จีนตัดสินประหารชีวิต อดีตนักวิจัยข้อหาขายข้อมูลลับให้ต่างชาติ

จีนตัดสินประหารชีวิต อดีตนักวิจัยข้อหาขายข้อมูลลับให้ต่างชาติ

19 มี.ค. 2568 22:01 น.

จีนตัดสินประหารชีวิต อดีตนักวิจัยข้อหาขายข้อมูลลับให้ต่างชาติ

ศาลจีนพิพากษาประหารชีวิตอดีตนักวิจัยคนหนึ่ง โทษฐานขายข้อมูลลับให้แก่หน่วยงานต่างชาติ เพื่อหาเงินล้างหนี้การลงทุน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อดีตวิศวกรของสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในประเทศจีน ซึ่งมีการเปิดเผยเพียงนามสกุลว่า “หลิว” ถูกศาลพิพากษาให้รับโทษประหารชีวิต โทษฐานขายข้อมูลที่เป็นความลับให้แก่หน่วยงานสายลับต่างชาติ

กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนเผยแพร่บทความในวันพุธที่ 19 มี.ค. 2568 ระบุว่า หลังจากนายหลิวลาออกจากสถาบันวิจัยดังกล่าว เขาก็เริ่มวางแผนอย่างแยบยลเพื่อขายข้อมูลให้แก่หน่วยงานต่างชาติ โดยที่กระทรวงฯ ไม่เปิดเผยว่านายหลิวเคยทำงานที่ไหน หรือขายข้อมูลให้แก่องค์กรใด

บทความบอกอีกว่า นายหลิวเชื่อว่าตนเองได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมขณะทำงานในสถาบันวิจัยแห่งนั้น เขาจึงเซฟเก็บข้อมูลที่เป็นความลับเอาไว้เป็นจำนวนมากก่อนจะลาออก และตั้งใจจะใช้ข้อมูลนี้ในการแบล็กเมลและแก้แค้น

จากนั้นนายหลิวเข้าทำงานที่บริษัทลงทุนแห่งชาติ แต่การลงทุนล้มเหลวทำให้เขาเป็นหนี้ เขาจึงติดต่อกับหน่วยงานข่าวกรองต่างชาติหน่วยงานหนึ่ง และขายข้อมูลลับที่เขาเก็บไว้ในราคาที่ต่ำมาก สุดท้ายหน่วยงานต่างชาตินี้ก็ตัดขาดกับนายหลิว ทำให้นายหลิวพยายามเดินทางไปต่างประเทศเพื่อขายข้อมูล

“ภายในเวลาครึ่งปี เขาเดินทางอย่างลับๆ ไปยังหลายประเทศ และทำให้ความลับของประเทศรั่วไหลอย่างร้ายแรง” บทความระบุ โดยหลังถูกจับกุม นายหลิวก็รับสารภาพความผิดทั้งหมด และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

ทั้งนี้ การเปิดเผยเรื่องกรณีของนายหลิวเกิดขึ้นในขณะที่ทางการจีนออกมาเตือนว่า พลเรือนของพวกเขาเองกำลังถูกเกณฑ์โดยองค์กรต่างชาติเพื่อทำหน้าที่เป็นสายลับมากขึ้น

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 อดีตลูกจ้างของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง ก็ถูกตัดสินประหารชีวิต หลังมีการสืบพบว่า แฟลชไดรฟ์ในที่ทำงานของชายคนนี้ถูกยึดไปโดยสายลับต่างชาติ และเขาถูกใช้งานเป็นเหมือนหุ่นเชิด

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 นายหยาง เหิงจวิ้น นักเขียนชาวออสเตรเลียเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะบล็อกเกอร์ที่คอยรายงานปัญหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในจีน ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาจารกรรม และการยื่นอุทธรณ์ของเขาไม่สำเร็จ ทำให้ตอนนี้นายหยางยังคงถูกขังอยู่ในประเทศจีน แม้ผู้นำออสเตรเลียจะเรียกร้องให้ปล่อยตัวก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.29 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68

วันนี้ (20 มี.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกให้กับสมาชิกสหกรณ์ “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68” ที่สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ว่าตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 โดยสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือสมาชิกให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวจะทำให้ มีปริมาณข้าวในตลาดเป็นจำนวนมากและส่งผลต่อราคาข้าวนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาด พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับการดำเนินงานตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 2,071 ราย สหกรณ์เก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการ 27,715.20 ตัน รวมมูลค่า 249,436,800 บาท จะได้รับเงินอุดหนุนเป็นค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ตันละ 500 บาท จ่ายเงินให้แก่สมาชิก เป็นเงินทั้งสิ้น 13,857,600 บาท

015

30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.14 น.

