัด เป็นต้น

60 ปี คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล จากสายธารแห่งเวลานำมาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมาย ให้พัฒนางานการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการและบริการสุขภาพ เพื่อรับใช้ประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

-(016)

‘Landy Grand’ รุกตลาดรับสร้างบ้านลักซ์ชัวรี สะท้อนเอกลักษณ์เจ้าของบ้าน

‘Landy Grand’ รุกตลาดรับสร้างบ้านลักซ์ชัวรี  สะท้อนเอกลักษณ์เจ้าของบ้าน

‘Landy Grand’ รุกตลาดรับสร้างบ้านลักซ์ชัวรี สะท้อนเอกลักษณ์เจ้าของบ้าน

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

‘Landy Grand’ เปิดเกมรุกตลาดรับสร้างบ้านลักซ์ชัวรี ตอกย้ำแบรนด์บริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่เบื้องผลงานสร้างบ้านของ ‘นักธุรกิจชั้นนำ เซเลบ ดาราดัง’ ชูแนวคิด ‘Customize Your Luxury Lifestyle’ เนรมิตบ้านสั่งสร้างหลังใหญ่ ดีไซน์เหนือระดับ สะท้อนเอกลักษณ์เจ้าของบ้าน พร้อมนวัตกรรมป้องกันฝุ่น และบริการครบวงจร

ตั้งเป้ายอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2568

ตลาดบ้านหรูยังโต แม้ภาวะเศรษฐกิจผันผวน Landy Grand ชี้เทรนด์นักธุรกิจระดับประเทศ ดาราเซเลบไทย นิยมบ้านสั่งสร้างเฉพาะบุคคล ตั้งเป้ากวาดลูกค้าไฮเอนด์ แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลต่อกลุ่มลูกค้าระดับกลาง แต่ตลาดบ้าน Luxury ระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไป ยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มนักธุรกิจระดับสูงและดารา   เซเลบริตี้ ที่มีกำลังซื้อและไม่มีข้อจำกัดด้านสินเชื่อ กลุ่มนี้ยังมีความต้องการบ้านที่สามารถสะท้อนรสนิยมและไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคลของพวกเขา

นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด  และผู้บริหารแบรนด์ Landy Grand รับสร้างบ้านหรู ในเครือแลนดี้ โฮม     เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดบ้านหรูในปี 2567-2568  ดีมานด์บ้านหรู 20-60 ล้านบาทยังโตต่อเนื่อง จากข้อมูลของ Landy Grand พบว่า ลูกค้ากลุ่มเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน และดาราเซเลบริตี้ ยังคงมีความต้องการบ้านที่มีฟังก์ชันเฉพาะตัวที่ออกแบบตาม     ความต้องการเฉพาะบุคคล ตั้งเป้าทะลุ 1,000 ล้านบาทในปี 2568 โดย Landy Grand แบ่งการบริการเป็น 2 รูปแบบได้แก่

1. Signature Collections แบบบ้านมาตรฐานที่ปรับแต่งได้ ลูกค้าสามารถเลือกแบบบ้านมาตรฐานที่มีอยู่แล้วของบริษัท และปรับแต่ง ฟังก์ชันและดีไซน์บางส่วน ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และขนาดที่ดินของตนเอง ตั้งเป้ารายได้ 600 ล้านบาท

