โตเกียวเผชิญหิมะหลงฤดู เตือนประชาชนรับมือสภาพอากาศรุนแรง

โตเกียวเผชิญหิมะหลงฤดู เตือนประชาชนรับมือสภาพอากาศรุนแรง

20 มี.ค. 2568 11:32 น.

โตเกียวเผชิญหิมะหลงฤดู เตือนประชาชนรับมือสภาพอากาศรุนแรง

โตเกียวเผชิญหิมะที่ตกผิดฤดูกาลเมื่อวันพุธ เนื่องจากความกดอากาศต่ำกำลังก่อตัว สำนักงานอุตุนิยมวิทยาต้องออกคำเตือนเกี่ยวกับสภาพอากาศที่รุนแรง ทั้งลมกระโชกแรง พายุฝนฟ้าคะนอง และคลื่นสูงในหมู่เกาะญี่ปุ่น

ชาวกรุงโตเกียวต้องรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง ตั้งแต่ฝั่งตะวันตกไปจนถึงฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากอากาศเย็นจัดและระบบความกดอากาศต่ำที่ปะทะกับอากาศความชื้นในชั้นบรรยากาศ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังพายุฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด ลูกเห็บ และฝนตกหนัก

นอกจากนี้ หน่วยงานดังกล่าวยังเตือนถึงพายุหิมะและลมกระโชกแรงในพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกของประเทศ

หิมะที่ตกลงมาอย่างผิดปกตินี้เกิดขึ้นก่อนฤดูดอกซากุระบานของญี่ปุ่น โดยสมาคมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าดอกซากุระจะเริ่มบานในกรุงโตเกียวในวันเสาร์นี้.

ที่มา :เกียวโดนิวส์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

สั่งปรับ “กรีนพีซ” กว่า 22,000 ล้าน หมิ่นประมาท-ประท้วงต้าน บ.น้ำมันสหรัฐฯ

สั่งปรับ "กรีนพีซ" กว่า 22,000 ล้าน หมิ่นประมาท-ประท้วงต้าน บ.น้ำมันสหรัฐฯ

20 มี.ค. 2568 09:50 น.

สั่งปรับ “กรีนพีซ” กว่า 22,000 ล้าน หมิ่นประมาท-ประท้วงต้าน บ.น้ำมันสหรัฐฯ

คณะลูกขุนในรัฐนอร์ทดาโคตา ได้ตัดสินให้กรีนพีซต้องรับผิดในข้อหาหมิ่นประมาท และสั่งให้จ่ายค่าเสียหายมากกว่า 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (22,000 ล้านบาท) แก่บริษัทน้ำมันในรัฐเท็กซัส เนื่องจากมีส่วนในการประท้วงต่อต้านเชื้อเพลิงฟอสซิลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

คณะลูกขุนในรัฐนอร์ทดาโคตา ได้ตัดสินให้กรีนพีซต้องรับผิดในข้อหาหมิ่นประมาท และสั่งให้จ่ายค่าเสียหายมากกว่า 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (22,000 ล้านบาท) แก่บริษัทน้ำมันในรัฐเท็กซัส เนื่องจากมีส่วนในการประท้วงต่อต้านเชื้อเพลิงฟอสซิลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

บริษัท เอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ (Energy Transfer) ยังกล่าวหากรีนพีซว่าบุกรุก สร้างความรำคาญ และสมคบคิดทางแพ่งในเหตุการณ์ประท้วงโครงการท่อส่งน้ำมันดาโกตาแอ็กเซส เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน คดีฟ้องร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐนอร์ทดาโคตาระบุว่า กรีนพีซอยู่เบื้องหลัง “แผนการที่ผิดกฎหมายและรุนแรงเพื่อสร้างความเสียหายทางการเงินแก่เอเนอร์จี ทรานสเฟอร์”

กรีนพีซซึ่งประกาศว่าจะยื่นอุทธรณ์ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าอาจถูกบังคับให้ล้มละลายเพราะคดีนี้ ส่งผลให้การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินมานานกว่า 50 ปีสิ้นสุดลง คริสติน แคสเปอร์ ที่ปรึกษาทั่วไปของกรีนพีซ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “การต่อสู้กับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ยังไม่จบสิ้นในวันนี้ เรารู้ว่ากฎหมายและความจริงอยู่ข้างเรา”

ขณะที่ค่าเสียหายรวมอยู่ที่เกือบ 666.9 ล้านดอลลาร์ (ราว 22,390 ล้านบาท) คณะลูกขุนตัดสินว่ากรีนพีซ ยูเอสเอ ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนใหญ่เกือบ 404 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่กรีนพีซ ฟันด์ (Greenpeace Fund) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดมทุนที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และกรีนพีซ อินเตอร์เนชันแนล (Greenpeace International) กลุ่มบริษัทแม่ที่ตั้งอยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม จะต้องจ่ายเงินบริษัทละประมาณ 131 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การประท้วงท่อส่งน้ำมันใกล้เขตสงวน สแตนดิง ร็อก ซู ดึงดูดผู้คนให้ร่วมการประท้วงเป็นจำนวนมาก แต่กรีนพีซโต้แย้งว่าไม่ได้เป็นผู้นำการประท้วง และการฟ้องร้องดังกล่าวคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม คณะลูกขุนระบุว่าการประท้วงดังกล่าว มีผู้นำชาวพื้นเมืองในพื้นที่ซึ่งคัดค้านท่อส่งน้ำมันเป็นแกนนำ

คณะลูกขุน 9 คนได้ตัดสินคดีเมื่อวันพุธ หลังจากใช้เวลาปรึกษาหารือกันประมาณ 2 วัน คดีนี้พิจารณาที่ศาลในเมืองแมนดัน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประท้วงไปทางเหนือประมาณ 160 กม.

ทนายความของเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ กล่าวระหว่างการแถลงปิดคดีว่า การกระทำของกรีนพีซก่อให้เกิดความเสียหายระหว่าง 265 ถึง 340 ล้านดอลลาร์ เขาขอให้คณะลูกขุนตัดสินให้บริษัทได้รับเงินจำนวนดังกล่าว รวมถึงค่าเสียหายเพิ่มเติมด้วย

การก่อสร้างโครงการท่อส่งน้ำมันดาโกตาแอ็กเซส ได้รับความสนใจจากนานาชาติในช่วงการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยแรก เนื่องจากกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันตั้งค่ายเพื่อพยายามปิดกั้นไม่ให้ท่อส่งน้ำมันผ่านบริเวณเขตสแตนดิงร็อก

การประท้วงซึ่งมีทั้งการใช้ความรุนแรงและการก่ออาชญากรรมเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2016 และสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เมื่อกองกำลังป้องกันมาตุภูมิและตำรวจเคลียร์พื้นที่ที่ผู้ประท้วงปักหลัก

เมื่อถึงจุดสูงสุด มีผู้ประท้วงกว่า 10,000 คนอยู่ในบริเวณดังกล่าว กลุ่มผู้ประท้วงประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันกว่า 200 เผ่า ทหารผ่านศึกสหรัฐฯ หลายร้อยนาย นักแสดง และผู้นำทางการเมือง รวมถึงโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐฯ คนปัจจุบัน

ท่อส่งน้ำมันยาว 1,886 กิโลเมตรนี้เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2017 อย่างไรก็ตาม ยังขาดใบอนุญาตหลักในการดำเนินการใต้ทะเลสาบโออาเฮในรัฐเซาท์ดาโกตา และชนเผ่าในพื้นที่ได้ผลักดันให้มีการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดถี่ถ้วนของโครงการ

เอเนอร์จี ทรานสเฟอร์เคยฟ้องร้องกรณีการประท้วงครั้งหนึ่งเมื่อปี 2017 โดยให้เหตุผลว่าผู้ประท้วงละเมิดกฎหมายว่าด้วยการกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่มักใช้กับกลุ่มอาชญากร แต่ผู้พิพากษาได้ยกฟ้องคดีดังกล่าว กรีนพีซได้ยื่นฟ้องกลับเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ในศาลเนเธอร์แลนด์ โดยอ้างว่าบริษัทน้ำมันแห่งนี้พยายามใช้ระบบกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

วิกฤติแน่ โครงการอาหารโลกส่งความช่วยเหลือค่ายบรรเทาทุกข์เมียนมารอบสุดท้าย หลังถูกตัดงบ

วิกฤติแน่ โครงการอาหารโลกส่งความช่วยเหลือค่ายบรรเทาทุกข์เมียนมารอบสุดท้าย หลังถูกตัดงบ

20 มี.ค. 2568 08:48 น.

วิกฤติแน่ โครงการอาหารโลกส่งความช่วยเหลือค่ายบรรเทาทุกข์เมียนมารอบสุดท้าย หลังถูกตัดงบ

ค่ายบรรเทาทุกข์ในเมียนมาได้รับความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายจากโครงการอาหารโลก หลังทรัมป์สั่งตัดงบประมาณเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง

ผู้พักอาศัยในค่ายบรรเทาทุกข์ในเมียนมาตกอยู่ในความสิ้นหวัง หลังรับทราบว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการอาหารโลกเป็นรอบสุดท้าย เมื่อวันพุธ โดยขณะนี้หน่วยงานของสหประชาชาติเริ่มระงับการช่วยเหลือผู้คนกว่าล้านคนในประเทศ เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน

การตัดลดงบประมาณช่วยเหลือของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีส่วนทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนงบประมาณสำหรับโครงการอาหารโลก หรือ WFP ส่งผลให้ต้องลดการช่วยเหลือในเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสงครามกลางเมืองที่ซับซ้อนและดำเนินมานานถึงสี่ปี

บยาร์ มี หญิงชาวเมียนมาในค่ายบรรเทาทุกข์นอกเมือง มิตจีนา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา ที่ได้รับเงินช่วยเหลือก้อนสุดท้ายมูลค่าประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,800 บาทกล่าวว่า เธอขอภาวนาให้เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง โดยเงินช่วยเหลือที่เธอได้รับ เธอต้องใช้เลี้ยงดูครอบครัว 5 คน พร้อมวอนขอให้ทุกฝ่ายเร่งช่วยเหลือ

วิกฤติแน่ โครงการอาหารโลกส่งความช่วยเหลือค่ายบรรเทาทุกข์เมียนมารอบสุดท้าย หลังถูกตัดงบ

นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนในปี 2021 ประเทศต้องตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งที่คร่าชีวิตผู้คนหลายพันคน ทำให้ผู้คนหลายล้านต้องพลัดถิ่น และอัตราความยากจนพุ่งสูงถึง 50%

เนื่องจากการตัดงบประมาณ ทางโครงการอาหารโลก ระบุว่าจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เพียง 35,000 คนในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของประชาชน 15 ล้านคน ที่ไม่สามารถหาอาหารเพียงพอในแต่ละวัน

ซี แย ทาร์ ชายวัย 32 ปี ถูกบังคับให้พลัดถิ่นจากบ้านของเขาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี เนื่องจากกับระเบิดและความขัดแย้งเล่าว่าครอบครัวของเขามีสมาชิก 7 คน โดยพวกเขาลำบากมากเพราะไม่มีรายได้อื่น โครงการอาหารโลกเป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา

ไมเคิล ดันฟอร์ด หัวหน้า WFP ประจำเมียนมา เปิดเผยกับ AFP เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า องค์กรถูกบังคับให้ลดความช่วยเหลือลง เนื่องจากผู้บริจาค อย่างสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถให้การสนับสนุนได้อีกต่อไป

นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม เขาได้ผลักดันแผนลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง โดยมี อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกและผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของเขาเป็นผู้ผลักดันแนวทางนี้

วิกฤติแน่ โครงการอาหารโลกส่งความช่วยเหลือค่ายบรรเทาทุกข์เมียนมารอบสุดท้าย หลังถูกตัดงบ

หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้บริจาคหลักของ WFP ได้ถูกตัดงบประมาณ 42.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เนื่องจากทรัมป์ระบุว่านี่เป็นค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่เกินความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัย Pew Research Center งบประมาณของ USAID ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นเพียง 0.7% – 1.4% ของการใช้จ่ายทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐฯเท่านั้น

ทอม แอนดรูวส์ ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านเมียนมา กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า การถอนการสนับสนุนอย่างกะทันหันและไร้การจัดการของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนในประเทศเมียนมาเพราะการยุติความช่วยเหลือครั้งนี้อย่างฉับพลันจะทำให้พวกเขาต้องตาย

ทั้งนี้ มีครัวเรือน 379 ครัวเรือน หรือมากกว่า 1,800 คน อาศัยอยู่ในค่าย Waingmaw Lisu Baptist Association ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก WFP ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ตามข้อมูลของ เล ทาร์ นักจัดการชุมชนภายในค่าย โดยเขาระบุว่า หลังจากที่ได้ยินประกาศของ WFP ทุกคนในค่ายต่างรู้สึกหดหู่และนอนไม่หลับและสิ้นหวัง เพราะถ้าหากพวกเขาไม่มีอาหารและสิ่งของช่วยเหลือ พวกเขาจะอดตาย. 

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

มาเลเซียไฟเขียว ค้นหา MH370 อีกครั้งในมหาสมุทรอินเดีย

มาเลเซียไฟเขียว ค้นหา MH370 อีกครั้งในมหาสมุทรอินเดีย

20 มี.ค. 2568 08:47 น.

มาเลเซียไฟเขียว ค้นหา MH370 อีกครั้งในมหาสมุทรอินเดีย

คณะรัฐมนตรีของมาเลเซียได้อนุมัติการค้นหาซากเครื่องบิน ของเที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์อีกครั้ง หลังจากหายสาบสูญอย่างลึกลับนาน 11 ปี

คณะรัฐมนตรีของมาเลเซียได้อนุมัติการค้นหาซากเครื่องบิน ของเที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์อีกครั้ง หลังจากหายสาบสูญอย่างลึกลับนาน 11 ปี การค้นหาจะครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ตารางกิโลเมตรในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ภายใต้ข้อตกลง “ไม่พบ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม” กับบริษัทสำรวจโอเชียน อินฟินิตี้ (Ocean Infinity)

นายลก เซียว ฟุก รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย กล่าวว่า บริษัทจะได้รับเงิน 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,350 ล้านบาท) หากพบซากเครื่องบินดังกล่าว 

เที่ยวบิน MH370 หายไปในปี 2014 พร้อมผู้โดยสาร 239 คน ขณะเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง การหายไปของเครื่องบินลำนี้เป็นหนึ่งในปริศนาทางการบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งยังคงหลอกหลอนครอบครัวของผู้โดยสาร

แม้จะมีการค้นหาอย่างกว้างขวางในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่เครื่องบินลำนี้หายไป แต่ก็ยังไม่พบซากเครื่องบิน ความพยายามก่อนหน้านี้ รวมถึงการค้นหาข้ามชาติซึ่งมีค่าใช้จ่าย 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,035 ล้านบาท) สิ้นสุดลงในปี 2017

รัฐบาลของ 3 ประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และจีน กล่าวว่าการค้นหาจะเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง “ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานใหม่ที่เชื่อถือได้” เกี่ยวกับตำแหน่งของเครื่องบินลำดังกล่าว ส่วนการค้นหาซากเครื่องบินโดยโอเชียน อินฟินิตี้ ในปี 2018 ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน สิ้นสุดลงอย่างไม่ประสบผลสำเร็จหลังจากผ่านไป 3 เดือน