“ปลูกทุกอย่างไว้กิน ไว้ใช้ และไว้ขาย ปลูกให้หลากหลายเพื่อความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศที่ดีขึ้น”

คำกล่าวของ นายพิกุล สีสันต์ เกษตรกรดีเด่นรางวัลแหนบทองคำ จ.บุรีรัมย์ ปี 2532 เผยจุดเปลี่ยนสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชแบบผสมผสานหลากหลายชนิด เนื่องจากเคยทำไร่มันสำปะหลังแต่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ อีกทั้งดินยังเสื่อมโทรม จึงเปลี่ยนมาปลูกมะขามหวาน มะม่วง ทุเรียน เงาะ ลำไย กระทั่งในปี 2534 ส.ป.ก. ได้เข้ามาสนับสนุนการขุดบ่อบาดาล ทำให้มีน้ำใช้ทำเกษตร อีกทั้งยังแนะนำให้ปลูกไม้ยืนต้นอีกหลายชนิด

นายพิกุล เป็นเกษตรกรในพื้นที่หมู่ 20 ต.โคกมะม่วง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ใช้พื้นที่ทั้งหมด 4 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา ทำเกษตรในรูปแบบวนเกษตร จำลองสภาพพื้นที่ป่าตามธรรมชาติจนเกิดระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ดินที่เคยเสื่อมโทรมก็กลับมาร่วนซุย โดยปัจจุบันปลูก 1.ไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น/ไม้หายาก เช่น มะค่า สัก ประดู่ แดง สมอ 2.ไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ มะขามหวาน มะนาว มะละกอ กล้วย ผักชีฝรั่ง และ 3.เลี้ยงปลานิล ทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี และลดรายจ่ายจากการนำผลผลิตมาบริโภคในครัวเรือน มีรายได้เฉลี่ย 2 – 5 แสนบาทต่อปี

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.07 น.

‘กรมประมง’ยืนยันแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด‘ปลาหมอคางดำ’อย่างต่อเนื่อง ‘อธิบดีบัญชา’แจงความคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้องเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 19 จังหวัด

20 มีนาคม 2568 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวประมง ตลอดจนประชาชนในห้วงเวลาที่ผ่านมา ว่า กรมประมงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น โดยได้ออก 7 มาตรการสำคัญ ดังนี้

1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด

2. การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง

3.การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์

4.การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่กันชน

5.สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ

6.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

7.การฟื้นฟูระบบนิเวศ

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการกำหนดเครื่องมือที่ใช้ทำการประมง เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการขอใช้เครื่องมือของประมงพื้นบ้าน ตลอดจนระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ

ต่อมา ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และการกำกับดูแลของ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มุ่งเน้นการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกร ผ่านโครงการต่าง ๆ ตามวาระแห่งชาติ อาทิ โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเปิดจุดรับซื้อปลาหมอคางดำจากเกษตรกรชาวประมง และประชาชน เพื่อนำปลาหมอคางดำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ แจกจ่ายให้กับชาวสวนยาง และยังมีการรณรงค์กิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การลงแขกลงคลอง ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อย่างสม่ำเสมอในทุกพื้นที่การแพร่ระบาด จนถึงปัจจุบันสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศไปแล้วกว่า 35,000 ตัน ซึ่งการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถควบคุมพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และลดความชุกชุมในพื้นที่การแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายบัญชา กล่าวว่า ที่สำคัญ ในห้วงเวลาปัจจุบันจากข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้ 1.ขอให้รัฐบาลตั้งกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนหาผู้กระทำผิดกรณีปลาหมอคางดำระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ 2. ขอให้รัฐบาลกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดภายในระยะเวลา 1 ปี และเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว 3.ขอให้รัฐบาลประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำทันที 4. ขอให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพื่อมาชดเชยเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงมิได้นิ่งนอนใจในความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ชุมนุม ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ดังนี้