2. Exclusive Custom Design แบบบ้านที่ออกแบบใหม่ตามความต้องการเฉพาะส่วนบุคคล ตั้งเป้ารายได้เพิ่ม 400 ล้านบาท

นางสาวภัทรา กล่าวว่า ความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของ Landy Grand แบรนด์รับสร้างบ้านหรู ในเครือแลนดี้ โฮม เกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านเอกลักษณ์แบรนด์ ที่บ่งบอกตัวตนอย่างชัดเจน ในการเป็นผู้เชี่ยวชาญ “สร้างบ้านหรูหลังใหญ่ ในราคาที่คุ้มค่า” ส่งผลให้เกิดการยอมรับในวงกว้างของกลุ่มลูกค้านักธุรกิจ เซเลบ และดารา นักแสดง ที่ต้องการสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง ซึ่งนำไปสู่การบอกต่อยังกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิด จากประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้าและเพื่อนในแวดวง พบว่า Pain Point    หลักในการสร้างบ้านหรูที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตนเอง คือการต้องจ้างหลายบริษัท ต้องหาสถาปนิกมาออกแบบ ค่าออกแบบ   5-10% ของมูลค่าการก่อสร้าง, หาผู้รับเหมาก่อสร้างมา Biding งานกัน, ต้องหา Personal Consult ที่ปรึกษาก่อสร้างเข้ามาคอยตรวจงาน อีกทั้งต้องหาบริษัทมาทำอินทีเรียอีก ซึ่งทำให้การบริหารจัดการยุ่งยาก ประสานงานล่าช้า เสี่ยงต่อปัญหาช่างทิ้งงาน และส่งผลให้ต้นทุนสูง งบบานปลาย บ้านเสร็จไม่ตรงตามเวลาที่กำหนด ด้วยเหตุนี้ Landy Grand จึงได้พัฒนา Solution ใหม่       ที่จะช่วย ลดความซับซ้อน โดยการให้บริการที่ ครบ จบ ในที่เดียว ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องงบบานปลายหรือการจัดการหลายฝ่ายอีกต่อไป

ผู้นำสร้างบ้านหรู บริการครบวงจร

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ Landy Grand ศูนย์รับสร้างบ้านหรู อันดับ 1 ในเครือแลนดี้ โฮม เป็นแบรนด์ที่แข็งแรง และเติบโต  อย่างต่อเนื่อง การันตีด้วยทุนจดทะเบียนสูงถึง 200 ล้าน และผลงานก่อสร้างมากกว่า 8,000 หลัง แลนดี้ แกรนด์ จึงไม่ใช่เพียงบริษัทรับสร้างบ้านหรู แต่เป็น “Architecture & Construction Firm” ให้บริการคุณภาพที่ดูแลทุกขั้นตอน พลิกโฉมการสร้างบ้านหรูแบบเดิมๆ ด้วยการมอบประสบการณ์พิเศษให้กับเจ้าของบ้าน ดูแลด้วย Head Architect ที่เชี่ยวชาญการออกแบบบ้านหรูให้ความสะดวกสบายสูงสุด โดยไม่ต้องจ่ายค่าออกแบบเพิ่ม งบไม่บานปลาย ราคาครบจบอยู่ในสัญญาเดียว ตอกย้ำความคุ้มค่า

ครบ จบ ทุกขั้นตอน! “Landy Grand One Stop Service” ปลดล็อกทุกปัญหาการสร้างบ้าน

“One Stop Service” โดย Lady Grand จึงเป็นคำตอบสำหรับทุกความกังวลของคนที่ต้องการสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง ตามที่ นางสาวภัทรา ได้พูดถึง จาก Pain Point  ต่างๆ ของลูกค้ากลุ่มลูกค้าที่สร้างบ้านหรูบนที่ดินของตัวเอง ตามที่กล่าวมาข้างต้น   จึงนำปัญหาเหล่านี้มาพัฒนาเป็นบริการ “One Stop Service” บริการครบวงจร ตั้งแต่ สำรวจที่ดิน ออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการออกแบบตามภูมิศาตร์คำนวนทิศทางแดดลมฝนและถูกหลักฮวงจุ้ย การก่อสร้างตามมาตรฐาน ISO 9001:2015  มีเลขาโครงการคอยประสานงานทั้งส่วนราชการ ขอน้ำไฟ บ้านเลขที่ ยื่นขออนุญาตปลูกสร้าง รายงานในไลน์กลุ่มทุกสัปดาห์ มี Report   ความคืบหน้าให้ดูตลอด พร้อมทั้งมี Personal Consult ดูแล Project ประสานงานกับทีม interior, แอร์, ลิฟท์, Solar cell หรืออื่นๆ ที่ท่านต้องการเตรียมพื้นที่เพื่อป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาภายหลัง และคอยตรวจงาน แก้ไขปัญหา เป็นตัวแทนของลูกค้า  โดยลูกค้าไม่ต้องลงมาคอยตรวจงานด้วยตนเองได้เลย ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านทุกขั้นตอนจนถึงส่งมอบบ้าน

แบรนด์ที่หนึ่งในใจ นักธุรกิจ-คนดัง

ในปีที่ผ่านมา Landy Grand  สร้างการยอมรับและความไว้วางใจให้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ สร้างบ้านหรู หลังใหญ่  ราคาคุ้มค่าให้กับนักธุรกิจชั้นนำ ดาราชื่อดัง และเซเลบ เป็นจำนวนมาก อาทิเช่น บ้านของครอบครัวคุณมิค บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ และ คุณเบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา นอกจากนี้ยังมีนักออกแบบและสร้างแบรนด์แฟชั่น และนักธุรกิจชั้นนำที่ต่างก็เชื่อมัน  และสร้างบ้าน “Exclusive Custom Design” กับ Landy Grand