ในเดือนธันวาคม รัฐบาลมาเลเซียตกลงในหลักการที่จะกลับมาดำเนินการค้นหาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การเจรจาขั้นสุดท้ายยังไม่แล้วเสร็จจนกระทั่งเดือนมีนาคม การอนุมัติขั้นสุดท้ายของรัฐบาลมาเลเซีย เมื่อวันที่ 19 มี.ค. จะทำให้สามารถเริ่มการค้นหาได้

นายลก เซียว ฟุก กล่าวในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะดำเนินการค้นหาต่อไปและเพื่อทำให้ครอบครัวของผู้โดยสาร MH370 ไม่รู้สึกติดค้างในใจ”

เที่ยวบิน MH370 ขึ้นบินจากกัวลาลัมเปอร์ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 8 มีนาคม 2014 ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากขึ้นบิน เครื่องบินก็ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ และเรดาร์ก็ตรวจพบว่าเครื่องบินได้เบี่ยงเบนออกจากเส้นทางการบิน

โดยทั่วไปแล้ว ผู้สืบสวนเห็นพ้องต้องกันว่าเครื่องบินตกที่ไหนสักแห่งในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ แม้ว่าจะยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เศษซากเครื่องบินซึ่งเชื่อว่ามาจากเครื่องบินถูกซัดขึ้นฝั่งมหาสมุทรอินเดียในช่วงหลายปีหลังจากที่เครื่องบินหายไป

การหายไปของเครื่องบินทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากมาย รวมถึงการคาดเดาว่านักบินตั้งใจยิงเครื่องบินตก และอ้างว่าเครื่องบินถูกกองทัพต่างชาติยิงตก การสืบสวนในปี 2018 เกี่ยวกับการหายไปของเครื่องบินพบว่ามีแนวโน้มว่าระบบควบคุมของเครื่องบินถูกควบคุมโดยตั้งใจเพื่อให้เครื่องบินออกนอกเส้นทาง แต่ไม่สามารถสรุปผลใดๆ ได้ ผู้สืบสวนกล่าวในขณะนั้นว่า “คำตอบสามารถสรุปได้ก็ต่อเมื่อพบซากเครื่องบินแล้วเท่านั้น”

ผู้โดยสารที่เสียชีวิตประกอบด้วยผู้คนจากกว่า 12 ประเทศ โดยเกือบ 2 ใน 3 เป็นชาวจีน รองลงมาคือชาวมาเลเซีย 38 คน นอกจากนี้ยังมีชาวออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย ฝรั่งเศส ยูเครน สหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ

ญาติของผู้โดยสาร MH370 ชาวจีนที่สูญหายได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ในกรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนมีนาคม เพื่อหารือเกี่ยวกับการค้นหาซากเครื่องบินอีกครั้ง และแสดงความหวังว่าจะมีการค้นหาโดยอิสระ ญาติบางคนแสดงความผิดหวังที่ทางการมาเลเซียไม่ได้ติดต่อสื่อสารโดยตรงกับพวกเขา.

ที่มา  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นต่อเนื่อง ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นต่อเนื่อง ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว

20 มี.ค. 2568 07:57 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นต่อเนื่อง ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว

อาการประชวรของโป๊ปฟรานซิสดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแบบไม่สอดท่อ เพื่อช่วยในการหายใจตอนกลางคืนแล้ว

สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เมื่อคืนวันพุธที่ 19 มี.ค. 2568 ระบุว่าโป๊ปไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแบบสอดท่อ เพื่อช่วยหายใจเวลากลางคืนมา 2 คืนติดต่อกันแล้ว และแพทย์บอกว่า การใช้งานอุปกรณ์ชนิดนี้ถูกระงับแล้ว

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิส ซึ่งประทับที่โรงพยาบาลตั้งแต่ 14 ก.พ. เพื่อรักษาอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง ต้องกลับมาใช้เครื่องช่วยหายใจอีกครั้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลังเกิดวิกฤติทางเดินหายใจ เนื่องจากมีเสมหะและของเหลวสะสมในปอด

การหยุดใช้เครื่องช่วยหายใจในครั้งนี้หมายความว่า ปอดของโป๊ปสามารถทำงานได้ด้วยตัวเองอย่างหนักขึ้นและดีขึ้น

นอกจากนั้น โป๊ปฟรานซิส พระชนมายุ 88 พรรษา ยังลดการพึ่งพาออกซิเจนการไหลสูงในช่วงกลางวันด้วย ขณะที่การติดเชื้อซึ่งทำให้เกิดปอดบวม แม้จะยังกำจัดไม่หมด แต่อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

อยู่ในอวกาศ 9 เดือน ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไร?

อยู่ในอวกาศ 9 เดือน ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไร?

20 มี.ค. 2568 07:28 น.

อยู่ในอวกาศ 9 เดือน ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไร?