ข้อเรียกร้องที่ 2. กรมประมงได้ดำเนินการขอใช้งบประมาณจำนวน 200 ล้านบาท จากสำนักงบประมาณ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 450 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อนำมาแก้ไขปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติแล้ว และขณะนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ 98,457,100 ล้านบาท ให้กรมประมงอย่างเร่งด่วน เพื่อใช้ในส่วนของมาตรการที่ 1 การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ ผ่านกิจกรรมการรับซื้อปลาหมอคางดำและกิจกรรมสนับสนุนปัจจัยในการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เพาะเลี้ยง และมาตรการที่ 3 การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกไปใช้ประโยชน์ ผ่านกิจกรรมผลิตน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าจะสามารถควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำได้ในกรอบเวลาที่กำหนด

ข้อเรียกร้องที่ 3. เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น โดยให้รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานคณะทำงาน ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ ผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ประมงจังหวัดในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาด หัวหน้าส่วนราชการกรมประมง ที่เกี่ยวข้องเป็นคณะทำงาน

ทั้งนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ศึกษาระเบียบการช่วยเหลือเกษตรกร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2563 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 และให้พิจารณาจัดทำกรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยคณะทำงานฯ ได้ดำเนินการร่างกรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาแล้ว และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะทำงานฯ เพื่อพิจารณาในสัปดาห์นี้ ก่อนเสนอคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเร่งด่วนต่อไป

สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมชุนในข้อที่ 1 และ4 นั้น ขณะนี้กระบวนการทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว หากมีผลการตัดสินอย่างเด็ดขาดออกมา กรมประมงพร้อมดำเนินการตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัดต่อไป

‘องคมนตรี’เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

'องคมนตรี'เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

‘องคมนตรี’เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

องคมนตรีเป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพอากาศ ประจำปี 2568

วันที่ 19 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพอากาศ ประจำปี 2568 และประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยมีนายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นาวาอากาศเอก ณัฎฐ์ คำอินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักยุทธการและการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการทหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมประชุม ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงฤดูร้อนที่มักจะพบการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง การเกิดพายุฤดูร้อนและลูกเห็บตก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและพื้นที่การเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้เข้าไปช่วยบรรเทาภัยธรรมชาติด้วยการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆเย็นเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ด้วยการยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI Flare) ที่ยอดเมฆซึ่งมีระดับอุณหภูมิ -4 ถึง -12 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้กลุ่มเมฆตกเป็นฝนก่อนที่จะก่อยอดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดลูกเห็บตกมาถึงพื้น ที่อาจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตประชาชน และในแต่ละปีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีการดำเนินงานร่วมกับกองทัพอากาศที่สนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่การบินในการปฏิบัติการภารกิจดังกล่าว โดยในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก เชียงใหม่ อุดรธานี ขึ้นบินปฏิบัติการจำนวน 36 วัน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 1,181 นัด ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ 15 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก น่าน เชียงใหม่ อุทัยธานี เลย ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร บึงกาฬ นครราชสีมา หนองบัวลำภู ลำปาง นครสวรรค์ และอุตรดิตถ์ ซึ่งผลปฏิบัติการพบว่า ไม่มีลูกเห็บตกในพื้นที่ปฏิบัติการ

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2568 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีแผนการปฏิบัติภารกิจบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บจังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ชนิดปรับความดัน (SUPER KING AIR 350) จำนวน 2 ลำ และตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บจังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ ชนิดโจมตี (ALPHA JET) จำนวน 1 ลำ ซึ่งผลปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยฯ พิษณุโลก และหน่วยฯ อุดรธานี ขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน 3 วัน ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่จังหวัดอุดรธานี สกลนคร ชัยภูมิ สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ผลปฏิบัติการพบว่า ไม่มีลูกเห็บตกในพื้นที่ปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีการตรวจวัดและติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน และมีการแจ้งเตือนสภาพอากาศในลักษณะฝนตก ลมกระโชกแรง และเกิดลูกเห็บ เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนระมัดระวัง และข้อมูลดังกล่าวจะนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนยับยั้งความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บและลดความเสียหายลงได้

– 006

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยิ่งใหญ่ ‘ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำ’ 24 มี.ค.นี้ ชั้น 6 โซน D

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยิ่งใหญ่  ‘ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำ’ 24 มี.ค.นี้ ชั้น 6 โซน D

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยิ่งใหญ่ ‘ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำ’ 24 มี.ค.นี้ ชั้น 6 โซน D

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.53 น.