ตั้งเป้ายอด 1,000 ล้าน! Exclusive Custom ดันพอร์ตโต 100% พร้อมขยายตลาดบ้านตากอากาศทั่วไทย

ด้วยกระแสตอบรับที่ร้อนแรงจากลูกค้ากลุ่มนักธุรกิจและคนดังหลายราย เช่น คุณมิค-คุณเบนซ์ และอีกหลายท่านที่ให้ความไว้วางใจเลือกสร้างบ้านกับ Lady Grand ทำให้บริษัทมั่นใจว่า Exclusive Custom Design จะเป็นหัวหอกสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขายให้เติบโตแบบก้าวกระโดด  

ปีนี้ Lady Grand ตั้งเป้ายอดขายรวมที่ 1,000 ล้านบาท โดยคาดว่าบริการ Exclusive Custom Design จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 400 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขยายตลาดไปยังกลุ่มบ้านพักตากอากาศ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าระดับบนที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนในทำเลศักยภาพ โดยวางแผนเจาะตลาด ภาคตะวันออกและภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำลังได้รับความนิยม

การเปิดตัวบริการ Exclusive Custom Design ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการตลาดรับสร้างบ้านหรู แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ที่ไม่ได้มองหาบ้านเพียงหลังหนึ่ง แต่ต้องการ “บ้านที่เป็นตัวตนของพวกเขาอย่างแท้จริง”

โดยปัจจุบัน Landy Grand เปิดให้บริการ 8 สาขา ได้แก่ สาขาลาดพร้าว (สำนักงานใหญ่), สาขาสุขุมวิท, สาขาราชพฤกษ์, สาขาพงษ์เพชร, สาขารามอินทรา, สาขาสระบุรี, สาขาราชบุรี สาขานครราชสีมา (โคราช) และจะเปิดอีก 2 สาขาเร็วๆ นี้!

เปิดโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ร่วมสร้างอนาคตไทยให้ดีขึ้น Everyone Counts, Everyone Matters

เปิดโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ร่วมสร้างอนาคตไทยให้ดีขึ้น Everyone Counts, Everyone Matters

เปิดโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ร่วมสร้างอนาคตไทยให้ดีขึ้น Everyone Counts, Everyone Matters

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิด โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด เพราะทุกคนสำคัญ ทุกข้อมูลมีความหมาย ร่วมสร้างอนาคตไทยให้ดีขึ้น Everyone Counts, Everyone Matters ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) หน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การเปิดตัวโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ครั้งนี้ จัดขึ้น ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ

มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ และประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนคนไทยทุกคนรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักในไทยตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ร่วมใจให้ข้อมูลกับสำนักงานสถิติแห่งชาติผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ได้เปิดตัว ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ เป็นพรีเซ็นเตอร์ของโครงการ ด้วยภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่รักของคนไทย ในการช่วยสื่อสารและกระตุ้นให้ประชาชนเชื่อมั่นให้ข้อมูลได้อย่างมั่นใจ 

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผยว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี มุ่งมั่นวางรากฐานสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศไทย พร้อมเดินหน้าปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล ผ่านนโยบาย Cloud First Policy, e-Office และระบบ Paperless เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับบริการภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และหนึ่งในภารกิจสำคัญของปีนี้ คือ โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลจากวิธีดั้งเดิม (Traditional Census) เป็นรูปแบบดิจิทัล (Digital Census) ซึ่งประชาชนสามารถตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นลำดับแรก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการให้ข้อมูล และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนร่วมตอบแบบสอบถามสำมะโนประชากรและเคหะ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป  ขอให้ประชาชนมั่นใจในการให้ข้อมูล เพราะสำนักงานสถิติแห่งชาติ สร้างช่องทางที่น่าเชื่อถือบนแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ทางรัฐ และเว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อทำให้ทุกคนมั่นใจว่าจะไม่มีการหลอกลวง เพราะทุกคนสำคัญ ข้อมูลที่ทุกท่านให้เราจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม และทำให้ภาครัฐจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน”

นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Everyone Counts: สำมะโนประชากรและเคหะ 2568” เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ และขอความร่วมมือจากประชาชนให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ความตอนหนึ่งว่า “ในปี 2568 นี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติกำลังดำเนินโครงการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน นั่นคือ โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ ซึ่งจะเก็บข้อมูลของทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมถึงคนไทยที่ไปต่างประเทศชั่วคราว เจ้าหน้าที่ในต่างประเทศ และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป โดยจะเก็บข้อมูลพื้นฐาน เช่น เพศ อายุ สัญชาติ การศึกษา การทำงาน และข้อมูลที่อยู่อาศัย และได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าทำไมต้องทำสำมะโนประชากร โดยให้ลองดูกรุงเทพมหานคร ที่มีประชากรอาศัยอยู่จริงอาจถึง 10 ล้านคน แต่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์กลับมีไม่ถึง 6 ล้านคน ความแตกต่างนี้ส่งผลต่อการวางแผนพัฒนาในทุกด้าน ข้อมูลสำมะโนประชากรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงกับความเป็นจริง ในครั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น เรียกว่า Digital Census ประชาชนสามารถตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นลำดับแรก โดยสามารถให้ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เว็บไซต์ “ทางรัฐ.com” หรือ เว็บไซต์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ “www.nso.go.th” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 และยังมีคุณมาดีลงพื้นที่เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 21 เมษายน – 19 มิถุนายน 2568 กรณีที่ครัวเรือนใดไม่สะดวกในการให้ข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความลับข้อมูลส่วนบุคคล และจะไม่เปิดเผยข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้โดยเด็ดขาด โดย นายภุชพงค์ โนดไธสง ได้ทิ้งท้ายโดยการเชิญชวนประชาชนทุกคน ร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เพราะทุกคนสำคัญ ข้อมูลของทุกท่านจะมีส่วนในการพัฒนาประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีขึ้น และได้ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสำมะโนประชากรและเคหะ 2568”

ภายในงานยังได้มีการพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงาน 3 ส่วนสำคัญ ประกอบไปด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การใช้แอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568” ระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติ กับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), “การประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ และเก็บรวบรวมข้อมูลโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568” ระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติ กับ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และ “การส่งข้อความสั้น (SMS) เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตอบแบบสอบถามออนไลน์ โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568” ระหว่าง สำนักงานสถิติแห่งชาติ กับ  บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AIS) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TRUE) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จต่อไป

โดยยังมีการเสวนา 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ หัวข้อ “Big Data, Big Responsibility เชื่อมั่นในการให้ข้อมูลสถิติ เพื่อความก้าวหน้า” โดยมีพันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.), นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC), นายยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และพันตำรวจเอก ณัทกฤช พรหมจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (สกมช.) ที่กล่าวถึงความสำคัญของข้อมูลสถิติและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของประชาชน ต่อด้วยการเสวนาหัวข้อ “Unlocking the Power of Census Data เปลี่ยนข้อมูลสถิติเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ” โดย ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), นายวัชรพล ว่องนิยมเกษตร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สภาพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายอธิภัทร วรางคนันท์ นักวิเคราะห์โครงการด้านประชากรและการพัฒนา UNFPA ประเทศไทย มาร่วมตอกย้ำความสำคัญของข้อมูลสำมะโนประชากรที่จะช่วยสร้างโอกาสและขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

ร่วมใจให้ข้อมูลได้ทางออนไลน์ที่เว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ http://www.nso.go.th หรือ แอปพลิเคชันและเว็บไซต์ทางรัฐ ตั้งแต่ 1 – 20 เมษายน 2568 และพบกับ ‘คุณมาดี’ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลทั่วประเทศ ตั้งแต่ 21 เมษายน – 19 มิถุนายน 2568  ข้อมูลของท่านจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และนำไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ เพราะทุกคนสำคัญ ทุกข้อมูลมีความหมาย ร่วมสร้างอนาคตไทย ให้ดีขึ้น Everyone Counts, Everyone Matters.