การได้ใช้เวลาในอวกาศ ได้ชมทิวทัศน์ของโลกในมุมที่ต่างออกไป เป็นประสบการณ์ที่ใครหลายๆ คนใฝ่ฝัน แต่ร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาให้ทำงานภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก การไปอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักจึงอาจส่งผลกระทบที่อาจต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะหายดี

นายบุตช์ วิลมอร์ กับ น.ส.สุนี วิลเลียมส์ 2 นักบินอวกาศของนาซา เดินทางกลับถึงโลกแล้วในวันอังคารที่ 18 มี.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากภารกิจของพวกเขาในการทดลองยาน “สตาร์ไลเนอร์” ของบริษัท โบอิ้ง ซึ่งควรใช้เวลาเพียง 8 วัน กลับทำให้พวกเขาต้องติดอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) นานกว่า 9 เดือน และตอนนี้การฟื้นตัวของพวกเขาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

“จนถึงตอนนี้ อวกาศคือสภาพแวดล้อมสุดขั้วที่สุดที่มนุษย์เคยเผชิญ และเราไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อรับมือกับสภาพสุดขั้วแบบนั้น” ศ.เดเมียน เบลีย์ ผู้ศึกษาด้านสรีรวิทยาของมนุษย์ ที่มหาวิทยาลัยเซาท์เวลส์ กล่าว

การเข้าสู่อวกาศเปลี่ยนแปลงร่างกายมนุษย์ และจากปากคำของนักบินอวกาศ ความรู้สึกในตอนแรกนั้นมันยอดมาก

“มันรู้สึกเหมือนกับวันหยุดเลย” ทิม พีค นักบินอวกาศที่เคยขึ้นสู่ ISS ในปี 2558 กล่าว “หัวใจ กล้ามเนื้อและกระดูกของคุณมีเวลาสบายๆ คุณลอยไปลอยมาในสถานีอวกาศในสภาพแวดล้อมไร้น้ำหนักอันแสนวิเศษ”

ลองจินตนาการว่าคุณนอนเอ้อระเหยอยู่บนเตียงนานหลายสัปดาห์โดยไม่ลุกขึ้นมา คุณจะเห็นภาพมากขึ้น และนี่เป็นหนึ่งในเทคนิคที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ตรวจสอบผลกระทบจากสภาพไร้น้ำหนัก

ผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ

หากเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อ มีเพียง 2 กรณีคือ ใช้มัน หรือเสียมันไป ตามปกติแล้ว แค่การยืนเฉยๆ คุณก็ต้องใช้กล้ามเนื้อทั่วร่างเพื่อพยุงร่างกายให้ตั้งตรง แต่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะเกือบไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติ

ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมีความหมายน้อยลงเมื่ออยู่ในสภาพที่ทุกอย่างไร้น้ำหนัก กล้ามเนื้อจึงค่อยๆ ฝ่อลง

ทำให้แก่เร็ว

เวลาอยู่ในอวกาศ หัวใจและหลอดเลือดในร่างกายมนุษย์ก็มีช่วงเวลาสบายๆ เช่นกัน เพราะมันไม่ต้องออกแรงปั๊มเลือดสู้กับแรงดึงดูดของโลกแล้ว และนั่นทำให้มันอ่อนแอลง

กระดูกก็เช่นกัน มันเปราะบางมากขึ้น เพราะตามปกติ การแตกตัวของเซลล์กระดูกเก่าเพื่อสร้างกระดูกใหม่ ควรมีความสมดุลกัน แต่สมดุลนี้เสียไปเมื่อไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านและการตอบสนองจากการทำงานภายใต้แรงดึงดูด

“ทุกๆ เดือน กระดูกกับกล้ามเนื้อของพวกเขาจะฝ่อลงราว 1% มันทำให้แก่ตัวเร็วขึ้น” ศ.เบลีย์กล่าว

สิ่งที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนเมื่อกลับมาอยู่บนโลก มีคลิปวิดีโอมากมายที่แสดงให้เห็นว่า นักบินอวกาศที่เพิ่งเดินทางกลับถึงโลก จำเป็นต้องมีคนช่วยพยุงออกจากแคปซูล และต้องนอนเปล

อยู่ในอวกาศ 9 เดือน ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไร?

และนี่คือเหตุผลที่นักบินที่จะขึ้นสู่อวกาศจะต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด นอกจากนั้น พวกเขาจะต้องออกกำลังกายวันละ 2 ชั่วโมงเป็นกิจวัตร ทั้งด้วยการวิ่งบนลู่วิ่ง, ปั่นจักรยาน และยกน้ำหนัก เพื่อรักษาสุขภาพของกระดูกและกล้ามเนื้อเอาไว้ให้มากที่สุด

ตอนนี้ บุตช์กับสุนีจะต้องเริ่มเข้าคอร์สออกกำลังกายอย่างเข้มข้นเพื่อนำการทำงานของร่างกายที่เสียไปกลับคืนมา ซึ่ง ดร.เฮเลน ชาร์แมน ชาวอังกฤษคนแรกที่ได้ขึ้นสู่อวกาศกล่าวว่า การฟื้นฟูอาจใช้เวลา 2-3 เดือน เพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อกลับมา

ส่วนมวลกระดูกอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัว แต่ถึงจะฟื้นตัวกลับมาแล้ว ก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในกระดูกที่เราสร้างขึ้นใหม่หลังจากกลับสู่โลก ที่อาจจะไม่มีวันกลับมาเป็นปกติโดยสมบูรณ์