MBK Care ใส่ใจคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย เดินหน้ากิจกรรมบริจาคโลหิต ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำ โดย ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เชิญชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยิ่งใหญ่ ร่วมบริจาคโลหิต อวัยวะและดวงตา ซึ่งครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 17 ในวันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2568 ตั้งแต่ 11.00 น. – 19.00 น. บริเวณชั้น 6 โซน D 

สำหรับผู้บริจาคโลหิตรับของที่ระลึกแทนคำขอบคุณเป็นกระเป๋าลิมิเต็ด อิดิชัน MBK Green Bag ซึ่ง เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ สร้างสรรค์กระเป๋าสุดชิค 4 แบบ 4 ลวดลาย ภายใต้แนวคิด Reduce Reuse Recycle Recovery เพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวด ล้อมและทรัพยากรอย่างยั่งยืน สนับสนุนการรักษ์โลกด้วยการนำกระเป๋า MBK Green Bag ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถนำมาใช้ซ้ำและลดการใช้ถุงพลาสติก โดย เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เตรียมกระเป๋า MBK Green Bag มอบเป็นของที่ระลึกแทนคำขอบคุณให้กับผู้มาร่วมบริจาคโลหิต ตลอดปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะได้รับกระเป๋า MBK Green Bag ไม่ซ้ำกัน

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือเฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter #MBKCenter #บริจาคโลหิต #บริจาคอวัยวะและดวงตา#MBKGreenBag #MBKCare #ให้โลหิตให้ชีวิตให้ประจำ

040

เตรียมจับจองของใช้ในบ้านดีไซน์ล้ำ ที่ “STYLE Bangkok2025” 2-6 เมษายนนี้ ศูนย์สิริกิติ์ฯ ชั้น G

เตรียมจับจองของใช้ในบ้านดีไซน์ล้ำ ที่  “STYLE Bangkok2025” 2-6 เมษายนนี้ ศูนย์สิริกิติ์ฯ ชั้น G

เตรียมจับจองของใช้ในบ้านดีไซน์ล้ำ ที่ “STYLE Bangkok2025” 2-6 เมษายนนี้ ศูนย์สิริกิติ์ฯ ชั้น G

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.33 น.

“STYLE Bangkok 2025” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสายตาบายเออร์นานาชาติในฐานะงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติที่จัดปีละครั้ง โดยรวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และงานดีไซน์ไว้ครอบคลุมและครบครัน ทั้งเฟอร์นิเจอร์  ของขวัญ ของตกแต่งบ้านสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ของเล่น ของใช้ในบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของผู้ผลิต ผู้ส่งออก และนักออกแบบที่น่าจับตา โดย STYLE Bangkok ในปีนี้ จัดระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น G ฮอลล์ 1-3

สำหรับกลุ่มสินค้าของใช้ในบ้าน มีหลายแบรนด์ไทยที่น่าจับตา อย่าง “AHU (อะฮู)” ของใช้บนโต๊ะอาหารและเครื่องใช้ในครัว แบรนด์งานคราฟต์คนไทยที่ตัวไม่ใหญ่แต่ใจมีลูกเล่น ได้แรงบันดาลใจมาจากการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมของมนุษย์ โฮโม ซาเปียนส์ ผลงานแต่ละชิ้นผลิตแบบไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพ โดยได้ช่างฝีมือจากชุมชนมาช่วยทำ จึงได้ชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ ดีไซน์ไม่ซ้ำใคร วัสดุหลักที่ใช้นอกจากไม้ธรรมชาติ แล้วยังมีไทเทเนียม ที่ผ่านกระบวนการออกแบบ และดีไวน์ให้กลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่ใช้งานได้จริง