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม สำนักงานสถิติแห่งชาติ โทรศัพท์ 0 2142 1254-6 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ พิมพ์ NSOOFTHAILAND

-(016)

สศท.โชว์สุดยอด 10 ผลงานสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรมร่วมสมัยกับการประกวด ‘I.CCA.2025’

สศท.โชว์สุดยอด 10 ผลงานสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรมร่วมสมัยกับการประกวด 'I.CCA.2025'

สศท.โชว์สุดยอด 10 ผลงานสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรมร่วมสมัยกับการประกวด ‘I.CCA.2025’

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.01 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท. จัดงานตัดสินรอบชิงชนะเลิศ และพิธีเปิดนิทรรศการโครงการประกวดแนวคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมระหว่างประเทศ (International Craft Creation Concept Award 2025: I.CCA. 2025) ณ อาคารพระมิ่งมงคล ชั้น 2 (บริเวณหน้าหอเกียรติยศ) สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ผลนักออกแบบ จ.พะเยาคว้ารางวัลชนะเลิศ จากผลงาน Light Hitting Water

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) เปิดเผยถึงการประกวด International Craft Creation Concept Award 2025: I.CCA.2025) ถือได้ว่าเป็นการจัดการประกวดเพื่อสร้างนักออกแบบรุ่นใหม่ ให้มีเวทีแสดงความสามารถในการออกแบบ โดยนำงานหัตถกรรมดั้งเดิม มาประยุกต์สู่การสร้างสรรค์ให้เกิดความร่วมสมัย และแสดงศักยภาพผลงานนวัตศิลป์ที่มีความน่าสนใจ อีกทั้งยังแสดงอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล เป็นการต่อยอดจากการประกวดที่นักออกแบบของไทยต่างให้ความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง

การจัดประกวดปี 2568 ดำเนินการจัดขึ้นเป็นปีที่สอง เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลทั่วไปที่ผลิตงานศิลปหัตถกรรม นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ นิสิต นักศึกษา ที่มีความสามารถด้านการออกแบบสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม นำเสนอแนวคิด “Innovative Heritage Craft: หัตถศิลป์แห่งมรดกหัตถกรรม” การสร้างสรรค์นวัตกรรมงานศิลปหัตถกรรมไทยจากเดิม อาทิ เครื่องไม้ เครื่องสาน เครื่องดิน เครื่องทอ เครื่องโลหะ เครื่องหนัง เครื่องกระดาษ เครื่องแก้ว หรือเครื่องหิน ตลอดจนถึงปัจจุบันในกลุ่มผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่เกิดจากการผสมผสานวัสดุ เทคนิคเชิงช่าง กระบวนการที่คิดค้นขึ้นใหม่ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ในการพัฒนารูปแบบผลงานประกวด

สศท. มีพันธกิจหลักในด้านการสืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยทั่วประเทศให้สามารถเผยแพร่และต่อยอดองค์ความรู้เชิงช่าง สู่การเป็นผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่ร่วมสมัย ที่ขยายผลงานสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ทั้งในระดับประเทศและสากล โดยการประกวดในปีนี้จะเป็นก้าวแรกในการเปิดโอกาสให้นักออกแบบเจ้าของผลงาน ทั้ง 10 ราย/ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ได้ร่วมเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานไปพร้อมกับนักออกแบบรุ่นพี่ รวมถึงทายาทช่างศิลปหัตถกรรมทั้ง 10 ท่าน ที่ให้เกียรติร่วมแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์ เพื่อให้ได้ 10 ผลงาน ที่ตอบโจทย์ความเป็น INNOVATIVE HERITAGE CRAFT ได้อย่างน่าชื่นชม ได้แก่    

1.ผลงาน เก้าอี้กนก นักออกแบบ นายสหรัฐ ศรีสมร แนวคิดจากการหลอมรวมการหลอมรวมระหว่าง ศิลปะไทยดั้งเดิม และ งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัย ผ่านการตีความลวดลาย กนกเปลวไทยใหม่ ให้อยู่ในรูปแบบของโครงสร้างที่อ่อนช้อยมีมิติและใช้งานได้จริง

2.ผลงาน โคมระย้าอัมพวา Amphawa Chandelier นักออกแบบ อภิเษก นรินท์ชัยรังษี แนวคิดจากการออกแบบเครื่องประดับตกแต่งบ้านร่วมสมัยจากเศษวัสดุเครื่องถ้วยเบญจรงค์ โดยนำเศษเครื่องถ้วยเบญจรงค์ที่ชำรุดเสียหาย บิ่น แตก หัก หรือไม่สมบูรณ์แบบจากกระบวนการผลิต มาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าและลดทรัพยากรที่สิ้นเปลือง