ผลกระทบต่อร่างกาย

อวกาศไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับกระดูกและกล้ามเนื้อ แต่ส่งผลกับร่างกายทั้งหมด แม้แต่แบคทีเรียมีประโยชน์ที่อาศัยอยู่ในร่างกายของเราอย่าง “ไมโครไบโอม” (microbiome) ก็เกิดความเปลี่ยนแปลง

ของเหลวในร่างกายก็เปลี่ยนไปในสภาวะเกือบไร้น้ำหนัก แทนที่มันจะไหลลงข้างล่างไปยังขาเหมือนตอนอยู่บนโลก ของเหลวกลับไหลไปที่หน้าอกกับใบหน้า ทำให้หน้าบวม ซึ่งนี่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้เป็นอย่างแรกเมื่อมนุษย์ไปอยู่ในอวกาศ

แต่ภาวะนี้ก็อาจทำให้สมองบวมได้ด้วยเช่นกัน และทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในลูกตา ไม่ว่าจะเป็นเส้นประสาทตา, จอประสาทตา หรือกระทั่งรูปทรงของดวงตา นำไปสู่การมองเห็นไม่ชัด และอาจกลายเป็นความเสียหายที่ไม่อาจย้อนคืนได้

รู้สึกมึนงง

สภาพแรงดึงดูดต่ำยังบิดเบือนระบบการทรงตัวของมนุษย์ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย และสัมผัสว่าด้านไหนคือการตั้งขึ้น แต่ในอวกาศ ไม่มีทั้งแนวตั้งหรือแนวนอน ทำให้ระบบนี้รวนเวลานักบินอวกาศกลับคืนสู่โลก

นายทิม พีค กล่าวว่า “ช่วงเวลาเบื้องต้นในการหยุดความรู้สึกมึนหัว, ฟื้นฟูสมดุลร่างกาย และทำให้สามารถกลับมาเดินได้ตามปกติ อาจใช้เวลาเพียง 2-3 วัน” แต่ “2-3 วันแรกที่กลับมาถึงโลกนั่นแหละที่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการลงโทษ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลขยายปฏิบัติการภาคพื้นดิน หลังโจมตีทางอากาศดับหลายร้อยศพ

อิสราเอลขยายปฏิบัติการภาคพื้นดิน หลังโจมตีทางอากาศดับหลายร้อยศพ

20 มี.ค. 2568 06:19 น.

อิสราเอลขยายปฏิบัติการภาคพื้นดิน หลังโจมตีทางอากาศดับหลายร้อยศพ

กองทัพอิสราเอลขยายปฏิบัติการภาคพื้นดินในฉนวนกาซา หวังสร้างเขตกันชน หลังการโจมตีทางอากาศในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขาขยายปฏิบัติการภาคพื้นดินในฉนวนกาซาออกอีก โดยให้กองทัพเคลื่อนกำลังเข้าไปลึกจนถึง “เน็ตซาริม คอร์ริดอร์” (Netzarim Corridor) ถนนสายสำคัญที่แบ่งแยกส่วนเหนือกับส่วนใต้ของฉนวนกาซาออกจากกัน

IDF ระบุว่า พวกเขาเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อสร้าง “พื้นที่กันชนบางส่วน” ระหว่างส่วนเหนือกับส่วนใต้ของฉนวนกาซา โดยกองทัพอิสราเอลได้ประกาศเตือนให้มีการอพยพในพื้นที่ที่พวกเขาจะเคลื่อนกำลังเข้าไป รวมถึงที่เมืองเบต ฮานูน ทางเหนือของกาซา

ก่อนหน้านี้ องค์การสหประชาชาติระบุว่า มีคน 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของพวกเขา ถูกสังหารในเหตุระเบิดที่อาคารสหประชาชาติในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ โดยกระทรวงต่างประเทศอิสราเอลระบุว่า จะมีการสืบสวนเรื่องนี้ แต่ปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ความผิดของอิสราเอล

ทั้งนี้ การหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้วในวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากอิสราเอลหวนกลับไปโจมตีในฉนวนกาซาอีกครั้ง โดยโจมตีทางอากาศรวมถึงยิงปืนใหญ่ถล่มหลายจุด ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 430 ศพ

ข้อตกลงหยุดยิงเฟสที่ 1 ระหว่างอิสราเอลกับฮามาสสิ้นสุดลงเมื่อ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันไม่ได้ว่าจะดำเนินการหยุดยิงต่อไปอย่างไร โดยอิสราเอลกับสหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนเงื่อนไข เป็นขยายการหยุดยิงเฟสที่ 1 ออกไป และต้องการให้ฮามาสปล่อยตัวประกันเพิ่ม

แต่นั่นอาจทำให้การเริ่มหยุดยิงเฟสที่ 2 ซึ่งจะมีการหยุดยิงอย่างถาวร และข้อกำหนดให้อิสราเอลถอนทหารออกจากฉนวนกาซา ล่าช้าออกไป ทำให้กลุ่มฮามาสปฏิเสธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ติดเชื้อโรคหัดในสหรัฐฯ พุ่ง 321 ราย คาดอาจระบาดนานเป็นปี

ผู้ติดเชื้อโรคหัดในสหรัฐฯ พุ่ง 321 ราย คาดอาจระบาดนานเป็นปี

20 มี.ค. 2568 03:48 น.