ยกตัวอย่างแก้วไม้สัก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมแก้วไม้ kuksa ของชาวสวีเดน มาพร้อมด้ามจับที่สามารถถือได้หลายแบบ แก้วไม้ใบนี้ทำจากไม้สักอายุ 35 ปี เป็นชิ้นเดียวกันทั้งใบ ไม่มีรอยต่อ และเคลือบกันน้ำ 5 ชั้น ทนทาน ทำความสะอาดง่าย และปลอดภัย แถมมีกิมมิคน่ารักๆ คือลายเซ็นของช่างฝีมือถูกสลักที่ด้านล่างของแก้วเปรียบเสมือนลายเซ็นของศิลปินช่างฝีมือท้องถิ่น

อีกหนึ่งแบรนด์ที่จะมาจัดแสดงในงาน STYLE Bangkok 2025 ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นทั้งสีสันและดีไซน์ที่กล้าต่าง นั่นคือ “HIZOGA” แบรนด์ที่นำเอาความหลงใหลในศิลปะการทำแก้ว มาถ่ายทอดเป็นงานมีลูกเล่นแพรวพราว แก้วคอลเล็กชันใหม่ของ HIZOGA ที่มีชื่อว่า “The Melted Pisa” กับรูปทรงที่ดีไซน์ให้คล้ายหอเอนเมืองปิซาในวันที่อากาศร้อน  โดยได้แนวคิดมาจากการเปลี่ยนรูปทรงของวัสดุแก้วเมื่อโดนความร้อนจากเปลวไฟ  เกิดเป็นรูปทรงที่ไม่สมมาตร แปลกตา แต่ยังคงความสมดุลระหว่างความคิดสร้างสรรค์และประโยชน์ใช้สอยเอาไว้อย่างสมบูรณ์

ส่วนแบรนด์แก้วผสมดีบุกดีไซน์เก๋ที่ร่วมงาน STYLE Bangkok มาอย่างต่อเนื่อง อย่าง “5IVESIS” ปีนี้ก็มีผลงานใหม่มาให้ผู้ชื่นชอบของใช้ในบ้านระดับพรีเมียมได้จับจอง กับ “Grande Soirée (กร๊องซัวเร) Mini Bar Trunk” ตู้เก็บแก้ว และเครื่องดื่ม ที่ดีไซน์แบบมัลติฟังก์ชั่น ให้เป็นทั้งตู้มินิบาร์วางเครื่องดื่มโปรดของคุณ และเป็นทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่วางมุมไหนในบ้าน ก็ดูเท่ โดยได้ช่างฝีมือหล่อดีบุก และช่างทำกล่องจิวเวลรี่มาร่วมรังสรรค์

STYLE Bangkok 2025 จัดระหว่างวันที่ 2 – 6 เมษายน 2568 ณ ฮอลล์ 1 – 3 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเปิดเป็นวันเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันพุธที่ 2 – วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. และวันจำหน่ายปลีก ระหว่างวันเสาร์ที่ 5 – วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ผู้สนใจสามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com Facebook/Instagram/TikTok : Style Bangkok Fair

040

FENDI ปรับโฉมกระเป๋าในตำนาน Mamma Baguette

FENDI ปรับโฉมกระเป๋าในตำนาน Mamma Baguette

FENDI ปรับโฉมกระเป๋าในตำนาน Mamma Baguette

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.55 น.

หลังจากผ่านมากว่า 25 ปี FENDI ได้ปรับโฉมกระเป๋ารุ่นฮิตในตำนานอย่าง Mamma Baguette ให้มีความนุ่มนวลและดูทันสมัยยิ่งขึ้น โดยได้เปิดตัวกระเป๋าอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ในแฟชั่นโชว์ของ FENDI Spring/Summer 2025 เพื่อตอกย้ำถึงมรดกอันยาวนานของเมซง