3.ผลงาน ต้มยำกุ้ง (เพอรานากัน) นักออกแบบ ช่อฟ้า หงษ์สิทธิชัยกุล แนวคิดการผสมสานงานหัตถศิลป์ ได้แก่ การประดับมุก เปรียบเสมือนน้ำต้มยำ และประดับตกแต่งด้วยอัญมณี (พลอยเนื้ออ่อน) สีเขียว-เหลือง-ส้ม-แดง เป็นแทนสีสันของวัตถุดิบปรุงรส และผสมผสานการปักดิ้นโบราณ

4.ผลงาน วาบุลัน นักออกแบบ อัรกาน หะยีสาเมาะ ใช้เทคนิค การเหลา การขึงเชือกและการฉลุแกะลายกระดาษมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ

5.ผลงาน วิถีใต้ นักออกแบบ สุจิตรา พาหุการณ์ , ขนิฐา นารา, เพชรน้ำหนึ่ง เจริญภูมิ ลวดลายรดน้ำ ลายกำมะลอและลายประดับมุขแบบโบราณนำมาคลี่คลายดัดแปลงวิธีการและปรับเปลี่ยนวัสดุในการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นใหม่เพื่อแสดงถึงทัศนคติส่วนตัว ผ่านเรื่องราวในวิถีชีวิตของชาวประมงและเพื่อเป็นการสืบทอดเทคนิคที่สำคัญบางประการของช่างไทยโบราณ

6.ผลงาน เหลี่ยม/ทอ/ประกาย นักออกแบบ ภัทรบดี พิมพ์กิ ออกแบบเป็นเครื่องประดับที่มุ่งหวังนำเสนอความงดงามและเชิดชูคุณค่าของงานหัตถกรรม “เสื่อกกจันทบูร” ซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีน้ำงามอีกเม็ดหนึ่งที่อยู่คู่กับชาวจันทบุรีมากว่า 120 ปี    

7.ผลงาน ฮูปแต้ม นักออกแบบ รัฐพล ทองดี, วัชรพล คำพรมมา จากการถ่ายทอดวิถีชีวิตพื้นบ้านผ่านศิลปะแห่งความศรัทธา ด้วยเทคนิคการเพ้นท์สีครามธรรมชาติ สีประดู่ สนิมเหล็ก ในรูปแบบสิมอีสาน เพิ่มมิติให้ภาพด้วยการปักมือด้วยเส้นฝ้าย

8.ผลงาน Light Hitting Water นักออกแบบ ศรัณย์ เหมะ, เหมวรรณ ศรีสุวรรณ์ จากการสะท้อนความเชื่อ ความศรัทธา ประเพณีอันงดงามของชาวล้านนา ผ่านผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟที่สืบสานภูมิปัญญาหัตถกรรมจักสานผักตบชวา

9.ผลงาน พาราคราฟท์ นักออกแบบ ถากูร เชาว์ภาษี โดยการใช้รูปร่างของ LICHEN (ไลเคน) ที่สามารถพบได้ทั่วไปในบริเวณผิวของต้นยางพาราซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณ

10และผลงาน Under the Sea นักออกแบบ ปัทวี เข็มทอง ขยะในท้องทะเลคือขวดพลาสติก จึงได้นำขยะจากขวดพลาสติกที่เก็บมาจากในทะเล และนำมาผ่านการแปรรูปเป็นเส้นใย Recycled มาสร้างสรรค์ผลงาน

ที่สำคัญโครงการ I.CCA.2025 ครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบ อาทิ ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ , ผศ.ดร.วิทวัน จันทร , คุณเพลินจันทร์ วิญญรัตน์, คุณจิตต์สิงห์ สมบุญ, คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ซึ่งคณะกรรมการฯ แต่ละท่านมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การต่อยอดทางศิลปะ รวมถึงการต่อยอดทางการตลาด เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

ซึ่งทำให้ผู้ประกวดได้มุมมองการออกแบบ การวิเคราะห์โจทย์ให้สอดคล้องกับแนวคิดในหัวข้อการประกวด และแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบรูปแบบร่วมสมัยใหม่ๆซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนักออกแบบเป็นอย่างมากและเป็นการผลักดันศักยภาพให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดในครั้งนี้อีกด้วย

ผลงานชนะเลิศ

ชื่อผลงาน Light Hitting Water

ชื่อนักออกแบบ ศรัณย์ เหมะ, เหมวรรณ ศรีสุวรรณ์

“Light Hitting Water แสงกระทบผิวน้ำ” สะท้อนความเชื่อ ความศรัทธา ประเพณีอันงดงามของชาวล้านนา ผ่านผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟที่สืบสานภูมิปัญญาหัตถกรรมจักสานผักตบชวา ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ นำมาผสานกับเทคนิคและภูมิปัญญาท้องถิ่นจนเกิดเป็นโคมไฟดีไซน์ร่วมสมัย รูปทรงของโป๊ะโคมไฟได้แรงบันดาลใจ

ผลงานรองชนะเลิศ

ชื่อผลงาน วิถีใต้

ชื่อนักออกแบบ สุจิตรา พาหุการณ์, ขนิฐา นารา, เพชรน้ำหนึ่ง เจริญภูมิ

แรงบันดาลใจ ข้าพเจ้าคิดเห็นว่างานศิลปกรรมไทยโบราณโดยเฉพาะงานจิตรกรรมลายรดน้ำ ลายกำมะลอ และลายประดับมุขนั้นเป็นงานช่างชั้นสูงและเปรียบเสมือนศิลปกรรมประจำชาติของไทยที่กำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลาอาจด้วยเหตุที่กรรมวิธีกระบวนการในการสร้างสรรค์มีความซับซ้อน

สำหรับผู้สนใจเชิญเข้าร่วมชมนิทรรศการแสดงผลงานโครงการประกวดแนวคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมระหว่างประเทศ (International Craft Creation Concept Award 2025: I.CCA. 2025) ในธีม “Innovative Heritage Craft: หัตถศิลป์แห่งมรดกหัตถกรรม” ทั้ง 10 ผลงาน สถานที่ หน้าหอเกียรติยศ อาคารพระมิ่งมงคล สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ชั้น 2 ในวันที่ 17 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป เวลา 10.00 – 16.00 น.

-(016)

‘เมย์ วาสนา’ส่งทนายดำเนินคดี’ดิว อริสรา’ข้อหายักยอกทรัพย์

'เมย์ วาสนา'ส่งทนายดำเนินคดี'ดิว อริสรา'ข้อหายักยอกทรัพย์

‘เมย์ วาสนา’ส่งทนายดำเนินคดี’ดิว อริสรา’ข้อหายักยอกทรัพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.27 น.

20 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรถชัย แจ้งอรุณ ทนายความของ “มาดามเมนี่” หรือ “เมย์ วาสนา อินทะแสง” นักธุรกิจสาวพันล้าน เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา “มาดามเมนี่” มอบอำนาจให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับดาราสาว “ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์” ข้อหายักยอกทรัพย์ กรณีที่ดาราสาวขอยืมกระเป๋าแบรนด์เนมและเครื่องประดับรวมมูลค่ากว่า 62 ล้านบาทจาก “มาดามเมนี่” ไป แต่สุดท้ายกลับนำไปจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต

เบื้องต้น นายอรรถชัย บอกกับสื่อมวลชนก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า วันนี้เป็นการมามอบพยานหลักฐานและให้ปากคำกับตำรวจเพิ่มเติม แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เพราะอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และเบื้องต้นเป็นคดียักยอกทรัพย์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวนว่าจากพยานหลักฐานจะเข้าข่ายความผิดอื่นๆ ด้วยหรือไม่ และหากใครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็จะพยายามให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกมาให้ปากคำทั้งหมด ทั้งนี้นายอรรถชัยบอกด้วยว่า คดีนี้ไม่มีอะไร หากคู่กรณีเอาของไป ก็เพียงนำของมาคืน เรื่องก็จบ

ทั้งนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า ดาราสาว ดิว อริสรา เตรียมส่งทนายความเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามในวันนี้นั้น ทีมข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามนายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ “ทนายเอี้ยง” ทนายความของ “ดิว อริสรา” ได้รับข้อมูลยืนยันว่าจะเข้าพบตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามในวันนี้เวลาประมาณ 11 โมงจริง เพื่อยื่นหนังสือยืนยันว่า ดิวไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนี หลังมีกระแสข่าวโจมตีว่า ดิวหลบหนีคดีออกนอกประเทศไปไต้หวัน ทั้งที่ความจริงแล้ว ดิวเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่ก่อนจะทราบว่าถูกดำเนินคดี และยืนยันว่าขณะนี้ ดิวยังคงอยู่ต่างประเทศ แต่ก็จะรีบกลับมาเคลียร์ปัญหาทั้งหมดโดยเร็วที่สุด