ผู้ติดเชื้อโรคหัดในสหรัฐฯ พุ่ง 321 ราย คาดอาจระบาดนานเป็นปี

จำนวนผู้ติดเชื้อโรคหัดในรัฐทางใต้ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 321 รายแล้ว ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า การระบาดอาจดำเนินไปนานเป็นปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยในวันที่ 18 มี.ค. 2568 ว่า การระบาดของโรคหัดในรัฐเท็กซัส, นิวเม็กซิโก และโอกลาโฮมา ของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วทั้งสิ้น 321 ราย เพิ่มขึ้นจากการอัปเดตครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มี.ค. จำนวน 25 ราย

รัฐเท็กซัสรายงานพบผู้ติดเชื้อ 279 คน ส่วนรัฐนิวเม็กซิโกพบ 38 คน และรัฐโอกลาโฮมาพบ 4 คน โดยผู้ติดเชื้อ 38 รายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 2 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อ 95 ราย เป็นเด็กอายุไม่เกิน 4 ขวบ และ 130 รายเป็นเด็กอายุระหว่าง 5-17 ปี

เท็กซัสเป็นรัฐที่การระบาดรุนแรงที่สุด มีรายงานการพบผู้ใน 11 เขต อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อ 191 รายกระจุกตัวอยู่ภายในเขตเกนส์เคาน์ตีเพียงแห่งเดียว ส่วนที่รัฐนิวเม็กซิโก ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในเขตลีอาเคาน์ตี ซึ่งติดกับเขตเกนส์เคาน์ตี

รายงานระบุอีกว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน แต่ก็มีถึง 6 รายที่ผู้ติดเชื้อเคยรับวัคซีน “วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม” (MMR) อย่างน้อย 1 โดส โดย 2 รายอยู่ในเท็กซัส ส่วนอีก 4 รายอยู่ในนิวเม็กซิโก

เมื่อเดือนก่อน เท็กซัสประกาศพบผู้เสียชีวิตจากโรคหัด 1 ราย เป็นเด็กในวัยเรียนซึ่งไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่ได้มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน ขณะที่ในรัฐนิวเม็กซิโกก็พบผู้ติดเชื้อหัดเสียชีวิตเช่นกัน แต่พวกเขายังไม่ยืนยันว่า ชายคนนี้เสียชีวิตเพราะโรคหัดหรือสาเหตุอื่นกันแน่

น.ส.แคเทอรีน เวลส์ ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขเมืองลับบอค คาดว่า โรคหัดจะระบาดต่อไปอีก “การระบาดครั้งนี้กำลังจะกลายเป็นการระบาดใหญ่ และเรายังอยู่ในฝั่งที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ … ฉันคิดจริงๆ ว่า การระบาดอาจดำเนินไปนานเป็นปี” แต่การเพิ่มความสามารถในการตรวจโรคจะมีส่วนช่วยในการควบคุมการระบาด

ทั้งนี้ การระบาดของโรคหัดในสหรัฐฯ ในปีนี้ มีจำนวนผู้ป่วยแซงหน้าสถิติของปี 2567 ไปแล้ว โดยใช้ระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน โดยในปี 2567 สหรัฐฯ พบผู้ป่วยโรคหัดทั่วประเทศ 285 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เซเลนสกีเชื่อ สันติภาพเกิดขึ้นได้ในปีนี้ หลังต่อสายคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์

เซเลนสกีเชื่อ สันติภาพเกิดขึ้นได้ในปีนี้ หลังต่อสายคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์

20 มี.ค. 2568 01:50 น.

เซเลนสกีเชื่อ สันติภาพเกิดขึ้นได้ในปีนี้ หลังต่อสายคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์

เซเลนสกี ผู้นำยูเครนสนทนาทางโทรศัพท์กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุเป็นการพูดคุยเชิงบวก และเชื่อว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ในปีนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน คุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านทางโทรศัพท์ เมื่อวันพุธที่ 19 มี.ค. 2568 โดยผู้นำยูเครนระบุว่า นี่เป็นการสนทนาที่เป็นไปในเชิงบวก ตรงไปตรงมา และมีสาระสำคัญมาก

“เราเห็นชอบร่วมกันว่ายูเครนกับสหรัฐฯ ควรทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อบรรลุจุดจบที่แท้จริงของสงครามและสันติภาพที่ยั่งยืน” เซเลนสกีกล่าว “เราเชื่อว่า การร่วมมือกับอเมริกา กับประธานาธิบดีทรัมป์ และภายใต้การนำของอเมริกา สันติภาพที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้ในปีนี้”

เซเลนสกียังพูดถึงเรื่องที่นาย วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียประกาศจะหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในยูเครนด้วยว่า การหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและด้านพลเรือนอื่นๆ ในยูเครน คือก้าวแรกไปสู่การยุติสงคราม และว่าเขาสนับสนุนขั้นตอนนี้และพร้อมที่จะบังคับใช้มัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำยูเครนออกมาตั้งข้อสังเกตว่า คำพูดของนายปูตินดูจะขัดกับความเป็นจริง เพราะรัสเซียยังคงโจมตีสถานีพลังงานในประเทศของเขาอยู่ ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวหายูเครนว่า โจมตีหนึ่งในคลังเก็บน้ำมันของพวกเขา