กระเป๋า Mamma Baguette เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายยุค 90 เพื่อเป็นการยกย่อง Adele Casagrande Fendi ผู้ก่อตั้ง FENDI โดยกระเป๋าใบนี้มีความหมายตามชื่อ นั่นคือการเป็นแม่แบบของกระเป๋า Baguette ในเวอร์ชั่นที่ใหญ่กว่า ออกแบบโดย Silvia Venturini Fendi เมื่อปี ค.ศ. 1997 อีกทั้งยังสะท้อนถึงสไตล์และคุณสมบัติที่คล้ายกับกระเป๋า Baguette เช่น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฝากระเป๋าแบบพับสำหรับเปิดปิด สายสะพายไหล่ และตัวล็อคกระเป๋าตราโลโก้ FF แต่กระเป๋า Mamma Baguette จะมีความโดดเด่นในด้านดีไซน์ที่กว้างกว่า มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าเดิม ซึ่งในตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระเป๋า Mamma Baguette หลากหลายรุ่นได้คงไว้ซึ่ง DNA ของ FENDI ที่เผยให้เห็นถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสะท้อนความอเนกประสงค์ของกระเป๋ารุ่น Baguette และในขณะเดียวกันก็สร้างเอกลักษณ์อันโดดเด่นของตัวเองไปพร้อมๆ กัน

กระเป๋า Mamma Baguette วางจำหน่ายแล้ว ณ บูติก FENDI ที่ได้รับเลือกทั่วโลกและบนเว็บไซต์ FENDI.com

040

ตระการตาแฟชั่นโชว์จาก POEM เปิดตัว ‘Disney’s Snow White สโนว์ไวท์’

ตระการตาแฟชั่นโชว์จาก POEM เปิดตัว ‘Disney’s Snow White สโนว์ไวท์’

ตระการตาแฟชั่นโชว์จาก POEM เปิดตัว ‘Disney’s Snow White สโนว์ไวท์’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.51 น.

เนรมิตแฟชั่น ฮอลล์  ชั้น 1 สยามพารากอน ให้เป็นรันเวย์สุดตระการตา จัดเต็มทั้งปราสาทของราชินีและป่าสุดแฟนตาซีของสโนว์ไวท์ พร้อมยกทัพเหล่าคนดังมาร่วมเดินแบบในแฟชั่นโชว์ชุดพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากสโนว์ไวท์และราชินีใจร้าย โดยแบรนด์แฟชันระดับไอคอนิกของไทย “POEM” ก่อนปิดท้ายด้วยชุดฟินาเล่โดยสองนักพากย์ไทย “โบว์-เมลดา สุศรี” ผู้พากย์เสียงไทยเป็นสโนว์ไวท์ และ “นัท-มีเรีย เบนเนเดดตี้” ผู้พากย์เสียงไทยเป็นราชินีใจร้าย  ในงาน Thailand Gala Premiere เปิดตัว “Disney’s Snow White สโนว์ไวท์” ที่ราวกับยกเอาเมืองในเทพนิยายมาไว้ใจกลางกรุง

งานนี้เปิดด้วยแฟชั่นโชว์จาก POEM ซึ่ง ฌอน-ชวนล ไคสิริ ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ และดีไซเนอร์ของแบรนด์ ได้เลือกสรรทุกไอเท็มอย่างพิถีพิถันให้สื่อเรื่องราวของ “Disney’s Snow White สโนว์ไวท์” ออกมาชัดเจนที่สุด โดยได้นายแบบนางแบบคนดังมาร่วมนำเสนอลุคต่าง ๆ ทั้งทีมนักแสดงจาก GMMTV อาทิ น้ำตาล ทิพนารี, ฟิล์ม รชานันท์, เอมี่ ทสร, บอนนี่ ภัทราภัสร์, ดิว จิรวรรตน์, ฟอส จิรัชพงศ์, บุ๊ค กษิดิ์เดช, จูเนียร์ ปณชัย, มาร์ค จิรันธนิน, อู๋ ธนบูรณ์, บูม ธราธร พร้อมด้วยทีม Miss Universe Thailand โอปอล สุชาตา, แอนนา เสืองามเอี่ยม, แนท อนิพรณ์, น้ำตาล ชลิตา และอีกมากมาย ก่อนจบโชว์ด้วยชุดฟินาเล่ที่ POEM ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสะท้อนคาแรกเตอร์สโนว์ไวท์และราชินีใจร้าย โดยมี โบว์ เมลดา และ นัท มีเรีย เป็นนางแบบนำเสนอลุคสะกดสายตา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟน ๆ ที่มารอชมเป็นอย่างมาก

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือการเปิดเวทีพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับสองนักพากย์คนดัง โบว์ เมลดาผู้พากย์เสียงไทยเป็นสโนว์ไวท์ และ นัท มีเรีย ผู้พากย์เสียงไทยเป็นราชินีใจร้าย ที่ต่างบอกเล่าถึงแง่มุมการทำงานและความประทับใจเบื้องหลังการพากย์เสียงอย่างออกรส พร้อมเผยถึงการเป็นแฟนตัวจริงของเจ้าหญิงดิสนีย์ โดยเฉพาะสโนว์ไวท์ เจ้าหญิงดิสนีย์คนแรกที่ทั้งคู่ตกหลุมรักและยกให้เป็นที่สุดของเจ้าหญิงดิสนีย์ในดวงใจ นอกจากนี้ยังแอบสปอยล์ความน่าดูของ “Disney’s Snow White สโนว์ไวท์” เบา ๆ เป็นน้ำจิ้มให้แฟน ๆ อยากเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์กันมากขึ้น

นอกจากงาน Thailand Gala Premiere ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แล้ว “Disney’s Snow White สโนว์ไวท์” ยังร่วมกับสยามพารากอน จัดงาน “Disney’s Snow White Integrated Event” ให้แฟน ๆ ดิสนีย์และสโนว์ไวท์ได้ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ ช็อปปิ้งสินค้าลิขสิทธิ์ของดิสนีย์ที่ยกขบวนความน่ารักมาให้เลือกมากมาย กิจกรรม D.I.Y เทียนหอมกลิ่นแอปเปิ้ล และกิจกรรมเพ้นท์กระจกลายดอกไม้ โดยทุกคนสามารถร่วมกิจกรรมได้เพียงแสดงตั๋วล่วงหน้า หรือ บัตรชมภาพยนตร์ในเครือ Major Cineplex จำนวน 2 ที่นั่ง หรือ ซื้อสินค้าภายในงาน Disney’s Snow White Integrated Event ครบ  1,000 บาท รับสิทธิ์ทำ D.I.Y เทียนหอม หรือ เพ้นท์กระจกได้  1 ชิ้น ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2568 ณ Fashion Hall ชั้น 1 สยามพารากอน 

สำหรับแฟน ๆ ที่รักการถ่ายรูป ร่วมสนุกกับการถ่ายรูปกับกรอบลาย “Disney’s Snow White สโนว์ไวท์” ได้ที่ Major Ratchayothin ตั้งแต่วันนี้ถึง 29 มีนาคม 2568 รวมถึงที่ SF World Cinema และ SFX Central Ladprao ตั้งแต่วันนี้ – 6 เมษายน 2568 เพียงแสดงบัตรชมภาพยนตร์ Snow White ทุก 1 ที่นั่ง รับสิทธิ์ถ่ายรูปสวย ๆ กับกรอบลาย “Disney’s Snow White สโนว์ไวท์” ได้  1 ครั้ง 

040

มาถึงไทยแล้ว‘อูลาแล็บ’สตูดิโอนํ้าหอมสุดฮิปแนวใหม่ ผสานเรื่องราวของกลิ่นหอม ไอเดียสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม

มาถึงไทยแล้ว‘อูลาแล็บ’สตูดิโอนํ้าหอมสุดฮิปแนวใหม่  ผสานเรื่องราวของกลิ่นหอม ไอเดียสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม

มาถึงไทยแล้ว‘อูลาแล็บ’สตูดิโอนํ้าหอมสุดฮิปแนวใหม่ ผสานเรื่องราวของกลิ่นหอม ไอเดียสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว อูลาแล็บ (Oo La Lab) สตูดิโอน้ำหอมแนวใหม่สำหรับการรังสรรค์ความหอมที่ใช่ในแบบตัวเอง แห่งแรกในประเทศไทยที่ เดอะ คอมมอนส์
ศาลาแดง (the COMMONS Saladaeng) กรุงเทพมหานคร หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวอย่างงดงามที่สิงคโปร์ และดูไบ อูลาแล็บ ได้นำกรรมวิธีการผสมกลิ่นหอมที่ผสานทั้งศาสตร์ ศิลป์ และผัสสะ มาสู่แหล่งฮิปสไตล์ใจกลางมหานครของประเทศไทย เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบความหอมได้มาสร้างสรรค์น้ำหอมในแบบฉบับของตัวเอง

สตูดิโอน้ำหอมสุดฮิปใจกลางกรุงเทพฯแห่งนี้จะกลายเป็นดั่งห้องทดลองความหอมสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบน้ำหอม คนที่ใช้ชีวิตในย่านนี้ หรือนักท่องเที่ยวได้มาสร้างสรรค์กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตนผ่านเวิร์กช็อป โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหอมคอยให้คำแนะนำ ภายในสตูดิโอได้รับการออกแบบให้มีทั้งส่วนจัดวางผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ และห้องเวิร์กช็อปสำหรับการทดลองทำน้ำหอม โดยอูลาแล็บ ที่ เดอะ คอมมอนส์ ศาลาแดง แห่งนี้นำเสนอน้ำหอมพิเศษที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีและคอลเลคชั่นกลิ่นหอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ได้แรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมและพรรณไม้อันล้ำค่าของเมืองไทยอีกด้วย

แดน เทอร์รี่ ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของแบรนด์อูลาแล็บ กล่าวว่า “กลิ่นหอมเป็นสื่อกลางที่ทรงพลัง นอกจากจะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ แล้ว ยังสามารถกระตุ้นอารมณ์ เชื่อมโยงผู้คน และเล่าขานเรื่องราวได้มากมายกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมอันรุ่มรวย ความคิดสร้างสรรค์ พลังแห่งชีวิต และความหลงใหลในงานฝีมือเราจึงเลือกที่นี่เป็นฉากสำหรับเรื่องราวบทใหม่ของแบรนด์”

สตูดิโอ อูลาแล็บ กรุงเทพฯ นี้ พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษ ที่จะพาทุกคนดำดิ่งสู่โลกแห่งกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของอูลาแล็บ โดยผสานเสน่ห์ของวิถีนิยมท้องถิ่นเข้ากับส่วนผสมอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างสรรค์กลิ่นหอมที่ตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศไทย ประกอบด้วยเวิร์กช็อปน้ำหอมแบบเฉพาะบุคคล : ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้ลงมือออกแบบและปรุงน้ำหอมของตัวเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหอมของอูลาแล็บให้คำแนะนำ เพื่อสร้างสรรค์กลิ่นหอมที่สะท้อนตัวตนและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ผลิตภัณฑ์น้ำหอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ : ความหอมที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันในแบบฉบับของอูลาแล็บ อาทิ น้ำหอมกลิ่นพิเศษเทียนหอม และเครื่องหอมสำหรับบ้าน รวมทั้งกลิ่นหอมพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและพรรณไม้ท้องถิ่นของไทย

กิจกรรมเวิร์กช็อปแบบส่วนตัวหรือสำหรับองค์กร : พื้นที่ของสตูดิโอที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดกิจกรรมทั้งรูปแบบการพบปะกลุ่มย่อย กิจกรรมคอลแลปกับแบรนด์สินค้าต่างๆ และเวิร์กช็อปการสร้างความสัมพันธ์ในทีมระดับองค์กร ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวและการสร้างสรรค์กลิ่นหอม

อูลาแล็บ ไม่เพียงให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์อันหรูหรา แต่ยังยึดมั่นในแนวคิดเรื่องความยั่งยืนควบคู่ไปด้วยเช่นเดียวกับสตูดิโอในกรุงเทพฯที่อูลาแล็บให้ความใส่ใจในการเลือกใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกผลิตภัณฑ์และทุกประสบการณ์ที่ได้รับจากอูลาแล็บสอดคล้องกับแนวทางการบริโภคอย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

“เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้ต้อนรับเหล่าผู้มีความคิดสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ สู่โลกแห่งน้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหอม หรือสนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งกลิ่นเราอยากเชิญชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์คิดค้น และถ่ายทอดตัวตนผ่านพลังแห่งการสร้างสรรค์กลิ่นหอมไปกับเรา” แดน เทอร์รี่ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมและเรื่องราวความหอมกับอูลาแล็บ สตูดิโอ กรุงเทพฯ สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ https://th.oola-lab.com/หรือติดต่อ info@oola-lab.com