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า การสนทนากับเซเลนสกีซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นการพูดคุยที่ดี “เรื่องที่หารือส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีปูตินเมื่อวานนี้ (18 มี.ค.) เพื่อให้คำขอและความต้องการของรัสเซียกับยูเครนอยู่ในแนวเดียวกัน” “เราค่อนข้างที่จะอยู่บนเส้นทาง”

ต่อมา น.ส.แคโรไลน์ เลวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาว เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการสนทนาระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีเพิ่มเติมว่า ผู้นำยูเครนขอบคุณการสนับสนุนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องมิสไซล์จาเวลิน (Javelin) และทั้งคู่ยังหารือกันเรื่องการต่อสู้ในแคว้นคูสค์ของรัสเซีย โดยเซเลนสกีขอทรัพยากรด้านการป้องกันทางอากาศเพิ่มด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกเทศมนตรีอิสตันบูล คู่แข่งชิง ปธน.ตุรกี ถูกจับข้อหาคอร์รัปชัน

นายกเทศมนตรีอิสตันบูล คู่แข่งชิง ปธน.ตุรกี ถูกจับข้อหาคอร์รัปชัน

19 มี.ค. 2568 23:44 น.

นายกเทศมนตรีอิสตันบูล คู่แข่งชิง ปธน.ตุรกี ถูกจับข้อหาคอร์รัปชัน

นายกเทศมนตรีนครอิสตันบูล ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านและคู่แข่งคนสำคัญของประธานาธิบดีตุรกี ถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชันและช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้าย

เมื่อวันพุธที่ 19 มี.ค. 2568 ตำรวจของประเทศตุรกีดำเนินการจับกุมบุคคลผู้มีชื่อเสียงหลายคน รวมถึงนาย เอกเรม อิมาโมลู นายกเทศมนตรีนครอิสตันบูล ทั้งยังเป็นผู้นำฝ่ายค้านผู้ได้รับความนิยมอย่างสูง และคู่แข่งคนสำคัญของประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ในข้อหาคอร์รัปชันและช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้าย

ตามรายงานของสำนักข่าว อนาโดลู อัยการออกหมายจับนายอิมาโมลู กับคนอื่นๆ อีกกว่า 100 คน รวมถึงนาย มูรัต ออนกุน ผู้ช่วยคนสนิทของนายอิมาโมลู กับนายกเทศมนตรีอีก 2 คน นอกจากนั้นยังมีนักการเมือง, นักข่าว และนักธุรกิจอีกหลายคนด้วย

ตำรวจตุรกีระบุว่า การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนการคอร์รัปชันและความเชื่อมโยงกับผู้ก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม มันเกิดขึ้นท่ามกลางการปราบปรามผู้เห็นต่างและกลุ่มฝ่ายค้านในตุรกี หลังพรรครัฐบาลของนายเอร์โดอันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเมื่อปีก่อน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่า ศาลทำงานเป็นอิสระและปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า มาตรการทางกฎหมายต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีแรงจูงใจทางการเมือง

ทั้งนี้ นายอิมาโมลู มาจากพรรคสาธารณรัฐประชาชน (CHP) และถูกมองว่าเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดของประธานาธิบดีเอร์โดอัน และเขากำลังจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคไปลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีภายในไม่กี่วันข้างหน้าด้วย

คลิปวิดีโอที่นายอิมาโมลูบันทึกเอาไว้ตอนที่ตำรวจอยู่หน้าบ้านของเขา ถูกนำมาเผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเขาประกาศว่า ความต้องการของประชาชนไม่สามารถถูกปิดเงียบได้ และเขาจะยืนหยัดเพื่อชาวตุรกีกับผู้ที่ยึดถือในประชาธิปไตยกับความยุติธรรมทั่วโลกใบนี้

ขณะที่จดหมายที่นายอิมาโมลูเขียนเอาไว้และถูกโพสต์ผ่าน X หลังจากเขาถูกจับกุม ระบุว่า ชาวตุรกีจะตอบสนองต่อคำโกหก การสมคบคิด และกับดักที่กระทำต่อเขา

หลังการจับกุม ชาวตุรกีจำนวนมากก็ออกมารวมตัวประท้วงตามท้องถนน, ภายในมหาวิทยาลัยต่างๆ และในสถานีรถไฟใต้ดิน พร้อมชูป้ายและตะโกนข้อความต่อต้านรัฐบาล นับเป็นการแสดงความไม่พอใจของสังคมที่ไม่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจในนครอิสตันบูล โดยภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์สแสดงให้เห็นว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมที่หน้ามหาวิทยาลัยอิสตันบูล

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการนครอิสตันบูลประกาศบังคับข้อจำกัดต่างๆ ในเมืองแห่งนี้เป็นเวลา 4 วัน รวมถึงห้ามชุมนุมในที่สาธารณะ แต่คาดกันว่า ชาวตุรกีจะออกมาชุมนุมเพิ่มขึ้นอีกในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ หลังจากแกนนำฝ่ายค้านคนอื่นๆ กับภรรยาของนายอิมาโมลู ออกมาเรียกร้องให้ผู้คนออกมาแสดงพลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews